จีนเจอน้ำท่วมหนักในรอบพันปี อพยพนับแสนหนีภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658570

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

จีนเจอน้ำท่วมหนักในรอบพันปี อพยพนับแสนหนีภัยฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในมณฑลเหอหนานของจีน เสียชีวิตแล้ว 12 คน

สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนานของจีน ล่าสุดมีผู้สียชีวิตแล้ว 12 คน และพลเมืองกว่าแสนคนต้องอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย

ขณะที่รถไฟใต้ดินกว่า 160 ขบวนต้องหยุดให้บริการ ส่งผลให้มีผู้โดยสารจำนวนมากติดค้างอยู่ในสถานี โดยระดับน้ำสูงประมาณเอวไปจนถึงหน้าอก

สื่อท้องถิ่นจีนรายงานว่าปริมาณน้ำสะสมอยู่ที 449 มิลลิเมตรในช่วงบ่ายวันที่ 18 ก.ค. ถึงวันที่ 20 ก.ค. และพยากรณ์อากาศคาดว่าฝนจะตกหนักไปจนถึงคืนวันนี้ (21 ก.ค.)

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนประกาศว่าน้ำท่วมร้ายแรงในมณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีนครั้งนี้รุนแรงอย่างยิ่ง นับว่าเป็นระยะวิกฤตแล้วเมื่อน้ำเอ่อล้นตลิ่งในแม่น้ำหลายสายและเขื่อนแตก ซึ่งส่งผลให้ประชาชนบาดเจ็บสาหัส เสียชีวิต และทรัพย์สินเสียหาย

ทางการจีนประกาศยกระดับการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉินทางสภาพอากาศให้ถึงระดับสูงสุดแล้วพร้อมเตรียมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นตามมา

นอกจากนี้พายุฝนที่กระหน่ำรุนแรงมาหลายวันส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายกว่า 57,000 ไร่ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นเงินเกือบ 73 ล้านหยวนหรือกว่า 300 ล้านบาท

Photo by STR / AFP

Jeff Bezos มุ่งสู่อวกาศ ทำความฝันวัย 5 ขวบสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658483

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 20:35 น.

Jeff Bezos มุ่งสู่อวกาศ ทำความฝันวัย 5 ขวบสำเร็จ เจฟฟ์ เบโซส ทัวร์อวกาศกับ New Shepard ทำความฝันวัย 5 ขวบสำเร็จ

เจฟฟ์ เบโซส ชายที่มั่งคั่งที่สุดในโลกทะยานขึ้นสู่อวกาศด้วยยานนิวเชพเพิร์ด (New Shepard) ของบริษัท บลูออริจิน (Blue Origin) ในวันนี้ เมื่อเวลา 08.22 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับ 20.22 น.ตามเวลาประเทสไทย นับเป็นการเดินทางสู่อวกาศที่ไม่มีนักบิน มีเพียงลูกเรือที่เป็นพลเรือนครั้งแรกของโลก และยังตรงกับวันครบรอบ 52 ปีที่ยานอวกาศอะพอลโล 11 (Apollo 11) ลงจอดที่ดวงจันทร์ด้วย 

ยานนิวเชพเพิร์ดทะยานขึ้นไปสู่ระดับความสูงราว 106 กิโลเมตรเหนือฟื้นโลก ซึ่งถือเป็นเขตอวกาศตามการรับรองของสหรัฐ หลังจากนั้นเบโซสและผู้ร่วมทางอีก 3 คนคือ มาร์ก เบโซส น้องชาย, แมรี วอลเลซ ฟังก์ และโอลิเวอร์ แดเมน ปลดเข็มขัดและอยู่ในภาวะไร้น้ำหนัก รวมทั้งได้เห็นความสวยงามของโลกและความมืดมิดของอวกาศราว 3-4 นาทีผ่านกระจกหน้าต่างของแคปซูล ก่อนกลับมายังพื้นโลก 

การเดินทางทั้งหมดนี้กินเวลาทั้งสิ้น 10.20 นาที หลังจากพุ่งออกจากจุดปล่อยยาน Launch Site One ในทะเลทรายเท็กซัสห่างจากเมืองแวนฮอร์นราว 32 กิโลเมตร จนกระทั่งแคซูลลงจอดที่พื้นโลก

หลังจากแคปซูลลงแตะพื้นโลกแล้วเบโซสพูดว่า “นักบินเบโซส วันที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา!”

