ฉีดวัคซีนโควิดคนละยี่ห้ออันตรายหรือได้ผล? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653281

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

ฉีดวัคซีนโควิดคนละยี่ห้ออันตรายหรือได้ผล?สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: นักวิจัยกำลังศึกษาว่าการฉีดวัคซีนคนละยี่ห้อกันมีประสิทธิภาพอย่างไรเมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนยี่ห้อเดียวกันทั้งสองเข็มตามปกติ

สเปน: ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ

ผลการวิจัยเบื้องต้นว่าด้วยการผสมวัคซีนต้าน Covid-19 2 ยี่ห้อของสถาบันสุขภาพคาร์ลอสที่ 3 ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสเปนพบว่า การฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มแรกแล้วตามด้วยวัคซีนของ Pfizer เป็นเข็มที่ 2 มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง

การวิจัยพบแอนติบอดี (IgG) ในกระแสเลือดของอาสาสมัครที่ได้รับการฉีดวัคซีนของ Pfizer สูงกว่า 30-40 เท่า ของกลุ่มที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เพียงโดสเดียว 

ในขณะที่คนที่ได้รับวัคซีน Pfizer มีแอนติบอดีเพิ่มขึ้น 7 เท่า หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าของคนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2  

อาสาสมัครจำนวน 670 คน อายุระหว่าง 18-59 ปีได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มแรก และอีก 450 คนได้รับวัควีน Pfizer

แม็กดาลีนา แคมพินส์ หนึ่งในคณะวิจัยเผยว่า มีอาสาสมัครเพียง 1.7% ที่มีผลข้างเคียง อาทิ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย ซึ่งไม่ใช่อาการรุนแรง

อังกฤษ: ผลข้างเคียงเพิ่ม 

อย่างไรก็ดี ผลการทดลองเบื้องต้นในอังกฤษก่อนหน้านี้ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet พบว่า อาสาสมัครที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มแรก ตามด้วยวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 2 หรือ Pfizer เข็มแรก ตามด้วย AstraZeneca มีอาการข้างเคียงเล็กน้อยถึงปานกลาง อาทิ เป็นไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย และปวดศีรษะ มากกว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีนยี่ห้อเดียวกัน แต่เป็นอยู่ระยะสั้นๆ

แมทธิว สเนป หัวหน้านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเผยว่า “พวกนี้เป็นอาการที่พบได้ในการฉีดวัคซีนยี่ห้อเดียวกันทั้งสองเข็ม เพียงแต่ว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าไม่ว่าจะเป็นอาการเล็กน้อยหรืออาการปานกลาง แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว”

การทดลองของอังกฤษนี้ทำในอาสาสมัคร 830 คน อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยการสุ่มฉีดวัคซีน AstraZeneca และ Pfizer แบ่งเป็น AstraZeneca ทั้งสองโดส, Pfizer ทั้งสองโดส, AstraZeneca เข็มแรก ตามด้วย Pfizer เข็มที่ 2 และ Pfizer เข็มแรก ตามด้วย AstraZeneca เข็มที่ 2 เข็มแรกและเข็มที่ 2 ห่างกัน 28 วัน

พบว่าคนที่ได้รับวัคซีนต่างยี่ห้อกันมีอาการข้างเคียงมากกว่าหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 โดย 34% ของกลุ่มที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เข็มแรก ตามด้วย Pfizer มีอาการไข้ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับ AstraZeneca ทั้งสองโดสที่มีอาการไข้ 10%  

ขณะที่ 41% ของกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer เข็มแรกตามด้วย AstraZeneca มีอาการไข้ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับ Pfizer ทั้งสองโดสที่มีอาการไข้ 21%

CDC และ WHO ยังไม่แนะนำ

ขณะนี้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อกัน ทว่าเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา CDC ระบุว่าคำแนะนำดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงหากมีข้อมูลและวัคซีนชนิดใหม่

โจนาธาน แวน-แทม หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์อังกฤษ ระบุในแถลงการณ์เมื่อเดือน ก.พ.ว่า การใช้วัคซีนต่างชนิดกันในเข็มแรกและเข็มที่ 2 อาจมีประโยชน์ในแง่ของการจัดสรรวัคซีน

“ด้วยความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากรจำนวนมากเพื่อต่อต้าน Covid-19 และข้อจำกัดด้านวัคซีนที่อาจเกิดขึ้น การมีข้อมูลที่จะสนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยืดหยุ่นมากขึ้นจึงเป็นเรื่องดีหากจำเป็นและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการทางการแพทย์” แวน-แทมกล่าวในขณะนั้น

แวน-แทมกล่าวอีกว่า “เป็นไปได้ที่การนำวัคซีนมาผสมกันอาจสร้างแอนติบอดีที่สูงขึ้นและอยู่ได้นานขึ้น แต่เราไม่มีทางทราบจนกว่าจะมีการประเมินการทดสอบทางคลินิก”

Photo by THOMAS KIENZLE / AFP

สิงคโปร์เรียกทูตอินเดียเข้าแจงดราม่าโควิดสายพันธุ์สิงคโปร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653333

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

สิงคโปร์เรียกทูตอินเดียเข้าแจงดราม่าโควิดสายพันธุ์สิงคโปร์มุขมนตรีกรุงนิวเดลีของอินเดียอ้างสิงคโปร์มี Covid-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์สิงคโปร์  

