พลิกปูมความขัดแย้งนับร้อยปี อิสราเอลกลืนปาเลสไตน์ยังไง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653172

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 18:45 น.

พลิกปูมความขัดแย้งนับร้อยปี อิสราเอลกลืนปาเลสไตน์ยังไงด้วยความที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา คือ อิสลาม ยูดาย และคริสต์ เยรูซาเลมจึงเป็นพื้นที่ทีทั้งอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ต้องการจนนำมาสู่ความขัดแย้งยาวนานนับร้อยปี

ครั้งหนึ่งปาเลสไตน์เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมัน แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงและอาณาจักรออตโตมันล่มสลาย ชาติมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีชัยชนะในสงครามได้กำหนดให้อังกฤษเข้ามาปกครองปาเลสไตน์

อังกฤษได้ประกาศให้ปาเลสไตน์เป็น “บ้านแห่งชาติของคนยิว” (a national home for the Jewish people) โดยกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อสิทธิทางศาสนาและพลเมืองของชุมชนที่ไม่ใช่ชาวยิวที่อยู่ที่นั่น

หลังจากนั้นระหว่างทศวรรษ 1920-1940 ชาวยิวเข้ามาตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์มากขึ้น โดยหลายคนหนีการไล่ล่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยนาซีในยุโรปเข้ามาในดินแดนแห่งนี้

หลังจากการสถาปนาอิสราเอลขึ้นเป็นรัฐในปี 1948 ก็เริ่มเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ขึ้น โดยขบวนการชาตินิยมยิวไซออนิสต์ได้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ราว 750,000 คนออกจากถิ่นฐานบ้านเกิดและทำลายบ้านเรือน

เหตุการณ์นี้ทำให้ชาติอาหรับ อาทิ อียิปต์และจอร์แดนไม่พอใจสิ่งที่อิสราเอลปฏิบัติกับชาวอาหรับด้วยกันจึงบุกโจมตีอิสราเอล

หลังการสู้รบสิ้นสุดในปี 1949 มีการตกลงแบ่งพรมแดนระหว่างอิสราเอลกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการสร้างพรมแดนของพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ ฉนวนกาซา (อียิปต์ยึดครอง) เยรูซาเลมตะวันออกและเขตเวสต์แบงก์ (จอร์แดนยึดครอง)

เท่ากับว่าอิสราเอลครอบครองพื้นที่ 78% ของปาเลสไตน์ ส่วนที่เหลือ 22% อยู่ภายใต้การปกครองของอียิปต์และจอร์แดน

นอกจากนี้ ในปี 1953 อิสราเอลยังลงมือสังหารหมู่ที่อ้างว่าเป็นการแก้แค้นครั้งใหญ่ในหมู่บ้าน Qibya ในเขตเวสต์แบงก์ ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 69 ราย บ้านเรือน 45 หลังพังเสียหาย

แต่แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อพรมแดนอิสราเอลอีกครั้งในปี 1967 อิสราเองสู้รบกับอียิปต์ จอร์แดน และซีเรียในสงครามที่รู้จักกันในชื่อ สงคราม 6 วัน (Six-Day War) อิสราเอลสร้างความช็อกให้ชาวโลกด้วยการเข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์ที่เหลือของปาเลสไตน์ เยรูซาเลมตะวันออก ฉนวนกาซา รวมทั้งที่ราบสูงโกลันของซีเรียและคาบสมุทรไซนายของอียิปต์ภายในเวลาเพียง  6 วัน

ถึงจุดนี้อิสราเอลได้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่อีกราว 300,000 คน ส่งผลให้พื้นที่ของดินแดนภายใต้การควบคุมของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตัว และอิสราเอลยังผนวกเยรูซาเลมตะวันออกและอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเมืองเยรูซาเลมทั้งเมืองให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล แต่การกระทำเช่นนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก รวมทั้งจากชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการใช้เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของรัฐในอนาคต

อิสราเอลเริ่มก่อตั้งชุมชนชาวยิวในพื้นที่ที่ตัวเองไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือซึ่งขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยหลังจากสงครามในปี 1967 เพียง 1 ปี อิสราเอลก่อตั้งชุมชนชาวยิวบนที่ราบสูงโกลันของซีเรีย 6 แห่ง ในปี 1973 ก่อตั้ง 17 ชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ และ 7 แห่งในฉนวนกาซา ปี 1977 อิสราเอลราว 11,000 คนอาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา ที่ราบสูงโกลัน และคาบสมุทรไซนาย

โครงการก่อสร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอิสราเอลดำเนินการโดยฝ่ายการตั้งถิ่นฐานขององค์การไซออนิสต์สากลที่สนับสนุนให้ชาวยิวเข้าไปตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์

