จีนเชือดเจ้าหน้าที่เมืองหนานจิง เลินเล่อปล่อยให้โควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660057

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 17:04 น.

จีนเชือดเจ้าหน้าที่เมืองหนานจิง เลินเล่อปล่อยให้โควิดระบาดไม่ปล่อยให้ลอยนวล ทางการ ‘หนานจิง’ ลงดาบ 6 เจ้าหน้าที่รัฐ ทำโควิด-19 ระบาดรอบใหม่

หนานจิง, 8 ส.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (7 ส.ค.) นครหนานจิง เมืองเอกของมณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน ได้ประกาศลงโทษเจ้าหน้าที่ 6 ราย โดยมีโทษสูงสุดคือการไล่ออก หลังมีรายงานพบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่ท่าอากาศยานนานาชาติหนานจิง ลู่โข่ว (Nanjing Lukou international airport) ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ

คณะกรรมการตรวจสอบวินัยและกำกับดูแลแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเทศบาลนครหนานจิงระบุว่า ฟางจงโหย่ว ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการคณะกรรมการสุขภาพของเมือง เนื่องจากการบริหารจัดการและการควบคุมและป้องกันโรคโควิด-19 ที่ย่ำแย่

ขณะที่หูว่านจิ้น รองนายกเทศมนตรีเมืองหนานจิง ได้รับบทลงโทษด้วยเหตุผลเดียวกัน ส่วนเหยียนอิงจวิ้น อดีตหัวหน้าเขตเจียงหนิง ถูกลดตำแหน่ง

นอกจากนี้ หนานจิงยังได้ดำเนินการตรวจสอบเจ้าหน้าที่บริหารท่าอากาศยานฯ ระดับสูง 3 ราย ซึ่งรวมถึงวังเชา รองผู้จัดการทั่วไปของอีสเทิร์น แอร์พอร์ตส (Eastern Airports) ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐที่ทำหน้าที่ดูแลท่าอากาศยาน 7 แห่งในเจียงซู เนื่องจากถูกต้องสงสัยว่าละเลยหน้าที่และดำเนินการจัดการควบคุมและป้องกันการระบาดอย่างย่ำแย่

เนื้อหาขา่วด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by STR / AFP) / China OUT

Alibaba สั่นสะเทือน พนักงานสาวแฉถูกล่วงละเมิดทางเพศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660047

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 15:03 น.

Alibaba สั่นสะเทือน พนักงานสาวแฉถูกล่วงละเมิดทางเพศหลังถูกกล่าวหาว่าทีล่วงละเมิดทางเพศ อาลีบาบา (Alibaba) เปิดการสอบสวน สั่งพักงานพนักงานหลายคน

วิบากรรมของ Alibaba ยังไม่จบสิ้นหลังจากถูกทางการจีนจับตาและตรวจสอบบอยางต่อเนื่อง ล่าสุดยังอาจตกม้าตายอีกรอบจากกรณีอื้อฉาวภายใน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด (Alibaba Group Holding Ltd ) อี-คอมเมิร์ซ ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัทได้สั่งพักงานพนักงานหลายคน หลังถูกพนักงานหญิงกล่าวหาโดยแฉเรื่องราวผ่านทางอินทราเน็ตของบริษัทว่าเธอถูกเจ้านายและลูกค้าล่วงละเมิดทางเพศ

เรื่องราวจากปากคำของหญิงสาวรายนี้ ซึ่งเผยแพร่ผ่านไฟล์ PDF จำนวน 11 หน้าที่เผยแพร่ทางออนไลน์ในวงกว้าง ทำให้เกิดกระแสสังคมออนไลน์บนเว็บไซต์ไมโครบล็อก Weibo ของจีน และเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาสอบสวนแล้วโดยตำรวจในเมืองจี่หนานกล่าวเมื่อเช้าวันอาทิตย์ว่าพวกเขากำลังสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

“Alibaba Group มีนโยบายไม่อดทนต่อประพฤติมิชอบทางเพศ และรับรองว่าสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับพนักงานของเราทุกคนคือสิ่งสำคัญสูงสุดของอาลีบาบา” โฆษกกล่าวในแถลงการณ์