ทางการสิงคโปร์เรียกทูตอินเดียเข้าพบเพื่อประท้วงข้อกล่าวหาที่ไร้มูลความจริงของ อาร์วินด์ เคจริวาล มุขมนตรีประจำกรุงนิวเดลีของอินเดียที่ระบุว่า เชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ของสิงคโปร์เป็นอันตรายต่อเด็กอินเดีย ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียแบนเที่ยวบินจากสิงคโปร์ 

กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของมุขมนตรีประจำกรุงนิวเดลีที่ปราศจากมูลความจริงต่อคณะข้าหลวงใหญ่ของอินเดียในสิงคโปร์ และระบุว่า “รู้สึกผิดหวังที่นักการเมืองที่มีชื่อเสียงล้มเหลวในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแสดงความคิดเห็น”

นอกจากนี้ ทางการสิงคโปร์ยังยืนยันว่าไม่มีเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์สิงคโปร์ตามที่มุขมนตรีกล่าวอ้าง และสายพันธุ์ที่พบหลายเคสในสิงคโปร์เป็นสายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในอินเดีย

การแสดงความคิดเห็นของเคจริวาลยังสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลอินเดียที่ชี้แจงว่าเขาไม่มีอำนาจใดๆ ในการพูดประเด็นดังกล่าว โดย สุพรหมณยัม ชัยศังกระ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินเดียทวีตว่า “การแสดงความเห็นที่ไร้ความรับผิดชอบของคนที่น่าจะทราบเรื่องดีกว่านี้สามารถสร้างความเสียหายให้กับหุ้นส่วนที่มีมายาวนาน ผมขอชี้แจงว่ามุขมนตรีกรุงเดลีไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงของอินเดีย”

AFP PHOTO / Woohae CHO

ผู้เชี่ยวชาญชี้ไฟเซอร์-โมเดอร์นาต้านโควิดสายพันธุ์อินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653317

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ไฟเซอร์-โมเดอร์นาต้านโควิดสายพันธุ์อินเดียแพทย์ใหญ่ทำเนียบขาวแถลงวัคซีนไฟเซอร์-โมเดอร์นามีประสิทธิภาพในการต้านโควิดกลายพันธุ์ในอินเดีย

นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อของสหรัฐแถลงว่าวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) มีแนวโน้มว่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 กลายพันธุ์ที่พบการแพร่ระบาดครั้งแรกในประเทศอินเดียได้

โดยนายแพทย์เฟาซีอ้างถึงข้อมูลจากนักวิจัยที่ระบุว่ามีเหตุผลอันดีที่จะเชื่อว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนดังกล่าวจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ B.1.617 และ B.1.618 ซึ่งพบการแพร่ระบาดครั้งแรกในประเทศอินเดีย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีผลการศึกษาที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ bioRxiv.org ระบุว่าวัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นามีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสกลายพันธุ์ที่พบในประเทศอินเดีย อย่างไรก็ตามกำลังอยู่ในระหว่างกาตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาหลายฉบับชี้ให้เห็นว่าวัคซีน 2 ยี่ห้อดังกล่าวสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงและการรักษาตัวในโรงพยาบาลซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ โควิด-19 กลายพันธุ์ B.1.617 ที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดียกำลังระบาดอย่างหนักในหลายประเทศ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าอาจสร้างความเสียหายมากกว่าสายพันธุ์เดิมที่แพร่ระบาดเมื่อปี 2020 ถึง 50% และเชื่อมโยงกับอัตราการติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นในอินเดียรวมถึงหลายพื้นที่ในยุโรปด้วย

Photo by Joseph Prezioso / AFP

WHO ชี้งานหนักฆ่าคนตายปีละเกือบ 8 แสนคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653312

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

WHO ชี้งานหนักฆ่าคนตายปีละเกือบ 8 แสนคน การทำงานยาวนานในแต่ละสัปดาห์คร่าชีวิตคนนับแสนคนต่อปีด้วยโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน

การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างการเสียชีวิต และสุขภาพและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พบว่า ปี 2016 มีผู้เสียชีวิต 745,000 คนเนื่องจากการทำงานยาวนานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 55 ชั่วโมง  

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อายุระหว่าง 60-79 ปีที่เคยทำงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 55 ชั่วโมงขณะอายุ 45-74 ปี โดยผู้ชายได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ 72% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด และผู้คนในแปซิฟิกตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแรงงานวัยกลางคนขึ้นไปเสียชีวิตเป็นสัดส่วนมากที่สุด  

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Environment International พบว่า ระหว่างปี 2000-2016 การเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่เชื่อมโยงกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเพิ่มขึ้น 42% และเส้นเลือดอุดตันเพิ่มขึ้น 19% 

นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปมีความเสี่ยงเป็นเส้นเลือดอุดตันเพิ่มขึ้น 35% และเสี่ยงเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 17% เมื่อเทียบกับผู้ที่ทำงาน 35-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

องค์การอนามัยโลกเผยว่ามี 2 เหตุผลที่การทำงานหนักนำมาสู่การเสียชีวิต คือ ความเครียดด้านจิตใจจากการทำงานหนักสามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางสรีรวิทยาในระบบไหลเวียนโลหิตและรอยโรคที่ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง

สองคือ โดยพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเพื่อตอบสนองต่อความเครียด รวมทั้งการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เคลื่อนไหวร่างกายน้อย นอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน

AFP PHOTO / ED JONES

คริปโตร่วงระนาวหลังรัฐบาลจีนสั่งแบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653248

