อิสราเอลลุยฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้ผู้สูงอายุสู้เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659289

วันที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 10:17 น.

อิสราเอลลุยฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้ผู้สูงอายุสู้เดลตาอิสราเอลเตรียมฉีดวัคซีน Pfizer เข็ม 3 ให้ผู้สูงอายุท่ามกลางกังวลเรื่องสายพันธุ์เดลตา

นายกรัฐมนตรี นาฟตาลี เบนเน็ตต์ ของอิสราเอลเผยว่า อิสราเอลจะฉีดวัคซีนของ Pfizer-BioNTech เข็มที่ 3 ให้ประชาชนที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปในวันอาทิตย์นี้ (1 ส.ค.) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในโลกที่เริ่มฉีด Pfizer เข็มที่ 3

วัคซีนเข็มที่ 3 นี้จะฉีดให้ผู้สูงอายุที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วอย่างน้อย 5 เดือน ซึ่งประธานาธิบดี ไอแซค เฮอร์ซ็อก จะเป็นผู้สูงอายุรายแรกที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ในวันนี้ (30 ก.ค.)

“ผมขอให้ผู้สูงอายุที่ฉีดวัคซีนครบแล้วมาฉีดเข็มที่ 3 ปกป้องตัวคุณเอง” เบนเน็ตต์กล่าว “การตัดสินใจนี้ยึดการวิจัยและวิเคราะห์จำนวนมากเป็นหลัก รวมทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของสายพันธุ์เดลตา”

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้อิสราเอลเคยฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้กับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องไปแล้วราว 2,000 คน โดยไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรง

Photo by JACK GUEZ / AFP

เมื่อจีนเชือดโรงเรียนกวดวิชาแต่สะเทือนถึงตลาดหุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659267

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 19:54 น.

เมื่อจีนเชือดโรงเรียนกวดวิชาแต่สะเทือนถึงตลาดหุ้นรัฐบาลจีนเดินหน้าควบคุมโรงเรียนกวดวิชาต่อไปนี้ห้ามแสวงหากำไร

การศึกษาในจีนมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดโดยพุ่งเป้าไปที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เรียกว่า “เกาเข่า” โดยคนที่สอบได้คะแนนสูงจะมีสิทธิ์เลือกมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศอย่างมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหัว ด้วยเหตุนี้โรงเรียนกวดวิชาจึงผุดขึ้นราวดอกเห็ด ธนาคาร Goldman Sachs ของสหรัฐเคยประเมินไว้ว่าธุรกิจนี้มีมูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

จากข้อมูลของสมาคมการศึกษาจีนพบว่า ในปี 2016 นักเรียนจีนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยม 6 ราว 75% ใช้บริการโรงเรียนกวดวิชาในเมืองใหญ่อย่างกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และเซินเจิ้น แถมยังเรียนกันอย่างเอาเป็นเอาตายทุกวัน

แต่ล่าสุดธุรกิจโรงเรียนกวดวิชากำลังเป็นเป้าหมายในการ “เชือด” ของรัฐบาลจีน หลังจากไล่เช็กบิลกับบรรดาบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ไปแล้ว

กฎใหม่ที่ประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ก.ค.) กำหนดให้โรงเรียนกวดวิชาจดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรหากต้องการขออนุญาตสอนหลักสูตรของสถานศึกษา ไม่สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือรับเงินลงทุนจากต่างชาติ และห้ามสอนในวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนคอร์สสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีต้องหยุดดำเนินการทั้งหมด

ข้อห้ามหลังสุดนี้ขัดกับระบบการศึกษาในโรงเรียนกวดวิชาส่วนใหญ่ในจีน ที่โดยปกตินักเรียนจะต้องเรียนหนักถึงวันละ 16 ชั่วโมง และอนุญาตให้นักเรียนพักเบรกสั้นๆ เพียง 2 ชั่วโมงในวันอาทิตย์

หลังจากนี้ทางการจีนจะไม่ออกใบอนุญาตให้เปิดโรงเรียนกวดวิชาแห่งใหม่ที่จะสอนหลักสูตรเดียวกับในโรงเรียน ขณะที่โรงเรียนกวดวิชาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้วจะต้องถูกตรวจสอบและขอใบอนุญาตจากทางการ

นอกจากนี้ ทางการท้องถิ่นบางแห่งยังประกาศกฎใหม่ อาทิ เมื่อวันที่ 2 ก.ค. คณะกรรมการการศึกษาในกรุงปักกิ่งประกาศว่าคณะกรรมการการศึกษาของแต่ละพื้นที่จะเป็นผู้จัดโครงการติวภาคฤดูร้อนสำหรับนักเรียนชั้นประถมเอง ทั้งที่ตามปกติแล้วโรงเรียนกวดวิชาจะเป็นผู้จัด เช่นเดียวกับที่เซี่ยงไฮ้ อู่ฮั่น

ลดความเครียดนักเรียน

ทางการจีนให้เหตุผลที่ต้องเข้ามาควบคุมโรงเรียนกวดวิชาไว้ว่าต้องการลดความเครียดและการบ้านของนักเรียนทั้งจากโรงเรียนปกติและโรงเรียนกวดวิชา

