สิงคโปร์ฉีดวัคซีนครบแล้วติดโควิดเกือบ 500 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658850

วันที่ 24 ก.ค. 2564 เวลา 12:45 น.

สิงคโปร์ฉีดวัคซีนครบแล้วติดโควิดเกือบ 500 คนสิงคโปร์พบคนติด Covid-19 ที่ฉีดวัคซีนแล้วมีสัดส่วน 75% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา แต่ไม่มีอาการ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ข้อมูลของทางการสิงคโปร์ชี้ว่า คนติด Covid-19 ที่ฉีดวัคซีนแล้วมีสัดส่วน 75% ของผู้ป่วยทั้งหมดในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่คนกลุ่มนี้ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยเท่านั้น  

จากตัวเลขผู้ติดเชื้อทั้งหมด 1,096 คนในสิงคโปร์ในรอบ 28 วันที่ผ่านมา 484 คน หรือ 44% เป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ 30% ยังฉีดไม่ครบโดส และมีเพียง 25% ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

สิงคโปร์มีผู้ป่วย 7 รายที่มีอาการหนักและต้องการออกซิเจน โดยทั้ง 7 คนนี้ 6 คนยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และอีก 1 คนได้รับวัคซีนเข็มเดียว

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์เผยว่า มีหลักฐานยืนยันอย่างต่อเนื่องว่าวัคซีนช่วยป้องกันอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อ และพบว่าชาวสิงคโปร์ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วที่ติดเชื้อไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

ด้านผู้เชี่ยวชาญหลายรายระบุว่า การติดเชื้อในผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วไม่ได้หมายความว่าวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพ 

Teo Yik Ying คณะบดีคณะสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) เผยว่า “ยิ่งชาวสิงคโปร์ได้รับวัคซีนมากขึ้น เราจะยิ่งเห็นการติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องเปรียบเทียบสัดส่วนนี้กับสัดส่วนคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน เพราะหากทุกคนในสิงคโปร์ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ผู้ติดเชื้อก็จะมีแต่คนที่ฉีดวัคซีนแล้ว เพราะไม่เหลือคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนแล้ว”

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Reuters พบว่า สิงคโปร์ฉีดวัคซีนให้ประชาชนครอบคลุมเกือบ 75% ของประชากรทั้งหมด 5.7 ล้านคน ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมีประชากรครึ่งหนึ่งได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

และในขณะที่หลายประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรจำนวนมากแล้วเตรียมที่จะอยู่กับ Covid-19 โดยถือว่าเป็นโรคประจำถิ่น แต่สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการป้องกันการเสียชีวิตและการป่วยหนักด้วยการฉีดวัคซีน

สหรัฐซื้อ Pfizer อีก 200 ล้านโดสฉีดเด็กและเป็นบูสเตอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658848

วันที่ 24 ก.ค. 2564 เวลา 11:10 น.

สหรัฐซื้อ Pfizer อีก 200 ล้านโดสฉีดเด็กและเป็นบูสเตอร์ สหรัฐสั่งซื้อ Pfizer เพิ่มอีก 200 ล้านโดสสำหรับฉีดให้เด็กและเตรียมใช้เป็นบูสเตอร์ช็อต

Pfizer-BioNTech เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐสั่งซื้อวัคซีนของบริษัทเพิ่มอีก 200 ล้านโดส โดยจะแบ่ง 65 ล้านโดสเตรียมฉีดให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีทันทีที่มีการอนุมัติให้ใช้วัคซีนกับเยาวชนกลุ่มนี้ และเตรียมไว้สำหรับใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือบูสเตอร์ช็อตหากจำเป็น 

Pfizer-BioNTech เผยอีกว่า รัฐบาลสหรัฐยังมีสิทธิ์ที่จะสั่งวัคซีนเวอร์ชันอัพเดทเพื่อใช้กับ Covid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์หากวัคซีนดังกล่าวได้รับการอนุมัติ 