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

คริปโตร่วงระนาวหลังรัฐบาลจีนสั่งแบนสกุลเงินดิจิทัลรายใหญ่ราคาร่วงหนักหลังรัฐบาลจีนสั่งห้ามทำธุรกรรมคริปโต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าสกุลเงินดิจิทัลรายใหญ่รวมถึง Bitcoin ราคาร่วงหนักหลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศห้ามสถาบันการเงินและบริษัทด้านการชำระเงินให้บริการธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโต

โดยสมาคมการเงินอินเทอร์เน็ตแห่งชาติของจีน, สมาคมการธนาคารของจีน และสมาคมการชำระหนี้ของจีนได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันโดยระบุว่าสถาบันการเงินทุกแห่งจะไม่สามารถให้บริการด้านคริปโตได้ รวมถึงการชำระหนี้ และการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลด้วย

อันเป็นผลมาจากราคาของคริปโตที่สามารถพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและดิ่งลงอย่างรุนแรง มีความเสี่ยงสูง และไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ตลอดจนมีการซื้อขายเก็งกำไรจึงเกิดความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางด้านทรัพย์สินของประชาชนและเสถียรภาพทางการเงินและระบบเศรษฐกิจ

ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของจีนส่งผลให้คริปโตรายใหญ่อย่าง Bitcoin ร่วงกว่า 6% แตะที่ 40,426 เหรียญสหรัฐหรือ 1,271,426 บาทเท่านั้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ร่วงลงจากระดับ 45,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือนเมื่ออีลอน มัสก์ ส่งสัญญาณว่าอาจเทขาย

ด้าน Dogecoin ที่เพิ่งทะยานขึ้นถึง 20% เมื่อสัปดาห์ก่อนหลังจากที่ได้รับการสนับสนุนจากอีลอน มัสก์ ก็ร่วงลงมาเช่นกัน

AFP PHOTO / JACK GUEZ

สถานทูตไทยในอิสราเอลแสดงความเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653266

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

สถานทูตไทยในอิสราเอลแสดงความเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิตสถานทูตย้ำคนไทยในอิสราเอลติดตามข่าวสาร ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด พร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟประกาศเมื่อวันที่ 18 พ.ค. เรื่อง แรงงานไทยเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล

ระบุว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์โจมตีจากพื้นที่ฉนวนกาซา เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 พ.ค.2564 ส่งผลให้แรงงานไทยในอิสราเอล ซึ่งพักอาศัยที่นิคมเกษตรกรรม Ohad ใกล้พื้นที่ฉนวนกาซา เสียชีวิตจำนวน 2 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวน8 คนนั้น

สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บ

ในการนี้สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอย้ำให้พี่น้องชาวไทยในอิสราเอลทุกท่านติดตามข้อมูล ข่าวสาร ปฏิบัติตามมาตรการของทางการอิสราเอลอย่างเคร่งครัด และเมื่อมีเสียงไซเรนเตือนภัย ขอให้ทุกท่านรีบเข้าหลบภัยในสถานที่หลบภัยโดยเร็ว

ในกรณีฉุกเฉินและต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่ 054-636-8150 หรือ inbox ข้อความมาที่เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตฯ “Royal Thai Embassy, Tel Aviv” หรือ “ทุกเรื่องเมืองยิว”

Photo by MAHMUD HAMS / AFP

ยอดขายซูเปอร์ยอชต์กระฉูดเพราะคนรวยอยากหนีโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653243

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 11:20 น.

ยอดขายซูเปอร์ยอชต์กระฉูดเพราะคนรวยอยากหนีโควิดคนรวยแห่ซื้อซูเปอร์ยอชต์ไว้หลบมาตรการล็อกดาวน์ Covid-19 และข้อจำกัดด้านการเดินทาง

สำนักพิมพ์ Boat International เจ้าของนิตยสารไลฟ์สไตล์หรูหราเผยว่า ปีนี้บรรดามหาเศรษฐีควักกระเป๋าซื้อซูเปอร์ยอชต์แล้วกว่า 1,000 ล้านปอนด์ หรือ 44,614.80 ล้านบาท เนื่องจากต้องการหลีกหนีมาตรการล็อกดาวน์และจำกัดการเดินทางเพื่อสกัด Covid-19

ความต้องการซื้อเรือยอชต์ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนของปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้ปีนี้เป็นปีที่มีการซื้อขายเรือยอชต์มือสองมากที่สุด

นิยามของซูเปอร์ยอชต์ของ Boat International คือเรือที่มีความยาวเกิน 24 เมตรและมักจะต้องมีลูกเรือประจำเรือ

สจ๊วต แคมป์เบลล์ บรรณาธิการ Boat International เผยว่า ราคาซูเปอร์ยอชต์ลำเล็กมือสองอยู่ที่ราว 860,000-4.3 ล้านปอนด์ หรือ 38,373,604-191,868,021 บาท และมีค่าบริการของลูกเรือปีละประมาณ 172,392 ปอนด์ หรือ 7,691,914บาท รวมทั้งค่าท่าจอดเรือและค่าน้ำมันเชื้อเพลิง

“ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากความต้องการของบรรดามหาเศรษฐีที่ต้องการหลีกหนีจากมาตรการจำกัดการเดินทางและล็อกดาวน์ด้วยการซื้อเรือยอชต์ เพราะโรคระบาดทำให้การนั่งเครื่องบินเจ็ตไปเมดิเตอร์เรเนียนของคนรวยยากขึ้น” แคมป์เบลล์เผย

แคมป์เบลล์เผยอีกว่า กว่า 50% ของซูเปอร์ยอชต์ที่ขายได้อยู่ในสหรัฐ

อิสราเอล-ฮามาสไม่หยุดยิงหลังสังเวยชีวิต 2 แรงงานไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653235

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 10:40 น.

