ลอสแองเจลิสเจอคนฉีดวัคซีนแล้วติดโควิดเพียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658768

วันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 12:00 น.

ลอสแองเจลิสเจอคนฉีดวัคซีนแล้วติดโควิดเพียบชาวเมืองลอสแองเจลิสที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วติด Covid-19 20% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

บาร์บารา เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขประจำเขตลอสแองเจลิสของสหรัฐเผยว่า ชาวเมืองลอสแองเจลิสที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วแล้วติด Covid-19 คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 หรือ 20% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่มีเพียง 11% และเตือนว่าตัวเลขในเดือนนี้จะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากการแพร่เชื้อในชุมชนอยู่ในระดับสูง

“ส่วนใหญ่ของคนฉีดวัคซีนแล้วที่ติด Covid-19 ไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย…ตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นอีกในเดือน ก.ค. จนกว่าเราจะควบคุมการแพร่ระบาดในชุมชนได้” เฟอร์เรอร์กล่าวระหว่างแถลงข่าว

ข้อมูลล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากลอสแองเจลิสกลับมาสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่ในตัวอาคารเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากการระบาดของสายพันธุ์เดลตา โดยเมื่อวันพฤหัสบดี (22 ก.ค.) มีผู้ติดเชื้อ 2,767 คน เพิ่มจากสัปดาห์ก่อนถึง 80%

อย่างไรก็ดี เฟอร์เรอร์ย้ำว่าแม้ว่าจะมีคนที่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อ แต่วัคซีนยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสู้กับไวรัส “ผู้คนรอบตัวคุณติดเชื้อมากขึ้น มันจึงเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ”

ฟิลิปปินส์สกัดเชื้อเดลตาสั่งห้ามเดินทางจากไทย-มาเลเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658769

วันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

ฟิลิปปินส์สกัดเชื้อเดลตาสั่งห้ามเดินทางจากไทย-มาเลเซียรัฐบาลฟิลิปปินส์หวั่นเชื้อเดลตา สั่งระงับการเดินทางจากประเทศไทยและมาเลเซีย

วันนี้ (23 ก.ค.) แฮร์รี โร้ก โฆษกประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เผยว่ารัฐบาลจะออกมาตรการระงับการเดินทางขาเข้าจากประเทศไทยและมาเลเซียเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 ก.ค. ไปจนถึงวันที่ 31 ก.ค.

โดยก่อนหน้านี้ฟิลิปปินส์ได้ระงับการเดินทางจาก 8 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา บังกลาเทศ เนปาล โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่สามารถแพร่ได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงอันเป็นที่น่ากังวลของทั่วโลก

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต กำลังพิจารณาปิดพรมแดนระงับการเดินทางจากทุกประเทศอีกครั้งท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศที่รุนแรง

ขณะนี้ฟิลิปปินส์พบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาในประเทศแล้ว 47 ราย โดย 3 รายเสียชีวิต ขณะที่ฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อรวมทั้งสิ้นกว่า 1.53 ล้านรายและเสียชีวิตเกือบ 27,000 ราย ซึ่งสูงเป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากอินโดนีเซีย

Photo by Ted ALJIBE / AFP

อิสราเอลพบประสิทธิภาพป้องกันติดเชื้อของ Pfizer ลดเหลือ 39% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658759

วันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 10:20 น.

อิสราเอลพบประสิทธิภาพป้องกันติดเชื้อของ Pfizer ลดเหลือ 39%ข้อมูลล่าสุดจากอิสราเอลพบประสิทธิภาพวัคซีน Pfizer ลดลงหลังจากเวลาผ่านไป

กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลเผยผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer โดยประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อลดลงเหลือ 39% ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยหนักลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 91% และการเข้ารักษาในโรงพยาบาลอยู่ที่ 88%

ขณะนี้ชาวอิสราเอลได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 5.7 ล้านคน และกว่า 5.2 ล้านคนฉีดครบ 2 เข็มแล้ว โดยในกลุ่มคนที่ฉีดครบ 2 เข็มและได้รับการปกป้องจากวัคซีนเต็มร้อยแล้ว มี 5,770 คนที่ติด Covid-19 เมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากมีการตรวจหาเชื้อ 1,152,914 ครั้ง