ทางบริษัทคาดว่าจะส่งวัคซีนล็อตนี้ตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีนี้ไปจนถึงเดือน เม.ย. 2022 โดยรัฐบาลสหรัฐสั่งวัคซีนของ Pfizer-BioNTech รวมทั้งหมด 500 ล้านโดส ในจำนวนนี้ส่งมอบไปแล้วราว 208 ล้านโดส 

ทั้งนี้ เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีจะได้รับวัคซีนในปริมาณที่น้อยกว่าที่ผู้ใหญ่ได้รับ ซึ่งการทดลองวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ในกลุ่มเด็กกลุ่มนี้ เด็กที่อายุระหว่าง 5-11 ปีจะได้รับ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ผู้ใหญ่ได้รับ และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ได้รับในปริมาณ 1 ใน 10  

ฮังการีพบ Sinopharm ประสิทธิภาพลดในผู้สูงอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658846

วันที่ 24 ก.ค. 2564 เวลา 10:16 น.

ฮังการีพบ Sinopharm ประสิทธิภาพลดในผู้สูงอายุพบวัคซีน Sinopharm กระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุได้น้อยลง

ผลการวิจัยจากฮังการีซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ medRxiv ที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) พบว่า วัคซีนของ Sinopharm มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุลดลง

การศึกษาในกลุ่มอาสาสมัคร 450 คนที่ได้รับวัคซีนของ Sinopharm 2 โดสแล้วพบว่า 90% ของอาสาสมัครที่อายุต่ำกว่า 50 ปี มีแอนติบอดีอยู่ในระดับที่วัดได้ แต่ระดับแอนติบอดีจะลดลงในกลุ่มอาสาสมัครที่อายุมากขึ้น

ร่างกายของอาสาสมัครสูงอายุหลายคนไม่สามารถสร้างแอนติบอดีหลังได้รับวัคซีน Sinopharm งานวิจัยประเมินความน่าจะเป็นที่จะไม่มีการตอบสนองของแอนติบอดีอยู่ที่ 25% ในอาสาสมัครอายุ 60 ปี และ 50% ในอาสาสมัครอายุ 80 ปี

อย่างไรก็ดี นักวิจัยเตือนว่า การประเมินความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างความเสี่ยงที่จะติด Covid-19 การเข้ารักษาในโรงพยาบาล หรือการเสียชีวิต กับระดับแอนติบอดีหลังได้รับวัคซีนให้แม่นยำเป็นเรื่องยากมาก

ทั้งนี้ วัคซีน Sinopharm ใช้อย่างกว้างขวางในประเทศจีน และเมื่อเร็วๆ นี้ Sinopharm รับปากจะจัดหาวัคซีนราว 170 ล้านโดสให้กับโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ภายในช่วงกลางปี 2022

Photo by ISHARA S. KODIKARA / AFP

สื่อนอกมองรัฐบาลทหารเมียนมาใช้โควิดเป็นอาวุธ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658818

วันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

สื่อนอกมองรัฐบาลทหารเมียนมาใช้โควิดเป็นอาวุธทหารเมียนมาจับกุมหมอจำนวนมากท่ามกลางยอดโควิดในประเทศพุ่ง

รอยเตอร์สรายงานว่ากองทัพเมียนมาจับกุมแพทย์จำนวนมากที่มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ระบบสาธารณสุขกำลังดิ้นรนเพื่อรับมือกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์

รายงานระบุว่าแพทย์บางส่วนอาสาให้การรักษาประชาชนทางโทรศัพท์สำหรับประชาชนที่ไม่ต้องการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ รวมถึงมีการไปรักษาที่บ้านเป็นบางกรณี

แพทย์เผยว่าพวกเขาให้การรักษาผู้ป่วยหลายร้อยคนต่อวัน โดยมีการให้คำแนะนำในด้านต่างๆ อาทิ การใช้ยา การหายใจ และการวัดออกซิเจน เป็นต้น รวมถึงมีแพทย์บางส่วนที่เข้าร่วมการชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร

แหล่งข่าวในเมียนมาระบุว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีแพทย์อาสา 9 คนในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ที่ให้การรักษาในลักษณะดังกล่าวถูกควบคุมตัว

แพทย์คนหนึ่งซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนกล่าวกับรอยเตอร์สว่าแพทย์ 4 คนในมัณฑะเลย์มีรอยฟกช้ำก่อนจะถูกควบคุมตัวออกไปในวันที่ 16 ก.ค.

