แพทย์ใหญ่สหรัฐเตือนอาจเกิดโควิดกลายพันธุ์ใหม่น่ากลัวกว่าเดิม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659900

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

แพทย์ใหญ่สหรัฐเตือนอาจเกิดโควิดกลายพันธุ์ใหม่น่ากลัวกว่าเดิมนายแพทย์เฟาซีชี้ตราบใดที่ยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ย่อมมีโอกาสที่ไวรัสจะเกิดการกลายพันธุ์

นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐเตือนว่าอาจเกิดไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ที่อันตรายกว่าสายพันธุ์เดลตาในเร็ววันนี้ และจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันของประเทศอาจแตะ 200,000 คน หากสหรัฐไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดในชุมชนได้

พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรให้ได้มากที่สุด ขณะที่ยังมีคนจำนวนหนึ่งมีความลังเลใจในการเข้ารับวัคซีน

โดยไวรัสมักแพร่กระจายผ่านประชากรที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ส่งผลให้ขณะนี้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหลายรัฐโดยเฉพาะรัฐที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของไวรัสได้แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเลยก็ตาม

นายแพทย์เฟาซีระบุว่าในไม่ช้าอาจเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่ หากเราไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดซึ่งเปิดโอกาสให้ไวรัสมีการกลายพันธุ์ และอาจเป็นไปได้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นั้นจะมีความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์เดิมที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ซึ่งจำเป็นต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ มากกว่า 70% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส และ 60.7% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

หากนับรวมชาวอเมริกันทุกคนที่มีสิทธิฉีดวัคซีน (อายุ 12 ปีขึ้นไป) พบว่า 67.9% ของทั้งหมดได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส และ 58.3% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว แต่ในบางรัฐอัตราการฉีดวัคซีนยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยมีชาวอเมริกันที่เข้าเกณฑ์ได้รับวัคซีนประมาณ 93 ล้านคนยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ขณะที่สหรัฐรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีจำนวนทะลุหลัก 100,000 คนติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายวันโดยส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เดลตา ซึ่งนายแพทย์เฟาซีเตือนว่าอาจแตะ 200,000 คนต่อวันหากยังมีประชาชนไม่สวมหน้ากากอนามัยและไม่เข้ารับการฉีดวัคซีนมากขึ้น

Photo by Stefani Reynolds / POOL / AFP

ชิลีเผยวัคซีนต่างยี่ห้อมีประสิทธิภาพป้องกันโควิดต่างกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659897

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 10:29 น.

ชิลีเผยวัคซีนต่างยี่ห้อมีประสิทธิภาพป้องกันโควิดต่างกันการใช้งานจริงในชิลีพบวัคซีนต่างยี่ห้อมีประสิทธิภาพในการป้องกัน Covid-19 ต่างกัน Pfizer สูงสุด Sinovac ต่ำสุด

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขชิลีเผยว่า วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Sinovac มีประสิทธิภาพ 58.8% ในการป้องกันอาการป่วยจาก Covid-19 ในกลุ่มชาวชิลีนับล้านคนที่ได้รับวัคซีนระหว่างเดือน ก.พ.-ก.ค. ขณะที่วัคซีนของ Pfizer มีประสิทธิภาพ 87.7% และของ AstraZeneca มีประสิทธิภาพ 68.7%

ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนยี่ห้อต่างๆ จากการใช้งานจริงล่าสุดที่เผยแพร่โดยทางการชี

ชิลีเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้วซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มฉีดเร็วที่สุดประเทศหนึ่ง และขณะนี้ฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบโดสแล้วมากกว่า 60% ของประชากร โดยใช้ Sinovac เป็นวัคซีนหลัก

ราฟาเอล อาราออส เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชิลีเผยว่า วัคซีนของ Sinovac มีประสิทธิภาพป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 86% มีประสิทธิภาพ 89.7% ในการป้องกันการเข้ารักษาในห้องไอซียู และ 86% ในการป้องกันการเสียชีวิต

ขณะที่ผลการศึกษาเดียวกันนี้ในเดือน เม.ย. พบว่า วัคซีนของ Sinovac มีประสิทธิภาพ 67% ในการป้องกันอาการป่วย มีประสิทธิภาพ 85% ในการป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล และ 80% ในการป้องกันการเสียชีวิต ซึ่งบ่งบอกว่า ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงจาก Covid-19 เพิ่มขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยลดลง

อาราออสเผยว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงอย่างเดลตา “ถ้าเดลตากลายเป็นสายพันธุ์หลักวัคซีนมีการตอบสนองที่อ่อนแอลง ประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงอย่างรวดเร็ว” และยังเรียกร้องให้ฉีดเข็ม 3

นอกจากนี้ รัฐบาลชิลียังเผยแพร่ข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีนของ Pfizer-BioNTech และของ AstraZeneca ซึ่งใช้ในชิลีเช่นกัน โดยพบว่าในช่วงเวลาเดียวกันวัคซีนของ Pfizer มีประสิทธิภาพ 87.7% ในการป้องกันอาการป่วย 98% ในการป้องกันการเข้ารักษาในห้องไอซียู และ 100% ในการป้องกันการเสียชีวิต

ส่วนวัคซีนของ AstraZeneca ป้องกันอาการป่วยได้ 68.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน ป้องกันการเข้ารักษาในห้องไอซียูได้ 98% และป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

ทั้งนี้ การวิจัยของชิลีทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนทั้งในกลุ่มประชากรที่ได้รับวัคซีนยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งครบ 2 โดสแล้ว ได้รับ 1 โดส และยังไม่ได้รับเลย โดยวัคซีนของ Sinovac ศึกษาในประชากร 8.6 ล้านคน วัคซีนของ Pfizer-BioNTech ศึกษาในประชากร 4.5 ล้านคน และของ AstraZeneca ศึกษาในประชากร 2.3 ล้านคน

Photo by Martin BERNETTI / AFP

Moderna ยังมีประสิทธิภาพ 93% แม้ผ่านไป 6 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659877

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 19:20 น.

Moderna ยังมีประสิทธิภาพ 93% แม้ผ่านไป 6 เดือน วัคซีนของ Moderna ยังมีประสิทธิภาพถึง 93% แม้ฉีดเข็ม 2 ผ่านไปแล้ว 6 เดือน  

บริษัท Moderna เผยว่า วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของบริษัทมีประสิทธิภาพ 93% หลังจากฉีดเข็มที่ 2 ผ่านไปแล้ว 6 เดือน ซึ่งแทบจะไม่ลดลงจากประสิทธิภาพจากการทดสอบทางคลินิกที่ 94% ที่เปิดเผยมาก่อนหน้านี้  

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก Pfizer-BioNTech เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ระบุว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนของบริษัทลดลงราว 6% ในทุกๆ 2 เดือน โดยหลังจากฉีดเข็ม 2 ผ่านไปแล้ว 6 เดือนประสิทธิภาพลดลงเหลือ 84%

สตีเฟน บ็องเซล (Stephane Bancel) ซีอีโอของ Moderna เผยว่า “วัคซีน Covid-19 ของเรามีประสิทธิภาพคงที่ที่ 93% ตลอด 6 เดือน แต่ยอมรับว่าสายพันธุ์เดลตาเป็นภัยคุกคามใหม่ที่สำคัญ ดังนั้นเราต้องระมัดระวังตัวต่อไป”

อย่างไรก็ดี Moderna เผยว่า จำเป็นต้องวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ช็อตก่อนฤดูหนาว เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันอาจลดลง

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วโลกกำลังถกเถียงกันว่าวัควีนเข็มที่ 3 ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีความจำเป็นหรือไม่ แม้ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับสายพันธุ์เดลตาที่ร้ายแรงก็ตาม

นอกจากนี้ Moderna ยังเปิดเผยว่า การวิจัยวัคซีนเข็มกระตุ้นที่แตกต่างกัน 3 ตัวในการทดลองในมนุษย์ระยะที่ 2 พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งต่อ Covid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์ รวมทั้งแกมมาซึ่งพบครั้งแรกในบราซิล เบตาซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และสายพันธุ์เดลตา โดยระดับแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ (neutralizing antibody) หลังจากฉีดเข็มกระตุ้นขึ้นถึงระดับเดียวกับที่พบหลังฉีดเข็มที่ 2

โดยการทดลองนี้ใช้วัคซีนเพียง 50 ไมโครกรัมต่อโดส หรือครึ่งหนึ่งของปริมาณวัคซีน Moderna ที่ใช้ในขณะนี้

Photo by Joseph Prezioso / AFP

หลายประเทศเดินหน้าฉีดวัคซีนเข็ม 3 สวนทางอนามัยโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659873

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

หลายประเทศเดินหน้าฉีดวัคซีนเข็ม 3 สวนทางอนามัยโลกองค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้ชะลอฉีดวัคซีนเข็ม 3 เพื่อแบ่งปันประเทศยากจน

ทีโดรส อัดฮาโนม ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ขอความร่วมมือจากนานาชาติโดยเฉพาะประเทศร่ำรวยระงับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ชั่วคราวอย่างน้อยจนถึงสิ้นเดือนกันยายนเพื่อให้ประเทศยากจนสามารถเข้าถึงวัคซีน และเพื่อให้ทุกประเทศได้ฉีดวัคซีนให้ประชากรอย่างน้อย 10%

โดยระบุว่าจนถึงขณะนี้มีการฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 4 พันล้านโดส ซึ่ง 80% ถูกส่งไปยังประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้สูงแต่นั่นคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรโลก และในขณะที่บางประเทศกำลังเดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ยังมีประชากรอีกหลายร้อยล้านคนยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรก

พร้อมเสริมว่าตนเข้าใจถึงความกังวลของรัฐบาลทุกประเทศที่พยายามจะปกป้องประชาชนของตนจากการแพร่ระบาดของโรค แต่ไม่สามารถยอมรับได้หากบางประเทศใช้วัคซีนเป็นจำนวนมากในขณะที่กลุ่มเปราะบางจำนวนมากยังไม่ได้รับวัคซีน และยังได้เรียกร้องให้ผู้นำ G20 ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนการจัดสรรวัคซีนทั่วโลกผ่านโครงการ COVAX

โดยขณะนี้หลายประเทศมีวัคซีนไม่เพียงพออย่างเช่นอินโดนีเซียซึ่งเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงจนเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดแห่งใหม่ แต่กลับมีประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสเพียง 8% หรือประเทศยากจนอย่างเฮติและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกยังไม่มีใครได้รับวัคซีนครบโดส

อย่างไรก็ตามสหรัฐยืนกรานว่าจะไม่ระงับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หากมีความจำเป็น พร้อมยืนยันว่ามีวัคซีนเพียงพอที่จะครอบคลุมชาวอเมริกันทุกคน ควบคู่ไปกับการบริจาคให้แก่ต่างประเทศ

ขณะที่บางประเทศได้เริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนไปแล้ว อาทิ อิสราเอลและตุรกีซึ่งได้ฉีดให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แร็งแรง บุคลากรทางการแพทย์ และกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ด้านอินโดนีเซียกำลังให้วัคซีนเข็มที่ 3 แก่ประชาชนทั่วไปหลังจากที่ตัดสินใจฉีดวัคซีนชนิด mRNA เป็นบูสเตอร์ให้แก่บรรดาบุคลากรทางการแพทย์ไปแล้วเมื่อเดือนก่อน

เช่นเดียวกับบางประเทศก็กำลังวางแผนฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 อาทิ อุรุกวัยซึ่งเตรียมฉีดวัคซีนชนิด mRNA เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac ครบ 2 เข็มแล้ว, กัมพูชาวางแผนใช้วัคซีน AstraZeneca เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinopharm และ Sinovac โดยจะเริ่มฉีดให้แก่บุคลากรด่านหน้าเป็นสำคัญ รวมถึงสหราชอาณาจักรและเยอรมนีก็เตรียมฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้ประชาชนเช่นกัน

Photo by Christopher Black / World Health Organization / AFP

ไต้หวันขอบคุณสหรัฐตกลงขายปืนใหญ่บิ๊กล็อตให้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659871

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 17:45 น.

ไต้หวันขอบคุณสหรัฐตกลงขายปืนใหญ่บิ๊กล็อตให้สหรัฐตกลงขายอาวุธล็อตใหญ่มูลค่า 750 ล้านเหรียญให้ไต้หวันใช้ป้องกันตัวเองจากจีน

ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันออกแถลงการณ์ขอบคุณที่สหรัฐตกลงขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวัน โดยบอกว่าอาวุธเหล่านี้จะช่วยให้ไต้หวันป้องกันตัวเองจากการรุกรานของจีนได้ดีขึ้น “ไต้หวันจะกระชับความร่วมมือกับสหรัฐและประเทศที่มีแนวคิดเดียวกันต่อไป”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเผยว่า “หลังจากต้องเผชิญกับการขยายตัวและการยั่วยุทางการทหารจากจีน รัฐบาลของเราจะยกระดับการป้องกันและความมั่นคงของชาติด้วยความมุ่งมั่นในการปกป้องชีวิตประชาชนและการใช้ชีวิตอย่างอิสระและเป็นประชาธิปไตยของเรา”

เมื่อวันพุธ (4 ส.ค.) รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ตกลงจะขายระบบอาวุธปืนใหญ่อัตตาจร (155mm M109 self-propelled howitzers) จำนวน 40 กระบอก และอุปกรณ์พ่วงอีกเกือบ 1,700 ชุดเพื่อปรับจรวดให้มีความแม่นยำมากขึ้น รวมมูลค่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 24,941 ล้านบาท

ข้อตกลงนี้นับเป็นการตกลงจะขายอาวุธให้ไต้หวันเป็นครั้งแรกของรัฐบาลไบเดนท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนที่เพิ่มขึ้น และจะต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนจะเข้าสู่การเจรจาซื้อขายระหว่างไต้หวันและบริษัท BAE Systems ผู้ทำสัญญาที่เคยจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรให้สหรัฐเช่นกัน ก่อนจะลงนามและส่งมอบต่อไป

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนประณามดีลซื้อขายดังกล่าวและย้ำว่าจีนจะตอบโต้กลับ โดยเมื่อปีที่แล้วจีนขึ้นบัญชีดำบริษัท Boeing, Lockheed Martin และ Raytheon Technologies หลังจากสหรัฐอนุมัติการขายอาวุธจากบริษัทเหล่านี้ให้ไต้หวัน

Photo by Kim Hong-Ji / POOL / AFP

จีดีพีอินโดขยายตัวแข็งแกร่งสุดในรอบกว่า 10 ปีท่ามกลางโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659861

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

จีดีพีอินโดขยายตัวแข็งแกร่งสุดในรอบกว่า 10 ปีท่ามกลางโควิดเศรษฐกิจอินโดนีเซียในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สำนักงานสถิติอินโดนีเซียเปิดเผยว่าเศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอีกครั้งหลังหดตัวเมื่อปีก่อน โดยจีดีพีประจำไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ขยายตัว 7.07% เมื่อเทียบปีที่แล้ว ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 17 ปี และเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส 

รอยเตอร์สระบุว่านับเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และเป็นอัตราที่สูงที่สุดของอินโดนีเซียนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2004

มาร์โก ยูโวโน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติอินโดนีเซียเผยว่าภาคส่วนที่เติบโตมากที่สุดคืออุตสาหกรรมการขนส่ง คลังสินค้า อาหาร และเครื่องดื่ม โดยเป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคชั่วคราวซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริโภคและการลงทุนในขณะนั้น ตลอดจนมีเงินสนับสนุนจากภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก และทำให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หดตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะโตขึ้นอีกครั้งในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมานี้แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรงในขณะนี้ โดยมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้รัฐบาลยกระดับมาตรการควบคุมโรคและจำกัดการเดินทางอีกครั้งในเดือนก.ค.

เช่นเดียวกับเดวิด ซูมัล นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเซ็นทรัล เอเชีย ซึ่งคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 จะลดลง 0.6 จุดเหลือ 3.5% เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ด้านรัฐบาลก็ได้ปรับลดแนวโน้มจีดีพีปีนี้เป็น 3.7% ถึง 4.5% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 4.5% ถึง 5.3%

ขณะที่ยูโวโนมองว่าเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 จะสามารถเติบโตต่อไปแต่ต้องพึ่งพาการจัดการกับการแพร่ระบาดของโรคอย่างมาก

ทั้งนี้ อินโดนีเซียรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 35,867 คนและผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,747 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 3.53 ล้านคนและผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 100,000 คน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP

จับตาเงินบาททรุด สัญญาณเศรษฐกิจถดถอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659860

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 16:04 น.

จับตาเงินบาททรุด สัญญาณเศรษฐกิจถดถอยโควิดฉุดเงินบาทไทยอ่อนค่าแรงสุดในรอบ 16 เดือน ส่อเค้าเศรษฐกิจถดถอย

สัปดาห์นี้เงินบาททะลุ 33.04 บาท อ่อนค่าที่สุดในรอบ 16 เดือน ส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจาก Covid-19 ที่ระบาดหนักขึ้นตัวเลขผู้ติดเชื้อนิวไฮรายวันสะเทือนความเชื่อมั่นนักลงทุน และยังมีแนวโน้มว่าบาทจะอ่อนค่าต่อเนื่อง

พูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทยมองว่า แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าอยู่จากปัญหาการระบาดของ Covid-19 ในขณะที่เงินดอลลาร์โดยรวมมีแนวโน้มแกว่งตัว Sideways

ดังนั้นจึงยังมองไม่เห็นโอกาสที่เงินบาทจะพลิกกลับเทรนด์มาแข็งค่าได้ในเร็วนี้ เนื่องจากปัญหาการระบาดของ Covid-19 ในไทยยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทยังเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์การระบาดจะเริ่มมีทิศทางดีขึ้น ซึ่งอาจจะต้องรอในช่วงต้นเดือนกันยายน จากโมเดลคาดการณ์ยอดผู้ติดเชื้อล่าสุดของทางรัฐบาลหรือภาคเอกชน

ในระยะสั้น หากตลาดคลายกังวลปัญหาการระบาดของ Covid-19 ทั่วโลก และกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนโดยรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาด ก็อาจทำให้เงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าลง หลังผู้เล่นในตลาดไม่จำเป็นต้องถือสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) เพื่อหลบความผันผวนในตลาด ซึ่งการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ก็อาจทำให้เงินบาทไม่อ่อนค่าหนัก ทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ไปมาก

ปัญหาการระบาดของ Covid-19 ในไทยที่มีแนวโน้มเลวร้ายต่อเนื่องจะกดดันให้เศรษฐกิจซบเซาลงมากกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยประเมินไว้ ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เลือกที่จะคงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50%

รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า ทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-33.15 บาท/ดอลลาร์เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระหว่างสัปดาห์เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 16 เดือน

ขณะที่เดือนกรกฎาคมเงินบาทอ่อนค่าลง 2.5% ซึ่งเป็นอัตราที่มากกว่าสกุลเงินส่วนใหญ่ในกลุ่ม เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0-0.25% โดยเฟดระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่องแม้ยอดผู้ติดเชื้อ Covid-19 เพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีวิเคราะห์ว่า ค่าเงินบาทอ่อนลงทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 เนื่องจากประเทศไทยกำลังประสบภาวะโรคระบาดที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

และเนื่องจากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่เศรษฐกิจจะถดถอย จึงมองว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีก อย่างน้อยก็ในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยประเมินว่าค่าเงินบาทยังมี downside จากระดับปัจจุบันอีกประมาณ 3-4% ขึ้นกับสถานการณ์ Covid-19 และสภาวะแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงไตรมาสต่อๆ ไป

สถานการณ์โรคระบาดจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มค่าเงินบาท 

บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรียังมองว่า ถึงแม้การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงนี้จะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง (เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่น ๆ) แต่เชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง

พบว่าค่าเงินบาทอ่อนลงมากกว่าค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างมาก โดยค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่ามากกว่าเพื่อนบ้านตั้งแต่ประมาณปลายไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ถึงต้นไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดระลอกล่าสุดเริ่มต้นขึ้น (เกิด cluster ทองหล่อ และวันหยุดเทศกาลสงกรานต์) ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่ารายงานการเคลื่อนไหว (google mobility) (proxy ของกิจกรรมทางธุรกิจ) ของประเทศไทยลดลงอย่างมากตามอัตราการติดเชื้อที่เร่งตัวขึ้นในประเทศไทย

ทว่าภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายลงทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

จริงอยู่ว่าเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก็เผชิญกับยอดผู้ติดเชื้อที่เร่งตัวขึ้นเช่นกัน แต่ผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของแต่ละประเทศแตกต่างกันไป เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความรุนแรงของผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจ ความสามารถของระบบการรักษาพยาบาลในการรองรับผู้ติดเชื้อ อัตราการกระจายวัคซีน การสนับสนุนในเชิงนโยบายจากรัฐบาล และความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการของรัฐบาล

ทั้งนี้ หนึ่งในตัวชี้วัดแนวโน้มการเติบโตที่เชื่อถือได้ก็คือ อัตราผลตอบแทนระยะยาวของพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเราพบว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ลดลงจาก 1.7% ในปลายเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 1.54% ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันช่องว่างที่ถ่างกว้างขึ้นระหว่างอัตราผลตอบแทนของไทยกับภูมิภาค ก็ช่วยยืนยันแนวโน้มที่อ่อนแอของเศรษฐกิจไทย ซึ่งส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ อัตราการเติบโตของปริมาณเงินในความหมายกว้างที่ลดลงอย่างหนักก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงการอ่อนค่าของเงินบาท เรามองว่า ณ จุดนี้ ค่าเงินบาทยังไม่น่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะโตต่ำกว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคอีกพอสมควรไปจนถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อย

ส่วน ดร.เชาว์ เก่งชน ประธานกรรมการบริหาร บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยกับไทยรัฐว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2563 จนถึงขณะนี้ เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐแล้วกว่า 9.0% เป็นผลมาจากเงินดอลลาร์ที่ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ ในขณะที่เงินบาทยังถูกกดดันจากฐานะที่ถดถอยของดุลบัญชีเดินสะพัด อันสืบเนื่องมาจากรายได้จากการท่องเที่ยวที่ถูกกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 

สำหรับแนวโน้มเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี 2564 ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามยังน่าจะเป็นทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยหากเศรษฐกิจสหรัฐสามารถขยายตัวได้ดีอย่างที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ประเมินไว้ เงินดอลลาร์สหรัฐก็คงจะได้รับแรงหนุนต่อเนื่อง

ในทางตรงกันข้าม หากสหรัฐเผชิญกับการแพร่ระบาดของ Covid-19 อีกระลอก จนทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสะดุดลง เฟดก็คงจะต้องเลื่อนการปรับนโยบายการเงินออกไป ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาอ่อนค่าลงได้

นอกจากนี้ ปัจจัยภายในประเทศเองก็อาจจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดที่ยังคงมีความรุนแรง การท่องเที่ยวไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันในปีนี้ และนำไปสู่การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ รวมไปถึงประเด็นฐานะการคลังของรัฐบาล ที่เผชิญกับการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องและการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้สาธารณะ

อย่างไรก็ดี ดร.เชาว์มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 แต่เงินบาทคงจะอ่อนค่าลงไปอีกไม่มากนัก จากระดับในปัจจุบันที่ 32.97 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากฐานะที่แข็งแกร่งของทุนสำรองระหว่างประเทศไทย ล่าสุดอยู่ที่ราว 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่วิจัยกรุงศรีเผยว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 2/64 อ่อนแอลงจากไตรมาส 1/64 ประเมินภาพรวมจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในไตรมาส 3/64 หลังโควิดระบาดรุนแรงและยาวนาน

ทูตสหรัฐประจำ UN เตรียมเยือนไทยถกเรื่องวัคซีน Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659836

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 14:24 น.

ทูตสหรัฐประจำ UN เตรียมเยือนไทยถกเรื่องวัคซีน Pfizerทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติเตรียมเดินทางเยือนไทยพูดคุยเรื่องวัคซีนที่สหรัฐบริจาคและประเด็นผลประโยชน์ร่วมกันด้านอื่น

เว็บไซต์คณะผู้แทนสหรัฐประจำสหประชาชาติแจ้งกำหนดการว่า ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ ทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ (UN) เตรียมเดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 9-12 ส.ค.นี้ เพื่อยืนยันและสร้างความสัมพันธ์ที่สำคัญยิ่งระหว่างสหรัฐและไทย

โธมัส-กรีนฟิลด์ จะพบกับเจ้าหน้าที่เพื่อหารือประเด็นต่างๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งการกระจายวัคซีนของ Pfizer กว่า 1.5 ล้านโดสที่ทางการสหรัฐเพิ่งบริจาคให้ไทยเพื่อรับมือการแพร่ระบาดของ Covid-19 วิกฤตที่กำลังดำเนินอยู่ในเมียนมาและความต้องการด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค ความร่วมมือที่แข็งแกร่งของสหรัฐกับอาเซียน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และประเด็นอื่นๆ

นอกจากนี้ โธมัส-กรีนฟิลด์จะหารือกับตัวแทนขององค์กรระหว่างประเทศและองค์กรไม่แสวงกำไร (NGO) ที่อยู่ในไทย

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางเยือนไทย โธมัส-กรีนฟิลด์ มีกำหนดเข้าร่วมพิธีปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 6-9 ก่อน

Sinovac ทุ่ม 2 พันล้านตั้งโรงงานวัคซีนในชิลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659814

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

Sinovac ทุ่ม 2 พันล้านตั้งโรงงานวัคซีนในชิลีชิลีเตรียมสร้างโรงงานวัคซีน Sinovac พร้อมเผยประสิทธิภาพจากการใช้จริงเทียบจะๆ 3 ยี่ห้อ

รอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท Sinovac Biotech ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 จากประเทศจีนแถลงถึงแผนการสร้างโรงงานบรรจุและปิดผนึกวัคซีนในชิลีด้วยเงินลงทุน 6 ล้านเหรียญสหรัฐหรือเกือบ 2 พันล้านบาท

รายงานระบุว่าโรงงานดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นในซันติอาโก เมืองหลวงของชิลี ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022 นอกจากนี้บริษัท Sinovac ยังมีแผนที่จะสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาในเมืองอันโตฟากัสตาทางตอนเหนือของชิลีด้วย

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมาชิลีได้เปิดเผยประสิทธิผลของวัคซีนโควิด-19 จากการใช้จริงพบว่าวัคซีนของ Sinovac มีประสิทธิภาพ 58.5% ในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการของชาวชิลี 8.6 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวในช่วงเดือนก.พ. ถึงก.ค.

ขณะที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการรักษาตัวในโรงพยาบาล 86%, ป้องกันอาการป่วยหนักเข้าห้องไอซียู 89.7% และป้องกันการเสียชีวิตจากโควิด-19 86%

ด้านวัคซีนของ Pfizer จากการใช้จริงของประชากร 4.5 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันในชิลีพบว่ามีประสิทธิภาพ 87.7% ในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ, ป้องกันอาการป่วยหนักเข้าห้องไอซียู 98% และป้องกันการเสียชีวิต 100%

ส่วนวัคซีน AstraZeneca จากประชากร 2.3 ล้านคนพบว่ามีประสิทธิภาพ 68.7% ในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ, ป้องกันอาการป่วยหนัก 98% และป้องกันการเสียชีวิต 100%

ทั้งนี้ ชิลีเป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนเร็วที่สุดในโลก โดยขณะนี้มีประชากรมากกว่า 60% ของประชากรทั้งหมดราว 1.9 ล้านคนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งชิลีได้รับวัคซีนจาก Sinovac ประมาณ 19.6 ล้านโดส

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ลีเซียนลุงเตือนสหรัฐแข็งกร้าวใส่จีนมีแต่อันตราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659813

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 12:47 น.

ลีเซียนลุงเตือนสหรัฐแข็งกร้าวใส่จีนมีแต่อันตรายผู้นำสิงคโปร์ออกโรงเตือนเกี่ยวกับท่าทีที่สหรัฐและจีนมีต่อกันย้ำไม่มีใครชนะใครได้

นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์เตือนสหรัฐเกี่ยวกับท่าทีที่มีต่อจีนในการประชุม Aspen Security Forum ว่า ท่าทีที่แข็งกร้าวของสหรัฐที่ท้าทายจีนอาจเป็นอันตรายมาก และเตือนให้ทั้งสองประเทศลดความตึงเครียดระหว่างกันเพราะไม่มีใครสามารถเอาชนะใครได้

ลีเผยว่า สหรัฐเปลี่ยนท่าทีจากการแข่งขันกับจีนที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายมาสู่มุมมองที่ว่าสหรัฐจะต้องชนะไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

ลีเผยต่อว่า “วันนี้มีฉันทามติของสองพรรคการเมือง (สหรัฐ) ในเรื่องหนึ่งนั่นคือ ความสัมพันธ์กับจีน แต่ท่าทีของพวกเขาคือ ใช้แนวทางแข็งกร้าว และผมไม่แน่ใจเลยว่านี่เป็นฉันทามติที่ถูกต้อง ผมไม่รู้ว่าสหรัฐตระหนักหรือเปล่าว่าจะต้องเจอกับปรปักษ์ที่น่าเกรงขามหากพวกเขาตัดสินใจว่าจีนเป็นศัตรู”

“ในสถานการณ์นี้ ผมขอฝากไปถึงทั้งสองฝ่ายว่าให้หยุดแล้วคิดอย่างระมัดระวังก่อนที่จะเดินหน้าต่อ มันอันตรายมาก” ลีกล่าว “เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่สหรัฐและจีนต้องพยายามมีปฏิสัมพันธ์กันไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งซึ่งจะเป็นหายนะกับทั้งสองฝ่ายและกับโลก”

ผู้นำสิงคโปร์ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าใจทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้งกล่าวว่า ท่าทีที่แข็งกร้าวของสหรัฐต่อจีนตรงกับความเชื่อของจีนว่าสหรัฐเชื่อถือไม่ได้และต้องการขัดขวางการมีตัวตนของจีน

ลียังวิจารณ์การแสดงท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลไบเดนในการพบปะหารือทวิภาคีระดับสูงครั้งแรกกับจีนที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกาของสหรัฐเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

“ความจริงคือ ไม่มีใครสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้หรอก” ลีกล่าว และยังชมรัฐบาลไบเดนที่กลับมาสู่นโยบายต่างประเทศที่มีแบบแผนมากขึ้น หลังจากอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความยุ่งเหยิงไว้

“นานาประเทศต้องการยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มีความคงเส้นคงวาจากสหรัฐ และนโยบายที่น่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้”

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลีเซียนลุงเป็นกระบอกเสียงที่เรียกร้องให้มหาอำนาจทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจบังคับให้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ต้องเลือกข้าง

AFP PHOTO / Woohae CHO