เขย่าบัลลังก์สีจิ้นผิง ศึกนอกรุมจีนจะเอาให้ตาย มรสุมภายในยิ่งแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683336

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 20:01 น.เขย่าบัลลังก์สีจิ้นผิง ศึกนอกรุมจีนจะเอาให้ตาย มรสุมภายในยิ่งแรง

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่บัลลังก์ของสีจิ้นผิงจะสั่นคลอนได้เท่ากับตอนนี้อีกแล้ว จับตา The Purge แผ่นดินจีน เปิดทางสีจิ้นผิงกุมอำนาจเด็ดขาด

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่บัลลังก์ของสีจิ้นผิงจะสั่นคลอนได้เท่ากับตอนนี้อีกแล้ว

ไม่ใช่เพราะสงครามยูเครน ไม่ใช่เพราะไต้หวัน ไม่ใช่เพราะการยั่วยุของสหรัฐและพันธมิตร

แต่มาจากนโยบายภายในที่เขา “ยึดมั่น” อย่างยิ่ง นั่นคือ “การทำให้โควิดเป็นศูนย์อย่างมีพลวัตร” (Dynamic zero COVID)

ในเวลานี้ไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะไล่กักตัวผู้ติดเชื้อ ไล่ตามตรวจผู้ใกล้ติดกันแบบบ้ำระห่ำเหมือนจีนอีก เพราะมันถึงเฟสที่จะต้องอยู่ร่วมกับโรคกันได้แล้ว และที่สำคัญการทำแบบจีนใช้งบประมาณมหาศาล และดูเหมือนต้องทำกันไม่รู้จักจบสิ้น ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของชาติป่นปี้

เศรษฐกิจของจีนอ่อนแอลงบ้างเพราะมาตรการนี้ รัฐบาลจีนก็ยังพอรับได้ แต่นอกจีนนั้นเขารับกันไม่ได้ เพราะจีนเป็นกลไกหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ยิ่งจีนปิดประเทศ ล็อคดาวน์ศูนย์กลางการเงิน/เศรษฐกิจ และปิดๆ เปิดๆ โรงงาน ซัพพลายเชนของโลกก็ยิ่งสั่นคลอน

เสียงกดดันให้จีนเลิกใช้นโยบายแบบนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะต้องการแทรกแซง แต่เพราะจีนทรุดโลกก็จะทรุดตามไปด้วย แม้แต่ ผอ. องค์การอนามัยโลกยังทนไม่ไหว บอกว่าแนวทางของจีนนั้น “จะไม่ยั่งยืน”

ปรากฏว่า ความเห็นของ ผอ. อนามัยโลกถูกถล่มในจีน หลังจากนั้นก็ถูกเซนเซอร์หายเข้ากลีบเมฆไป

ดูเผินๆ เหมือนคนจีนจะสามัคคียึดมั่นกับ Dynamic zero COVID แต่เปล่าเลย ในจีนตอนนี้บรรยากาศเขม็งเกลียวเพราะเจ้าสิ่งนี้

คลิปและข่าวหลุดอกมาจากจีนในต่อเนื่องเรื่องการประกาศในพื้นที่ล็อคดาวน์ มีทั้งความไม่พอใจที่ถูกล็อคแบบไร้ความหวัง การช่วยเหลือของภาครัฐไร้ประสิทธิภาพ

เซี่ยงไฮ้นั้นเกิดการประท้วงถี่เป็นพิเศษ แต่ “คิดเล่นๆ” เรายังพอเข้าใจได้ว่าคนเซี่ยงไฮ้มีชีวิตที่สุขสบายกว่าพื้นที่อื่นๆ ในจีน จึงอาจจะทนไม่ไหวเมื่อเจอกับมาตรการเข้มงวด พออยู่ในกฎระเบียบขึ้นมาจึงโวยวาย

แต่ไปๆ มาๆ ที่ปักกิ่งอันเป็นกล่องดวงใจของรัฐบาลจีนก็เกิดเรื่องทำนองเดียวกัน คราวนี้นักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งรวมตัวกันก่อหวอด ไม่พอใจที่จะมีการตั้งกำแพงปั้นหอพักกันเลย ทั้งๆ ที่นักศึกษาถูกล็อคห้ามเข้าห้ามออกจนลำบากลำบนกันอยู่แล้ว

มีรายงานวาจุดตรวจเชื้อในจีนบางแห่งต้องวางกำลังเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบกันแล้ว จากที่เดิมไม่มีแบบนี้ (ซึ่งที่ประเทศไหนๆ ก็ไม่น่าจะมี) นั่นแสดงถึงความตึงเครียดได้อย่างดี

และในโลกออนไลน์มีการเผยแพร่บทความยกย่องผู้นำคนจีนรุ่นก่อน เช่น จูหรงจี ในการควบคุมการระบาดโรค Hepatitis A ในปี 1988 ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการตีวัวกระทบคราด

ยังไม่นับมนุษย์โซเชียลบางคนที่บ่น “คิดถึงทศวรรษที่ 90” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จีนเหมือนหนุ่มสาวที่ร่าเริงกับยุคใหม่ ไม่ตึงเครียดเหมือนทุกวันนี้

ก่อนนี้ ผู้เขียนเขียนเคยบอกว่าชาตินิยมในจีนกำลังแข็งแกร่ง ซึ่งมันจริงในแง่ของการรับแรงกระแทกจากการ “บูลลี่” ภายนอก

แต่พอเจอเข้ากับความล้มเหลวของนโยบายภายใน ชาตินิยมจีนก็เริ่มปริแตก คนจีนตอนนี้เริ่มเถียงกันเองแล้วว่า ควรจะเชื่อมั่นกันแนวทางรับมือโควิดที่รัฐบาลเชื่อมั่นศรัทธาแค่ไหนดี

นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นความท้าทายทางการเมืองต่อสีจิ้นผิงโดยตรง เพราะนี่คือนโยบายที่เคยทำให้จีนรอดมาโดยตลอดการระบาดใหญ่ หากรอดไปได้จนสิ้นสุดการระบาด มันจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของประธานสี

แต่พอส่วนใหญ่ของโลกเขากำลังจะออกจากการระบาดใหญ่ จีนกลับติดกับดักของตัวองซะอย่างนั้น และผลงานชิ้นโบแดงกำลังกลายเป็นภยันตรายทางการเมืองต่อรัฐบาลจีน

สีจิ้นผิงที่ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยโผล่ช่วงการระบาดใหญ่ ยังต้องมีแอ็กชั่นผ่านการประชุมกรมการเมือง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งที่ประชุมประกาศกร้าวว่าจะ “ยึดมั่นในนโยบายทั่วไปของ ‘Dynamic zero COVID’ อย่างแน่วแน่ และต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวกับคำพูดและการกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ตั้งข้อสงสัยหรือปฏิเสธนโยบายป้องกันการแพร่ระบาดของประเทศเรา”

มันอาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นทั้งการตอบโต้แรงกดดันภายนอกในจีนเลิกนโยบายปิดบ้านปิดเมือง หรืออาจมองได้ว่าเป็นการติงความไม่พอใจของประชาชน “บางกลุ่ม” และยังอาจมองได้ว่าเป็นการเตือนไปยังกลุ่มการเมืองอื่นๆ ที่อาจฉวยโอกาสนี้สั่นคลอนอำนาจของสีจิ้นผิง