ด้านรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธการจับกุมแพทย์อาสา 5 คนในย่างกุ้ง แต่ไม่ได้กล่าวถึงการจับกุมแพทย์ในมัณฑะเลย์

นอกจากนี้ยังมีรายงานจากสำนักข่าวท้องถิ่นเมียนมาซึ่งระบุว่าแพทย์ 3 คนในย่างกุ้งถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่แสร้งว่าเป็นผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อล่อให้แพทย์อาสาเดินทางไปรักษาที่บ้าน ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (National Unity Government) หรือรัฐบาลฝ่ายค้านอ้างว่ากองกำลังรักษาความมั่นคงเมียนมายึดเอาถังออกซิเจน อุปกรณ์ป้องกัน และยาไปในระหว่างการบุกค้นสถานพยาบาล

ด้านสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners) กล่าวว่าแพทย์หลายร้อยคนที่เข้าร่วมการรณรงค์ต่อต้านรัฐประหารถูกตั้งข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ และอย่างน้อย 73 คนถูกจับกุมตัว

ยางฮี ลี อดีตผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในเมียนมากล่าวหาว่ารัฐบาลทหารเมียนมาใช้โควิด-19 เป็นอาวุธเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง

ขณะที่รอยเตอร์สพยายามติดต่อไปยังรัฐบาลเมียนมาเพื่อสอบถามในประเด็นดังกล่าวแต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

ทั้งนี้ เมียนมาพบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 6,701 คนและผู้เสียชีวิต 319 คนในวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมาซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดของประเทศ ขณะที่แพทย์กล่าวว่ายอดผู้เสียชีวิตแท้จริงนั้นมีมากกว่านี้จนเตาเผาศพรับไม่ไหว

โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโฆษกรัฐบาลทหารเรียกร้องให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อเอาชนะการแพร่ระบาด

Photo by STR / AFP

วิจัยพบโคโรนาไวรัสเอี่ยวโควิด-19 ในค้างคาวเกือกม้าอังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658813

วันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 18:01 น.

วิจัยพบโคโรนาไวรัสเอี่ยวโควิด-19 ในค้างคาวเกือกม้าอังกฤษนักวิจัยพบเชื้อโคโรนาไวรัสที่เกี่ยวพันกับเชื้อไวรัสฯ ก่อโรค Covid-19 ในมนุษย์ แพร่กระจายอยู่ในค้างค้าวเกือกม้าสหราชอาณาจักร

มินต์ (Mint) หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของอินเดีย รายงานผลการวิจัยในสหราชอาณาจักรฉบับใหม่ ซึ่งตรวจพบเชื้อโคโรนาไวรัสที่เกี่ยวพันกับเชื้อไวรัสฯ ก่อโรค Covid-19 ในมนุษย์ แพร่กระจายอยู่ในค้างค้าวเกือกม้าสหราชอาณาจักร

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (ZSL) และสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ในสหราชอาณาจักร ระบุว่าค้างคาวน่าจะ “มีเชื้อไวรัสดังกล่าวมานานมากแล้ว” และเพิ่งจะมีการค้นพบตอนนี้เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันได้รับการตรวจเชื้อ

อย่างไรก็ดี คณะนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าไวรัสชนิดนี้ได้แพร่มาสู่มนุษย์ หรืออาจแพร่สู่มนุษย์ได้ในอนาคต เว้นแต่จะมีการกลายพันธุ์

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียรวบรวมตัวอย่างมูลค้างคาวเกือกม้าเล็กกว่า 50 ตัว ในเมืองซัมเมอร์เซ็ต กลอสเตอร์เชียร์ และภูมิภาคเวลส์ และส่งตัวอย่างดังกล่าวไปทำการวิเคราะห์ไวรัสที่สำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ โดยการถอดรหัสพันธุกรรมทำให้พบเชื้อไวรัสในหนึ่งตัวอย่าง ซึ่งคณะนักวิจัยตั้งชื่อว่า “อาร์เอชจีบี01” (RhGB01)

