ล้างแค้นแทน Huawei? จีนยันเพิ่มโทษประหารชาวแคนาดา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660188

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 11:35 น.

ล้างแค้นแทน Huawei? จีนยันเพิ่มโทษประหารชาวแคนาดากรณีนี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่แคนาดาควบคุมตัวเมิ่งหว่านโจว บุตรสาวของเจ้าของบริษัทหัวเหวยเอาไว้ และกลายเป็นความขัดแย้งและการข่มขู่ระหว่างสองประเทศนับแต่นั้น

ศาลจีนยืนคำพิพาษาเดิมที่ให้ประหารชีวิตและปฏิเสธคำอุทธรณ์ของรอเบิร์ท เชลเลนเบิร์ก (Robert Schellenberg) ชาวแคนาดาที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งก่อนหน้านี้รับโทษแค่จำคุก 15 ปี แต่กลับถูกเพิ่มโทษเป็นประหารชีวิตในภายหลัง

คำตัดสินยืนยันประหารชีวิตเชลเลนเบิร์กเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยังเประบางอย่างยิ่งหลังจากการจับกุมผู้บริหารของ Huawei แบะบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทคือ เมิ่งหว่านโจวโดยทางการแคนาดาในปลายปี 2018 และเป็นเหตุความขัดแย้งสามเส้าระหวางแคนาดา สหรัฐ และจีน

เชลเลนเบิร์กถูกทางการจีนควบคุมตัวในเดือนธันวาคม 2014 โดยตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดในเดือนมกราคม 2015 และถูกตัดสินจำคุก 15 ปีในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2018

ไม่กี่วันต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม แคนาดาจับกุมเมิ่งหว่ารนโจวประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Huawei Technologies ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีนในแวนคูเวอร์ตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดนของสหรัฐ

จีน จีนเตือนว่าเว้นแต่เมิ่งจะได้รับการปล่อยตัวเท่านั้น หาไม่แล้วแคนาดาว่าจะได้รับผลจากการกระทำดังกล่าวแต่ในเวลานั้นไม่ระบุรายละเอียด

ก่อนสิ้นเดือน เชลเลนเบิร์กยื่นอุทธรณ์คำตัดสินจำคุก 15 ปี ศาลอุทธรณ์จึงดำเนินการพิจารณาคดีของเชลเลนเบิร์กเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม

ในเดือนมกราคม 2019 ศาลอุทธรณ์ประชาชนต้าเหลียนในมณฑลเหลียวหนิงของจีนได้พิจารณาคดีใหม่อีกครั้งกับเชลเลนเบิร์กและพิพากษาให้เขารับโทษประหารชีวิต

ศาลได้พิจารณาคำอุทธรณ์ของเชลเลนเบิร์ให้ทบทวนโทษประหารชีวิตในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และยืนยันคำตัดสินเดิมให้ประหารในวันที่ 10 สิงหาคม 2021

ทนายในกรุงปักกิ่งกล่าวกับสำนักรอยเตอร์ว่า การบังคับใช้บทลงโทษที่รุนแรงขึ้นหลังจากการอุทธรณ์นั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความของจีน (หมายเหตุข้อสังเกต – ซึ่งคำกล่าวนี้อาจสะท้อนวาการพิจารณาคดีมีวาระซ่อนเรนทางการเมืองเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-แคนาดาที่เลวร้ายลง)

โดมินิก บาร์ตัน (Dominic Barton) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศจีนกล่าวถึงกรณีที่ในศาลจีนยืนโทษประหารชีวิตเชลเลนเบิร์ก โดยกล่าวว่ามีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการใช้โทษประหารโดยพลการของจีน

บาร์ตัน ยังกล่าวอีกว่า “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ที่จีนประกาศผลการอุทธรณ์ของเชลเลนเบิร์กในขณะที่คดีที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร Huawei คือเมิ่งหว่านโจวยังคงดำเนินอยู่ในแคนาดา

นอกจาก เชลเลนเบิร์กแล้วยังมีชาวแคนาดาอีกสองคนถูกตั้งข้อหาและพยายามจะจารกรรม

หนึ่งในนั้นคือนักธุรกิจ ไมเคิล สเปเวอร์ (Michael Spavor) ที่คาดวาจะมีการตัดสินคดีของเราอย่างเร็วที่สุดในวันพุธตามแหล่งข่าวชาวแคนาดาที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้โดยตรง

แหล่งข่าวคนที่สองที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ยืนยันว่าคำตัดสินของสเปเวอร์ครบกำหนดในสัปดาห์นี้

Photo by HANDOUT / Intermediate Peoples’ Court of Dalian / AFP

สหรัฐยกระดับคำเตือนไทยพื้นที่เสี่ยงสูงสุด ให้งดเดินทางไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660182

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

สหรัฐยกระดับคำเตือนไทยพื้นที่เสี่ยงสูงสุด ให้งดเดินทางไปศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐจัดไทยเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับสูงสุด ขอประชาชนเลี่ยงเดินทาง

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่นศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ยกระดับให้ประเทศไทย อิสราเอล ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ และอีกหลายประเทศเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 4 หรือพื้นที่เสี่ยงสูงสุด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไทยอยู่ในประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 3

พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนงดเดินทางเข้าประเทศดังกล่าวข้างต้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ออสเตรเลีย โครเอเชีย เอลซัลวาดอร์ อาเซอร์ไบจาน กวม เคนยา และจาเมกา ถูกยกระดับเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 3 หรือพื้นที่เสี่ยงสูง

ทั้งนี้ CDC ได้จัดระดับตามความเสี่ยงของการแพร่ระบาด 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 4 ประเทศสีแดงเข้ม (ความเสี่ยงสูงมาก) ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ หรือฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ครบก่อนหากต้องการเดินทาง

ระดับที่ 3 ประเทศสีแดง (ความเสี่ยงสูง) ให้ประชาชนฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่จำเป็น

ระดับที่ 2 ประเทศสีส้ม (ความเสี่ยงปานกลาง) ประชาชนควรฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนก่อนเดินทาง สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและมีความเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อควรเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น

ระดับที่ 1 ประเทศสีเหลือง (ความเสี่ยงต่ำ) สามารถเดินทางได้แต่ควรฉีดวัคซีนก่อนเดินทาง และระดับสุดท้ายประเทศที่ไม่ทราบแน่ชัด ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ แต่หากต้องการเดินทางควรฉีดวัคซีนให้ครบ

Alex Wong/Getty Images/AFP

รัฐบาลเผด็จการเมียนมาปัดไม่เกี่ยวแผนลอบสังหารทูต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660180

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 10:24 น.

รัฐบาลเผด็จการเมียนมาปัดไม่เกี่ยวแผนลอบสังหารทูตกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมากล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการทำร้ายเพื่อเอาชีวิตทูตยูเอ็น

สำนักข่าวรอยเตอร์กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาร์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ารัฐบาลเมียนมา (รัฐบาลเผด็จการทหาร) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหาร จ่อ โม ทุน (Kyaw Moe Tun) เอกอัครราชทูตเมียนมาของรัฐบาลลพเรือนที่ถูกโค่นล้ม ประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเป็นผู้ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในนิวยอร์ก โดยชี้ว่าเมียนมาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและถือเป็นคดีในประเทศของสหรัฐ

นี่เป็นคำแถลงครั้งแรกของรัฐบาลทหารนับตั้งแต่การจับกุมชาวเมียนมาร์ 2 คนที่เกี่ยวข้องกับแผนการการลอบสังหารและทำร้ายจ่อ โม ทุน และทางการเมียนมายังปฏิเสธความคิดในลักษณะการประณามโดยเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เกี่ยวกับแผนการทำร้ายทูตด้วย

“เหตุการณ์นี้เป็นคดีในประเทศสหรัฐอเมริกา คำพิพากษาต้องทำในสหรัฐอเมริกาตามกฎหมายของสหรัฐ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมียนมา” คำแถลงระบุบนสถานีโทรทัศน์ MRTV ของรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถติดต่อโฆษกรัฐบาลทหารเพื่อตอบโต้เพิ่มเติมต่อแผนการลอบสังหาร/ลอบทำร้ายดังกล่าว

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐ ระบุเมื่อวันศุกร์ว่าพลเมืองเมียนมา 2 คนถูกจับในรัฐนิวยอร์ก ฐานวางแผนกับผู้ค้าอาวุธในไทย ซึ่งขายอาวุธให้กองทัพพม่า เพื่อสังหารหรือทำร้ายเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมาร์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โธมัส-กรีนฟิลด์กล่าวว่า แผนดังกล่าวสอดคล้องกับ “รูปแบบการก่อกวน” ของผู้นำเผด็จการและผู้สนับสนุนที่พยายามข่มเหงฝ่ายตรงข้ามทั่วโลก เธอกล่าวว่าสหรัฐยืนหยัดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับ จ่อ โม ทุนและชมเชยเขาที่มี “ความกล้าหาญและความองอาจที่โดดเด่น”

แต่กระทรวงการต่างประเทศเมียนมากล่าวว่า “เมียนมาปฏิเสธคำกล่าวของผู้แทนถาวรของสหรัฐ ณ สหประชาชาติลินดา โธมัส กรีนฟิลด์อย่างแข็งขัน”

กระทรวงการต่างประเทศเมียนเสริมว่า จ่อ โม ทุนถูกปลดออกจากตำแหน่งในฐานะเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมา และขณะนี้ถูกหมายจับในข้อหากบฏ เพราะเขาแสดงการสนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่เคลื่อนไหวใต้ดินต่อต้านเผด็จการทหาร

แม้จะมีการประท้วงของรัฐบาลเผด็จการ แต่ จ่อ โม ทุน ยังคงทำหน้าที่ที่สหประชาชาติ ในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถูกทหารโค่นล้มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

รายงานสะเทือนโลก IPCC เตือนสภาพอากาศโลกถึงจุดวิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660151

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

รายงานสะเทือนโลก IPCC เตือนสภาพอากาศโลกถึงจุดวิกฤตนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วงและย้อนกลับไม่ได้แล้ว

วันนี้ (9 ส.ค.) คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เปิดเผยรายงานวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศเฉพาะกิจเพื่อเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะโลกร้อนที่อันตรายอย่างยิ่งโดยเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์

อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติชี้ว่านี่คือ “รหัสแดง” หรือภาวะฉุกเฉินของมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อป้องกันภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วิกฤตที่จะเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน

• รายงานคาดการณ์ว่าคลื่นความร้อนรุนแรงที่จะเกิดขึ้นทุก 50 ปีนั้น ได้เกิดถี่ขึ้นเป็นทุก 10 ปี อันเนื่องจากภาวะโลกร้อน ในขณะที่พายุฝนและภัยแล้งก็เพิ่มความถี่และความรุนแรงขึ้นเช่นกัน ตลอดจนฤดูไฟป่าก็จะยาวนานและรุนแรงกว่าเดิม

• ธารน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกอาจละลายหายไปทั้งหมดภายในปี 2050 เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศมากที่สุด

• ระดับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศขณะนี้สูงพอที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลกไปอีกหลายสิบปีหรืออาจถึงหลายร้อยปี

• IPCC กล่าวว่าก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ได้ปล่อยออกมาแล้วนั้นส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากความร้อนและน้ำแข็งละลาย ซึ่งจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลาหลายพันปี

• นอกจากนี้ IPCC ยังเชื่อมั่นว่าพื้นที่เกษตรกรรมหลายแห่งทั่วโลกจะประสบภัยแล้งหรือพายุฝนมากขึ้น รวมถึงพื้นที่บางส่วนของอาร์เจนตินา ปารากวัย โบลิเวีย และบราซิล ซึ่งเป็นแหล่งปลูกถั่วเหลืองและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ รายใหญ่ระดับโลก

• ผลกระทบบางอย่างเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้แล้ว อย่างเช่นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล หรือการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก แม้ว่ามนุษย์จะพยายามควบคุมคาร์บอนไปนับร้อยหรือพันปีก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้

มันเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

• นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างเช่น การเกิดคลื่นความร้อนในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคนในเดือนมิ.ย. และบราซิลกำลังประสบภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 91 ปี

• เปาโล อาร์ทาโซ นักสิ่งแวดล้อมผู้นำในการเขียนรายงานกล่าวว่าคลื่นความร้อนในแคนาดา ไฟไหม้ในแคลิฟอร์เนีย น้ำท่วมในเยอรมนี น้ำท่วมในจีน ภัยแล้งในภาคกลางของบราซิล ล้วนแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างหนัก

• คารอลินา เวร่า นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและผู้ร่วมเขียนรายงานกล่าวว่าโอกาสที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันยิ่งมีมากขึ้น อย่างเช่นการเกิดความร้อนจัด ภัยแล้ง และลมแรงพร้อมกันซึ่งส่งผลให้เกิดไฟป่า

• นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการคาดการณ์ในรายงานฉบับนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมถึงปฏิบัติตามข้อตกงปารีสอย่างจริงจัง

Photo by ANGELOS TZORTZINIS / AFP

จีนค้นพบ ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660149

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 18:16 น.

จีนค้นพบ ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นที่มณฑลเหอหนาน ถือเป็น ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก

เจิ้งโจว, 9 ส.ค. (ซินหัว) — คณะนักโบราณคดีของมหาวิทยาลัยเจิ้งโจว ซึ่งตั้งอยู่ที่มณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ยืนยันผลการตรวจสอบอายุของซากโบราณสถานกวนจวงที่เมืองสิงหยางของเหอหนานด้วยวิธีคาร์บอน-14 บ่งชี้ว่ามีการหล่อเหรียญทองแดงในช่วง 640-550 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ผลการตรวจสอบข้างต้นถือเป็นการกำหนดกรอบเวลาของการผลิตเหรียญกษาปณ์ในจีนอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก และส่งผลให้ซากโบราณสถานกวนจวงเป็นที่ตั้งของโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ที่มีความเก่าแก่มากที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบในโลก

โบราณสถานกวนจวงเป็นซากเมืองเก่าแก่อันสมบูรณ์พร้อม ซึ่งปรากฏอยู่ในยุคราชวงศ์โจวตะวันตก (1046-771 ปีก่อนคริสตกาล) ถึงช่วงกลางยุควสันตสารทหรือยุคชุนชิว (770-476 ปีก่อนคริสตกาล) ก่อสร้างขึ้นเมื่อราว 800 ปีก่อนคริสตกาล และถูกทิ้งร้างเมื่อราว 450 ปีก่อนคริสตกาล

ปฏิบัติการขุดสำรวจซากโบราณสถานกวนจวงเริ่มต้นเมื่อปี 2010 นำไปสู่การค้นพบพื้นที่ขนาดใหญ่ของโรงผลิตงานหัตถกรรมหลากหลายประเภท อาทิ การหล่อเหรียญกษาปณ์ การทำเครื่องปั้นดินเผา และการแกะสลักกระดูก

ศาสตราจารย์หานกั๋วเหอ หัวหน้าภาควิชาโบราณคดีของมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่าโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ทางเหนือตอนกลางของซากเมืองเก่าแก่แห่งนี้ และมีการค้นพบซากเหรียญปู้ปี้ (Spade money) รูปทรงคล้ายใบจอบ 4 แบบ ได้แก่ เหรียญคงโส่วปู้ปี้สภาพสมบูรณ์ เหรียญซินฟ่านที่ยังไม่ถูกใช้งานและใช้งานแล้ว และเหรียญไว่ฟ่าน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Ethereum อัปเกรดครั้งใหญ่แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660138

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 16:48 น.

Ethereum อัปเกรดครั้งใหญ่แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างสรุป London Hard Fork การอัปเกรดครั้งใหญ่ที่จะทำให้ Ethereum ราคาพุ่ง

1. Ethereum (ETH) เหรียญดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก Bitcoin ได้ทำการอัปเกรดระบบครั้งใหญ่ (Hard Fork) ไปเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา ท่ามกลางความตื่นเต้นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมคริปโต โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ระยะยาวและช่วยหนุนราคา Ethereum ให้เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

2. Hard Fork คือการอัปเกรดระบบบล็อกเชนครั้งใหญ่ซึ่งอาจมีการมีการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าและกฎเกณฑ์ต่างๆ โดย Ethereum ได้ทำการอัปเกรดระบบมาอย่างต่อเนื่อง แต่การอัปเกรดครั้งใหญ่หรือที่เรียกว่า Hard Fork นั้นปัจจุบันมีการวางแผนไว้ว่าจะทำทั้งหมด 3 ครั้ง

3. โดยครั้งแรกคือ “Berlin Hard Fork” เกิดขึ้นเมื่อเม.ย. ที่ผ่านมาเพื่อให้ระบบมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และ “Shanghai Hard Fork” คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้

4. ส่วนการอัปเกรดเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมานี้คือ “London Hard Fork” ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาไปสู่ Ethereum 2.0 โดยในการอัปเกรดครั้งนี้ประกอบด้วย 5 EIP (Ethereum Improvement Proposal) แต่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ EIP -1559

5. การอัปเกรดดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม (Gas) ราคาถูกลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม ETH นั้นมีราคาแพง ซึ่งแปรผันตามความต้องการของผู้ใช้ หากมีผู้ทำธุรกรรมมากค่าธรรมเนียมก็ยิ่งมีราคาสูง โดยค่า Gas นั้นจะถูกโอนจากผู้ทำธุรกรรมไปยังนักขุด (Miners)

6. ทั้งนี้ ไม่ใช่การลดค่าธรรมเนียมแต่เป็นการคิดค่าธรรมเนียมแบบใหม่ โดยมีการเผาค่าธรรมเนียมเนียมส่วนหนึ่งที่เรียกว่า Base fee ในแต่ละธุรกรรม เพื่อลดซัพพลายในระบบ โดยนักขุดจะได้รับ Tip จากผู้ทำธุรกรรมแทน Base fee ที่ถูกเผาไป

7. นอกจากแก้ไขปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมแล้ว EIP -1559 จะส่งผลมีการทำลายทิ้งหรือเบิร์นเหรียญ ETH ที่เป็นค่าธรรมเนียมออกจากเครือข่ายเพื่อควบคุมปริมาณซึ่งจะลดการหมุนเวียนของเหรียญในตลาด ส่งผลให้ ETH อาจมีราคาสูงขึ้นในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนแข็งแกร่งขึ้น

8. สัตวิก วิศวนาถ (Sathvik Vishwanath) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Unocoin บริษัทคริปโตชั้นนำของอินเดียกล่าวว่าการอัปเกรดครั้งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อการจัดการและค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม ด้วยความพยายามในการแก้ไขข้อบกพร่องของบล็อกเชน

9. นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเปลี่ยนแปลงอาจยังไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่คาดว่าจะส่งผลในระยะยาวเป็นอย่างมาก เนื่องจากซัพพลายของเหรียญในตลาดจะลดลงซึ่งมีผลต่อราคา ตลอดจนอาจส่งผลให้ DeFi, NFTs และ DApps อื่นๆ แข็งแกร่งขึ้นด้วย

10. เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมาภายหลังการอัปเกรดเพียงไม่นานราคาของ ETH พุ่งทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐอีกครั้งหลังจากเคยแตะที่ระดับ 4,000 เหรียญสหรัฐเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาและร่วงลงมาอยู่ที่กว่า 2,000 เหรียญสหรัฐ

ใครอยู่เบื้องหลังแผนสังหารทูตเมียนมา? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660110

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 13:04 น.

ใครอยู่เบื้องหลังแผนสังหารทูตเมียนมา?สื่อเมียนมาตั้งคำถาม ใครคือพ่อค้าอาวุธในไทยที่อยู่เบื้องหลังแผนสังหารทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติ

สืบเนื่องจากการจับกุมพลเมืองเมียนมา 2 คนในนิวยอร์กคือ เพียว เฮน ทุต (Phyo Hein Htut) อายุ 28 ปี และเย เฮน ซอ (Ye Hein Zaw) อายุ 20 ปี ฐานร่วมมือกับนายหน้าค้าอาวุธรายหนึ่งในประเทศไทยซึ่งขายอาวุธให้กองทัพเมียนมาเพื่อสังหารหรือทำร้ายเอกอัครราชทูต จอ โม ตุน (Kyaw Moe Tun) ทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติ (UN) ที่ต่อต้านการรัฐประหารในเมียนมา

แล้วใครคือพ่อค้าอาวุธที่อยู่ในประเทศไทย?