ที่น่าสังเกตคือ เมื่ออิสราเอลผนวกรวมเยรูซาเลมตะวันออกแล้วก็กำหนดนโยบายที่แบ่งแยกชนชาติอย่างชัดเจน โดยชาวยิวที่เกิดในเยรูซาเลมตะวันออกถือเป็นพลเมืองของอิสราเอล ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ได้สิทธิ์เพียงผู้พำนักถาวรซึ่งจะถูกเพิกถอนหากบุคคลดังกล่าวอาศัยอยู่นอกเยรูซาเลมตะวันออกเกินกำหนด ซึ่งไม่ต่างจากการจำกัดการเดินทางของชาวปาเลสไตน์

จนถึงวันที่ 30 ม.ค.2020 มีชุมชนชาวยิวที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอิสราเอล 130 แห่ง และที่ไม่ได้รับอนุญาตอีก 100 แห่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวอิสราเอลราว 400,000 คนในเขตเวสต์แบงก์ และอีก 200,000 คนในเยรูซาเลมตะวันออก ทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่สามารถขยับขยายชุมชนของตัวเอง และต้องอยู่ในพื้นที่นั้นด้วยความแออัด

ความเห็นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่าด้วยกำแพงเวสต์แบงก์ (West Bank barrier) เมื่อปี 2004 ระบุว่า การตั้งชุมชนชาวยิวของอิสราเอลในปาเลสไตน์ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับนานาชาติที่มองว่าชุมชนดังกล่าวขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และองค์การสหประชาติที่ย้ำหลายครั้งว่าการก่อสร้างชุมชนชาวยิวของอิสราเอลฝ่าฝืนอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4

ขณะที่สหรัฐมีความเห็นเช่นเดียวกันนี้มานานหลายทศวรรษ จนกระทั่งสมัยของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เปลี่ยนท่าทีเมื่อเดือน พ.ย. 2019 ด้วยการประกาศว่า การก่อสร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ไม่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

AFP PHOTO / MOHAMMED ABED

สตาร์ทอัพที่เปลี่ยนมลพิษที่สุดในโลกให้เป็นผลกำไรสีเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653163

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 17:10 น.

สตาร์ทอัพที่เปลี่ยนมลพิษที่สุดในโลกให้เป็นผลกำไรสีเขียวเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อกระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดในโลก

โดยปกติแล้วกระบวนการหลอมตะกั่วจากการรีไซเคิลแบตเตอรี่จะใช้เตาเผาที่ร้อนเป็นพิเศษที่อุณหภูมิมากกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งมีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากประกอบไปด้วยวัสดุและสารพิษมากมาย ท่ามกลางยอดขายรถยนต์และแบตเตอรี่รถยนต์ที่สูงขึ้นทุกวัน แหล่งรีไซเคิลหลายแห่งไม่ได้รับการควบคุมส่งผลให้มีมลพิษกระจายอยู่ในอากาศและสะสมในแหล่งน้ำใต้ดิน

ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม Pure Earth และ Green Cross กล่าวว่าการรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรดเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดในโลก

แล้วจะทำอย่างไร?

สตาร์ทอัพจำนวนหนึ่งกำลังพยายามหาวิธีใหม่ในการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้แล้วโดยใช้น้ำ สารเคมี และไฟฟ้า เพื่อผลิตเป็นตะกั่ว แทนการหลอมด้วยความร้อนสูงที่เป็นอันตราย

หนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่นำเทคโนโลยีรีไซเคิลรูปแบบใหม่ออกสู่ตลาดคือ ACE Green Recycling Inc ซึ่งได้พัฒนากระบวนการผลิตตะกั่วจากแบตเตอรี่ที่ใช้งานแล้วเป็นตะกั่วบริสุทธิ์ 99.5%

โดย Nishchay Chadha ซีอีโอจากสิงคโปร์กล่าวกับรอยเตอร์สว่าที่โรงงานรีไซเคิลในกรุงนิวเดลีเมืองหลวงของอินเดียมีการหลอมละลายเพื่อปรับแต่งก้อนตะกั่วให้เป็นแท่ง ซึ่งจะนำไปขายต่อให้กับผู้ผลิตแบตเตอรี่ สำหรับพลาสติกและส่วนประกอบอื่นๆ จะถูกรีไซเคิลแยกกัน การแยกโลหะหนักและพลาสติกออกจากกันเพื่อให้ทุกวัตถุดิบสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ใหม่ได้

“เราใช้ไฟฟ้าและโรงงานของเราทำงานที่อุณหภูมิห้องดังนั้นจึงไม่มีการปล่อยก๊าซและน้ำเสียจากโรงงานของเรา” Dhruvendra Kumar Tyagi ผู้จัดการทั่วไปของ ACE Green กล่าวถึงการรีไซเคิลรูปแบบใหม่ของพวกเขา

แม้บริษัทจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของอุตสาหกรรมการรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ซึ่งคาดว่าเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าราว 17,500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่พวกเขามั่นใจว่าเทคโนโลยีรีไซเคิลแบบใหม่นี้มีการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับกระบวนการแบบดั้งเดิม

Richard Fuller ซีอีโอของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม Pure Earth กล่าวชื่นชมไว้ว่า “ผมคิดว่ามันเป็นก้าวที่ยอดเยี่ยมและถ้ามันเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจมันก็เป็นขั้นตอนที่ยอดเยี่ยมมาก”