รายงานเผยว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบเชื้อกลุ่มซาร์บีโคไวรัส (sarbecovirus) ในค้างคาวเกือกม้าเล็ก และเป็นครั้งแรกที่มีการพบในสหราชอาณาจักร

ไดอานา เบลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอุบัติใหม่ที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนของมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียระบุว่า การค้นพบนี้เน้นย้ำความจำเป็นของการทดสอบพันธุกรรมของไวรัสชนิดนี้ในประชากรค้างคาวทั่วโลก และยังชวนตั้งคำถามสำคัญว่ามีสัตว์ชนิดอื่นหรือไม่ที่เป็นพาหะของไวรัสชนิดนี้

REUTERS/Eloisa Lopez SEARCH

ที่มา: xinhuathai

เตือนอินโดนีเซียอาจมีเชื้อสายพันธุ์ใหม่แรงกว่าเดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658811

วันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

เตือนอินโดนีเซียอาจมีเชื้อสายพันธุ์ใหม่แรงกว่าเดลตาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเตือนอินโดนีเซียถ้ายังคุมการระบาดไม่ได้อาจมีเชื้อกลายพันธุ์ของตัวเองและรุนแรงกว่าเดลตา

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อทั่วโลกเตือนว่า ความเร็วและขนาดของการระบาดของ Covid-19 ในอินโดนีเซียเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของเชื้อสายพันธุ์ใหม่ หรือสายพันธุ์ซูเปอร์ ที่แพร่กระจายได้เร็วกว่าและอันตรายกว่าสายพันธุ์เดลตา

สัปดาห์ที่แล้วอินโดนีเซียแซงหน้าอินเดียและบราซิลขึ้นเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อรายวันสูงที่สุดในโลก และเมื่อวันพฤหัสบดี (22 ก.ค.) เพื่อนบ้านของไทยมีผู้ติดเชื้อกว่า 49,500 ราย และเสียชีวิตอีก 1,449 ราย

ดิกกี บูดิแมน นักระบาดวิทยาชาวอินโดนีเซียที่กำลังวิจัยสายพันธุ์ Covid-19 ที่มหาวิทยาลัยกริฟฟิธของออสเตรเลียเผยว่าสายพันธุ์ใหม่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคหรือประเทศที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาด

“องค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่าหากผลการตรวจหาเชื้อออกมาเป็นบวกมากกว่า 5% ของการตรวจถือว่าไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาด แต่ในอินโดนีเซียมีผลการตรวจหาเชื้อเป็นบวกสูงกว่า 10% มาตั้งแต่พบการระบาดเมื่อ 16 เดือนก่อน และตอนนี้มันสูงกว่า 30% จึงเป็นไปได้สูงสำหรับอินโดนีเซียที่จะเกิดสายพันธุ์ใหม่ หรือสายพันธุ์ซูเปอร์”

อามิน โซแบนดริโอ ผู้อำนวยการสถาบัน Eijkmam ซึ่งเป็นองค์การของรัฐบาลที่ศึกษาโรคติดต่อเขตร้อนและโรคอุบัติใหม่เผยว่า อินโดนีเซียมีทั้งสายพันธุ์อัลฟาซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษ สายพันธุ์เบตาซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย โดยสายพันธุ์อัลฟากำลังระบาดอยู่ แต่พบสายพันธุ์เดลตามากที่สุด

ด้านซาฮิด จามีล นักไวรัสวิทยาชื่อดังของอินเดียและหัวหน้าทีมเฝ้าจับตาสายพันธุ์ Covid-19 กล่าวว่า สถานการณ์ของอินโดนีเซียคล้ายกับการระบาดระลอก 2 ของอินเดียมาก เนื่องจากมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ โดยชาวอินโดนีเซียฉีดวัคซีนครบโดสเพียง 8% เท่านั้น

ส่วนตัวแทนของกลุ่มวิจัย Covid-19 ชั้นนำ 2 กลุ่มของสหรัฐกังวลว่าสถานการณ์ของอินโดนีเซียสุกงอมสำหรับการอุบัติของเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่น่ากังวลแล้ว

ด้าน อาลี โมกแดด ศาสตราจารย์จากสถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) เผยว่า ยิ่งมีการติดเชื้อในชุมชนยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะเกิดสายพันธุ์ใหม่

โรเบิร์ต บอลลินเจอร์ ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้อของวิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์เตือนว่า Covid-19 มีโอกาสกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ทุกครั้งที่ติดคนใหม่ ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดสายพันธุ์ใหม่จึงสูงขึ้นในชุมชนหรือประเทศที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูง รวมทั้งอินโดนีเซีย

“ที่ผมพูดได้ตอนนี้คือ เมื่อใดก็ตามที่คุณปล่อยให้ไวรัสแพร่กระจายไปทั่ว มันจะกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ และโอกาสที่จะเกิดสายพันธุ์ใหม่ก็จะเพิ่มขึ้น”

หมอมาเลเซียนัดหยุดงาน-ลาออกประท้วงรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658791

วันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

หมอมาเลเซียนัดหยุดงาน-ลาออกประท้วงรัฐบาลกลุ่มแพทย์จบใหม่ในมาเลเซียโวยทำงานหนักแต่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเท่าที่ควร

The Straits Times เปิดเผยว่า Hartal Doktor Kontrak (HDK) กลุ่มแพทย์สัญญาจ้างในมาเลเซียกำลังไม่พอใจการบริหารของรัฐบาล โดยแพทย์จบใหม่ (junior doctors) ราว 20,000 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรด่านหน้าในการต่อสู้กับโควิด-19 นัดหยุดงานประท้วงในวันจันทร์หน้า (26 ก.ค.) และบางส่วนตัดสินใจลาออก

แพทย์จบใหม่ถูกส่งไปยังศูนย์บำบัดและโรงพยาบาลเพื่อรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ต้องทำงานเป็นระยะเวลานานมากขึ้นโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม ตลอดจนถูกห้ามให้รับงานในศูนย์ฉีดวัคซีนของเอกชน ซึ่งพวกเขามองว่าไม่ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการเท่าที่ควรจะได้ และยังไม่รับการบรรจุเป็นพนักงานของรัฐ

รายงานข่าวเปิดเผยจดหมายซึ่งเชื่อว่าได้ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลและหน่วยงานด้านสาธารณสุขในมาเลเซียเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมาระบุว่า “แพทย์ในมาเลเซียตกลงเข้าร่วมการประท้วงครั้งนี้เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจในวิธีการบริหารของรัฐบาล”

ทั้งนี้ มาเลเซียมีผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมากกว่า 140,000 คน โดยมีผู้ป่วยในห้องไอซียูเกือบ 1,000 คน ขณะที่มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 10,000 คนต่อวันและผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนต่อวัน

ขณะที่แพทย์มองว่าระบบสาธารณสุขของมาเลเซียกำลังจะล่มสลายเพราะขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และเตียงรองรับผู้ป่วย

ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาแพทย์จบใหม่ในมาเลเซียเคยประท้วงในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่งโดยจัดแคมเปญ “Black Monday” พร้อมแต่งกายด้วยชุดสีดำเพื่อแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับกฎระเบียบในการจ้างงานที่มีมาตั้งแต่ปี 2016

เงื่อนไขดังกล่าวส่งผลให้พวกเขาต้องเป็นแพทย์สัญญาจ้างและไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานของรัฐซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ต่ำกว่า นอกจากนี้พวกเขาต้องทำงานในระบบสาธารณสุขของรัฐเป็นเวลา 4 ปีครึ่งจึงจะสามารถไปทำงานในภาคเอกชน

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดนับตั้งแต่เกิดการประท้วงโดยมีแพทย์จบใหม่หลายคนตัดสินใจลาออกเนื่องจากภาวะหมดไฟในการทำงานท่ามกลางอัตราการเข้ารับการรักษาด้วยโรคโควิด-19 ในโรงพยาบาลทั่วประเทศทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

Photo by Mohd RASFAN / AFP

พบไวรัสที่มนุษย์ไม่เคยรู้จักในธารน้ำแข็งอายุ 15,000 ปีที่ทิเบต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658790

วันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 15:08 น.

พบไวรัสที่มนุษย์ไม่เคยรู้จักในธารน้ำแข็งอายุ 15,000 ปีที่ทิเบตนักวิทย์พบเชื้อไวรัสที่มนุษย์ไม่เคยรู้จักอย่างน้อย 28 ชนิดแช่แข็งอยู่ในธารน้ำแข็งอายุกว่า 15,000 ปีในทิเบต

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดย จื้อผิงจง นักวิจัยของศูนย์วิจัย Byrd Polar and Climate Research Centre แห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอที่ทำการศึกษาตัวอย่างจากธารน้ำแข็งในที่ราบสูงทิเบตของจีนอายุกว่า 15,000 ปีพบยีนของไวรัสทั้งหมด 33 ชนิด โดย 4 ชนิดเป็นไวรัสที่เคยค้นพบมาก่อนแล้ว และอีกอย่างน้อย 28 ชนิดเป็นไวรัสพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เคยค้นพบ

ทีมของจื้อผิงจงวิเคราะห์แกนน้ำแข็ง 2 ตัวอย่างที่เก็บจากพืดน้ำแข็ง Guliya บนที่ราบสูงทิเบตทางตะวันตกของจีนซึ่งมียอดที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 6,705 เมตร โดยใช้วิธีที่ปราศจากเชื้อโรคในการวิเคราะห์แบคที่เรียและไวรัสที่อยู่ในแกนน้ำแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อน

จื้อผิงจงเผยว่า ธารน้ำแข็งเหล่านี้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นรวมกับฝุ่นและแก๊ส และไวรัสหลายๆ ตัวก็ทับถมอยู่ภายใต้น้ำแข็งนี้ ทว่าจำนวนของไวรัสในแกนน้ำแข็งที่นำมาวิเคราะห์น้อยกว่าที่พบในดินหรือน้ำทะเลที่ไม่ได้แข็งตัวในปริมาณที่เท่ากัน

นอกจากนี้ ยังพบว่าครึ่งหนึ่งของไวรัสที่พบสามารถมีชีวิตรอดจากการมีอยู่ของน้ำแข็ง และน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากในดินหรือพืชมากกว่าจะมาจากสัตว์หรือมนุษย์

แมทธิว ซัลลิแวน ผู้ร่วมววิจัยและศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอเผยว่า “นี่คือไวรัสที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมสุดโหดร้าย ไวรัสเหล่านี้มียีนที่เป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยให้พวกมันแพร่เชื้อในเซลล์ในสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็น”

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Mocrobiome เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมาช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการพัฒนาของไวรัสในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมาระหว่างที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

REUTERS/Denis Balibouse

วิจัยพบเว้นระยะ Pfizer เข็ม 2 นานขึ้นกระตุ้นภูมิคุ้มกันดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658777

วันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

วิจัยพบเว้นระยะ Pfizer เข็ม 2 นานขึ้นกระตุ้นภูมิคุ้มกันดีขึ้นการเว้นระยะระหว่างวัคซีน Pfizer เข็มแรกกับเข็ม 2 นานขึ้นกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการเว้นระยะสั้น

ผลการวิจัยที่นำโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษพบว่า การฉีดวัคซีนของ Pfizer เข็มแรกกับเข็มที่ 2 ห่างกันระหว่าง 8-10 สัปดาห์ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการเว้นระยะสั้นกว่านี้ และยังพบว่าระดับภูมิคุ้มกันจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากฉีดเข็มแรก

งานวิจัยชิ้นนี้ทำในบุคลากรสาธารณสุขอังกฤษ 503 คน โดย 3 ใน 4 เป็นผู้หญิง นักวิจัยได้พิจารณาระดับภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนของ Pfizer ในระยะห่างกันตั้งแต่ 3-10 สัปดาห์ พบว่าในระหว่างนั้นวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี แต่หากเว้นระยะนานกว่าจะได้ผลดีกว่า

