วิจัยชี้ Pfizer-AstraZeneca 2 เข็มสู้เดลตาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658680

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 10:31 น.

วิจัยชี้ Pfizer-AstraZeneca 2 เข็มสู้เดลตาได้วัคซีนของ Pfizer หรือ AstraZeneca ครบ 2 เข็มมีประสิทธิภาพสู้เดลตาได้ดีเกือบเท่าอัลฟา  

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine เมื่อวันพุธ (21 ก.ค.) พบว่า วัคซีนของ Pfizer-BioNTech หรือ AstraZeneca ครบ 2 เข็มมีประสิทธิภาพในการป้องกัน Covid-19 สายพันธุ์เดลตาได้ใกล้เคียงกับที่ป้องกันสายพันธุ์อัลฟาที่ระบาดก่อนหน้านี้

แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะเผยว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพสูงต่อสายพันธุ์เดลตาซึ่งกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดไปทั่วโลก แต่งานวิจัยย้ำว่าวัคซีนเพียงเข็มเดียวยังไม่เพียงพอต่อการปกป้อง

งานวิจัยล่าสุดนี้เป็นการยืนยันสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) เปิดเผยเมื่อเดือน พ.ค.เกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนของ Pfizer-BioNTech และของ AstraZeneca จากการใช้งานจริง

การศึกษาพบว่า วัคซีนของ Pfizer-BioNTech 2 เข็มป้องกันการป่วยจากเชื้อสายพันธุ์เดลตาแบบแสดงอาการได้ 88% เมื่อเทียบกับการป้องกันสายพันธุ์อัลฟาที่อยู่ที่ 93.7% ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานก่อนหน้านี้

ส่วนวัคซีนของ AstraZeneca 2 เข็มมีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์เดลตา 67% เพิ่มขึ้นจากรายงานก่อนหน้าที่ระบุว่ามีประสิทธิภาพ 60% และมีประสิทธิภาพ 74.5% ต่อสายพันธุ์อัลฟา เมื่อเทียบกับรายงานก่อนหน้าที่ 66%

นักวิจัยของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า “มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์เดลตาเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟา

ขณะที่ข้อมูลของอิสราเอลประเมินว่าวัคซีนของ Pfizer มีประสิทธิภาพลดลงในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงยังสูง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษระบุว่าวัคซีนของทั้ง Pfizer-BioNTech และ AstraZeneca เข็มแรกป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาแบบแสดงอาการได้ราว 33% แต่ผลการวิจัยฉบับเต็มที่เผยแพร่เมื่อวันพุธพบว่า วัคซีนของ Pfizer-BioNTech เข็มเดียวมีประสิทธิภาพ 36% และวัคซีนของ AstraZeneca เข็มเดียวมีประสิทธิภาพราว 30%

มาเลย์มองไทย วัคซีนของเพื่อนบ้านทำไมถึงดีกว่า? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658641

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 20:12 น.

มาเลย์มองไทย วัคซีนของเพื่อนบ้านทำไมถึงดีกว่า?มาเลย์ไม่มั่นใจ Pfizer-ไทยด้อยค่า Sinovac อีกมุมมองหนึ่งเกี่ยวกับการใช้วัคซีนของสองประเทศ ขณะที่ไทยเรียกหา Pfizer และบ่ายเบี่ยง Sinovac ที่มาเลเซียมีบางคนเห็นตรงกันข้าม

คงจำกันได้ที่ผู้เขียนเขียนเรื่อง “เมื่อคนสิงคโปร์แก้ต่างให้ไทย แต่คนไทยขอขับเคลื่อนด้วยการด่า” โดยยกข้อมูลเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac (คือ CoronaVac) จำนวน 2 โดส ติดเชื้อจำนวน 618 จาก 677,348 คน ซึ่งคนสิงคโปร์ชี้ว่าสัดส่วนนี้น้อยมากแค่ 0.1% เท่านั้น แต่ในไทยเรากลับไม่ได้ดูที่สัดส่วนแบบนี้โดยดูที่ตัวเลขลุ่นๆ คือ 618 เมื่อเห็นหกร้อยกว่าคนก็คิดว่ามันมากแล้ว การอ่านข้อมูลแบบนี้ทำให้กระแสโจตีวัคซีนของ Sinovac ยิ่งหนักขึ้น

ผู้เขียนไม่ได้เชียร์หรือด้อยค่าวัคซีนตัวไหนเป็นพิเศษ ในเวลานี้ขอให้รัฐบาลจัดสรรและฉีดให้ครอบคลุมก็พอ ปัญหาที่ใหญ่กว่าการซื้อวัคซีนของจีนหรือของตะวันตกก็คือหรือที่ไทยผลิตเองก็คือมันมีจำนวนไม่พอและรัฐบาลบริหารวัคซีนได้แย่ อย่างที่หลายคนบอกว่า “แทงม้าตัวเดียว” คือหวังพึ่งแต่วัคซีนตัวสองตัว แถมยังยักไว้ในปริมาณที่น้อยเกินไปด้วย

เมื่อรัฐบาลทำให้เกิดสถานการณ์แบบนั้น ผู้คนจึงตำหนิและขับไล่ แต่ไม่ใช่เหตุที่จะไม่ฉีดวัคซีนที่มีในตอนนี้คือของ Sinovac การที่บางคนในไทยพ่วงการโจมตีรัฐบาลโดยด้อยค่าวัคซีนที่รัฐบาลเลือก เท่ากับปลุกกระแสต่อต้านและกลัววัคซีนไปพร้อมๆ กัน การทำแบบนี้ทำให้คนยิ่งติดเชื้อมาก สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือบอกให้รีบฉีดไปก่อน เมื่อวัคซีนที่ถูกใจมาถึงค่อยใช้บูสเตอร์ในภายหลังได้

ปัญหาในไทยตอนนี้ก็คือ โจมตีรัฐบาลทำให้เกิดกระแส Anti-vaccine ด้วยซึ่งเป็นเกมส์อันตรายและใช้คนเป็นเบี้ยหมากในทางการเมือง วิธีที่ดีที่สุดคือการโจมตีรัฐบาลที่มีนโยบายวัคซีนที่ล้มเหลว แต่จะต้องไม่ด้อยค่าวัคซีนที่พอหาได้ในตอนนี้ การด้อยค่าวัคซีนทีมีตอนนี้ทำให้คนกลัววัคซีนมากกว่ากลัวติดโควิด ผลก็คือคนติดโควิดมากและตายมาก

ถ้าจะวิพากษ์วัคซีนที่รัฐบาลพอจะสั่งมาได้ได้ก็ควรเทียบแบบคนสิงโปร์ คือใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่อารมณ์

มาเลเซียก็มีการถกเถียงกันเรื่องสถิติของบุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac เหมือนกันและเซอร์ไพรส์ที่คนมาเลเซียจำนวนหนึ่งคิดเหมือนคนสิงคโปร์ในเรื่องนี้แต่ยังขยายต่อโดยเทียบระหว่างบุคลากรแพทย์ของไทยกับมาเลเซียด้วยที่รับวัคซีนคนละตัว และผลลัพธ์ก็ต่างกัน

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมหรือไล่ๆ กับที่ไทยเปิดเผยตัวเลขบุคคลากรแพย์ที่ติดเชื้อหลังจากฉีด Sinovac มีการถกเถียงกันในประเด็นนี้ในกลุ่มติดตามโควิดของมาเลเซียโดยยกตัวอย่างว่า “ประเทศไทย – เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 677,348 คนได้รับวัคซีน Sinovac ครบถ้วนแล้ว ติดเชื้อโควิด 618 ราย = 0.091%—–VS—มาเลเซีย – บุคลากรทางการแพทย์ 245,932 คนได้รับวัคซีน Pfizer ครบถ้วนแล้วผู้ติดเชื้อ 3,106 ราย = 1.26%”

สรุปสั้นๆ ก็คือบุคลากรแพทย์ไทยฉีด Sinovac แต่ติดเชื้อ 0.091% ส่วนบุคลากรแพทย์มาเลเซียฉีด Pfizer ติดเชื้อ1.26% หรือ อัตราการติดเชื้อระหว่างบุคลากรแพทย์ในมาเลเซียกับไทยต่างกันถึง 14 เท่า (1.26/0.091) โดยมาเลเซียสูงกว่า 14 เท่านนั่นเอง เทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์แบบนี้คงชัดเจนมากขึ้น

ในกลุ่มนี้มีการถกเถียงประเด็นนี้มีความหนึ่งที่น่าสนใจแม้จะไม่ใช่ความเห็นของคนเด่นคนดัง แต่ก็ตรงกับวิธีคิดของผู้เขียน ความเห็นนี้ (ชื่อ Francis Phang) บอกว่า “สิ่งสำคัญคือต้องฉีดวัคซีนไม่ว่ายี่ห้ออะไร พวกมันทั้งหมดทำงานได้ดี แต่ทำงานได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลตัวเองดีเพียงใดเพื่อหลีกเลี่ยงสายพันธุ์ต่างๆ ของโควิด-19”

ที่พูดแบบนี้กันก็เพราะมาเลเซียนั้นได้ Pfizer มาถึง 44.8 ล้านโดส แต่ปรากฏว่ามีกระแสกังขามันและต้องการจะฉีด Sinovac เสียอยางนั้น ซึ่งกลับตาลปัตรกับประเทศไทย!

(ทั้งนี้ Pfizer ล็อตแรกที่ส่งมายังมาเลเซียสงวนไว้สำหรับแนวหน้า ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กองทัพ โดยเริ่มฉีดเดือนกุมภาพันธ์)

ตัน สรี ดร.นูร์ ฮิชัม อับดุลลอห์ อธิบดีกรมสุขภาพของมาเลเซียยังถึงกับบอก (หลังเผยตัวเลขบุคลากรแพทย์ที่ติดเชื้อถึง 3,106 ราย) ว่า “มีช่วงหนึ่ง หลายคนไม่พอใจกับทวีตของผม เมื่อผมพูดถึงจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีนครบแล้ว ถูกต้อง คุณยังสามารถติดเชื้อได้หลังจากฉีดวัคซีนครบแล้ว แต่ไม่เท่ากับที่มีรุนแรงโดยต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลและเสียชีวิตน้อยกว่า”

ไม่ว่าใครก็ตามต่างก็พยายามจะบอกว่าวัคซีนของที่ตัวเองมีอยู่นั้นมีผลน่าพอใจแล้ว เช่น รายนงานข่าวเรื่องทางการมาเลเซียเองก็บอกว่ามีบุคลากรแพทย์ที่ได้รับวัคซีนสองโดสแล้ว “ติดแค่เล็กน้อย” ซึ่งว่ากันตามสถิติแล้ว 1.26% ก็ยังถือว่าไม่สูงมากจริงๆ

สิ่งที่เลวร้ายกว่าการเชียร์วัคซีนก็คือการไปด้อยค่าวัคซีนอื่น เพราะไม่ใช่ทุกประเทศที่จะนำเข้าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีกว่าได้ จะขอยกตัวอยางกรณีของสำนักข่าว The New York Times เรื่อง “พวกเขาอาศัยวัคซีนจีน ตอนนี้พวกเขากำลังต่อสู้กับการระบาด” เมื่อโพสต์ข่าวในเฟซบุ๊ค แทนที่ผู้อ่านจะโจมตีวัคซีนจีนกลับโจมตีคนรายงานข่าวนี้

ความเห็นที่มีผู้ไลค์มากที่สุด Roxana Nassiri บอกว่า “ประเทศที่ยากจนส่วนใหญ่พึ่งพาวัคซีนจากจีน มันคือสิ่งที่พวกเขาควรทำเมื่อประเทศร่ำรวยสะสมวัคซีนที่ดีที่สุดเอาไว้ให้ตัวเอง คุณพยายามอย่างเต็มที่เพื่อควบคุมการติดเชื้อด้วยสิ่งที่คุณมีอยู่ในมือ”

อีกคน Jackie Orio บอกว่า “ลองเขียนบทความใหม่เป็น “วัคซีนที่พวกหามาเอาไหม? ผมแน่ใจว่าหากแบรนด์อื่นๆ มีจำหน่ายในประเทศเหล่านี้ พวกเขาจะรับมันไว้”

ดูเหมือนว่าชาวโลกที่มีเหตุมีผลจะคิดคล้ายๆ กันว่า “ได้อะไรมาก็รีบฉีดกันตายเอาไว้ก่อน” ส่วนรัฐบาลวางแผนพลาดเรื่องวัคซีนก็เช็คบิลกันไปตามเนื้อผ้า

วัคซีนที่ถูกด้อยค่านั้นอาจมีผลคือถูกสั่งนำเข้าลดลงมีผลต่อรายได้ของบิรษัท/ประเทศต้นทาง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของประเทศที่สั่งเข้ามาแล้ว ปัญหาของประเทศที่สั่งเข้ามาแล้วคือ ประชาชนกังขามันจนไม่ยอมฉีด ผลก็คือเกิดการระบาดหนัก ต้องสูญเสียชีวิตของคนที่หลงเชื่อขบวนการด้อยค่าวัคซีน

แม้แต่ในสหรัฐตอนนี้ใช้ Pfizer กับ Moderna เป็นหลักแท้ๆ ก็ยังมีกระแสกังขา/ต่อต้านมันจนกระทั่งอัตราการฉีดวัคซีนลดลงแบบน่าตกใจ หลายรัฐโดยเฉพาะรัฐภาคใต้จึงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาอีก ยังไม่นับความร้ายกาจของเดลตาที่ทำให้วัคซีน mRNA มีประสิทธิภาพลดลง บางรัฐจึงสั่งให้สวมหน้ากากอีก แม้จะฉีดวัคซีนไปมากแล้ว

ในสหรัฐการด้อยค่าวัคซีนมีปัญหามาจากความแตกแยกทางการเมืองและการเมืองเรื่องสีคล้ายๆ กับบ้านเรา คือรัฐภาคใต้ที่นิยมพรรคสีแดง (รีพับลิกัน) ฉีดวัคซีนน้อยและต้านวัคซีนมาก ผลก็คือตัวเลขติดเชื้อพุ่งขึ้นมาอีก ส่วนรัฐสีน้ำเงิน (เดโมแครต) ฉีดวัคซีนมากการติดเชื้อน้อย แต่บางรัฐในกลุ่มนี้ต้องสั่งให้สวมหน้ากากอีกครั้ง

ดังนั้นสีเสื้อทางการเมืองไม่มีผลอะไร เพราะเจอไวรัสก็ตายเหมือนกันถ้าไม่ระวังตัวหรือเอาแต่กังขาวัคซีน

ในสหรัฐนั้นคนไม่ได้ต่อต้าน Pfizer แต่ต่อต้านมาตรการของรัฐ เพราะยึดมั่นถือมั่นว่าประชาชนอเมริกันมีเสรีภาพที่รัฐจะมาบีบบังคับไม่ได้แม้แต่เรื่องเป็นเรื่องตาย ประมาณว่า “กูจะตายก็เรื่องของกู”

แต่โรคระบาด “ไม่ใช่เรื่องของกูคนเดียว” เพราะถ้า “กู” ติดขึ้นมาไม่จะไม่ติดแค่ “กู” คนเดียวแต่จะลาก “มึง” อีกนับสิบนับร้อยคนซวยไปด้วย

เช่นกัน ในประเทศไทยมีผู้ออกมาด้อยค่าวัคซีนที่มีอยู่เพียงเพื่อจะเชียร์ Pfizer ซึ่งก็เชียร์ได้และควรจะเชียร์ เพียงแต่การเชียร์มิติเดียวของคนพวกนี้ทำให้ประชาชนกลัววัคซีนที่มีอยู่จนบอกกับตัวเองว่า “กูไม่ฉีดล่ะ” ผลก็คือ “กู” ติดเชื้อและทำให้คนอื่นติดไปด้วย

พูดสั้นๆ ก็คือพวกเชียร์วัคซีน A ด้อยค่าวัคซีน B คือพวกที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้าน/กังขาวัคซีนทางอ้อม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม และความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้มันหนักหนาสาหัสมาก

ย้ำว่ารัฐบาลสมควรถูกต่อว่าอย่างหนักหรือแม้แต่สมควรกับการถูกขับไล่เพราะแผนจัดการวัคซีนที่แย่และขาดวิสัยทัศน์ แต่วัคซีนที่รัฐซื้อมาเพื่อใช้ในเวลาฉุกเฉินไม่ใช่จำเลย รัฐบาลต่างหากที่เป็นจำเลยสังคมและการตำหนิรัฐบาลไม่ทำให้คนตายเท่ากับด้อยค่าวัคซีน

รัฐบาลบริหารผิดพลาดเป็นเวรกรรมคนไทยโดยแท้และคนไทยควรจะ “แก้กรรม” นี้โดยเร็ว

แต่การโจมตีรัฐบาลโดยใช้ความกลัววัคซีนของประชาชนเป็นเบี้ยหมากทางการเมืองนั้น ก็สร้างเวรสร้างกรรมเหมือนกัน

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Madaree TOHLALA / AFP

คริปโตฆ่าไม่ตาย เงินดิจิทัลของสหรัฐก็ทำอะไรไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658615

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 16:15 น.

คริปโตฆ่าไม่ตาย เงินดิจิทัลของสหรัฐก็ทำอะไรไม่ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตชี้ คริปโตไม่มีวันตายแม้จะมีเงินสกุลดิจิทัลของสหรัฐออกมาก็ตาม

ก่อนหน้านี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐเผยต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลบริการด้านการเงินของสภาผู้แทนราษฎรว่า หากสหรัฐเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางสหรัฐ (CBDC) อาจทำให้สกุลเงินดิจิทัล อาทิ Bitcoin หรือ Stablecoins อย่าง Tether กลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไป

ทว่า ฌอน สไตน์ สมิธ ศาสตราจารย์จาก City University of New York มองว่าแม้จะมีสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางสหรัฐ Bitcoin ก็ไม่มีวันตาย

สมิธเผยว่า การเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลประเภทใหม่ๆ ไม่ได้ทำให้ความต้องการ ฟังก์ชัน หรือพื้นฐานของ Bitcoin ลดน้อยลง ตรงกันข้าม การเพิ่มจำนวนของ Stablecoins, CBDC หรือแอพพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนหรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ จะทำให้ Bitcoin ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเหตุผฃที่จะคิดว่าการเปิดตัว CBDC ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ล้มหายตายจากไป

หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ การแข่งขันกันของสกุลเงินดิจิทัลมีแต่จะทำให้วงการคริปโตเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Photo by Ozan KOSE / AFP

วิกฤตแล้ว จีนเตือนเขื่อนอีกแห่งพร้อมพังทุกเมื่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658609

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 15:35 น.

วิกฤตแล้ว จีนเตือนเขื่อนอีกแห่งพร้อมพังทุกเมื่อ ทางการจีนประกาศเตือนเขื่อนอี้เหอถานพร้อมพังได้ทุกเมื่อ หลังเขื่อนแตกไปแล้ว 2 แห่ง

หลังจากที่มีรายงานว่าเขื่อน 2 แห่งแตกในเมืองฮูหลุนเป้ยเอ่อร์ ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียทางตอนเหนือของประเทศจีนเนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่

ล่าสุดมีรายงานว่ากองทัพจีนประกาศเตือนเขื่อนอี้เหอถาน เขื่อนอีกแห่งในเมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน อาจพังถล่มได้ทุกเมื่อหลังได้รับความเสียหายอย่างหนักจนเกิดรอยรั่วยาว 20 เมตร และยังมีอ่างเก็บน้ำอีก 16 แห่งที่มีปริมาณน้ำสูงจนถึงระดับที่เป็นอันตราย

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่ารัฐบาลกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้เพิ่มเป็น 16 คนและอีกราว 2 แสนคนต้องอพยพ

โดยทางการจีนประกาศยกระดับการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉินทางสภาพอากาศให้ถึงระดับสูงสุดแล้วพร้อมเตรียมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นตามมา

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือเมืองเจิ้งโจว ในมณฑลเหอหนาน ซึ่งมีรายงานระดับน้ำสูงประมาณเอวไปจนถึงหน้าอก ขณะที่รถไฟใต้ดินกว่า 160 ขบวนต้องหยุดให้บริการ ส่งผลให้มีผู้โดยสารจำนวนมากติดค้างอยู่ในสถานี

แม้ว่าน้ำท่วมจะเป็นเรื่องปกติในช่วงฤดูฝนของจีน แต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่าครั้งนี้มีฝนตกหนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 1,000 ปี โดยปริมาณน้ำฝนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติเมื่อราว 60 ปีก่อน

ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 17 ก.ค. ไปจนถึงวันที่ 20 ก.ค. เมืองเจิ้งโจวมีปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 617.1 มิลลิเมตร ซึ่งเกือบเท่ากับปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปีซึ่งอยู่ที่ 640.8 มิลลิเมตร

นอกจากนี้พายุฝนที่กระหน่ำรุนแรงมาหลายวันส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายกว่า 57,000 ไร่ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นเงินเกือบ 73 ล้านหยวนหรือกว่า 300 ล้านบาท

Netflix กำลังเสื่อมมนต์ขลัง เพราะไม่มีหนังฮิต-คู่แข่งแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658586

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

Netflix กำลังเสื่อมมนต์ขลัง เพราะไม่มีหนังฮิต-คู่แข่งแรงNetflix มีผู้ใช้เพิ่มกว่า 1.5 ล้านคนในไตรมาส 2 ของปีนี้ แต่นักวิเคราะห์มองอาจถึงช่วงขาลง

Netflix ผู้ให้บริการสตรีมมิงรายใหญ่จากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งพบว่ามียอดสมัครสมาชิกใหม่ถึง 1.54 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีผู้ใช้ใหม่เพิ่มเพียง 1 ล้านคน

ส่งผลให้ปัจจุบัน Netflix มีผู้สมัครสมาชิกรวมประมาณ 209 ล้านคน แต่สูญเสียสมาชิกจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดาไปราว 430,000 คน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่สามารถทำกำไรได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามในภูมิภาคดังกล่าวยังคงมีผู้ใช้ Netflix อยู่ถึง 73.9 ล้านคน โดย 66 ล้านคนมาจากสหรัฐอเมริกา

สำหรับรายได้ในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 7,340 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 2.97 เหรียญสหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

Netflix คาดว่าจะมีผู้ใช้ใหม่ประมาณ 3.5 ล้านคนในไตรมาสที่ 3 ซึ่งต่ำกว่าที่นักลงทุนคาดไว้ที่ประมาณ 5.5 ล้านคน ขณะที่หุ้นของบริษัทลดลง 4% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการวานนี้ (20 ก.ค.) ก่อนจะดีดตัวขึ้นเล็กน้อย

อย่างไรก็ตามสมาชิกใหม่ 1.54 ล้านคนนั้นยังคงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.75 ล้านคน ขณะที่บริษัทกล่าวว่าเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้การผลิตภาพยนตร์และรายการทั่วโลกต้องหยุดชะงัก

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการ เนื่องจากในปีก่อนมีการเติบโตที่สูงขึ้นแต่ปีนี้กลับช้าลง

ขณะที่ก่อนหน้านี้การวิจัยของ Parrot Analytics บริษัทวิเคราะห์ความต้องการผู้ชมชั้นนำระดับโลกซึ่งรายงานโดย New York Times ระบุว่าแม้ Netflix ยังคงเป็นราชาแห่งการสตรีมวิดีโอแต่ผู้ชมกำลังค่อยๆ ขยับเข้าหาคู่แข่งรายใหม่อย่าง Disney+ ของบริษัท Walt Disney Company

Parrot วิเคราะห์ว่าความนิยมและแนวโน้มที่จะดึงดูดสมาชิกใหม่ของ Netflix นั้นลดลงต่ำกว่า 50% เป็นครั้งแรกในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เนื่องจากขาดภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และมีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการเติบโตและการรักษาสมาชิกในท้ายที่สุด

อย่างไรตามการศึกษาล่าสุดจาก Nielsen บริษัทชั้นนำด้านการวิเคราะห์การตลาดชี้ว่าการสตรีมคิดเป็น 26% ของการดูโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกาโดย Netflix ครองส่วนแบ่ง 6% ขณะที่น้องใหม่อย่าง Disney+ ยังคงตามหลังอยู่ที่ 1%

The Guardian ชี้ว่าท่ามกลางการขาดแคลนภาพยนตร์และรายการใหม่ๆ ที่น่าสนใจประกอบกับการแข่งขันที่เข้มข้นจากบรรดาคู่แข่งไม่ว่าจะเป็น Amazon Prime Video, HBO Max และ Disney+ นั้น

Netflix ไม่ได้นอนใจและกำลังพยายามสร้างความแปลกใหม่และน่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยบริษัทเผยว่ามีความตั้งใจที่จะเข้าสู่วงการเกม นั่นอาจทำให้ Netflix ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

Photo by Olivier DOULIERY / AFP

มาเลเซียชี้ Sinovac กับ Pfizer ต้านโควิดได้พอกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658590

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

มาเลเซียชี้ Sinovac กับ Pfizer ต้านโควิดได้พอกันอธิบดีควบคุมโรคมาเลเซียเผยวัคซีนของ Sinovac กับ Pfizer ป้องกันอาการรุนแรงได้พอกัน

นูร์ ฮิชาม อับดุลเลาะห์ อธิบดีกรมควบคุมโรคมาเลเซียโพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ว่า ข้อมูลทางการแพทย์จากการใช้งานจริงพบว่าวัคซีนของ Sinovac จากจีน และ Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพพอกันในการป้องกันการป่วย Covid-19 แบบอาการหนัก

อธิบดีกรมควบคุมโรคอ้างถึงรายงานที่ตีพิมพ์ใรวารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ระบุถึงรายละเอียดการใช้วัคซีนของ Sinovac ในชิลีระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค.

“Sinovac ช่วยลดการติด Covid-19 ได้ 65.9% ลดการเข้าโรงพยาบาลได้ 87.5% ลดการเข้ารักษาในไอซียูได้ 90.3% และลดการเสียชีวิตได้ 86.3%” นูร์ ฮิชาม อับดุลเลาะห์ระบุในเฟซบุ๊ค

นูร์ ฮิชาม อับดุลเลาะห์กล่าวอีกว่า การวิจัยข้างต้นทำในประชาชนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว 4.2 ล้านคน และที่ยังไม่ได้รับวัคซีน 5.5 ล้านคน โดยมีเคสการติดเชื้อ 218,784 เคส

“ขณะที่การทดลองของ Pfizer ที่รายงานว่ามีประสิทธิภาพ 95% ทำในกลุ่มเล็กๆ และวิเคราะห์เคสการติดเชื้อเพียง 170 เคส ในจำนวนนี้ 8 เคสเกิดในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนแล้ว และอีก 162 เคสในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับวัคซีน” นูร์ ฮิชาม อับดุลเลาะห์กล่าว

และยังเผยอีกว่า รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลชี้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer-BioNTech ลดลงเหลือ 64% นับตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. แม้ว่าจะป้องกันการเข้าโรงพยาบาลและอาการป่วยหนักได้ 93%

อธิบดีกรมควบคุมโรคของมาเลเซียสรุปว่า “ดังนั้น จึงมีความแตกต่างกันไม่มากระหว่าง Sinovac และ Pfizer ในการใช้งานจริง วัคซีนทั้งสองมีประสิทธิภาพมากในการป้องกันการป่วยหนักและการเข้ารักษาในโรงพยาบาล แต่ประสิทธิภาพลดลงในการป้องกันอาการป่วยเล็กน้อยและการป่วยแบบไม่แสดงอาการ”

Photo by Mohd RASFAN / AFP

เร็วสุดในโลก! ‘รถไฟแมกเลฟ’ วิ่งฉิว 600 กม./ชม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658582

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 13:01 น.

เร็วสุดในโลก! ‘รถไฟแมกเลฟ’ วิ่งฉิว 600 กม./ชม.  เผยโฉมรถไฟแมกเลฟที่จะเป็นตัวเลือกการเดินทางภายในระยะ 1,500 กิโลเมตรที่ดีที่สุด

ชิงเต่า, 20 ก.ค. (ซินหัว) — วันอังคาร (20 ก.ค.) รถไฟพลังงานแม่เหล็กหรือรถไฟแมกเลฟ (maglev) ความเร็วสูงขบวนใหม่ของจีน ซึ่งมาพร้อมความเร็วออกแบบสูงสุด 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ออกจากสายการผลิตในนครชิงเต่า มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน โดยถือเป็นยานพาหนะภาคพื้นดินรวดเร็วที่สุดของโลกในปัจจุบัน

บริษัท ไชน่า เรลเวย์ โรลลิง สตอก คอร์เปอร์เรชัน (CRRC) ระบุว่ารถไฟดังกล่าวเป็นฝีมือการพัฒนาของจีน โดยเป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล่าสุดในวงการขนส่งทางรางของประเทศ

บริษัทฯ เผยว่าความก้าวหน้าครั้งใหม่นี้สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญที่ครบถ้วนสมบูรณ์ของจีนด้านเทคโนโลยีวิศวกรรมรถไฟแม็กเลฟความเร็วสูง อันได้แก่การบูรณาการระบบ การผลิตยานพาหนะ การจ่ายพลังงานไฟฟ้า รางรถไฟ ตลอดจนการควบคุมการขนส่งและการสื่อสาร

ทั้งนี้ จีนเปิดตัวโครงการรถไฟความเร็วสูงแมกเลฟในเดือนตุลาคม 2016 และพัฒนาต้นแบบรถไฟที่มีความเร็วออกแบบสูงสุด 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในปี 2019 ก่อนจะทดสอบวิ่งสำเร็จในเดือนมิถุนายน 2020

ขณะนี้คณะวิศวกรจีนบูรณาการระบบขนส่งแมกเลฟเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยรถไฟจำนวน 5 ตู้โดยสารสามารถวิ่งบริการได้ดีบนสายทดสอบภายในโรงงาน

ติงซานซาน หัวหน้าวิศวกรของโครงการฯ ระบุว่ารถไฟแมกเลฟสามารถเดินทางพร้อมตู้โดยสาร 2-10 ตู้  แต่ละตู้รองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 100 คน พร้อมเสริมว่ารถไฟรุ่นนี้จัดเป็นตัวเลือกการเดินทางภายในระยะ 1,500 กิโลเมตรที่ดีที่สุด โดยจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างด้านความเร็ว ระหว่างการเดินทางทางอากาศและการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง

เนื้อหาข่าวและภาพข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

อังกฤษเตรียมส่งเรือรบมาปักหลักน่านน้ำเอเชียถาวร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658579

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 12:00 น.

อังกฤษเตรียมส่งเรือรบมาปักหลักน่านน้ำเอเชียถาวรทางการอังกฤษเตรียมส่งเรือรบ 2 ลำมาปักหลักถาวรในน่านน้ำของเอเชียแข่งกับอิทธิพลจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อังกฤษเตรียมส่งเรือรบ 2 ลำมาประจำที่น่านน้ำของเอเชียอย่างถาวร หลังจากเรือบรรทุกเครื่องบินควีนอลิซาเบธและเรือคุ้มกันที่ออกเดินทางไปญี่ปุ่นตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แล่นผ่านน่านน้ำที่จีนขยายอิทธิพลแข่งกับสหรัฐและญี่ปุ่น

แผนการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปเยือนญี่ปุ่นเกิดขึ้นในช่วงที่อังกฤษเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของจีนในภูมิภาค รวมทั้งไต้หวันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

“หลังจากการเข้าประจำการของกองเรือบรรทุกเครื่องบิน สหราชอาณาจักรจะส่งเรือรบอีก 2 ลำมาประจำการถาวรในภูมิภาคนี้ในอนาคต” เบน วอลเลซ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของอังกฤษกล่าวระหว่างการแถลงร่วมกับ โนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นในกรุงโตเกียว

หลังจากเรือบรรทุกเครื่องบินควีนอลิซาเบธเดินทางถึงญี่ปุ่นคิชิเผยว่า เรือควีนอลิซาเบธและเรือคุ้มกันที่มาพร้อมกันจะแยกกันไปเทียบท่าที่ฐานทัพเรือของสหรัฐและฐานทัพเรือของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในหมู่เกาะต่างๆ ของญี่ปุ่น

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐแสดงความยินดีกับอังกฤษสำหรับความมุ่งมั่นต่อเครือข่ายพันธมิตรและหุ้นส่วนซึ่งร่วมมือและสนับสนุนเสรีภาพในการเดินเรือและกฎเกณฑ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐ เป็นที่ตั้งของกองทัพเรือสหรัฐที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่นอกสหรัฐ โดยมีการส่งเรือรบ เครื่องบินรบ และเจ้าหน้าที่นาวกโยธินหลายพันนายเข้ามาประจำการในญี่ปุ่น

เรือบรรทุกเครื่องบินควีนอลิซาเบธซึ่งบรรทุกเครื่องบินเจ็ต F-35B จะเทียบท่าที่ท่าเรือโยโกสุกะซึ่งเป็นที่จอดเรือบัญชาการของญี่ปุ่นและเรือรบยูเอสเอส โรนัลด์ เรแกนของสหรัฐ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังสถานทูตอังกฤษในกรุงโตเกียวว่าเรือรบทั้ง 2 ลำ ของอังกฤษจะเข้าประจำการที่ท่าเรือใดในเอเชียก็ได้รับคำตอบว่าเรือรบของอังกฤษจะไม่มีท่าเรือที่ประจำการถาวร

นอกจากเรือรบที่จะส่งมาประจำการในน่านน้ำเอเชียแล้ว อังกฤษยังมีแผนจะส่งกองกำลัง Littoral Response Group ซึ่งเป็นหน่วยนาวิกโยธินของกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนสำหรับภารกิจบางอย่างเป็นพิเศษ อาทิ ปฏิบัติการอพยพ และปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย เข้ามาในพื้นที่เอเชียในอนาคตด้วย

ศรีลังกาพบวัคซีน Sinopharm มีประสิทธิภาพต้านเดลตาสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658578

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

ศรีลังกาพบวัคซีน Sinopharm มีประสิทธิภาพต้านเดลตาสูงข้อมูลของซิโนฟาร์มรูปแบบดังกล่าวไม่เคยเผยแพร่ในโลกมาก่อน และข้อมูลการใช้งานจริงเช่นนี้มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนทั้งในและต่างประเทศ

โคลอมโบ, 21 ก.ค. (ซินหัว) — คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีชยวรรธนปุระ หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของศรีลังกา พบว่าวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ของซิโนฟาร์ม (Sinopharm) บริษัทเภสัชภัณฑ์สัญชาติจีน มีประสิทธิภาพสูงในการต้านเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา (Delta) ซึ่งกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดทั่วโลกในขณะนี้

“เราพบวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์เดลตาในระดับสูง โดยการตอบสนองของแอนติบอดีต่อสายพันธุ์เดลตาและแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์มีระดับคล้ายคลึงหลังการติดเชื้อตามธรรมชาติ” มหาวิทยาลัยฯ เปิดเผยผ่านเว็บไซต์เมื่อวันจันทร์ (19 ก.ค.)

การศึกษาพบว่าร้อยละ 95 ของผู้ฉีดวัคซีนของซิโนฟาร์มครบโดสพัฒนาแอนติบอดีคล้ายผู้ติดเชื้อไวรัสฯ ตามธรรมชาติ อีกทั้งพบว่าวัคซีนซิโนฟาร์ม จำนวน 2 โดส สร้างแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ในผู้รับร้อยละ 81.25 ใกล้เคียงกับกลุ่มคนที่มีประวัติป่วยโรคโควิด-19 ตามธรรมชาติ

ทีมวิจัยประกอบด้วยศาสตราจารย์นีลิกา มาลาวิก นักวิทยาศาสตร์ชาวศรีลังกา หัวหน้าแผนกภูมิคุ้มกันวิทยาและเวชศาสตร์โมเลกุลจากมหาวิทยาลัยฯ ดอกเตอร์จันทิมา จีวรรณดารา รวมถึงนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้แก่ ศาสตราจารย์เกรแฮม ออกก์ และศาสตราจารย์อเลน ทาวเซนด์

มาลาวิกเปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวว่าวัคซีนของซิโนฟาร์มเป็นวัคซีนที่ใช้กันมากที่สุดในศรีลังกาขณะนี้ สืบเนื่องจากปริมาณวัคซีนที่มีสำรองอยู่ภายในประเทศ โดยศรีลังกาดำเนินการฉีดวัคซีนของซิโนฟาร์ม โดสแรก ให้ประชาชน 4.63 ล้านคนแล้ว และมีผู้ฉีดวัคซีนโดสสอง 1.29 ล้านคน โดยไม่มีรายงานกรณีผลข้างเคียงร้ายแรงเชื่อมโยงกับวัคซีนแต่อย่างใด

มาลาวิกกล่าวว่าการศึกษาข้างต้นเป็นงานวิจัยด้านข้อมูลวัคซีนของซิโนฟาร์มชิ้นแรกที่มีการเผยแพร่ในโลก โดยผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาทุกแง่มุมที่เป็นไปได้ของระบบภูมิคุ้มหลังการฉีดวัคซีนตัวนี้ ซึ่งถูกนำไปศึกษาประสิทธิภาพการป้องกันสายพันธุ์อัลฟา (Alpha) เบตา (Beta) ตลอดจนเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ดั้งเดิมด้วย

“ข้อสรุปของรายงานนี้คือเมื่อเป็นสายพันธุ์เดลตาและสายพันธุ์อื่นๆ วัคซีนของซิโนฟาร์มสามารถกระตุ้นการตอบสนองของแอนติบอดีในระดับใกล้เคียงกับคนที่ติดเชื้อไวรัสฯ ตามธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีมาก” มาลาวิกระบุ “ร้อยละ 98 ของกลุ่มคนอายุ 20-40 ปีมีการพัฒนาแอนติบอดี ขณะสัดส่วนดังกล่าวในกลุ่มคนอายุมากกว่า 60 ปี อยู่ที่ร้อยละ 93 ซึ่งไม่น่าแปลกใจเนื่องจากคนสูงอายุมีแนวโน้มตอบสนองต่อวัคซีนน้อยกว่า”

ทั้งนี้ มาลาวิกเสริมว่าข้อมูลของซิโนฟาร์มรูปแบบดังกล่าวไม่เคยเผยแพร่ในโลกมาก่อน และข้อมูลการใช้งานจริงเช่นนี้มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนทั้งในและต่างประเทศ

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ภาพประกอบข่าว – ชายชาวตูนิเซียได้รับวัคซีน Sinopharm ที่ Palais des Congres ในเมืองหลวงตูนิสเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 – ตูนิเซียซึ่งสต๊อกวัคซีนยังคงมีจำกัด จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ มีผู้รับวัคซีนครบจำนวน 913,000 คน หรือประมาณ 8% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นอัตราที่ยังคงสูงที่สุดในแอฟริกา (ภาพโดย FETHI BELAID / AFP) 

พบวัคซีน J&J สร้างแอนติบอดีสู้สายพันธุ์เดลตาได้น้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658571

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 10:46 น.

พบวัคซีน J&J สร้างแอนติบอดีสู้สายพันธุ์เดลตาได้น้อยวัคซีนเข็มเดียวของ Johnson & Johnson สร้างแอนติบอดีสู้สายพันธุ์เดลตาได้น้อย

ผลการศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยนิวยอร์กพบว่าวัคซีนเข็มเดียวของ Johnson & Johnson สร้างแอนติบอดีสู้เชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาได้ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือต่ำกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับแอนติบอดีที่สร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้

การศึกษาในห้องปฏิบัติการซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ bioRxiv นี้ยังไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า neutralizing antibodies หรือแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อเท่านั้น

การวิจัยพบอีกว่า แม้ว่าวัคซีนชนิด mRNA จาก Pfizer และ Moderna ก็สร้างแอนติบอดีที่สู้กับเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้ลดลงเช่นเดียวกัน ทว่าลดลงน้อยกว่าของ Johnson & Johnson

ขณะที่ Johnson & Johnson ชี้แจงเรื่องนี้ผ่านอีเมลว่า งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาการปกป้องเพียงด้านเดียวเท่านั้น และไม่ได้พิจารณาการตอบสนองของเซลล์ภูมิคุ้มกันในระยะยาวที่เกิดจากวัคซีนของ Johnson & Johnson

“ข้อมูลไม่ได้พูดถึงการปกป้องจากภูมิคุ้มกันเต็มรูปแบบจากวัคซีน” เจค ซาร์เจนท์ ตัวแทน Johnson & Johnson เผย และกล่าวอีกว่า วัคซีนของ Johnson & Johnson สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงซึ่งคงอยู่อย่างน้อย 8 เดือนหลังจากฉีด

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยของ Johnson & Johnson เผยว่า ข้อมูลของพวกเขาบ่งบอกว่าวัคซีนสามารถลบล้างฤทธิ์ของเดลตาได้และไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้น

นาธาเนียล แลนเดา หนึ่งในทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กเผยว่า ผลลัพธ์ของการวิเคราะห์แอนติบอดีในการวิจัยของเขาและการวิจัยของ Johnson & Johnson ไม่ได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง งานวิจัยทั้งสองชิ้นต่างพบว่าระดับแอนติบอดีลดลง เพียงแต่งานวิจัยของเขาพบว่าแอนติบอดีลดลงมากกว่า

Photo by Frederic J. BROWN / AFP