Farid Ahmed หัวหน้านักวิเคราะห์หลักของ Wood Mackenzie กล่าวว่าเทคโนโลยีใหม่นี้มีศักยภาพในการ “เปลี่ยนเกม” ของอุตสาหกรรมการรีไซเคิลแบตเตอรี

ทั้งนี้ การรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรดคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของอุปทานตะกั่วที่ผ่านการกลั่นแล้วทั่วโลกซึ่งใช้ในสายเคเบิล กระสุน และสีด้วย โดยปัจจุบันมีการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 2,000 เหรียญต่อตัน

ตะกั่ว 1% ของทั้งโลก

ACE Green กล่าวว่าบริษัทได้ทำข้อตกลงด้านการออกใบอนุญาตและการร่วมทุนเพื่อรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่วกรดที่ใช้แล้ว 90,000 ตันต่อปีกับผู้รีไซเคิลเชิงพาณิชย์ 4 รายใน 11 ประเทศ

ซึ่งจะผลิตตะกั่วได้ประมาณ 55,800 ตันต่อปี นอกจากนี้ยังมีการวางแผนโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่วกรดใช้แล้ว 12,000 ตันต่อปีในออสเตรเลียซึ่งจะผลิตตะกั่วได้ 7,440 ตันต่อปี

ทั้งหมดนี้เทียบเท่ากับ 1% ของตะกั่วรีไซเคิลทั่วโลก

Luminous Power Technologies หนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์รายใหญ่ที่สุดของอินเดียส่งมอบแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วมากกว่า 200 ตันต่อเดือนให้แก่ ACE Green ด้วย ซึ่ง ACE กล่าวว่ามีการเปลี่ยนเป็นตะกั่ว 120-130 ตันและขายคืนให้กับบริษัท

นอกจากนี้ ACE Green ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Altus Asia Group ในสิงคโปร์เพื่ออนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีในการรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่วกรดที่ใช้แล้ว 5,000 ตันต่อปีตั้งแต่ปี 2022 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปี 2023

David Leong กรรมการผู้จัดการ Altus Asia Group กล่าวว่า “โดยพื้นฐานแล้วเทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดในการดำเนินการโรงหลอมรีไซเคิลตะกั่วแบบดั้งเดิม” พร้อมระบุว่าบริษัทมีแผนที่จะตั้งโรงงานในมาเลเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้โดยใช้เทคโนโลยีนี้่นกัน

เป้าหมายในปี 2025

ACE Green ต้องการเปลี่ยนคาร์บอนเป็นอากาศบริสุทธิ์ สร้างงานที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถรีไซเคิลพลาสติกได้ 130,000 ตัน, ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.5 ล้านตัน, ลดการฝังกลบขยะ 280 ล้านกิโลกรัม, ปล่อยออกซิเจนบริสุทธิ์ 625 ล้านกิโลกรัม และสร้างงาน 2,500 ตำแหน่ง

ภาพโดย Alchemist-hp/Wikipedia

เมื่อผู้สร้าง Ether ประกาศเผาเหรียญ Shiba Inu เหยียบ 2 แสนล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653143

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 15:37 น.

เมื่อผู้สร้าง Ether ประกาศเผาเหรียญ Shiba Inu เหยียบ 2 แสนล้านการเผาเหรียญในโลกของคริปโต (Coin Burn) คืออะไร และทำไมจึงต้องเผา?

เหรียญดิจิทัลอย่าง Shiba Inu (SHIB) ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาถึงกับมีคนขนานนามว่าเป็นเหรียญสุนัขที่จะมาโค่น Dogecoin แม้ราคาจะยังต่างกันอยู่มาก และยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อนักพัฒนาได้มอบครึ่งหนึ่งของเหรียญ SHIB ทั้งหมดให้แก่ Vitalik Buterin ผู้ก่อตั้ง Ethereum

แต่เหมือนว่า Buterin จะไม่ได้ต้องการถือเหรียญนั้นเท่าไรนักโดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาเพิ่งบริจาคเหรียญ SHIB กว่า 50 ล้านล้านเหรียญคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทในแก่กองทุนบรรเทาทุกข์โควิด-19 ในอินเดีย

ล่าสุดยังได้ประกาศเผาเหรียญ SHIB ไปอีก 410 ล้านล้านเหรียญหรือประมาณ 90% ของเหรียญทั้งหมดที่เขาถือครองซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท และขอร้องว่าอย่างมอบเหรียญใดให้กับเขาอีกหากยังไม่ได้รับความยินยอม

เผาเหรียญคืออะไร?