และยังพบว่าแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing antibody) สูงกว่า 2 เท่าเมื่อเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกกับเข็มที่ 2 นาน 10 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับการเว้นระยะห่าง 3 สัปดาห์ รวมทั้งในสายพันธุ์เดลตาและสายพันธุ์ที่น่ากังวลอื่นที่ทำการทดสอบทว่าแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ต่อสายพันธุ์เดลตาจะลดลงหลังจากฉีดเข็มแรก

ซูซานนา ดันนาชี หัวหน้าทีมวิจัยเผยว่า 8 สัปดาห์คือระยะเวลาที่ดีที่สุดในแง่ของการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ครบ 2 เข็มให้เร็วที่สุดและการทิ้งระยะให้ประชาชนสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงที่สุด

ทั้งนี้ เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว อังกฤษเพิ่มระยะห่างระหว่างเข็มออกไปเป็น 12 สัปดาห์แม้ Pfizer จะเตือนว่ายังไม่มีหลักฐานสนับสนุนให้ขยายเวลาจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 3 สัปดาห์ ก่อนจะกลับมาเว้นระยะห่าง 8 สัปดาห์หลังจากสายพันธุ์เดลตาระบาดหนัก

ผอ.ศูนย์ควบคุมโรคจีนเผยฉีดวัคซีนสูตรผสม 3 ชนิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658767

วันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

ผอ.ศูนย์ควบคุมโรคจีนเผยฉีดวัคซีนสูตรผสม 3 ชนิดผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนเผยฉีดวัคซีนโควิดแล้ว 3 เข็มจากหลากหลายผู้พัฒนาในประเทศ

Global Time รายงานว่า เกา ฝู ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของจีนเผยว่าตนได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ผลิตโดยผู้พัฒนาวัคซีนจากจีนแล้ว 3 เข็ม ซึ่งแต่ละเข็มต่างชนิดและยี่ห้อ โดยไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ พร้อมยืนยันว่าเชื่อมั่นในวัคซีนจีน

เกา ฝู เผยว่าตนเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้ทดลองใช้วัคซีนที่พัฒนาในประเทศ ซึ่งได้รับวัคซีนดังกล่าวช่วงเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และขณะนี้ตนได้รับวัคซีนแล้ว 3 เข็มจากผู้ผลิตหลายราย แต่ไม่ได้ระบุถึงระยะเวลาที่แน่ชัด และไม่ได้เปิดเผยยี่ห้อของวัคซีน

อย่างไรก็ตามรายงานไม่ได้ระบุว่าเหตุใดเกา ฝู จึงต้องรับวัคซีนเข็มที่ 3 และเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองหรือไม่

นอกจากนี้ เกา ฝู ได้อธิบายถึงประสิทธิภาพของวัคซีนจีนในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ โดยระบุว่าจากการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนจากผลการทดลอง ยืนยันว่าวัคซีนจีนใช้งานได้กับโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา โดยไม่ได้ชี้แจงประสิทธิภาพที่แน่ชัด

ทั้งนี้ South China Morning Post ระบุว่าเกา ฝู เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขคนแรกของจีนที่ผลัดกันการวิจัยเกียวกับการผสมวัคซีน “เพื่อแก้ไขปัญหาที่วัคซีนในปัจจุบันมีอัตราการป้องกันไม่สูงมาก” โดยคำพูดดังกล่าวของเขาในเดือนเมษายนถูกมองว่าเป็นการยอมรับต่อสาธารณชนถึงประสิทธิภาพของวัคซีนจีน

โดยภายหลังเกา ฝูออกมาชี้แจงว่านั่นเป็นความคิดเห็นทั่วไปจากทั่วโลก ซึ่งเขากำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนระยะห่างของการรับวัคซีนแต่ละโดส รวมถึงผสมผสานเทคโนโลยีของวัคซีนแต่ละชนิดเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน

ด้านประเทศอื่นๆ อย่างเช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน ตุรกี และอินโดนีเซียแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนบูสเตอร์เป็นเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Sinopharm และ Sinovac