“เราได้พักงานบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ต้องสงสัยว่าละเมิดนโยบายและค่านิยมของเรา และได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจภายในเพื่อตรวจสอบปัญหาและสนับสนุนการสอบสวนของตำรวจที่กำลังดำเนินอยู่”

พนักงานหญิงของ Alibaba ซึ่งไม่เปิดเผยตัวตนของเธอ กล่าวหาว่าเจ้านายของเธอบังคับให้เธอเดินทางไปทำธุรกิจกับเขาเพื่อไปพบลูกค้าของทีมในเมืองจี่หนาน ห่างจากสำนักงานใหญ่ของ Alibaba ในหางโจวประมาณ 900 กิโลเมตร

ตามที่ผู้หญิงคนนั้นบอก ในตอนเย็นของวันที่ 27 กรกฎาคม ลูกค้าจูบเธอ หลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว เธอตื่นขึ้นในห้องพักในโรงแรมในวันรุ่งขึ้นเสื้อผ้าถูกถอดออกและจำเหตุการณ์ในตอนเย็นก่อนไม่ได้เลย

ภาพกล้องวงจรปิดที่เธอได้รับจากโรงแรมแสดงให้เห็นว่าเจ้านายของเธอเข้ามาในห้อง 4 ครั้งในช่วงเย็น

เมื่อกลับมาถึงหางโจว เธอบอกว่าเธอรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้บริหารระดับสูงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม โดยขอให้เจ้านายของเธอถูกไล่ออกและขอลาพักร้อน แม้ว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะตกลงกันในขั้นต้น แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่ปฏิบัติตาม

แดเนียล จาง (Daniel Zhang) ซีอีโอของ Alibaba ออกมาตอบระบสถานการณ์ความสับสนวุ่นวายหลังการแแฉเรื่องนี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบนกระดานข้อความภายในของบริษัท แม้ว่าบริษัทจะไม่เปิดเผยเนื้อหาที่โพสต์บนอินทราเน็ตอย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้ข้อมูลจากจากบุคคลที่เห็นโพสต์ซึ่งระบุว่า

“ไม่ใช่แค่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเท่านั้นที่ควรขอโทษ ผู้จัดการแผนกธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังมีความรับผิดชอบและควรขอโทษสำหรับความเงียบและความล้มเหลวในการตอบกลับอย่างทันท่วงที” จางเขียน

“เริ่มจากผม เริ่มจากฝ่ายการจัดการ เริ่มจากฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ทุกคนที่ Alibaba ต้องเห็นอกเห็นใจ ไตร่ตรอง และลงมือทำ”

Alibaba ประกาศบนอินทราเน็ตว่าผู้บังคับบัญชาของผู้หญิงคนนี้ พนักงานที่ติดต่อเธอที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และฝ่ายการจัดการโดยตรงของบุคคลเหล่านั้น ถูกพักงานแล้ว อ้างจากบุคคลที่เห็นโพสต์

Photo by GREG BAKER / AFP

‘มวยไทย’ เทรนด์ออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในยูนนาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660040

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 13:41 น.

‘มวยไทย’ เทรนด์ออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในยูนนานปัจจุบันมีสมาคมมวยไทยผุดขึ้นมากมายในหลายเมืองใหญ่ ยังไม่นับรวมยิมมวยที่เปิดสอนมวยไทยอีกหลายแห่งทั่วประเทศ

คุนหมิง, 5 ส.ค. (ซินหัว) — หวังอวี่เฉิน  นักเรียนวัย 9 ขวบจากมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สวมนวมและสนับแข้งขณะออกหมัดและเตะอย่างขันแข็งระหว่างฝึกล่อเป้ากับครูฝึก

หวังฝึกเรียนมวยไทย อันเป็นศิลปะการต่อสู้ที่โจมตีด้วยกำปั้น เท้า ศอก และเข่า ในยิมมวยคุนหมิง องค์บาก อินเทอร์เนชันแนล มวยไทย แอนด์ บ็อกซิง แอนด์ เอ็มเอ็มเอ (Kunming OngBak international Muay Thai&Boxing&MMA) ในย่านชานเมืองของนครคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลอวิ๋นหนาน มานานกว่า 1 ปีแล้ว