และในกลุ่มที่ติดนี้ 495 คนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล 334 คนเข้ารักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการหนัก และอีก 123 คนเสียชีวิต

ตัวเลขล่าสุดนี้เผยแพร่ออกมา 3 สัปดาห์หลังจาก Ynet รายงานว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer ลดลงเมื่อเจอสายพันธุ์เดลตา

อย่างไรก็ดี แม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลง แต่นายกรัฐมนตรี นาฟตาลี เบนเน็ตต์ ของอิสราเอลยังเรียกร้องให้ชาวอิสราเอลฉีดวัคซีน

“ข้อเรียกร้องของเราชัดเจน ชาวอิสราเอลทุกคนที่มีสิทธิฉีดวัคซีนต้องฉีดวัคซีน” เบนเน็ตต์กลาวระหว่างแถลงข่าว และยังบอกว่าคนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนจะทำให้ทุกคนเดือดร้อน

อิสราเอลเชื่อว่าการระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาเมื่อเร็วๆ นี้เกิดขึ้นจากความหละหลวมที่สนามบินเบนกูเรียนซึ่งเป็นช่องทางเข้าประเทศเพียงช่องทางเดียว เนื่องจากผู้คนนับพันคนเดินทางเข้าอิสราเอลโดยไม่ได้ตรวจ Covid-19 หลังเดินทางมาถึงสนามบินและไม่แยกกักตัว บวกกับช่องว่างที่เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีเสี่ยงติดเชื้อเนื่องจากยังไม่ได้รับวัคซีน

Photo by JACK GUEZ / AFP

Self-medicating ให้ประชาชนรับยามารักษาตัวเองอันตรายแค่ไหน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658730

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 19:30 น.

Self-medicating ให้ประชาชนรับยามารักษาตัวเองอันตรายแค่ไหน?ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก รวมทั้ง WHO เตือนใช้ยาต้านไวรัสเองโดยไม่มีใบสั่งแพทย์เสี่ยงเกิดเชื้อดื้อยาทำให้อาการ Covid-19 รุนแรงขึ้น

จากกรณีที่มีเสียงเรียกร้องให้ทางการไทยแจกยาให้ประชาชนใช้ยารักษาตัวเองเมื่อติด Covid-19 อาทิ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ที่ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ว่ารัฐต้องผลิตยาฟาวิพิราเวียร์แจกประชาชน

และดราม่าผู้ประกาศข่าวในเรื่องเดียวกันนี้ที่ทำให้ พญ.นงนลินี จัยสิน ต้องออกมาบอกว่า “…ถ้าการรักษามันง่ายแบบเอายาสักวิเศษสักตัวไล่แจกคนไข้แล้วหายได้ หมอทุกคนคงไม่เหนื่อย แต่สิ่งที่ทุกคนเหนื่อยต้องมาคัดกรองคนไข้แยกสี แยกแนวทางรักษา….เพราะกลัวคนไข้สีเขียวที่ได้ยาเร็วแล้วดื้อยา กลัวยากินเองไม่ครบโดสยิ่งดื้อมาก และกลัวเชื้อกลายพันธุ์เช่นที่อินเดียอังกฤษแจกยาคนไข้กินเอง”

และอีกโพสต์หนึ่ง พญ.นงนลินี บอกว่า “ถ้ารักษาคนไข้หนักกันเอาเอง เราก็จะเหมือนอังกฤษ ที่ช่วงนึงคนตายเยอะมากเพราะแจกยาต้านไวรัสและสเตียรอยด์ ผลที่ตามมาคือได้พันธุ์ไวรัสเป็นของตัวเอง”

แม้ว่าการรักษาอาการป่วยด้วยตัวเอง หรือ Self-Medicating ในช่วงที่ Covid-19 ระบาดหนักสามารถลดภาระของบุคลากรทาการแพทย์ได้ แต่การขาดความรู้ว่าความใจในการใช้ยาอาจนำมาสู่การใช้ยาเกินขนาดจนเชื้อดื้อยา

อันที่จริงมีการใช้ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) อาทิ สเตียรอยด์ ยาต้านปรสิตอย่างไอเวอร์เมกติน (Ivermectin) หรือยาต้านไวรัสอย่างฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) และเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ในผู้ป่วย Covid-19 อย่างแพร่หลายในหลายประเทศ

งานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ของศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติของสหรัฐ (NCBI) ระบุว่า มีรายงานว่า 68.9% ของผู้ป่วย Covid-19 ใช้ยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะอะซิโทรมัยซิน (azithromycin) และเซฟไตรอะโซน (ceftriaxone) ก่อนเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และกินยาด้วยตัวเองอยู่ที่ 33%

หลายประเทศ อาทิ บราซิล โบลิเวีย เปรู แอฟริกาใต้ และสหรัฐ มีการใช้ Ivermectin ที่ใช้รักษาโรคพยาธิตาบอดที่เกิดจากแมลงวัน ทั้งโดยแพทย์และผู้ป่วย Self-Medicating โดยในสหรัฐ SingleCare ผู้จัดจำหน่ายยาตามใบสั่งแพทย์เผยว่า ระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ.ปีนี้ มีใบสั่งยา Ivermectin ถึง 817 ใบ ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วมีเพียง 92 ใบเท่านั้น

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผลการศึกษาที่บอกว่ายานี้สามารถฆ่า Covid-19 ในหลอดทดลองในห้องปฏิบัติการแต่ยังเป็นการศึกษาเล็กๆ เท่านั้น และต้องใช้ยาในปริมาณมากกว่าปกติ และยังเร็วเกินไปที่จะแนะนำให้ใช้กับผู้ป่วย Covid-19

ส่วนในออสเตรเลียมีข้อมูลว่าผู้ป่วย Covid-19 ที่ใช้ยาปฏิชีวนะรักษาตัวเองราว 19.5%

เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนา อาทิ อินเดีย ที่ประชาชนใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน (hydroxychloroquine) และคลอโรควิน (chloroquine) รวมทั้งสเตียรอยด์โดยไม่มีใบสั่งแพทย์เพื่อป้องกัน Covid-19 อย่างแพร่หลาย

ในกรณีของอินเดียนั้น เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโควิด-19 มากเกินไปจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาหรือ superbug เสมือนเป็นการเติมน้ำมันลงกองไปในขณะที่อินเดียกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 หนักอยู่แล้ว

โดยในขณะนั้นผู้ป่วยในอินเดียได้รับยาปฏิชีวินะที่รุนแรงอย่างเช่น azithromycin และ doxycycline แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) จะไม่แนะนำให้ใช้หรือใช้ในกรณีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

นอกจากนี้สภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดียแนะนำให้ใช้ยา ivermectin และ hydroxychloroquine เป็นยาทางเลือกในการรักษาโควิด-19 ขณะที่องค์การอนามัยโลกชี้ว่ายังไม่มีหลักฐานมากพอว่าควรใช้

แต่ด้วยความขาดแคลนยาและมีผู้ป่วยจำนวนมากจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้ยาเหล่านั้น ซึ่ง Kamini Walia นักจุลชีววิทยาของสภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดียชี้ว่า “ความกลัวว่าจะไม่สามารถรักษาผู้ป่วยและการขาดแคลนยารักษาโควิด-19 โดยเฉพาะนำไปสู่การใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาด”

นิตยสาร Infection And Drug Resistance ซึ่งเผยแพร่ในเดือนเดียวกันนั้นทีมนักวิจัยในอินเดียได้วิเคราะห์ผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 17,534 คนที่รักษาตัวในโรงพยาบาล 10 แห่ง พบว่าผู้ป่วย 640 คนมีการติดเชื้อทุติยภูมิ (secondary microbrial infection) หรือการติดเชื้ออื่นนอกเหนือจากโควิด-19 ซึ่งส่วนใหญ่ติดเชื้อในโรงพยาบาล

โดยเชื้อดื้อยาที่รุนแรงอย่างเช่น K.pneumoniae และ A.baumannii ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ติดเชื้อทุติยภูมิ

ทั้งนี้ อินเดียใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อลดอาการอักเสบของปอด ขณะเดียวกันมันส่งผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีแนวโน้มติดเชื้อดื้อยามากขึ้น

