คริปโตคือ’โคตรแชร์ลูกโซ่’เสียงวิจารณ์อีกมุมต่อ’สกุลเงินแห่งอนาคต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683130

วันที่ 15 พ.ค. 2565 เวลา 18:19 น.คริปโตคือ'โคตรแชร์ลูกโซ่'เสียงวิจารณ์อีกมุมต่อ'สกุลเงินแห่งอนาคต'

ที่ผ่านมานักคิดนักวิจารณ์ฝ่ายซ้ายที่โจมตีทุนนิยมมาโดยตลอด ก็ไม่เป็นมิตรกับเงินคริปโตอยู่แล้ว แต่พวกเขาคิดแบบไหน และนักลงทุนควรฟังพวกเขาหรือไม่?

1. นักสืบ (และแฉ) ขบวนการลงทุนคริปโตที่มีชื่อเสียงในโลกแห่ง Youtube ที่สุดคนหนึ่งคือ Coffeezilla เขามีผู้ติดตามมากถึง 1.07 ล้านคนและหลังการล่มสลายของ Terra/LUNA สเตเบิลคอยน์ที่ไม่ “สเตเบิล” เอาเลย เขาทำคลิปอธิบายการล่มสลายของพวกมันถึง 2 คลิป ซึ่งแน่นอนว่ามีผู้ชมล้นหลามตามเคย

2. ในคลิปเรื่อง LUNA Is Crashing… Here’s Why เขาบอกว่า “เหตุผลหนึ่งที่ผู้คนลงทุนมากมายใน UST และ LUNA ก็เพราะโปรโตคอลการออมที่เรียกว่า Anchor ซึ่งให้คำมั่นว่าผู้คนจะได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงประมาณ 20% ซึ่งมันบ้าเอามากๆ อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าสเตเบิลคอยน์นั้นควรเป็นเครื่องเตือนใจสิ่งที่เบอร์นี่ แมดอฟฟ์ (Bernie Madoff) เคยให้สัญญาไว้ว่าจะผลตอบแทนที่มั่นคง 10% ต่อปีและโปรโตคอล Anchor เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าที่ทำให้หลายคนกล่าวหาว่าเป็นแชร์ลูกโซ่”

3. แมดอฟฟ์ที่ถูกเอ่ยถึงคือนักต้มตุ๋นและนักการเงินชาวอเมริกันที่ดำเนินโครงการต้มตุ๋นพอนซี (Ponzi scheme) หรือแชร์ลูกโซ่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่าประมาณ 64,800 ล้านดอลลาร์ ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นประธานตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก เขาได้พัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายทางอิเล็กทรอนิกส์และแนวคิดของการชำระเงินสำหรับขั้นตอนการสั่งซื้อ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการจ่าย “เงินใต้โต๊ะที่ถูกกฎหมาย”

4. Terra และ LUNA ก็ถูกมองว่าเป็นแชร์ลูกโซ่เหมือนกัน Coffeezilla วิจารณ์ว่า “นักลงทุน LUNA ที่มักเรียกตัวเองว่า LUNATICs (ซึ่งสามารถแปลว่าคนบ้าได้ด้วย) บอกว่าทุกคนรู้ดีว่าอัตราเหล่านี้ไม่ยั่งยืน และอ้างว่ามันถูกใช้เป็นกลวิธีในการสร้างเติบโต (growth tactic) เพื่อชักนำผู้คนเข้าสู่ระบบนิเวศ (ของการลงทุน) และในที่สุดพวกมัน (อัตราตอบแทน) ก็จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ณ วันที่ผ่านมามี 14,000 ล้าน ดอลลาร์ล็อคเอาไว้ในแผนการผลตอบแทนฟรี 20% ต่อปี และนี่เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของที่ทำให้คนมาลงทุน และผลตอบแทน 20% นี้ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยมสำหรับหลายๆ คนจนกระทั่งตลาดคริปดิ่งเหวในช่วงสุดสัปดาห์และ LUNA และ UST ถูกถล่ม”

5. Coffeezilla เป็นนักแฉโครงการลงทุนคริปโตที่ไม่ชอบมาพากล แต่เขาคิดเหมือนกับนักคิดฝ่ายซ้ายที่นิยมลัทธิมาร์กซ์ ซึ่งไม่ได้วิพากษ์คริปโตมากเท่านักลงทุนในระบอบทุนนิยม แต่เพราะฝ่ายซ้ายวิพากษ์ทุนนิยมเป็นปกติอยู่แล้ว และคริปโตถูกมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความเป็นทุนนิยม “โคตรๆ” จึงมีการเตือนถึงภาวะที่อันตรายของมันมาโดยตลอด

6. ตัวอย่างเช่น Sohale Mortazavi เขียนบทความใน Jacobin ซึ่งเป็นนิตยสารฝ่ายซ้ายอเมริกันเขียนบทความเรื่อง “คริปโตเคอร์เรนซีคือแชร์ลูกโซขนาดมหึมา” แค่เริ่มต้นเขาก็บอกตรงๆ เลยว่า “คริปโตคือกลเม็ดหลอกลวง” และยกประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนดีเบตมาโดยตลอดเรื่องที่คริปโตไม่มีคุณค่าในตัวมันเองเหมือนทองคำหรือแม้แต่ธนบัตร (ในที่นี้ต้องเข้าใจก่อนว่า ฝ่ายซ้ายให้น้ำหนักกับสิ่งที่จับต้องได้มากกว่าการเก็งกำไร)