อิสราเอล-ฮามาสไม่หยุดยิงหลังสังเวยชีวิต 2 แรงงานไทยอิราเอลและกลุ่มฮามาสปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิง ขณะแรงงานไทย 2 รายเสียชีวิต

การสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดแม้ว่าสหประชาชาติและนานาประเทศจะพยายามเรียกร้องให้หยุดยิงโดยเมื่อคืนวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่าการสู้รบครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้แก่กลุ่มฮามาส และจะยังคงดำเนินต่อไปเท่าที่จำเป็น

ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมามีรายงานว่าแรงงานเกษตรชาวไทยในเมืองเอชคอล ประเทศอิสราเอลซึ่งอยู่ห่างจากฉนวนกาซาประมาณ 14 กิโลเมตรได้รับแรงระเบิดเสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บอีก 8 ราย

อิสราเอลรายงานผู้เสียชีวิตในประเทศสืบจากการสู้รบครั้งนี้อย่างน้อย 11 รายรวมถึงแรงงานชาวไทย 2 รายและแรงงานอินเดีย 1 ราย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 300 ราย

ด้านกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์รายงานว่าเหตุปะทะครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาอย่างน้อย 217 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 1,500 ราย ขณะที่มีชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย

ทั้งนี้ แม้จะมีข้อเสนอหยุดยิงของสหประชาชาติและนานาประเทศไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ กาตาร์ ฝรั่งเศส ตลอดจนสหรัฐอเมริกา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงปฏิเสธ

WATCH: Prime Minister Benjamin Netanyahu’s remarks, following an assessment of the situation at IDF Southern Command headquarters and a tour of the Hatzerim Air Force Base. pic.twitter.com/G7ne1xlDnq— PM of Israel (@IsraeliPM) May 18, 2021

Photo by Mahmud Hams / AFP

Crypto กำลังตามรอยฟองสบู่ Dot-com หรือเปล่า? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653176

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 21:48 น.

Crypto กำลังตามรอยฟองสบู่ Dot-com หรือเปล่า?มีบางอย่างที่คล้ายกันเกี่ยวกับความบ้าคลั่งคริปโตในเวลานี้กับความบ้าคลั่งธุรกิจดอตคอมเมื่อช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษ

Background – ในช่วงต้นปี 2020 ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นอีกครั้งโดยพุ่งขึ้นมากกว่า 700% ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 และพุ่งขึ้นเหนือระดับ 40,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในวันที่ 7 มกราคม เมื่อวันที่ 11 มกราคมหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของสหราชอาณาจักร (FCA) เตือนนักลงทุนเกี่ยวกับการให้กู้ยืมหรือการลงทุนในสินทรัพย์เข้ารหัสลับว่าพวกเขาควรเตรียมพร้อมที่จะ “เสียเงินทั้งหมด”

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ Bitcoin ถึง 50,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม Bitcoin ทะลุ 61,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก หลังจากการปรับฐานเล็กน้อยในเดือนกุมภาพันธ์ Bitcoin ดิ่งลงจากจุดสูงสุดเหนือ 64,000 ดอลลาร์ในวันที่ 14 เมษายนสู่ระดับต่ำกว่า 49,000 ดอลลาร์ในวันที่ 23 เมษายนดิ่งลงถึง 23% ในเวลาน้อยกว่า 10 วันซึ่งลดลงต่ำกว่าช่วงการซื้อขายที่ต่ำที่สุดในเดือนมีนาคมและมูลค่าหายไปครึ่งล้านล้านดอลลาร์จากมูลค่าตลาดรวมของคริปโตทั้งหมด

1. ฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com bubble หรือฟองสบู่อินเทอร์เน็ต) เป็นฟองสบู่ในตลาดหุ้นที่เกิดจากการเก็งกำไรของบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตมากเกินไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งช่วงเวลาที่อินเทอร์เน็ตมีการเติบโตอย่างมากและเป็นช่วงแรกที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตแบบมหาชน

2. ระหว่างปี 1990 ถึง 1997 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาที่เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 35% คอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต รวมถึงการเข้ามายุคแรกของอินเทอร์เน็ตและเสิร์ชเอ็นจินทำให้เกิดการเปลี่ยนไปสู่ยุคสารสนเทศ (Information Age) ซึ่งเศรษฐกิจใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาขับเคลื่อน

3. มีบริษัทสายอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมากมาย บางบริษัทเราอาจจะคาดไม่ถึงว่าในเวลานั้นมีเทคโนโลยีแบบนีแล้วหรือ เช่น บริษัทออนไลน์ช็อปปิ้งที่ตอนนี้บูมมาก แต่มันเคยบูมมาแล้วในช่วงทศวรรษที่ 90 เช่น Pets.com, Webvan, และ Boo.com หุ้่นของบริษัทพวกนี้ โดยเฉพ่ะที่มีคำว่า ดอตคอม (.com) ตามหลังได้รับความนิยมมาก

4. ระหว่างปี 1995 ถึงจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมปี 2000 ดัชนีตลาดหุ้นแนสแด็กคอมโพสิตเพิ่มขึ้น 400% ในปี 2542 หุ้นของ Qualcomm ยักษ์ใหญ่ด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2,619% ยังมีหุ้นขนาดใหญ่อื่นๆ อีก 12 หุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000% และหุ้นขนาดใหญ่อีก 7 หุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 900%