รวมถึงประชาชนบางคนซื้อยากินเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อดื้อยาได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งที่น่ากังวลอย่างมากในอินเดียคือเชื้อราดำ (Mucormycosis) ซึ่งผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งอินเดีย (AIIMS) ระบุว่าการใช้สเตียรอยด์โดยผิดวิธีก็เป็นสาเหตุสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการติดเชื้อเช่นกัน รวมถึงเชื้อราขาวและเชื้อราเหลืองซึ่งเกิดจากการได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

ต่อมาในเดือนมิ.ย. กระทรวงสาธารณสุขอินเดียได้ประกาศเลิกใช้ยา ivermectin, hydroxychloroquine, doxycycline, zinc และวิตามินในการรักษาโควิด-19 ทุกกรณี

โดยอนุญาตให้ใช้ remdesivir สำหรับกรณีฉุกเฉินในผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงหนัก สำหรับผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการหรือมีอาการเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องใช้ยาใดๆ แต่ให้สังเกตอาการ วัดไข้ และวัดระดับออกซิเจน

ขณะที่ได้มีการอนุมัติใช้ 2-deoxy-D-glucose หรือ 2-DG ยารักษาโควิด-19 ที่ผลิตเองสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดการพึ่งพาออกซิเจนช่วยหายใจ แม้ว่าในตอนนั้นจะถูกวิพากษ์วิจารณ์และกังวลถึงความปลอดภัยเนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลการทดลองในมนุษย์มากพอว่าสามารถรักษาอาการป่วยได้เพียงใด

ด้วยความที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะกันอย่างแพร่หลาย ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนว่าการใช้วิธีรักษาตัวเองอยู่ที่บ้านของผู้ป่วย Covid-19 อาจนำมาสู่การใช้ยาเกินขนาด เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และอาจเกิดเชื้อดื้อยาดังที่ พญ.นงนลินี จัยสิน กังวลว่าจะเกิดกับประเทศไทย

องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ประกาศว่า การใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควินและคลอโรควินในผู้ป่วย Covid-19 ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางไม่ปลอดภัย โดยอ้างอิงข้อมูลจากดัชนีการรักษาผู้ป่วย Covid-19 ในประเทศ

เช่นเดียวกับที่กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษออกคำเตือนว่า ควรใช้เดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) เฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหนักเท่านั้น ไม่ควรใช้ในกรณี Self-Medicating ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง เนื่องจากปัญหาเรื่องความปลอดภัยของยาชนิดนี้

ด้าน เทดรอส อัดฮานอม กรีเบเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกเตือนว่า การใช้ยาปฏิชีวนะกับผู้ป่วย Covid-19 เกินความจำเป็นจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา และในท้ายที่สุดจะนำมาสู่การเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในช่วงการระบาดและหลังจากนั้น และเผยอีกว่า มีผู้ป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดตามมา

คำแนะนำขององค์การอนามัยโลกสำหรับ Self-Medicating คือ ต้องทำภายใต้การควบคุมที่เหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่รายได้ต่ำถึงปานกลางซึ่งกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และมักจะมีมาตรฐานการศึกษาต่ำ และมีสถานบริการสาธารณสุขไม่เพียงพอโดยเฉพาะในช่วงที่ Covid-19 ระบาด

บรรดาแพทย์ในอินเดียซึ่งประสบปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นต่างก็ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยซื้อยามาทานเอง

แพทย์จากสถาบันเพื่อการศึกษาและการวิจัยทางการแพทย์ของอินเดีย (PGIMER) เตือนว่า การใช้ยาต้านไวรัส สเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะโดยไม่ปรึกษาแพทย์อาจทำให้อาการป่วย Covid-19 รุนแรงขึ้น

ศาสตราจารย์ จีดี ปุริ หัวหน้าฝ่ายวิสัญญีและผู้ป่วยวิกฤตเผยว่า ยาบางชนิด อาทิ สเตียรอยด์ และการใช้เรมเดซิเวียร์ โทลิซูแมบ (Tocilizumab) และอิโตลิซูแมบ (Itolizumab) โดยไม่จำเป็นอาจเป็นอันตราย แทนที่จะช่วยผู้ป่วยแต่ยาพวกนี้อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น