7. Mortazavi เขียนว่า “เนื่องจากคริปโตเคอร์เรนซีไม่ได้สร้างมูลค่าทางวัตถุใดๆ การสิ้นเปลืองทรัพยากรมหาศาลนี้ทำให้ทั้งขบวนการกลายเป็นเกมผลรวมเชิงลบ (Negative-sum game)” นั่นหมายความว่าไม่ว่าผู้เล่นคนไหนก็อาจกลายเป็นคนแพ้ได้ เพราะไม่มีใครได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันในท้ายที่สุด

8. เขาบอกว่า “เราอาจสรุปแบบไม่ให้ราคากับสิ่งเหล่านี้ได้เลยว่าเป็นการทดลองที่หายนะในทางทฤษฎีการลงทุน “กับคนโง่ยิ่งกว่า” (Greater fool theory) ซึ่งนักลงทุนพยายามทำกำไรจากสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงเกินไปหรือไร้ค่าโดยการขายให้กับ “คนที่โง่ยิ่งกว่า” คนต่อไป” และย้ำหลักการเศรษฐศาสตร์ทั่วไปว่า “การบงการราคามีบทบาทมากกว่าอุปสงค์ในการผลักดันราคาให้สูงขึ้น”

9. Greater fool theory ในด้านการเงิน หมายถึงการที่บางครั้งเราสามารถสร้างรายได้จากการซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงเกินไป คือสินค้าที่มีราคาซื้อสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมาก หากสินทรัพย์เหล่านั้นสามารถขายต่อในราคาที่สูงกว่าได้ในภายหลัง ในบริบทนี้ “คนโง่” คนหนึ่งอาจจ่ายสำหรับสินทรัพย์ที่เกินราคา โดยหวังว่าเขาจะขายให้กับ “คนที่โง่ยิ่งกว่า” และทำกำไรได้ ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้ตราบใดที่มี “คนที่โง่ยิ่งกว่า” รายใหม่ๆ เพียงพอที่ยินดีจ่ายราคาที่สูงขึ้นและสูงขึ้นสำหรับสินทรัพย์นั้นๆ

10. แต่ในที่สุด นักลงทุนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไปว่าราคาไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำไปสู่การขายออก จนอาจทำให้ราคาลดลงอย่างมากจนใกล้มูลค่าที่ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น แต่ในบางกรณีอาจเป็นศูนย์ แน่นอนว่า กรณีหลังคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ LUNA ซึ่งมันไม่ใช่สเตเบิลคอยน์รายแรกที่ “Run” (ล้ม) แบบนี้ แต่มีคอยน์ตระกูลเดียวกันล้มมาแล้วหลายตัว แต่พอล้มแล้วก็เกิดใหม่ พร้อมด้วยเงื่อนไขที่น่ายั่วยวนใจ “นักลงทุน” (หรืออาจเป็น Greater fool) มากขึ้นเรื่อยๆ  

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

Photo REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

เงินหยวนทรงพลังมากขึ้น IMF เพิ่มสัดส่วนถือครองครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683096

วันที่ 15 พ.ค. 2565 เวลา 10:15 น.เงินหยวนทรงพลังมากขึ้น IMF เพิ่มสัดส่วนถือครองครั้งแรก

กองทนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่มน้ำหนักเงินดอลลาร์และหยวนของจีนในตะกร้า SDR ส่วนสกุลเงินสากลอื่นๆ มีอัตราส่วนลดลง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF ) เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ว่าได้เพิ่มอัตราส่วนของดอลลาร์และหยวนของจีนในการทบทวนสกุลเงินที่ประกอบขึ้นเป็นสิทธิพิเศษถอนเงิน (SDR) ซึ่งเป็นสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศของทางกองทุน 

การทบทวนครั้งนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เงินหยวนหรือเงินเหรินหมินปี้ (renminbi) เข้าร่วมตะกร้าสกุลเงินในปี 2559 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในความพยายามของปักกิ่งในการทำให้สกุลเงินเป็นสากลมากขึ้น

IMF ได้เพิ่มน้ำหนักของสกุลเงินสหรัฐเป็น 43.38% จาก 41.73% และเงินหยวนเป็น 12.28% จาก 10.92% การถ่วงน้ำหนักของเงินยูโรลดลงเหลือ 29.31% จาก 30.93% เงินเยนลดลงเหลือ 7.59% จาก 8.33% และเงินปอนด์อังกฤษลดลงเหลือ 7.44% จาก 8.09%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์ว่าคณะกรรมการบริหารได้กำหนดอัตราส่วนสกุลเงินโดยพิจารณาจากการพัฒนาการค้าและตลาดการเงินตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2564

“กรรมการเห็นพ้องกันว่าการระบาดของโควิด-19 หรือความก้าวหน้าใน Fintech ไม่ได้ส่งผลกระทบสำคัญใดๆ ต่อบทบาทที่เกี่ยวข้องของสกุลเงินในตะกร้า SDR จนถึงตอนนี้” IMF กล่าว

