เมื่อสหรัฐทอดทิ้งเบี้ยอัฟกานิสถาน เพื่อวางหมากอาเซียนรุกจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659584

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 20:44 น.

เมื่อสหรัฐทอดทิ้งเบี้ยอัฟกานิสถาน เพื่อวางหมากอาเซียนรุกจีนการเดินทางมายังอาเซียนแบบรัวๆ ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐมีนัยอะไรหรือไม่ และอาเซียนจะมุ่งไปทางไหน?

มี 2 เรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวกันแต่ก็เกี่ยวกัน 1. สหรัฐถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน 2. สหรัฐเริ่มหันมาจีบอาเซียนอีกครั้ง

เรื่องแรกอย่างที่รู้กันว่าสหรัฐและพันธมิตรถอนกำลงเกือบจะเหี้ยนออกจากอัฟกานิสถาน สบโอกาสที่พวกตอลิบานรุกคืบยึดพื้นที่ไปได้มาก แม้สหรัฐจะเหลือทหารเอาไว้ช่วยยันเล็กน้อยแต่มันไม่น่าจะช่วยอะไรได้มากนัก ตอลิบานเปิดฉากรุกเมืองใหญ่ททั่วประเทศ

ประธานาธิบดีอัชราฟ ฆานีกล่าวโทษสถานการณ์ความมั่นคงที่เสื่อมถอยอย่างรวดเร็วของอัฟกานิสถาน ว่าเป็นการตัดสินใจที่ “กะทันหัน” ของสหรัฐที่จะถอนทหารออกไป แต่ก็ยังกัดฟันบอกว่ารัฐบาลของเขามีแผนที่ทีจะคุมสถานการณ์ให้ได้ภายใน 6 เดือน

เรื่องของอัฟกานิสถานเหมือนจะไกลตัว แต่จริงแล้วถ้ามองเกมแบบทั้งกระดานจะรู้ว่ามันใกล้ตัวเราเอามากๆ เพียงแค่อัฟกานิสถานเป็นหมากไกลตาแต่หากเดินผิดจะกระทบมายังเอเชียทั้งยวง

นี่เองที่ทำให้มันเกี่ยวกับข้อที่ 2 คือ สหรัฐเริ่มหันมาจีบอาเซียนอีกครั้งและลดความสำคัญของอัฟกานิสถานแบบไม่แยแสเอาเลย

อัฟกานิสถานหมดความสำคัญสำหรับสหรัฐแล้ว เพราะโอซามา บิน ลาเดนก็ตายไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว ทั้งอัลกออิดะฮ์และกลุ่มรัฐอิสลามก็อ่อนแอลงมากทั้งยังไปเคลื่อนไหวที่แถบซาเฮลมากกว่า ไม่มีเหตุผลอะไรอีกที่สหรัฐจะรั้งตัวเองไว้ที่นี่ แม้พวกตอลิบานจะกุมอำนาจอีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ภัยร้ายแรงเฉพาะหน้าอีก และยิ่งไม่ใช่เรื่องของสหรัฐอีกต่อไป

หากมองเป็นกระดานหมากรุก ตอนนี้สหรัฐยังทิ้งหมากอัฟกานิสถานให้จีนละล้าละลัง จีนแสดงท่าทีชัดเจนโดยเรียกร้องให้ตอลิบานตัดขาดความสัมพันธ์กับ “กลุ่มก่อการร้าย” ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ซินเจียง (แม้ว่าจีนจะหารือกับตอลิบานบ่อยครั้ง แต่กลุ่มนี้ก็ยังไม่น่าไว้ใจสำหรับจีนที่กังวลเรื่องอิทธิพลของกลุ่มหัวรุนแรงที่ซินเจียง) ในเวลานี้สหรัฐหันไปเดินหมากที่รุกฆาตกับจีนได้ง่ายกว่า นั่นคืออาเซียน

ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชเปิดฉากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย สงครามอัฟกานิสถาน และสงครามอิรัก พลังทั้งหมดของสหรัฐถูกโยกไปยังพื้นที่เหล่านี้ สหรัฐไม่ได้มองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ แม้จีนเริ่มปีกกล้าขาแข็งสหรัฐก็ยังไม่เพ่งเล็งแบบเอาเป็นเอาตาย จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐถึงเริ่มเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่

อาเซียนนั้นถูกสหรัฐมองข้ามไปหลายปี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐไม่ได้เข้าร่วมการประชุมของอาเซียนเสมอไป และบางครั้งก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับรองลงมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของภูมิภาคนี้ด้วย

ถึงขนาดขาดการประชุมสำคัญๆ รวมถึงการหารือยุทธศาสตร์ไทย–สหรัฐอเมริกาก็ยังทิ้งช่วงไปหลายปี

จนกระทั่งไบเดนเข้ามา การหารือยุทธศาสตร์ไทย–สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง (เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2564) แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐก็ยังรีบเร่งหารือกับอาเซียนในเวลาไล่เลี่ยกันคือวันที่ 25 พฤษภาคม นับป็นฉากใหม่ของการปรับยุทธศาสตร์สหรัฐที่หันเข้าอาเซียน

แต่การประชุมออนไลน์ระหว่างบลิงเคนครั้งแรกในตอนนั้นเปิดฉากไม่สวยนัก เพราะประชุมผ่านระบบออนไลน์โดยที่บลิงเคนรีบเดินทางยังเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลเพื่อไกล่เกลี่ยเรื่องความรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

ปรากฏว่าสัญญาณการประชุมขาดหาย ฝ่ายผู้แทนของอาเซียนประเทศต่างๆ ต้องรอนานถึง 45 นาที จนบางคนหัวเสีย นั่นคือ เร็ตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ที่ไม่พอใจมากจนไม่ยอมเปิดวิดีโอฟีดระหว่างการประชุม

ความขัดข้องนั้นทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐจริงจังกับอาเซียนแค่ไหนหรือเห็นเป็นแค่เบี้ยหมากตัวเล็กๆ ในเกมการเมืองโลก? แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐจะยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจเมินอาเซียน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าอาเซียนเป็นแค่ตัวสำรอง เพราะบลิงเคนหารือในเวลาว่างระหว่างไปทำงานที่ใหญ่กว่าที่ตะวันออกกลาง และยังไม่เตรียมระบบให้เรียบร้อยเหมือนกับว่าถ้าระบบล่มก็ได้หนักหนาสาหัสอะไร