ศาสตราจารย์ปุริเผยอีกว่า สเตียรอยด์สามารถทำให้เชื้อไวรัสในร่างกายเพิ่มขึ้น และหากได้รับหลังจากติดเชื้อในช่วงแรกจะเพิ่มความรุนแรงของความเสียหายที่เกิดจากไวรัส เวลาที่ถูกต้องในการใช้สเตียรอยด์คือ หลังจากเชื้อไวรัสหยุดแบ่งตัวในร่างกายผู้ป่วยแล้ว

การศึกษาของ PGIMER พบว่า หากให้สเตียรอยด์ก่อนที่เชื้อไวรัสจะหยุดแบ่งตัวจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตหรือทำให้อาการรุนแรงขึ้น โดยควรหลีกเลี่ยงการใช้สเตียรอยด์ในช่วงสัปดาห์แรกของการติดเชื้อ

ในขณะที่การเกิดภาวะเชื้อดื้อยา ซึ่งองค์การอนามัยโลกประกาศว่าเป็น 1 ใน 10 ภัยคุกคามด้านสาธารณสุขของมนุษย์ชาติ จะมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยคือ เพิ่มอัตราการเสียชีวิตซึ่งการคาดการณ์ในแง่ร้ายพบว่าภายในปี 2050 จะมีผู้เสียชีวิตจากภาวะเชื้อดื้อยาราว 10 ล้านคน

ภาวะเชื้อดื้อยายังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในกรณีมีการเกิดเชื้อดื้อยาจำนวนมากธนาคารโลกประเมินไว้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขโลกอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และจีดีพีจะลดลง 3.8% หรือ 6.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2050

โดยสรุปก็คือ สเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะ ไอเวอร์เมกติน ฟาวิพิราเวียร์ เรมเดซิเวียร์ เป็นต้น เป็นยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์และต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เนื่องจากมีทั้งความเสี่ยงและประโยชน์

จีนปัดร่วมมืออนามัยโลกตรวจสอบต้นตอโควิดครั้งที่ 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658735

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 18:20 น.

จีนปัดร่วมมืออนามัยโลกตรวจสอบต้นตอโควิดครั้งที่ 2จีนปฏิเสธให้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกในการสืบหาต้นตอโควิด-19 ในประเทศอีกครั้ง

เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 22 ก.ค. จีนปฏิเสธให้ความร่วมมือในการตรวจสอบห้องปฏิบัติการในประเทศเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสืบหาต้นตอโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก

โดยเจิ้ง อี้ซิน รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนระบุว่าตนตกใจมากเมื่อทราบข้อเสนอดังกล่าวขององค์การอนามัยโลกและสมมติฐานที่ว่าเชื้อไวรัสรั่วไหลออกมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่น โดยมองว่าไม่เคารพต่อสามัญสำนึกและขัดแย้งกับหลักวิทยาศาสตร์

พร้อมเรียกร้องให้องค์การอนามัยโลกดำเนินการสืบหาต้นตอของโควิด-19 ตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างโปร่งใสโดยปราศจากการแทรกแซงและจุดยืนทางการเมือง

นอกจากนี้หยวน จื้อหมิง ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางชีวภาพแห่งชาติ สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นยืนยันว่าเชื้อไวรัสไม่ได้รั่วไหลจากห้องปฏิบัติอย่างแน่นอน และไม่มีทีมงานคนใดติดเชื้อนับตั้งแต่ห้องปฏิบัติการเปิดทำการในปี 2018

ขณะที่เตโวโดรส อัดฮาโนม อธิบดีองค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้จีนให้ความร่วมมือในการตรวจสอบครั้งนี้อันเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนว่าโรคที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4 ล้านคนทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบในอู่ฮั่นมาครั้งหนึ่งแล้วในเดือนม.ค. โดยผลการศึกษาครั้งนั้นระบุว่าาสมมติฐานที่ว่าไวรัสอาจรั่วไหลมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่นนั้นไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง และชี้ว่าเชื้อไวรัสอาจแพร่จากค้างคาวไปยังสัตว์อีกชนิดหนึ่งก่อนที่จะแพร่ระบาดในมนุษย์