แม้ว่ามูลค่าของหยวนจะลดลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ก็เพิ่มขึ้นประมาณ 2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2559 และแข็งค่าประมาณ 6% เมื่อเทียบกับคู่ค้ารายใหญ่

ในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนกล่าวว่าจีนจะเดินหน้าส่งเสริมการปฏิรูปและเปิดตลาดการเงินต่อไป

ส่วนการเพิ่มอัตราส่วนที่เพิ่งอัปเดตของ IMF จะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม

ทั้งนี้ สิทธิพิเศษถอนเงิน (Special drawing rights หรือ SDR และ XDR) เป็นสินทรัพย์ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศเพิ่มที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นิยามและรักษาไว้ มูลค่าของสิทธิฯ ขึ้นอยู่กับตะกร้าเงินตราระหว่างประเทศสำคัญที่ IMF ทบทวนทุกห้าปี โดย XDR สร้างขึ้นในปี 2512 เพื่อเสริมการขาดแคลนสินทรัพย์ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่ต้องการ กล่าวคือ ทองคำและดอลลาร์สหรัฐ

Photo – REUTERS/Florence Lo/Illustration

ปูตินเตือนฟินแลนด์ เลิกวางตัวเป็นกลางคือความผิดพลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683092

วันที่ 15 พ.ค. 2565 เวลา 09:25 น.ปูตินเตือนฟินแลนด์ เลิกวางตัวเป็นกลางคือความผิดพลาด

ประธานาธิบดีฟินแลนด์ชี้แจงกับปูตินถึงความตั้งใจของฟินแลนด์ที่จะเข้าเป็นสมาชิกของนาโต

ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน กล่าวกับซาอูลี นีนินิสโต ประธานาธิบดีฟินแลนด์เมื่อวันเสาร์ว่า ถือเป็นความผิดพลาดที่ฟินแลนด์ที่จะละทิ้งสถานะเป็นกลางและเข้าร่วมนาโต 

จากการแถลงของทำเนียบเครมลิน ปูตินกล่าวว่าฟินแลนด์ไม่มีภัยคุกคามด้านความมั่นคง และการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของนโยบายต่างประเทศอาจส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

ทั้งนี้ สำนักข่าว Interfax อ้าง Bloomberg ว่ากล่าวเมื่อวันเสาร์ ประธานาธิบดีซาอูลี นีนินิสโต แห่งฟินแลนด์บอกกับประธานาธิบดีรัสเซีย ทางโทรศัพท์เกี่ยวกับแผนการของรัฐบาลเฮลซิงกิที่จะเข้าร่วมนาโต

ก่อนหน้านี้ รัสเซียได้กล่าวว่าการเข้าเป็นสมาชิกของฟินแลนด์ถือเป็นภัยคุกคามที่รัสเซียจะตอบโต้ แต่ไม่ได้ระบุว่าจะตอบโต้อย่างไร

ด้าน ทุตตี ทุปปูไรเนน รัฐมนตรีกระทรวงกิจการยุโรปและการกำกับดูแลการเป็นเจ้าของของฟินแลนด์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Sky News เมื่อวันเสาร์ว่า ฟินปลนด์จะเสริมความแข็งแกร่งของนาโตและจพสร้าง “มูลค่าเพิ่ม”อย่างมากให้กับทางกลุ่ม

ทุปปูไรเนนอ้างว่าการเคลื่อนไหวฟินแลนด์ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเผชิญหน้ากับรัฐบาลมอสโก แต่กล่าวว่า “เราเตรียมพร้อมสำหรับความประสงค์ร้ายและมาตรการที่น่ารังเกียจทุกประเภทต่อเรา แต่ไม่มีการตื่นตระหนกอย่างแน่นอน เราไม่กลัว”

Photo by Alexander NEMENOV / AFP

เปิดแผนเยียวยาความเสียหายผู้ถือเหรียญ LUNA, UST

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683055

วันที่ 14 พ.ค. 2565 เวลา 14:40 น.เปิดแผนเยียวยาความเสียหายผู้ถือเหรียญ LUNA, UST

โด ควอน เสนอแผนเยียวยาความเสียหายให้ผู้ถือเหรียญ LUNA, UST

โด ควอน ผู้ก่อตั้ง Terraform Labs เขียนบล็อกเสนอแผนเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหรียญ LUNA, UST โดยบอกว่า ขณะนี้เหรียญ UST ยังมีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่เหรียญ LUNA นั้นแทบไม่มีมูลค่าแล้ว

และแม้ว่าในอนาคตการตรึงมูลค่าของ UST สามารถฟื้นกลับมาได้ แต่ LUNA มีเหรียญในระบบมากเกินไปจนทำให้มูลค่าของเหรียญเหลือน้อยมาก จนยากที่จะกอบกู้คืนมาจากซากเถ้าถ่าน และบอกว่า UST ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นระบบการเงินที่ไม่ต้องการตัวกลางได้อีกต่อไปแล้ว

ควอนประกาศว่า Validators จะรีสตาร์ทบล็อกเชน Terra ทั้งหมด แล้วทำการ Fork และจะเยียวยาผู้ถือเหรียญทั้ง UST และ LUNA ผ่านเหรียญใหม่จำนวน 1,000 ล้านเหรียญ ลดลงจากกว่า 6 ล้านล้านเหรียญ LUNA ที่หมุนเวียนอยู่ในขณะนี้