5. การใช้จ่ายเงินเพื่อลงทุนและเงินที่ได้มาจากการลงทุนเป็นไปอย่างบ้าคลั่ง บริษัทกระตุ้นเร้าให้คนมาลงทุน สื่อก็โหนกระแสรายงานข่าวการลงทุนแบบครึกโครม ภาพความหรูหราฟุ้งเฟ้อของพนักงานบริษัทดอตคอมเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไป

6. ตอนนี้เรากลับมาดูที่สาเหตุที่ทำให้ดอตคอมมบูม ไม่ใช่แค่มันเป็นอนาคตอันสวยสดอย่างใหม่แต่เพราะมันมีพลังของเงินตราจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและดอกเบี้ยที่ต่ำติดดินอยู่เบื้องหลังด้วย ในจุดนี้ดอตคอมจึงคล่ายกับกระแสคริปโตเคอร์เรนซี่ คริปโตเป็นสิ่งที่นักลงทุนมองว่าเป็นอนาคต เป็น “New Economy” ซึ่งเหมือนกับธุรกิจดอตคอมเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

7. ดอตคอมยังเหมือนคริปโตตอนนี้ตรงที่ในช่วงปลายทศวรรษที่้ 90 อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงมาก มีการผ่านกฎหมายการสงเคราะห์ผู้เสียภาษีปี 1997 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ผู้คนเต็มใจที่จะลงทุนเพื่อเก็งกำไรมากขึ้นเพราะมีเงินในมือมากขึ้น เหมือนกับตอนนี้ที่รัฐบาลสหรัฐจ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เงินกระตุ้นจำนวนไม่น้อยไหลไปลงทุนคริปโต

8. อลัน กรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐในเวลานั้นรู้ดีว่ามันจะจบอย่างไร เขาเตือนถึง”ความฟุ่งเฟื่องที่ไร้เหตุผล” (Irrational exuberance) ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดพังพินาศ ในเดือนมกราคมปี 1999 เขาให้การต่อสภาคองเกรสโดยเตือนว่า “พฤติกรรมล่าสุดของผลกำไรยังเน้นย้ำถึงลักษณะที่ผิดปกติของการดีดตัวขึ้นของราคาตราสารทุนและความเป็นไปได้ที่ผลการดำเนินงานล่าสุดของตลาดตราสารทุนจะมีปัญหาในการทำให้ยั่งยืนต่อไปได้”

9. แล้วมันก็เป็นไปตามคำเตือนจริงๆ เหมือนกับการเก็งกำไรชนิดอื่นๆ หุ้นดอตคอมมีความเปราะบางอ่อนไหวกับสถานการณ์ง่ายเหลือเชื่อ ทั้งๆ มันดูเหมือนจะมีอนาคต เป็นยุคทองยุคใหม่ และการปฏิวัติทางเทคโนโลยี แต่หุ้นดอตคอมกลับล้มเอาง่ายๆ เพราะข่าวการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของกรีนสแปน

10. กรีนสแปนที่เตือนนักเตือนหนาเรื่องตลาดไม่ยั่งยืนกลับมีส่วนทำให้มันสั่นคลอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2000 เมื่อเขาประกาศแผนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างจริงจัง ทำให้เกิดความผันผวนของตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากนักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ย และบริษัทเทคโนโลยีอาจจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

11. แต่กรีสแปนและเฟดไม่มีทางเลือกหลังจากดดอกเบี้ยมานานก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจเพื่อให้มันชะลอตัวลงแบบที่ควบคุมได้ หรือ Soft landing แต่พอถึงเดือนมีนาคมฟองสบู่ก็เริ่มสั่นคลอนอีกเพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอย นักลงทุนเริ่มหันหลังให้หุ้นดอตคอมไปหาหุ้นอื่นๆ ที่ผลตอบแทนต่ำกว่าแต่มั่นคงกว่า

12. หลังจากนั้นบริษัทดอตคอมทั้งหลายก็ซวนเซกันไปตามๆ กัน เช่น Microsoft ถูกฟ้องร้องคดีผูกขาดตลาดทำให้หุ้นตกพรวด หลังจากนั้นดอตคอมก็เสื่อมฤทธิ์เดชอย่างรวดเร็วจนมาถึงจุดล่มสลายที่สำคัญคือการปิดตัวลงของ Pets.com ธุรกิจออนไลน์ช็อปปิ้งที่ถูกปั่นกระแสกันมาก จนอยู่ในตลาดได้แค่ 9 เดือนก็ไปไม่รอดในเดือนพฤศจิกายน 2000

13. ถึงช่วงปลายปี หุ้นอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มีมูลค่าลดลงถึง 75% จากระดับสูงสุด มูลค่าหายไปถึง 1.755 ล้านล้านดอลลาร์ ภาวะฟองสบู่แตกจะลากยาวไปถึงปี 2002 เมื่อถึงตอนนั้นหุ้นดอตคอมสูญเสียมูลค่าตลาด 5 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่จุดสูงสุด และ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2002 ดัชนี NASDAQ-100 ลดลงเหลือ 1,114 จุด ลดลง 78% จากจุดสูงสุดช่วงฟองสบู่