ขณะที่สหรัฐเรียกร้องให้มีการตรวจสอบห้องปฏิบัติการในจีนอีกครั้งอย่างโปร่งใส เพื่อศึกษาถึงต้นตอของไวรัสโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ด้านทางการจีนก็เรียกร้องให้มีการสืบหาต้นตอของโควิด-19 ในสหรัฐเช่นเดียวกัน

Photo by Hector RETAMAL / AFP

ไบเดนเผยเด็กอายุต่ำกว่า 12 จะได้รับวัคซีนเร็วๆ นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658714

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

ไบเดนเผยเด็กอายุต่ำกว่า 12 จะได้รับวัคซีนเร็วๆ นี้เด็กอเมริกันอายุต่ำกว่า 12 ปีจะได้รับวัคซีนภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐประกาศว่าเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีในสหรัฐจะได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ในไม่ช้า ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรืออย่างเร็วคือช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

หลังจากที่สัปดาห์ก่อนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) กล่าวว่าการอนุมัติวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กอาจเกิดขึ้นช่วงสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า

ปัจจุบันผู้ผลิตวัคซีนทั้ง Pfizer, Moderna และ Johnson & Johnson ที่ใช้ในสหรัฐยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้กับเด็กอายุ 12 ปี แต่ผู้ผลิตวัคซีนได้เริ่มทำการทดลองเพื่อประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนในเด็กแล้ว ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในช่วงประมาณเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน

ไบเดนกล่าวเพิ่มเติมว่ายังไม่ทราบวันที่แน่ชัดแต่อย่างไรก็ตามการตัดสินในขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC)

ทั้งนี้ สหรัฐได้อนุมัติวัคซีน Pfizer สำหรับเด็กอายุระหว่าง 12 ถึง 15 ปีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ได้ในผู้ที่อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป

ขณะเดียวกันไบเดนยังได้เรียกร้องให้ชาวอเมริกันทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

ส่งผลให้ผู้ป่วยโควิด-19 ในสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ถึง 60,838 รายวานนี้ (21 ก.ค.) ขณะที่ผู้ป่วยรายวันโดยเฉลี่ยรอบสัปดาห์นี้อยู่ที่กว่า 40,000 ราย

ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ชี้ว่ามีชาวอเมริกันเพียง 56.2% เท่านั้นที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส

Photo by SAUL LOEB / AFP

อินเดียพบผู้ป่วย ‘ราดำมรณะ’ กว่า 4 หมื่นคน ตายกว่า 4 พัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658697

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

 อินเดียพบผู้ป่วย 'ราดำมรณะ' กว่า 4 หมื่นคน ตายกว่า 4 พันอินเดียรายงานผู้ป่วยราดำมรณะผลพวงโควิด-19 กว่า 45,000 คน

หลังจากที่อินเดียเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนักโดยมีผู้ป่วยวันละหลายแสนคนเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อินเดียต้องเผชิญกับการระบาดของเชื้อราดำ (Mucormycosis) โดยหลายรัฐพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อราตัวนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งราวร้อยละ 84.4 มีประวัติป่วยด้วยโรคโควิด-19

ล่าสุด สื่อท้องถิ่นอินเดีย Hindustan Times รายงานว่ามันสุข มัณฑวิยา (Mansukh Mandaviya) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อราดำในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีจำนวนมากถึง 45,432 ราย โดยในจำนวนนี้มี 4,252 รายเสียชีวิต และ 21,085 ยังอยู่ในโรงพยาบาล

โดยรัฐที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือมหาราษฏระและคุชราต ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 1,785 รายจากเชื้อราดำ

ขณะที่ BBC รายงานว่าจำนวนผู้ติดเชื้อราดำในอินเดียอยู่ที่ 45,374 รายและเสียชีวิตกว่า 4,300 ราย

ดร.รากูราช เฮกเด (Raghuraj Hegde) ศัลยแพทย์ในบังกาลอร์ซึ่งรักษาผู้ป่วยเชื้อราดำจำนวนมากกล่าวกับ BBC ว่าในความเป็นจริงแล้วมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวจำนวนมากกว่านี้ แต่เนื่่องจากการวินิจฉัยในโรงพยาบาลขนาดเล็กหรือในพื้นที่ชนบทนั้นทำได้ยาก และมีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยที่ถูกส่งตัวถึงโรงพยาบาลในเมืองใหญ่

ราดำคืออะไร เกี่ยวอะไรกับโควิด?

ทั้งนี้ โรคดังกล่าวไม่ใช่โรคใหม่ โดยเชื้อราเหล่านี้มีอยู่ในธรรมชาติโดยเฉพาะในดินและในอินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อย เช่น ใบไม้ ปุ๋ยหมัก ผักผลไม้เน่าเปื่อย และซากไม้

โดยเชื้อราจะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยการสูดหายใจเข้าไป หรือกลืนนสปอร์ของเชื้อราไปพร้อมกับอาหาร หรือปนเปื้อนในบาดแผล แต่หากผู้ที่มีร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงดีก็จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้

แต่มันเป็นเชื้อราฉวยโอกาสมักเกิดในกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอและมักพบร่วมกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง เบาหวาน หรือผู้ที่มีภูิมคุ้มกันไม่แข็งแรง ซึ่งเป็นภาวะการติดเชื้อราที่ลุกลามรวดเร็วและมีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 50 ถึง 100

การติดเชื้อราดำมักพบบริเวณโพรงจมูกและอาจลามขึ้นตา สมอง หรือปอดซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งอินเดีย (AIIMS) ระบุว่าการใช้สเตียรอยด์วิธีก็เป็นสาเหตุสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการติดเชื้อ Mucormycosis รวมถึงการใช้สเตียรอยด์ในการรักษาโรคโควิด-19

ซึ่งมีผลต่อภูมิคุ้มกันระดับน้ำตาลในเลือดทั้งในผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่เป็นเบาหวาน ซึ่งแพทย์คาดว่าภูมิคุ้มกันที่ลดลงนี้อาจทำให้เกิดภาวะการติดเชื้อราดำได้

นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ปอดและภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงหรือเชื้อราก็จะสามารถเจริญเติบโตได้ดี โดยพบว่าเชื้อราดังกล่าวมักเกิดขึ้น 12-18 วันหลังจากฟื้นตัวจากโควิด

โดยก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบผู้ติดเชื้อราดำโดยเฉลี่ยเพียง 20 รายต่อปี แต่มีเยอะขึ้นเพราะโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในอินเดียโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน แต่ค่อยๆ ลดลงในเวลาต่อมา

Photo by Prakash SINGH / AFP

Bitcoin รีบาวด์หลัง อีลอน มัสก์ อาจกลับมารับชำระTesla อีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658688

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 12:15 น.

Bitcoin รีบาวด์หลัง อีลอน มัสก์ อาจกลับมารับชำระTesla อีกครั้งBitcoin รีบาวด์กลับมาแตะ 32,000 เหรียญสหรัฐ เพราะ อีลอน มัสก์ บอกว่าอาจรับชำระ Tesla อีกครั้ง

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชื่อดังเผยระหว่างงานประชุมทางไกลเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี B Word ว่า เป็นไปได้ว่า Tesla อาจจะกลับมารับชำระค่ารถยนต์ไฟฟ้าด้วย Bitcoin อีกครั้ง

เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมามัสก์เคยบอกว่าจะไม่รับชำระค่ารถยนต์ Tesla ด้วย Bitcoin แล้ว เนื่องจากกังวลว่าการทำเหมืองขุด Bitcoin จะกระทบกับสิ่งแวดล้อม เพราะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานฟอสซิลจำนวนมาก หลังจากประกาศว่ารับชำระด้วย Bitcoin ไม่ถึง 2 เดือน

มัสก์เผยอีกว่า กำลังศึกษาการใช้พลังงานฟอสซิลในการทำเหมือง Bitcoin “ผมต้องการเวลาตรวจสอบอีกเล็กน้อยว่าเปอร์เซ็นต์ของพลังงานหมุนเวียนที่นำมาใช้อยู่ที่ 50% หรือมากกว่า และมีแนวโน้มว่าตัวเลขนั้นจะเพิ่มขึ้น และหากเป็นเช่นนั้น Tesla จะกลับมารับ Bitcoin”