Crypto News BTC อธิบายไว้ว่าบนโลกของคริปโตหรือสกุลเงินดิจิทัลการเผา (Coin Burn) หมายถึงการนำเหรียญนั้นๆ ออกจากการหมุนเวียนโดยเจตนา โดยการโอนเหรียญไปยัง wallet ที่ไม่มีใครสามารถเปิดเพื่อนำเหรียญออกมาได้

ซึ่งการเผาเหรียญในจำนวนมหาศาลเช่นนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนของเหรียญนั้นๆ และการเผาเหรียญแต่ละครั้งยังส่งผลต่อราคาของเหรียญอย่างเห็นได้ชัด

ยกตัวอย่างเหรียญ BNB ที่ออกโดย Binance เว็บแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็มีการเผาเหรียญในทุกไตรมาสโดยจะนำกำไร 20% ของบริษัทมาซื้อเหรียญคืนและเผาทิ้งเพื่อจำกัดจำนวนอุปทานของเหรียญในตลาดให้อยู่ที่เพียง 100 ล้านเหรียญเท่านั้น

ซึ่งการจำกัดจำนวนเหรียญในตลาดให้น้อยลงก็จะส่งผลให้ราคาเหรียญสูงขึ้นนั่นเอง หมายความว่ายิ่งเหรียญถูกเผามากราคาก็จะยิ่งปรับตัวขึ้นมาก อย่างการเผาเหรียญ BNB ครั้งที่ 14 มีการเผาไปมากถึง 3,619,888 เหรียญซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ Binance และส่งผลให้ราคาของมันพุ่งกว่า 800% ในเวลา 3 เดือน ขณะที่การเผาเหรียญครั้งที่ 15 เผาทำลายไปเพียง 1,099,888 เหรียญ

ภาพโดย Romanpoet/Wikipedia

รู้จัก “2-DG” ยารักษาโควิดตัวใหม่จากอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653126

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 14:42 น.

รู้จัก "2-DG" ยารักษาโควิดตัวใหม่จากอินเดียอินเดียเริ่มใช้ยาที่ผลิตเองในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19

อินเดียได้อนุมัติใช้ยาต้านโควิด-19 ชุดแรกที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศกับผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลกรุงนิวเดลี โดยยาดังกล่าวมีชื่อว่า 2-deoxy-D-glucose หรือ “2-DG” ซึ่งพัฒนาโดยสถาบันเวชศาสตร์นิวเคลียร์และสหเวชศาสตร์ (INMAS) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการขององค์การวิจัยและพัฒนาการป้องกัน (DRDO) และได้รับความร่วมมือจากบริษัทยาด็อกเตอร์เรดดีส์ โดย The Indian Express ได้อธิบายตัวยาดังกล่างไว้ดังนี้

ยาทำงานอย่างไร?

จากข้อมูลการทดลองทางคลินิกที่เปิดเผยโดยรัฐบาลแสดงให้เห็นว่ายา 2-DG ช่วยให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดการพึ่งพาออกซิเจนช่วยหายใจ โดยตัวยาจะสะสมในเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและยับยั้งการเติบโตของไวรัส ซึ่งรายงานในการแถลงเปิดตัวยาระบุว่ายาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคโควิด-19

การทดลองทางคลินิก

ยาดังกล่าวเริ่มทดลองในห้องปฏิบัติการตั้งแต่การแพร่ระบาดระลอกแรกในช่วงเดือนเมษายน 2020 ซึ่งดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์ของ INMAS-DRDO ร่วมกับศูนย์ชีววิทยาเซลล์และโมเลกุล (CCMB) และพบว่าตัวยาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกับไวรัส SARS-CoV-2 ที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 และยับยั้งการเติบโตของไวรัส

ในเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม 2020 ได้ดำเนินการทดลองระยะที่ 2 ในผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 110 คนจาก 17 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

การทดลองระยะที่ 3 เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2020 ไปจนถึงมีนาคม 2021 โดยทำการทดลองในผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 220 รายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด 27 แห่งทั้งในรัฐเดลี, อุตตรประเทศ, เบงกอลตะวันตก, คุชราต, ราชสถาน, มหาราษฏระ, อานธรประเทศ, เตลังคานา กรณาฏกะ และทมิฬนาฑู

ข้อมูลการทดลอง

การทดลองระยะที่ 2 ดำเนินการเพื่อทดสอบความผลอดภัยและประสิทธิของยาในผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งผลการทดลองพบว่าการรักษาด้วย 2-DG มีความปลอดภัยและการฟื้นตัวของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการรักษาในผู้ป่วยทั่วไป

การทดลองระยะที่ 3 แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและลดการพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาในผู้ป่วยทั่วไป

สำหรับอาสาสมัครที่มีอายุมากกว่า 65 ขึ้นไปพบแนวโน้มที่คล้ายคลึงกัน

ข้อดีของยา

รัฐบาลระบุว่า 2-DG เป็นโมเลกุลของกลูโคสซึ่งสามารถผลิตได้ง่ายและมีจำหน่ายในปริมาณมาก รวมถึงสามารถผลิตได้ทันทีทั่วประเทศ นอกจากนี้ยาดังกล่าวสามารถรับประทานได้ง่ายโดยอยู่ในรูปแบบผงที่ต้องละลายน้ำ

ข้อถกเถียง

อย่างไรก็ตามการอนุมัติใช้ยาครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และกังวลถึงความปลอดภัยเนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลการทดลองในมนุษย์มากพอว่าสามารถรักษาอาการป่วยได้เพียงใดจึงถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของยา นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยว่าเดิมทียาตัวนี้ได้รับการพัฒนาและทดลองเพื่อรักษามะเร็งแต่ยังไม่ได้รับการรับรอง

Photo by NARINDER NANU / AFP

ไบเดนไฟเขียวขายอาวุธให้อิสราเอลท่ามกลางความขัดแย้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653116

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 11:40 น.