ใครไม่ทราบก็ควรทราบไว้ว่า การเมืองจีนนั้นแม้จะมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุด แต่ในพรรคนั้นมีกลุ่มก้อนทางการเมืองที่แตกต่างกัน พูดภาษาจีนเรียกว่า “พ่าย” หรือ “สี่” ภาษาการเมืองไทยคือ “มากันคนละสาย”

เพียงแต่เขาจะไม่ประกาศตัวกันว่าใครเป็นสายใคร เพราะเป็นเรื่องต้องห้ามของพรรค

ขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณการหาแพะทางการเมืองในจีน แต่มันมีโอกาสจะมีหรือไม่นั้นเป็นเรื่องน่าคิดเพราะสถานการณ์การเมืองของจีนปีนี้ไม่ธรรมดา

ในปีนี้ ซึ่งคาดว่าเป็นครึ่งหลังของปี จะมีการประชุม “คณะกรรมาธิการถาวรกรมการเมืองแห่งกรรมาธิการศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ครั้งที่ 20

การประชุมนี้จะเป็นการคัด “หัวกะทิ” ของผู้บัญชาการการเมืองจีน และจะบอกได้ว่าสีจิ้นผิงจะอยู่หรือจะไป หากอยู่ต่อสมาชิกใหม่ที่จะมาแทนคณะกรรมาธิการกรมการเมืองจะเป็นคนของเขาหรือไม่ เพราะหากใช่ มันจะยิ่งเสริมอำนาจของสีจิ้นผิง

ตามปกติแล้ว ในการประชุมครั้งนี้เป็นวาระที่สีจิ้นผิงต้องลงจากตำแหน่งได้แล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอาการว่าจะสละเก้าอี้ แถมยังกุมมั่นกว่าเดิมด้วยการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเรื่องการครองตำแหน่งผู้นำแบบไม่มีกำหนด และผลักดัน “แนวคิดสีจิ้นผิง” ซึ่งทำให้เขามีสถานะประหนึ่งผู้นำในตำนานของจีนที่มี “แนวคิด” ให้คนทั้งประเทศต้องดำเนินตาม นั่นคือเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิง

พูดสั้นๆ คือสีจิ้นผิงไม่ลงแน่ แต่ความวุ่นวายตอนนี้นั่นแหละที่จะทำให้เขาต้องทำงานหนักเพื่อทำให้พรรคฯ มั่นใจได้ว่าเขาเป็นที่พึ่งได้

เสียงต่อว่าต่อขานเรื่อง ‘Dynamic zero COVID’ ในเซี่ยงไฮ้นั้นสะเทือนมาถึงสีจิ้นผิงด้วย เพราะในโซเชียลมีเดียไม่พอใจบอกให้เขายอมรับว่าทำผิดพลาด และถึงขนาดเรียกร้องให้ “หลี่เฉียง” เลขาธิการพรรคฯ เซี่ยงไฮ้ลาออกกันเลยทีเดียว

สื่อต่างประเทศระบุว่าหลี่เฉียงคนนี้เป็นคนของสีจิ้นผิงและเป็นบุคคลที่จะถูกดันเข้ามานั่งคณะกรรมาธิการกรมการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์ออกมารูปนี้ มันจะทำให้เก้าอี้ของสีจิ้นผิงสั่นคลอนไปด้วย

สื่อฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลจีนอย่าง The Epoch Times วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ในเซี่ยงไฮ้ที่ล็อคดาวน์จนประชาชนอดอยากไม่น่าเกิดขึ้นได้ เว้นแต่มีคนตั้งใจให้เกิดหรือมีบางคน “ล้อฟรี” กับการจัดการล็อคดาวน์ ซึ่งอาจเป็น “สาย” ฝ่ายตรงกันข้ามกับท่านผู้นำประเทศ

เรื่องนี้ต้องฟังหูไว้หู เพราะเป็นสื่อ The Epoch Times แต่ถึงไม่ฟังจากสื่อรายนี้ มันมีเงื่อนงำให้ชวนคิดได้เหมือนกันว่า “ความไม่เป็นเอกภาพในเซี่ยงไฮ้เกิดจากอะไรกันแน่?” คำตอบนั้นมี 2 ข้อคือ 1. เจ้าเมืองไร้ประสิทธิภาพ 2. มีคนคิดเลื่อยขาเก้าอี้ ซึ่งจะสะท้อนไปถึงบัลลังก์ของผู้นำประเทศด้วย

ดังนั้น เพื่อรักษาความชอบธรรมของเจ้าของไอเดีย ‘Dynamic zero COVID’ เอาไว้ ดีไม่ดีในเมืองจีนอาจเกิดเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก นั่นคือการ Purge (การกวาดล้างทางการเมือง)

หนทางเดียวก็คือต้องปราบโควิดในเซี่ยงไฮ้ให้เร็วที่สุด และหลังจากนั้นทำการ “Purge” ผู้ที่เป็นเบี้ยหมากทางการเมือง แต่จะไม่ถึงกับระดับม้าระดับระดับโคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวขุนอย่างหลี่เฉียง

นับตั้งแต่การระบาดเกิดขึ้นมา ในพื้นที่ต่างๆ มีการ Purge กันเป็นล่ำเป็นสัน ต้องจับตาว่าคราวนี้จะมีหรือไม่

Purge ไม่ใช่ชื่อภาพยนต์ทริลเลอร์เลือดสาด แต่เป็น “ประเพณีทางการเมือง” อย่างหนึ่งในประเทศคอมมิวนิสต์ ที่จะกวาดล้างฝ่ายที่มี “อุดมการณ์ไม่ถูกต้อง”

เช่นพวกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขวาอีแอบ เป็นพวกปฏิกิริยา ฯลฯ แต่มีไม่น้อยที่เป็นคนบริสุทธิ์ที่ถูกเหมารวมกำจัดทิ้งไปด้วย เพื่อไม่ให้เป็นก้างขวางคออำนาจ

เมื่อ Purge แต่ละที นอกจากสมาชิกพรรคคอมิวนิสต์จะโดนกันระนาวแล้ว ยังมีปัญญาชน นักเขียน นักข่าว หมอ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ บุคคลสาขาอาชีพต่างๆ โดนหางเลขไปด้วย เพราะถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายเทคนิค” ที่รองรับ “อุดมการณ์ที่ไม่ถูกต้อง”

Purge ครั้งใหญ่ๆ ในโลกคอมมิวนิสต์ก็เช่น Great Purge (การกวาดล้างใหญ่) ของสตาลิน และ Cultural Revolution (การปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม) ของเหมาเจ๋อตง ทำให้ผู้คนในสหภาพโซเวียตและจีนสิ้นวาสนา ต้องถูกบีฑา เช่นฆ่ามากมาย ในจีนนั้นตายกันเป็นหลักล้าน

นั่นเป็นเรื่องสมัยสงครามเย็น เชื่อว่าจีนคงจะไม่ทำ Purge ที่บ้าระห่ำกันอีก เพราะจีนนั้นศิวิไลซ์แล้วและการทำ Purge มันน่ากลัวนักหนา