เจ้าพ่อ Tesla ยังกล่าวอีกว่า นอกจาก Tesla จะถือ Bitcoin แล้ว บริษัท SpaceX ก็ถือด้วยซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มัสก์เปิดเผยว่า SpaceX ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลนี้ และตัวเขาเองยังถือ Bitcoin และคริปโตสกุลอื่นอย่าง Ethereum และ Dogecoin ด้วย

มัสก์ยังใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อกล่าวหาที่ว่าเขาปั่นราคาคริปโตให้สูงขึ้นแล้วเทขายว่า “ผมอาจจะปั่น แต่ผมไม่ได้เทขาย…ผมไม่เคยเชื่อเรื่องการปั่นราคาให้สูงแล้วขาย…ผมต้องการเห็น Bitcoin ประสบความสำเร็จ”

ปรากฏว่าหลังจากนั้นราคา Bitcoin ก็กลับมาแตะระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ในจุดหนึ่งนั้นมีการซื้อขาย Bitcoin ที่ 32,800 เหรียญสหรัฐ หรือพุ่งขึ้นมากกว่า 10% ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ก่อนจะกลับลงมาอยู่ที่ 31,952 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 6% ส่วน Ethereum เพิ่มขึ้น 10.6% มาอยู่ที่ 1,979 เหรียญสหรัฐ

เวียดนามผลิตวัคซีน Sputnik V สำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658684

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

เวียดนามผลิตวัคซีน Sputnik V สำเร็จเวียดนามผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 Sputnik V รุ่นทดลองสำเร็จ เตรียมส่งให้รัสเซียตรวจสอบคุณภาพ

บริษัท Vabioteh ของเวียดนามผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 Sputnik V ของรัสเซียรุ่นทดลองสำเร็จแล้วและเตรียมส่งไปยังสถาบันกามาเลยาของรัสเซียเพื่อตรวจสอบคุณภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติรัสเซีย

บริษัทผู้ผลิตในเวียดนามเผยว่าวัคซีน Sputnik V ที่ผลิตเองในเวียดนามล็อตแรกจำนวน 30,000 โดสจะพร้อมใช้งานภายใน 30 วัน โดยคาดว่าหลังจากนี้จะมีกำลังการผลิต 5 ล้านโดสต่อเดือน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเวียดนามบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการถ่ายโอนเทคโนโลยีสำหรับผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 จากรัสเซีย รวมถึงวัคซีนชนิด mRNA จากสหรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านวัคซีนของประเทศ และเพื่อให้ชาวเวียดนามสามารถเข้าถึงวัคซีน

ขณะนี้เวียดนามกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งเลวร้ายที่สุดโดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลในการจัดหาและเร่งฉีดวัคซีน

ซึ่งได้ฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนไปแล้วกว่า 4.3 ล้านโดส โดยมีผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วอยู่ที่ประมาณ 318,000 รายจากประชากรทั้งหมด 98 ล้านคน

กระทรวงสาธารณสุขรัสเซียเผยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันวานนี้ (21 ก.ค.) อยู่ที่ 5,357 รายเพิ่มขึ้นจาก 4,795 รายในวันก่อนหน้า ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศอยู่ที่ 68,177 รายและเสียชีวิต 370 ราย

Photo by SAID KHATIB / AFP

นายกฯญี่ปุ่นเตรียมพบซีอีโอ Pfizer ขอให้ส่งวัคซีนเร็วขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658683

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 11:00 น.

นายกฯญี่ปุ่นเตรียมพบซีอีโอ Pfizer ขอให้ส่งวัคซีนเร็วขึ้นผู้นำญี่ปุ่นเตรียมหารือกับซีอีโอ Pfizer ขอให้ส่งวัคซีน 20 ล้านโดสเร็วขึ้น

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างสื่อท้องถิ่นว่า นายกรัฐมนตรี โยชิฮิเดะ สุงะ ของญี่ปุ่น เตรียมเจรจาโดยตรงกับซีอีโอของ Pfizer อย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้เพื่อให้ทางบริษัทส่งมอบวัคซีน 20 ล้านโดสเร็วขึ้น

แหล่งข่าวในรัฐบาลเผยว่า สุงะมีกำหนดจะเข้าพบกับซีอีโอของ Pfizer แบบตัวต่อตัวในกรุงโตเกียว