ไบเดนไฟเขียวขายอาวุธให้อิสราเอลท่ามกลางความขัดแย้งรัฐบาลไบเดนไฟเขียวดีลขายอาวุธมูลค่ามหาศาลให้อิสราเอลท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ 

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน อนุมัติดีลซื้อขายอาวุธนำวิถีมูลค่า 735 ล้านเหรียญสหรัฐให้อิสราเอล โดยแหล่งข่าวจากสภาคองเกรสเผยว่ามีแนวโน้มว่าสภาคองเกรสจะเห็นชอบกับการซื้อขายดังกล่าว แม้ว่าความขัดแยงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จะทวีความรุนแรงขึ้น  

เจ้าหน้าที่ประจำสภาคองเกรสเผยว่า สภาคองเกรสได้รับการบอกกล่าวอย่างเป็นทางการว่าจะมีการขายอาวุธดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยขั้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายอาวุธกับต่างประเทศ  

ตามกฎหมายแล้ว หลังจากได้รับแจ้งอย่างป็นทางการ สภาคองเกรสมีเวลา 15   วันในการคัดค้านการซื้อขาย ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิดขึ้นกับดีลครั้งนี้ 

เจ้าหน้าที่จากสภาคองเกรสเผยอีกว่า การซื้อขายระเบิดนำวิถี (JDAMs) ซึ่งผลิตโดยบริษัท โบอิง ในขณะนั้นถือเป็นเรื่องปกติ ก่อนที่การปะทะระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จะเริ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และขณะนั้นก็ไม่มีการคัดค้านจากทั้งคณะกรรมาธิการด้านกิจการต่างประเทศของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันที่ตรวจสอบการซื้อขาย 

ที่ผ่านมาสมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตสนับสนุนอิสราเอลอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องจากสมาชิกพรรคเดโมแครตสายก้าวหน้าส่วนน้อยให้สหรัฐใช้มาตรการที่เด็ดขาดกับรัฐบาลประธานาธิบดี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

ทั้งนี้ กฎหมายสหรัฐเปิดโอกาสให้สภาคองเกรสคัดค้านการซื้อขายอาวุธ แต่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับดีลนี้ เนื่องจากอิสราเอลเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ดีลซื้อขายอาวุธกับสหรัฐจะได้รับการอนุมัติภายใต้กระบวนการที่รวดเร็วกว่าปกติ

Photo by Nicholas Kamm / AFP

ไบเดนหนุนหยุดยิงครั้งแรกหลังถูกวิจารณ์นิ่งเฉยเหตุปะทะในกาซา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653109

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 11:03 น.

ไบเดนหนุนหยุดยิงครั้งแรกหลังถูกวิจารณ์นิ่งเฉยเหตุปะทะในกาซาโจ ไบเดน ต่อสายตรงถึงผู้นำอิสราเอลเรียกร้องยุติความขัดแย้ง แต่ย้ำอิสราเอลมีสิทธิป้องกันตนเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐสนับสนุนข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธฮามาสในฉนวนกาซาเป็นครั้งแรกหลังการสู้รบยืดเยื้อเข้าสัปดาห์ที่ 2 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 รายแล้ว

เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวระบุว่าไบเดนได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลไปแล้ว 3 ครั้งนับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะโดยทั้งสองได้เจรจาถึงการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลต่อกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ซึ่งไบเดนเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งและคำนึงถึงสวัสดิภาพของพลเรือนทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตามไบเดนยังคงย้ำว่าอิสราเอลมีสิทธิที่จะปกป้องตนเองโดยไม่เรียกร้องให้อิสราเอลเปลี่ยนแนวทางแม้จะมีการประณามจากนานาประเทศ

ด้านแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐพร้อมเป็นคนกลางในการเจรจาหากทั้งสองฝ่ายต้องการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงแต่ไม่ได้บังคับ

ขณะที่ผู้นำอิสราเอลยืนยันว่ากองทัพจะดำเนินการต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายในการหยุดยั้งการโจมตีด้วยจรวดของกลุ่มฮามาส

“คำสั่งคือการโจมตีผู้ก่อการร้ายต่อไป เราจะดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นต่อไปเพื่อคืนความสงบเรียบร้อบและความปลอดภัยให้แก่ชาวอิสราเอลทุกคน” เนทันยาฮูกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาหลังพบกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิสราเอล

Photo by Nicholas Kamm / AFP

ออสซี่ยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่มูลค่า 2.3 พันล้านบาทบนเรือสินค้าจากไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653102

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 10:40 น.