ควอนระบุต่อว่า ในจำนวนเหรียญใหม่ทั้งหมด 400 ล้านเหรียญ (40%) ให้ผู้ที่ถือเหรียญ LUNA ก่อนที่มูลค่าของเหรียญจะหลุดลงไปต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐครั้งแรกในเดือนนี้ โดยจะไม่รวมเหรียญ LUNA ของ Terraform Labs

อีก 400 ล้านเหรียญ (40%) ให้ผู้ถือ UST ตามสัดส่วนเงินลงทุนในช่วงที่อัพเกรดเครือขายใหม่ อีก 100 ล้านเหรียญ (10%) ให้ผู้ถือ LUNA จนถึงนาทีสุดท้ายก่อนที่ Terra จะปิดระบบบล็อกเชน เพื่อเป็นการตอบแทนที่คนกลุ่มนี้ทุ่มเทเพื่อรักษาเสถียรภาพของเครือข่าย และ 100 ล้านเหรียญสุดท้าย (10%) ให้เป็นทุนของชุมชนเพื่อการพัฒนาในอนาคต

ควอนยังย้ำว่า ชุมชน Terra จะแสวงหาหนทางอื่นในการนำ “เงินที่ไม่ต้องมีตัวกลาง” มาแทนที่ UST ในอนาคต

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

มหาเศรษฐีคริปโตสูญเงินกว่า 2 ล้านล้านบาทหลังคริปโตร่วงระนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683058

วันที่ 14 พ.ค. 2565 เวลา 16:45 น.มหาเศรษฐีคริปโตสูญเงินกว่า 2 ล้านล้านบาทหลังคริปโตร่วงระนาว

ราคาคริปโตที่ดิ่งอย่างหนักส่งผลให้นักลงทุนบางคนหลุดโผมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญของฟอร์บส์

ฟอร์บส์ ระบุว่า มูลค่ารวมทั้งหมดของเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีร่วงลงมากว่า 26% โดย Bictoin ร่วง 25% นับตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. ซึ่งขณะนั้นยังมีมหาเศณษฐีคริปโตติดอันดับของฟอร์บส์อยู่ 19 คน แต่ล่าสุดมหาเศรษฐีกลุ่มนี้เหลือเพียง 16 คนเท่านั้น

สำหรับไทคูนที่มูลค่าทรัพย์สินผูกอยู่กับราคาคริปโตและซื้อขายหุ้นของบริษัทคริปโตช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก การคำนวณของฟอร์บส์พบว่า มหาเศรษฐีในวงการคริปโตที่มั่งคั่งที่สุด 11 คนมีมูลค่าทรัพย์สินหายไปเกือบ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2.084 ล้านล้านบาท เนื่องจากราคาที่ดำดิ่งของคริปโตส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาดหายไปเกือบ 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

คนหนึ่งที่เจ็บตัวหนักที่สุดคือ จางเผิงเจ้า หรือ CZ แห่ง Binance เมื่อเดือน มี.ค. CZ ครองตำแหน่งคนในวงการคริปโตที่ร่ำรวยที่สุดด้วยทรัพย์สินสูงถึง 65,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่วันนี้ฟอร์บส์ประเมินว่าทรัพย์สินของ CZ ลงมาอยู่ที่ 17,400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอ้างอิงจากมูลค่าที่ลดลงหลายเท่าตัวของ Coinbase

ทว่าเจ้าตัวดูเหมือนจะไม่กังวลแต่อย่างใด โดยทวีตเมื่อวันพุธ (11 พ.ค.) ว่า “เราจำเป็นต้องเคารพตลาด แต่ก็ต้องระมัดระวังด้วย มันขึ้นและลงเป็นวงจร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงที่ว่ามันไม่สมเหตุสมผลเสมอไป”

ฟอร์บส์ระบุว่า ไบรอัน อาร์มสตรอง และ เฟรด แอร์ซัม ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี Coinbase ทรัพย์สินหายไปกว่าครึ่ง โดยทรัพย์สินของอาร์มสตรอง ซีอีโอ Coinbase ลดลงมาอยู่ที่ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 6,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ วันที่ 11 มี.ค.

ส่วนแอร์ซัมที่ออกจากบริษัทไปตั้งแต่ปี 2017 หลุดโผมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐ ฟอร์บส์ประเมินว่าตอนนี้ทรัพย์สินของเขาเหลือ 986 ล้านเหรียญสหรัฐ

หุ้นของ Coinbase ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 67.87 เหรียญสหรัฐ ร่วงลง 57% นับตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. และลดลง 80% จากระดับออลไทม์ไฮที่ 343 เหรียญสหรัฐเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว

เช่นเดียวกับ ไมเคิล เซย์เลอร์ ซีอีโอบริษัทซอฟท์แวร์ Microstrategy ที่หลุดโผมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐของฟอร์บส์ หลังจากความผันผวนของตลาดส่งผลต่อ Bitcoin 17,732 เหรียญที่เจ้าตัวถืออยู่ รวมทั้งหุ้นของ MicroStrategy ที่ดิ่งลงถึง 47% นับตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.