สำนักข่าว The Irrawaddy ของเมียนมารายงานว่าเพียว เฮน ทุต ให้การต่อ FBI ว่าพ่อค้าอาวุธในประเทศไทยติดต่อเขาทางออนไลน์พร้อมเสนอเงินเพื่อจ้างให้ลอบทำร้ายเอกอัครราชทูตและบังคับให้เขาลาออกจากตำแหน่ง

โดยมีเย เฮน ซอ เป็นผู้ให้เงิน 4,000 เหรียญสหรัฐแก่เพียว เฮน ทุต และเขาจะได้เงินเพิ่มอีก 1,000 เหรียญสหรัฐหากสามารถสังหารเอกอัครราชทูตได้

รายงานระบุว่าเพียว เฮน ทุต ดูเหมือนจะมีผู้ติดต่อในสำนักงานของเอกอัครราชทูตและผู้ค้าอาวุธในประเทศไทยที่รู้จักเขา ส่วนใครคือผู้ค้าอาวุธที่อยู่ในประเทศไทยนั้น มีแนวโน้มว่าอาจเป็นชาวเมียนมา

เนื่องจากมีนักธุรกิจและมหาเศรษฐีที่มีชื่อเสียงและน่าเกรงขามหลายคนของเมียนมาที่เปิดบริษัทธุรกิจและอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และบางคนมีบทบาทมากขึ้นนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร

เนื่องจากพวกเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) หัวหน้ารัฐประหารและประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC)

สื่อเมียนมาเผยว่านักธุรกิจและมหาเศรษฐีเมียนมาเหล่านี้มักปรากฏตัวในกรุงเทพมหานคร และเล่นกอล์ฟกับบรรดานักการทูตหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมา

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่านักธุรกิจหลายคนมีเครือข่ายที่กว้างขวางตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาเพื่อส่งออกสินค้า อาทิ วัสดุก่อสร้าง สุรา รถยนต์ รวมถึงอาวุธไปยังเมียนมา

เต ซา (Tay Za) คือหนึ่งในเศรษฐีและพ่อค้าอาวุธชาวเมียนมาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร และเขายังมีที่อยู่สิงคโปร์ด้วยเช่นกัน และเพิ่งปรากฏตัวในข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ขณะที่รัฐบาลเมียนมาซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารและเครื่องบินรบจากรัสเซีย

อย่างไรก็ตามเครือข่ายธุรกิจและอาชญากรรมของกองทัพเมียนมาในกรุงเทพมหานครนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูต จอ โม ตุน แสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารในเมียนมาอย่างเปิดเผยในระหว่างการประชุมสหประชาชาติเมื่อเดือนก.พ. ขณะที่รัฐบาลเมียนมาพยายามให้เขาพ้นออกจากตำแหน่งนับตั้งแต่นั้นมาแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากสหประชาชาติไม่ได้ดำเนินการตามคำร้องขอ

โดยเอกอัครราชทูต จอ โม ตุน ได้เผยต่อสำนักข่าว Reuters ว่าตนถูกคุกคามก่อนที่จะมีการจับกุมชายทั้ง 2 คนดังกล่าว ซึ่งขณะนี้เอกอัครราชทูตได้รับการรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

กรณีศึกษาไอซ์แลนด์ ฉีดเยอะ ติดเยอะ แต่ป่วยหนักน้อยมาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660103

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

กรณีศึกษาไอซ์แลนด์ ฉีดเยอะ ติดเยอะ แต่ป่วยหนักน้อยมากแม้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแต่ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงอย่างไอซ์แลนด์มองว่าไม่น่ากังวล

ขณะนี้ผู้หญิงชาวไอซ์แลนด์ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป 96% ได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 1 โดส ขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ 90% แต่กลับมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้วท่ามกลงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

ไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดมากขึ้นในหลายประเทศรวมถึงในสหรัฐโดยมีการอธิบายว่าเป็นการแพร่ระบาดในกล่มผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเนื่องจากยังมีชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่มีความลังเลใจในการเข้ารับการฉีดวัคซีน

แต่ในทางกลับกันผู้ติดเชื้อรายใหม่ในไอซ์แลนด์นั้นเป็นกลุ่มผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วมากกว่าผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยเมื่อปลายเดือนที่แล้วพบว่ากว่า 80% ของผู้ป่วยรายใหม่เป็นประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

ไอซ์แลนด์จึงเป็นประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงอีกประเทศหนึ่งที่กลับมาใช้มาตรการควบคุมโรค เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคมและสวมหน้ากากอนามัยอีกครั้ง หลังจากที่ยกเลิกไปเมื่อเดือนมิ.ย.

อย่างไรก็ตามรอยเตอร์สชี้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนสูงนั้นไม่เรียกว่าเป็นความล้มเหลวของวัคซีนเสียทีเดียวโดยอ้างถึงข้อมูลที่เปิดเผยโดยอธิบดีกระทรวงสาธารณสุขไอซ์แลนด์ซึ่งกล่าวว่า แม้จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้นแต่ผู้ป่วยเหล่านั้นไม่มีอาการรุนแรง และในประเทศที่มีอัตราการฉึดวัคซีนสูงมาก สัดส่วนผู้ติดเชื้อที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วก็อาจมีมากกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

หลักฐานแสดงให้เห็นว่าวัคซีนที่ใช้ในไอซ์แลนด์สามารถป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์เดลตาได้ราว 60% และป้องกันอาการป่วยรุนแรงได้กว่า 90% โดยเมื่อต้นเดือนอธิบดีกระทรวงสาธารณสุขไอซ์แลนด์เผยว่ามีผู้ติดเชื้อกว่า 1,000 คนที่กำลังกักตัว ขณะที่มีเพียง 10 คนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งประมาณ 97% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดมีอาการเล็กน้อยหรือไม่มีเลย

เช่นเดียวกับศาสตราจารย์โมนิกา คานธี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ซึ่งชี้ว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วที่มีผลตรวจเชื้อเป็นบวกเนื่องจากสายพันธุ์เดลตาไม่ได้หมายความว่าวัคซีนเหล่านั้นไม่ได้ผล และไม่ได้บ่งชี้ว่าวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ

กล่าวคือแม้ไอซ์แลนด์จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในขณะนี้เนื่องจากการแพร่ระบาดที่รุนแรงของสายพันธุ์เดลตาแต่พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 นั้นแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย ซึ่งข้อมูลบ่งชี้ว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วแม้จะมีโอกาสติดเชื้อ แต่โดยทั่วไปจะสามารถฟื้นตัวได้โดยไม่มีอาการป่วยรุนแรง

อาจไม่รับประกันว่าวัคซีนจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในขณะนี้ แต่วัคซีนสามารถป้องกันการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้

ไอซ์แลนด์นับว่าเป็นอีกประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ค่อนข้างดี โดยนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไอซ์แลนด์รายงานผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 8,738 คนและมีผู้เสียชีวิต 30 คน โดยนับตั้งแต่การแพร่ระบาดระลอกล่าสุดจากสายพันธุ์เดลตาในไอซ์แลนด์พบผู้เสียชีวิตเพียง 1 คน

ทั้งนี้ วัคซีนที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในไอซ์แลนด์ ได้แก่ Pfizer, Moderna, AstraZeneca และ Johnson & Johnson

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP

เดลตาคือไวรัสที่ติดง่ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา โควิดจะลากยาวอีกนาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660101

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 11:25 น.

เดลตาคือไวรัสที่ติดง่ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา โควิดจะลากยาวอีกนานชี้ด้วยว่าโลกยังห่างไกลจาการหลุดพ้นจากการระบาดของโควิด เพราะการกระจายวัคซีนยังเหลื่อมล้ำสูงมาก

แลร์รี บริลเลียนท์ (Larry Brilliant) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า การระบาดใหญ่ยังไม่สิ้นสุดในเร็วๆ นี้ เนื่องจากมีเพียงส่วนน้อยของประชากรโลกเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เขายังกกล่าวว่าเดลตาคือ “อาจเป็นไวรัสที่ติดต่อได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

บริลเลียนท์ กล่าวว่าแบบจำลองของเขาเกี่ยวกับการระบาดของโควิด-19ในซานฟรานซิสโกและนิวยอร์กคาดการณ์ว่าจะเกิดสถานการณ์แบบกราฟเส้นโค้งการแพร่ระบาดรูปตัววีกลับหัว แสดงว่าการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็จะลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ลักษณะของกราฟที่พุ่งขึ้นสูงอยางรวดเร็วและตกอย่างรวดเร็วหมายความว่าเดลตาทำให้ติดเชื้ออย่างเร็วมากแต่มื่อติดกันในวงกว้างแล้วมันจะไม่เหลือใครให้ติดอีก กราฟก็จะตกลงมา

เขาบอกว่าเว้นแต่เราจะฉีดวัคซีนให้ทุกคนในทุกประเทศ ไม่เช่นนั้นก็จะยังมีสายพันธุ์ใหม่ และเขาคาดการณ์ว่าในที่สุดโคโรนาไวรัสชนิดนี้จะกลายเป็น “ไวรัสตลอดกาล” เช่นไข้หวัดใหญ่