แต่ที่เป็นได้มากกว่าคืออาจจะมีการหา “ผู้รับผิดชอบ” คือระดับปลายแถว

แต่ก็น่าคิดว่ามันจะลามไประดับการตำหนิและวิจารณ์ผ่านที่ประชุมใหญ่ของพรรคหรือไม่ การชำแหละนโยบายเพื่อชี้จุดบกพร่องแบบนี้ อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น การประชุม “ที่ประชุมใหญ่ 7,000 คน” เป็นการประชุมสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1962 เพื่อ “ประเมิน” นโยบายของเหมาเจ๋อตงที่ต้องการยกระดับจีนด้านอุตสาหกรรมและการเกษตร แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่าจนทำให้มีผู้คนตายหลายล้าน นั่นคือนโยบาย “ก้าวกระโดดใหญ่”

การประเมินครั้งนี้ที่จริงมันคือการตำหนิกลายๆ ทำให้เหมาเจ๋อตงต้องวิพากษ์ตนเองซึ่งก็คือยอมรับผิด และหลบฉากถอนตัวจากการเมือง ไปเป็น “ผู้นำกิตติมศักดิ์” ถูกริดรอนอำนาจบริหารไป ผู้ที่เข้ามามีอำนาจบริหารแทนคือหลิวซ่าวฉีและเติ้งเสี่ยวผิง

แต่เหมาเจ๋อตงไม่ยอมรามือง่ายๆ ในวันที่ 16 พฤษภาคม 1966 เหมาเจ๋อตงก็ได้โอกาสเอาคืน ดำเนินการออกเอกสารที่ชื่อ “จดหมายเหตุ 5/16” เนื้อหาสำคัญคือการวางแนวทาง “การปฏิวัติวัฒนธรรม” เพื่อทำให้การนำในวงการต่างๆ ทั้งการเมือง แรงงาน การเกษตร วรรณคดี ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ต้องอยู่ในมือของชนชั้นแรงงาน ไม่ใช่ “ชนชั้นกระฎุมพี” และต่อต้าน “พวกปฏิกริยาต่อต้านการปฏิวัติ”

เป้าหมายนี้ดูเผินๆ เหมือนเป็นการขับเคลื่อนเพื่อสร้างวัฒนธรรมจีนใหม่ที่เป็นสังคมนิยมและอิงกับชนชั้นแรงงาน แต่เป้าหมายจริง คือการกวาดล้างกลุ่มอำนาจที่เขี่ยเหมาเจ๋อตงตกกระป๋องไป หนึ่งในนั่นคือ หลิวซ่าวฉีและเติ้งเสี่ยวผิง โดยเฉพาะเติ้งเสี่ยวผิงถูกเล่นงานด้วยข้อหาเป็นพวกฝ่ายขวาอีแอบ และต่อต้านการปฏิวัติ

ทั้งสองคนจึงถูก Purge อย่างรุนแรง หลิวซ่าวฉี ทั้งๆ ที่เป็นประธานาธิบดียังถูกเล่นงานจนเสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงถูกทารุณกรรมอย่างหนัก แต่ก็เอาตัวรอดมาได้

เหมาเจ๋อตงกลับมามีอำนาจอีกครั้ง พร้อมด้วยพลังมหาประชาชน (โดยเพาะพวกคนหนุ่มสาวที่ชักจูงง่ายที่เรียกว่า “ยุวชนแดง”) ที่เขาชักนำด้วยสโลแกนการปฏิวัติวัฒนธรรมให้มาร่วมกันกวาดล้างวัฒนธรรมเก่า สร้างโลกสังคมนิยมใหม่ แต่กลับเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในห้เหมาโดยไม่รู้ตัว

นี่คือตัวอย่างของการใช้อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ บงการมติมหาชนเพื่อทำการ Purge ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

จากตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่ยกมา บางคนคงได้กลิ่นทะแม่งๆ แล้วอดคิดไม่ได้ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่หนอ?

แต่ก็อย่างที่บอกว่าในช่วงการระบาดใหญ่ จีนทำ Purge กันเรื่อยๆ ที่โดนมักเป็นตัวเล็กๆ ตัวใหญ่ๆ ระดับหลี่เฉียงแห่งเซี่ยงไฮ้นั้นมีน้อย เว้นแต่ที่อู่ฮั่น

ขณะที่จีนเราต้องเดาไปก่อน ที่เกาหลีเหนือที่กำลังเจอสถานการณ์เดียวกับจีนคือ “ด่านแตก” ไม่รีรอที่จะส่งสัญญาณการ Purge กันแล้ว

เกาหลีเหนือนั้นใช้แนวทาง zero COVID เหมือนจีน แต่มันไม่ Dynamic ตรงที่เกาหลีเหนือบอกกับชาวโลกหน้าตาเฉยไม่มี้ไม่มีโควิดเลยในบ้านเมืองเรา ซึ่งมันแทบเป็นไปไม่ได้ และที่ผ่านมาก็พบการระบาดประปรายโดยบอกว่าเป็น “ไข้”

คราวนี้ก็เช่นกัน เกาหลีเหนือยังปากแข็งบอกว่าเป็น “ไข้” ที่ทำให้คนนับล้านคนติดพร้อมๆ กันใน้วลาอันสั้น

เรื่องนี้ก็เรื่องหนึ่ง แต่หากสังเกตดีๆ คิมจองอึนนั่งหัวโต๊ะประชุมกรมการเมือง วันแรกสิ่งแรกๆ ที่ทำคือตำหนินโยบายการรับมือการระบาด หลังจากผ่านมาถึงวันที่ 16 สถานการณ์เลวร้ายลง คิมจองอึนเป็นประธานประชุมกรมการเมืองอีก และเป็นอีกครั้งที่ตำหนิมาตรการรับมือ

มาถึงวันที่ 18 อีกครั้งที่คิมจองอึนตำหนิระดับบริหารว่าทำงานไม่น่าพอใจ การย้ำๆ แบบนี้ เป็นการเตือนว่าผู้รับผิดชอบอาจหัวขาดเอาง่ายๆ 

แม้ว่าคนผู้นั้นจะไม่ใช่เจ้าของไอเดียและนโยบายแบบนี้มันควรจะมาจากคิมจองอึนก็ตาม นี่เป็นศิลปะของการเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยมอย่างหนึ่ง คือ “ต้องรู้จักหาแพะรับบาป”

ในเกาหลีหนือคนที่ถูก Purge จนต้องจบชีวิตมีหลายเหตุผล ตั้งแต่ขวางทางอำนาจท่านผู้นำ เป็นเครือข่ายฝ่ายตรงข้าม หรือแม้แต่เถียงท่านผู้นำ เช่น ชเว ยอง-กอน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป่าไม้ เกิดไปคัดค้านนโยบายป่าไม้ของคิมจองอึนก็เลยชะตาขาด ถูกประหารในปี 2015

แต่ในจีน สีจิ้นผิงไม่ได้มีอำนาจสั่งเป็นสั่งตายแบบคิมจองอึน โครงสร้างของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีการถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะมี “สาย” ต่างๆ แต่นอกจากสีจิ้นผิงจะต้องกุมเสียงส่วนใหญ่ให้ได้แล้ว เสียงส่วนที่เหลือก็ต้องประสานให้มีเอกภาพ การใช้สายตนเองเข้าไปนั่งคงไม่พอ แต่ต้องทำคณะกรรมการบริหารทั้งหมดมั่นใจว่าสีจิ้นผิงคือคนที่พึ่งพาได้

ผลจากการประชุมกรมการเมืองเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมค่อนข้างชัดว่าเสียงส่วนใหญ่หนุนสีจิ้นผิง

และที่สำคัญ หากลองเข้าไปนั่งในความคิดของผู้นำจีนแล้ว สิ่งที่ควบคุมได้ยากกว่าคือปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน จีนสามารถเคลียร์ได้ในเวลาอันสั้น ดังจะเห็นได้จากในเวลาที่เขียนบทความนี้เซี่ยงไฮ้เคลมแล้วว่าควบคุมการระบาดได้ และบรรยากาศคุกรุ่นในหมู่ประชาชนเริ่มเบาบางลงไปบ้าง

ที่จริงแล้วรัฐบาลเริ่มการ Purge ในระดับประชาชนแล้ว โดยสั่งให้แพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ จัดการเคลียร์โพสต์ที่ “เป็นพิษ” ต่ออุดมการณ์การเมืองหลักของประเทศออกไป นี่คือก้าวแรกในการสร้างเอกภาพทางความคิด คล้ายๆ กับการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง

ดังนั้นภัยภายในไม่ยากจะจัดการ แต่ภัยคุกคามจากมหาอำนาจอื่นต่อจีนไม่ซาลงเลย กลับจะหนักขึ้นทุกวัน ระดับนำของจีนสายต่างๆ คงจะมองเห็นแล้วว่าหากขัดขากันองในเวลานี้มีแต่จะตายยกรัง เพราะอีกฝ่ายปั่นบรรยากาศการเผชิญหน้าไม่หยุดหย่อน

ด้วยมาตรการที่ดูไม่ธรรมดาของรัฐบาลจีน (เช่น ขอความร่วมมือจากประชานไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศ) กระทั่งคนในจีนเองก็ยังรู้สึกหวั่นๆ ว่า “เรากำลังเตรียมรบกับใครหรือเปล่า?”

ดังนั้น มีแต่ต้องสนับสนุนสีจิ้นผิงนั่งเทอมสามต่อไปเท่านั้นเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคใหญ่หลวงครั้งนี้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – REUTERS/Florence Lo

‘บุช’เผลอลั่นประณามรุกรานอิรักไม่ยุติธรรม ก่อนแก้เป็นยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683527

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 16:21 น.'บุช'เผลอลั่นประณามรุกรานอิรักไม่ยุติธรรม ก่อนแก้เป็นยูเครน

‘ผมหมายถึงยูเครน’: อดีตประธานาธิบดีสหรัฐจอร์จ ดับเบิลบู บุชเรียกการรุกรานอิรักว่าเป็นการกระทำที่ ‘ไม่ยุติธรรม’

สำนักข่าวรอยเตอร์ – อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์จ ดับเบิลยู บุช บอกการรุกรานอิรักเป็น “ความรุนแรง” และ “ไม่ยุติธรรม” ก่อนที่จะแก้ไขตัวเองโดยอ้างว่าหมายถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

บุชกล่าวสุนทรพจน์ระหว่างงานอีเวนต์ที่เมืองดัลลาสเมื่อวันพุธ ขณะที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองของรัสเซีย

“ผลที่ตามมาคือไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลในรัสเซีย และการตัดสินใจของชายคนหนึ่งในการบุกอิรักอย่างไม่ยุติธรรมและโหดร้าย” บุชกล่าวก่อนที่จะแก้ไขตัวเองและส่ายหัว “ผมหมายถึงยูเครน”

เขาติดตลกตำหนิความผิดพลาดที่อายุของเขาในขณะที่ผู้ชมหัวเราะออกมา

ในปี พ.ศ. 2546 เมื่อบุชเป็นประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกาได้นำการบุกอิรักโดยอ้างว่าอิรักครอบครองอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง แต่มันไม่เคยถูกพบจนถึงทุกวันนี้ แบะความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายแสนคนและต้องพลัดถิ่นอีกมาก

คำพูดของบุชกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย โดยมีผู้ชมมากกว่า 3 ล้านวิวบนทวิตเตอร์เพียงอย่างเดียวหลังจากคลิป https://bit.ly/3wwrZwy ถูกทวีตโดยนักข่าว Dallas News

อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้เปรียบเทียบโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนกับวินสตัน เชอร์ชิลล์ ผู้นำสมัยสงครามของอังกฤษ ขณะเดียวกันก็ประณามประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่เริ่มบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์

Photo – REUTERS/Kevin Lamarque (IRAQ)/File Photo

รัสเซียโวอาวุธเลเซอร์รุ่นใหม่ ดับสัญญาณดาวเทียม-ทำลายโดรนระยะ 5 กม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683507

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 14:01 น.รัสเซียโวอาวุธเลเซอร์รุ่นใหม่ ดับสัญญาณดาวเทียม-ทำลายโดรนระยะ 5 กม.

ไม่ใช่แค่ชาติตะวันตกที่ประโคมประสิทธิภาพ “สินค้าสงคราม” ของตน แต่รัสเซียยังใช้โอกาสการรุกรายยูเครน เปืดตัวอาวุธใหม่ด้วย

สำนักข่าวรอยเตอร์ – เมื่อวันพุธที่ 18 พ.ค. รัสเซียได้เปิดตัวอาวุธเลเซอร์รุ่นใหม่รวมถึงระบบเลเซอร์เคลื่อนที่ที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ปูตินประกาศครั้งแรกในปี 2018 ซึ่งรัฐบาลมอสโกกล่าวว่าได้ก้าวหน้าไปแล้วจนอาจทำให้ดาวเทียมในวงโคจร “สัญญาณบอด” และทำลายโดรนได้

ในปี 2018 ปูตินได้เปิดตัวอาวุธใหม่ๆ มากมาย รวมถึงขีปนาวุธข้ามทวีป หัวรบนิวเคลียร์ขนาดเล็กที่สามารถติดกับขีปนาวุธร่อน โดรนนิวเคลียร์ใต้น้ำ อาวุธความเร็วเหนือเสียง และอาวุธเลเซอร์

ไม่ค่อยมีใครรู้จักเกี่ยวกับอาวุธเลเซอร์ชื่อ Peresvet ที่ชื่อตามชื่อของ Alexander Peresvet นักบวชนักรบออร์โธดอกซ์ยุคกลางที่เสียชีวิตในการสู้รบ ปูตินให้ข้อมูลเฉพาะบางประการในปี 2018 และรายละเอียดของเลเซอร์นั้นเป็นความลับ

ยูริ โบริซอฟ รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาทางการทหาร บอกกับที่ประชุมในกรุงมอสโกว่า Peresvet  ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางแล้ว และมันอาจทำให้ดาวเทียมที่อยู่สูงจากพื้นโลกถึง 1,500 กม. สัญญาณบอดได้

เขาอ้างการทดสอบเมื่อวันอังคาร โดยเขากล่าวว่าได้เผาโดรนที่อยู่ห่างออกไป 5 กม. ภายในห้าวินาที สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถยืนยันการทดสอบได้อย่างอิสระ

“มันถูกส่งไปให้กองทหาร (ขีปนาวุธ) เป็นจำนวนมากแล้ว และมันสามารถทำให้ระบบการลาดตระเวนดาวเทียมของศัตรูที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นศัตรูสัญญาณบอดในวงโคจรสูงสุด 1,500 กม. ปิดการใช้งานพวกเขาในระหว่างการบินเนื่องจากการใช้รังสีเลเซอร์” Borisov กล่าว .

“แต่สมมุติว่า เป็นของวันนี้ หรือแม้กระทั่งในบางแง่มุมของเมื่อวาน นักฟิสิกส์ของเราได้สร้างระบบเลเซอร์ที่ผลิตขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าตามลำดับความสำคัญที่สามารถทำลายความร้อนบนอุปกรณ์ต่างๆ ได้ ” บอริซอฟกล่าว

คำพูดของ โบริซอฟระบุว่ารัสเซียมีความคืบหน้าอย่างมากกับ Peresvet และประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ประกาศล่วงหน้า ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับประเทศพลังงานนิวเคลียร์อื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน

คำพูดของเขาระบุว่ารัสเซียอาจทำให้ดาวเทียมและระบบอื่นๆ สัญญาณบอดลงได้ ซึ่งดาวเทียมเหล่านั้นสหรัฐฯ ใช้เพื่อติดตามขีปนาวุธข้ามทวีปของรัสเซีย หรือโดรนที่ใช้กำหนดเป้าหมายตำแหน่งปืนใหญ่ในสงครามยูเครน

โบริซอฟ กล่าวว่าเขาเพิ่งกลับมาจากซารอฟ เมืองปิดในภูมิภาคนิชนี นอกโกรออดซึ่งเคยรู้จักกันในชื่อ Arzamas-16 เพราะเป็นความลับมาก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการวิจัยอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย

“วันนี้ ระบบอาวุธที่เรียกว่า “(อาวุธ) ตามหลักการทางกายภาพใหม่” กำลังมาแรง” โบริซอฟกล่าว

“นี่เป็นอาวุธเลเซอร์ โดยหลักแล้ว อาวุธคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้าที่จะมาแทนที่ (อาวุธธรรมดา) ในทศวรรษหน้า นี่ไม่ใช่แนวคิดแปลกใหม่ แต่มันคือความจริง” โบริซอฟกล่าว

ภาพ – Mil.ru

จับตาโลกสะเทือนเมื่อจีนล็อคประเทศพึ่งตัวเอง ธุรกิจต่างชาติเล็งถอนตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683489

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 11:50 น.จับตาโลกสะเทือนเมื่อจีนล็อคประเทศพึ่งตัวเอง ธุรกิจต่างชาติเล็งถอนตัว

นโยบายปลอดโควิดของจีนทำให้ความหวังทั่วโลกฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วสู่ภาวะปกติต้องล่าช้าออกไป

สำนักข่าวรอยเตอร์ – เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงอย่างมากจากความเข้มงวดของนโยายโควิด-19 เป็นศูนย์ และการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลจีนจากการพึ่งพาอุปสงค์ภายนอกแบบเดิมๆ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจีนจะเกื้อหนุนการค้าและการลงทุนทั่วโลกในอนาคตมากน้อยเพียงใด

ในขณะที่จีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วอย่างน่าทึ่งจากการตกต่ำของโรคระบาดในขั้นต้น แต่นักวิเคราะห์คาดว่าการตกต่ำในปัจจุบันจะลำบากกว่าที่ตอนที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2020 เนื่องจากการส่งออกและการผลิตในโรงงานที่ได้รับผลกระทบ 

แนวโน้มที่มืดมนยิ่งขึ้นเป็นความท้าทายไม่เพียงแต่สำหรับผู้นำในปักกิ่งที่กังวลเกี่ยวกับอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจต่างชาติต่างหวังให้จีนกลับมามีส่วนร่วมกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกเหมือนช่วงก่อนเกิดโรคระบาด

การคำนวณตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่าจีนจะมีส่วนร่วมโดยเฉลี่ยต่อปีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจนถึงปี 2027 ที่ประมาณ 29% แม้ว่าจะเป็นส่วนเสริมที่สำคัญมาก แต่ก็ตรงกันข้ามกับปีหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ใกล้ 40%

Raymond Yeung หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ANZ แผนกจีน กล่าวว่าเมื่อเร็วๆ นี้นโยบายเศรษฐกิจของปักกิ่งได้เปลี่ยนไปใช้วิธีแก้ปัญหาและการปฏิรูปที่ริเริ่มในประเทศ มากกว่าการฟื้นฟูแนวทางในอดีตที่เน้นไปที่การมีส่วนร่วมกับโลกมากขึ้น

“การดำเนินการเหล่านี้อย่างประสบความสำเร็จอาจปูทางไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” Yeung เขียนในหมายเหตุ “อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่จะล้มเหลวในการบรรลุอัตราการเติบโตที่คล้ายคลึงกันนั้นสูงขึ้น หากบรรษัทข้ามชาติ (ข้ามชาติ) เริ่มถอนธุรกิจจากภาคพื้น (แผ่นดินจีน) กระบวนการบรรจบกันทางเศรษฐกิจอาจสิ้นสุดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้”

การเติบโตของการส่งออกของจีนชะลอตัวลงเหลือตัวเลขหลักเดียวในเดือนเมษายน ซึ่งอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดใหญ่ ขณะที่การนำเข้าแทบไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากการควบคุมโควิด-19 ระงับการผลิตในโรงงานและลดความต้องการลง

ทางการคาดว่าจะดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับโควิด ก่อนการประชุมครั้งสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ในปลายปีนี้

ยังมีสัญญาณเตือนออกมา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจีนได้ยกเลิกสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพรอบชิงชนะเลิศในปีหน้าเนื่องจากความกังวลเรื่องโควิด-19

Peiqian Liu นักเศรษฐศาสตร์ชาวจีนที่ NatWest Markets ในสิงคโปร์กล่าวว่าเมื่อต้องเผชิญกับทางเลือก ปักกิ่งน่าจะจัดลำดับความสำคัญของการรักษาชัยชนะในการต่อสู้กับ COVID อย่างดุเดือด และปัญหาหนี้ที่รุนแรงขึ้นจนเกินเป้าหมายการเติบโตปี 2022 ที่ 5.5% ซึ่งอัตรานี้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเป็นความทะเยอทะยาน

“พูดอย่างกว้างๆ มีการเปลี่ยนแปลงระยะยาวตั้งแต่ช่วงต้นปี 2018 ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภายในประเทศ ส่งเสริมภาคบริการและยกระดับห่วงโซ่อุปทานการผลิต (และ) หลีกเลี่ยงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตที่ติดพันกับหนี้” หลิวกล่าวว่า

การชะลอตัวของการลงทุนในวงกว้างและต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อความต้องการ ซึ่งส่งผลให้การเติบโตทั่วโลกชะลอตัวลงอย่างมาก เธอกล่าว

ความกังวลเฉพาะหน้า

ปักกิ่งปกป้องนโยบายของตนและมองข้ามผลกระทบระลอกคลื่นทั่วโลก ความคิดเห็นใน Global Times สื่อของรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกล่าวว่ายุทธศาสตร์โควิดเป็นศูนย์เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในการต่อสู้กับไวรัสและรักษาเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ และคาดว่าจะมีส่วนสนับสนุนอย่างมากต่อการเติบโตทั่วโลก

คนอื่นๆ เห็นด้วยในวงกว้าง เช่น Brian Coulton หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Fitch Ratings รับทราบถึงการหยุดชะงักจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน แต่ไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเติบโตทั่วโลก

“ไม่ว่าจะอย่างไร คนทั้งโลกพึ่งพาการผลิตของจีนเพิ่มขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมจึงไม่เห็นอิทธิพลของจีนที่มีต่อวัฏจักรโลกในระยะสั้นจะลดลง” Coulton กล่าวกับรอยเตอร์ 

อย่างไรก็ตาม สำหรับตอนนี้ ธุรกิจต่างชาติในจีนเริ่มมีเสียงพูดเกี่ยวกับสภาพการดำเนินงานที่แย่ลง

ภายใต้นโยบายปลอดโควิด ชาวจีนมีความสุขกับการเปิดกว้างและเสรีภาพที่เกี่ยวข้องกันเป็นเวลานานภายในขอบเขตของเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ยังคงปิดล้อมอย่างแน่นหนาจากส่วนอื่นๆ ของโลก

อย่างไรก็ตาม การระบาดในประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ ส่งผลให้ทางการไม่เพียงล็อกพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคการผลิตเท่านั้น ส่งผลให้อุปทานทั่วโลกสั่นสะเทือน แต่ยังเพิ่มมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายผู้คนเข้าและออกนอกประเทศเป็นสองเท่า

ในขณะที่มาตรการจำกัดการเดินทางในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกำลังผ่อนคลายลง ในขณะที่ประเทศต่างๆ พยายามที่จะ “อยู่กับโควิด” จีนกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่จำเป็นของพลเมืองอย่างเข้มงวด สานต่อแนวทางห้ามเดินทางโดยเบ็ดเสร็จตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

หอการค้าอเมริกันในจีนเตือนเมื่อวันอังคารว่าการควบคุมโควิดที่เข้มงวดจะขัดขวางการลงทุนจากต่างประเทศในประเทศเป็นเวลาหลายปีที่จะมาถึงเนื่องจากข้อจำกัด ในการเดินทางขัดขวางท่อน้ำเลี้ยงสำหรับโครงการต่างๆ

การสำรวจจากหอการค้าอุตสาหกรรมและการค้าของเยอรมนี (DIHK) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพบว่า 47% ของบริษัทเยอรมันในประเทศจีนกำลังทบทวนกิจกรรมของพวกเขาอย่างถี่ถ้วน และหนึ่งในแปดบริษัทยังพิจารณาที่จะเดินทางออกนอกประเทศ

Volker Treier หัวหน้าฝ่ายการค้าต่างประเทศของหอการค้าเยอรมันกล่าวว่า “โดยปกติต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะตั้งหลักที่นี่ได้ และด้วยขนาดของประเทศ การย้ายถิ่นฐานยิ่งยากขึ้น ยิ่งผลการสำรวจยิ่งน่าประหลาดใจมากขึ้นไปอีก”

Source – China’s zero-COVID policy dashes global hopes for quick economic return to normal/REUTERS

Photo – REUTERS/Carlos Garcia Rawlins

NATO ร้าวลึก โครเอเชียขวางสวีเดน-ฟินแลนด์เข้าเป็นสมาชิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683477

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 10:23 น.NATO ร้าวลึก โครเอเชียขวางสวีเดน-ฟินแลนด์เข้าเป็นสมาชิก

นอกจากตุรกีที่ยืนยันเสียงแข็งที่จะไม่ยอมรับสวีเดน-ฟินแลนด์เข้าเป็นสมาชิกของ NATO แล้วล่าสุด โครเอเชียยังแสดงท่าทีแบบเดียวกัน

เว็บไซต์ Total Croatia News รายงานว่า ประธานาธิบดีโซรัน มิลาโนวิช กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาจะสั่งการให้ผู้แทนถาวรของโครเอเชียแก่ NATO เอกอัครราชทูต มาริโอ โนบิโล ลงคะแนนเสียงคัดค้านการยอมรับฟินแลนด์และสวีเดนเข้าเป็นพันธมิตร จนกว่ากฎหมายการเลือกตั้งใน สาธารณรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เพื่อนบ้านของโครเอเชียจะได้รับการแก้ไข

มิลาโนวิชเชื่อว่าโครเอเชียจะไม่ยับยั้งการเป็นสมาชิก NATO ของฟินแลนด์และสวีเดนเสียทีเดียว แต่เพื่อจะปลุกให้ประชาคหันมาสนใจปัญหาของโครเอเชียด้วย นั่นคือประเด็นความเท่าเทียมกันในการเลือกตั้งของชนเชื้อสายโครแอตในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

“นั่นไม่ใช่การต่อต้านฟินแลนด์และสวีเดน แต่เพื่อโครเอเชีย” มิลาโนวิชยืนยัน

มิลาโนวิชเชื่อว่าสิทธิทางการเมืองของชาวโครแอตในสาธารณรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนากำลัง “ถูกทำลาย” และเป็นประโยชน์ของชาติโครเอเชียที่จะป้องกันสิ่งนั้น

เขาเน้นย้ำว่าจะสั่งให้เอกอัครราชทูตโนบิโลต่อต้านการเป็นสมาชิกของสวีเดน-ฟินแลนด์

นอกจากนี้ มิลาโนวิชกล่าวในวันนี้ว่า ตุรกี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับสองประเทศนอร์ดิกที่เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตร NATO กำลังแสดงวิธีต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของชาติ

“ตุรกีจะไม่เปลี่ยนจุดยืนอย่างแน่นอน ก่อนที่พวกเขาจะได้สิ่งที่ต้องการ” มิลาโนวิชกล่าว

Photo – REUTERS/Johanna Geron/Pool

คนในรัสเซียเริ่มทนไม่ไหว สำนักงานสัสดีทั่วประเทศถูกโจมตี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683419

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 16:45 น.คนในรัสเซียเริ่มทนไม่ไหว สำนักงานสัสดีทั่วประเทศถูกโจมตี

นับตั้งแต่เปิดปฏิบัติการบุกยูเครนเมื่อเดือนก.พ. สำนักงานทหารในรัสเซียถูกโจมตีไปแล้วกว่าสิบแห่ง

The Moscow Times รายงานว่านับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา สำนักงานสัสดีทั่วรัสเซียถูกโจมตีไปแล้วมากกว่า 10 แห่ง

โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการโจมตีสำนักงานสัสดีในรัสเซีย 4 แห่ง ซึ่งการโจมตีครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 13 พ.ค. เมื่อชายชุดดำขว้างโมโลตอฟค็อกเทล หรือระเบิดขวด เข้าไปในอาคารสำนักงานสัสดีในเมืองรอสตอฟ ทางตอนใต้ของรัสเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนเพียง 5 กิโลเมตร ส่งผลให้อาคารเกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเร่งตามตัวผู้ก่อเหตุ ในวันเดียวกันนั้นยังมีรายงานเหตุการณ์คล้ายกันในแคว้นออมสค์

เช่นเดียวกับในเมืองไรยาซาน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมอสโก ซึ่งรายงานระบุว่าหน้าต่างและประตูสำนักงานพังเสียหายจากการถูกเพลิงไหม้ในวันที่ 14 พ.ค. และในวันรุ่งขึ้น (15 พ.ค.) มีรายงานว่าสำนักงานสัสดีในวอลโกกราดเกิดเพลิงไหม้ในห้องใต้ดิน

ก่อนหน้านั้นยังมีรายงานว่าชาย 2 คนหลบหนีออกจากสำนักงานสัสดีในนิซนีร์วาตอฟสก์ หลังโยนระเบิดขวดอย่างน้อย 7 ลูกเข้าไปในหน้าต่างของสำนักงาน ซึ่งคลิปวิดีโอเผยให้เห็นเปลวไฟที่ลุกโชนภายในอาคาร โดยรายงานเบื้องต้นชี้ว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีดังกล่าว

เพนตากอนเร่งสืบหาความจริง 400 รายงานปริศนายูเอฟโอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683433

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 18:30 น.เพนตากอนเร่งสืบหาความจริง 400 รายงานปริศนายูเอฟโอ

สหรัฐรายงานวัตถุบินปริศนาเกือบ 400 ครั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ABC News รายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนกล่าวต่อสภาเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ว่าขณะนี้มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ทหารเกี่ยวกับการเผชิญกับวัตถุบินไม่ปรากฏชื่อ (Unidentified Flying Objects) หรือยูเอฟโอ หรือบางครั้งถูกเรียกว่าปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่ระบุชื่อ (Unidentified Aerial Phenomena) หรือยูเอพี เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 400 ฉบับ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 144 ฉบับระหว่างปี 2004 ถึง 2021 ซึ่งถูกติดตามในรายงานของปีที่แล้ว

ทั้งนี้ จากรายงานทั้งหมด 144 ฉบับ สามารถอธิบายได้ 1 ฉบับว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเอเลี่ยนหรือมนุษย์ต่างดาวแต่อย่างใด ส่วนรายงานฉบับอื่นๆ ยังคงเป็นปริศนาและจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม

โดยแอนเดร คาร์สัน ผู้แทนพรรคเดโมแครตจากรัฐอินเดียนา ประธานสภาข่าวกรองต่อต้านการก่อการร้าย กล่าวว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษที่สภาคองเกรสจัดให้มีการไต่สวนเกี่ยวกับยูเอฟโอ ซึ่งเป็นการไต่สวนสาธารณะที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปรับฟังได้

คาร์สันกล่าวว่าจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมเนื่องจากปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่ระบุชื่อเหล่านี้เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ และกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน

สกอตต์ เบรย์ รองผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองของกองทัพเรือ กล่าวว่า รายงานการพบเห็นวัตถุบินไม่ปรากฏชื่อเกิดขึ้นบ่อยและต่อเนื่อง

“ผมไม่สามารถชี้ไปที่สิ่งที่ไม่ได้สร้างขึ้นโดยมนุษย์ได้อย่างชัดเจน แต่มีหลายกรณีที่ยังเป็นปริศนา” เบรย์กล่าวโดยอ้างถึงวิดีโอของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2004 ซึ่งนักบินของกองทัพเรือบันทึกวัตถุปริศนาเหนือน้ำ

เช่นเดียวกับโรนัลด์ เมาล์ทรี ผู้อำนวยการด้านข่าวกรองของกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นพยานในการไต่สวนครั้งนี้ กล่าวว่าเขามีความต้องการอย่างยิ่งที่จะรู้ว่าข้างนอกนั้นมีอะไรบ้าง

พร้อมเผยว่าในปี 2021 เพนตากอนได้จัดตั้ง Airborne Object Identification and Management Synchronization Group หรือ AOIMSG ซึ่งเป็นคณะทำงานเพื่อ “การระบุวัตถุบินที่ไม่รู้จักหรือไม่สามารถระบุได้ก่อนหน้านี้ในลักษณะที่เป็นระบบ สมเหตุสมผล และเป็นมาตรฐาน”

ทั้งนี้ ความสนใจในยูเอฟโอและยูเอพีในสหรัฐเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังจากที่มีการเผยแพร่วิดีโอที่เป็นปริศนาจากกองทัพเรือเอง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือกล่าวในการไต่สวนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่าผู้สืบสวนค่อนข้างมั่นใจว่าวัตถุรูปทรงพีระมิดลอยได้ที่เจ้าหน้าที่ทหารบันทึกได้เมื่อปี 2019 นั้นเป็นโดรน หลังจากที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐออกมายืนยันเมื่อปีที่แล้วว่าภาพวัตถุรูปร่างคล้ายพีระมิดดังกล่าวเป็นภาพจริง

“นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ความพยายามอย่างมากในการทำความเข้าใจสิ่งที่เราเห็น” เบรย์กล่าว

Photo by REUTERS/Joey Roulette

สหรัฐเรียกร้องยุโรปร่วมมือเผชิญหน้าจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683401

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 14:30 น.สหรัฐเรียกร้องยุโรปร่วมมือเผชิญหน้าจีน

รมว.คลังสหรัฐเรียกร้องยุโรปร่วมมือแข่งขันทางเศรษฐกิจกับจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐกล่าวปราศรัยที่ Brussels Economic Forum โดยเรียกร้องให้สหรัฐและประเทศพันธมิตรในยุโรปร่วมมือกันเพื่อเผชิญหน้ากับจีนในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

“เรามีผลประโยชน์ร่วมกันในการทำให้จีนละเว้นจากการปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่ทำให้เราเสียเปรียบ…เราทุกคนควรมุ่งมั่นที่จะทำให้จีนเลิกปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม” เยลเลนกล่าว “หากเราทำได้ เราจะมีโอกาสที่ดีกว่าในการแข่งขันกับจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจและผู้บริโภคของเรา”

โดยเยลเลนชี้ให้เห็นถึงแนวปฏิบัติของจีนในด้านการค้า การลงทุน นโยบายการพัฒนาและสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแนวทางการให้กู้ยืมที่ทำให้บางประเทศต้องแบกรับภาระหนี้ที่ไม่ยั่งยืน

เยลเลนกล่าวว่าจีนกำลังสร้างส่วนแบ่งการตลาดที่แข็งแกร่ง ในผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีบางอย่าง และพยายามที่จะครองการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ยังเตือนว่าประเทศตะวันตกพึ่งพาจีนมากเกินไปสำหรับแร่ธาตุหายาก

เยลเลนมองว่าการพัฒนาเหล่านี้ของจีนอาจเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่เป็นประชาธิปไตย แต่สามารถลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า “Friendshoring” หรือการร่วมมือกันในกลุ่มประเทศพันธมิตรในห่วงโซ่การผลิต รวมถึงแร่ธาตุที่สำคัญ

นอกจากนี้ เยลเลนยังเรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินให้แก่ยูเครน โดยชี้ว่าเงินทุนที่ได้ประกาศไปแล้วนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการระยะสั้นของยูเครนในขณะที่กำลังเผชิญกับการรุกรานของรัสเซีย

Photo by REUTERS/Leah Millis/File Photo

เมียนมาเรียกร้องตะวันตกสนับสนุนอาวุธสู้รัฐบาลทหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683393

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 12:40 น.เมียนมาเรียกร้องตะวันตกสนับสนุนอาวุธสู้รัฐบาลทหาร

รัฐบาลเงาเมียนมาขอนานาชาติสนับสนุนอาวุธกองกำลังเพื่อประชาธิปไตยเหมือนที่ช่วยยูเครน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (NUG) หรือรัฐบาลเงาขอการสนับสนุนอาวุธจากนานาชาติเช่นเดียวกับที่มอบให้แก่ยูเครน เพื่อนำไปต่อสู้กับกองทัพของรัฐบาลเมียนมา

อู หยี่ มูน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของ NUG กล่าวว่าชาวยูเครนและกองกำลังติดอาวุธเพื่อประชาธิปไตยของเมียนมาต่างสละชีวิตต่อสู้เพื่ออิสรภาพเช่นเดียวกัน

“ประชาคมระหว่างประเทศให้การสนับสนุนทางศีลธรรมกับเรา เรารู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง และเราจะยิ่งซาบซึ้งใจกว่านี้หากเราได้รับการสนับสนุนทางกายภาพด้วย เช่น อาวุธ และเงินทุน ด้วยการสนับสนุนดังกล่าวเราจะสามารถยุติการปฏิวัติได้เร็วกว่านี้ ช่วยลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพวกเรา” หยี่ มูน กล่าว

รายงานระบุว่ากองกำลังติดอาวุธส่วนใหญ่มีเพียงอาวุธเบา โดยใช้ปืนไรเฟิลและระเบิดทำเองในการต่อสู้กับกองทัพของรัฐบาลเผด็จการที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ซึ่งถูกสหประชาชาติกล่าวหาว่าใช้อาวุธหนักและโจมตีทางอากาศกับพลเรือน

ขณะที่ NUG ซึ่งต่อต้านรัฐบาลเผด็จการได้ประกาศ “สงครามป้องกันประชาชน” เมื่อปีที่แล้ว เพื่อยับยั้งความพยายามของกองทัพเมียนมาในการรวมอำนาจหลังจากการปราบปรามการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่ยืดเยื้อนานหลายเดือน ซึ่งรัฐบาลทหารได้ประกาศให้ NUG เป็น “ผู้ก่อการร้าย”

ทั้งนี้ เมียนมาตกอยู่ในความโกลาหลตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อเดือนก.พ. ปีที่แล้ว ซึ่งองค์การสหประชาชาติกล่าวว่าเหตุการณ์นี้ทำให้มีประชาชนพลัดถิ่นกว่า 560,000 คน

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐยังคงกดดันรัฐบาลทหารเพื่อยุติความรุนแรง และกำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อฟื้นฟูเมียนมาสู่เส้นทางของประชาธิปไตย แต่ไม่ได้จัดหาอาวุธหรือให้การสนับสนุนทางทหารแก่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรใดๆ ในเมียนมา

Photo by REUTERS/Stringer

‘สมาร์ตโฟนควอนตัม’ จากจีนกับจุดเด่น ‘แฮ็กไม่ได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683383

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 12:00 น.‘สมาร์ตโฟนควอนตัม’ จากจีนกับจุดเด่น ‘แฮ็กไม่ได้’

จีนเปิดตัว ‘สมาร์ตโฟนควอนตัม’ ชุจุดเด่น ‘แฮ็กไม่ได้’

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ไชน่า เทเลคอม (China Telecom) ยักษ์ใหญ่วงการโทรคมนาคมจีน เปิดตัวสมาร์ตโฟนที่ใช้เทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งสามารถรับประกันว่าบทสนทนาของผู้ใช้งานบนสมาร์ตโฟนเครื่องนั้นแทบจะไม่สามารถถูกเจาะข้อมูลไปได้

วันอังคาร (17 พ.ค.) ไซแอนซ์ เดลี รายงานว่า “เทียนอี้” หมายเลข 1 2022 เป็นสมาร์ตโฟนที่ติดตั้งหน่วยการเข้ารหัสแบบควอนตัมที่ปลอดภัย และซิมการ์ดที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถเข้ารหัสและแปลรหัสการโทรด้วยเสียงพูดทางโทรศัพท์ โดยใช้การแจกจ่ายกุญแจเข้ารหัสเชิงควอนตัม

ไชน่า เทเลคอม และบริษัทสตาร์ทอัปควอนตัมซีเท็ก (QuantumCTeck) ได้จัดตั้งกิจการร่วมค้าในปี 2021 เพื่อพัฒนาการสื่อสารบนพื้นฐานควอนตัม และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อันชาญฉลาดออกสู่ตลาด

คณะนักวิทยาศาสตร์จีน ซึ่งบางคนเป็นส่วนหนึ่งของทีมผู้ก่อตั้งควอนตัมซีเท็ก ได้ทดสอบการแจกจ่ายกุญแจเข้ารหัสเชิงควอนตัมด้วยโม่จื่อ (Micius) ดาวเทียมควอนตัมดวงแรกของโลก ที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนสิงหาคม 2016

เทคโนโลยีดังกล่าวแตกต่างจากการเข้ารหัสแบบดั้งเดิม โดยใช้โฟตอนเดี่ยวในสถานะการซ้อนทับของควอนตัม ซึ่งกุญแจถูกฝังไว้เพื่อรับประกันความปลอดภัยที่ไม่มีเงื่อนไขระหว่างหลายฝ่ายที่อยู่ห่างไกลกัน

การซ้อนทับของควอนตัมเป็นหลักการพื้นฐานของกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งระบุว่าสถานะควอนตัมตั้งแต่สองสถานะขึ้นไปสามารถรวมเข้าด้วยกันได้เหมือนกับคลื่นในฟิสิกส์ยุคเก่า

ดังนั้นการสื่อสารไม่สามารถถูกเจาะเอาข้อมูลไปได้ เนื่องจากความพยายามในการสกัดกั้นกุญแจจะทราบทันทีทั้งต่อผู้ส่งและผู้รับที่กำหนดไว้

จางหรูทง วิศวกรจากควอนตัมซีเท็ก กล่าวว่าเมื่อผู้ใช้งานเริ่มบทสนทนาที่มีการรักษาความปลอดภัยด้วยควอนตัม กุญแจลับจะถูกสร้างขึ้นแบบสุ่มเพื่อยืนยันตัวตนของเขาหรือเธอ โดยหลังจากการตรวจสอบแล้ว เครือข่ายควอนตัมจะสร้างกุญแจแบบเรียลไทม์ขึ้นใหม่ เพื่อใช้เข้ารหัสข้อมูลเสียง

จางระบุว่ากุญแจดังกล่าวถูกสร้างขึ้นแบบสุ่ม ซึ่งยากที่จะถอดรหัส และถูกลบทิ้งทันทีหลังจากการโทร

อนึ่ง บริการนี้สามารถใช้ได้เมื่อทั้งผู้ส่งและผู้รับใช้โทรศัพท์ที่อยู่บนพื้นฐานควอนตัม