ก่อนหน้านี้ Blue Origin ได้เปิดประมูลที่นั่งเพื่อร่วมทริปนี้ โดยมีบุคคลนิรนามคว้าตั๋วไปในราคา 28 ล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าบุคคลคนนี้ไม่ได้ร่วมทริปนี้ เนื่องจากไม่ว่าง แต่จะเดินทางไปอวกาศกับ Blue Origin ในครั้งต่อไป ที่นั่งนี้จึงตกไปอยู่ที่ โอลิเวอร์ แดเมน หนุ่มวัย 18 ปีจากเนเธอร์แลนด์ที่เป็นหนึ่งในผู้ประมูลในลำดับถัดลงมา

แดเมนจึงกลายเป็นนักบินอวกาศที่อายุน้อยที่สุด (องค์การนาซาของสหรัฐและกองทัพอากาศสหรัฐนิยามคำว่านักบินอวกาศไว้ว่าคือผู้ที่บินขึ้นไปสูงกว่า 80 กิโลเมตร) ส่วนแมรี วอลเลซ ฟังก์ นักบินหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยผ่านเกณฑ์ที่นาซาใช้เลือกสรรนักบินอวกาศมาแล้วเมื่อช่วงทศวรรษ 1960 เป็นนักบินอวกาศที่อายุมากที่สุด

การเดินทางของเบโซสเกิดขึ้น 9 วันหลังจาก ริชาร์ด แบรนสัน ขึ้นไปท่องโลกนอกชั้นบรรยากาศด้วยยาน VSS Unity ที่ความสูง 86 กิโลเมตร แต่เบโซสยืนยันว่าทั้งคู่ไม่ได้แข่งขันกันเช่นเดียวกับที่แบรนสันเคยบอก

“มีคนหนึ่งที่เป็นคนแรกที่เดินทางไปอวกาศ ชื่อของเขาคือ ยูริ กาการิน และมันเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว” เบโซสเผยกับ TODAY show ของ NBC เมื่อวันจันทร์ (19 ก.ค.) โดยอ้างถึงความสำเร็จของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1961 “นี่ไม่ใช่การแข่งขัน นี่คือการกรุยทางสู่อวกาศเพื่อให้คนรุ่นหลังสามารถทำสิ่งที่น่าทึ่งในอวกาศได้”

เบโซสยังให้สัมภาษณ์กับ CBS ก่อนวันแถลงข่าวก่อนขึ้นบินว่า “ผู้คนมักจะถามว่าผมกังวลไหม ผมไม่กังวล ผมตื่นเต้น ผมอยากรู้อยากเห็น ผมอยากรู้ว่าเราจะได้รู้อะไรบ้าง” และเผยอีกว่า “เราได้รับการฝึก ยานพร้อมแล้ว ลูกเรือพร้อมแล้ว ทีมนี้ยอดเยี่ยมมาก เรารู้สึกดีมาก”

และเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาเจ้าตัวโพสต์ในอินสตาแกรม @jeffbezos ว่า “ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ผมมีความฝันที่จะออกเดินทางไปทัวร์อวกาศมาโดยตลอด และในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ผมจะออกเดินทางไปอวกาศพร้อมกับน้องชายของผม การผจญภัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดกับเพื่อนสนิทของผม (อุปมาเปรียบเทียบน้องชาย)” 

เบโซสก่อตั้งบริษัท Blue Origin ตั้งแต่ปี 2000 ด้วยเป้าหมายว่าวันหนึ่งจะสร้างอาณานิคมอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงเทียมเพื่อให้ผู้คนนับล้านอาศัยและทำงาน

ส่วนยานนิวเชพเพิร์ดเคยทดลองขึ้นบินโดยไม่มีผู้โดยสารมาแล้ว 15 ครั้งเพื่อทดสอบระบบความปลอดภัย ยานนี้ตั้งชื่อตามชื่อของ อลัน เชพเพิร์ด ชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศ (suborbital flight) ในปี 1961 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเมอร์คิวรีของนาซา

ด้าน บ็อบ สมิธ ซีอีโอ Blue Origin เผยว่า ทริปต่อไปอาจจะเป็นปลายเดือน ก.ย. หรือต้นเดือน ต.ค.

สถานทูตสหรัฐยืนยันจะบริจาค Pfizer 1.5 ล้านโดสให้ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658533

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 19:07 น.

สถานทูตสหรัฐยืนยันจะบริจาค Pfizer 1.5 ล้านโดสให้ไทยสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยยืนยันจะบริจาควัคซีน Pfizer ให้ไทย 1.5 ล้านโดส

เฟซบุ๊คสถานทูตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยโพสต์ข้อความว่า สหรัฐฯ จะบริจาควัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์จำนวน 1.5 ล้านโดส มูลค่า 30 ล้านเหรียญให้กับไทย การบริจาคครั้งนี้ รวมถึงวัคซีนหลายล้านโดสที่สหรัฐฯ มอบให้กับประเทศเพื่อนบ้านของไทย จะช่วยให้ไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเร่งการฉีดวัคซีนเพื่อให้พลเมืองของตนปลอดภัย ตลอดจนฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