“ผมเคยเป็นหวัดบ่อยครั้ง แต่หลังจากเล่นมวยไทย ก็ไม่ค่อยเป็นมากเท่าแต่ก่อนครับ แถมศักยภาพทางกีฬาของผมที่โรงเรียนก็พัฒนาขึ้นด้วย” หวังกล่าวพร้อมเบ่งกล้ามโชว์

หวังมาเรียนมวยที่ยิมดังกล่าวพร้อมกับหวังเจี้ยนวัย 36 ปี ผู้เป็นพ่อ ซึ่งเรียนมวยไทยที่นี่มาตั้งแต่ปี 2018

หวังผู้เป็นพ่อกล่าวว่า เขาสนใจมวยไทยหลังจากได้ดูภาพยนตร์เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ของไทยเรื่อง “องค์บาก” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อยิมแห่งนี้ด้วย และการฝึกมวยไทยนั้นทำให้เขามีสุขภาพดีขึ้น มีพละกำลังมากขึ้น และมีความเข้าใจในทักษะการป้องกันตัวเป็นอย่างดี

เขากล่าวต่อว่าพวกตนไม่ใช่พ่อลูกคู่เดียวที่เรียนมวยไทยด้วยกันในยิมองค์บาก โดยยิมแห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้กระชับความสัมพันธ์กับลูกๆ และช่วยให้เด็กได้รู้จักเพื่อนใหม่นอกโรงเรียน

ยิมมวยองค์บากก่อตั้งขึ้นในปี 2016 เป็นหนึ่งในยิมมวยไทยแห่งแรกในคุนหมิง มีสมาชิกอยู่มากกว่า 1,200 คน ในจำนวนนี้มี 400 คนเป็นสมาชิกที่มาใช้บริการเป็นประจำ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มวยไทยกลายเป็นกิจกรรมออกกำลังกายแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมในของคนที่นี่

จูจิ่นชิว ครูฝึกวัย 37 ปี เจ้าของยิมมวยองค์บาก กล่าวว่าโดยทั่วไปแล้วลูกค้าผู้ชายจะมาฝึกมวยไทยเพื่อเพิ่มความเป็นชาย ขณะที่ผู้หญิงจะมีเป้าหมายเพื่อลดหุ่น ส่วนการฝึกมวยไทยสำหรับเด็กนั้นช่วยสร้างความแข็งแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงผู้ปกครองพาลูกหลานมาฝึกมวยไทยกันมากขึ้น

โหลวลี่ผิง พนักงานออฟฟิศวัย 39 ปี ซึ่งเริ่มเรียนมวยไทยเมื่อปี 2016 กล่าวว่าการต่อยมวยไทยไม่ได้หมายความว่าเรามีแนวโน้มชอบใช้ความรุนแรง และเมื่อต้องรับมือกับความขัดแย้ง เราจะยับยั้งตนเองมากกว่าลงมือโดยวู่วาม โดยเธอเริ่มเรียนมวยไทยเพื่อบรรเทาความเครียดจากการทำงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันก็กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต เธอยังพยายามฝึกมวยไทยให้หลานด้วยตัวเองอีกด้วย

ทัศนคติของโหลวสอดคล้องกับค่านิยมของมวยไทยที่จูต้องการจะถ่ายทอด เขาหวังว่าทุกคนที่เรียนเทคนิคการต่อสู้แบบมวยไทยจะมีความอ่อนโยนและทรงพลัง

จูชี้ว่าปัจจุบันมีสมาคมมวยไทยผุดขึ้นมากมายในหลายเมืองใหญ่ ยังไม่นับรวมยิมมวยที่เปิดสอนมวยไทยอีกหลายแห่งทั่วประเทศ “เนื่องจากมีคนมากมายที่หลงใหลมวยไทย ผมจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสสำคัญที่จะพัฒนากีฬานี้ในประเทศจีน” ครูมวยหนุ่มทิ้งท้าย

เนื้อหาและภาพข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

พ่อค้าอาวุธในไทยสั่งลอบสังหารทูตเมียนมาประจำยูเอ็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660031

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 11:50 น.