14. เหตุและปัจจัยของฟองสบู่ดอตคอมดูเหมือนจะต่างจากกระแสคริปโตในเวลานี้อย่างมาก หากดูแค่เป้าหมายการลงทุนคงจะต่างกัน แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดฟองสบู่เหมือนกันตรงที่ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำและมีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการลดหย่อนภาษีที่รัฐบาล (สหรัฐ) ช่วยเหลือประชาชนช่วงการระบาดใหญ่ เงินจำนวนนี้ไม่น้อยถูกนำไปลงทุนคริปโต

15. ผู้ว่าการธนาคารกลางและแถลงการณ์ของธนาคารกลางยังเตือนการลงทุนในคริปโตว่าเป็นการเก็งกำไรล้วนๆ เช่น เจอโรม พาวเวล แห่งเฟดที่บอกว่ามันคือเครืองมือของการเก็งกำไร (Vehicles for Speculation) และในแง่ของสถานะการเป็รเงินเงินตราพวกมันยัง “ไม่มีประโยชน์จริงๆ ในแง่ของการรักษาคุณค่า” (not really useful stores of value) ไม่มีใครใช้มันจริงๆ เหมือนเงินดอลลาร์

16. พาวเวลไม่ได้บอกตรงๆ ว่ามันกำลังจะกลายเป็นฟองสบู่ แต่พาวเวลอีกคนคือ เจสซี พาวเวล ซีอีโอของบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโต Kraken เตือนว่ารัฐบาลอาจควบคุมคริปโตมากขึ้นโดยบอกในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “ผมคิดว่าอาจมีการปราบปราม” แน่นอนว่าความเห็นนี้เป็นไปได้ เพราะตลาดคริปโตร้อนเหมือนดอตคอม หากระเบิดขึ้นมาจะไม่มีผลดีต่อเงินที่รัฐบาลทุ่มไปกระตุ้นเศรษฐกิจ

17. มีคนหนึ่งที่เชื่อว่าคริปโตตอนนี้คือฟองสบู่ไปเรียบร้อยแล้ว คือมาร์ก คิวบัน มหาเศรษฐีชื่อดังชาวอเมริกันและเป็นผู้สนับสนุนคริปโตตัวยง แต่เขาเองยังบอกตอนที่ Bitcoin พุ่งสุดๆ ในเดือนมกราคมปีนี้ว่า “ดูการซื้อขายคริปโตมันเหมือนกับฟองสบู่หุ้นทางอินเทอร์เน็ตเป๊ะๆ ผมคิดว่า BTC, ETH และอื่นๆ อีกสองสามตัวจะคล้ายคลึงกับสิ่งที่สร้างขึ้นในยุคดอทคอมซึ่งรอดชีวิตจากฟองสบู่แตกและเฟื่องฟูเช่น AMZN, Ebay และ Priceline แต่หลายรายจะไม่เป็นอย่างนั้น”

18. มาร์ก คิวบันเอ่ยถึงสกุลหลักของวงการคริปโตคือ Bitcoin (BTC) และ Ether (ETH) จะเหมือนหุ้นที่เฟื่องฟูยุคดอตคอมอย่าง Amazon (AMZN) และอื่นๆ ที่รอดชีวิตจากภาวะตลาดพังพินาศมาได้แล้วเติบโตยิ่งใหญ่ในภายหลัง อาจจะหมายความว่าตลาดคริปโตไม่รอดภาวะฟองสบู่แน่ๆ แต่จะมีบางรายที่แน่จริงที่รอดมาได้ คริปโตก็เหมือนสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีการลงทุนและเก็งกำไร ไม่อาจรอดพ้นภาวะฟองสบู่ไปได้

19. แน่นอนว่ามีคนไม่เห็นด้วยกับความเห็นของมาร์ก คิวบัน ส่วนหนึ่งธรรมชาติของคริปโตแตกต่างจากหุ้นและมันยังเป็นการเงินแบบกระจายอำนาจ คิวบันพยายามโต้เถียงโดยชี้ว่า “จะบอกว่า BTC เปรียบเสมือนทองคำ มันมีคุณค่าแต่ไม่คุณประโยชน์อื่นๆ อย่างน้อยผมก็กินกล้วยได้” แต่ถ้าเขาไม่ยกทองคำมาอ้าง ประเด็นนี้คงจะสะท้อนความเชื่อของเขาได้ดีว่า Bitcoin เหมือนเครื่องมือเก็งกำไรที่ไม่มีคุณประโยชน์อื่นๆ เพราะทองคำมีคุณประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ นอกเหนือจากคุณค่าที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาด้วย

20. ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แม้แต่คนสนับสนุนคริปโตตัวพ่ออย่างคิวบันก็ยังเปรยถึงเรื่องฟองสบู่ มันยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเอลอน มัสก์ แสดงท่าทีกลับไปกลับมาเกี่ยวกับคริปโตที่เขาเชียร์คือ Bitcoin และ Dogecoin ทำให้ราคาพุ่งขึ้นเมื่อเขาพูดเชียร์แต่ราคาต่ำวูบเมื่อเขาแสดงอาการกังขาต่อมันหรือเปรยๆ ว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่พูดไว้หรืออาจจะขายทิ้งด้วยซ้ำ ท่าทีของมัสก์ที่กลับไปกลับมาเรื่อง Bitcoin ในวันเดียว (17 พฤษภาคม) ทำให้หลายคนต้องทบทวนแล้วว่าถูกเขา “ปั่นหัว” หรือกำลังตามมัสก์แบบไม่ลืมหูลืมตาหรือไม่