ด้าน ไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยกล่าวว่า “ผมภูมิใจที่จะประกาศว่าสหรัฐฯ จะบริจาควัคซีนไฟเซอร์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจำนวน 1.5 ล้านโดสให้กับไทย สหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนด้านสาธารณสุขกับไทยมากว่า 60 ปี เมื่อร่วมมือกันเราสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้”

‘ไม้ด่างฟีเวอร์’ จะตามรอยคลั่งทิวลิปเมื่อหลายร้อยปีก่อนหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658497

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

'ไม้ด่างฟีเวอร์' จะตามรอยคลั่งทิวลิปเมื่อหลายร้อยปีก่อนหรือไม่โลกเรียนรู้อะไรจากกระแสคลั่งทิวลิป (Tulip mania) เมื่อเกือบ 400 ปีก่อน

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การปลูกต้นไม้กลายมาเป็นกิจกรรมยอดฮิตในช่วง work from home ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้คนกำลัง “แสวงหาธรรมชาติ” อยากได้อะไรที่มองแล้วสบายตาสบายใจ นั่นทำให้เกิดเทรนด์ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศจนยอดซื้อยอดจองพุ่งกระฉูด ฉุดราคาพุ่งทะยานเป็น 10 เท่าเลยทีเดียว

ยิ่งถ้าหากมีลวดลายด่างสวยงามแปลกตาก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก ไม้ด่างยอดฮิตที่หลายคนอยากจับจองเป็นเจ้าของไม่ว่าจะเป็นมอนสเตอร่า, ยางอินเดีย และฟิโลเดนดรอน พิงค์ ปรินเซส เป็นต้น รวมถึงต้นกล้วยหากมีใบด่างสวยงามก็ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน โดยสายพันธุ์ยอดนิยมก็อย่างเช่นแดงอินโด และกล้วยฟลอริดา

ต้นไม้เหล่านี้มีราคาตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลายแสนบาทหรือถึงหลักล้านก็มี ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ความหายาก ขนาด รวมถึงลายด่างของมัน เรียกได้ว่ามาถึงจุดที่กล้วยมีราคาแพงกว่าทองไปแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 400 ปีก่อนโลกเราเคยมีปรากฏการณ์ลักษณะนี้มาแล้วและรุนแรงกว่านี้ด้วยซ้ำเพราะกระแส “คลั่งทิวลิป” (Tulip mania) ครั้งนั้นทำให้เกิดฟองสบู่แตกครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก

ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 “ทิวลิป” ได้รับการนำเข้ามาในทวีปยุโรปจากจักรวรรดิออตโตมัน และกลายมาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในสาธารณรัฐดัตช์ หรือเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน

ทิวลิปกลายมาเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยอย่างรวดเร็วและกลายเป็นของสะสมล้ำค่าของประดาชนชั้นสูง ซึ่งทำให้ความนิยมในการแสวงหาหัวทิวลิปมาเป็นเจ้าของกันยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทิวลิปสีผสม (broken tulip) ที่มีลวดลายหลายสีในดอกเดียวกันซึ่งเกิดจากการติดไวรัสโมเสก (mosaic virus หรือไวรัสใบด่าง) ที่มีพาหะคือเแมลงวันเขียว (Myzus persicae) ทำให้เกิดลวดลายคล้ายขนนกอันละเอียดอ่อน 

ฟังดูคล้ายๆ กับกระแส “ไม้ด่างฟีเวอร์” ในขณะนี้ที่เกิดจากความผิดปกติของมันไม่ว่าจะเป็นการขาดแสง ขาดสารอาหาร ความผิดปกติทางพันธุกรรม รวมถึงการเกิดโรค สีด่างของทิวลิปกับไม้ใบด่างยังถูกเรียกเหมือนกันคือ Variegated/Variegation ซึ่งหมายถึงภาวะที่พืชด่างหรือมีสีต่าง และยิ่งด่าง ยิ่งหายาก คนก็ยิ่งต้องการนั่นเอง

ยิ่งคนต้องการมากไม่ว่าราคาแพงแค่ไหนก็ยอมจ่าย จึงเกิดบรรดาพ่อค้าหัวใสปั่นราคาทิวลิปให้สอดคล้องกับความต้องการที่มีอย่างไม่จำกัด ซึ่งสัมฤทธิผลอย่างง่ายดาย เมื่อราคาดอกทิวลิปพันธุ์เด่นๆ ที่ราคาแตะหลายร้อยฟลอรินส์ (ค่าเงินของเนเธอร์แลนด์ขณะนั้น) อยู่แล้ว ถูกปั่นจนมีราคาเป็นหลายพัน บางพันธุ์ถูกปั่นราคาจนมากกว่าเดิมถึง 20 เท่า