 พ่อค้าอาวุธในไทยสั่งลอบสังหารทูตเมียนมาประจำยูเอ็นสหรัฐระบุแผนเล่นงานทูตเมียนมาประจำ UN เข้าข่าย ‘รูปแบบการก่อกวน’ ของเผด็จการ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐประณามแผนการโจมตีเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติ (UN) ในนครนิวยอร์กเมื่อวันเสาร์ (7 ส.ค.) โดยระบุว่าสอดคล้องกับ “รูปแบบการก่อกวน” ของผู้นำเผด็จการเมียนมาและผู้สนับสนุนเผด็จการที่พยายามข่มเหงฝ่ายตรงข้ามทั่วโลก

ทางการสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์พลเมืองเมียนมา 2 คนถูกจับกุมในรัฐนิวยอร์ก ฐานวางแผนร่วมกับพ่อค้าอาวุธในไทย ซึ่งขายอาวุธให้กองทัพพม่า เพื่อสังหารหรือทำร้ายเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมาร์

เอกอัครราชทูต จอ โม ตุน (Kyaw Moe Tun) ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของเมียนมา ซึ่งถูกทหารโค่นล้มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันพุธว่า มีการข่มขู่เขา และทางการสหรัฐ ได้เพิ่มความปลอดภัยให้กับเขา

ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ (Linda Thomas-Greenfield) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ภัยคุกคาม “สอดคล้องกับรูปแบบที่กรก่อกวนของผู้นำเผด็จการและผู้สนับสนุนของพวกเขาที่มีอยู่ทั่วโลก … เพื่อข่มเหงและปราบปรามนักข่าว นักเคลื่อนไหว และคนอื่นๆ ที่กล้าพูด หรือต่อต้านพวกเขา”

โธมัส-กรีนฟิลด์ยังอ้างถึงคริสตินา ชิมานูสกายา (Krystsina Tsimanouskaya) นักกีฬาชาวเบลารุสที่ปฏิเสธที่จะกลับบ้านจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวและลี้ภัยในโปแลนด์ รวมถึงแผนการที่ขัดขวางโดยชาวอิหร่านหลายคนเพื่อลักพาตัวนักข่าวและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิชาวนิวยอร์กที่วิพากษ์วิจารณ์อิหร่าน

“นี่เป็นเพียงการปราบปรามข้ามชาติครั้งล่าสุดเท่านั้น และต้องพบกับการประณามของโลก และต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่”

สำนักข่าว The New York Time รายงานตามเอกสารของศาลและอัยการว่า การสมคบคิดเริ่มขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วเมื่อพ่อค้าอาวุธของไทย ซึ่งอัยการรัฐบาลกลางกล่าวว่าขายอาวุธให้กองทัพเมียนมาร์ ติดต่อเพียว เฮน ทุต (Phyo Hein Htut) หนึ่งในผู้ก่อเหตุ

หลังจากได้รับการติดต่อจากผู้ค้าอาวุธในประเทศไทยแล้ว เพียว เฮน ทุต หนึ่งในผู้ก่อเหตุตกลงที่จะ “จ้างผู้โจมตี” เพื่อทำร้ายเอกอัครราชทูตจอ โม ตุน เพื่อพยายามที่จะบังคับให้เขาสละตำแหน่งหากเอกอัครราชทูตซึ่งทหารของเมียนมาพยายามเปลี่ยนตำแหน่งหลายครั้ง แต่โจ มอ ตุน ปฏิเสธที่จะลาออก ดังนั้นผู้ค้าอาวุธในไทยจึงเสนอให้ผู้ลงมือทำการสังหารทูตโจ มอ ตุน เสีย

เพียว เฮน ทุตบอกกับผู้สืบสวนของ FBI ว่าพ่อค้าอาวุธในไทยกล่าวว่าได้ตัดสินใจที่จะติดต่อ เพียว เฮน ทุตทาง Facebook และผ่าน FaceTime หลังจากที่เขาได้เห็นรูปถ่ายของ เพียว เฮน ทุต เอกสารของศาลระบุว่าผู้ค้าอาวุธรายนี้ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อ เสนอเงินให้ เพียว เฮน ทุตเพื่อจ้างคนมาทำร้ายทูตและบังคับให้เขาออกจากตำแหน่ง และฆ่าเขาหากเขาไม่เห็นด้วย