ฟอร์บส์ระบุว่า หุ้นของ MicroStrategy มีความสัมพันธ์กับราคา Bitcoin อย่างใกล้ชิด เนื่องจากบริษัทนำเงินไปลงทุนใน Bitcoin กว่า 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ราคาซื้อเฉลี่ยเหรียญละ 30,700 เหรียญสหรัฐ แต่ ณ เวลา 15.00 น.ตามเวลาประเทศไทย ราคา Bitcoin อยู่ที่ราว 30,030 เหรียญสหรัฐ

เจ็ด แม็คเคเลบ และคริส ลาร์เซน 2 ผู้ก่อตั้ง Ripple ระบบชำระเงินที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ทรัพย์สินหายไป 300 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ โดยมูลค่าเหรียญ XRP ของ Ripple ร่วงไปเกือบ 50%

ส่วน ทิม เดรเปอร์ นักลงทุนในสตาร์ทอัพที่ซื้อ Bitcoin ไว้ราว 30,000 เหรียญเมื่อปี 2014 ก็หลุดจากโผมหาเศรษฐีระดับพันล้านของฟอร์บส์เช่นกัน

ฟอร์บส์ระบุว่า ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีคริปโตที่ทรัพย์สินผูกอยู่กับบริษัทได้ได้รับการหนุนหลังจากการร่วมลงทุน ณ ขณะนี้ยังไม่ลดลงมากนัก ทำให้ แซม แบงก์แมน-ฟรายด์ ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต FTX ยังคงมีทรัพย์สิน 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงเพียง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐนับตั้งแต่เดือน มี.ค.

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครเห็นใจในชะตากรรมของบรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ อย่างน้อยก็ สกอตต์ เวลเกอร์ นักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลและนักจัดพอดแคสต์ที่บอกว่า “มหาเศรษฐีคริปโตก็ยังคงเป็นมหาเศรษฐีคริปโต ที่น่ากังวลมากที่สุดคือนักลงทุนรายเล็กที่ทุ่มหมดหน้าตักให้คริปโตและสูญเสียทุกอย่าง”

REUTERS/Darrin Zammit Lupi/File Photo

มหาเศรษฐีคริปโตเตือน Bitcoin อาจร่วงจนเหลือ 0 หรือพุ่งไปแตะ 1 ล้านเหรียญก็ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683040

วันที่ 14 พ.ค. 2565 เวลา 12:45 น.มหาเศรษฐีคริปโตเตือน Bitcoin อาจร่วงจนเหลือ 0 หรือพุ่งไปแตะ 1 ล้านเหรียญก็ได้

บร็อค เพียร์ซ มหาเศรษฐีคริปโตบอกว่า Bitcoin อาจล้มเหลวไม่เป็นท่าหรืออาจประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล

เพียร์ซ ประธานองค์กร Bitcoin Foundation ให้สัมภาษณ์กับรายการ Fox Business ว่า นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีแบบหมดหน้าตัก

“Bitcoin อาจร่วงลงมาเหลือ 0 ผลลัพธ์มันออกมาได้ 2 แบบ มันอาจจะพุ่งไปถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรืออาจจะเหลือแค่ 0 ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ซึ่งคุณไม่ควรเทหมดหน้าตัก”

เพียร์ซบอกว่า ภาพรวมของคริปโตเคอร์เรนซีตอนนี้ทำให้เขานึกถึงภาวะฟองสบู่เทคโนโลยีเมื่อกกว่า 2 ทศวรรษก่อนที่อินเทอร์เน็ตสตาร์ทอัพเติบโตอย่างรดเร็ว

“นี่ทำให้ผมนึกถึงปี 1999 ถูกมั้ย เรากำลังอยู่ในจุดนั้น และเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น eBay และ Amazon และธุรกิจที่น่าสนใจทุกประเภทก็เกิดขึ้นในยุคดอทคอม 1.0 และจำนวนหนึ่งก็กลายเป็น 0 และผมคิดว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านวัตกรรมเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง และจะไม่มีบทบาทสำคัญในอนาคตที่เราร่วมกันสร้าง”

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

โด ควอน ทวีตบอก “ใจสลาย” ที่เหรียญ LUNA และ UST ล้ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683033

วันที่ 14 พ.ค. 2565 เวลา 10:49 น.โด ควอน ทวีตบอก “ใจสลาย” ที่เหรียญ LUNA และ UST ล้ม

โด ควอน แห่ง Terra เคลื่อนไหวแล้วหลังเงียบหายไป 2 วันทวีตยอมรับการล่มสลายของหรียญ LUNA และ UST

เว็บไซต์ CoinDesk ที่รายงานข่าวสารและความเคลื่อนไหวในวงการคริปโตเคอร์เรนซีระบุว่า โด ควอน หนุ่มเกาหลีใต้ผู้ก่อตั้ง Terraform Labs ที่สร้างเหรียญ Stablecoin อย่าง LUNA และ TerraUSD (UST) ทวีตว่าตัวเขา “หัวใจสลาย” ที่เหรียญที่สร้างมาไม่มีค่าแล้ว

ควอนระบุว่าเข้าใช้เวลาสองสามวันที่ผ่านมาต่อสายพูดคุยกับสมาชิกชุมชน Terra ผู้สร้าง พนักงาน เพื่อนๆ และครอบครัวที่ได้รับความเสียหายจากการที่ UST หลุดราคาที่ตรึงไว้ “ผมหัวใจสลายที่นวัตกรรมของผมทำให้ทุกคนเจ็บปวด”

“ผมยังคงเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีตัวกลางเหมาะกับระบบการเงินที่ไม่มีตัวกลาง แต่มันชัดเจนแล้วว่า UST ในขณะนี้ไม่สามารถเป็นเงินที่ว่านั้นได้แล้ว” ควอนทวีต

ทั้งนี้ เหรียญ UST ที่ตรึงราคาไว้กับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐที่ 1 ต่อ 1 มูลค่าร่วงลงในสัปดาห์นี้และยังไม่ฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อีกเลย

ควอนระบุถึงแผนฟื้นฟูบนฟอรัม Agora ของ Terra เป็นขั้นตอนต่อไป โดยจะกระจายความเป็นเจ้าของเครือขายไปยังผู้ถือ UST และ LUNA และยอมรับว่าเหรียญของ Terra ไม่สามารถกู้ขึ้นมาได้แล้ว

“แม้ว่าระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีตัวกลางจำเป็นต้องมีระบบการเงินที่ไม่มีตัวกลาง แต่ UST สูญเสียความเชื่อมั่นจากผู้ใช้ที่จะทำหน้าที่นั้นแล้ว” ควอนระบุ

ควอนยังเผยว่า ระหว่างที่เกิดเรื่องเขาไม่ได้ขาย LUNA หรือ UST เพื่อทำกำไรเลย

1/ I’ve spent the last few days on the phone calling Terra community members – builders, community members, employees, friends and family, that have been devastated by UST depegging.I am heartbroken about the pain my invention has brought on all of you.— Do Kwon (@stablekwon) May 13, 2022

อดีตเพื่อนร่วมงานแฉ โด ควอน แห่ง LUNA เคยอยู่เบื้องหลังเหรียญที่ล้มเหลวมาก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682970

วันที่ 13 พ.ค. 2565 เวลา 16:30 น.อดีตเพื่อนร่วมงานแฉ โด ควอน แห่ง LUNA เคยอยู่เบื้องหลังเหรียญที่ล้มเหลวมาก่อน

แท้จริงแล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหรียญ Basis Cash ที่ไปไม่รอดคือ โด ควอน ผู้สร้าง LUNA และพนักงานของ Terraform Labs

เว็บไซต์ CoinDesk ที่รายงานข่าวสารความเคลื่อนไหวในแวดวงคริปโตเคอร์เรนซีระบุว่า โด ควอน ซีอีโอของ Terraform Labs ผู้สร้างเหรียญ LUNA และ terraUSD (UST) คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งที่อยู่เบื้องหลังเหรียญ Stablecoin ที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่าง Basis Cash

Basis Cash เป็นเหรียญ Stablecoin ที่ใช้ระบบอัลกอริทึมในการตรึงราคาเหรียญให้เท่ามีมูลค่ากับ 1 เหรียญสหรัฐเช่นเดียวกับ LUNA ที่ราคาดิ่งเหวอยู่ในขณะนี้ ก่อตั้งโดยผู้ที่ใช้ชื่อว่า ริก และ มอร์ตี ในปี 2020

Basis Cash ได้รับการจับตามองอย่างมากตอนที่เปิดตัวบน Ethereum เมื่อปลายปี 2020 ก่อนที่เหรียญ terraUSD (UST) ซึ่งเป็นเหรียญหลักของ Terra จะเปิดตัวไม่นาน

แต่ปรากฏว่า Basis Cash ไม่ประสบความสำเร็จ เหรียญของโปรเจกต์ที่ถูกปล่อยทิ้งไปนานแล้วนี้ไม่เคยขยับขึ้นมาเท่ากับดอลลาร์เลย มันร่วงลงไปต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐเมื่อช่วงต้นปี 2021 และราคาตกลงมาต่ำกว่า 1 เซนต์เมื่อวันพุธ (11 พ.ค.)

CoinDesk ระบุว่า ตอนนี้ดูเหมือนประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ตลอด 3 วันที่ผ่านมาเหรียญ UST ร่วงลงไปต่ำกว่าราคาที่ตรึงไว้กับดอลลาร์สหรัฐ โดยซื้อขายที่ 27 เซนต์เมื่อช่วงเช้าวันพุธตามเวลาสหรัฐ

การหลุดราคาที่ตรึงไว้กับดอลลาร์ทำเอาตลาดคริปโตและหน่วยงานกำกับดูแลช็อกไปตามๆ กัน และเหรียญที่ครั้งหนึ่งเคยมีมูลค่าตามราคาตลาดถึง 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐยังดิ่งลงต่อเนื่อง ขณะที่ตัวเลข 54.5 ล้านเหรียญสหรัฐของ Basis Cash ดูเหมือนจะมีผลกระทบน้อยกว่า แต่มันก็เป็นข้อมูลย้อนหลังให้กับบรรดานักสังเกตการณ์ที่ยังสงสัยกับความเป็นไปได้ของเหรียญ Stablecoin ที่ใช้ระบบอัลกอริทึมได้เป็นอย่างดี

CoinDesk ระบุว่า ฮยอนซอก คัง อดีตวิศวกรของ Terraform Labs เผยว่า ที่จริงแล้ว Basis Cash คือโปรเจกต์ของผู้ก่อสร้าง Terra ยุคแรกๆ บางคน รวมทั้งตัวเขาเองและ โด ควอน