เมื่อหัวทิวลิปมีค่าเท่าคฤหาสน์หรืออาจเท่าเมืองทั้งเมืองด้วยซ้ำ ผู้คนจากชั้นต่างๆ ของสังคมจึงถูกดึงดูดเข้าสู่วังวนของความโลภ ประชาชนยอมขายบ้าน ขายทรัพย์สินเพื่อแลกกับทิวลิป ตลาดทิวลิปหลายแห่งผุดขึ้นทั่วประเทศ แม้กระทั่งประชาชนชนชั้นล่างสุดต่างก็หันมามีส่วนร่วมในการค้าขาย

แต่ใครจะไปคาดคิดว่าในปี 1637 หลังจากที่ทิวลิปพุ่งขึ้นสูงสุด บรรดาผู้ใช้เงินอย่างชาญฉลาดพากันเทขายทิวลิปในทันทีทันใด ทำให้ราคาที่เคยแพงลิบลิ่วดิ่งฮวบอย่างน่าใจหาย บางพันธุ์ไร้ราคาไปโดยปริยาย บางพันธุ์เหลือมูลค่าเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น

รัฐบาลดัตช์ต้องพยายามกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพินาศ ด้วยการจัดคณะกรรมการไกล่เกลี่ย และขออำนาจศาลสั่งให้การซื้อขายบางช่วงถือเป็นโมฆะ และกระแสคลั่งทิวลิปครั้งนั้นทำให้ประเทศต้องพบกับความบอบช้ำไปอีกนานนับปี

เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายต่อหลายที่ อย่างเมื่อราว 10 ปีก่อนชาวอินโดนีเซียเกิดกระแสอิต “หน้าวัวใบ” ยอมสละบ้านสละรถจนท้ายที่สุดราคาของมันก็ตกฮวบลงมา

สิ่งสำคัญคือต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าราคาของมันจะตกลงเมื่อไรและหากกระแสปลูกต้นไม้ไม่เป็นที่นิยมมากเช่นนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

ภาพโดย Bozejmonstera/Wikipedia และ Fanghong/Wikipedia

ยอดตายจากโควิดในอินเดียมากกว่าที่รายงานถึง 10 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658523

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 18:03 น.

ยอดตายจากโควิดในอินเดียมากกว่าที่รายงานถึง 10 เท่าการศึกษาเผยผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอินเดียอาจแตะ 4 ล้านคน

เอเอฟพีรายงานว่าศูนย์เพื่อการพัฒนาโลก (Center for Global Development) กลุ่มวิจัยของสหรัฐเผยยอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในอินเดียสูงกว่าตัวเลขที่ทางการรายงานไว้ที่ 414,000 คนถึง 10 เท่ากล่าวคือมีผู้เสียชีวิตจริงกว่า 4 ล้านคนจากประชากรในประเทศทั้งหมด 1,300 ล้านคน

อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงมากในอินเดีย โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม

ทีมวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้นการแพร่ระบาดไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ซึ่งชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอินเดียอยู่ที่ระหว่าง 3.4 ล้านถึง 4.7 ล้านคน

ทั้งนี้ ยอดผู้เสียชีวิตที่ทางการรายงานไว้ที่ 414,000 คนนั้นเป็นยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐ (609,000 คน) และบราซิล (542,000 คน) ซึ่งหากรายงานการศึกษาจากทีมวิจัยของสหรัฐเป็นจริงอินเดียจะเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในโลก

โดยทีมวิจัยรวมถึง อาร์วินด์ สุบรามาเนียน นักเศรษฐศาสตร์อดีตหัวหน้าที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดียร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประมาณการอัตราการเสียชีวิตส่วนเกินโดยเทียบกับจำนวนผู้เสียชีวิตก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทีมวิจัยยอมรับว่าการประมาณอัตราการเสียชีวิตด้วยข้อมูลทางสถิตินั้นสามารถทำได้ยาก แต่การวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอินเดียน่าจะมีจำนวนมากกว่าที่ทางการรายงาน

ด้านคริสตอฟ กิลโมโต ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ชาวอินเดียจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส (Research Institute for Development) ประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอินเดียจะใกล้จะถึง 2.2 ล้านคนในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม โดยมองว่าตัวเลขที่ทางการรายงานนั้นต่ำเกินไปซึ่งขัดแย้งกับวิกฤตที่รุนแรงทั่วอินเดีย

ขณะที่สถาบันการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพในสหรัฐ (Institute for Health Metrics and Evaluation) ประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอินเดียอาจมากกว่า 1.25 ล้านคน

นิตยสาร The Economist ก็เคยตีพิมพ์ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตส่วนเกินนั้นสูงกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่ทางการรายงาน 5 ถึง 7 เท่า ก่อนที่กระทรวงสาธารณสุขอินเดียจะออกมาประณามบทความดังกล่าว

Photo by Sajjad HUSSAIN / AFP

พบ Moderna ใช้จริงมีประสิทธิภาพสูงต่อเชื้ออัลฟา-เบตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658514

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 17:40 น.

