นักวิจัยเผยเราอาจต้องมีวัคซีนที่จัดการกับเดลตาโดยเฉพาะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659697

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 10:53 น.

นักวิจัยเผยเราอาจต้องมีวัคซีนที่จัดการกับเดลตาโดยเฉพาะตอนนี้เราอาจต้องมีวัคซีนที่จัดการกับสายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะเพราะความร้ายแรงและสามารถติดสู่คนที่ภูมิคุ้มกันลดของมัน

ทีมนักวิจัยจากอังกฤษที่ศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกัน Covid-19 เผยว่าตอนนี้เราอาจต้องมีวัคซีนที่จัดการกับสายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะ เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์นี้สามารถติดสู่คนที่ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

การวิจัยที่ชื่อว่า React-1 ศึกษาผลการตรวจหาเชื้อจากอาสาสมัคร 98,000 คนในอังกฤษระหว่างวันที่ 24 มิ.ย.-12 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอังกฤษเพิ่มขึ้นหลังจากสายพันธุ์เดลตาเข้ามาแทนที่สายพันธุ์อัลฟาอย่างเต็มรูปแบบ

พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนในการหยุดยั้งการติดเชื้อในช่วงที่ทำการศึกษาลดลงมาอยู่ที่ 49% จาก 64% ในช่วง 1 เดือนก่อนหน้า ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดอาการลดลงจาก 83% มาอยู่ที่ 59%

“การพัฒนาวัคซีนป้องกันเดลตาอาจเป็นเหตุผลที่สมควรเมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของสายพันธุ์นี้กลายพันธุ์จนถึงจุดที่ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจากวัคซีนที่มีอยู่ในขณะนี้มีประสิทธิภาพลดลง” ทีมนักวิจัยเผย

อย่างไรก็ดี ทีมนักวิจัยจากหลายสถาบันทั่วอังกฤษเผยว่า แม้ว่าภูมิคุ้มกันจะลดลงแต่วัคซีนที่มีอยู่ในขณะนี้ยังคงให้การปกป้องค่อนข้างสูง โดยคนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน 3 เท่า และมีโอกาสน้อยที่จะมีอาการของ Covid-19 หรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่นหากติดเชื้อ

การติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน (Breakthrough infections) ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง ทว่าความกังวลดังกล่าวส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีเพียง 13% ของประชากรโลกเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว

ด้าน ซายิด จาวิด รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า “การฉีดวัคซีนของเรากำลังสร้างกำแพงป้องกันซึ่งหมายความว่าเราสามารถผ่อนคลายมาตรการอย่างระมัดระวังและกลับไปสู่สิ่งที่เรารัก แต่เราต้องระมัดระวังในขณะที่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับไวรัส”

Photo by Dimitar DILKOFF / AFP

จีนบดขยี้ธุรกิจเกมมิ่ง “มันคือฝิ่นมอมเมาจิตวิญญาณ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659664

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 19:04 น.

จีนบดขยี้ธุรกิจเกมมิ่ง “มันคือฝิ่นมอมเมาจิตวิญญาณ”จีนงัดค่านิยมฝ่ายซ้ายจัดการธุรกิจเกม ตราหน้าว่าเป็นฝิ่นมอมเมาจิตวิญญาณคนรุ่นใหม่

หลังจากที่จีนเพิ่งลงดาบธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา จู่ๆ วันนี้หนังสือพิมพ์ Economic Information Daily สื่อในเครือของสำนักข่าว Xinhua ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนก็เขียนโจมตีวิดีโอเกมว่าเป็น “ฝิ่นมอมเมาจิตวิญญาณ” ที่เป็นอันตรายกับเยาวชนของประเทศ

Economic Information Daily โทษเฉพาะเกม Honour of Kings ของ Tencent บริษัทเกมรายใหญ่ที่สุดของจีนว่าเป็นต้นตอของปัญหา ทั้งทำเยาวชนสายตาสั้นและผลการเรียนตกต่ำเพราะหมกมุ่นกับเกมมากเกินไป โดยอ้างการสอบถามความคิดเห็นนักเรียนราว 2,000 คน ที่บางคนบอกว่าเล่นเกมวันละ 8 ชั่วโมง และยังเรียกร้องให้ทางการเข้ามาควบคุมธุรกิจนี้

บทความนี้ก่อให้เกิดความกังวลว่าทางการจีนจะเข้ามาจัดการกับธุรกิจเกมออนไลน์เป็นรายต่อไป ส่งผลให้หุ้นของทั้ง Tencent และคู่แข่งอย่าง NetEase และ XD ดิ่งกว่า 11% ในช่วงเช้าวันนี้ (3 ส.ค.) และสำหรับ Tencent ขณะนี้มูลค่าของบริษัทหายไปแล้วกว่า 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 17% นับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่จีนเริ่มปราบธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทลงทุนอยู่ด้วย

บริษัทเกมสัญชาติญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังพลอยถูกหางเลขไปด้วย โดยหุ้นของ Nexon จากเกาหลีใต้ซึ่งทำรายได้ในตลาดจีนราว 28% ร่วงถึง 10% ซึ่งร่วงหนักที่สุดครั้งแรกของบริษัทนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2020

หลังจากนี้บรรดานักลงทุนคงจะต้องคิดหนักหากคิดจะลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน เพราะไม่รู้ว่าวันดีคืนร้ายรัฐบาลจีนจะเอื้อมมือลงมาบีบธุรกิจอะไรอีกต่อจาก Alibaba กับ Ant Group ของแจ็ก หม่า และ Meituan กับ Didi ของ Tencent

จากเหตุการณ์นี้ เค่อหยวน นักวิเคราะห์จาก DZT Research ในสิงคโปร์ถึงกับเอ่ยปากว่า “คุณประมาทบทความจาก Xinhua ไม่ได้เลย การเลือกใช้คำว่า Spiritual Opium รุนแรงมาก คงจะแปลกใจมากถ้าหน่วยงานกำกับดูแลจะไม่ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้”

ด้าน Tencent ชิงจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อยก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาจัดการซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากให้บริษัทมากกว่า ด้วยการออกแถลงการณ์ผ่านบัญชี WeChat ทันทีว่า จะแบนไม่ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 12 ปีจ่ายเงินซื้อของในเกม และจำกัดเวลาเล่นเกมเด็กที่อายุต่ำกว่ากำหนดจากวันละ 1.5 ชั่วโมง และ 3 ชั่วโมงในวันหยุด ลงมาเหลือวันละ 1 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมงในวันหยุด

นอกจากนี้ Tencent จะเปิดใช้ระบบยืนยันตัวตนผู้เล่นตลอดเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนแอบใช้เลขประจำตัวประชาชนของผู้ปกครองเข้าเล่นเกม และยังเสนอให้แบนผู้เล่นที่อายุต่ำกว่า 12 ปีจากทุกเกมด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สื่อจีนเลือกใช้ถ้อยคำรุนแรงอย่าง Spiritual Opium กับเกม คำคำนี้เคยถูกใช้เพื่อเรียกร้องความสนใจให้เห็นถึงความแพร่หลายของเกมในหมู่เยาวชนในยุคที่เกมคอมพิวเตอร์ในอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เฟื่องฟู และเคยได้ผลจนหน่วยงานกำกับดูแลต้องลงมาควบคุม และระงับใบอนุญาตชั่วคราวมาแล้ว

คำว่า Spiritual Opium เป็นศัพท์ของฝ่ายซ้ายที่อ้างอิงมาจากคำว่า Opium of the People ที่ออกมาจากปากของ คาร์ล มาร์กซ์ เจ้าทฤษฎีสังคมนิยม ที่เจ้าตัวใช้โจมตีว่าศาสนาเป็นสิ่งมอมเมาผู้คน ไม่ต่างจากจีนในตอนนี้ที่กำลังมองว่าเกมเป็นเหมือนศาสนาของคนรุ่นใหม่ที่มอมเมาเยาวชน

ในภาษาอังกฤษนั้นใช้คำว่า Opium of the People แปลว่ายาฝิ่นที่มอมเมาประชาชน แต่จีนนแปลคำนี้ลงไปถึงระดับจิตใจโดยไม่ได้แปลว่า “ยาฝิ่นที่มอมเมาประชาชน” แต่แปลว่า “จิงเสิน ยาเพี้ยน” หรือยาฝิ่นของจิตวิญญาณ 

จีนใช้คำนี้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ และใช้กับธุรกิจเกมมิ่งควบกับการควบคุมธุรกิจธุรกิจกวดวิชาตัวอย่างเช่นในคำสั่งของสภารัฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน (หรือรัฐบาลกลางของประชาชน) ออกคำสั่งเรื่อง “ความคิดเห็นเกี่ยวกับการลดภาระการบ้านของนักเรียน การศึกษาภาคบังคับ และการฝึกอบรมนอกวิทยาเขต” โดยกำหนดให้นักเรียนใช้ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างสมเหตุสมผล ควบคุมระยะเวลาการใช้งาน และป้องกันการติดอินเทอร์เน็ต

สื่อจีนบางแห่งบอกตรงๆ เลยว่าเกมมิ่งคือ “ยาเสพติด” การบอกแบบนี้มีนัยทางการเมืองด้วยเท่ากับปิดประตูธุรกิจหมื่นล้านในจีน คนในอาจจะยังกอบโกยได้ในระดับหนึ่ง ส่วนคนนั้นนั้ยากแล้วที่หวังจะเจาะกตลาดเกมมิ่งในจีน

นอกจากจะเป็นสัญญาณว่าจีนอาจกำลังจัดการธุรกิจเกมเหมือนธุรกิจอื่นๆ แล้ว โวหารแบบนี้ยังสะท้อนว่าจีนกำลังหักหัวเรือกลับไปยุคซ้ายจัดคล้ายๆ กับช่วงก่อนทศวรรษที่ 80 เข้ากันพอดิบพอดีที่สีจิ้นผิงกำลังคุมประเทศแบบปิดประตูขังตัวเองและจัดระเบียบในประเทศเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน จีนก็จัดการเชือดธุรกิจกวดวิชาไปเรียบร้อยแล้ว (นับหนึ่งก็เพื่อรวมศูนย์แนวทางการศึกษาของเยาวชนไม่ให้แตกแถวโดยสถาบันกวดวิชาต่างๆ) 

มันสะท้อนว่ารัฐบาลจีนมีแนวโน้มที่จะ “เอียงซ้าย” และตอกย้ำ “อำนาจเผด็จการรวมศูนย์ของพรรคคอมมิวนิสต์” มากขึ้นทุกทีโดนที่สีจิ้นผิงยอมกลับไปใช้ “ค่านิยมสังคมนิยม” อย่างเคร่งครัดขึ้นเพื่อไม่ปล่อยให้สังคมโน้มเอียงไปทางทุนนิยมมากเกินไป และไม่เสียดายที่จะ “ทำลายนายทุน” คือบริษัทใหญ่ๆ แห่งแล้วแห่งเล่า 

สังคมออนไลน์ในจีนเวลานี้ถึงกับพุดแบบติดตลกแบบขมขื่นว่าตอนนี้เรียนกวดวิชาก็ไม่ได้ เกมก็เล่นไม่ได้ แต่ไปคงจะเล่นติกต็อกก็คงไม่ได้อีก แล้วจะให้ทำอะไรกัน? บางคนในโลกโซเชียลจีนตอบแบบขำๆ ว่า ก็ให้เลี้ยงน้องๆ ที่บ้านไปสิ

มันอาจจะเป็นมุกตลก แต่สะท้อนความจริงที่กำลังเกิดขึ้นได้ดีที่เดียว 

บทความโดย จารุณี นาคสกุล และกรกิจ ดิษฐาน (Edit)

hoto by NOEL CELIS / AFP

IMF เตือนไม่ควรให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินถูกกฎหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659659

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 17:55 น.

IMF เตือนไม่ควรให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินถูกกฎหมายกองทุนการเงินระหว่างประเทศอธิบายถึงผลเสียของการใช้สกุลเงินดิจิทัลชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

หลังจากที่เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศแรกที่อนุมัติให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่าเป็นขั้นตอนที่ไกลเกินไปและการให้สกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin ถูกกฎหมายจะเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค

Business Insider เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 27 ก.ค. IMF เผยแพร่บล็อกโพสต์โดย Thoda Weeks-Brown ที่ปรึกษาทั่วไปและผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ IMF ร่วมกับ Tobias Adrian ที่ปรึกษาทางการเงินของ IMF ซึ่งระบุว่า “แม้บางประเทศจะนำ Bitcoin มาเป็นสกุลเงินหลักแต่เราเชื่อว่าความเสี่ยงนั้นมีมากกว่าผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น”

IMF แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่สามารถชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามมาตั้งแต่ต้นเพราะกังวลถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเกรงว่าจะเกิดผลกระทบแบบโดมิโนสะเทือนไปยังประเทศอื่นๆ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกระยะยาว

ในทางกลับกันบรรดาผู้สนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลมองว่าการเคลื่อนไหวของเอลซัลวาดอร์ครั้งนี้เป็นการก้าวสู่อนาคต เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลสามารถใช้ทำธุรกรรมได้อย่างสะดวกรวดเร็วและไร้พรมแดน

บล็อกโพสต์ของ IMF ระบุว่าการใช้สกุลเงินดิจิทัลอาจเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์เนื่องจากสามารถช่วยให้เข้าถึงการทำธุรกรรมและการชำระเงินได้อย่างง่ายดาย

แต่อย่างไรก็ตาม IMF มองว่าสกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin มีความผันผวนสูงเกินกว่าจะเป็นสกุลเงินหลักของประเทศ ซึ่งข้อเสียสำคัญของมันคิอความผันผวนและมีมูลค่าผันเปลี่ยนในตลาดอย่างไม่แน่นอน โดยชี้ให้เห็นว่า 1 Bitcoin เคยมีมูลค่ามากกว่า 60,000 เหรียญสหรัฐในช่วงกลางเดือนเมษายนแต่กลับลดลงต่ำกว่าระดับ 35,000 เหรียญสหรัฐภายในกลางเดือนกรกฎาคม

ความผันผวนที่ไม่สามารถคาดเดาและควบคุมได้อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทำเงินอย่างรวดเร็ว แต่มันยากต่อการใช้เป็นเงินตราที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

IMF ยังแสดงความกังวลต่อการกำหนดอัตราดอกเบี้ย การคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนการฉ้อโกงและการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหากเกิดควมผิดพลาดแล้วจะสามารถดำเนินคดีเอาผิดได้ยาก นอกจากนี้สกุลเงินดิจิทัลมุ่งเน้นการพึ่งพาอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี ซึ่งหลายประเทศไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย

เหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ IMF แนะนำให้ใช้สกุลเงินสำรองที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น ดอลลาร์หรือยูโร มากกว่าการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล

IMF เน้นย้ำว่าต้องรักษาสมดุลโดยคำนึงถึงความมั่นคงทางการเงินในระดับมหภาค ความสมบูรณ์ทางการเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

พร้อมทิ้งท้ายว่ารัฐบาลจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ ความเท่าเทียม และความยั่งยืนของระบบการเงิน ดังนั้นความพยายามที่จะทำให้สกุลเงินดิจิทัลเป็นสกุลเงินหลักในขณะนี้จึงเป็นทางลัดที่ยังไม่ควรทำ

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่เอลซัลวาดอร์อนุมัติให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็มีอีกหลายประเทศที่มีการผลักดันให้เปิดรับ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ มากขึ้น

Photo by Ozan KOSE / AFP

เปิดเงินอัดฉีดนักกีฬาแต่ละชาติ ได้เท่าไรหลังคว้าเหรียญโอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659640

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 15:31 น.

เปิดเงินอัดฉีดนักกีฬาแต่ละชาติ ได้เท่าไรหลังคว้าเหรียญโอลิมปิกแต่ละประเทศมีรางวัลที่แตกต่างกันออกไปสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญจากการแข่งขันโอลิมปิก

เมื่อสัปดาห์ก่อนไฮดีลีน ดิแอซ (Hidilyn Diaz) นักกีฬายกน้ำหนักหญิงจากฟิลิปปินส์คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์ให้แก่ประเทศ ซึ่งเป็นเหรียญทองเหรียญแรกนับตั้งแต่ฟิลิปปินส์เข้าร่วมมหกรรมโอลิมปิกเมื่อปี 1924

เพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จของเธอรัฐบาลฟิลิปปินส์และภาคส่วนธุรกิจจึงได้มอบเงินรางวัลสูงถึง 33 ล้านเปโซหรือประมาณ 21 ล้านบาท พร้อมด้วยบ้าน คอนโด และรถยนต์ รวมถึงมีเงินอัดฉีดเพิ่มเติมจากหน่วยงานต่างๆ

ขณะที่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เตของฟิลิปปินส์ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินส่วนตัวมูลค่า 3 ล้านเปโซหรือราว 2 ล้านบาทพร้อมด้วยบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์ให้แก่ดิแอซ

ด้านเกาหลีใต้ก็มีการมอบรางวัลสำหรับนักกีฬาเช่นกันโดยกระทรวงวัฒธรรม การท่องเที่ยว และกีฬาของเกาหลีใต้ประกาศว่าจะมอบเงินรางวัล 63 ล้านวอนหรือราว 1.8 ล้านบาทสำหรับแต่ละเหรียญทอง

เงินรางวัล 35 ล้านวอนหรือประมาณ 1 ล้านบาทสำหรับเหรียญเงิน และ 25 ล้านวอนหรือ 720,000 บาทสำหรับเหรียญทองแดง สำหรับนักกีฬาประเภททีมจะได้รับ 75 เปอร์เซ็นต์ของเงินรางวัลทั้งหมด ตามรายงานของ The Korea Times

อัน ซาน (An San) นักยิงธนูทีมชาติเกาหลีใต้ซึ่งคว้า 3 เหรียญทองจากโตเกียวโอลิมปิกจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 157.5 ล้านวอนจากกระทรวงวัฒนธรรม นอกจากนี้เธอจะได้รับเงินอัดฉีดจากมูลนิธิส่งเสริมกีฬาเกาหลีใต้อีก 95 ล้านวอน และนับตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไปหญิงสาววัย 20 ปีคนนี้จะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 1 ล้านวอนตลอดชีพ

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสมาคมกีฬายิงธนูเกาหลีใต้จะมอบเงินรางวัลให้เธอเท่าไร แต่ในการแข่งขันโอลิมปิกริโอ 2016 นั้นได้มอบเงินรางวัลแก่นักกีฬาที่คว้าเหรียญรวมทั้งสิ้น 2,500 ล้านวอน ซึ่งนักกีฬาเหรียญทองประเภทเดี่ยวได้เงินรางวัลคนละ 200 ล้านวอน และนักกีฬาเหรียญทองประเภททีมได้เงินรางวัลคนละ 150 ล้านวอน

ด้านอู ซังฮยอก (Woo Sang-hyeok) นักกีฬากระโดดสูงที่แม้จะจบที่อันดับ 4 ชวดเหรียญทองไปอย่างน่าเสียดายแต่เขาและโค้ชจะได้รับเงินอัดฉีดคนละ 20 ล้านวอนจากสมาคมสหพันธ์กรีฑาแห่งเกาหลีใต้จากการสร้างสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์โอลิมปิกของเกาหลีใต้

ขณะที่ Nikkei Asia รายงานว่านักยกน้ำหนักจากอินโดนีเซียจะได้รับเงินมูลค่า 5,000 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 11 ล้านบาท) จากการคว้าเหรียญทอง, 2,000 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4.6 ล้านบาท) สำหรับเหรียญเงิน และ 1,000 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 2.3 ล้านบาท) สำหรับเหรียญทองแดง ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้โดยเฉลี่ยของชาวอินโดนีเซีย

ส่วนคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศญี่ปุ่นจะมอบเงินรางวัลจะมอบเงินรางวัลมูลค่า 5 ล้านเยน (1.5 ล้านบาท) สำหรับนักกีฬาญี่ปุ่นที่คว้าเหรียญทอง

Forbes ระบุว่าเฉิ่ง กา หลง (Cheung Ka-long) นักกีฬาจากฮ่องกงซึ่งคว้าเหรียญทองโอลิมปิกจากกีฬาฟันดาบประเภทฟอยล์ชายเดี่ยวได้รับเงินอัดฉีด 5 ล้านเหรียญฮ่องกง (ราว 21 ล้านบาท) จากรัฐบาล และจะได้รับเงินอีก 2.5 ล้านเหรียญฮ่องกง (ราว 10 ล้านบาท) จาก Lam Tai Fai College

นอกจากนี้ Forbes และ BuzzFeed ได้รวบรวมเงินอัดฉีดของประเทศอื่นๆ ที่มอบให้แก่นักกีฬาที่คว้าเหรียญจากการแข่งขันโอลิมปิกไว้ดังนี้

มาเลเซียมอบเงินอัดฉีด 236,000-237,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 71,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 24,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

สิงคโปร์มอบเงินอัดฉีด 737,000-738,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 369,000-500,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 184,000-250,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

สหรัฐอเมริกามอบเงินอัดฉีด 37,500 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 22,500 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 15,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

อิตาลีมอบเงินอัดฉีด 213,000-214,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 90,000-107,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 60,000-71,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

บราซิลมอบเงินอัดฉีด 49,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 29,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 20,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

แคนาดามอบเงินอัดฉีด 16,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 12,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 8,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

ออสเตรเลียมอบเงินอัดฉีด 15,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 11,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 7,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

แอฟริกาใต้มอบเงินอัดฉีด 37,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 19,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 7,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

Photo by Philip FONG / AFP

ภูฏานทำยังไงถึงฉีดวัคซีนให้ประชาชน 90% สำเร็จใน 7 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659628

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

ภูฏานทำยังไงถึงฉีดวัคซีนให้ประชาชน 90% สำเร็จใน 7 วันภูฏานระดมฉีดวัคซีนเข็มสองให้ประชาชน 90% ภายในเวลาเพียง 7 วันแม้ในพื้นที่ห่างไกลก็ไม่ทิ้ง

สำนักข่าว AP รายงานว่า ทางการภูฏานระดมฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 โดสที่สองให้ประชากรวัยผู้ใหญ่ราว 90% สำเร็จภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ จนได้รับคำชมจากองค์การ UNICEF ว่าเป็นการฉีดวัคซีนที่เร็วที่สุด

จนถึงวันนี้ (3 ส.ค.) ประชากรวัยผู้ใหญ่ของภูฏานราว 480,000 คนจาก 530,000 คนได้รับวัคซีนครบทั้งสองเข็มแล้ว หลังจากทางการเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่สองให้ประชาชนเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา

“เป้าหมายของเราคือ การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประชาชนภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันวิกฤตสุขภาพครั้งใหญ่” เดเชน วังโม รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขภูฏานเผยกับ AP

เมื่อเดือน เม.ย. ภูฏานกลายเป็นข่าวดังหลังจากรัฐบาลเผยว่าฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนแล้วราว 90% ภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากอินเดียบริจาควัคซีนของ AstraZeneca ให้ 550,000 โดส

ทว่าภูฏานต้องขาดแคลนวัคซีนอยู่หลายเดือน เนื่องจากอินเดียหยุดส่งออกวัคซีนชั่วคราวเพราะต้องเก็บไว้ใช้เองในประเทศรับมือการระบาดหนัก

ภูฏานกลับมาเดินหน้าฉีดวัคซีนอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังได้รับวัคซีนของ Moderna ที่สหรัฐบริจาคให้ผ่านโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX จำนวน 500,000 โดส รวมทั้งวัคซีนของ Pfizer อีก 5,000 โดสจาก COVAX และของ AstraZeneca อีกกว่า 400,000 โดสที่ได้รับบริจาคจากเดนมาร์ก โครเอเชีย บัลแกเรีย และ Sinopharm จากจีนอีก 50,000 โดส

ในขณะที่ประเทศตะวันตกหลายประเทศที่มีวัคซีนมากกว่ายังฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้น้อยกว่าภูฏาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเผยว่า จำนวนประชากรของภูฏานซึ่งมีเพียงเกือบ 800,000 คน บวกกับสารจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ส่งไปถึงประชาชนอย่างชัดเจน และระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิช่วยให้การฉีดวัคซีนประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ความร่วมมือของบุคลากรสาธารณสุขมากกว่า 3,000 คนและศูนย์ฉีดวัคซีน 1,200 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศทำให้ประชากรวัยผู้ใหญ่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้ทุกคนแม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงยากก็ตาม

โซนัม วังชุก หนึ่งในทีมที่รับผิดชอบการฉีดวัคซีนเผยว่า ในบางเคสบุคลากรทางการแพทย์ต้องเดินทางอย่างยากลำบากหลายวันฝ่าแผ่นดินถล่มและสายฝนกระหน่ำเพื่อให้ไปถึงหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลบนภูเขาสูงชันเพื่อฉีดวัคซีนให้ชาวบ้านที่ไม่สามารถเดินทางไปศูนย์ฉีดวัคซีน

โดยต้องรับวัคซีนจากเฮลิคอปเตอร์แล้วเดินต่อไปจนถึงศูนย์ฉีดวัคซีนที่อยู่ห่างไกล ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาวัคซีนให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดเวลา

นอกจากนี้ รัฐบาลของภูฏานยังเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขล้วนเคยประกอบวิชาชีพทางการแพทย์มาก่อน

ยังไม่นับรวมถึงการสื่อสารจากรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับ Covid-19 และวัคซีนของประชาชนผ่านเฟซบุ๊ค ที่ช่วยขจัดความลังเลในการฉีดวัคซีนของชาวภูฏานได้ไม่น้อย

นอกเหนือจากนั้น โลเท เชอร์ริง นายกรัฐมนตรีและสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ยังออกมาสนับสนุนวัคซีนตั้งแต่แรกๆ ซึ่งทำให้ความกลัววัคซีนของประชาชนบรรเทาเบาบางลง อีกทั้งสมเด็จพระราชาธิบดียังเสด็จฯ ไปทั่วประเทศเพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน

วิล พาร์คส์ ผู้แทนองค์การ UNICEF ประจำภูฏานเผยว่า ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ภูฏานฉีดวัคซีนได้สำเร็จคือ เครือข่ายอาสาสมัครจากภาคประชาชนที่เรียกว่า desuups

โดยตลอด 1 ปีครึ่งที่ผ่านมามีอาสาสมัครชาวภูฏานราว 22,000 คนทำหน้าที่สร้างความตระหนัก ขจัดข่าวปลอม ช่วยคัดกรองและตรวจหาเชื้อ หรือแม้กระทั่งช่วยขนส่งวัคซีนที่ยังพื้นที่ที่เข้าถึงยากอย่างบนภูเขา

Photo by Upasana DAHAL / AFP

มาอีกหนึ่ง! เยอรมนีส่งเรือรบเข้าทะเลจีนใต้ตามรอยอังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659618

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

มาอีกหนึ่ง! เยอรมนีส่งเรือรบเข้าทะเลจีนใต้ตามรอยอังกฤษเยอรมนีส่งเรือรบเข้าทะเลจีนใต้ตามรอยอังกฤษท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการเยอรมนีส่งเรือรบ “บาเยิร์น” (Bayern) เข้าไปปฏิบัติภารกิจในทะเลจีนใต้ครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ร่วมกับชาติตะวันตกอื่นๆ ในการขยายกำลังทางทหารในภูมิภาคท่ามกลางความตึงเครียดจากการขยายอิทธิพลของจีน และอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีและจีนสะดุด

เรือรบบาเยิร์นออกเดินทางจากท่าเรือวิลเฮล์มส์ฮาเฟินทางตอนเหนือของประเทศเมื่อวันจันทร์ (2 ส.ค.) พร้อมด้วยลูกเรือ 232 คนเพื่อปฏิบัติภารกิจในทะเลจีนใต้ซึ่งจะกินเวลาราว 7 เดือน และเดินเรือผ่านสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และเวียดนาม คาดว่าจะเข้าสู่ทะเลจีนใต้ราวกลางเดือน ธ.ค.นี้

อันเนอเกรต ครัมพ์-คาร์เรินเบาเออร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเยอรมนีเผยว่า “เรากำลังยืนหยัดเพื่อค่านิยมและผลประโยชน์ร่วมกับหุ้นส่วนและพันธมิตรของเรา…สำหรับหุ้นส่วนของเราในอินโด-แปซิฟิก มันคือความจริงที่เส้นทางเดินเรือไม่ได้เปิดกว้างและปลอดภัยอีกต่อไป…เราต้องการให้เคารพกฎหมายที่มีอยู่ ให้ใช้เส้นทางเดินเรืออย่างเสรี ให้สังคมเปิดกว้างได้รับการปกป้อง ให้การค้าเป็นไปอย่างยุติธรรม”

ครัมพ์-คาร์เรินเบาเออร์ย้ำว่า ภารกิจนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง และเยอรมนีได้เสนอจะแวะเยี่ยมท่าเรือของจีนเพื่อรักษาการติดต่อกันไว้

ขณะที่ ไฮโก มาส รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีเผยว่า “อินโด-แปซิฟิกคือที่ที่จะกำหนดความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศในอนาคต เราต้องการช่วยกำหนดมันและรับผิดชอบต่อความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศที่เป็นไปตามกฎหมาย”

เยอรมนีอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องระมัดระวังระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของเยอรมนี โดยก่อนหน้านี้เยอรมนีมักจะสงวนท่าทีในการเข้ามามีบทบาททางการทหารในเวทีนานาชาติ และมักจะตักเตือนให้ประเทศอื่นๆ เลี่ยงการเผชิญหน้ากับจีน

ทว่า ท่าทีของเยอรมนีเปลี่ยนไป โดยสัญญาการลงทุนร่วมกับจีนที่ลงนามเมื่อปี 2020 ถูกพักไว้ชั่วคราว อีกทั้งแนวทางของรัฐบาลฉบับใหม่ที่เผยแพร่เมื่อปี 2020 ยังเน้นกระชับความสัมพันธุ์กับหุ้นส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้อังกฤษประกาศว่าจะส่งเรือรบมาประจำการในทะเลจีนใต้ถาวร รวมทั้งประเทศอื่นๆ อาทิ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่เข้ามาเคลื่อนไหวในอินโด-แปซิฟิกเพื่อสกัดการขยายอิทธิพลของจีน

เจ้าของเหรียญทองกระโดดน้ำ กับการถักนิตติ้งเพื่อคุมสติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659615

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 11:50 น.

เจ้าของเหรียญทองกระโดดน้ำ กับการถักนิตติ้งเพื่อคุมสติหนึ่งในภาพที่แปลกตาที่สุดในการแข่งขันโอลิมปิกที่โตเกียวคือภาพของทอม ดาลีย์ นั่งถักนิตติ้ง

ทอม ดาลีย์ (Tom Daley) นักกีฬากระโดดน้ำชาวอังกฤษนั่งถักนิตติ้งในขณะที่ชมการแข่งขันกระโดดน้ำชายความสูง 3 เมตรระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว 2020 ที่ Tokyo Aquatics Center ในโตเกียวเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2021

ภาพของทอม ดาลีย์ ซึ่งเพิ่งได้รับเหรียญทองโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในการแข่งขันประเภทแพลตฟอร์มชายคู่ความสูง 10 เมตรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์ ด้วยการนั่งชมการแข่งขันไปด้วยและถักนิตติ้งไปด้วย

แต่มีการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า นักกีฬาวัย 27 ปีพ่อลูกหนึ่งรายนี้เริ่มถักนิตติ้งและโครเชต์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพื่อใช้เวลาว่างในช่วงล็อคดาวน์จากไวรัสโคโรน่า และยังสร้างเพจบน Instagram เพื่อแชร์ผลงานสร้างสรรค์ของเขากับแฟนๆ

เขาบอกว่า “สิ่งหนึ่งที่ทำให้สติของผมไม่กระเจิดกระเจิงในช่วงนี้คือความหลงใหลในการถักนิตติ้งและโครเชต์และการเย็บปักทุกอย่าง”

และเขายังบอกผ่าน Instagram Stories ด้วยว่า “การถักนิตติ้งได้กลายเป็นวิธีของผมในการทำให้ตัวเองสงบ มีสติ และคลายความเครียด! ผมชอบมัน!” 

ภาพโดย Oli SCARFF / AFP
ภาพโดย Oli SCARFF / AFP

เยอรมนีเตรียมฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้กลุ่มเสี่ยงเดือนหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659612

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

เยอรมนีเตรียมฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้กลุ่มเสี่ยงเดือนหน้าเยอรมนีเตรียมฉีดวัคซีน mRNA เป็นเข็ม 3 ให้กลุ่มเสี่ยงรวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีน AZ หรือ J&J ครบโดสแล้ว

เยอรมนีเป็นอีกประเทศที่ประกาศว่าจะมีการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ให้แก่กลุ่มเสี่ยงเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

โดยเยอรมนีจะจัดสรรวัคซีนของ Pfizer และ Moderna เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่กลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานในบ้านพักคนชรา รวมถึงประชาชนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca หรือ Johnson & Johnson ครบโดสแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มในเดือนก.ย. ที่จะถึงนี้

นอกจากนี้มีการผลักดันให้ฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุ 12 ถึง 17 ปีเพื่อให้เริ่มต้นปีการศึกษาใหม่ได้อย่างปลอดภัยหลังปิดเทอมภาคฤดูร้อน

อย่างไรก็ตามแผนการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของเยอรมนีเกิดขึ้นท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพยุโรปที่เกรงว่าจะส่งผลต่อสด๊อกวัคซีนที่เยอรมนีให้คำมั่นว่าจะบริจาคให้แก่ประเทศในแถบแอฟริกาและละตินอเมริกา ขณะที่การจัดหาวัคซีนทั่วโลกเป็นไปอย่างจำกัด

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขกล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่การฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่เป็นการกระจายวัคซีนไปยังประเทศยากจนที่ไม่มีวัคซีน และการชักจูงให้ประชาชนในประเทศร่ำรวยที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรก

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรงในหลายพื้นที่ส่งผลให้หลายประเทศเตรียมพร้อมที่จะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดหรือบางประเทศก็ได้เริ่มฉีดไปแล้ว

รวมถึงผู้ผลิตวัคซีนอย่าง Pfizer เองก็ได้มีการเสนอให้สหรัฐฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่ 3 โดยอ้างถึงผลการศึกษาซึ่งชี้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการลดลงเล็กน้อยเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนหลังการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แม้ว่าจะยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต

Photo by STEFANIE LOOS / AFP

โควิดหวนระบาดอู่ฮั่นในรอบปีกว่า เชื้อเดลตาลาม 15 มณฑล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659610

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

โควิดหวนระบาดอู่ฮั่นในรอบปีกว่า เชื้อเดลตาลาม 15 มณฑลเมืองอู่ฮั่นพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในท้องถิ่นอีกครั้ง ขณะที่เชื้อเดลตาลามแล้ว 15 มณฑล

Global Times รายงานว่าเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยของจีนพบการระบาดของโควิด-19 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2020 โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อ 7 ราย เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา

จากการสอบสวนพบว่าผู้ป่วยทั้ง 7 รายเป็นแรงงานต่างถิ่นที่ทำงานในอู่ฮั่น โดยแรงงานรายหนึ่งมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจากมณฑลเจียงซูขณะกำลังรอรถไฟที่สถานีอู่ฮั่น ซึ่งขณะนี้มณฑลเจียงซูกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนแรงงานอีก 6 รายสัมผัสใกล้ชิดกับแรงงานคนดังกล่าว

ทั้ง 7 รายมีผลตรวจหาเชื้อเป็นบวกเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาต่อไป ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับแรงงานทั้ง 7 รายกำลังดำเนินการตรวจหาเชื้อ ขณะที่สถานีรถไฟทุกสถานีที่พวกเขาเดินทางไปได้รับการฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ โควิด-19 หวนกลับมาแพร่ระบาดในประเทศจีนอีกครั้งโดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้พบผู้ป่วยแล้วใน 15 มณฑล โดยในช่วง 10 วันที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อมากกว่า 300 ราย

โดยมีการพบโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดในท้องถิ่นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนก.ค. ที่สนามบินนานกิง มณฑลเจียงซู ส่งผลให้ทางการจีนต้องสั่งตรวจหาเชื้อประชาชนกว่า 9.2 ล้านคนและประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์

ก่อนที่จะพบการแพร่ระบาดในมณฑลอื่นๆ เพิ่มเติม โดยจากทั้งหมด 15 มณฑลที่พบการแพร่ระบาดของโรค พบว่า 12 มณฑลมีความเชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดในนานกิง

Photo by STR / AFP

พบโควิดสายพันธุ์แลมบ์ดาดื้อวัคซีนในห้องทดลอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659608

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 10:31 น.

พบโควิดสายพันธุ์แลมบ์ดาดื้อวัคซีนในห้องทดลอง   นักวิจัยพบเชื้อสายพันธุ์แลมบ์ดาดื้อต่อวัคซีนในการทดลองในห้องปฏิบัติการ

ทีมนักวิจัยของญี่ปุ่นพบว่า Covid-19 สายพันธุ์แลมบ์ดา (Lambda) ซึ่งพบครั้งแรกในเปรูและขณะนี้แพร่กระจายไปยังอเมริกาใต้แล้ว ติดต่อได้ง่ายมากและดื้อต่อวัคซีนมากกว่าเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบที่เมืองอู่ฮั่นของจีน

การทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า การกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของสายพันธุ์แลมบ์ดาที่ตำแหน่ง RSYLTPGD246-253N, 260 L452Q และ F490S ช่วยให้ไวรัสสายพันธุ์นี้ต้านทานภูมิคุ้มกันที่สร้างจากวัคซีน และการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง T76I และ L452Q ช่วยให้แลมบ์ดาติดต่อได้ง่ายขึ้น

ผลการวิจัยซึ่งเผยแพร่ใน bioRxiv คลังเอกสารวิชาการออนไลน์ก่อนที่จะมีการพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุให้สายพันธุ์แลมบ์ดาเป็นสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง (Variant of Interest) แทนที่จะเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variant of Concern) ผู้คนอาจไม่รู้ว่ามันเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าสายพันธุ์แลมบ์ดาร้ายแรงกว่าสายพันธุ์เดลตาหรือไม่ แต่ เคอิ ซาโตะ นักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยโตเกียวเชื่อว่า “แลมบ์ดาอาจเป็นภัยคุกคามต่อสังคมมนุษย์ได้”