อินโดนีเซียเล็งฉีดเข็ม 3 ให้ประชาชนหลังได้รับ Sinovac #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659166

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 19:10 น.

อินโดนีเซียเล็งฉีดเข็ม 3 ให้ประชาชนหลังได้รับ Sinovacหลังจากที่ตัดสินใจให้บุคลากรทางการแพทย์ฉีด Moderna เป็นเข็ม 3 แล้ว ล่าสุดอินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับบูสเตอร์

รอยเตอร์สรายงานว่าอินโดนีเซียซึ่งใช้วัคซีนต้านโควิด-19 ของ Sinovac เป็นวัคซีนหลักกำลังพิจารณาให้วัคซีนเข็มที่ 3 (บูสเตอร์) เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันแก่ประชาชนทั่วไป แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะเป็นวัคซีนชนิดใด

โดยก่อนหน้านี้อินโดนีเซียตัดสินใจฉีดวัคซีนชนิด mRNA ของ Moderna เป็นบูสเตอร์ให้แก่บรรดาบุคลากรทางการแพทย์ไปแล้วเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา

เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังมานี้ หลังพบว่าบุคลากรทางการแพทย์ 1,569 คนเสียชีวิตจากโควิด-19 โดยนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. เป็นต้นมามีบุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตเกือบ 400 คน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับวัคซีน Sinovac ครบโดสแล้ว

ทั้งนี้ อินโดนีเซียได้รับมอบวัคซีนแล้ว 173 ล้านโดสโดยมากกว่า 4 ใน 5 ของทั้งหมดเป็นวัคซีนของ Sinovac

ขณะนี้ประชาชนอินโดนีเซียกว่า 45 ล้านคนหรือคิดเป็น 16.7% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส โดยมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วกว่า 18 ล้านคนหรือคิดเป็น 6.9%

ขณะที่อินโดนีเซียกำลังเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 แห่งใหม่ โดยเมื่อวานนี้ (27 ก.ค.) มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 45,203 คนและเสียชีวิต 2,069 คน ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 3.24 ล้านคนและเสียชีวิต 86,835 คน

นอกจากนี้ผลการศึกษาที่ดำเนินการโดยนักวิจัยจากหน่วยงานควบคุมโรคในมณฑลเจียงซู ร่วมกับบริษัท Sinovac และสถาบันอื่นๆ ของจีน ซึ่งตีพิมพ์ในสัปดาห์นี้ยังชี้ให้เห็นว่าแอนติบอดีจากวัคซีน Sinovac ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์หลังจากที่ได้รับวัคซีนโดสที่ 2 ไปแล้วประมาณ 6 เดือน จึงแนะนำให้บุคลากรทางการแพทย์ฉีดวัคซีนบูสเตอร์

ด้านองค์การอนามัยโลกกล่าวเมื่อต้นเดือนว่าขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับความจำเป็นของการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ หรือวัคซีนเข็มที่ 3 ซึ่งจะต้องได้รับการศึกษารวบรวมข้อมูลต่อไป แต่หลายประเทศได้เริ่มวงแผนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนบูสเตอร์แล้ว

Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP

Tesla เผยขาดทุนจากการถือ Bitcoin 756 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659165

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 18:22 น.

Tesla เผยขาดทุนจากการถือ Bitcoin 756 ล้านบาทTesla ของ อีลอน มัสก์ ขาดทุนจากการถือ Bitcoin 756 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 เพราะราคาร่วงแรง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ก.ค.) บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ของ อีลอน มัสก์ ประกาศผลการดำเนินการในไตรมาสที่ 2 ว่า บริษัทมีรายได้จากการดำเนินการ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 42,723 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4 เท่าจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 11,960 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 393,053 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า

ทว่า ราคา Bitcoin ที่ร่วงอย่างหนักในช่วงไตรมาสที่ 2 ทำให้ Tesla ขาดทุนจากการถือ Bitcoin ไปถึง 23 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว756 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ตัวเลขขาดทุนดังกล่าวเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น

เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา Tesla ลงทุนซื้อ Bitcoin มูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 49,320 ล้านบาท และช่วงสิ้นเดือน มี.ค. มูลค่าของ Bitcoin ที่ Tesla ถือครองเพิ่มมาอยู่ที่ 2,480 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 81,500 ล้านบาท

และในช่วงไตรมาสแรก Tesla ขาย Bitcoin ไปจำนวนหนึ่งโดยมีกำไรสุทธิจากการขาย 101 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3,319 ล้านบาท

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

ไบเดนเตือนแฮกเกอร์เป็นชนวนสงครามจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659158

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

ไบเดนเตือนแฮกเกอร์เป็นชนวนสงครามจริงสหรัฐส่งสัญญาณเตือนจีน-รัสเซีย การโจมตีทางไซเบอร์อาจปะทุเป็นสงครามจริง

รอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐส่งสัญญาณเตือนว่าการโจมตีทางไซเบอร์ในสหรัฐอาจนำไปสู่สงครามอาวุูธจริง ขณะที่สหรัฐเผชิญภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นจากจีนและรัสเซีย

รัฐบาลสหรัฐภายใต้การบริหารของไบเดนให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นอันดับต้นๆ หลังจากที่มีบริษัทถูกโจมตีจากแฮกเกอร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ SolarWinds, บริษัทขนส่งน้ำมัน Colonial Pipeline, บริษัทซอฟต์แวร์ Kaseya และบริษัทแปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่ JBS

“ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่เรื่องนี้จะจบลงด้วยสงครามจริง เกิดการสู้รบกันจริงๆ กับชาติมหาอำนาจ อันเนื่องมาจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายมหาศาล” ไบเดนกล่าว

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่าฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลรัสเซียอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการโจมตีทางไซเบอร์ในสหรัฐ นับตั้งแต่การประชุมซัมมิตที่นครเจนีวาเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.

นอกจากนี้ไบเดนยังได้เน้นย้ำถึงภัยคุกคามจากจีนโดยอ้างถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิงว่า “มีความตั้งใจที่จะทำให้จีนเป็นมหาอำนาจทางทหารอันดับ 1 และมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงปี 2040”

หลังจากที่สัปดาห์ก่อนสหรัฐกล่าวหาว่าจีนเกี่ยวข้องกับการแฮก Microsoft Exchange พร้อมตั้งข้อหาชาวจีน 4 คน ซึ่งสหรัฐถือว่าภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ อันส่งผลกระทบต่อองค์กรในสหรัฐอย่างน้อย 30,000 แห่งรวมถึงรัฐบาลท้องถิ่นและองค์กรทั่วโลก

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน หรือ MSS ให้การสนับสนุนแฮกเกอร์และอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐและภาคส่วนธุรกิจสูญเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

ด้านไบเดนกล่าวว่าแม้รัฐบาลจีนจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุโดยตรงแต่กำลังปกป้องผู้กระทำความผิด ขณะที่ประเทศพันธมิตรอย่างอังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา สหภาพยุโรป และ NATO ร่วมประณามการกระทำดังกล่าวด้วย

ชี้ฉีด AstraZeneca เข็ม 2 ไม่เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659157

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

ชี้ฉีด AstraZeneca เข็ม 2 ไม่เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันAstraZeneca เผยฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไม่เพิ่มความเสี่ยงภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 

ผลการศึกษาชี้วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ AstraZeneca ไม่เพิ่มความเสี่ยงภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกร็ดเลือดต่ำหลังจากฉีดเข็มที่ 2 คลายความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนได้ส่วนหนึ่ง 

ข้อมูลซึ่งเผยแพร่ในวารสารการแพทย์ Lancet พบว่า อัตราการเกิดลิ่มเลือดและภาวะเกร็ดเลือดต่ำหลังจากฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เข็มที่ 2 โดยประมาณอยู่ที่ 2.3 ต่อ 1 ล้านในคนที่ฉีดวัคซีน ใกล้เคียงกับอัตราทั่วไปที่เกิดในคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และอัตราการเกิดหลังจากฉีดเข็มแรกอยู่ที่ 8.1 ต่อ 1 ล้าน

การวิจัยโดย AstraZeneca ประเมินรายงานการพบภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกร็ดเลือดต่ำที่เกิดขึ้นภายใน 14 วันหลังจากฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เข็มแรกหรือเข็มที่ 2 จนถึงวันที่ 30 เม.ย. โดยใช้ฐานข้อมูลของบริษัท

เมเน แพงกาลอส ผู้บริหารระดับสูงของ AstraZeneca เผยว่า แม้ว่าจะพบภาวะเกร็ดเลือดต่ำหลังจากเข็มแรก แต่ผลลัพธ์เหล่านี้ก็สนับสนุนการฉีดวัคซีนให้ครบทั้งสองโดสตามกำหนด เพื่อช่วยให้ป้องกัน Covid-19 รวมทั้งสายพันธุ์ที่น่ากังวล

ทั้งนี้ คณะกรรมการยาของสหภาพยุโรปตรวจสอบการเกิดลิ่มเลือดอุดตันตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมาและพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนของ AstraZeneca และของ Johnson & Johnson แต่ก็ย้ำว่าประโยชน์ของวัคซีนทั้งสองมีมากกว่าความเสี่ยง

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. คณะกรรมการยาของสหภาพยุโรปเผยว่า พบภาวะเกร็ดเลือดต่ำในผู้ใหญ่ที่ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ในเขตเศรษฐกิจยุโรปทั้งหมด 316 เคส

Photo by Madaree TOHLALA / AFP

อนามัยโลกเตือนบุหรี่ไฟฟ้าเสี่ยงทำเด็กติดบุหรี่ในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659146

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

อนามัยโลกเตือนบุหรี่ไฟฟ้าเสี่ยงทำเด็กติดบุหรี่ในอนาคตผอ.อนามัยโลกเตือนเยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเสี่ยงติดบุหรี่สูงในอนาคต 

เทดรอส อัดฮานอม กรีเบเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า แม้ว่าหลายประเทศจะมีความก้าวหน้าในการต่อสู้กับการระบาดของบุหรี่ ทว่าการทำการตลาดบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนอาจส่งผลเสียต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพในอนาคต  

คำเตือนของผู้อำนวยการ WHO มาพร้อมกับการเปิดเผยรายงานการแพร่ระบาดของบุหรี่ประจำปี 2021 ซึ่งเป็นการศึกษาลำดับที่ 8 ของ WHO ว่าด้วยความก้าวหน้าของความพยายามในการควบคุมการจำหน่ายบุหรี่และผลิตภัณฑ์นิโคตินทั่วโลก

รายงานพบว่า ปีนี้มีผู้คนจากทั่วโลกที่อยู่ในข่ายมาตรการควบคุมบุหรี่ขององค์การอนามัยโลกเพิ่มขึ้นจากปี 2007 ถึง 4 เท่า และเด็กที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทางเลือกที่ให้สารนิโคตินแก่ผู้ใช้ (ENDS) เช่น บุหรี่ไฟฟ้า มีโอกาสสูงถึง 3 เท่าที่จะใช้บุหรี่ในอนาคต

“นิโคตินทำให้เสพติดได้ ผลิตภัณฑ์ยาสูบทางเลือกที่ให้สารนิโคตินแก่ผู้ใช้เป็นอันตราย และต้องมีการควบคุมที่ดีกว่านี้” เทดรอสเผย

เทดรอสยังเผยอีกว่า ในประเทศที่ไม่มีการแบนบุหรี่ไฟฟ้า รัฐบาลควรใช้นโยบายที่เหมาะสมเพื่อป้องกันประชาชนจากอันตรายของผลิตภัณฑ์ยาสูบทางเลือกที่ให้สารนิโคตินแก่ผู้ใช้ และเพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก เยาวชน หรือกลุ่มเปราะบางอื่นใช้

องค์การอนามัยโลกยังพบว่า มี 84 ประเทศขาดการป้องกันการแพร่กระจายของผลิตภัณฑ์ยาสูบทางเลือกที่ให้สารนิโคตินแก่ผู้ใช้ ขณะที่ 32 ประเทศรวมทั้งไทย ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า และอีก 79 ประเทศมีข้อจำกัดการจำหน่ายบุฟรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ ห้ามโฆษณา หรือบังคับให้ต้องแสดงคำเตือนผลกระทบต่อสุขภาพ

ขณะที่ ไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กและแอมบาสเดอร์ด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและการบาดเจ็บของ WHO ระบุในแถลงการณ์ว่า การโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในขณะที่ยอดขายบุหรี่ลดลง

“คนมากกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกยังคงสูบบุหรี่” บลูมเบิร์กเผย “และในขณะที่ยอดขายบุหรี่ลดลง ผู้ผลิตบุหรี่พากันทำการตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อนอย่างหนักหน่วง และล็อบบี้รัฐบาลให้จำกัดการออกกฎควบคุม เป้าหมายของพวกเขาก็ง่ายๆ นั่นคือการทำให้คนรุ่นใหม่ติดนิโคติน เราปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้”

Justin Sullivan/Getty Images/AFP

สหรัฐกลับลำฉีดวัคซีนแล้วต้องสวมแมสก์หลังเดลตาระบาดหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659137

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 12:05 น.

สหรัฐกลับลำฉีดวัคซีนแล้วต้องสวมแมสก์หลังเดลตาระบาดหนักชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนแล้วที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องกลับมาสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในตัวอาคารอีกครั้งหลังเดลตาระบาดหนัก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ปรับคำแนะนำเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยครั้งใหม่ท่ามกลางความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา โดยแนะนำให้ประชาชนที่ฉีดวัคซีนแล้วที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงกลับมาสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในอาคาร

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการ CDC เผยว่า “ในพื้นที่ที่มีการระบาดสูงหรือมาก CDC แนะนำให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในอาคารที่เป็นสถานที่สาธารณะ”

ตามเกณฑ์ของ CDC พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง (high transmission) คือ มีผู้ติดเชื้อรายวันมากกว่า 100 รายต่อประชากร 100,000 รายในช่วง 7 วัน ส่วนพื้นที่ที่มีการระบาดหนาแน่น (substantial transmission) คือ มีผู้ติดเชื้อรายวันตั้งแต่ 50-100 รายต่อประชากร 100,000 รายในช่วง 7 วัน

ส่งผลให้มีพื้นที่เกือบ 2 ใน 3 ของประเทศเข้าเกณฑ์ดังกล่าว โดยส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ อาทิ ในรัฐฟลอริดา อาร์คันซอ ลุยเซียนา

วาเลนสกีอ้างอิงข้อมูลใหม่ที่พบว่า การติดเชื้อในผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์เดลตาเพิ่มความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อต่อ โดยการวิจัยพบว่าเมื่อผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อ ปริมาณไวรัสในตัวจะใกล้เคียงกับของผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ขณะที่งานวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่ในวารสาร Virological เมื่อเร็วๆ นี้ที่ระบุว่า ปริมาณเชื้อไวรัสที่พบในผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาสูงกว่าในผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ระบาดในปี 2020 ถึง 1,000 เท่า

คำแนะนำใหม่นี้มีขึ้นเพียง 2 เดือนหลังจาก CDC อนุญาตให้ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยในตัวอาคาร

ส่วนทำเนียบขาวก็เพิ่งสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกคนกลับมาสวมหน้ากากอนามัยอีกครั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (27 ก.ค.) เนื่องจากในกรุงวอชิงตันดีซีมีผู้ติดเชื้อมาก

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เผยว่า กำลังพิจารณาว่าจะออกกฎบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางกว่า 2 ล้านคนต้องฉีดวัคซีนหรือไม่

Moderna เกิดปัญหาการผลิตทำบางประเทศได้วัคซีนล่าช้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659132

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

Moderna เกิดปัญหาการผลิตทำบางประเทศได้วัคซีนล่าช้าบริษัทผู้วัคซีนยอมรับว่าเกิดความล่าช้าในการผลิตจากโรงงานนอกสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้บางประเทศไม่ได้รับวัคซีนตามกำหนด

บริษัท Moderna ผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 รายใหญ่ของสหรัฐกล่าวว่าโรงงานผลิตวัคซีนในต่างประเทศกำลังเผชิญกับความล่าช้าในการทดสอบในห้องปฏิบัติการซึ่งจะส่งผลให้การส่งมอบวัคซีนในหลายประเทศล่าช้ากว่ากำหนด

Moderna ระบุว่าขณะนี้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว แต่เนื่องจากทางบริษัทมีสินค้าสำรองไม่เพียงพอ จึงอาจส่งผลให้การส่งมอบวัคซีนในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์นี้ล่าช้ากว่ากำหนด

บริษัทออกมาแถลงหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขของเกาหลีใต้กล่าวว่า Moderna เลื่อนกำหนดการจัดส่งวัคซีนจากปลายเดือนกรกฎาคมเป็นต้นเดือนสิงหาคมโดยให้เหตุผลว่าเกิดปัญหาด้านการผลิตวัคซีน

ขณะที่เกาหลีใต้กำลังขยายกลุ่มเป้าหมายฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุและแรงงานผู้ผลิตชิปตลอดจนพนักงานในภาคอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ จึงทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้วัคซีนของ Pfizer

จอง อึล-ยัง หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อวัคซีนเผยว่าปัญหาด้านการผลิตที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับ Lonza บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติสวิสและบริษัทในสเปนซึ่งทำหน้าที่บรรจุขวดสำหรับวัคซีน Moderna

ดังนั้นปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเกาหลีใต้เท่านั้นแต่ยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศอื่นๆ ที่ได้รับวัคซีนจากโรงงานเดียวกัน

ทั้งนี้ เกาหลีใต้สั่งซื้อวัคซีนจาก Moderna รวมทั้งสิ้น 40 ล้านโดสซึ่งได้รับแล้วประมาณ 1.1 ล้านโดส ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับการแพ่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 4 โดยมีผู้ติดเชื้อรายวันทะลุ 1,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม

อย่างไรก็ตาม Moderna ยืนยันว่ากำลังดำเนินการเพื่อให้สามารถส่งมอบวัคซีนได้อย่างรวดเร็วที่สุดและมีผลกระทบน้อยที่สุด โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าความล่าช้าครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศใดบ้าง

Photo by NHAC NGUYEN / AFP

CDC เตือนโควิดกลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็หนีวัคซีนได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659129

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 10:41 น.

CDC เตือนโควิดกลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็หนีวัคซีนได้CDC สหรัฐเตือน Covid-19 กลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็อาจจะหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เตือนระหว่างแถลงข่าวว่า Covid-19 กลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็อาจจะหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้

วาเลนสกีกล่าวว่า วัคซีนที่มีอยู่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรง รวมทั้งอาการที่เกิดจากสายพันธุ์กลายพันธุ์ต่างๆ แต่การระบาดอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีน

“ความกังวลใหญ่ที่สุดที่ฉันคิดว่าเราในวงการสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์กังวลคือ เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์จนสามารถหลีกเลี่ยงวัคซีนในแง่ของการที่วัคซีนปกป้องเราจะอาการรุนแรงและการเสียชีวิต” วาเลนสกีเผยในการแถลงข่าว

“ขณะนี้ โชคดีที่เรายังไม่ถึงจุดนั้น วัคซีนเหล่านี้ทำหน้าที่ได้ดีในการปกป้องเราจากอาการรุนแรงและการเสียชีวิต แต่ปัญหาใหญ่คือเรื่องต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้น การกลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งอาจหลบเลี่ยงวัคซีนของเราได้” ผู้อำนวยการ CDC เผย

วาเลนสกีเผยอีกว่า ความเป็นไปได้นี้ยิ่งทำให้การฉีดวัคซีนเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่ไวรัสจะกลายพันธุ์ไปจนถึงขั้นที่ต้องการวัคซีนอื่นมารับมือ

นอกจากนี้ยังเผยว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่กำลังพุ่งขึ้นในช่วงนี้อยู่ในกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และขณะนี้ผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 เป็นผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนถึง 99.5% และ 97% ที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล

Photo by Greg Nash / POOL / AFP

จีนเชื่อมั่นวัคซีนตัวเองหรือไม่และทำไมถึงยังไม่ใช้ mRNA? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658436

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 19:20 น.

จีนเชื่อมั่นวัคซีนตัวเองหรือไม่และทำไมถึงยังไม่ใช้ mRNA?ขณะที่ไทยและเพื่อนบ้านอาเซียนยังสั่งวัคซีนจากจีนเข้ามาพร้อมๆ กับวัคซีนตะวันตกที่เน้นเทคโนโลยีใหม่ แต่จีนก็มีวัคซีน mRNA แต่ทำไมจีนจึงยังไม่ใช้มัน?

ประเทศที่เรียกร้องวัคซีน mRNA มากที่สุดในเวลานี้น่าจะเป็นประเทศไทย ซึ่งก็มีเหตุให้ต้องเรียกร้องเพราะระลอกนี้หนักหนาสาหัสมากจนผู้ติดเชื้อทะลุหลักหมื่น และเชื่อกันว่าวัคซีนแบบ mRNA จะป้องกันเชื้อเดลตาได้ดีกว่าวัคซีนของจีนจากบริษัท Sinovac (คือ CoronaVac) ที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ในไทย

แต่ ณ เวลานี้มีรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องว่าแม้แต่ mRNA ก็ชักจะเอาเดลตาไม่ไหวเหมือนกัน เพราะประสิทธิภาพลดลงพอควรจากข้อมูลของอิสราเอล

มาดูที่จีน เราจะพบว่าจีนยังไม่ได้ใช้วัคซีนแบบ mRNA ในวงกว้าง แต่มีรายงานข่าวประเภท “แหล่งข่าวเผยว่า” ทางการจีนจะใช้วัคซีนเข็มสามหรือตัวกระตุ้น (บูสเตอร์) ผลิตโดยบริษัท Fosun Pharma ของจีนและ BioNTech ของเยอรมนี

หากข่าวนี้จริง (รายงานโดย Caixin สื่อที่มีความน่าเชื่อถือสูงในจีนโดยอ้างการประชุมผู้ถือหุ้นของ Fosun) จะทำให้ความเชื่อมั่นในวัคซีนเชื้อตายที่จีนใช้คือ CoronaVac และ Sinopharm ถดถอยลงไปอีก

ตอนนี้ประเทศไทยถือเป็นจุดศูนย์กลางการแย่งชิงระหว่างวัคซีนเทคโนโลยีเก่าจากจีนและวัคซีนเทคโนโลยีใหม่จากโลกตะวันตก ในขณะที่เขียนบทความนี้มีรายงานข่าวจากสื่อตะวันตกไม่หยุดหย่อนเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของคนไทยต่อวัคซีนที่ลดลง

เรื่องนี้คนไทยรู้กันเองอยู่แล้ว แต่มันกำลังถูกจับตาโดยสื่อต่างประเทศ ทำให้ประเด็นนี้กำลังเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศที่เริ่มมีโมเมนตัมมากขึ้น

ในจีนเองก็มีความพยายามปั่นกระแสกังขาต่อเทคโนโลยี mRNA มาตั้งแต่ต้นปีนี้ เช่น The People’s Daily กระบอกเสียงของทางการจีนที่เผยแพร่บทความเรื่อง “วัคซีนโควิด-19 ของจีนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น” ตอนหนึ่งเขียนว่า “ในขณะปั่นกระแสข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลการทดลองขั้นปลายของ CoronaVac สื่อภาษาอังกฤษกระแสหลักกลับกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการเสียชีวิตของชาวนอร์เวย์สูงอายุ 23 คนหลังจากที่พวกเขาได้รับการฉีดวัคซีนด้วยวัคซีน Pfizer ราวกับว่าสื่อเหล่านั้นได้บรรลุฉันทามติในอันที่จะมองข้ามเหตุการณ์นี้ไปแล้ว”

ส่วน Global Times สื่อของจีนที่แบ่งภาคมาเล่นข่าวแบบแท็บลอยด์ก็โจมตีด้วยลีลาร้อนแรงตามสไตล์ในบทบรรณาธิการเรื่อง “เหตุใดสื่อสหรัฐจึงเงียบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของวัคซีนไฟเซอร์” ความตอนหนึ่งว่า “หากจำเป็นต้องเปรียบเทียบ วัคซีนเชื้อตายของจีนมีรากฐานด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งกว่าวัคซีน mRNA ของ Pfizer อย่างแน่นอน เทคโนโลยีวัคซีนเชื้อตายได้รับการพัฒนาอย่างมากและผ่านการทดสอบทางคลินิกมาหลายทศวรรษ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยี mRNA ถูกนำไปใช้กับวัคซีน การส่งเสริมวัคซีนของ Pfizer ในวงกว้างนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องของการทดสอบในมนุษย์ในวงกว้าง”

บทบรรณาธิการนี้พยายามชี้ว่าเทคโนโลยี mRNA ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีและชาติตะวันตกผลักดันให้ใช้ซึ่งไม่ต่างจากการทดลองกับมนุษย์ในวงกว้าง และยังบอกว่าชาติตะวันตกละเลยข้อเสียของวัคซีน mRNA (โดยเฉพาะของ Pfizer) โดยเจตนา เพราะความ “สองมาตรฐานแบบหยาบกระด้างของสื่อตะวันตกเกี่ยวกับวัคซีนและทัศนคติที่เป็นพิษเป็นภัยของพวกเขา”

นั่นเป็นตอนที่โลกยังไม่รู้จักเชื้อสายพันธุ์เดลตา

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กระแสกังขาวัคซีนจีนตีตื้นขึ้นมาอีกครั้งเริ่มจากความสำเร็จของประเทศเซเชลส์ที่ฉีดวัคซีนในอัตราสูงสุดในโลกและหวังจะบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่ในเดือนมีนาคม พร้อมกับเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจนกลายเป็นข่าวฮือฮาอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่นานหลังจากนั้น (กลางเดือนพฤษภาคม) ประเทศเซเชลส์เจอการระบาดอีกครั้งทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีน (Sinopharm ของจีน) ไปมากมาย นี่เองที่ทำให้โลกหันมาสนใจเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนเชื้อตายของจีนกันมากขึ้น

นั่นก็ยังไม่ใช่ตอนที่เดลตาออกอาละวาด จนกระทั่งอินเดียเข้าสู่ภาวะวิกฤต ตามด้วยการกระจายตัวของเดลตาไปยังที่ต่างๆ ทำให้กระแสกังขาวัคซีนจีนเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งศูนย์กลางของการปะทะระหว่างวัคซีนเก่าและใหม่มาหยุดที่ประเทศไทย

แต่ต้องย้อนกลับไปก่อน เพราะไทยไม่ถือเป็นประเทศแรกที่กังขากับวัคซีนจีนและมีเสียงเรียกร้องจากทีมด่านหน้าให้เลิกสั่งวัคซีนจีนเข้ามาและให้แทนที่ด้วยวัคซีน mRNA เพราะอินโดนีเซียกังขามาก่อนไทยและมีเสียงเรียกร้องให้ฉีดวัคซีน Pfizer หรือ Moderna ให้กับบุคลากรแพทย์แถวหน้าโดยฉีดซ้ำกับวัคซีนจีนที่ได้ไปก่อนหน้านี้

ต่อมารัฐบาลสหรัฐประกาศบริจาค Moderna ให้อินโดนีเซีย 3 ล้านโดส (บวกกับอีก 1.5 ล้านโดสที่ตามมาภายหลัง) ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียประกาศฉีดให้กับบุคลากรแพทย์ให้เป็นบูสเตอร์ 1.5 ล้านโดส แต่เพิ่งจะเริ่มฉีดวันที่ 16 กรกฎาคมนี่เอง ไล่ๆ กับที่มีข่าวว่าบุคลากรแพทย์ของอินโดนีเซียเสียชีวิตไปหลายสิบคนทั้งๆ ที๋ฉีดวัคซีน (ของจีน) ครบถ้วนแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอินโดนีเซียคล้ายกับไทยตรงที่มีเสียงเรียกร้องให้นำวัคซีน mRNA เข้ามาฉีดบูสเตอร์ให้บุคลากรแพทย์เสียที เพราะพวกเขากังวลกับประสิทธิภาพของวัคซีนจีน ที่อินโดนีเซียนั้นความกังวลลากยาวมาหลายเดือนกว่าที่วัคซีน mRNA จะมาถึงและเพิ่มจะฉีดไปไม่กี่วันก่อนที่บทความนี้จะถูกเขียนขึ้น (เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม)

การหักเหลี่ยมระหว่างจีนกับชาติตะวันตกเรื่องวัคซีนมีอยู่จริง และไม่ใช่แค่ชาติตะวันตกที่ด้อยค่าวัคซีนจีน จีนเองก็ด้อยค่าวัคซีนตะวันตกเหมือนกัน ซึ่งเป็นการเผชิญหน้าที่ไร้วุฒิภาวะทั้งคู่ เพราะเอาชีวิตคนมาเป็นเกมการเมือง เช่นเดียวกับในไทย เราเองก็ต้องยอมรับว่ามีการใช้วัคซีนเป็นเกมการเมืองเช่นกัน

แต่ถ้าโยนการเมืองทิ้งไป เราจะเห็นว่าทีมแพทย์จำเป็นต้องมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าของจีนจริงๆ โดยดูตัวอย่างได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับอินโดนีเซีย แม้ว่าตอนนี้เดลตาจะทำให้ Pfizer อ่อนประสิทธิภาพลงไปไม่น้อยเช่นกันจากการเปิดเผยของรัฐบาลอิสราเอล แต่อย่างน้อยวัคซีน mRNA ก็ยังแกร่งกว่าและสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า

ที่น่าสนใจก็คือ ขณะที่วัคซีนจีนถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ จีนเองกลับมีท่าทีอ่อนลงเรื่องการด้อยค่าวัคซีนตะวันตก ในเวลานี้สื่อรัฐบาลจีนก็ยังคงเชียร์วัคซีนของตนเองอยู่ แต่สื่อทางการจีนเพลาๆ เรื่องการโจมตีเทคโนโลยี mRNA ลงไปพอสมควรแล้ว

นอกจากนี้ บริษัทเวชภัณฑ์ในจีนบางแห่งก็เริ่มการทดลองวัคซีน mRNA เช่น บริษัทอ้ายปั๋ว เซิงอู้ ในซูโจว และ BioBAY ในซูโจวเช่นกัน จนกระทั่งมีข่าวว่าจะใช้บูสเตอร์เป็นวัคซีน mRNA ของ Fosun Pharma กับ BioNTech

การเปลี่ยนท่าทีนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเท่ากับลดแรงเสียดทานของการเมืองเรื่องวัคซีน แต่ก็เกิดคำถามว่าจีนไม่มั่นใจวัคซีน (เชื้อตาย) ตัวเองแล้วหรือ?

เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จีนเก็บท่าทีเพื่อจะขายวัคซีนเชื้อตาย เพราะมีข่าวมาตลอดว่าจีนกำลังเร่งพัฒนาวัคซีน mRNA ของตัวเอง เช่น ARCoV ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทอ้ายปั๋ว เซิงอู้ กับสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทหาร และ Watson Biotechnology ในมณฑลยูนนาน ตอนนี้เข้าเฟส 3 และคาดว่าตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 เป็นต้นไปจะมีกำลังการผลิต 120 ล้านหน่วยตลอดทั้งปี

แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงไตรมาส 3 จีนมีอะไรก็ต้องใช้ไปก่อน

วัคซีนที่จีนใช้ในเวลานี้คือ CoronaVac และ Sinopharm และ Zhifei สองยี่ห้อแรกนั้นคนไทยรู้จักกันดีและค่อนข้างกังขากับตัวแรกโดยเฉพาะหลังการรุกรานของเดลตา ส่วน Zhifei คนไทยน้อยคนที่จะรู้จัก ซึ่งใช้เทคโนโลยีแบบ Protein subunit คือใช้โปรตีนจากไวรัสเหมือนวัคซีน Novavax ที่คนไทยจำนวนหนึ่งกำลังสนใจอยู่ในเวลานี้

เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้มีรายงานว่านักวิจัยชาวจีนพบว่าวัคซีน Zhifei ที่พัฒนาโดยหน่วยงานของผลิตภัณฑ์ชีวภาพ Chongqing Zhifei Biological Products ยังมีประสิทธิภาพป้องกันเดลตา แต่มีประสิทธิภาพลดลงเล็กน้อย

ข้อมูลจากฝั่งจีนก็บอกเช่นกันว่า CoronaVac ช่วยไม่ให้ผู้ติดเชื้อที่รับวัคซีนล้มป่วยหนัก (หมายความติดได้แต่ไม่สาหัสหรือถึงแก่ชีวิต) และจีนก็ยอมรับเช่นกันว่าแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีนจีน 2 (CoronaVac และ Sinopharm) ชนิดมีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อเจอเข้ากับเดลตา

เอาเข้าจริงแล้วเปอร์เซนต์ของบุคลากรแพทย์ผู้ฉีดวัคซีนจีนและติดเชื้อทั้งในไทยและอินโดนีเซียยังมีอัตราส่วนน้อยมาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เปอร์เซนต์น้อย เพราะอยู่ที่ความกลัวว่าหวยจะไปออกที่ใครมากกว่า นั่นคือไม่มีใครอยากเอาชีวิตไปเดิมพันหรอกว่าตัวเองจะเป็นพวกเปอร์เซนต์น้อยที่ติดเชื้อ (หรือตาย)

คำถามก็คือทำไมจีนที่ใช้ CoronaVac และ Sinopharm เป็นหลักเหมือนไทยกับอินโดนีเซียถึงได้รอดพ้นการระบากระลอกแล้วระบอกเล่ามาได้?

บางคนอธิบายว่าเพราะคนจีนมีวินัยที่ดีและมีรัฐบาลที่เด็ดขาดเข้มงวดเมื่อบวกกับการฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างครอบคลุม แม้จะเจอเดลตาที่กว่างโจวก็ยังควบคุมมันไม่ให้ระบาดในวงกว้างได้

แต่คำอธิบายนี้ยังไม่พอ สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการจีนเข้มงวดเรื่องการเข้าเมืองและพรมแดนอย่างมาก มากจนกระทั่งคนจีนในต่างประเทศยังคิดแล้วคิดอีกหากคิดจะกลับไปประเทศตัวเอง เพราะมีกระบวนการที่วุ่นวายเอามากๆ จนจาระไนไม่หมด ยังไม่รวมระยะเวลากักกันที่ค่อนข้างนาน (ถึง 21 วัน) และถึงจะได้อนุมัติให้กลับได้ก็ยังงต้องไปลุ้นตามกระบวนการต่างๆ อีก เช่น ได้ตั๋วเครื่องบินที่แพงหูดับตับไหม้มาแล้ว ต้องลุ้นว่าสถานทูตจะให้ให้ใบผ่านหรือไม่ หรือให้มาแล้วแต่ออกไม่ทันเที่ยวบิน ก็ต้องทิ้งตั๋วไป นี่เป็นเพียงความขลุกขลักที่ดูเหมือนทางการจีนตั้งใจให้มันลำบาก

เพราะเป้าหมายจีนคือการไม่ให้เกิดการระบาดเข้าประเทศเลย (Zero breakthrough) แต่การทำแบบนี้เท่ากับจีนขังตัวเอง ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อประเทศอื่นๆ ยังระบาดหนัก จนถึงตอนนี้ประเทศที่คลายล็อคแล้วในชาติตะวันตกยะงอยู่ในช่วงจับตาว่าเดลตาจะทำให้ระบาดหนักอีกรอบหรือไม่ ซึ่งมีสัญญาณแล้วว่าดูท่าจะระบาดได้อีกทั้งๆ ที่ใช้ mRNA ไปแล้ว บางพื้นที่จึงสั่งให้สวมหน้ากากและเว้นระยะกันอีก

ช่วงนี้เองที่จีนยังพอมีเวลาพัฒนาวัคซีน mRNA ของตัวเองพร้อมกับจับตาโลกภายนอกว่าจะต้องพัฒนาต่อไปอีกขั้นตอนไหนอีก เพราะเดลตาเหมือนจะตีฝ่า mRNA ได้ในระดับหนึ่ง เมื่อมองจากวิธีการขังตัวเองของจีนแล้ว ย่อมไม่เป็นที่สงสัยว่าทำไมวัคซีนของจีนจึงได้ผลในจีน แต่ไม่ได้ผลในประเทศที่คำสั่งล็อคดาวน์ไม่ศักดิ์สิทธิ์และชายแดนเปิดอ้าซ่าเหมือนบางประเทศ

แม้ประสิทธิภาพจะด้อยว่าวัคซีนตะวันตกที่คนไทยเรียกหากัน แต่ CoronaVac มีส่วนช่วยได้มากไม่ให้ล้มป่วยจนอาการหนัก แน่นอนว่ามันมีประโยชน์มากเลยทีเดียว

แต่ก็ดูเหมือนว่าวัคซีนของจีนนั้นจะได้ผลแบบเต็มที่ในกรณีที่มีการควบคุมการที่เข้มงวด ตัวอย่างเช่นที่จีนและที่บางเมืองในบราซิลที่ฉีดวัคซีนในอัตราส่วนสูง หากฉีดกระปริบกระปรอยย่อมทำให้เกราะป้องกันมีช่องโหว่ไปด้วย

ที่สำคัญแม้จีนจะสร้าง “มาตรการกำแพงเหล็ก” ป้องกันการรุกเข้ามา แต่ก็ยังเร่งพัฒนา mRNA ของตัวเองด้วยโดยที่จีนก็รู้ว่าวัคซีนเชื้อตายยังไม่พอ มาเลเซียก็จะเลิกสั่งวัคซีนของจีนแล้ว และหันไปพึ่ง Pfizer มีแต่อินโดนีเซียที่สั่งเพิ่ม และแน่อนอนว่ารวมถึงไทยด้วย

หากเดลตายังอยู่ยาว ในอนาคตจีนคงจำเป็นต้องหันมาใช้วัคซีนเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น Fosun Pharma นั้นหวังจะผลิตวัคซีนรายปีถึง 1,000 ล้านโดสเลยทีเดียว บวกกับผู้ผลิตวัคซีน mRNA รายอื่นของจีนแล้วพอใช้ในประเทศเหลือเฟือและส่งออกได้ด้วย

ในเมื่อจีนมุ่งไปทางนี้แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประเทศที่นำเข้าวัคซีนจากจีนควรจะมุ่งไปทางใด

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ยอดติดโควิดในโตเกียวพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659082

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 15:41 น.

ยอดติดโควิดในโตเกียวพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การเแข่งขันโอลิมปิกก็กลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ที่ทำให้โตเกียวยิ่งเจอสถานการณ์ที่หนักขึ้น

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันในโตเกียวเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ 2,848 ราย หรือประมาณสองเท่าของจำนวนที่พบเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า

ตัวเลขของวันอังคารแซงหน้ายอดสูงสุดก่อนหน้าที่ 2,520 รายในเดือนมกราคม ผู้ติดเชื้ออาการสาหัสรายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 82 รายจาก 78 วันก่อนหน้านั้น และยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ย 7 วันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,763 ราย

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกลัวว่าการติดเชื้อในโตเกียวอาจถึงระดับเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมาในที่โตเกียวเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก อันเนื่องมาจากการแพร่กระจายของสายพันธุ์เดลตา

ทั้งนี้สำนักข่าว Kyodo รายงานว่า ทางการโตเกียวประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 4 ในเมืองหลวงจนถึงวันที่ 22 ส.ค. ซึ่งครอบคลุมช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกทั้งเกมการแข่งขันที่จัดขึ้นจนถึงวันที่ 8 ส.ค.

Photo by ASANO IKKO / AFP