นักเรียนจีนต้องเรียนกันอย่างหนักและมีการแข่งขันสูง บางคนต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 แล้วเรียนไปจนถึงเที่ยงคืนในวันธรรมดา ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ต้องเรียนพิเศษทั้งวันแทบจะไม่มีเวลาพัก

เมื่อเดือนที่แล้ว จางซีเฟิง นักเรียนหัวกะทิจากชนบทของจีนที่กำลังจะสอบเกาเข่าได้เผยถึงการเรียนหนักของเจ้าตัวจนกลายเป็นไวรัลว่า เขาและเพื่อนๆ ต้องตื่นมาเรียนตั้งแต่ตี 5 ทุกวันเพื่อให้สอบเกาเข่าผ่านและเปลี่ยนโชคชะตาที่พระเจ้าขีดไว้

จางซีเฟิงเชื่อว่าคนในชนบทอย่างเขาถูกลิขิตไว้ให้มีชีวิตแบบธรรมดาสามัญและถูกทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อเทียบกับเด็กๆ จากครอบครัวที่มีฐานะที่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากกว่า

จางบอกอีกว่าเขากลัวว่าตัวเองจะไม่ได้เรียนสูงๆ และกลายเป็นคนที่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหนักแลกกับเงินเพียง 2,000 หยวน หรือราว 10,179 บาทต่อเดือน

หรืออย่างลูกสาววัย 10 ปีของ เฮเลน ชุย พนักงานออฟฟิศในบริษัทต่างชาติ ที่ต้องเรียนสารพัดวิชาในวันหยุด อาทิ ภาษาอังกฤษ 3 ชั่วโมง, คณิตศาสตร์ 3 ชั่วโมง, ภาษาจีน 3 ชั่วโมง, ว่ายน้ำ 1 ชั่วโมง, เปียโน 1 ชั่วโมง, ภาษาอังกฤษออนไลน์กับครูชาวอเมริกันแบบกลุ่มเล็กๆ อีก 90 นาที รวมๆ แล้ววันหยุดของเธอหมดไปกับการเรียนพิเศษ 12 ชั่วโมงครึ่ง

ลดค่าใช้จ่ายพ่อแม่ กระตุ้นผลิตลูกเพิ่ม

ทางการจีนยังกังวลว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าเรียนพิเศษของลูกจะเป็นภาระทางการเงินให้กับพ่อแม่จนเกินไปในช่วงเวลาที่รัฐบาลจีนต้องการเพิ่มอัตราการเกิดของประชากรด้วยการผ่อนปรนให้มีทายาทได้ 3 คน

สำหรับพ่อแม่ชนชั้นกลางตามเมืองใหญ่ๆ การเรียนพิเศษถือเป็นเรื่องจำเป็นไม่ต่างกับการตรวจสุขภาพประจำปี และพ่อแม่เหล่านี้ก็ยอมจ่ายเพื่อให้ลูกๆ มีอนาคตที่ดี มีผลการเรียนยอดเยี่ยม  มีคะแนนสอบสูง เพื่อให้ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังและเป็นการการันตีหน้าที่การงานดีที่ในอนาคต

สมาคมการศึกษาแห่งประเทศจีนเผยว่า นักเรียนจีน 1 คนมีค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 12,000 หยวน หรือราว 61,075 บาท มากกว่าเงินเดือนของคนทำงานหลายๆ คน แต่บางบ้านต้องควักเงินมากถึง 300,000 หยวน หรือราว 1,526,124 บาท

ขณะที่รายงานของสถาบันสังคมศาสตร์เซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2019 ระบุว่า การเลี้ยงเด็ก 1 คนนับตั้งแต่เกิดจนถึงชั้นมัธยมต้นสำหรับครอบครัวในย่านจิ้งอันของเซี่ยงไฮ้อยู่ที่ 130,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 4,274,140 บาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา 78,713 เหรียญสหรัฐ หรือราว 2,587,729 บาท

และครอบครัวที่มีรายได้น้อยในเซี่ยงไฮ้ซึ่งมีรายได้ต่อปีราว 7,700 เหรียญสหรัฐ หรือราว 253,022 บาท ใช้เงินจำนวนนี้กว่า 70% ไปกับการเลี้ยงดูลูก 1 คน

เมื่อค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาสูงลิบ บรรดาพ่อแม่จึงต้องการมีลูกเพียงคนเดียวแม้ว่ารัฐบาลจะอนุญาตให้มีได้มากกว่า 2 คนก็ตาม และในท้ายที่สุดอัตราประชากรเกิดใหม่ของจีนก็จะลดลง ส่งผลกระทบต่อแรงงานของประเทศในระยะยาว

ลดความไม่เท่าเทียม

กฎหมายดังกล่าวยังออกมาเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา เนื่องจากหลายครอบครัวไม่สามารถจ่ายค่าเรียนพิเศษที่แพงหูฉี่ให้ลูก