“ตอนนั้นยังไม่ได้ทดสอบ Basis Cash และเราก็ไม่มั่นใจว่ามันจะเวิร์กไหม” คังเผย “ควอนอยากลองทดสอบดู เขาบอกว่ามันเป็นโปรเจกต์นำร่อง”

ผู้ที่ร่วมสร้าง Basis Cash อีกคนหนึ่งที่ไม่ต้องการเผยตัวตนยืนยันกับ CoinDesk ว่า โด ควอน และพนักงานของ Terraform Labs อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ดังกล่าว

ทั้งคังและบุคคลนิรนามคนนั้นเผยกับ CoinDesk ว่า ควอนคือ ริก ซานเชส และ CoinDesk ยังได้เห็นแชทภายในของ Basis Cash ซึ่งควอนอ้างว่าตัวเองคือ ริก

แหล่งข่าวของ CoinDesk เผยว่า ควอนตั้งใจพาตัวเองออกห่างจากการดำเนินงานตามปกติของโปรเจกต์นี้ แต่ยังคงเสนอไอเดียหลักๆ ส่วนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง Basis Cash และโทเคนอื่นๆ ที่ Basis Cash หนุนอยู่

ความไม่เสถียรของ Stablecoin อาจเป็น Lehman Brothers แห่งตลาดคริปโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682995

วันที่ 13 พ.ค. 2565 เวลา 19:00 น.ความไม่เสถียรของ Stablecoin อาจเป็น Lehman Brothers แห่งตลาดคริปโต

นักวิเคราะห์หวั่นความไม่เสถียรของ Stablecoin ซ้ำรอย Lehman Brothers

Business Insider รายงานโดยอ้างคำพูดของมาร์คัส โซติริอู นักวิเคราะห์จาก GlobalBlock Digital Asset ซึ่งกล่าวว่าราคาที่ร่วงลงของ USDT สกุลเงินดิจิทัลแบบ Stablecoin อาจเป็นช่วงเวลา “Lehman Brothers” ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

“ความไม่เสถียรของเหรียญ Stablecoin ต่างๆ อาจเป็นตัวแทนของช่วงเวลา Lehman Brothers ของคริปโตเคอร์เรนซี เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในตลาดสกุลเงินดิจิทัล” เขากล่าวหลังจากที่ราคา USDT เริ่มเบี่ยงเบนไปจากราคาที่ตรึงไว้ที่ 1 เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ การล้มละลายของ Lehman Brothers วาณิชธนกิจระดับโลกจากสหรัฐเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว CNBC รายงานว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซีอีโอของบริษัท Berkshire Hathaway วิพากษ์วิจารณ์ Bitcoin โดยกล่าวว่าหากจะยก Bitcoin หมดทั้งโลกให้เขาในราคาเพียง 25 เหรียญสหรัฐ เขาก็ไม่เอา โดยบอกว่า “สิ่งที่ผมค่อนข้างแน่ใจคือมันไม่ได้ผลิตอะไรขึ้นมาเลย”

บัฟเฟตต์กล่าวว่า “ถ้าคุณบอกว่าจะยกผลประโยชน์ 1% ในพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาในราคา 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ผมจะเขียนเช็คให้คุณบ่ายวันนี้ ถ้าเสนอขายอพาร์ตเมนต์ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาด้วยเงินจำนวนเท่ากัน ผมก็จะเขียนเช็คให้ทันทีเลย … แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณเป็นเจ้าของ Bitcoin ทั้งหมดในโลก และเสนอให้ผมในราคาแค่ 25 เหรียญสหรัฐ ผมก็ไม่เอา” โดยชี้ว่า Bitcoin ไม่มีผลผลิตที่จับต้องได้ ยกตัวอย่างอพาร์ตเมนต์ยังสามารถผลิตค่าเช่า

ในเดือนม.ค. Financial Conduct Authority (FCA) ของอังกฤษเตือนว่า “การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมาพร้อมกับความเสี่ยงสูง หากต้องการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้นักลงทุนต้องพร้อมรับความเสี่ยงที่อาจสูญเงินทั้งหมด”

ซูซานนาห์ สตรีเตอร์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านการลงทุนและการตลาดชองบริษัท Hargreaves Lansdown อธิบายความเสี่ยงดังกล่าวกับ i news ว่า “นอกเหนือจากความผันผวนอย่างมากแล้ว คริปโตเคอร์เรนซีส่วนใหญ่ไม่ได้รับการควบคุม ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความไม่แน่นอนของราคาแล้วนักลงทุนไม่ได้รับการป้องกันการฉ้อโกงด้วย”

Business Today รายงานโดยอ้างคำพูดของซูบาช จันทรา การ์ค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินเดีย กล่าวว่าไม่มีวิธีการที่แท้จริงในการวัดมูลค่าจริงๆ ของคริปโตเคอร์เรนซี ดังนั้น ราคาของมันถูกกำหนดขึ้นตามอุปสงค์และอุปทานในช่วงเวลานั้นๆ ผู้คนซื้อโดยที่ไม่รู้และไม่เข้าใจมันจริงๆ สิ่งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยสภาพคล่อง