ถึงสหรัฐจะไม่ได้ตั้งใจแต่เปิดตัวกันแบบนี้ยิ่งทำให้อาเซียนคิดว่าสหรัฐคบไม่ได้

และบางประเทศยิ่งอาจเชื่อว่าสหรัฐต้องการอาเซียนเพื่อคานอำนาจจีน มากกว่าอาเซียนต้องการสหรัฐมาคานอำนาจจีน ดังนั้นหากสหรัฐต้องการอาเซียนจริงๆ ต้องแสดงออกอย่างจริงใจกว่านี้

สหรัฐเริ่มแก้ตัวด้วยการรีบส่งวัคซีน mRNA มาให้หลายประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย และในสัปดาห์นี้ แอนโทนีบลิงเคนจะแก้ตัวอีกครั้ง ด้วยการนั่งประชุมออนไลน์กับประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง คือไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม เพื่อที่จะย้ำว่าภูมิภาคนี้มีความสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับสหรัฐ

นี่เป็นการเปลี่ยนท่าทีที่สำคัญมาก อย่างแรก มันเป็นการแก้ตัวสำหรับบลิงเคนหลังจากหักหน้าอาเซียนไป คราวนี้เขาเริ่มต้นแก้ไขกับกลุ่มที่สหรัฐคุ้นเคยมากกว่าก่อน นั่นคือภูมิภาคเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่หรืออินโดจีน ซึ่งสหรัฐเข้ามาพัวพันด้วยมากที่สุดในยุคสงครามเย็น

ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นยุคสงครามเย็นใหม่แล้ว และสหรัฐยิ่งต้องการแผ่นดินใหญ่อาเซียนเหมือนเมื่อ 40 – 50 ปีที่แล้วอีกครั้ง เป้าหมายคือใช้พื้นที่นี่ “ทะลวงฟันจีน”

หนึ่งในหัวใจของการรุกคืบคือ “แม่น้ำโขง” ซึ่งเป็นประเด็นบาดหมางระหว่างประเทศท้ายน้ำกับประเทศต้นน้ำ (จีน) มาโดยตลอด แต่กว่าที่สหรัฐจะมองเห็นรอยแผลของจีนในจุดนี้ก็เมื่อปีที่แล้ว โดยจัดตั้งหน่วยงานสังเกตการณ์เขื่อนแม่น้ำโขงเพื่อช่วยประเทศท้ายน้ำรับทราบว่าจีนกำลังทำอะไรกับต้นน้ำ

เป็นการแทรกตัวเข้ามาระหว่างความบาดหมางเพื่อใช้ประโยชน์นั่นเอง คล้ายๆ กับที่สหรัฐแข็งกร้าวกับจีนในกรณีพิพาททะเลจีนใต้โดยแทรกเข้ามาระหว่างความขัดแย้งของภูมิภาคเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทรที่แย่งชิงน่านน้ำและเกาะต่างๆ กับจีน

ดูเหมือนว่าสหรัฐกำลังใช้ “น้ำ” คือน้ำโขงและน้ำทะเลจีนใต้เพื่อสยบ “มังกรไฟ” อย่างจีนซะแล้ว

สหรัฐจึงรุกคืบเข้าอาเซียนทุกทาง แม้ว่าบลิงเคนจะเพิ่มกลับมาแก้ตัวในสัปดาห์นี้ แต่ที่จริงแล้ว มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐที่ไม่พลาดอย่างบลิงเคน แวะเข้ามาอาเซียนอย่างต่อเนื่องจนผิดปกติมากๆ หากจะพิจารณาว่าก่อนหน้านี้สหรัฐไม่ได้แยแสอาเซียนขนาดนี้เลย

เริ่มจากเวนดี เชอร์แมน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเยือนอินโดนีเซีย กัมพูชา และไทยในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ไปเวียดนามและฟิลิปปินส์ในสัปดาห์นี้ และรองประธานาธิบดี กมาลา แฮร์ริส จะไปเยือนสิงคโปร์และเวียดนาม

ที่น่าสนใจคือระดับวีไอพีเหล่านี้มาเยือนด้วยตัวเอง แม้แต่กมลา แฮร์ริสก็ยังมาด้วยตัวเอง แต่กรณีของบลิงเคนยังเป็นการประชุมออนไลน์ เราจะเป็นได้ว่าน้ำหนักไปอยู่ที่ประเทศอาเซียนแถบภาคพื้นที่สมุทร ส่วนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่แม้จะสำคัญและมีช่องโหว่ของจีนที่แม่น้ำโขง แต่จุดนั้นเป็นแค่จุดอ่อนไม่ใช่จุดตายเหมือนภาคพื้นที่สมุทรที่ทะเลาะกันที่น่านน้ำทะเลจีนใต้

โปรดสังเกตว่าเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางที่วีไอพีจากรัฐบาลสหรัฐไปเยือนบ่อยเป็นพิเศษ เพราะเวียดนามแข็งกร้าวกับจีนเป็นพิเศษ แต่ในระยะหลังรัฐบาลเวียดนามเริ่มคุยกับจีนดีขึ้นและร่วมมือกันมากขึ้น ไม่แน่ว่าสหรัฐอาจต้องเร่งแยกเวียดนามออกจากจีนก่อนที่จะหันมาญาติดีกัน

นี่เอง กมลา แฮร์ริสถึงต้องมาทัวร์เวียดนามด้วยตัวเองและยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นรองประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐที่มาเยือนเวียดนาม

ถามว่าสิงคโปร์สำคัญอย่างไร? สหรัฐต้องการใช้สิงคโปร์เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกในภูมิภาคเพื่อที่จะต่อกรกับจีน แต่ความปรารถนานี้ไม่ง่ายเลย แม้ว่าสิงคโปร์จะสนิทแนบแน่นกับสหรัฐในด้านการทหาร (คล้ายๆ กับไทย) แต่ตอนนี้สิงคโปร์ยังต้องถ่วงดุลอย่างละเอียดถี่ถ้วนระหว่างสหรัฐกับจีน (คล้ายกับไทยอีกเช่นกัน)

สิงคโปร์มีข้อตกลงกับสหรัฐตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งอนุญาตให้สหรัฐใช้โครงสร้างทางการทหารของสิงคโปร์ได้และสัญญานี้เพิ่งต่ออายุไปเมื่อปี 2019

มีรายงานจาก Today สื่อของสิงคโปร์ว่าภายใต้ข้อตกลงนี้ สหรัฐสามารถใช้ฐานทัพเซมบาวังเพื่อให้การสนับสนุนด้านลอจิสติกส์สำหรับการขนส่งเครื่องบินและเรือของกองทัพสหรัฐ มีการเพิ่มบทบัญญัติอื่นในข้อตกลงในปี 1998 ซึ่งอนุญาตให้เรือทหารสหรัฐมาเทียบท่าที่ฐานทัพเรือชางงีได้ด้วย

ทำไมสิงคโปร์ที่พยายามถ่วงดุลระหว่างสหรัฐกับจีนถึงยอมให้สหรัฐใช้ฐานทัพได้? คำตอบอยู่ที่การถ่วงดุลนั่นเอง ดร.โมฮัมหมัด มาลิกิ ออสมัน รัฐมนตรีอาวุโสกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ผู้ต่อสัญญาด้านการทหารกับสหรัฐบอกเองว่าสหรัฐคือกำลังหลักในการสร้างดุลยภาพในภูมิภาค

นี่เป็นสิ่งที่อาเซียนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามอยู่อย่างสงบๆ แต่พราะพัวพันกับความขัดแย้งเรื่อง “น้ำ” ในจุดต่างๆ ทำให้ต้องยืมดาบของมหาอำนาจอื่นเข้ามาช่วยคานจีน ขณะเดียวกันก็พยายามโอ้โลมจีนในเรื่องการค้ากับความช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งจีนก็ยังพอใจในจุดนี้

แต่มันเป็นเกมที่อันตรายในระยะยาวที่หากพลาดพลั้งไปอาจเจ็บตัวเอาง่ายๆ ซึ่งสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์กำลังเล่นเกมนี้อยู่ โดยที่มาเลเซียยังสงวนท่าทีอย่างระแวดระวังที่สุด

ที่น่าสนใจก็คือการเยือนสิงคโปร์ของกมลา แฮร์ริสครั้งนี้เยือนสิงคโปร์ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงด้วยซ้ำ จะพบปะกับผู้นำสิงคโปร์และหารือถึงวิธีการกระชับความร่วมมือทวิภาคีในหลายด้าน รวมถึงการป้องกัน/ความมั่นคง ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และการค้าดิจิทัล

แม้สิงคโปร์จะเล่มเกมอันตรายเหมือนเพื่อนบ้านและถึงกับเชิญแฮร์ริสมา แต่มันไม่ใช่การเลือกข้าง สิงคโปร์พยายามเป็นกลางอย่างที่สุด สิ่งที่ดูเหมือนจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งแท้จริงก็คือการถ่วงดุลอย่างรอบคอบเท่านั้นและครั้งนี้ก็เช่นกันสิงคโปร์จะไม่ยอมเลือกฝักฝ่ายอย่างชัดเจน

อาเซียนรวมถึงไทยก็ควรทำแบบเดียวกัน

กรกิจ ดิษฐาน 

Photo by SAUL LOEB / AFP

นักกีฬาข้ามเพศคนแรก กับชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่โอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659589

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 19:45 น.

นักกีฬาข้ามเพศคนแรก กับชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่โอลิมปิกลอเรล ฮับบาร์ด (Laurel Hubbard) นักยกน้ำหนักข้ามเพศจากนิวซีแลนด์ชวดเหรียญโตเกียวโอลิมปิก

หลังจากที่คณะกรรมการโอลิมปิกสาลอนุญาตให้นักกีฬาที่เปลี่ยนเพศสภาพจากชายเป็นหญิงลงแข่งขันในประเภทหญิงได้หากปริมาณฮอร์โมนในร่างกายผ่านเกณฑ์ที่กำหนด “ลอเรล ฮับบาร์ด” (Laurel Hubbard) นักกีฬายกน้ำหนักจากนิวซีแลนด์ก็เป็นนักกีฬาข้ามเพศคนแรกที่ได้รับสิทธิ์นั้นในการแข่งขันโอลิมปิก

เมื่อนิวซีแลนด์ยืนยันว่าเธอจะเข้าร่วมการแข่งขันยกน้ำหนักในโตเกียว โอลิมปิก 2020 รุ่นน้ำหนักเกิน 87 กิโลกรัม ในฐานะนักกีฬาเพศหญิง นอกจากนี้ ฮับบาร์ดยังเป็นนักยกน้ำหนักที่อายุมากที่สุดในการแข่งขันด้วยวัย 43 ปี

อย่างไรก็ตามแม้จะได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้สนับสนับสนุนคนข้ามเพศ แต่ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อบรรดานักกีฬาและแฟนกีฬาจำนวนมากมองว่าจะเกิดข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบด้านสรีระ รวมถึงความหนาแน่นของมวลกล้ามเนื้อ กระดูก และพละกำลังที่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิงโดยกำเนิด แม้ว่าเธอจะมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ต่ำกว่า 10 นาโนโมล (nmol) ต่อลิตรเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนตามที่เกณฑ์กำหนดก็ตาม

รวมถึงแอนนา ฟาน เบลลิงเฮน (Anna Van Bellinghen) นักยกน้ำหนักจากเบลเยียมซึ่งสนับสนุนกลุ่มคนข้ามเพศอย่างเต็มที่ ก็ยอมรับว่าเธอมองว่ามันค่อนข้างไม่ยุติธรรมต่อนักกีฬา เช่นเดียวกับ Fair Play for Women กลุ่มพิทักษ์สิทธิสตรีซึ่งมองว่านโยบายนี้ไม่เป็นธรรมเช่นกัน

ขณะที่ เครีน สมิธ (Kereyn Smith) ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกนิวซีแลนด์กล่าวว่าเพศสภาพในกีฬาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม แต่ยืนยันว่าฮับบาร์ดได้ผ่านเกณฑ์ของสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติและข้อกำหนดของนักกีฬาข้ามเพศของคณะกรรมการโอลิมปิกสาล

ด้านโทมัส บัค (Thomas Bach) ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากลระบุว่ากฎที่ประกาศออกไปแล้วสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ยืนยันว่าคณะกรรมการน้อมรับเสียงคัดค้านและจะนำไปทบทวนพิจารณาในการแข่งขันโอลิมปิกในอนาคต

เปิดประวัติ “ลอเรล ฮับบาร์ด”

หรือเดิมมีชื่อว่า กาวิน ฮับบาร์ด เกิดในปี 1978 เป็นลูกของอดีตนายกเทศมนตรีเมืองโอ๊คแลนด์และเจ้าของธุรกินอาหาร Hubbard Foods เธอสนใจกีฬายกน้ำหนักตั้งแต่เด็ก และสร้างสถิติใหม่ของประเทศในระดับเยาวชนเมื่อปี 1998 ก่อนที่จะห่างหายจากวงการไปราว 10 ปี

ก่อนหน้านั้นเธอลงแข่งขันในประเภทชายมาโดยตลอดจนกระทั่งปี 2013 เธอแปลงเพศและย้ายมาลงแข่งขันในประเภทหญิงในเวลาต่อมา โดยใช้ชื่อว่าลอเรล ฮับบาร์ด ซึ่งเธอได้ผ่านการตรวจปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

ในปี 2017 เธอคว้าเหรียญเงินจากรายการชิงแชมป์โลก ก่อนที่จะคว้าเหรียญทองในการแข่งขันแปซิฟิก เกมส์ ในปี 2019 หลังหายจากอาการบาดเจ็บที่แขนอย่างหนัก

และในปีนี้เธอได้ลงแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ในฐานะนักกีฬาหญิงข้ามเพศคนแรกของรายการ จบที่รอบชิงชนะเลิศ หลังพลาดยกไม่ผ่านในท่าสแนตช์ 120 กิโลกรัมและ 125 กิโลกรัม ท่ามกลางกำลังใจจากแฟนกีฬา แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่ามันจะไม่ยุติธรรมหากเธอได้ผ่านเข้ารอบต่อไป

Photo by ADRIAN DENNIS / AFP

หนุ่มวัย 19 ที่ทำเงินได้ปีละล้านจาก Bitcoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659573

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 17:04 น.

หนุ่มวัย 19 ที่ทำเงินได้ปีละล้านจาก Bitcoinสำหรับเด็กหนุ่มคนนี้การศึกษา Bitcoin มีค่ามากกว่าการเข้ามหาวิทยาลัย

Nick Sears (นิค เซียร์ส) เด็กหนุ่มอายุ 19 ปีที่ตัดสินใจไม่เข้ามหาวิทยาลัยแต่ใช้เวลาทั้งหมดในห้องศูนย์ข้อมูลที่มีเครื่องขุด ASIC 4,500 ตัวเพื่อทำเหมือง Bitcoin และนั่นทำให้เขามีรายได้ถึง 54,000 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1.8 ล้านบาทต่อปี ตามรายงานของ CNBC

เมื่ออายุได้ 17 ปี Sears เคยช่วยสร้างฟาร์มขุด Bitcoin ในเมืองดัลเลสพอร์ต รัฐวอชิงตัน และเมื่ออายุครบ 18 ปีเขาได้รับอนุญาตให้ซื้อ Bitcoin ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรก

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเขาใช้เวลาเกือบทุกวันไปกับการศึกษาการทำงานของเครื่องขุด Bitcoin รวมถึงการซ่อมแซมมัน สำหรับเขาแล้วการศึกษาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์พวกนี้มีค่ามากกว่าการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

“ผมไม่เคยคิดเรื่องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเลย ผมแค่แสวงหาความรู้ในการซ่อมแซมเครื่องขุดพวกนี้เท่านั้น”

Sears ทำงานให้กับ Scott Bennett ซีอีโอ SCATE Ventures บริษัทขุด Bitcoin แห่งใหญ่ในอเมริกาเหนือ ที่นี่เทคโนโลยีทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยพลังงานน้ำ 100% เนื่องจากสถานที่ทำหมืองอยู่ติดกับแม่น้ำโคลัมเบียและเขื่อนดัลเลสซึ่งเป็นแหล่งพลังงานราคาถูก หมุนเวียนได้ และมีปริมาณมาก

สำหรับค่าจ้างพนักงาน Sears ทำเงินได้ 54,000 เหรียญสหรัฐต่อปีพร้อมประกันสุขภาพซึ่งบริษัทเป็นผู้จ่ายให้

หนึ่งวันของ Sears หมดไปกับการตั้งค่าอุปกรณ์ต่างๆ การวางโครงสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และการเดินสายเคเบิล นั่นทำให้เขาต้องทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 ทุ่มของทุกๆ วัน และยังคงต้องอยู่ที่เหมืองเพื่อสแตนด์บายหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ก่อนที่จะมีคนงานกะกลางคืนเข้ามารับช่วงต่อเขาจึงได้กลับไปพักผ่อน

Sears เป็นนักขุดแบบ full-time ซึ่งนอกจากการทำเหมืองแล้วเขาก็ไม่ได้ทำงานอย่างอื่นเลย

เขาเล่าว่าในทุกๆ วันเขาจะเจอสิ่งที่ต้องซ่อมแซมแก้ไข ส่วนใหญ่ที่สุดคือการตรวจสอบและจัดการกับเครื่องขุด ASIC ทั้ง 4,500 ตัว เพื่อให้แน่ใจว่าพวกมันจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วันต่อสัปดาห์

หากเครื่องใดเครื่องหนึ่งออฟไลน์หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เหมือง SCATE Venture จะต้องเสียเงิน แต่ถ้ายิ่งมีเครื่องออนไลน์มากเท่าไร โอกาสที่จะได้ Bitcoin ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ในทุกๆ 10 นาทีจะมีการสร้าง 6.25 Bitcoin และเพื่อสร้างเหรียญใหม่เหล่านี้เหมืองทั่วโลกมีส่วนสนับสนุนพลังงาน ซึ่งพวกเขาต้องแข่งขันกันว่าใครจะสามารถปลดล็อก Bitcoin ชุดใหม่ได้ก่อน

ดังนั้น Sears จึงต้องมุ่งมั่น ขยันหมั่นเพียร และรู้จักการแก้ปัญหาหากอุปกรณ์ขัดข้อง เพราะนั่นมีผลต่อความสำเร็จของเขา

“ทุกวันผมจะพบเครื่องจักรที่หยุดทำงานและผมต้องแก้ไขมัน ผมพบปัญหาเกี่ยวกับเครื่องพวกนี้อยู่เสมอซึ่งต้องหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมมันถึงออฟไลน์” Sears กล่าว

มันอาจเกิดจากไฟฟ้าดับซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกเครื่อง หรือเป็นการขัดข้องของเครือข่ายซึ่งส่งผลกระทบเพียงบางส่วน เป็นไปได้ว่าพัดลมในเครื่องแต่ละเครื่องที่ใช้สำหรับระบายความร้อนเสีย หรืออาจเป็นเพราะแหล่งจ่ายไฟจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราต้องรีบแก้ไขมัน

แต่การแก้ไขฮาร์ดแวร์นั้นไม่ได้ง่ายเสมอไป

แม้ว่า Sears อาจไม่จำเป็นต้องมีประกาศนียบัตรเพื่อทำเหมือง แต่เขาเข้าอบรมหลักสูตรออนไลน์เกี่ยวกับการซ่อมแซมอุปกรณ์ขุดเฉพาะทางกับวิศวกรชาวจีนซึ่งทำงานให้กับ Bitmain บริษัทเอกชนที่มีสำนักงานใหญ่ในปักกิ่งซึ่งออกแบบชิปครบวงจรสำหรับการขุด Bitcoin ซึ่งการอบรมทำให้เขามีใบรับรองและสามารถเข้าถึงการซื้อวัสดุได้โดยตรงผ่าน Bitmain

นอกจากนี้ Sears ยังวางแผนที่จะเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรอื่นๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับการขุด Bitcoin เพิ่มเติมในอนาคต

Photo by Ozan KOSE / AFP

“เราขอสองเหรียญทองได้ไหม?” เมื่อข่มไม่ลงก็แบ่งกันไปเลย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659566

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 16:01 น.

“เราขอสองเหรียญทองได้ไหม?” เมื่อข่มไม่ลงก็แบ่งกันไปเลย ประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งในการแข่งขันโอลิมปิกที่โตเกียว เมื่อคู่แข่งที่ข่มกันไม่ลงตกลงที่จะแชร์เหรียญทองกัน

มูตาซ เอสซา บาร์ชิม นักกีฬากระโดดสูงของทีมกาตาร์ และคู่แข่งจากอิตาลี จันมาร์โก ตัมเบรี ต้องแข่งขันนานถึง 2 ชั่วโมงหลังจากทั้งคู่ทำความสูงได้เท่ากัน แต่ก็ยังทำลายสถิติโอลิมปิกที่ 2.39 เมตรไม่ได้ ทั้งคู่จึงไม่ได้เหรียญไปครองสักที

เจ้าหน้าที่สนามจึงเดินเข้ามาซักถามมูตาซถามเจ้าหน้าที่โอลิมปิกว่า “เราขอสองเหรียญทองได้ไหม?” ซึ่งเจ้าหน้าที่พยักหน้าและพูดว่า “ได้ ถ้าคุณตกลงจะแบ่งกัน”คำตอบทำให้นักกีฬาทั้งสองดีใจจนทำไฮไฟว์ ก่อนที่ตัมเบรีจะสวมกอดมูตาซอย่างมีความสุขผลก็คือทั้งคู่ตกลงที่จะไม่แข่งต่อและตกลงที่จะแบ่งเหรียญทองร่วมกัน

เป็นกรณีที่พบไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่นักกีฬาจากคนละประเทศตกลงที่จะแบ่งปันเหรียญเดียวกันอันที่จริงแล้ว พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยซ้ำ ด้วยการขึ้นเป็นคู่แข่งจากสองประเทศที่แท่นรับเหรียญกรีฑาโอลิมปิกร่วมกันครั้งแรกตั้งแต่ปี พ. ศ. 2455

ถึงแม้สนามจะแทบไม่มีคนดู แต่มีเสียงโห่ร้องยินดีดังมาจากฝูงชนกลุ่มเล็กๆ ในสนามกีฬาขณะที่นักกีฬาสองคนวิ่งเข้าหาโค้ชและเพื่อนร่วมทีมของพวกเขา ตัมเบรีตื้นตันใจจนถึงกับทรุดตัวลงบนลู่วิ่ง โค้ชของทั้งสองที่อยู่บนอัฒจันทร์ ถึงกับน้ำตาซึม

ภาพโดย Christian Petersen / POOL / AFP

นักวิทย์เตือนอังกฤษอาจมีคนตายจากโควิดหลายพันคนทุกปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659557

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

นักวิทย์เตือนอังกฤษอาจมีคนตายจากโควิดหลายพันคนทุกปีนักวิทยาศาสตร์บางส่วนมองว่าอังกฤษอาจมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ปีละหลายพันคนไปอีกหลายปี

The Guardian รายงานว่านักวิทยาศาสตร์เตือนว่าสหราชอาณาจักรอาจเผชิญกับการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ปีละหลายพันคน แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงภายหลังการคลายมาตรการล็อกดาวน์แต่พบว่าจำนวนผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าการแพร่ระบาดระลอกที่ 4 ในสหราชอาณาจักรขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงและการกลับมาเปิดโรงเรียนอีกครั้ง ประกอบกับไวรัสตามฤดูกาลอื่นๆ รวมถึงไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง

ศาสตราจารย์อดัม ฟินน์ จากมหาวิทยาลัยบริสตอลกล่าวว่าชาวอังกฤษจะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปอีกนาน เนื่องจากไวรัสกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าที่พวกเราคาดไว้ แม้ว่าจะไม่มากเท่าไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ก็มีแนวโน้มว่าอาจมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ปีละหลายพันคนไปอีกหลายปี แต่เราสามารถลดปัญหานี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีน

เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ เจมส์ ไนสมิท ผู้อำนวยการสถาบันโรซาลินด์ แฟรงคลินในอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งมองว่าแม้ในอนาคตเราจะมีภูมิคุ้มกันหมู่เพียงพอที่จะไม่ทำให้โควิด-19 ร้ายแรงเช่นที่ผ่านมา แต่มันอาจเหมือนไข้หวัดใหญ่ซึ่งจะยังคงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต แต่จะมากเท่าไรนั้นยังคงเป็นเรื่องยากที่จะประเมิน แต่อาจถึงหลายพันถึงหลักหมื่นคน

อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์โจนาธาน บอลล์ จากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมเชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเนื่องจากมีภูมิคุ้มกันหมู่ที่มากขึ้นและกว้างขึ้น แม้จะไม่ได้รับรองว่าจะไม่มีผู้เสียชีวิตทุกปีแต่เขามองว่าไม่น่าจะถึงปีละหลายพันคน

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คาดว่าจะเป็นผู้สูงอายุและผู้มีอาการป่วยรุนแรงซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ที่เสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่หรือโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี และยังคงต้องจับตาดูว่าโควิด-19 จะเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ยต่อปีอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่

ด้านศาสตราจารย์มาร์ติน ฮิบเบอร์ด จากวิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน มองว่าแม้โควิด-19 จะยังไม่หายไปในเร็ววันนี้ แต่สามารถป้องกันความรุนแรงได้ด้วยวัคซีน เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ซึ่งมีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 20,000 คนต่อปีในสหราชอาณาจักร

ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญกำลังผลักดันให้มีการฉีดวัคซีนแก่เด็กอายุ 16 ถึง 17 เพื่อเตรียมพร้อมกับการเปิดโรงเรียน ตลอดจนผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปีเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดรุนแรงในช่วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าการล็อกดาวน์ที่ผ่านมาจะทำให้ภูมิคุ้มกันของประชาชนต่อโรคทางเดินหายใจอื่นๆ อย่างเช่นไข้หวัดใหญ่อ่อนแอลงหรือไม่

โดยศาสตราจารย์แอนน์ แมนดัลล์ จอห์นสัน ประธานสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์คาดว่าการติดเชื้อด้วยโรคทางเดินหายใจอย่างเช่นไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูหนาวปีนี้จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากชาวอังกฤษอาจมีภูมิคุ้มกันลดลงจากการไม่ได้สัมผัสเชื้อในช่วงล็อกดาวน์ปีที่แล้ว

Photo by Tolga Akmen / AFP

เผยคนไทยในเกาหลีใต้ก่ออาชญากรรมมากที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659541

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 13:15 น.

เผยคนไทยในเกาหลีใต้ก่ออาชญากรรมมากที่สุดสำนักงานตำรวจเกาหลีใต้เผยการจับกุมชาวต่างชาติเดือนเม.ย.-มิ.ย. ส่วนใหญ่เป็นคนไทย

The Korea Times รายงานว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้เปิดเผยข้อมูลการปราบปรามการก่ออาชญากรรมโดยชาวต่างชาติรวมถึงการกระทำความผิดทางอาญาข้ามพรมแดนตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายนปีนี้พบว่ามีการก่ออาชญากรรมโดยชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

โดยในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนมีการจับกุมชาวต่างชาติทั้งสิ้น 391 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 46.8 ถูกกล่าวหาว่ากระทำความปิดเกี่ยวกับยาเสพติด, ร้อยละ 18.7 เกี่ยวข้องกับการเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย, ร้อยละ 18.4 เกี่ยวข้องกับการพนัน และร้อยละ 4.9 เป็นการก่ออาชญากรรมทางการเงิน

หากแบ่งตามสัญชาติแล้วพบว่าร้อยละ 17.6 จากจำนวน 391 คนมาจากประเทศไทย รองลงมาคือเวียดนามและอุซเบกิสถานคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.1 ตามมาด้วยร้อยละ 7.7 จากรัสเซีย, ร้อยละ 5.1 จากจีน, ร้อยละ 4.6 จากปากีสถาน, ร้อยละ 2 จากไลบีเรีย และจากประเทศอื่นๆ อีกร้อยละ 4.2

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ได้มีการจับกุมชาวต่างชาติไปแล้ว 14,977 คน ขณะที่ในปี 2020 ที่ผ่านมามีการจับกุมชาวต่างชาติทั้งสิ้น 39,139 คน และ 39,249 คนในปี 2019

รายงานระบุว่ามีชาวไทย 22 คนถูกจับกุมในข้อหาลักลอบนำเข้าและจำหน่ายยาเสพติดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมปีนี้ ขณะที่มีการจับกุมชาวไลบีเรีย 8 คนในข้อหาฉ้อโกงตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วจนถึงพฤษภาคมปีนี้

นอกจากนี้มีรายงานการจับกุมสมาชิก 60 คนจากกลุ่มอาชญากรในฟิลิปปินส์ข้อหาดำเนินการเว็บไซต์พนันกีฬาที่ผิดกฎหมายกับผู้ใช้ในเกาหลีใต้

เป้าหมายของการปราบปรามของเจ้าหน้าที่จะเป็นองค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงิน, การค้ายาเสพติดและการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย, การทำร้ายร่างกาย, การพนัน ตลอดจนธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ผิดฎหมาย

ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่ากลุ่มอาชญากรที่รวมตัวกันมักนำโดยบุคคลที่มีเชื้อชาติหรือสัญชาติเดียวกัน

AFP PHOTO / Ed JONES

เธอคว้า 3 เหรียญทอง แต่ถูกชาติเดียวกันบูลลี่เพราะตัดผมสั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659530

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 11:49 น.

เธอคว้า 3 เหรียญทอง แต่ถูกชาติเดียวกันบูลลี่เพราะตัดผมสั้นเธอเป็นฮีโร่ของชาติ แต่คนคนชาติเดียวกันบางกลุ่มกลั่นแกล้งออนไลน์เพียงเพราะเธอแหวกขนบในสายตาพวกเขา

อัน ซัน (An San) นักยิงธนูสาวชาวเกาหลีใต้วัย 20 ปีกำลังเป็นประเด็นอฮ้ต ไม่ใช่เพราะเธอคว้ามาถึงสามเหรียญทองในโอลิมปิก (ในประเภททีมหญิง ทีมผสม และบุคคล) กลายเป็นนักธนูคนแรกในประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่คว้าเหรียญสามเหรียญได้ในเกมเดียว และยังทำลายสถิติโอลิมปิกที่ยืนยงมานาน 25 ปีด้วย ทำให้เธออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว

เธอเป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ชนะมากกว่าสองเหรียญในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนรายการเดียว นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้หญิงคนแรกนับตั้งแต่ปี 1904 ที่คว้าเหรียญทอง 3 เหรียญจากการยิงธนูในโอลิมปิกเดียวกัน

แต่ที่เกาหลีใต้บ้านเกิดของเธอ อัน ซันถูกคุกคามทางออนไลน์จากกลุ่มต่อต้านสตรีนิยมซึ่งวิพากษ์วิจารณ์การตัดผมสั้นของเธอและไม่พอใจที่เธอสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสตรีควังจู โดยกลุ่มคนเหล่านี้เป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่เชิดชูเพศชายเป็นใหญ่และกดขี่สิทธิสตรี และมักจะโจมตีผู้หญิงที่ตัดผมสั้นว่าเป็นนักนิยมสิทธิสตรี ผู้หญิงในสายตาคนพวกนี้จะต้องไว้ผมยาวและมีบุคคลิกนุ่มนวลไม่ต่อต้านเพศชายเท่านั้น

Korea JoongAng Daily รายงานว่า เหตุบูลลี่เกิดจากออนไลน์ฟอรั่มแห่งหนึ่งที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ชายมีการตั้งกระทูว่า “ผู้หญิงที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสตรีและมีผมสั้น มีแนวโน้มร้อยละ 90 ที่จะเป็นสตรีนิยม” ตามด้วยคอมเมนต์ที่บอกว่าผู้หญิงที่ตัดผมสั้นเป็นพวกสตรีนิยม

และบางคนเรียกร้องให้เธอขอโทษ และถึงกับขอให้เธอคืนเหรียญโอลิมปิกของเธอไปซะ

แต่ อัน ซัน ไม่สนใจการบูลลี่ ในแถลงการณ์เธอบอกว่า “พยายามไม่สนใจ” และมุ่งความสนใจไปที่กีฬาของเธอแทน

จากการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของนักยิงธนูซึ่งออกอากาศเป็นครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว แสดงให้เห็นว่า หัวใจของอันเต้นสูงสุดที่ 119 ครั้งต่อนาที ซึ่งต่ำกว่า 167 ครั้งต่อนาทีของเอเลนา โอซิโปวา คู่แข่งชาวรัสเซียของเธอ

มันเป็นหลักฐาที่บ่งชี้ถึงความสงบเยือกเย็นที่น่าทึ่งของอันภายใต้แรงกดดัน แต่เธอยอมรับในภายหลังว่า “เมื่อทุกอย่างจบลง ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจจะระเบิด”

การเดินทางของอันไปสู่จุดสูงสุดนั้นไม่ง่ายเลย

เธอเริ่มยิงธนูในโรงเรียนประถมเพราะสนใจที่มีการแจกไก่ทอดฟรีหใ้กับนักยิงธนู แต่ทีมโรงเรียนที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ในขณะนั้นมีไว้สำหรับเด็กผู้ชายเท่านั้น แต่อันยืนยันว่าเธอต้องการเรียนรู้ด้วย

ในตอนแรก ครูใหญ่ของโรงเรียนแนะนำให้เธอย้ายไปโรงเรียนอื่นหากเธอต้องการยิงธนู แต่อันไม่ยอมยอมจำนนและในที่สุดโรงเรียนก็ก่อตั้งทีมยิงธนูสำหรับเด็กผู้หญิงเพราะเธอ 

ทีมโรงเรียนยังคงแข็งแกร่งมาจนถึงทุกวันนี้เพราะในวันนั้นอันบอกว่า “ไม่ หนูไม่ยอม” 

ในภาพชุดนี้ อัน ซัน จากเกาหลีใต้กำลังเข้าแข่งขันในประเภทหญิงรอบคัดเลือกระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว 2020 ที่สนามยิงธนู Yumenoshima Park ในโตเกียว เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 (ภาพโดย ADEK BERRY / AFP)

กัมพูชาเล็งผสมวัคซีนจีนกับ AstraZeneca เป็นเข็ม 3 สู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659526

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 11:26 น.

กัมพูชาเล็งผสมวัคซีนจีนกับ AstraZeneca เป็นเข็ม 3 สู้โควิดกัมพูชาประกาศฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 3 แบบผสมเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันประชาชน

รอยเตอร์สรายงานว่ากัมพูชาจะเริ่มฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์โดยใช้วัคซีนของ AstraZeneca ควบคู่กับวัคซีน Sinopharm และ Sinovac ของจีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการรับมือกับการแพร่ะบาดของโควิด-19 ในประเทศ

โดยนายกรัฐมนตรีฮุน เซน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าวัคซีนบูสเตอร์นี้จะถูกฉีดให้แก่บุคลากรด่านหน้าประมาณ 500,000 ถึง 1 ล้านคนเป็นสำคัญ

โดยระบุว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinopharm และ Sinovac ครบโดสแล้วควรได้รับ AstraZeneca เป็นเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สำหรับประชาชนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ครบโดสแล้วควรให้ Sinovac เป็นเข็มที่ 3

ทั้งนี้ กัมพูชาสามารถควบคุมการแพร่ะบาดได้เกือบทั้งหมดในปีที่แล้ว แต่สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่อมีการตรวจพบการแพร่ระบาดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 77,919 ราย และเสียชีวิต 1,420 ราย

สัปดาห์ที่ผ่านมากัมพูชาได้ประกาศล็อกดาวน์ 8 จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่กำลังแพร่ระบาดทั่วภูมิภาค

ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่าพบไวรัสสายพันธุ์เดลตาในผู้อพยพที่เดินทางกลับจากประเทศไทยและขณะนี้พวกเขากำลังอยู่ในชุมชนท้องถิ่นแล้ว

AFP PHOTO / TANG CHHIN Sothy

Sunisa Lee สายเลือดม้ง-ลาว ขวัญใจคนใหม่ของอเมริกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659511

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 10:47 น.

Sunisa Lee สายเลือดม้ง-ลาว ขวัญใจคนใหม่ของอเมริกาเรื่องราวของสุนิสา ลี (Sunisa Lee) สายเลือดม้ง-ลาว-อเมริกันวัย 18 ปี ที่กำลังเป็นดาวเด่นคนใหม่ในบ้านเกิดของเธอ

สุนิสา ลี (Sunisa Lee) สายเลือดม้ง-ลาว-อเมริกันวัย 18 ปี ขวัญใจคนใหม่ของวงการยิมนาสติกสหรัฐ เธอเป็นลูกสาวของพ่อแม่ชาวม้งที่อพยพจากประเทศลาวมายังสหรัฐอเมริกา

สุนิสา หรือ “สุนิ” โดดเด่นขึ้นมาในการแข้งขันโอลิมปิกที่โตเกียวครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากซิโมน ไบลส์ (Simone Biles) ดาวเด่นของทีมยิมนาสติกหญิงอเมริกันต้องประสบกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่าจนถอนตัวจากการแข่งขันบางประเภท ในระหว่างรอบชิงชนะเลิศของทีม

สุนิสาเริ่มการแข่งขันแค่บาร์ต่างระดับ อย่างไรก็ตาม ซิโมน ไบลส์ถอนตัวออกจากการแข่งขันหลัง สุนิสาจึงแทนที่เธอในการแข่งฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ ปรากฎว่าเธอทำคะแนนได้ 15.400 (คะแนนสูงสุดของการแข่งขันในทุกกรณี) และช่วยให้สหรัฐอเมริกาได้อันดับสองรองจากทีมรัสเซีย

การแข่งขันยิมนาสติกสากล รวมอุปกรณ์ บุคคลหญิง สุนิสาทำสถิติบาร์ต่างระดับด้วยคะแนนสูงสุดของวันนั้นและสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ เธอเป็นแชมป์อเมริกันคนที่ 6 ในรายการนี้และเป็นแชมป์เชื้อสายเอเชียคนแรก ทั้งเชื้อสายเอเชียจากสหรัฐและจากประเทศใดๆ ก็ตาม ที่ได้เหรียญจากรายการนี้

ณ เวลานี้ สุนิสายังสามารถเก็บเหรียญมาได้ครบทุกประเภทคือเหรียญทอง (รวมอุปกรณ์ บุคคลหญิง) เหรียญเงิน (ประเภททีม) และเหรียญทองแดง (บาร์ต่างระดับ)

เพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จในโอลิมปิกของเธอและในฐานะที่เป็นชาวม้งอเมริกันคนแรกที่ได้รับเหรียญทองโอลิมปิก ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาและนายกเทศมนตรีของเมืองเซนต์พอล (ซึ่งมีชุมชนชาวม้งอาศัยเป็นจำนวนมาก) ประกาศให้วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคมเป็น “วันสุนิสา ลี”

ทั้งนี้ เมืองมินิอาโปลิส-เซนต์พอลเป็นที่อาศัยของประชากรม้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ชาวม้งจำนวนมากที่ต่อสู้เพื่อสหรัฐในลาวในช่วงสงครามเวียดนาม ได้หลบหนีข้ามจากลาวมายังค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย และในที่สุดก็อพยพมาตั้งรกรากในมินนิโซตา วิสคอนซิน และแคลิฟอร์เนีย

จอห์น ลี (John Lee) พ่อของสุนิสาก็หลบหนีจากลาวมายังค่ายผู้อพยพในประเทศไทยตอนที่ยังเป็นเด็กและเดินทางมายังสหรัฐในที่สุด 

Sunisa Lee เข้าร่วมการแข่งขันยิมนาสติกหญิงรอบชิงชนะเลิศระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว 2020 ที่ Ariake Gymnastics Center ในโตเกียว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 (ภาพโดย Martin BUREAU / AFP)
Sunisa Lee ถ่ายภาพกับเหรียญทองในระหว่างพิธีขึ้นโพเดียมรับเหรียญหลังการแข่งขันกีฬายิมนาสติกหญิงรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว 2020 ที่ Ariake Gymnastics Center ในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 (ภาพโดย Martin BUREAU / AFP)
John Lee (ขวา), พ่อของ Sunisa Lee และ Yeev Thoj (ซ้าย) แม่ของ Sunisa Lee นั่งชมการแข่งชขันของลูกสาวในเมืองโอ๊คเดล รัฐมินนิโซตา (ภาพโดย Stephen Maturen/AFP)
Shyenne Lee วิดีโอคอลกับพี่สาวของเธอ Sunisa Lee หลังจากที่ Sunisa ได้รับรางวัลเหรียญทองในประเภทอุปกรณ์รวมบุคคลรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 6 ของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว 2020 ภาพนี้ถ่ายที่งานปาร์ตี้ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2021 ในเมืองโอ๊คเดล รัฐมินนิโซตา (ภาพโดย Stephen Maturen/AFP)

สหรัฐจะอ่วมอีกครั้ง แพทย์ใหญ่เตือนประเทศกำลังจะแย่ลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659510

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 10:38 น.

สหรัฐจะอ่วมอีกครั้ง แพทย์ใหญ่เตือนประเทศกำลังจะแย่ลงนายแพทย์แอนโทนี เฟาซี เชื่อว่าจะไม่มีการล็อกดาวน์แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดกำลังแย่ลง

ขณะที่สหรัฐกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งนายแพทย์แอนโทนี เฟาซี หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน มองว่าสถานการณ์กำลังจะแย่ลง อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์

ในระหว่างการสัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอบีซี เฟาซีระบุว่าตนมองว่าการล็อกดาวน์นั้นไม่จำเป็นเนื่องจากมีประชากรถึง 58% ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 อย่างน้อย 1 โดสแล้ว แม้จะยังไม่มากพอที่จะยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคแต่ตนเชื่อว่ามากพอที่จะไม่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่เหมือนช่วงฤดูหนาวครั้งก่อน

อย่างไรก็ตามเฟาซีเน้นย้ำว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะแย่ลงไปอีก โดยประเมินจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

ขณะที่มีประชากรราว 100 ล้านคนที่มีสิทธิ์ได้รับการฉีดวัคซีนแต่พวกเขาไม่ไปฉีดวัคซีน ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดการแพร่ะบาดในวงกว้างและส่งผลกระทบต่อทุกคนในท้ายที่สุด

นอกจากนี้การวิจัยจากเมืองโพรวินซ์ทาวน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ระบุว่าโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วสหรัฐในตอนนี้อาจสามารถแพร่ระบาดในผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งนักวิจัยเผยว่าปริมาณไวรัสในจมูกของผู้ติดเชื้อที่ได้รับวัคซีนแล้วนั้นเท่ากับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็สามารถแพร่เชื้อได้เช่นกัน

ด้านอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อนั้นเฟาซีชี้ว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนจะมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก เนื่องจากวัคซีนสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงได้

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ติดสินใจใช้มาตรการสวมหน้ากากอนามัยอีกครั้งรวมถึงผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นหากพวกเขาได้รับเชื้อ