ทั้งนี้ ลอวเรนซ์ หรือ แลร์รี บริลเลียนท์ (Lawrence “Larry” Brilliant) เป็นนักระบาดวิทยาชาวอเมริกัน นักเทคโนโลยี ผู้ใจบุญ และนักเขียน ซึ่งทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลกระหว่างปี พ.ศ. 2516-2519 ช่วยกำจัดไข้ทรพิษได้สำเร็จ และในชวงฤดูใบไม้ผลิปี 2020 อันเป็นช่วงที่โควิด-19 เริ่มระบาดหนัก เขาให้ความเห็นว่าองค์การอนามัยโลกซึ่งเขาทำงานด้วยนานนับสิบปีแล้ว นิยามการระบาดของโควิด-19 ว่าเป็นการระบาดใหญ่ (pandemic) ช้าเกินไป

Photo by Rezas / AFP

Bitcoin คืนชีพ? จับตาหลังราคาสูงสุดในรอบ 2 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660093

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 10:48 น.

Bitcoin คืนชีพ? จับตาหลังราคาสูงสุดในรอบ 2 เดือนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ Bitcoin และ Ether ทำราคาได้ถึงขนาดนี้ มันเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่?

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา Bitcoin และ Ether มาถึงระดับสูงสุดในรอบกว่าสองเดือน โดย Bitcoin เพิ่มขึ้นถึง 3.1% ที่ 45,328 ดอลลาร์ในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม ส่วน Ether เพิ่มขึ้นมากถึง 3.5% เป็น 3,191 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึวันจันทร์ช่วงเช้าราคาของ Bitcoin ปรับลงมาที่ระดับต่ำสุดที่ 42,831 ดอลลาร์ และไล่เลี่ยอยู่ที่ประมาณ 43,000 ดอลลาร์ กระนั้นก็ตาม มันยังเป็นสัญยาณที่น่าชื่นใจอยู่ล้างที่มันสามารถฝ่าแรงต้านที่ 45,000 ดอลลาร์ขึ้นมาได้

จอห์น ไออาดีลูกา (John Iadeluca) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของกองทุนพหุกลยุทธ์ Banz Capital กล่าวกับ Forbes ว่าการทะลุระดับแนวต้าน 45,000 ตามมาด้วยการเทขายอย่างหรัก อย่างไรก็ตาม ดูเหมือน Bitcoin จะพยายาททดสอบระดับ 45,000 อย่างต่อเนื่อง และหากมันฝ่าระดับ 45,000 ได้มันก็จะสามารถเซ็ตระดับแรงหนุนใหม่ได้

เปาโล อาร์โดอิโน (Paolo Ardoino) หัวหน้าเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีของ Bitfinex กล่าวว่าดูเหมือนว่าตลาดเงินดิจิทัลจะกลับมามีบรรยากาศในด้านบวกแล้ว กระนั้นก็ตามความปั่นป่วนที่เกิดในตลาดคริปโตในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นยังไม่น่าจะบรรเทาลง

ความปั่นป่วนที่ทำให้ตลาดคริปโตฯ ซบเซาลงอย่างหนักก็คือกการกวาดล้างอย่างไม่หยุดหย่อนของทางการจีน รวมถึงท่าทีกลับไปกลับมาของอีลอน มัสก์ ที่มีสถานะเหมือนศาสนาผู้พยากรณ์เงินคิรปโตไปแล้ว แต่บางครั้งเขาแสดงท่าทีสนับสนุนแต่แล้วก็ไม่สนับสนุนมน ทำให้นักลงทุนเกิดความสับสน ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดคริปโตเงียบเหงายาวกว่า 2 เดือนแล้ว

ขณะที่ มาร์คัส ซอร์ตริตรู (Marcus Sotiriou) เทรดเดอร์ของ GlobalBlock นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกล่าวว่า Bitcoin แสดงความแข็งแกร่งซึ่งคาดว่าจะดำเนินต่อไปในสัปดาห์นี้ เนื่องจากมันหลุดออกมาจากแนวโน้มขาลงในวันศุกร์ แล้วมุ่งสู่ระดับสูงสุดตลอดกาลครั้งก่อนในเดือนเมษายน

Photo by Ozan KOSE / AFP