พบ Moderna ใช้จริงมีประสิทธิภาพสูงต่อเชื้ออัลฟา-เบตาการใช้งานจริงในการ์ตาพบวัคซีน mRNA ของ Moderna มีประสิทธิภาพสูง ป้องกันสายพันธุ์อัลฟาได้ 100% ป้องกันสายพันธุ์เบตาได้ 96.4%

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine โดยทีมนักวิจัยของการ์ตาระบุว่า วัคซีนชนิด mRNA ของ Moderna (mRNA-1273) มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันเชื้อสายพันธุ์สายพันธุ์อัลฟา (B.1.1.7) ซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษ และสายพันธุ์เบตา (B.1.351) ซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อแบบแสดงหรือไม่แสดงอาการ รวมทั้งป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตได้อย่างดี แม้จะฉีดเพียงเข็มเดียวก็ตาม

หลังจากฉีดเข็มแรก 2 สัปดาห์ประสิทธิภาพยังไม่มากนัก แต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ 3 และ 4 ทันทีก่อนการฉีดเข็มที่ 2

ประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์อัลฟาอยู่ที่ 88.1% หลังฉีดเข็มแรก และเพิ่มเป็น 100% หลังฉีดเข็มที่ 2 ส่วนสายพันธุ์เบตาอยู่ที่ 61.3% หลังฉีดเข็มแรก และเพิ่มขึ้นเป็น 96.4% หลังฉีดเข็มที่ 2 ป้องกันอาการป่วยหนัก ป่วยวิกฤต และเสียชีวิตได้ 81.6% และ 95.7% หลังจากฉีดเข็มแรกและเข็มที่ 2 ตามลำดับ

การ์ตาเริ่มฉีดวัคซีนของ Moderna เข็มแรกเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2020 แต่การฉีดวัคซีนดังกล่าวแก่คนหมู่มากเริ่มต้นเมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อสายพันธุ์อัลฟาและเบตาระบาดหนักในการ์ตา นับเป็นโอกาสดีในการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนในการใช้งานจริงต่อสายพันธุ์ที่น่ากังวลทั้งสองสายพันธุ์

โดยระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. 2020-10 พ.ค. 2021 ชาวการ์ตา 256,037 คนได้รับวัคซีนของ Moderna อย่างน้อย 1 เข็ม และ 181,304 คนได้รับครบทั้งสองเข็ม

Photo by Joseph Prezioso / AFP

เมียนมาตกงานกว่าล้านคนหลังรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658508

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 16:48 น.

เมียนมาตกงานกว่าล้านคนหลังรัฐประหารจากการประมาณการที่เผยแพร่โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ชี้ว่าสภาพตลาดแรงงานในเมียนมาถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้

จ้กข้อมูลของ ILO พบว่าการจ้างงานหดตัวประมาณ 6% ในไตรมาสที่สองของปี 2564 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สี่ของปี 2020 ซึ่งสะท้อนถึงการสูญเสียงาน 1.2 ล้านตำแหน่ง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ชั่วโมงการทำงานหายไปประมาณ 14 % ซึ่งเทียบเท่ากับเวลาทำงานของผู้ทำงานเต็มเวลาอย่างน้อย 2.2 ล้านคน

ในแง่ของการสูญเสียชั่วโมงทำงานและการจ้างงาน ผู้หญิงได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ชาย

“เมียนมาร์กำลังเผชิญกับความเครียดทางเศรษฐกิจจากงานและการดำรงชีวิตภายใต้การคุกคามอันเป็นผลมาจากการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม การประมาณการแสดงให้เห็นว่าการจ้างงานลดลงอย่างร้ายแรงและรวดเร็วในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ (หรือหลังการก่อรัฐประหาร) ในระดับที่สามารถผลักดันให้คนจำนวนมากในเมียนมาร์เข้าสู่ภาวะยากจนอย่างสุดซึ้ง” ตงหลิน หลี่ เจ้าหน้าที่ประสานงาน/ตัวแทนของ ILO สาขาเมียนมา กล่าว

ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ โดยการก่อสร้าง เสื้อผ้า การท่องเที่ยว และการบริการบุคคล ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 การจ้างงานในภาคส่วนเหล่านี้ลดลงประมาณ 35%, 31% และ 25% ตามลำดับ โดยมีจำนวนชั่วโมงการทำงานที่สัมพันธ์กันลดลง

Photo by STR / AFP

วิจัยพบแอนติบอดีต้านโควิดคงอยู่ 9 เดือนหลังติดเชื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658492

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 15:40 น.

วิจัยพบแอนติบอดีต้านโควิดคงอยู่ 9 เดือนหลังติดเชื้อทีมวิจัยอิตาลีและอังกฤษพบแอนติบอดีที่ต่อสู้กับ Covid-19 คงอยู่อย่างน้อย 9 เดือนหลังติดเชื้อ

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่อวันจันทร์ (19 ก.ค.) พบว่า ระดับแอนติบอดีที่ร่างกายใช้ต่อสู้กับ Covid-19 ยังมีระดับสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 9 เดือนหลังจากติด Covid-19 ไม่ว่าจะเป็นแบบแสดงอาการหรือไม่แสดงอาการก็ตาม

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปาดัวของอิตาลี และราชวิทยาลัยลอนดอนของอังกฤษตรวจหา Covid-19 ในประชากร85% ของประชากรทั้งหมด 3,000 คนในเมืองโวของอิตาลี ระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค. 2020 และตรวจคนกลุ่มนี้อีกครั้งเพื่อหาแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันในเดือน พ.ค. และ พ.ย. 2020

พบว่า 98.8% ของประชากรที่มีผลตรวจ Covid-19 เป็นบวกเมื่อเดือน ก.พ.-มี.ค. 2020 มีระดับแอนติบอดีที่ตรวจพบได้ในการตรวจในเดือน พ.ย. 2020 หรือราว 9 เดือนหลังจากติดเชื้อ

อย่างไรก็ดี อิลลาเรีย โดริกัตติ หัวหน้าทีมวิจัยจากราชวิทยาลัยลอนดอนเผยว่า การศึกษาชี้ให้เห็นว่าระดับแอนติบอดีแตกต่างกัน บางครั้งก็ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจ

ทีมวิจัยใช้วิธีตรวจหาแอนติบอดี 3 แบบเพื่อตรวจหาแอนติบอดีที่ตอบสนองต่อส่วนต่างๆ ของไวรัส ผลปรากฏว่าแอนติบอดีทุกชนิดลดลงระหว่างเดือน พ.ค. และ พ.ย. อัตราการลดลงจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจ

ขณะที่ในประชาชนบางรายมีแอนติบอดีเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ว่าคนเหล่านี้ติดเชื้ออีกครั้ง ร่างกายจึงสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาอีก

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาการติดเชื้อในครัวเรือนเพื่อประเมินแนวโน้มที่ผู้ติดเชื้อ 1 คนจะแพร่เชื้อให้สมาชิกในครอบครัว ซึ่งพบความน่าจะเป็น 1 ใน 4 ที่ไวรัสจะแพร่กระจายในครัวเรือน และยังพบว่าการแพร่เชื้อส่วนใหญ่ (79%) เกิดจากการติดเชื้อ 20%

ทีมวิจัยเผยว่า ข้อมูลดังกล่าวยืนยันว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อให้เกิดการติดเชื้อรายใหม่ และมีเพียงการติดเชื้อส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำให้เกิดการติดเชื้อกลุ่มใหญ่และยังชี้ให้เห็นว่า การเว้นระยะห่างระหว่างกัน การจำกัดจำนวนคน และการสวมหน้ากากอนามัยยังเป็นมาตรการที่ควรทำต่อไปเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อแม้ประชากรจะฉีดวัคซีนจำนวนมากแล้วก็ตาม

รวมไปถึงชี้ให้เห็นว่าการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาด หากไม่แยกกักตัวและล็อกดาวน์ระยะสั้นร่วมด้วย

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

นายกฯ-รมต.เกาหลีใต้ขอโทษ สกัดวิกฤติโควิดในรั้วของชาติไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658485

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 14:40 น.

นายกฯ-รมต.เกาหลีใต้ขอโทษ สกัดวิกฤติโควิดในรั้วของชาติไม่ได้ เป็นการขอโทษจากผู้นำรัฐบาลถึง 2 คนในคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนที่รุนแรงขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีใต้กล่าวขอโทษหลังเกิดกรณีลูกเรือขงกองทัพเรือเกาหลีใต้ที่ปฏิบัติการในน่านน้ำทวีปแอฟริกาติดโควิด-19 เกือบยกลำ จนต้องอพยพลายร้อยคนบินกลับมากรุงโซลในวันอังคาร

ลูกเรือเกือบ 250 คนจากทั้งหมด 301 คนที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนที่ปฏิบัติหน้าที่บนเรือพิฆาต Munmu the Great ติดเชื้อ จนกลายเป็นเคสติดเชื้อทางทหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ก่อให้เกิดความเดือดดาลในหมู่สาธารณชนต่อความล้มเหลวของรัฐบาลในการปกป้องทหารผู้ที่รับใช้ชาติในต่างประเทศ

“ผมขอโทษที่ล้มเหลวในการดูแลสุขภาพทหารของเราที่อุทิศตนเพื่อประเทศให้ดีขึ้น” นายกรัฐมนตรี คิม บู-คยอม บอกกับที่ประชุมเกี่ยวกับโควิด-19 ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในขณะที่เขาให้คำมั่นว่าจะรักษาและช่วยเหลือลูกเรือให้หายขาด ซึ่งรวมถึง 12 รายที่อยู่ในสภาพวิกฤต

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ซอ อุก ขอโทษที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกเรือก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทางไปอ่าวเอเดนในต้นเดือนกุมภาพันธ์ในภารกิจต่อต้านโจรสลัดในน่านน้ำทวีปแอฟริกาเป็นเวลา 8 เดือน และกล่าวว่าเขาจะตรวจสอบนโยบายต่อต้านไวรัสของหน่วยทหารในต่างประเทศทั้งหมด

กรณีนี้เป็นการแสดงความขอโทษพร้อมกันถึง 2 ครั้งที่เกิดขึ้นได้ยากตอกย้ำความโกรธที่เดือดพล่านในหมู่ประชาชนชาวเกาหลีใต้เกี่ยวกับการจัดการกับโรคระบาดใหญ่ ขณะที่การติดเชื้อระลอกที่ 4 กระจายไปทั่วประเทศ โดยมีเพียง 13% ของประชากร 52 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนครบสมบูรณ์ท่ามกลางการขาดแคลนวัคซีน

กระทรวงกลาโหมกล่าวว่าเรือพิฆาตออกจากเกาหลีใต้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเริ่มโครงการฉีดวัคซีนระดับชาติ เจ้าหน้าที่ตัดสินใจว่าการฉีดวัคซีนในทะเลจะไม่สามารถทำได้เนื่องจากการตอบสนองด้านภาวพฉุกเฉินที่จำกัด และมีข้อจำกัดเรื่องห้องเย็นสำหรับวัคซีนบางชนิด

แต่ฝ่ายค้านกล่าวว่ารัฐบาลควรขอความช่วยเหลือจากประเทศอื่นหรือสับเปลี่ยนบุคลากรที่ได้รับวัคซีนแล้วให้ปฏิบัติงานแทน และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีมุนแจอินขอโทษและไล่รับมนตรีกลาโหมออก

คิม กี-ฮยอน หัวหน้าพรรค People Power ที่เป็นฝ่ายค้านหลักกล่าวว่า “รัฐบาลเผยให้เห็นถึงความไร้ความสามารถของตนเองโดยใช้ข้อแก้ตัวที่ไร้น้ำหนัก เช่น ปัญหาด้านการขนส่ง และว่าพวกเขาไม่มีอำนาจทางการทูตเพื่อรักษาความร่วมมือจากประเทศใกล้เคียง”

มุนกล่าวว่าเขาจะยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการปัญหาที่ “ไม่เพียงพอและน่าพอใจ” และสั่งมาตรการปรับปรุงเพื่อรับรองสุขภาพและความปลอดภัยของทหารและนักการทูตที่ประจำการในต่างประเทศ

ฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายค้านยังตำหนิการตอบสนองในช่วงแรกที่ไม่ดีต่อการระบาดของโรคบนเรือพิฆาต เนื่องจากกะลาสีเรือที่รายงานอาการครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมได้รับแค่ยาแก้หวัดเท่านั้น

ลูกเรือทั้งหมด 301 คน ซึ่งเป็นสมาชิกของหน่วยชองแฮที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีกำหนดเดินทางถึงกรุงโซลในวันอังคารนี้ หลังจากที่รัฐบาลดำเนินการอพยพทางอากาศฉุกเฉิน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าผู้ป่วยวิกฤตจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและผู้ติดเชื้อรายอื่นๆ ถูกนำตัวส่งศูนย์บำบัดรักษา และกลุ่มส่วนน้อยมีผลตรวจเป็นลบจะถูกทดสอบซ้ำและถูกกักขังที่หน่วยงานทางทหาร

เบื้องต้นมีการสับเปลี่ยนกำลังโดยส่งลูกเรือที่ได้รับภูมิคุ้มกัน 200 คนไปปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งจะนำเรือกลับบ้านภายใน 50 วันข้างหน้า

รายงานข่าวของเกาหลีบางฉบับระบุว่าลูกเรือติดเชื้อไวรัสจากอาหารปนเปื้อนที่นำเข้ามาในขณะที่เรือจอดอยู่ที่ท่าเรือที่ไม่ระบุรายละเอียดใกล้อ่าวเอเดนเพื่อซื้อเสบียงตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม

อี ซัง-วอน เจ้าหน้าที่ของสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี (KDCA) กล่าวเมื่อวันอังคารว่าทหารเหล่านี้มีโอกาสติดเชื้อจากการกินหรือสัมผัสอาหารต่ำ โดย KCDC จะเริ่มการสอบสวนเมื่อลูกเรือกลับมาถึงเกาหลีใต้

เกาหลีใต้กำลังต่อสู้กับคลื่นโควิด-19 ที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในขณะที่พยายามเพิ่มการรณรงค์การฉีดวัคซีนท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนอุปทานทั่วโลกและความล่าช้าในการจัดส่ง

เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการจัดการกับคลื่นการระบาด ก่อนหน้านี้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากระบบติดตามและตรวจเชื้อในวงกว้าง แต่มีเพียง 31.7% ของประชากร 52 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ณ วันจันทร์ ซึ่งต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อีกมาก

KDCA รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,278 รายในวันจันทร์ ทำให้ยอดรวมของประเทศอยู่ที่ 180,481 ราย เสียชีวิต 2,059 ราย

Photo by – / YONHAP / AFP

สหรัฐระดมพันธมิตรประณามจีนแฮกระบบไมโครซอฟต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658472

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 12:23 น.

สหรัฐระดมพันธมิตรประณามจีนแฮกระบบไมโครซอฟต์สหรัฐกล่าวหาจีนสนับสนุนการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ พร้อมดึงประเทศพันธมิตรร่วมประณามด้วย

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่นเอเอฟพีรายงานว่าสหรัฐกล่าวหาว่าจีนทำการแฮกไมโครซอฟต์ครั้งใหญ่ พร้อมตั้งข้อหาชาวจีน 4 คน ขณะที่ประเทศพันธมิตรของสหรัฐออกมาประณามสิ่งที่เรียกว่าเป็นกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นอันตรายจากประเทศจีน

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐยิ่งสั่นคลอนเมื่อแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน หรือ MSS ให้การสนับสนุนแฮกเกอร์และอาชญรากรรมทางอินเทอร์เน็ตเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของตนเอง

โดย การแฮก Microsoft Exchange ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์อีเมลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมอันขาดความรับผิดชอบ ก่อกวน และบั่นทอนเสถียรภาพของโลกไซเบอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐ

การแฮกดังกล่าวส่งผลกระทบต่อองค์กรในสหรัฐอย่างน้อย 30,000 แห่งรวมถึงรัฐบาลท้องถิ่นและองค์กรทั่วโลก ซึ่งบลิงเคนระบุว่ารัฐบาลและภาคส่วนธุรกิจสูญเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ตั้งข้อหาชาวจีน 4 คนว่าทำการแฮกคอมพิวเตอร์ของบริษัทหลายสิบแห่ง ตลอดจนมหาวิทยาลัย และหน่วยงานของรัฐในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศระหว่างปี 2011 ถึง 2018

ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวว่าสหรัฐจะดำเนินการสอบสวนให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะดำเนินการใดๆ พร้อมระบุว่าแม้รัฐบาลจีนจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุโดยตรงแต่กำลังปกป้องผู้กระทำความผิด

รัฐบาลสหรัฐภายใต้การบริหารของไบเดนยังได้ประสานเรื่องนี้ไปยังพันธมิตรต่างๆ ได้แก่ สหภาพยุโรป อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และ NATO

พันธมิตรร่วมประณาม

เมื่อทราบเรื่องโดมินิก ราบ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีทางไซเบอร์บน Microsoft Exchange โดยกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนในทันที

ด้านสหภาพยุโรปไม่ได้กล่าวโทษรัฐบาลจีนโดยตรงแต่เรียกร้องให้รัฐบาลจีนดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปราบปรามผู้กระทำผิด

เช่นเดียวกับ NATO ซึ่งออกแถลงการณ์ประณามกิจกรรมทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายและชี้ให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยระบุว่าประเทศพันธมิตรของสหรัฐ ทั้งอังกฤษและแคนาดามองว่ารัฐบาลจีนต้องรับผิดชอบ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งกล่าวว่านับเป็นครั้งแรกที่ NATO ซึ่งมีสมาชิกรวมถึงฮังการีและตุรกีซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับจีนออกมาประณามกิจกรรมทางไซเบอร์จากประเทศจีน

ขณะที่นอร์เวย์ซึ่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีบน Microsoft Exchange ด้วยเช่นกันได้เรียกเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบเมื่อวันที่ 19 ก.ค. โดยเชื่อว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นจากประเทศจีน แต่ไม่ได้กล่าวโทษรัฐบาลจีนโดยตรง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างนอร์เวย์และจีน

จีนปฏิเสธ

ในวันที่ 20 ก.ค. ทางการจีนปฏิเสธการแฮก Microsoft Exchange โดยสถานทูตจีนประจำนิวซีแลนด์ระบุว่าคำกล่าวหาของสหรัฐและประเทศพันธมิตรนั้น “ไร้เหตุผล ขาดความรับผิดชอบ และเป็นการมุ่งใส่ร้าย” พร้อมเรียกร้องหลักฐานที่ชัดเจน

ขณะที่สถานทูตจีนประจำออสเตรเลียกล่าวว่าคำพูดของสหรัฐเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ พร้อมเสริมว่าสหรัฐต่างหากที่เป็นแชมป์โลกด้านการโจมตีทางไซเบอร์

Photo by SAUL LOEB / AFP