21. มัสก์กำลังทำตัวคล้ายกับสื่อมวลชนในยุคดอตคอมที่ “ปั่น” ความสนใจในการลงทุนแบบบ้าคลั่ง บางสื่อรายงายข่าวหุ้นซะเร้าใจเหมือนกับขาวกีฬา หากไม่มีฉันทาคติเกิดนไปเราย่อมมองออกว่ามัสก์กำลัง “เล่น” กับกระแสสังคม การที่เขาชักเข้าชักออกเรื่อง Tesla กับ Bitcoin และพูดอะไรที่คลุมเครือเรื่อง Dogecoin นั้นเป็นการยั่วอาการติดกระแสของผู้คนในคริปโตเเสียยิ่งกว่าจอมปั่นในยุคดอตคอมเสียอีก อย่าลืมว่าทุกวันนี้ทุกคนมีสื่อในมือตัวเอง จะชี้นำไปในก็ได้ถ้าคนๆ นั้นมีอิทธิพลพอ

22. นอกจากปัจจัยเรื่องคนดังนั่งปั่นแล้ว สิ่งที่จะต้องระวังคือนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศราษฐกิจที่จะเห็นผลมากขึ้นหลังจากประทเทศตะวันตกเริ่มฉีดวัคซีนสำเร็จและคลายล็อคดาวน์ การใช้นโยบายการเงินแบบ Greenspan put ที่เฟดเคยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจสมัยอลัน กรีนสแปนจะกลับมาอีกครั้ง และของมันอาจคล้ายกันคือกระตุ้นให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดอยางบ้าคลั่งขึ้นมาอีก

23. ที่ผ่านมาผู้ว่าการเฟดคนต่างๆ ต้องใช้นโยบาย “put” ของตัวเองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น Greenspan put (แก้วิกฤตวันจันทร์ทมิฬ 1987 ที่ตลาดหุ้นพังพินาศ) Bernanke put (แก้ปัญหาวิกฤตการเงินโลกปี 2007 – 2008) และ Yellen put (แก้ปัญหาเศรษฐกิตสหรัฐอ่อนแรงในช่วงทศวรรษที่ 2020) การ “put” เหล่านี้มีเหตุและผล เหตุคือเพื่อกู้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ผลก็คือเศรษฐกิจดีขึ้น แต่มันมี “ผลพลอยได้” เหมือนกัน เช่น Greenspan put ที่ถูกมองว่า “นำไปสู่ยุคที่สนับสนุนให้เกิดความเสี่ยง” เพราะนักลงทุนรู้ว่าเฟดจะอุ้มตลาดทุน

24. ตอนนี้กำลังเกิดสิ่งที่เรียกว่า Powell put เมื่อเจอโรม พาวเวลงัดเอามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณโดยตรงเพื่อกระตุ้นราคาสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจทรุดเพราะโควิด-19 สำนักข่าว Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า Powell put นั้นเป็นยาแรงกว่าทั้ง Greenspan put หรือ Bernanke put ในขณะที่ Time ตั้งข้อสังเกตขนาดของการแทรกแซงทางการเงินของพาวเวลในปี 2020 มีความต้านทานต่อฟองสบู่และผลข้างเคียงต่อเศรษฐกิจได้

25. แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฟองสบู่ เพียงแต่พาวเวล “ยัง” ควบคุมได้ดี เป้าหมายของเขาอยู่ที่การจ้างงานส่วนเรื่องเงินเฟ้อและฟองสบู่นั้นเป็นเรื่องรอง ท่าทีแบบนี้ทำให้หลายคนกังวลว่าเฟดกับรัฐบาลไบเดนกำลังก่อฟองสบู่ด้วยความชะล่าใจ และในที่พาวเวลดิสเครดิตคริปโตหลายครั้ง มาตรการ Powell put และการอัดเงินของรัฐบาลไบเดนได้สร้างฟองสบู่ในตลาดคริปโตให้โตขึ้นเรื่อยๆ

PostScript – Adam Hayes แห่ง Investopedia อธิบายว่า “อลัน กรีนสแปนประธานเฟดเตือนตลาดเกี่ยวกับ”ความฟุ่งเฟื่องที่ไร้เหตุผล” (Irrational exuberance) ในวันที่ 5 ธันวาคม 1996  แต่เขาไม่ได้เข้มงวดนโยบายการเงินจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2000 หลังจากที่ธนาคารและนายหน้าใช้สภาพคล่องส่วนเกินที่เฟดสร้างไว้ล่วงหน้าก่อนกรณี Y2K เพื่อระดมทุนหุ้นอินเทอร์เน็ต หลังจากเทน้ำมันลงบนกองไฟกรีนสแปนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำให้ฟองสบู่แตก”

Photo by Martin BUREAU / AFP

เมื่อคนดังในต่างประเทศตบเท้าฉีดวัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653180

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 20:06 น.