หุ้นโรงเรียนกวดวิชาดิ่ง

คำสั่งดังกล่างส่งแรงกระเพื่อมไปถึงหุ้นของโรงเรียนกวดวิชา ตั้งแต่วันศุกร์ (23 ก.ค.) ที่เริ่มมีข่าวหลุดออกมาก่อนที่คำสั่งจะประกาศอย่างเป็นทางการในวันถัดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอย่าง Gaotu Techedu, New Oriental Education & Technology (ร่วง 75%) และ TAL Education Group (ร่วง 54%)

ขณะที่หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในจีน อาทิ Nio, Tencent ซึ่งลงทุนอย่างหนักในธุรกิจภาคการศึกษา และ JD ก็พลอยดิ่งไปด้วย เช่นเดียวกับดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงที่ร่วงลง 4%

ทรัพย์สินลดหลุดโผมหาเศรษฐี

รายชื่อมหาเศรษฐีของโลกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาระบุว่า แลร์รี่ เฉิน ผู้ก่อตั้ง Gaotu Techedu มีทรัพย์สิน 10,200 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ตอนนี้ชื่อของเฉินหลุดจากโผนี้แล้ว เนื่องจากทรัพย์สินลดลงเหลือ 390 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังคำสั่งดังกล่าวประกาศออกมา

เช่นเดียวกับคู่แข่งทางธุรกิจอย่าง ไมเคิล หยู หรือหยูหมิ่นหง แห่ง New Oriental ที่ทรัพย์สินลดลงจากเมื่อเดือน เม.ย. 70% เหลือ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่วนทรัพย์สินของจางปังซิน แห่ง TAL Education ลดลงเกือบ 90% เหลือ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ทั้ง 3 บริษัทยังเตือนรัฐบาลว่า กฎใหม่ของทางการจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา

การควบคุมจะได้ผลไหม

สุดท้ายแล้วหากจีนยังมีระบบโรงเรียนชั้นนำที่มีที่จำกัดและการสอบเข้าต้องใช้คะแนนสูงๆ บรรดาพ่อแม่จะยังคงเดินหน้าผลักดันให้ลูกเข้าโรงเรียนกวดวิชาเพื่อเพิ่มเกรดให้ได้เข้าโรงเรียนชั้นนำ การยกเครื่องระบบที่เป็นอยู่นี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายหรือจะเปลี่ยนแปลงได้ทันทีทันใด

อินฟลูเอนเซอร์ที่ใช้ชื่อว่า Professor Strongart มองว่า รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมอย่างเข็มงวดจึงจะได้ผล ส่วนเอ็มม่า ซ่ง ซึ่งเป็นผู้ปกครองไม่แน่ใจว่าการปราบปรามโรงเรียนกวดวิชาจะได้ผล เนื่องจาก “หากคุณแบนโรงเรียนกวดวิชา บรรดาพ่อแม่ที่ร่ำรวยก็จะแอบจ่ายเงินให้ครูมาติวให้ลูกที่บ้านอยู่ดี”

เฮเลน ชุยมองว่า ปัญหาคือนักเรียนยังถูกประเมินโดยใช้คะแนนสอบ และการจำกัดหรือปิดโรงเรียนกวดวิชาก็ไม่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ ตราบใดที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังมีการแข่งขันสูง นักเรียนก็ยังจำเป็นต้องเรียนพิเศษ

ทว่า ไมเคิล หม่า ซึ่งทำงานในโรงเรียนกวดวิชาเผยกับ Voice of America ว่า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการมีลูกนั้นรวมถึงการให้การศึกษากับพวกเขาด้วย การควบคุมโรงเรียนกวดวิชาที่มีราคาแพงเป็นวิธีหนึ่งที่ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย 

ผู้ปกครองหวั่นยิ่งดันราคาค่าติว

ในเว็บไซต์ Zhihu ซึ่งคล้ายกับเว็บไซต์ถามตอบ Quora ของสหรัฐ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลเข้ามาควบคุมธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา ผู้ใช้รายหนึ่งเผยว่า “นี่มันเหมือนกับกฎหมายห้ามสุราของสหรัฐ แน่นอนว่าคุณแบนแอลกอฮอล์ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไม่ต้องการแอลกอฮอล์นี่ ก็เหมือนกับการแบนโรงเรียนกวดวิชาแหละ ถ้าคุณปิดมัน ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะไม่อยากส่งลูกไปเรียนนี่ ความต้องการยังมีอยู่ มันก็ยิ่งแพงขึ้นเท่านั้นแหละ”

ส่วนอีกรายหนึ่งบอกว่า “นักเรียนที่จบมัธยมต้นเพียงครึ่งเดียวที่ได้เรียนต่อมัธยมปลาย ส่วนอีกครึ่งหนึ่งต้องเรียนต่อสายอาชีพ แล้วมันก็มีโควตา แล้วพ่อแม่ที่ไหนจะต้องการให้ลูกเป็นคนใช้แรงงาน พวกเขาจะทำทุกวิธีเพื่อให้ลูกได้คะแนนสูงๆ เพื่อให้อยู่ในกลุ่มครึ่งแรก”

ส่วน เฮเลน ชุย บอกว่า “ถ้าเราส่งลูกไปเรียนพิเศษไม่ได้และไม่มีเรี่ยวแรงสอนเองเราก็ต้องหาติวเตอร์ที่สอนตัวต่อตัว ซึ่งแพงกว่าการเรียนแบบกลุ่ม 3-5 เท่า มันทำให้เรากังวลมากขึ้น เราต้องจ่ายเงินมากขึ้น และเราไม่มีทางเลือกที่จะไม่ไป”

ต้องปฏิรูปการศึกษาเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าทางเดียวที่จะแก้ได้คือ จีนต้องปฏิรูปการศึกษา จีเฟิงหยวน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียเผยกับ ABC ว่า “การศึกษาของจีนต้องการการปฏิรูปอย่างล้ำลึก ต้องมีช่องว่างให้เด็กมีเวลาส่วนตัว เพื่อปลดปล่อยพลังงาน และเป็นตัวของตัวเอง”

จียังเผยอีกว่า เธอเข้าใจว่าทำไมเด็กๆ จึงต้องเรียนหนัก เพราะการแข่งขันหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมจีนมานานนับพันปี และมีเพียงวิธีเดียวที่จะได้รับการยอมรับทางสังคม นั่นคือผ่านการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น

เช่นเดียวกับ สวงปิงฉี ประธานสถาบัน 21st Century Education Research เผยว่า ต้องปฏิรูประบบการสอบเพื่อลดความจำเป็นการในเรียนพิเศษ “ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ประเมินนักเรียนจากคะแนนอย่างเดียวคือสาเหตุที่ผู้ปกครองกังวล ภายใต้ระบบการประเมินนี้ ผู้ปกครองทุกคนล้วนต้องการให้ลูกๆ ได้เกรดสูงและอยู่ในอันดับต้นๆ เพื่อให้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้”

REUTERS/Stringer 

นิวซีแลนด์คาดหวังฉีดวัคซีนทุกคนภายในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659257

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 18:15 น.

นิวซีแลนด์คาดหวังฉีดวัคซีนทุกคนภายในปีนี้ชาวนิวซีแลนด์ราว 14% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว เล็งฉีดวัคซีนให้ทุกคนภายในปีนี้

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์เข้ารับวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 2 ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขนิวซีแลนด์เปิดเผยในวันเดียวกันว่าได้มีการฉีดวัคซีนของ Pfizer ซึ่งเป็นวัคซีนหลักไปแล้วกว่า 1.7 ล้านโดส

โดยมีประชากรราว 700,000 คนหรือคิดเป็น 14% ของประชากรทั้งหมดเกือบ 5 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ประมาณ 3% ขณะที่มีวัคซีนเพียงพอสำหรับฉีดให้ประชาชนทุกคนภายในปีนี้

นิวซีแลนด์เปิดให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีสามารถลงทะเบียนเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. เป็นต้นไป ด้วยศูนย์ฉีดวัคซีนมากกว่า 600 แห่งทั่วประเทศและจะมีเพิ่มอีกในอนาคต

ในวันนี้ (29 ก.ค.) นิวซีแลนด์ยังได้อนุมัติใช้วัคซีนของ AstraZeneca เป็นการชั่วคราวสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป หลังจากที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวจำนวน 7.6 ล้านโดสผ่านการซื้อล่วงหน้ากับบริษัทเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นวัคซีนตัวที่ 3 ที่ได้รับการอนุมัติในนิวซีแลนด์ต่อจาก Pfizer และ Johnson & Johnson

ทั้งนี้ นานาชาติยกให้นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่รับมือกับการแพร่ระบาดได้ดีที่สุด โดยมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 2,867 คน รักษาหายแล้ว 2,795 คน และเสียชีวิต 26 คน

ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 3 คน และไม่มีผู้เสียชีวิตมาตั้งแต่เดือนมี.ค. แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลได้ระงับการเดินทางแบบไม่กักตัวกับออสเตรเลียเนื่องจากกังวลต่อการแพร่ะบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา

Photo by MICHAEL BRADLEY / AFP

ฝรั่งเศสแจกเงินวัยรุ่นคนละหมื่นส่งเสริมวัฒนธรรมแบบไม่ยัดเยียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659245

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

ฝรั่งเศสแจกเงินวัยรุ่นคนละหมื่นส่งเสริมวัฒนธรรมแบบไม่ยัดเยียด

กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสผุดไอเดียส่งเสริมวัฒนธรรมในวัยรุ่นแบบไม่ต้องบังคับ

The New York Times รายงานว่ารัฐบาลฝรั่งเศสเปิดตัวแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน Culture Pass ที่จะแจกเงิน 300 ยูโร (11,700 บาท) แก่เด็กอายุ 18 ปีทุกคนในประเทศเพื่อส่งเสริมสินค้าทางวัฒนธธรม ไม่ว่าจะเป็นตั๋วนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ ภาพยนตร์ ศิลปะ การแสดง ดนตรี วิดีโอเกม และหนังสือ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขานำเงินไปซื้อหนังสือการ์ตูน

แอปพลิเคชันดังกล่าวเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม และในเดือนนี้การซื้อหนังสือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 75% ของการซื้อทั้งหมดที่ทำผ่านแอปพลิเคชัน โดยประมาณ 2 ใน 3 ของหนังสือเหล่านั้นเป็นมังงะหรือหนังสือการ์ตูน

Noël Corbin เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมที่ดูแลโครงการนี้เผยว่าเป็นการใช้สิ่งจูงใจเพื่อผลักดันให้เด็กๆ ที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้มีโอกาสค้นคว้าศึกษาวัฒนธรรมรอบตัวพวกเขา และส่งเสริมให้พวกเขาดื่มด่ำไปกับวัฒนธรรม

ในการเปิดตัวแอปพลิเคชันเมื่อเดือนพฤษภาคมประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประกาศว่าโครงการนี้จะเป็นชัยชนะที่น่าเกรงขามของฝรั่งเศส เมื่อวัยรุ่นจะไม่พูดคำว่า “ฉันไม่ชอบวรรณกรรมนี้” หรือ “หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับฉัน” อีกต่อไป

Juliette Sega วัยรุ่นคนหนึ่งที่อาศัยในเมืองเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสมองว่ามันเป็นความคิดริเริ่มที่ดีมาก เธอใช้เงินไป 40 ยูโร เพื่อซื้อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นและนวนิยายดิสโทเปีย

Naza Chiffert เจ้าของร้านหนังสือในปารีสกล่าวว่า Culture Pass มีผลดีต่อธุรกิจของเธอ เพราะการดึงดูดวัยรุ่นสมัยนี้ให้เข้าร้านหนังสือนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ตอนนี้มีวัยรุ่นมาอุดหนุนเธอทุกวัน

บรรดาวัยรุ่นมองว่าแอปนี้ทำให้พวกเขาพบกับวัฒนธรรมที่พวกเขาสนใจอย่าง Gabriel Tiné นักศึกษาวัย 18 ปีคนหนึ่งใช้เงินจาก Culture Pass ไปกว่า 200 ยูโรเพื่อซื้อแผ่นเสียงมาเปิดเล่นกับเพื่อนๆ

ทั้งนี้ แอปดังกล่าวก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างอย่างเช่นผู้ใช้สามารถใช้จ่ายได้สูงสุด 100 ยูโรเท่านั้นสำหรับสินค้าอย่างเช่น e-book การสมัครรับข้อมูลสื่อออนไลน์ และบริการสตรีมเพลงหรือภาพยนตร์ ซึ่งจำกัดเฉพาะสินค้าจากบริษัทฝรั่งเศสด้วย

และแม้ว่า Culture Pass จะสามารถใช้กับวิดีโอเกมได้แต่ต้องเป็นเกมที่มาจากฝรั่งเศสเท่านั้นและเนื้อหาของเกมต้องไม่มีความรุนแรง ด้วยเงื่อนไขนี้ทำให้เกมยอดนิยมส่วนใหญ่ไม่มีให้บริการบนแอปพลิเคชันดังกล่าว

ข้อโต้แย้ง

ถึงกระนั้นโครงการนี้ถูกโต้แย้งจากประชาชนบางส่วนที่มองว่าการแจกเงินให้วัยรุ่นราว 825,000 คนเพื่อหวังว่าพวกเขาจะออกมาจากมัลติมีเดียและเข้าไปในโรงภาพยนตร์แบบอาร์ตเฮาส์นั้นเป็นการสิ้นเปลืองเงินของผู้ที่เสียภาษีให้รัฐบาลเปล่าๆ

โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณราว 80 ล้านยูโร (3.1 พันล้านบาท) ในปีนี้และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปีหน้า แต่ก็ยังคงเป็นเศษเสี้ยวของงบประมาณเกือบ 4 พันล้านยูโรของกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส

รองศาสตราจารย์ Jean-Michel Tobelem ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์วัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัย Pantheon-Sorbonne มหาวิทยาลัยหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศส มองว่าโครงการนี้เป็นความพยายามที่น่ายกย่องแต่มันจะเป็นประโยชน์ต่อสื่อกระแสหลักมากกว่า

เช่นเดียวกับ Pierre Ouzoulias ส.ว. จากพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสซึ่งมองว่า “วัยรุ่นมักจะนำเงินไปซื้อแต่สิ่งที่พวกเขาสนใจอยู่แล้ว นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมีเด็กคนไหนใช้แอปพลิเคชันนี้เพื่อซื้อบัตรเข้าชมโอเปร่า”

ขณะที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่าประธานาธิบดีทุ่มเงินให้คนหนุ่มสาวเพื่อเรียกคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งในปีหน้า

ความเห็นจากกระทรวงวัฒนธรรม

กระทรวงออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านโดยชี้แจงว่าโครงการนี้มีแผนที่จะนำไปใช้กับเด็กมัธยมต้นด้วย โดยคุณครูจะเป็นผู้ควบคุมและจัดสรรการใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว และพวกเขาจะสามารถใช้เองได้อย่างอิสระเมื่ออายุถึง 18 ปี

ทั้งนี้ กระทรวงมองว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวจะช่วยให้สถาบันทางวัฒนธรรมสามารถเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นได้ง่ายขึ้นผ่านสมาร์ทโฟนของพวกเขา ซึ่งตอนนี้มีวัยรุ่นฝรั่งเศสเกือบ 630,000 คนทั่วประเทศใช้งานแอปนี้แล้ว

Photo by SARAH MEYSSONNIER / POOL / AFP

จีนเร่งคลายกังวลนักลงทุนประเด็นปราบบริษัทยักษ์ใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659219

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

จีนเร่งคลายกังวลนักลงทุนประเด็นปราบบริษัทยักษ์ใหญ่ตลาดหุ้นจีนฟื้นหลังรัฐบาลพยายามระงับความตื่นตระหนกของนักลงทุนที่เทขายหุ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงเริ่มปรับตัวขึ้นหลังจากที่รัฐบาลจีนพยายามคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการปราบปรามบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนในช่วงก่อนหน้านี้ซึ่งทำให้ตลาดสั่นทะเทือน

โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีนได้จัดประชุมร่วมกับบรรดาผู้บริหารธนาคารระดับโลกเมื่อคืนวันพุธ (28 ก.ค.) ที่ผ่านมาเพื่อพยายามระงับกระแสความตื่นตระหนกของนักลงทุน หลังพบว่าบรรดานักลงทุนต่างเทขายหุ้นบริษัทจีนอันเนื่องมาจากกฎใหม่ของรัฐบาลจีนที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อน

โดยกฎใหม่ที่ว่านั้นมีการกำหนดให้ธุรกิจกวดวิชาเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร รวมถึงจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศในภาคธุรกิจดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นดิ่งลงอย่างมาก

แหล่งข่าวกล่าวกับบลูมเบิร์กว่าบรรดาธนาคารมองว่าคำสั่งอย่างกะทันหันสำหรับบริษัทด้านการศึกษานี้จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่น พร้อมยืนยันว่ากฎใหม่ล่าสุดนี้ไม่ใช่ข้อจำกัดและการปราบปรามที่กำหนดเป้าหมายไปยังอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพียงแต่เป็นการป้องกันการขยายทุนที่ไม่เป็นระเบียบและเสริมสร้างมาตรการต่อต้านการผูกขาดเท่านั้น

ถึงกระนั้นบางส่วนคาดการณ์ว่าธุรกิจสุขภาพจะเป็นเป้าหมายต่อไปของรัฐบาลจีน เนื่องจากก่อนหน้านี้จีนเดินหน้าปราบปรามบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซมาจนถึงธุรกิจการศึกษา

ก่อนหน้านี้การปราบปรามของจีนทำให้อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba สูญเงินค่าปรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยจำนวน 2,750 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนเมษายน ฐานละเมิดกฎระเบียบในการต่อต้านการผูกขาดตลาด

รวมถึง Didi Chuxing แอปพลิเคชันเรียกรถชั้นนำของจีนถูกรัฐบาลสั่งระงับการให้บริการในประเทศ โดระบุว่าบริษัทได้รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมาย ไม่กี่วันหลังจากที่บริษัทเสนอขายหุ้นในตลาดนิวยอร์กเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีนได้สยบความตื่นตระหนกของบรรดานักลงทุนโดยประกาศว่าจีนอนุญาตให้บริษัทของจีนเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดสหรัฐได้หากดำเนินตามหลักเกณฑ์การนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP

ข่าวดี! สหรัฐจะบริจาควัคซีนให้ไทยเพิ่มอีก 1 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659215

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 12:40 น.

ข่าวดี! สหรัฐจะบริจาควัคซีนให้ไทยเพิ่มอีก 1 ล้านโดสเฟซบุ๊คของสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยแจ้งข่าวดี สหรัฐจะบริจาควัคซีนให้ไทยเพิ่มอีก 1 ล้านโดส

เฟซบุ๊คของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยแจ้งข่าวดีแก่คนไทยว่า สหรัฐจะบริจาควัคซีนให้ไทยเพิ่มอีก 1 ล้านโดส จากที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะบริจาค 1.5 ล้านโดส

โดย แทมมี่ ดักเวิร์ธ วุฒิสมาชิกสหรัฐเผยว่า “เรากำลังจะส่งมอบวัคซีนโควิดอย่างน้อย 1.5 ล้านโดส จริง ๆ เป้าหมายคือการบริจาครวม 2.5 ล้านโดส แต่การส่งมอบล็อตแรกคือ 1.5 ล้านโดส สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของเราสำคัญเสมอมาและเสมอไป” พร้อมกับติดแฮชแท็ก #FriendsPartnersAllies

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยว่า วัคซีน Pfizer จากสหรัฐ 1.5 ล้านโดสถูกส่งออกจากสหรัฐเมื่อวันพุธตามเวลาท้องถิ่น และคาดว่าจะถึงไทยในวันศุกร์นี้ (30 ก.ค.)

Pfizer เผยฉีดเข็ม 3 กระตุ้นภูมิสู้เดลตาได้ดีมาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659203

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 12:15 น.

Pfizer เผยฉีดเข็ม 3 กระตุ้นภูมิสู้เดลตาได้ดีมากวิจัยพบฉีดวัคซีน Pfizer เข็ม 3 หรือ booster shot ปกป้องสายพันธุ์เดลตาได้ดีมาก

บริษัท Pfizer เผยข้อมูลระหว่างการรายงานผลประกอบการของไตรมาสที่ 2 ว่า การฉีดวัคซีนของ Pfizer เข็มที่ 3 หรือ booster shot ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันสำหรับต่อสู้กับเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้ดีขึ้นมาก และระดับภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ดั้งเดิม และสายพันธุ์เบตาซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ยังสูงขึ้นหลังจากฉีดเข็ม 3  

ข้อมูลระบุว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์กลายพันธุ์ได้มากกว่า 5 เท่าในอาสาสมัครอายุ 18-55 ปี เมื่อเทียบกับการฉีดเพียง 2 เข็ม และในกลุ่มอาสาสมัครอายุ 65-85 ปี การฉีดเข็มที่ 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้มากกว่า 11 เท่า

นักวิจัยของ Pfizer เผยว่าข้อมูลข้างต้นบ่งชี้ว่าเข็มที่ 3 ช่วยเพิ่มการป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้อย่างมาก และยังคาดว่าหลังจากฉีดเข็มที่ 3 แล้ว ภูมิคุ้มกันชนิดลบล้างฤทธิ์ (neutralization antibody) ต่อสายพันธุ์เดลตาจะเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า เมื่อเทียบกับระดับภูมิคุ้มกันเดียวกันหลังฉีดเข็มที่ 2

อย่างไรก็ดี การทดลองนี้เป็นการทดลองในกลุ่มเล็กๆ โดยใช้อาสาสมัครเพียง 23 คน และยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนว่าระดับภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นจะป้องกันเชื้อได้ดีขึ้นหรือไม่ หรือจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือไม่  

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ Pfizer เผยว่า บริษัทเตรียมจะขออนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เพื่อใช้วัคซีนเข็ม 3 ในกรณีฉุกเฉินในเดือน ส.ค.นี้  

ทว่า ทั้ง FDA และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยว่า ชาวอเมริกันยังไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 3 และวัคซีนที่ใช้อยู่ป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ทุกสายพันธุ์ได้ดี

Photo by Joseph Prezioso / AFP

อุรุกวัยเตรียมฉีด Pfizer เป็นเข็ม 3 ต่อจาก Sinovac #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659201

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

อุรุกวัยเตรียมฉีด Pfizer เป็นเข็ม 3 ต่อจาก Sinovacกระทรวงสาธารณสุขอุรุกวัยเตรียมฉีดวัคซีน Pfizer เป็นบูสเตอร์ให้ผู้ที่ได้รับ Sinovac ครบโดสแล้ว

บลูมเบิร์กรายงานว่าในเดือนสิงหาคมกระทรวงสาธารณสุขอุรุกวัยจะเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ของ Pfizer เป็นเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac ครบ 2 เข็มแล้ว หลังพบโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดในภูมิภาคอเมริกาใต้

กราซิลา เปเรซ หัวหน้าหน่วยงานด้านการฉีดวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุขอุรุกวัยกล่าวว่ารัฐบาลจะเสนอที่จะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันของประชาชนต่อโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ อย่างเช่นเดลตา โดยประชาชนสามารถรับวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 3 ได้หลังจากได้รับวัคซีน Sinovac เข็มที่ 2 ไปแล้ว 90 วัน

โดยกระทรวงสาธารสุขได้สั่งซื้อวัคซีนของ Pfizer เพียงพอที่จะครอบคลุมประชากรเกือบ 1.5 ล้านคน อย่างไรก็ตามไม่ได้บังคับว่าประชาชนทุกคนจะต้องฉีดวัคซีนบูสเตอร์

กระทรวงสาธารณสุขเผยว่าอุรุกวัยมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วกว่า 61% จากประชากรทั้งหมดประมาณ 3.5 ล้านคน โดยใช้วัคซีน Sinovac กว่า 5.9 ล้านโดสหรือคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของผู้ที่ได้รับวัคซีนทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นวัคซีนของ Pfizer และ AstraZeneca

นอกจากอุรุกวัยแล้วยังมีประเทศอื่นๆ อย่างเช่นอินโดนีเซีย สาธารณรัฐโดมินิกัน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่เตรียมฉีดวัคซีนชนิด mRNA ตามหลังวัคซีนของจีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในการรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วกว่า 120 ประเทศอันเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลของทั่วโลก รวมถึงสายพันธุ์แกมมาซึ่งแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วเช่นกัน

Photo by Eitan ABRAMOVICH / AFP

พบประสิทธิภาพ Pfizer ลดลงหลังฉีด 6 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659194

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 10:15 น.

พบประสิทธิภาพ Pfizer ลดลงหลังฉีด 6 เดือนประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer ลดลงหลังฉีดเข็มที่ 2 แล้ว 6 เดือน แต่ยังป้องกันอาการรุนแรงได้ดี

ผลการวิจัยของบริษัท Pfizer ซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ medRxiv เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ระบุว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนของ Pfizer ลดลงหลังจากฉีดเข็มที่ 2 ไปแล้ว 6 เดือน แต่ยังสามารถป้องกันอาการรุนแรงได้อย่างดี

จากการศึกษาพบว่า วัคซีนของ Pfizer ป้องกันการป่วย Covid-19 แบบมีอาการได้ 96.2% ในช่วง 2 เดือนแรก แต่หลังจากนั้นจะลดลงราว 6% ทุกๆ 2 เดือน ระหว่างเดือนที่ 2-4 ประสิทธิภาพลดลงเหลือ 90.1% จนเหลือ 83.7% หลังจากฉีดเข็มที่ 2 แล้ว 6 เดือน แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงยังคงที่อยู่ที่ 97%

อย่างไรก็ดี แม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลง ข้อมูลล่าสุดก็ยืนยันว่าวัคซีนของ Pfizer ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกัน Covid-19

การศึกษานี้ทำในอาสาสมัคร 44,000 คนจาก 6 ประเทศรวมทั้งสหรัฐเริ่มตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว โดยครึ่งหนึ่งได้รับวัคซีนของ Pfizer 2 เข็ม แต่ละเข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งได้รับวัคซีนหลอก

หลังจากนั้นจึงติดตามอาสาสมัครหลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ต่อไปอีก 6 เดือนจนถึงวันที่ 13 มี.ค.

ด้าน อัลเบิร์ต บัวร์ลา ซีอีโอ Pfizer เผยว่า “เราเห็นข้อมูลจากอิสราเอลเช่นกันว่าภูมิคุ้มกันลดลง และนั่นเริ่มส่งผลกระทบกับการปกป้องการเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ที่ 100% ตอนนี้หลังจากผ่านไป 6 เดือนมันก็ลดลงน้อยกว่า 90 ถึง 80 กลางๆ และปลายๆ ”

“แต่ข่าวดีคือ เรามั่นใจมากๆ ว่าเข็มที่ 3 บูสเตอร์โดส จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ขึ้นมาในระดับที่เพียงพอต่อการปกป้องสายพันธุ์เดลตา” บัวร์ลาเผย และยังกล่าวอีกว่า ไม่ใช้เรื่องผิดปกติที่ประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

อังกฤษประกาศบริจาค AZ กว่า 4 แสนโดสให้ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659193

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 09:58 น.

อังกฤษประกาศบริจาค AZ กว่า 4 แสนโดสให้ไทยอังกฤษประกาศบริจาควัคซีนให้แก่โครงการ COVAX และส่งตรงถึงบางประเทศรวมทั้งสิ้น 9 ล้านโดส

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมาสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยเผยว่าโดมินิก ราบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของสหราชอาณาจักรประกาศจะเริ่มบริจาควัคซีนต้านโควิด-19 จำนวน 9 ล้านโดสเพื่อช่วยรับมือการระบาดของโควิด-19 ในประเทศต่างๆ

โดยแบ่งบริจาคให้โครงการ COVAX จำนวน 5 ล้านโดสเพื่อให้ทั่วโลกเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเท่าเทียม โดย COVAX จะเร่งแจกจ่ายวัคซีนเหล่านี้ให้ประเทศรายได้ต่ำผ่านระบบการจัดสรรอย่างเป็นธรรม ซึ่งให้ความสำคัญกับการจัดหาวัคซีนแก่ผู้ที่มีความจำเป็นมากที่สุดก่อน

ส่วนอีก 4 ล้านโดสจะบริจาคให้กับประเทศต่างๆ ที่มีความจำเป็นโดยตรง รวมถึงประเทศไทย โดยมีอินโดนีเซีย จาเมกา และเคนยาเป็นจุดหมายแรก

วัคซีนที่บริจาคนี้เป็นวัคซีนของ AstraZeneca ซึ่งประเทศไทยจะได้รับบริจาคจำนวน 415,000 โดส อินโดนีเซีย 600,000 โดส จาเมกา 300,000 โดส และเคนยา 817,000 โดส

ทั้งนี้ วัคซีนที่บริจาคนี้เป็นชุดแรกจากจำนวนทั้งสิ้น 100 ล้านโดสที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันประกาศในการประชุมสุดยอดผู้นำจี 7 เมื่อเดือนที่แล้วว่าสหราชอาณาจักรจะบริจาคให้ครบภายในปีหน้า โดยจะบริจาคให้ได้ 30 ล้านโดสภายในปีนี้ และจากในจำนวนนี้ 80 ล้านโดสจะบริจาคเข้าโครงการ COVAX

Photo by JEFF OVERS / BBC / AFP