ผู้สมคบคิดอีกคนคือ เย เฮน ซอ รับหน้าที่เป็นคนกลางติดต่อระหว่างนายหน้าค้าอาวุธของไทยและเป็นผู้รับเงิน 4,000 ดอลลาร์ผ่านแอปชำระเงิน Zelle ในปลายเดือนกรกฎาคม เย เฮน ซอ บอกกับผู้สอบสวนว่าเขาติดต่อกับผู้ค้าอาวุธชาวไทยเป็นประจำ โดยจ่ายเงินแทนเขา และเพิ่งจองการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาให้กับคนอีก 2 คน ตามคำขอของผู้ค้าอาวุธชาวไทย

ทั้งนี้ ผู้ลงมือคือ เพียว เฮน ทุต (Phyo Hein Htut) อายุ 28 ปี และเย เฮน ซอ (Ye Hein Zaw) อายุ 20 ปี ซึ่งอัยการกล่าวว่าทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนในการทำร้ายทูตเมียนมา แต่ละคนต้องเผชิญกับข้อหาสมรู้ร่วมคิดที่จะประทุษร้ายร่างกายและโจมตีเจ้าหน้าที่ต่างประเทศด้วยความรุนแรง

อิสราเอลยังไม่ชนะโควิด ต้องงัดมาตรการคุมเดลตาอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660029

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 11:11 น.

อิสราเอลยังไม่ชนะโควิด ต้องงัดมาตรการคุมเดลตาอีกครั้งอิสราเอลฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วและดูเหมือนเอาชนะโควิด-19 เริ่มเอาไม่อยู่ติดเชื้อเกือบ 4,000 ต่อวันงัดมาตรการมาใช้อีก

กระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอบเมื่อวันศุกร์รายงานผู้ป่วยโควิด-19ใหม่เกือบ 4,000 รายในวันก่อนหน้าและเตรียมจะประกาศข้อจำกัดใหม่เพื่อควบคุมการระบาดที่จะมีผลในสัปดาห์หน้า

ตามตัวเลขของกระทรวงพบผู้ติดเชื้อ 3,843 รายในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันที่มีผู้ป่วยรายใหม่ทะลุ 3,000 ราย มีผู้ติดเชื้อ 27,525 รายจากการติดเชื้อที่ได้รับการยืนยัน 891,811 รายในอิสราเอลตั้งแต่เริ่มระบาด (ทั้งนี้ ไม่รายงานสถิติในวันหยุดสุดสัปดาห์)

กระทรวงยังระบุด้วยว่า จากประชากรของอิสราเอลประมาณ 9.3 ล้านคน มากกว่า 5.8 ล้านคนได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดส เกือบ 5.4 ล้านคนได้รับสองโดส และเพียง 350,000 คนได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นโดสที่สาม

The Times of Israel รายงานว่าเมื่อวันพฤหัสบดีกระทรวงได้อนุมัติการขยายข้อจำกัดการชุมนุมภายใต้ระบบ Green Pass โดยนับตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป การชุมนุมทุกขนาด ทั้งในบ้านและนอกบ้าน จะเปิดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน หรือผู้ที่หายจากไวรัส หรือผู้ที่มีผลตรวจโควิดเป็นลบ ซึ่งจะครอบคลุมไปยังการบริการของโรงแรม ร้านอาหาร และโรงยิมด้วย

ทั้งนี้ ระบบ Green Pass จะมักำหนดการบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นระบบบันทึกว่าคนๆ นั้นปลอดจากไวรัสหรือฉีดวัคซีนแล้ว เพื่อแสดงตนเมื่อเข้าไปในสถานที่ที่มีคนมากกว่า 100 คน

คณะรัฐมนตรีจัดการโคโรนาไวรัสยังอนุมัติข้อจำกัดหลายประการ เช่น ให้สวมหน้ากากออกนอกบ้านในที่ที่มีการชุมนุม 100 คนขึ้นไป งานในสำนักงานข้าราชการจะลดขนาดกลับไปเป็นร้อยละ 50 โดยสนับสนุนให้ภาคเอกชนอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้

ก่อนการประกาศมาตรการเหล่านี้ ดูเหมือนว่าอิสราเอบจะเอาตัวรอดโรคระบาดได้ด้วยโครงการฉีดวัคซีนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว แต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน เริ่มกลับมามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เพราะสายพันธุ์เดลตา โดยมีผู้ป่วยรายใหม่มากถึงครึ่งหนึ่งที่ได้รับวัคซีนแล้ว ตามที่ Business Insider รายงาน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับวัคซีนมีอาการความรุนแรงน้อยกว่า

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม อิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีน Pfizer/BioNTech ครั้งที่ 3 แก่ผู้สูงวัย ตามผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงหลังจากผ่านระยะเวลาหลายเดือน

Photo by EMMANUEL DUNAND / AFP

สหรัฐติดเชื้อพุ่งสูงสุดรอบ 6 เดือน แม้จะฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660024

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 10:03 น.

สหรัฐติดเชื้อพุ่งสูงสุดรอบ 6 เดือน แม้จะฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเดลตากำลังรุกรานสหรัฐอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์หลังเคสต่ำสุดกลับมาสูงสุดในรอบ 6 เดือน

ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้นมามากกว่า 100,000 รายต่อวัน กลับสู่ระดับเมื่อ 6 เดือนที่แล้วช่วงที่เกิดการระบาดหนักช่วงฤดูหนาว

ตัวเลขรวมรายสัปดาห์นับถึงวันศุกร์ผ่านหลัก 750,000 รายซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) และสำนักข่าว Bloomberg อันเป็นผลมาจากการระบาดอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์เดลตา

ทั้งนี้ จากการรายงานของ AP สหรัฐมีผู้ป่วยเฉลี่ยประมาณ 11,000 รายต่อวันในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ตอนนี้จำนวนคือ 107,143

มีรายงานผู้ป่วยเกือบ 135,000 รายต่อสัปดาห์ในรัฐฟลอริดานับถึงวันศุกร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 รายของผู้ติดเชื้อในสหรัฐ รัฐหลุยเซียน่ากล่าวว่า 1% ของประชากรทั้งหมดติดเชื้อในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากการระบาดของเชื้อเดลตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ไม่ได้รับวัคซีน

AP รายงานว่าสหรัฐใช้เวลาประมาณ 9 เดือนกว่าจะหลุดพ้นจากจำนวนผู้ป่วยเฉลี่ย 100,000 รายในเดือนพฤศจิกายนปี 2020 ก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 250,000 ในต้นเดือนมกราคม 2021 จนกระทั่งอัตราการติดเชื้อต่ำลงที่สุดในเดือนมิถุนายน แต่หลังขจากนั้นแค่ 6 สัปดาห์ก็หวนคืนสู่ระดับ 100,000 แม้ว่าจะฉีดวัคซีนให้ประชากรผู้ใหญ่กว่า 70% แลฃ้วก็ตาม

ตามรายงานของ Bloomberg Vaccine Tracker พบวาอัตราการฉีดวัคซีนในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากถดถอยมาเป็นเวลาหลายเดือน แต่ก็ยังไล่ไม่ทันการระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐภาคใต้ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำอยู่แล้ว เช่น รัฐหลุยเซียนาและอาร์คันซอ จำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในเดือนที่ผ่านมา

ภาพประกอบ – (FILES) ในไฟล์ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2020 ผู้ดำเนินการเผาศพผลักกล่องเผาศพที่ติดธงชาติสหรัฐซึ่งบรรจุศพของทหารผ่านศึกที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ไปที่เตาเผาศพที่ Stauffer Funeral Homes ในเมืองเฟเดอริก, แมริแลนด์ (ภาพโดย ANDREW CAALLERO-REYNOLDS / AFP)

ตอลิบานรุกคืบยึดเมืองเอกแห่งแรกของอัฟกานิสถานสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660003

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 18:05 น.

ตอลิบานรุกคืบยึดเมืองเอกแห่งแรกของอัฟกานิสถานสำเร็จกลุ่มตอลิบานบุกยึดเมืองเอกแห่งแรกของอัฟกานิสถานได้แล้วโดยง่ายดาย

กองกำลังกลุ่มตอลิบานบุกยึดเมืองซารันจ์ เมืองเอกของจังหวัดนิมรอซทางตะวันตกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถานสำเร็จโดยไม่มีกองทัพอัฟกันส่งกำลังเข้ามาขัดขวางแต่อย่างใด นับเป็นการเสียเมืองเอกให้กลุ่มตอลิบานครั้งแรกหลังจากกลุ่มนี้เริ่มรุกคืบยึดพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

กองกำลังตอลิบานประกาศชัยชนะเหนือเมืองซารันจ์ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าหลักที่อยู่ติดกับพรมแดนอิหร่านผ่านทวิตเตอร์ ขณะที่ผู้บัญชาการกองกำลังรายหนึ่งเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า “นี่เป็นแค่การเริ่มต้น แล้วคอยดูจังหวัดอื่นๆ ตกอยู่ในมือเราเร็วๆ นี้”

ภาพที่เผยแพร่ในโลกโซเชียลเผยให้เห็นชาวบ้านเข้าไปฉกฉวยทรัพย์สินในอาคารที่ทำการของรัฐบาล ขณะที่มีภาพทหารตอลิบานอยู่ในสนามบินในท้องถิ่นและทางเข้าเมือง

กองกำลังตอลิบานเข้ายึดเมืองเอกแห่งนี้ได้อย่างง่ายดายหลังจากค่อยๆ บุกยึดพื้นที่ใกล้เคียง

ด้าน เราะห์ กัล คาอีร์ซาด รองผู้ว่าราชการตังหวัดนิมรอซเผยว่า เมืองซารันจ์พ่ายแพ้โดยไม่มีการต่อสู้ “เมืองนี้ตกอยู่ในอันตรายมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ไม่มีใครในรัฐบาลกลางฟังเรา” และยังตำหนิรัฐบาลอัฟกันที่ไม่ส่งกำลังเสริมเข้ามา

ครั้งสุดท้ายที่กลุ่มตอลิบานเข้ายึดเมืองเอกคือเมื่อปี 2016 ที่เข้ายึดเมืองคุนดูซ และขณะนี้ยังมีเมืองเอกอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้แรงกดดัน อาทิ เฮรัตทางตะวันตก กันดาฮาร์ และลัชคาร์ การ์

เดบอราห์ ลียง ผู้แทนพิเศษด้านกิจการอัฟกานิสถานแห่งสหประชาชาติเผยว่า สงครามในอัฟกานิสถานเข้าสู่ระยะอันตรายและการทำลายล้างมากขึ้น โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมามีพลเรือนเสียชีวิตแล้วกว่า 1,000 คน และเตือนอีกว่า อัฟกานิสถานกำลังมุ่งหน้าสู่หายนะ

ล่าสุด รัฐบาลอังกฤษแนะนำให้พลเมืองอังกฤษทุกคนเดินทางออกจากอัฟกานิสถานเนื่องจากสถานการณ์ไม่ปลอดภัย

Photo by HOSHANG HASHIMI / AFP

อินเดียส่งเรือบรรทุกเครื่องบินต่อเองลำแรกโชว์แสนยานุภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660001

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 17:02 น.

อินเดียส่งเรือบรรทุกเครื่องบินต่อเองลำแรกโชว์แสนยานุภาพอินเดียนำเรือบรรทุกเครื่องบินที่ต่อเองในประเทศลำแรกแล่นทดสอบในทะเล

สำนักข่าว AFP รายงานว่า อินเดียโชว์แสนยานุภาพของกองทัพเรือเพื่อสู้กับการขยายอิทธิพลของจีนด้วยการนำเรือบรรทุกเครื่องบินไอเอ็นเอส วิกรันต์ (INS Vikrant) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ต่อเองในประเทศลำแรกทดสอบการเดินเรือนอกชายฝั่งของรัฐเกรละเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 ส.ค.)

เรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikrant เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 ที่เข้าประจำการในกองทัพอินเดียต่อจากเรือบรรทุกเครื่องบินไอเอ็นเอส วิกรมอาทิตยา (INS Vikramaditya) หรือเรือรบแอดมิรัลกอร์ชอฟที่ต่อขึ้นในยุคโซเวียตที่อินเดียซื้อมาเมื่อปี 2004

กองทัพเรืออินเดียเผยว่า ขณะนี้อินเดียสามารถเข้าร่วมกลุ่มกับประเทศที่สามารถออกแบบและต่อเรือบรรทุกเครื่องบินเอง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์นโยบาย “ผลิตในอินเดีย” ที่รัฐบาลอินเดียส่งเสริม

กองทัพเรืออินเดียยังระบุอีกว่า อินเดียกำลังต่อเรือรบและเรือดำน้ำเองอีก 44 ลำ

ปีนี้อินเดียเข้าร่วมซ้อมรบทางทะเลกับฝรั่งเศส และล่าสุดเพิ่งร่วมซ้อมรบกับกองเรือรบของอังกฤษซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินควีนอลิซาเบธในอ่าวเบงกองเมื่อเดือนที่แล้ว

สัปดาห์นี้สำนักข่าว Al Jazeera รายงานโดยอ้างภาพถ่ายทางดาวเทียม ข้อมูลด้านการเงิน และหลักฐานภาคพื้นดินว่า อินเดียอาจกำลังก่อสร้างฐานทัพเรือบนหมู่เกาะมอริเชียส

Photo by – / INDIAN NAVY / AFP

CDC เตือนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงติดโควิดซ้ำ 2 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659994

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

CDC เตือนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงติดโควิดซ้ำ 2 เท่าคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีโอกาสป่วย Covid-19 ซ้ำมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ฉีดแล้ว

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยผลการศึกษาว่า คนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงที่จะติด Covid-19 ซ้ำเพิ่มเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

ผลการวิจัยดังกล่าวเป็นการสนับสนุนคำแนะนำของ CDC ที่ให้ผู้ที่มีสิทธิ์ทุกคนเข้ารับวัคซีนไม่ว่าจะเคยหรือไม่เคยติด Covid-19 มาก่อนก็ตาม

ก่อนหน้านี้นักการเมืองสหรัฐหลายคน รวมทั้งวุฒิสมาชิก แรนด์ พอล บอกว่าจะไม่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เนื่องจากเข้าใจว่าหากติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเกิดขึ้น

การวิจัยของ CDC อ้างอิงจากการติดตามชาวเคนทักกีวัยผู้ใหญ่ 246 คนที่กลับมาติด Covid-19 อีกครั้งในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ที่ผ่านมาหลังจากเคยติดเชื้อเมื่อปีที่แล้ว เปรียบเทียบกับอาสาสมัครกลุ่มควบคุม 492 คนที่มีอายุ เพศ และช่วงเวลาการติดเชื้อครั้งแรกใกล้เคียงกันกับกลุ่มแรก

พบว่าคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีโอกาสกลับมาติดเชื้อซ้ำ 2.34 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ฉีดวัคซีนของ Pfizer Moderna หรือ Johnson & Johnson ครบโดสแล้ว

อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับระยะเวลาที่ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เกิดจากการติด Covid-19 จะคงอยู่ในร่างกาย และภูมิคุ้มกันนี้อาจได้รับผลกระทบจากการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ๆ เช่น ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการหลายชิ้นที่พบว่า ตัวอย่างเลือดจากคนที่เคยติด Covid-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมจากอู่ฮั่นมีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ลดลง

ทั้งนี้ หนึ่งในข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือ เป็นการวิจัยก่อนที่เชื้อสายพันธุ์เดลตาจะเป็นเชื้อสายพันธุ์หลักที่ระบาดในสหรัฐ

Spencer Platt/Getty Images/AFP

แอฟริกาใต้พบวัคซีน J&J ป้องกันเดลตาได้ 71% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659985

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

แอฟริกาใต้พบวัคซีน J&J ป้องกันเดลตาได้ 71%การทดลองในแอฟริกาใต้พบวัคซีนของ J&J ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ 71%

กระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้เผยผลการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนของ Johnson&Johnson ต่อสายพันธุ์เดลตาเบื้องต้น โดยพบว่า มีประสิทธิภาพป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 71% และป้องกันการเสียชีวิตได้ 96% และอาจคงประสิทธิภาพไปได้ถึง 8 เดือน

แต่มีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ลดลงคือ ปกป้องได้ 67% เนื่องจากสายพันธุ์นี้หลบภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าสายพันธุ์เดลตา

การทดลองนี้ทำในบุคลากรสาธารณสุขแอฟริกาใต้ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะติด Covid-19 สูงเกือบ 480,000 คน ระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์เดลตาจากการใช้งานจริงครั้งแรกของโลก

เกลนดา เกรย์ หนึ่งในทีมวิจัยและประธานสภาวิจัยทางการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้ (SAMRC) เผยว่า “ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้น (booster shot)”

Photo by Frederic J. BROWN / AFP