เมื่อคนดังในต่างประเทศตบเท้าฉีดวัคซีนโควิดนอกจากเซเลบไทยแล้ว โพสต์ทูเดย์พาไปดูว่าคนดังทั้งฝั่งฮอลลีซุดและเอเชียคนไหนที่เข้ารับการฉีดวัคซีน Covid-19 แล้วบ้าง

เริ่มกันที่ฝั่งฮอลลีวูด

Dwayne Johnson (ดเวย์น จอห์นสัน) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “เดอะร็อก” อัพเดทเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วพร้อมระบุข้อความสั้นๆ ถึงบุคลากรด่านหน้าและเจ้าหน้าที่ด้านสารธารณสุขทุกคน

John Legend (จอห์น เลเจนด์) ศิลปินชื่อดังได้รับวัคซีนจากไฟเซอร์พร้อมเผยว่าการฉีดวัคซีนมันทำให้เขาผ่อนคลายความกังวล และเขารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รับวัคซีนที่พิสูจน์และว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัยพร้อมเผยว่าไม่มีผลข้างเคียงใดๆ หลังได้รับการฉีดวัคซีน เขายังทิ้งท้ายว่าการฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันตัวเองและป้องกันการแพร่เชื้อให้คนรอบข้างและช่วยให้ประเทศค่อยๆ เปิดได้อย่างช้าๆ

https://uw-media.usatoday.com/embed/video/7413420002?placement=snow-embed

Britney Spears (บริตนีย์ สเปียส์) อีกหนึ่งศิลปินชื่อดังชาวอเมริกันก็ได้โพสต์คลิปวิดีโอลงอินสตาแกรมระบุว่าเธอได้รับวัคซีนเรียบร้อย

Ryan Reynolds (ไรอัน เรย์โนลส์) นักแสดงผู้รับบทเดดพูล โพสต์ภาพของตนเองขณะฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 31 มี.ค. พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า “Finally got 5G.” แซวทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่เป็นจริงที่ว่าไวรัสมีไวรัสมีต้นกำเนิดมาจากโทรศัพท์มือถือและบริการ 5G

Finally got 5G. pic.twitter.com/PeLs2s8DOC— Ryan Reynolds (@VancityReynolds) March 31, 2021

Mariah Carey (มารายห์ แครี) แม้ว่าอาจจะดูตื่นเต้นสำหรับการฉีดวัคซีนครั้งนี้จนเธอถึงกับกรี๊ดออกมาแต่การฉีดวัคซีนของเธอก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

Jeff Goldblum (เจฟฟ์ โกลด์บลุม) วัย 68 ปีดาราดังจาก Jurassic Park กล่าวขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อความปลอดภัยของทุกคน และในฐานะพลเมืองเขาจึงเข้ารับการฉีดวัคซีน และจะสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างทางสังคมต่อไป

Jane Fonda (เจน ฟอนดา) นักแสดงวัย 83 ปีโพสต์ภาพขณะฉีดวัคซีนแบบ Drive Thru เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมาพร้อมยืนยันว่าไม่เจ็บเลย

Anthony Daniels (แอนโธนี แดเนียลส์) วัย 75 ปี นักแสดงจากภาพยนตร์ Star Wars 10 เชิญชวนให้ทุกคนมาฉีดวัคซีนพร้อมขอบคุณทีมแพทย์ผ่านอินสตาแกรม

Dolly Parton (ดอลลี พาร์ตัน) วัย 75 ปี อัดคลิปขณะฉีดวัคซีนของโมเดอร์นาเข็มแรก พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนที่ยังลังเลมาฉีดวัคซีนด้วย

Dolly gets a dose of her own medicine. @VUMChealth pic.twitter.com/38kJrDzLqC— Dolly Parton (@DollyParton) March 2, 2021

ข้ามมาที่คนดังจากอินเดียที่กำลังเผชิญการแพร่ระบาดที่หนักที่สุดในโลกกันบ้าง

อมิตาภ ปัจจัน AFP PHOTO / DIBYANGSHU SARKAR 

อมิตาภ ปัจจัน ซูเปอร์สตาร์บอลลีวูดวัย 78 ปี โพสต์อินสตาแกรมว่าเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ค.) ที่ผ่านมาเขาเพิ่งเข้ารับการวีดวัคซีนเข็มที่ 2 หลังจากที่เจ้าตัวและสมาชิกมนครอบครัว ยกเว้น อภิเษก ปัจจัน ลูกชาย เข้ารับวัคซีนเข็มแรกเมื่อเดือนที่แล้ว โดยครั้งนี้อมิตาภเขียนแคปชั่นว่า “รอบสองก็จบเรียบร้อยแล้ว โควิดนะ ไม่ใช่คริกเก็ต โทษที โทษที มันแย่มากเลย”

ซัลมาน ข่าน AFP PHOTO

ซัลมาน ข่าน พระเอกคนดังของอินเดีย เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรกเมื่อเดือน มี.ค. โดยทวีตว่า “วันนี้เพิ่งฉีดวัคซีนเข็มแรก” และเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าตัวและโซฮี ข่าน น้องชายซึ่งเป็นนักแสดงเช่นกัน เพิ่งฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในเมืองมุมไบ

Took my first dose of vaccine today….— Salman Khan (@BeingSalmanKhan) March 24, 2021

ราฟฟี อาห์หมัด screen grab from January 13, 2021 handout video from Indonesian Presidential Palace via REUTERS

ราฟฟี อาห์หมัด คนดังชาวอินโดนีเซียที่มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมเกือบ 50 ล้านคน โพสต์คลิปวิดีโอขณะกำลังรับการฉีดวัคซีนพร้อมแคปชั่น “ขอบคุณวัคซีน…อย่ากลัววัคซีนกันเลย”

ทั้งนี้ อินโดนีเซียจัดให้กลุ่มคนดังได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรกๆ แต่ก็เกิดดราม่าหลังมีภาพของอาห์หมัดร่วมงานปาร์ตีกับกลุ่มเพื่อนหลังฉีดวัคซีนไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่สวมหน้ากากอนามัยและไม่เว้นระยะห่าง โดยชาวโซเชียลวิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันว่าเขาควรเป็นตัวอย่างที่ดีกว่านี้