การ์คกล่าวต่อว่า เมื่อมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนตระหนักว่าไม่มีสภาพคล่องมากพอที่จะซื้อสินทรัพย์ และมีแรงกดดันในการขาย ซึ่งเป็นเหตุให้ราคาของคริปโตร่วงลงในขณะนี้ กล่าวคือมูลค่าของคริปโตขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนอีกส่วนหนึ่งยังคงเชื่อมั่นในการเติบโตในระยะยาวของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

รวมถึง ไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Coinbase ซึ่งคาดการณ์ว่าจำนวนคนที่เข้ามาอยู่ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก10 ถึง 20 ปีข้างหน้า โดยเชื่อว่าอาจถึง 1 พันล้านคน หรือมากขึ้นถึง 5 เท่าจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่กว่า 220 ล้านคน

Photo by JUSTIN TALLIS/AFP

ผู้ก่อตั้งเหรียญ LUNA ถูกบุกถึงบ้านหลังราคาร่วงจนหลายคนหมดตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682968

วันที่ 13 พ.ค. 2565 เวลา 15:45 น.ผู้ก่อตั้งเหรียญ LUNA ถูกบุกถึงบ้านหลังราคาร่วงจนหลายคนหมดตัว

นักลงทุนถก ‘โด ควอน’ ผู้ก่อตั้ง LUNA ต้องรับผิดชอบหรือไม่ หลังราคาร่วงเข้าใกล้ศูนย์ บางคนเสียเงินเก็บทั้งชีวิต บางคนไม่เหลือเงินผ่อนบ้านและอาจจะต้องถูกยึด และบางคนตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง

เว็บไซต์ Benzinga อ้างรายงานจาก Money Today สื่อท้องถิ่นของเกาหลีระบุว่าตำรวจเกาหลีใต้กำลังเร่งสืบสวนหลังได้รับรายงานชายปริศนาบุกเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ของ โด ควอน ซีอีโอและผู้ก่อตั้งเครือข่ายบล็อกเชน Terra เจ้าของเหรียญ LUNA เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (12 พ.ค.)

หลังจากที่ LUNA หนึ่งใน 10 อันดับแรกของสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่ามากที่สุดร่วงลง 99.99% สู่ระดับต่ำสุดที่ใกล้จะเป็นศูนย์ ขณะที่ราคาของเหรียญที่ลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้นักลงทุนสูญเงินไปมหาศาล บางคนเสียเงินที่เก็บมาทั้งชีวิต บางคนไม่เหลือเงินผ่อนบ้านและอาจจะต้องถูกยึด และบางคนตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง

ภรรยาของโด ควอน ให้การว่าชายคนดังกล่าวบุกรุกเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ ก่อนที่จะเคาะประตูและกดกริ่ง เพื่อถามภรรยาของโด ควอนว่าสามีของเธออยู่บ้านหรือไม่ และหลบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุ

ทั้งนี้ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ภรรยาของโด ควอน ได้ขอความคุ้มครองส่วนบุคคลในกรณีฉุกเฉิน และถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้มาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับเหยื่ออาชญากรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าชายผู้บุกรุกคนดังกล่าวเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่สูญเงินไปกับเหรียญ LUNA หรือไม่ แต่เบื้องต้นระบุว่าผู้ที่ภายใต้มาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับเหยื่ออาชญากรรมจะถูกส่งตัวไปยังที่ปลอดภัย และเจ้าหน้าที่จะทบทวนมาตรการสอบสวนหาตัวผู้ก่อเหตุต่อไป

ขณะที่ชาวเน็ตกำลังถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยบัญชีทวิตเตอร์ @AlgodTrading มองว่าโด ควอน ควรถูกตั้งข้อหาและรับผิดชอบจากการทำลายชีวิตคนจำนวนมาก

Honestly and this sound edgy but i believe Do Kwon should face charges. After launching basis cash he launched another algorithmic stablecoin, he ruined many lives and should be held accountable.— Algod (@AlgodTrading) May 12, 2022

Alpha Seeker แสดงความคิดเห็นต่อข่าวดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่วุ่นวายมาก และความรุนแรงไม่เคยเป็นคำตอบ

Stevie Wonders กล่าวว่าบางครั้งความรุนแรงก็คือคำตอบ เขาทำลายชีวิตผู้คนเหล่านั้น แล้วจะคาดหวังให้พวกเขาตอบสนองอย่างสงบหรือ? อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีทางเป็นอะไร บัลลังก์ทองคำของเขาสูงเกินกว่าที่ทุกคนจะเอื้อมถึง

ขณะที่ผู้ใช้ชื่อ Yunan แย้งว่าพวกเขาทำลายชีวิตของตัวเอง การทดลองก็คือการทดลอง มันยังคงมีความเสี่ยงถ้าคุณไม่ศึกษาให้ดีเสียก่อน

They ruined their lives on their own, make no mistake. An experiment is still an experiment, the risk is in them if you did not study the subject beforehand.— Yunan (@Ignlr12) May 13, 2022

ทั้งนี้ Binance และแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ประกาศยุติการซื้อขายเหรียญดังกล่าวเป็นการชั่วคราวและถอดออกจากกระดานเทรดแล้ว

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration