สื่อนอกตีข่าวนักท่องเที่ยวสวิสถูกฆาตกรรมที่ภูเก็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659982

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 11:14 น.

สื่อนอกตีข่าวนักท่องเที่ยวสวิสถูกฆาตกรรมที่ภูเก็ตข่าวการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่ถูกฆาตกรรมที่ภูเก็ตกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

สำนักข่าวต่างประเทศเจ้าใหญ่พากันนำเสนอข่าวการเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมของ นิโคล ซาเวน ไวส์คอพฟ์ นักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์วัย 57 ปี ที่จังหวัดภูเก็ต

สำนักข่าว BBC ของอังกฤษรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวและจับกุมตัวคนร้าย รวมทั้งสั่งยกระดับความปลอดภัยในภูเก็ตหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นหลังจากประเทศไทยเพิ่งเปิดตัวโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์

Swissinfo รายงานว่า แอนเดรีย โคทัส แทมมาธิน กงสุลกิตติมศักดิ์ของสวิตเซอร์แลนด์ประจำภูเก็ต แสดงความตกใจและเอ่ยถึง “วันที่น่าเศร้า” ของภูเก็ตว่า “ปกติภูเก็ตขึ้นชื่อเรื่องความเป็นมิตรและความเอื้อเฟื้อ” สื่อรายนี้ยังระบุอีกว่า สื่อของสวิตเซอร์แลนด์บางแห่งรรายงานว่าผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่การทูตของสวิตเซอร์แลนด์ แต่เจ้าหน้าที่ของไทยไม่ได้ระบุถึงหน้าที่การงานของเธอ

Deutsche Welle ของเยอรมนีรายงานว่า ทางการไทยกำลังสอบสวนการเสียชีวิตของหญิงชาวสวิสวัย 57 ปีที่ถูกพบร่างใกล้กับน้ำตกแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยบอกว่าเป็นการฆาตกรรม ทว่าภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่าต้องรอผลการชันสูตรก่อนจึงจะทราบสาเหตุการเสียชีวิต

Dailymail เผย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยยืนยันว่า นักท่องเที่ยวหญิงชาวสวิสผู้นี้ได้เดินทางจากสิงคโปร์ มาถึงสนามบินจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ภายใต้โครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ที่รัฐบาลไทยพยายามหาทางฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของ Covid-19

Washington Post พาดหัวข่าวว่า “เจ้าหน้าที่ไทยยกระดับความปลอดภัยหลังหญิงชาวสวิสเสียชีวิต” ส่วนเนื้อข่าวส่วนหนึ่งระบุว่า กระทรวงต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ได้แจ้งทางอีเมลว่าทางสถานทูตได้รับทราบการเสียชีวิตของหญิงซึ่งถูกอ้างว่าเป็นชาวสวิส ในจังหวัดภูเก็ตแล้ว และขณะนี้ยังไม่มีการระบุชื่อผู้เสียชีวิตอย่างแน่ชัด โดยทางสถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทยได้ประสานติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทางการไทยแล้ว แต่ขณะนี้ขอปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นใดๆ เพิ่มเติม ด้วยเหตุผลในเรื่องความเป็นส่วนตัว

จีน ซินเจียง กับตอลิบาน มันเกี่ยวกันยังไง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659759

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 20:13 น.

จีน ซินเจียง กับตอลิบาน มันเกี่ยวกันยังไง?ความขัดแย้งที่พรมแดนตะวันตกระหว่างเอเชียตะวันออกและเอเชียกลางกำลังเข้าสู่โฉมหน้าใหม่ทางประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมคณะผู้แทนตอลิบานระดับสูงสุดเยือนจีน โดยคณะผู้แทนซึ่งรวมถึง มุลลอฮ์ อับดุล ฆอนี บาราดาร์ (Mullah Abdul Ghani Baradar) เข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศหวางอี้ เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามากเพราะเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐและพันธมิตรถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน และยังเกิดขึ้นในขณะที่กองกำลังตอลิบานในอัฟกานิสถานรุกคืบยึดพื้นที่แบบยุทธการ “ป่าล้อมเมือง” เพื่อยึดพื้นที่ชายขอบก่อนจะเขมือบเมืองใหญ่เรื่อยๆ

สาระสำคัญของการหารือระหว่างแกนนำตอลิบานและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนได้รับการเปิดเผยโดยโฆษกของตอลิบานคือโมฮัมหมัด นาอีม ที่บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า“เอมิเรตอิสลาม (การปกครองของตอลิบาน) รับรองจีนว่าดินของอัฟกานิสถานจะไม่ถูกนำมาใช้เพื่อสั่นคลอนความมั่นคงของประเทศใดๆ” และ “พวกเขา (จีน) สัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของอัฟกานิสถาน แต่ช่วยแก้ปัญหาและนำสันติสุขมาแทน”

ว่ากันตามสภาพภูมิศาสตร์ พรมแดนของอัฟกานิสถานกับจีนมีความยาวเพียง 76 กิโลเมตร ตรงฉนวนวาคาน (Wakhan Corridor) จังหวัดบาดักชาน มีลักษณเหมือนเป็นหลอดยาวๆ ที่เชื่อมต่อเขตปกครองตนเองซินเจียงกับเข้าแผ่นดินส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน “ช่องแคบ” นี้ยังมีความสูงมาก มีเส้นทางขรุขระปราศจากถนน

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่พรมแดน แต่อยู่ที่การใช้ดินแดนอัฟกานิสถานเป็นที่กบดานของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซินเจียง อันที่จริงแล้วขบวนการนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวแค่ในอัฟกานิสถาน แต่ยังใช้พื้นที่ใกล้เคียงคือตอนเหนือของปากีสถาน และทาจิกิสถานด้วย เพราะฉนวนวาคานมีพรมแดนติดกับทั้ง 3 ประเทศ (เรียกว่า Tripoint)

จุดนี้เป็นจุดหมิ่นเหม่ของจีนจุดหนึ่ง แม้จะเป็นพรมแดนช่วงเดียวที่ติดกับอัฟกานิสถาน แต่จีนระมัดระวังตัวมากกับพื้นที่นี้โดยไม่ยอมเปิดด่านเอาเลย รัฐบาลอัฟกานิสถานได้ขอให้จีนเปิดพรมแดนที่ฉนวนวาคาน หลายครั้งด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือเป็นเส้นทางการจัดหาทางเลือกสำหรับการต่อสู้กับกลุ่มกบฏตอลิบาน แต่จีนไม่ยอมทำตามคำขอคาดว่าเพราะกังวลกับความไม่สงบในซินเจียง แม้แต่สหรัฐที่ปักหลักในอัฟกานิสถานก็ยังขอให้จีนเปิดพรมแดนจุดนี้

อันที่จริงแล้วจีนอาจจะระแวดระวังเกินไป เพราะฉนวนวาคานห่างไกลจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมในอัฟกานิสถาน เรียกได้ว่าเป็น “เมืองลับแล” ก็ว่าได้ แต่อาจเพราะจีนต้องป้องกันเอาไว้ก่อนจึงต้องระวังตัวขนาดนี้ เนื่องจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซินเจียงนั้นมีสายสัมพันธ์กับตอลิบาน-อัลกออิดะฮ์มาก่อน

และแล้วความขัดแย้งก็เดินทางมาถึงฉนวนวาคาน เมื่อมีรายงานว่ากองกำลังตอลิบานยึดพื้นที่ฉนวนวาคานเอาไว้ได้ โดยในวันที่ 4 กรกฎาคมได้ยึดเมืองอิชคาชิม ประตูหน้าด่านของฉนวนวาคานเอาไว้ ขณะที่ทหารกองทัพอัฟกานิสถานหนีข้ามพรมแดนของไปในทาจิกิสถาน

ในเวลานั้นนักวิเคราะห์มองว่าการยึดฉนวนวาคานเป็นการแสดงท่าทีให้จีนมั่นใจว่าพื้นที่นี้จะมีผู้ควบคุมเป็นตัวเป็นตนสักที หลังจากเป็นเมืองลับแลมานานและเสี่ยงที่จะเป็นที่กบดานของฝ่ายต่อต้านจีน

หลังจากนั้นเพียง 20 กว่าวันก็มีข่าวว่าแกนนำตอลิบานบินไปปักกิ่งและให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ยอมให้อัฟกานิสถานถูกใช้เป็นพื้นที่สั่นคลอนความมั่นคงของประเทศใดๆ – ซึ่งในที่นี้หมายถึงจีนอยางแน่นอน

มันเป็นการเดินเกมที่หลักแหลมของตอลิบาน เพราะก่อนหน้านี้ตอลิบานก็ได้ขอตกลงกับรัฐบาลสหรัฐในการประชุมที่โดฮาเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ทางกลุ่มถูกมองว่ามีความชอบธรรมขึ้นมากมาในเวทีต่างประเทศ และการหารือกับจีนยิ่งทำให้ตอลิบานได้รับ “ตราประทับ” จากทั้งสหรัฐและจีน อย่างน้อยถ้าผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศนี้ไม่ถูกคุกคาม มหาอำนาจจะปล่อยให้อัฟกานิสถานสะสางเรื่องราวกันเอง

ตอลิบานได้สิ่งที่ต้องการแล้ว แล้วจีนได้สิ่งที่ต้องการหรือเปล่า?

กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในซินเจียงซึ่งมีอยู่หลายกลุ่มเป็นหนามยอกอกจีนมาหลายสิบปี เมื่อกลุ่มตอลิบานยึดกุมอัฟกานิสถานได้พร้อมๆ กับสนับสนุนอัลกออิดะห์ให้เคลื่อนไหวในประเทศ ตอนแรกมันไม่ใช่ปัญหาของสหรัฐสักเท่าไร จนกระทั่งเกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 นั่นแหละ สหรัฐจึงเห็นว่าคนเหล่านี้ต้องถูกกำจัด

ตัดกลับมาที่จีน ก่อนที่จะเกิดสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ตอลิบานและอัลกออิดะห์ให้การสนับสนุน “องค์การปลดปล่อยเตอร์กิสถานตะวันออก” หรือ ETLO ซึ่งเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนซินเจียง (หรือที่พวกเขาเรียกว่าเตอร์กิสถานตะวันออก) จะขอยกกรณีนี้เป็นตัวอย่าง

ETLO ก่อเหตุวินาศกรรมร้ายแรงหลายครั้งตั้งแต่ปี 1998 จนถึงปี 2003 เช่น ก่อวินาศกรรมด้วยยาพิษที่เมืองคัชการ์ในซินเจียง และก่อวินาศกรรมข้ามในเขตทาจิกิสถานหลายครั้งในปี 200 รวมถึงการสังหารนักการทูตชาวจีนที่นั่น กลุ่มนี้ได้รับเงินสนับสนุนหลายทาง เช่น การค้ายาเสพติดและปล้นชิง รวมถึงเงินสนับสนุนจากอัลกออิดะห์ โดยที่ทางการจีนเผยว่า ETLO ได้รับการฝึกที่อัฟกานิสถานโดยมีตอลิบานให้การสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2003 (หลังจากสหรัฐประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายและทำการรุกเข้าอัฟกานิสถานแล้ว) หัวหน้ากลุ่ม ETLO ปฏิเสธกับ Radio Free Asia ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอัลกออิดะห์หรือโอซามา บิน ลาเดน และทางกลุ่มไม่มีเป้าหมายที่จะแยกดินแดนด้วยการใช้การก่อการร้าย และนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมากลุ่มนี้แทบไม่เคลื่อนไหวเลย จนอาจจะไม่มีตัวตนอยู่แล้ว

อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับตอลิบานและอัลกออิดะห์คือ “ขบวนการอิสลามเตอร์กิสถานตะวันออก” หรือ ETIM เป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่เคลื่อนไหวด้วยวิธีการรุนแรงและมีอายุเก่าแก่กว่า ETLO ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับตอลิบาน เห็นได้จากการที่ในปี 1998 ทางกลุ่มได้ย้ายสำนักงานใหญ่ของ ETIM ไปที่กรุงคาบูลภายใต้การปกครองของตอลิบาน รัฐบาลจีนอ้างว่าผู้นำกลุ่มนี้ได้พบกับผู้นำของอัลกออิดะห์และกลุ่มตอลิบานรวมถึง โอซามา บิน ลาเดนในอัฟกานิสถานเมื่อปี 1999 เพื่อประสานงาน แต่หัวหน้ากลุ่ม ETIM ปฏิเสธเรื่องนี้

ETIM ยังสร้างปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับปากีสถานด้วย อย่างที่บอกว่าพวกแบ่งแยกดินแดนใช้โอกาสเคลื่อนไหวนอกจีนเพื่อโจมตีจีนโดยกบดานตามภาคเหนือของปากีสถานที่มีกลุ่มตอลิบานในปากีสถานเคลื่อนไหวอยู่ และในอัฟกานิสถานที่ตอลิบานเป็นรัฐบาลในเวลานั้น

กับอัฟกานิสถานนั้นจีนทำอะไรไม่ได้มาก แต่ปากีสถานที่เป็นพันธมิตรจีน จีนได้ร้องขอให้ทางการปากีสถานดำเนินการกับกลุ่มติดอาวุธตอลิบานสาขาปากีสถาน เพราะกล่าวกันว่า ETIM เป็นพันธมิตรกับกลุ่มตาลีบันของปากีสถาน (Tehreek i Taliban Pakistan) เรื่องนี้สร้างความลำบากใจให้ปากีสถานมาก เพราะรู้ๆ กันว่ารัฐบาลปากีสถานไม่ได้มีอำนาจเต็มที่ในการควบคุมพื้นที่ชนเผ่าต่างๆ 

ที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่านอกจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอุยกูร์จะโจมตีจีนโดยตรงแล้ว ยังเป็น “ระเบิดเวลา” ได้ด้วยซึ่งหากใครช่วงใช้ได้ จะสามารถนำมาใช้บ่อนทำลายจีนด้วยวิธีการต่างๆ นานาได้ด้วย

ตอนนี้ ETIM และ ETLO กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนสหรัฐไปแล้วโดยเป็นส่วนหนึ่งในภาพกว้างของ “สงครามเย็นใหม่” ที่มีซินเจียงเป็นหนึ่งในสมรภูมินั้น

สหรัฐนั้นเคยขึ้นทะเบียนกลุ่ม ETIM เป็นกลุ่มก่อการร้ายมาตั้งแต่ปี 2002 แต่นับตั้งแต่สหรัฐกับจีนเผชิญหน้ากันมากขึ้นในสมัยรัฐบาลทรัมป์ ทั้งกรณีสงครามการค้าและการที่สหรัฐกับชาติตะวันตกโจมตีจีนเรื่องวิธีการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ สหรัฐเริ่มที่จะ “ใช้งาน” กลุ่มพวกนี้เล่นงานจีนทางอ้อม

เราจะเห็นได้ว่าในปี 2020 สหรัฐที่เคยตราหน้ากลุ่มโน้นกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกก่อการร้าย จู่ๆ ก็ปลดชื่อ ETIM จากบัญชีกลุ่มก่อการร้าย โดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า ETIM ยังคงมีอยู่” (เหตุผลคล้ายกับที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ETLO ไม่มีตัวตนอยู่แล้วเช่นกันหลังจากหายหน้าไปตั้งแต่ปี 2005)

แต่การถอนชื่อ ETIM ออกจากรายชื่อผู้ก่อการร้าย ทำให้จีนกล่าวหาสหรัฐว่าใช้สองมาตรฐาน Global Times สื่อของทางการจีนโจมตีว่า

“เมื่อวอชิงตันกำหนดให้ ETIM เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศในปี 2002 สหรัฐยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากการโจมตี 9/11 อันน่าหวาดผวา ในขณะนั้น สหรัฐ ถือว่าการก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามสูงสุด และกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับจีนในแง่ของการต่อต้านการก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม ด้วยการผงาดอย่างรวดเร็วของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐได้ตราหน้าว่าจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์หลัก และปราบปรามจีนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชนชั้นสูงทางการเมืองของสหรัฐหลายคนโต้แย้งว่าความสามารถทางเทคโนโลยีและการทหารที่เติบโตอย่างรวดเร็วของจีนทำให้จีนเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐที่ใหญ่กว่าการก่อการร้าย”

จีนยังไม่ถึงกับกล่าวว่าสหรัฐใช้การถอนชื่อ ETIM เป็นเครื่องมือเล่นงาน เพียงแต่เตือนว่า “การเคลื่อนไหวที่หุนหันพลันแล่นโดยรัฐบาลของทรัมป์ที่มีต่อ ETIM ย่อมบั่นทอนความพยายามร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศในการต่อสู้กับการก่อการร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย”

จีนเองก็ถูกวิจารณ์ว่าใช้สงครามการก่อการร้ายบังหน้าเพื่อกวาดล้างอุยกูร์เช่นกัน ข้อกล่าวหานี้มาจากองค์การ “ในร่มธงชาติตะวันตก” เช่น Amnesty International ระบุไว้ในปี 2007 ว่า “รัฐบาลจีนใช้คำว่า “การแบ่งแยกดินแดน” ครอบคลุมถึงกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งส่วนใหญ่เป็นแค่การต่อต้านหรือแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างสันติ ในช่วงสามปีที่ผ่านมามีรายงานว่ามีผู้ถูกกักขังหลายหมื่นคนในภูมิภาคเพื่อนำมาสอบสวน และหลายร้อย อาจเป็นหลายพัน ถูกตั้งข้อหาหรือถูกพิพากษาภายใต้กฎหมายอาญา เชื่อว่าชาวอุยกูร์จำนวนมากถูกตัดสินประหารชีวิตและถูกประหารชีวิตในข้อหา “แบ่งแยกดินแดน” หรือ “ผู้ก่อการร้าย” แม้ว่าจำนวนที่แน่นอนจะเป็นไปไม่ได้ที่จะระบุชัด”

Amnesty International พยายามจะบอกเป็นนัยๆ ว่า จีนใช้ข้อหาก่อการร้ายและแบ่งแยกดินแดนเพื่อเป็นข้ออ้างในการ “กดขี่ชาวอุยกูร์” แต่การะบุเช่นนี้ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีการวินาศกรรมโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนจากซินเจียงหลายครั้งในจีนหลายครั้งนั้นมีคนตายเป็นจำนวนมากด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาจีนแบบนี้ ในปี 2004 รายงานใน China Rights Forum อ้างว่านับตั้งแต่วัเหตุวินาศกรรม 9/11 จีนฉวยโอกาสในโลกกำลังหมกมุ่นกับสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อสร้างพันธมิตรระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านขบวนการแบ่งแยกดินแดนอุยกูร์

ข้อกล่าวหานี้ก็เหมือนกับข้อกล่าวหาของ Amnesty International คือละเลยความรุนแรงจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในซินเจียง และกระทั่งละเลยว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ร่วมมือกับตอลิบาน กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอยางรุนแรงจากชาติตะวันตกนั่นเอง

คงจะพอเห็นความซับซ้อนของเรื่องนี้กันแล้วกระมัง? แต่ถ้ายังไม่ซ้อนพอ ยังมีบางกลุ่ม (โดยเฉพาะชาวอุยกูร์) ที่เชื่อว่าสหรัฐกับจีนสมประโยชน์กันโดยใช้ตอลิบาน-อัลกออิดะห์-อุยกูร์ เป็นข้ออ้างในการผนึกกำลังกันกวาดล้างกลุ่มเหล่านี้ โดยที่จีนพยายามโหนกระแสสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐเพื่อฉวยโอกาส “ปราบซินเจียง” ขณะที่สหรัฐก็ทำเป็นเมินการปราบซินเจียงของจีนโดยขึ้นทะเบียนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซินเจียงเป็นกลุ่มก่อการร้ายตามความปรารถนาของจีน

นักวิชาการตะวันตกบางคนไปไกลถึงขนาดชี้ว่าข้อมูลเรื่อง ETIM ส่วนใหญ่เมื่อสาวไปแล้วย้อนกลับไปที่ข้อมูลจากทางการจีน (พยายามจะบอกว่าจีนปั้นเรื่องขึ้นมาเพื่อหาข้ออ้างปราบอุยกูร์) บางคนพยายามชี้ให้เห็นว่าจีนอุปโลกน์กลุ่มแบ่งแยกดินแดนพวกนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นข้ออ้างปราบอุยกูร์ด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า มีนักวิชาการต่างประเทศอีกกลุ่มคัดค้านทฤษฎีนี้เช่นกันโดยยกหลักฐานการปรากฏตัวของกลุ่มเหล่านี้ในซีเรียรวมถึงการถูกเอ่ยถึงโดยแกนนำอัลกออิดะห์

แต่สิ่งที่เราเห็นในเวลานี้คือ สหรัฐหมดผลประโยชน์ในอัฟกานิสถานแล้วและถอนกำลังทหารออกไป ปล่อยให้ตอลิบานกับรัฐบาลอัฟกานิสถานเคลียร์กันเอง ส่วนจีนทำการ “ปราบซินเจียง” อย่างอยู่หมัดแล้วและยังดีลกับตอลิบานได้ ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกที่พรมแดนตะวันตก สิ่งที่จีนกับ “รัฐบาลตอลิบาน” ต้องกังวลก็คือ สหรัฐจะไม่รามือแค่นี้ เพราะเราจะเห็นว่าสหรัฐเลิกระรานตอลิบาน แต่มาระรานจีนเรื่องซินเจียงอย่างหนัก

แต่ในขณะที่สหรัฐถอนทหารจากอัฟกานินสถานแท้ๆ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกลับบอก (ในวันที่ตอลิบานบินไปปักกิ่ง) ว่า “อัฟกานิสถาน (ภายใต้ตอลิบาน) ที่ไม่เคารพสิทธิของประชาชน อัฟกานิสถานที่กระทำความทารุณต่อประชาชนของตนเองจะกลายเป็นรัฐนอกรีต (Pariah state)”

สหรัฐที่ดีลกับตอลิบานได้ พอเห็นตอลิบานดีลกับจีนสำเร็จก็หมายหัวให้เป็น Pariah state เสียอย่างนั้น!

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Li Ran / XINHUA / AFP

ไทยรั้งท้ายอันดับโลกดัชนีฟื้นตัวจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659948

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 18:15 น.

ไทยรั้งท้ายอันดับโลกดัชนีฟื้นตัวจากโควิดอันดับการฟื้นตัวจาก Covid-19 ของประเทศอาเซียนร่วงไปตามๆ กันหลังเจอเดลตา โดยไทยรั้งท้ายตารางของโลก

สำนักข่าว Nikkei Asia เผยแพร่การจัดอันดับดัชนีการฟื้นตัวจาก Covid-19 (Nikkei COVID-19 Recovery Index) จากข้อมูลที่ประมวลจนถึงวันที่  31 ก.ค. จากกว่า 120 ประเทศ โดยดูจากการจัดการการแพร่ระบาด การฉีดวัคซีน และความคล่องตัวในการเดินทาง

พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 120 อันดับสุดท้ายของตารางเท่ากับเวียดนาม ด้วยคะแนนรวม 22 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100

Nikkei Asia ระบุว่า การจัดอันดับครั้งนี้หลายประเทศในอาเซียนถูกจัดอันดับอยู่ใน 1 ใน 8 อันดับท้ายตาราง โดยมาเลเซียและอินโดนีเซียได้ 30 คะแนนเท่ากัน อยู่ในอันดับที่ 114

ส่วนฟิลิปปินส์ได้ 35 คะแนนในอันดับที่ 106 ลาวได้ 35.5 คะแนนในอันดับที่ 103 กัมพูชาได้ 45 คะแนน อยู่อันดับที่ 82 และสิงคโปร์ได้คะแนนมากที่สุดในอาเซียนคือ 66 คะแนน ในอันดับที่ 7

นอกจากนี้ หลายประเทศในอาเซียนยังบังคับใช้มาตรการจำกัดการเดินทางซึ่งส่งผลต่อคะแนนในด้านความคล่องตัวของการเดินทาง อาทิ เวียดนามที่ขยายเวลาการจำกัดการเดินทางในเมืองและจังหวัดทางใต้ 19 แห่งออกไปอีก 2 สัปดาห์ อินโดนีเซียขยายล็อกดาวน์ในเกาะชวาและบาหลี เช่นเดียวกับไทยเพิ่มพื้นที่ที่จำกัดการเดินทาง ปิดห้างสรรพสินค้า และเคอร์ฟิวเป็น 29 จังหวัด จากเดิม 13 จังหวัด

ขณะที่จีนอยู่อันดับ 1 ของตารางด้วยคะแนน 74 คะแนน แม้ว่าจะเกิดการระบาดระลอกใหม่จากสายพันธุ์เดลตาซึ่งเริ่มต้นจากสนามบินหนานจิงลู่โข่วจนกระจายไปแล้วกว่า 17 จังหวัด

Photo by Handout / ROYAL THAI GOVERNMENT / AFP

เตือนพายุโซนร้อนถล่มโตเกียววันปิดโอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659945

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

เตือนพายุโซนร้อนถล่มโตเกียววันปิดโอลิมปิกกรมอุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนระวังพายุโซนร้อนจ่อถล่มวันพิธีปิดโตเกียวโอลิมปิก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 6 ส.ค. กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นประกาศเตือนประชาชนระวังพายุโซนร้อนมิรินาเอะที่กำลังจะพัดเข้ากรุงโตเกียวตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. ไปจนถึงวันที่ 8 ส.ค. ซึ่งตรงกับกำหนดการจัดพิธีปิดโอลิมปิก ขณะที่ยังไม่มีประกาศเปลี่ยนแปลงกำหนดการใดๆ

นอกจากนี้กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนอาจเกิดลมแรง คลื่นสูง ดินถล่ม และน้ำท่วมตามแนวชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศเมื่อพายุโซนร้อนมิรินาเอะพัดผ่านกรุงโตเกียว

โดยในวันที่ 8 ส.ค. ช่วงเช้ามีกำหนดการแข่งขันวิ่งมาราธอนชายในเมืองซัปโปโรทางตอนเหนือ และการแข่งขันจักรยานในเมืองชิซูโอกะทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว นอกจากนี้จะมีพิธีมอบเหรียญรางวัลในหลายรายการ เช่น โปโลน้ำ และยิมนาสติก ส่วนช่วงเย็นจะเป็นพิธีปิดการแข่งขันโตกียวโอลิมปิก

มาสะ ทาคายะ โฆษกคณะกรรมการจัดงานโตเกียว 2020 เผยว่ากำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมา

รายงานล่าสุดระบุว่าพายุมิรินาเอะอยู่ห่างจากเกาะมินามิไดโตไปทางเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร โดยเกาะดังกล่าวอยู่ใกล้กับหมู่เกาะโอกินาว่าทางตอนใต้ของญี่ปุ่น

ซึ่งขณะนี้พายุกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกด้วยความเร็วลมถึง 108 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังมีพายุโซนร้อนอีกลูกหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในช่องแคบไต้หวันมุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่น

ทั้งนี้ พายุไต้ฝุ่นของญี่ปุ่นจะเริ่มในช่วงเดือนพ.ค. ถึงเดือนต.ค. และถึงจุดพีคในช่วงเดือนส.ค. ถึงเดือนก.ย. โดยในปี 2019 พายุไต้ฝุ่นฮากิบิสพัดเข้าถล่มญี่ปุ่นขณะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรักบี้เวิลด์คัพซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 100 คน

Photo by Andrew Medichini / POOL / AFP

เกาหลีใต้เตรียมเยียวยาพยาบาลเป็นอัมพาตหลังฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659944

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 17:40 น.

เกาหลีใต้เตรียมเยียวยาพยาบาลเป็นอัมพาตหลังฉีดวัคซีนทางการเกาหลีใต้อนุมัติจ่ายชดเชยผู้ช่วยพยาบาลเป็นอัมพาตหลังฉีด AstraZeneca

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการเกาหลีใต้เตรียมจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ช่วยพยาบาลหญิงรายหนึ่งที่เป็นอัมพาตหลังจากฉีดวัคซีนของ AstraZeneca

สำนักงานเงินทดแทนและสวัสดิการแห่งชาติเกาหลีเผยว่า ผู้ช่วยพยาบาลรายนี้ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นเริ่มมีอาการเห็นภาพซ้อนและเป็นอัมพาต โดยต่อมาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นสมองและไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน

สำนักงานเงินทดแทนและสวัสดิการแห่งชาติเกาหลีเผยอีกว่า พยาบาลหญิงรายนี้ไม่มีโรคประจำตัว และ “ดูเหมือนว่าจะมี ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุที่สมเหตุสมผลระหว่างผลข้างเคียงกับการฉีดวัคซีน”

ส่วน ชเวซึงโฮ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KDCA) เผยว่า KDCA ลงความเห็นว่าด้วยหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถพิสูจน์หาความเชื่อมโยงระหว่างอาการของผู้ช่วยพยาบาลรายนี้กับวัคซีน แต่พร้อมที่จะประเมินอีกครั้งหากมีหลักฐานเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามถึงกรณีดังกล่าว AstraZeneca ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้โดยตรง เพียงแต่บอกว่าความปลอดภัยของผู้ป่วยคือเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับบริษัทและผู้มีอำนาจทั่วโลก

“ผู้มีอำนาจจากนานาชาติรวมทั้งองค์การอนามัยโลกยังคงยืนยันว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันความรุนแรงทั้งหมดจาก Covid-19 และจากสายพันธุ์ที่น่ากังวล และวัคซีนเป็นกุญแจสำคัญในความพยายามควบคุมไวรัสของทั่วโลก” แถลงการณ์ของ AstraZeneca ระบุ

ทั้งนี้ หลายประเทศรวมทั้งเกาหลีใต้ตกลงยอมจ่ายค่าชดเชยแทนบริษัทผู้ผลิตวัคซีนและตั้งกองทุนเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเกาหลีใต้จะจ่ายเงินชดเชยไม่เกิน 10 ล้านวอน หรือราว 291,932 บาทสำหรับผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงอย่างร้ายแรงจากวัคซีน

แต่กรณีนี้เป็นกรณีแรกของประเทศที่ทางการถือว่าผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเป็นอุบัติเหตุจากการประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ KDCA เผยว่า ขณะนี้ทางการกำลังพิจารณาจ่ายเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ทั้งสิ้น 1,562 ราย รวมทั้งกรณีเสียชีวิต 14 ราย และในจำนวนนี้ได้รับเงินชดเชยแล้ว 983 ราย โดยยังไม่มีการจ่ายเงินชดเชยกรณีการเสียชีวิต

Photo by JUNG YEON-JE / POOL / AFP

สื่อนอกชี้ไทยเสี่ยงเจอเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659932

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

สื่อนอกชี้ไทยเสี่ยงเจอเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อนนักเศรษฐศาสตร์หั่นคาดการณ์จีดีพีไทยท่ามกลางตัวเลขติดเชื้อพุ่ง ความตึงเครียดทางการเมือง และการฟื้นการท่องเที่ยวที่เลือนราง 

สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจแย่ที่สุดในอาเซียน โดยนักเศรษฐศาสตร์ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางตัวเลขผู้ติด Covid-19 ที่พุ่งขึ้น บวกกับความตึงเครียดทางการเมือง และความหวังฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่ดูเลือนราง 

ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีเหลือ 1.3% จากที่คาดไว้ที่ 2.3% เมื่อเดือน เม.ย.  

ทว่าด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อเสียและชีวิตจาก Covid-19 ยังเพิ่มขึ้นทุบสถิตินับตั้งแต่การระบาดระลอกเดือน เม.ย. นักเศรษฐศาสตร์บางคนจึงฟันธงว่า เป็นไปได้ที่ไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคในช่วงครึ่งปีหลัง หรืออาจจะเศรษฐกิจหดตัวเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไทยไม่เคยเจอนับตั้งแต่วิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 1998 หรือ 23 ปีก่อน 

จากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (weighted average) ของนักเศรษฐศาสตร์ 36 คนที่สำรวจโดย Bloomberg พบว่า ปีนี้จีดีพีควรโต 1.8% ซึ่งค่อนข้างอ่อนเมื่อเทียบกับตัวเลขของปีที่แล้วที่เศรษฐกิจของไทยหดตัว 6.1% ถือเป็นการหดตัวหนักที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

ไทยรั้งท้ายในภูมิภาค ด้วยตัวเลขคาดการณ์จีดีพีต่ำที่สุดในอาเซียนทั้งในปี 2021 และ 2022” ชานน บุญนุช นักเศรษฐศาสตร์ของ Nomura Holdings Inc. ในสิงคโปร์กล่าว “การคาดการณ์ของเราบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะไม่กลับไปสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อน Covid-19 จนกว่าจะถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2022 ซึ่งช้าที่สุดในอาเซียน ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูง”

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยเผยว่า การแพร่ระบาดอาจทำให้จีดีพีของปีนี้ลดลงถึง 2% หากมาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดและไวรัสยังแพร่ระบาดไปจนถึงสิ้นปี

ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ใหม่ของกระทรวงการคลังซึ่งอยู่ที่ 0.8-1.8% อยู่บนสมมติฐานที่ว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย 300,000 คน ลดลงจากปีที่แล้วถึง 96% และกระทรวงการคลังยังคาดว่ามาตรการล็อกดาวน์ครั้งล่าสุดนี้จะใช้เพียง 1 เดือน และการระบาดพีคสุดช่วงเดือน ส.ค.

“เราคาดว่าการส่งออกและการใช้จ่ายของรัฐบาลจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและป้องกันไม่ให้จีดีพีลดลงในปีนี้” กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเผย โดยกระทรวงการคลังปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกว่าจะเติบโต 16.6% จาก 11% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน เม.ย. เนื่องจากความอุปสงค์โลกฟื้นตัว

ขณะที่ปีนี้เงินบาทอ่อนค่าลงราว 8.9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าหนักที่สุดในกลุ่มสกุลเงินในเอเชีย โดยกระทรวงการคลังคาดว่าปีนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ 31.48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน ทามารา แมสต์ แฮนเดอร์สัน นักเศรษฐศาสตร์อาเซียนของ Bloomberg มองว่า การระบาดของ Covid-19 ที่รุนแรงในไทยจะผลักให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำซ้อน (double-dip recession) ในไตรมาสที่ 3 รวมทั้งการหดตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2021

นอกจากนี้ ดัชนีที่มีความถี่สูง (high-frequency indicators) ต่างๆ ที่ติดตามโดย Bloomberg Economics แสดงให้เห็นว่าไม่มีสัญญาณที่เศรษฐกิจที่อ่อนแอของไทยจะฟื้นตัวเลย โดย Bloomberg มองว่ามีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัวอีกในปีนี้ เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ของ Bloomberg ที่มองว่าจะขยายตัว 2.3%

ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าไทยจะบรรลุเป้าหมายสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า แต่ล่าสุดเปลี่ยนคาดการณ์ว่าจะขยับออกไปหลังปี 2022

“ตอนนี้มีการพูดกันว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะหดตัวอีก” มาเรีย ลาพิซ กรรมการผู้จัดการ Maybank Kim Eng Securities Thailand เผย “ไม่มีเหตุผลที่จะมองในแง่ดี” ลาพิซยังเผยอีกว่า เป็นเรื่องยากที่จะยึดมั่นกับความหวังว่าประเทศจะกลับมาเปิดได้ในเดือน ต.ค. หรือการเปิดประเทศ (หากเกิดขึ้นได้) จะสร้างความแตกต่างมาก

Bloomberg ยังระบุอีกว่า วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตด้านสาธารณสุขเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับความวุ่นวายทางการเมือง ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยกลับสู่ท้องถนนในกรุงเทพฯ อีกครั้งหลังจากพักไป 6 เดือน โดยมีการนัดร่วมตัวกันแทบทุกวันในหลายๆ กลุ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.

บุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงเทพเผยว่า “เราอยู่ในวิกฤตร้ายแรงและระบบสาธารณสุขของเรากำลังจะล่มสลาย โครงการเยียวยาไม่เพียงพอ ผู้คนหมดศรัทธาในรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้บางคนลงถนน นี่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและความเชื่อมั่น”

แซนด์บ็อกซ์มีปัญหา

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งเป้าว่าจะเปิดรับชาวต่างชาติมากขึ้นตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไป แต่ที่ภูก็ตซึ่งนำร่องโครงการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัวสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนแล้วกลับมีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนถึง 20% ของจีดีพี และจ้างงานเป็นสัดส่วน 20% ของแรงงาน

ขณะที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เหลืออย่างการใช้จ่ายของรัฐบาลและการส่งออกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยการส่งออกของเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 43.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว นับว่ามากที่สุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากอุปสงค์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น แต่ภาคอุตสาหกรรมเตือนว่าตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจนี้อาจตกอยู่ในความเสี่ยงหากยังฉีดวัคซีนล่าช้า

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Sinovac เตรียมทดลองวัคซีนเวอร์ชันใหม่สำหรับเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659930

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

Sinovac เตรียมทดลองวัคซีนเวอร์ชันใหม่สำหรับเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะบริษัท Sinovac เตรียมทดลอง 2 วัคซีนใหม่ที่พัฒนาเพื่อสู้โควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและแกมมาโดยเฉพาะ

Global Times รายงานว่าบริษัท Sinovac ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 รายใหญ่ของจีนเผยถึงแผนการยื่นเรื่องต่อนานาประเทศเพื่อขออนุญาตดำเนินการทดลองและอนุมัติใช้วัคซีนเวอร์ชันใหม่ของบริษัท 2 ตัวที่พัฒนาเพื่อรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและแกมมาโดยเฉพาะ

หยิน เว่ยตง ซีอีโอบริษัทเผยระหว่างการประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านวัคซีนโควิด-19 ซึ่งนำโดยหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน

โดยระบุว่าวัคซีนดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทที่พัฒนาเพื่อใช้สำหรับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและแกมมาโดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากวัคซีน CoronaVac ตัวเดิมที่กำลังใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

หยินเผยว่าหากวัคซีนทั้งสองประสบความสำเร็จในการพัฒนาและได้รับการอนุมัติใช้ในต่างประเทศจะพิจารณาปริมาณการผลิตขึ้นอยู่กับไวรัสสายพันธุ์ท้องถิ่นที่แพร่ระบาดในขณะนั้น

นอกจากนี้ยังเผยว่าบริษัทได้เสร็จสิ้นการวิจัยเกี่ยวกับการใช้วัคซีนเข็มที่ 3 (บูสเตอร์) สำหรับ CoronaVac แล้วหลังจากที่เกิดการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวัคซีน โดยจะเผยแพร่ผลการศึกษาเร็วๆ นี้แต่เบื้องต้นชี้ว่าบูสเตอร์สามารถเพิ่มระดับแอนติบอดีได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 สัปดาห์

ทั้งนี้ วัคซีน CoronaVac แจกจ่ายไปแล้วมากกว่า 1 พันล้านโดสทั่วโลก โดยบริษัทได้เซ็นสัญญากับ 20 ประเทศและภูมิภาคเพื่อจัดหาวัคซีนรวมทั้งสิ้นเกือบ 900 ล้านโดส และได้รับการอนุมัติใช้ในกว่า 50 ประเทศ

ด้านจาง หยุนเทา รองประธานบริษัท China National Biotech Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Sinopharm อีกหนึ่งผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของจีนก็ได้เผยว่า Sinopharm กำลังยื่นเรื่องเกี่ยวกับการทดลองวัคซีนที่พัฒนาสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Sinopharm กำลังดำเนินการทดลองวัคซีนที่พัฒนาสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์เบตาในสัตว์ทดลอง

Photo by Ted ALJIBE / AFP

จีนให้คำมั่นส่งวัคซีนช่วยทั่วโลก 2 พันล้านโดสภายในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659918

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

จีนให้คำมั่นส่งวัคซีนช่วยทั่วโลก 2 พันล้านโดสภายในปีนี้รัฐบาลจีนยืนยันจัดหาวัคซีน 2 พันล้านโดสให้นานาประเทศภายในปีนี้ พร้อมให้เงินช่วย COVAX อีกกว่า 3 พันล้านบาท

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเปิดเผยว่ารัฐบาลตั้งเป้าที่จะจัดสรรวัคซีนต้านโควิด-19 จำนวน 2 พันล้านโดสให้แก่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกภายในปี 2021 เพื่อช่วยเหลือประเทศที่เดือดร้อนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

ตลอดจนบริจาคเงิน100 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3,300 ล้านบาทให้แก่โครงการ COVAX ซึ่งเป็นโครงการระหว่างประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกเพื่อจัดหาและแจกจ่ายวัคซีนให้แก่ทุกประเทศอย่างเท่าเทียม

โดยแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่ารัฐบาลจีนได้จัดสรรวัคซีนให้แก่ต่างประเทศไปแล้วกว่า 770 ล้านโดส

ด้านหยิน เว่ยตง ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Sinovac Biotech หนึ่งในผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของจีนเผยว่าบริษัทได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับ 20 ประเทศทั่วโลกเพื่อแจกจ่ายวัคซีนเกือบ 900 ล้านโดส

โดยนอกเหนือจากจีนแล้วพันธมิตรของบริษัทในประเทศอินโดนีเซีย บราซิล ตุรกี มาเลเซีย และอียิปต์จะมีส่วนในการผลิตวัคซีนด้วย

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้วประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือคิดเป็นมูลค่ารวม 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ แก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรค

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

เกาหลีใต้ทุ่มเกือบ 2 พันล้านเหรียญเล็งผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659904

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

เกาหลีใต้ทุ่มเกือบ 2 พันล้านเหรียญเล็งผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลกเกาหลีใต้เตรียมทุ่มงบเกือบ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐเล็งเป็นผู้ผลิตวัคซีน Covid-19 ใหญ่อันดับ 5 ของโลก

ประธานาธิบดี มุนแจอิน ของเกาหลีใต้เผยระหว่างการประชุมคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อหาหนทางเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีนเพื่อแก้ปัญหาวัคซีนไม่เพียงพอและการส่งวัคซีนล่าช้า ว่าเกาหลีใต้มีแผนจะทุ่มงบประมาณ 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 63,403 ล้านบาท เพื่อเป็นฐานการผลิตวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกภายในปี 2025

มุนเผยอีกว่าจะบรรจุให้วัคซีนป้องกัน Covid-19 เป็น 1 ใน 3 ยุทธศาสตร์ชาติด้านเทคโนโลยี รว่มกับเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี เพื่อกระตุ้มการลงทุน โดยจะยกเว้นภาษีและเสนอมาตรการจูงใจเพื่อให้บริษัทเหล่านี้ใช้วัสดุ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์ในท้องถิ่น

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีแผนจะผลิตนักวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์ราว 200 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดลองทางคลินิก 10,000 คน และเจ้าหน้าที่สายการผลิตทางชีวภาพอีก 2,000 คนต่อปี

มุนกล่าวอีกว่า เกาหลีใต้กำลังกำลังขยายความร่วมมือระหว่างประเทศโดยสร้างความร่วมมือด้านวัคซีนกับเยอรมนี สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ และชักชวนนักลงทุนและบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยมุนและประธานาธิบดี โจ ไบเดน ตกลงเป็นหุ้นส่วนผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านวัคซีนของสหรัฐกับกำลังการผลิตวัคซีนของเกาหลีใต้ในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา  

ขณะที่ ควอนด็อกชล รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า งบประมาณดังกล่าวจะนำมาสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนของเกาหลีใต้ รวมทั้งการได้มาซึ่งเทคโนโลยีการผลิตวัควีนชนิด mRNA

ปัจจุบันนี้ บริษัทผลิตยาของเกาหลีใต้ 7 บริษัทกำลังจะเดินหน้าการทดลองวัคซีนระยะที่ 3 ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยบริษัท SK Bioscience จะลงมือในเดือนนี้ และคาดว่าจะพร้อมใช้ช่วงต้นปีหน้า

นอกจากนี้ บริษัทผลิตยาในเกาหลีใต้ยังก่อตั้งสมาคมวัคซีนชนิด mRNA เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายจะพัฒนาวัคซีนของเกาหลีใต้เองภายในสิ้นปีหน้า

Photo by GEORG HOCHMUTH / APA / AFP

ชิลีจ่อฉีดวัคซีนอื่นเป็นเข็ม 3 ให้คนที่เคยฉีด Sinovac #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659902

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

ชิลีจ่อฉีดวัคซีนอื่นเป็นเข็ม 3 ให้คนที่เคยฉีด Sinovacชิลีเตรียมฉีด Pfizer-AZ ให้พลเมืองที่ได้รับ Sinovac ครบ 2 เข็มแล้ว

บลูมเบิร์กรายงนว่ารัฐบาลชิลีจะเริ่มฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนในสัปดาห์หน้า โดยจะเป็นการฉีดสลับยี่ห้อเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของประชาชนท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

พอลลา ดาซา ปลัดกระทรวงสาธารณสุขชิลีระบุว่าตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. เป็นต้นไปจะเริ่มฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac ครบ 2 เข็มแล้ว

สำหรับประชาชนอายุต่ำกว่า 55 ปีจะได้รับวัคซีนของ Pfizer เป็นเข็มที่ 3 โดยจะเริ่มต้นในเดือนก.ย. ที่จะถึงนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่การศึกษาล่าสุดของชิลีชี้ให้เห็นว่าแอนติบอดีจากวัคซีน Sinovac ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน ขณะที่ประสิทธิภาพของวัคซีนในการต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตามีแอนติบอดียับยั้งไวรัสลดลงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับแอนติบอดีที่สร้างขึ้นเพื่อยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในจีน

ชิลีจึงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แม้ว่าก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลก (WHO) จะขอความร่วมมือจากนานาประเทศให้ระงับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ไปก่อนจนถึงสิ้นเดือนก.ย. เป็นอย่างน้อยเพื่อแบ่งปันวัคซีนให้ประเทศยากจนที่ยังเข้าไม่ถึงวัคซีน

ทั้งนี้ ตามรายงานของ Bloomberg’s Vaccine Tracker ระบุว่าประชากรชิลีประมาณ 65% ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อและการรักษาตัวในโรงพยาบาลลดลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ประมาณ 1.62 ล้านคน รักษาหายแล้ว 1.58 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 35,806 คน

Photo by JAVIER TORRES / AFP