ออสซี่ยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่มูลค่า 2.3 พันล้านบาทบนเรือสินค้าจากไทยตำรวจออสเตรเลียสกัดจับยาไอซ์หนัก 316 ก.ก.ซุกซ่อนในกล่องสินค้าบนเรือที่มาจากไทย 

สำนักข่าว 9NEWS ของออสเตรเลียรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำลังชายแดนของออสเตรเลียยึดยาไอซ์น้ำหนัก 316 กิโลกรัม มูลค่าราว 94.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือ 2,319,105,600 บาท บนเรือขนส่งสินค้าลำหนึ่งที่มาจากประเทศไทย 

สำนักงานตำรวจซิดนีย์แถลงถึงปฏิบัติการในครั้งนี้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำลังชายแดนออสเตรเลียเข้าสกัดเรือสินค้าจากไทยลำหนึ่งที่ท่าเรือโบทานีเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากพบความไม่สอดคล้องกันในรายละเอียดของรายการสินค้า 

จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบยาไอซ์น้ำหนัก 316 กิโลกรัมซุกซ่อนอยู่ในกล่องเตาปิ้งย่างและกาน้ำร้อนไฟฟ้า 62 กล่องที่ขนส่งมาจากไทย 

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กองกำลังชายแดนกำลังขอให้หน่วยสืบสวนอาชญากรรมของกรมตำรวจนิวเซาท์เวลส์ สำนักงานตำรวจรัฐบาลกลาง และคณะกรรมาธิการอาชญากรรมรัฐนิวเซาท์เวลส์เข้ามาร่วมกับสอบสวนการบุกยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่นี้

Photo by NSW Police/Australian Border Force

กรณีศึกษาไต้หวัน ฉีดวัคซีนน้อย-เกิดวิกฤตไม่พอใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653068

วันที่ 17 พ.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

กรณีศึกษาไต้หวัน ฉีดวัคซีนน้อย-เกิดวิกฤตไม่พอใช้  สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ผู้ป่วยโควิด-19 รายวันในไต้หวันพุ่ง 335 คนทุบสถิติขณะประสบปัญหาจัดส่งวัคซีนล่าช้า

กระทรวงสาธารณสุขไต้หวันแถลงเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ว่าไต้หวันกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 335 คนในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาซึ่งนับว่าเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดเมื่อต้นปีที่แล้ว ส่งผลให้ขณะนี้ไต้หวันมีผู้ป่วยสะสมอย่างน้อย 2,017 คนและเสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน

โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อพุ่งกว่า 700 คนซึ่งถือเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากที่ไต้หวันสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างดีมาโดยตลอดท่ามกลางความกังวลว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจของไต้หวันเข้าสู่ภาวะชะงักงัน หลังจากเคยได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาด

วัคซีนเริ่มไม่พอ

สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่าขณะนี้ไต้หวันได้รับวัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) เพียงยี่ห้อเดียวจำนวนทั้งสิ้น 315,000 โดส ซึ่งครอบคลุมประชากรเพียง 1% เท่านั้นจากประชากรทั้งหมด 23 ล้านคน ซึ่งทางการไต้หวันจะดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้สูอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวก่อนเป็นลำดับแรก โดยปัจจุบันมีคนรับวัคซีนไปแล้วกว่า 1 แสนคน

ขณะที่การฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนทั่วไปจะถูกระงับไว้ก่อนเนื่องจากวัคซีนไม่เพียงพอ โดยไต้หวันได้สั่งซื้อวัคซีนจากทั้งแอสตราเซเนกาและโมเดอร์นา (Moderna) รวม 20 ล้านโดสแต่อาจไม่สามารถจัดส่งได้ตามกำหนดเนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัคซีน

อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ยืนยันว่าจะได้รับวัคซีนเพิ่มเติมในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป นอกจากนี้ไต้หวันกำลังพัฒนาวัคซีนของตัวเองซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในการทดลองระยะที่ 2 และคาดว่าจะสามารถผลิตออกมาให้ประชาชนได้ใช้ภายในเดือนกรกฎาคม

วัคซีนดังกล่าวพัฒนาโดยบริษัท Medigen Vaccine Biologics Corporation และ United Biomedical กำลังอยู่ในการทดลองระยะที่ 2 กับอาสาสมัครกว่า 4,000 คนซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในเดือนมิถุนายน

คุมดีแต่ฉีดน้อย

ข้อมูลจาก Our World in Data พบว่าไต้หวันมีอัตราการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่องแต่ยังถือว่ามีสัดส่วนน้อยกว่าประเทศอื่นๆ และข้อมูลของ Our World in Data ยังมีถึงแค่วันที่ 16 เมษายนเท่านั้น โดยมีอัตราส่วนแค่ 0.14% ของประชากรทั้งประเทศ

ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนมากที่สุดจากตัวเลขวันที่ 14 พฤษภาคมคือยิบรอลตาร์มีอัตราส่วน 115% อันดับที่ 2 คือเซเชลส์ 70.8% 3 คือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ 75.5% โปรดสังเกตว่าทั้ง 3 ดินแดน/ประเทศมีลักษณะเป็น “เกาะ” (ส่วนยิบรอลตาร์มีลักษณะเป็นติ่งคาบสมุทรที่ปลายสุดของสเปนซึ่งก็คล้ายเกาะอยู่ในที) ทั้ง 3 อันดับแรกที่มีการฉีดวัคซีนมากที่สุดจึงเป็นเกาะเหมือนไต้หวัน แต่ไต้หวันกลับอยู้่ท้ายๆ การจัดอันดับด้วยจำนวนฉีดวัคซีนที่น้อยมาก

เรื่องนี้เป็นที่สังเกตของสื่อต่างประเทศเช่นกัน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม Deutsche Welle ของเยอรมนีรายงานว่า “ไต้หวันพบผู้ป่วยโควิด-19 จำนวนน้อยมากและมีผู้เสียชีวิตเพียง 12 รายในระหว่างการแพร่ระบาดตลอดมา แต่ถึงแม้จะมีการตอบสนองของโรคระบาดที่น่าประทับใจ แต่ไต้หวันก็ยังล้าหลังในการแข่งขันฉีดวัคซีน”

รายงานข่าวนี้เกิกขึ้นก่อนที่จู่ๆ ไต้หวันจะเจอกับการระบาดเข้าตูมใหญ่ ในวันที่ 14 พฤษภาคม Taiwan News รายงานว่ายอดฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังถือว่าน้อยมาก รายงานของศูนย์ควบคุมโรคไต้หวัน (CDC) ระบุว่ามีประชาชาชน 129,669 คนในไต้หวันได้รับวัคซีน อย่างน้อยหนึ่งครั้งซึ่งคิดเป็น 0.55% ของประชากร 23.5 ล้านคน (เทียบกับวันที่ 16 เมษายนเท่านั้น โดยมีอัตราส่วนแค่ 0.14% ของประชากรทั้งประเทศ)

คุมดีจึงการ์ดตก?

สื่อต่างประเทศบางราย เช่น Bloomberg The Sydney Morning Herald ตั้งข้อสังเกตคล้ายๆ กันว่าเนื่องจากอัตราการติดเชื้อโควิด -19 ในไต้หวันแทบไม่มีเลย ทำให้ประชาขนใช้ชีวิตอย่างเสรีมากขึ้น อัตราการเข้าชมกีฬาและสังสรรค์ในคารราโอเกะเพิ่มขึ้นมากราวกับสู่ภาวะปกติแล้ว สิ่งนี้ทำประชาชนจำนวนมากไม่มีแรงจูงใจในการรับวัคซีนและบางคนต้องการรอดูว่ามีผลข้างเคียงหรือไม่

เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่โรงพยาบาลแมคเคย์เมมโมเรียลในไทเปมีคน 120 คนปรากฏตัวในวันพุธเพื่อรับการฉีดวัคซีนที่จ่ายเงินเองโดย 20% เป็นชาวต่างชาติในไต้หวันที่ต้องการไปเยี่ยมครอบครัวของพวกเขาที่บ้านเกิด นั่นแสดงว่าคนไต้หวันท้องถิ่นก็ยังไม่กระตือรือร้นนักแม้จะมีโครงการเสียเงินฉีดเอง 

แต่ก่อนหน้าวันที่ 21 เมษายนแค่ 1 วันนี่เองที่วิกฤตได้เริ่มต้นขึ้นเงียบๆ เมื่อนักบินขนส่งสินค้าชาวอินโดนีเซียได้บินจากไต้หวันไปยังออสเตรเลียและเมื่อเขามาถึงก็ถูกตรวจพบเชื้อ ผู้ใกล้ชิดของเขาสองคนก็ติดเชื้อเช่นกัน พวกเขาเคยไปเยี่ยมชมสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านในไทเปและเมืองเถาหยวนรวมถึงมัสยิดสองแห่งและซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนที่จะมีอาการ

จากกรณีดังกล่าวทำให้ศูนย์บัญชาการโรคระบาดกลางของไต้หวัน (CECC) ต้องเร่งตรรวสอบการติดเชื้อกรณีนี้ในวันที่ 23 เมษายน เพราะกรณีนี้พบว่าผู้ติดเชื้อไปสถานที่สาธารณะหลายแห่งก่อนเข้ารับการรักษา

แต่สถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ เมื่อถึงกลางเดือนพฤษภาคมไวรัสทำให้มีผู้ติดเชื้อ 7 รายในวันที่ 11 พฤษภาคมเพิ่มขึ้นเป็น 185 รายภายในวันที่ 15 พฤษภาคมและ 333 รายในวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม – ถึงตอนนี้ไต้หวันเร่งการฉีดวัคซีนอย่างหนัก

เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ประชาชนไต้หวันควรได้รับการฉีดวัคซีนมากกว่า 70% ของประชากรตามข้อมูลจาก Taiwan Factchecker Center (TFC) เมื่อถึงจุดนี้แล้วจะที่มีโอกาสน้อยที่โรคจะแพร่กระจาย

อย่างไรก็ตาม ย้อนกลับไปที่ประเด็นแรกของรายงานนี้ที่ชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ไต้หวันอาจประสบปัญหาวัคซีนไม่พอ โครงการเสียเงินฉีดวัคซีนยังต้องระงับไปในที่สุดเพื่อระดมวัคซีนมาฉีดในวงกว้าง

Photo by Sam Yeh / AFP

สิ่งที่สโมสรใหญ่ต้องเรียนรู้จาก “ต๊อบ อัยยวัฒน์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653056

วันที่ 17 พ.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

สิ่งที่สโมสรใหญ่ต้องเรียนรู้จาก "ต๊อบ อัยยวัฒน์" คุณต๊อบ อัยยวัฒน์ ประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ได้รับคำชมหลังพาทีมเอาชนะทั้งในเกมและนอกเกมด้วยความสัมพันธ์แน่นแฟ้นไม่เหมือนสโมสรอื่น

จิ้งจอกสยามหรือ “เลสเตอร์ ซิตี้” เอาชนะเชลซีคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ไปหมาดๆ นอกจากจะได้รับเสียงฮือฮาเพราะเป็นการคว้าแชมป์ศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรหลังจากที่รอคอยมายาวนาน 137 ปี อีกหนึ่งคนที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลกคือประธานสโมสรชาวไทยอย่าง “คุณต๊อบ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา”

หลายคนคงได้เห็นภาพการฉลองแชมป์ที่กลายเป็นไวรัลเมื่อ “แคสเปอร์ ชไมเคิล” ผู้รักษาประตูมือหนึ่งกวักมือเรียกให้คุณอัยยวัฒน์ลงมาชูถ้วยฉลองร่วมกับบรรดานักเตะในสนามด้วยท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขและอบอุ่น พร้อมด้วยภาพของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา อดีตประธานสโมสรที่แสดงอยู่บนจอข้างสนามระหว่างการฉลองชัยชนะ

“You won’t see another owner come on the pitch like that and be LOVED!”This is special @LCFC players present chairman Top Srivaddhanaprabha with the #EmiratesFACup pic.twitter.com/f4ngsAp4As— Football on BT Sport (@btsportfootball) May 15, 2021

ขณะที่เบรนดัน ร็อดเจอส์ ผู้จัดการทีมเองก็เอ่ยปากก่อนหน้านี้ว่าหวังจะพาทีมคว้าแชป์เอฟเอ คัพ ให้สำเร็จเพื่อครอบครัวศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสรชาวไทย

ไม่เพียงแต่คนในทีมเท่านั้นที่รู้สึกถึงความแน่นแฟ้นนี้แต่ยังรวมไปถึง ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตกองหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายถึงกับเอ่ยปากว่าไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพนี้ในสโมสรอื่นๆ ที่ความสัมพันธ์ระหว่างประธานสโมสรและนักเตะตลอดจนแฟนบอลมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และมีความแน่นแฟ้นตั้งแต่ระดับบนไปจนถึงระดับล่างเหมือนอย่างที่เห็นได้จากเลสเตอร์ ซิตี้

ด้านโจ โคล อดีตนักเตะจากเชลซีและลิเวอร์พูลก็เผยในฐานะที่เคยเล่นให้กับสโมสรใหญ่ๆ มาก่อนว่าเจ้าตัวเองก็มีความรู้สึกอิจฉานักเตะที่มีเจ้าของสโมสรแบบนี้ นี่แหละคือสิ่งที่คุณต้องการเห็นจากสโมสรฟุตบอล ทุกคนในสโมสรต้องร่วมแรงร่วมใจกัน

เช่นเดียวกับเอียน ไรต์ อดีตนักเตะจากอาร์เซนอลที่ผันตัวมาเป็นผู้ดำเนินรายการก็กล่าวว่ารู้สึกอิจฉาเลสเตอร์เช่นกันที่มีประธานที่ยอดเยี่ยมต่างจากสแตน โกรเอ็นเก เจ้าของทีมอาร์เซนอลที่มีแต่คนขับไล่

ความสำเร็จครั้งนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 2005 เมื่อคุณวิชัย ศรีวัฒนประภาและครอบครัวกำลังจะเข้าชมการแข่งขันยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกที่สนามกีฬาสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของสโมสรเชลซีในฐานะแฟนบอลและลูกค้าที่สนับสนุนทีมมาตลอด แต่เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่สนาม จึงสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากถึงกับยุติการสนับสนุนเชลซี และเอ่ยปากกับคุณอัยยวัฒน์ (ลูกชาย) ว่า “วันหนึ่งเราจะซื้อทีม แล้วเอามาสู้กับเชลซีให้ได้”

แล้ววันนั้นก็มาถึง คุณวิชัยได้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2010 โดยเข้าถือหุ้นของสโมสรฟุตบอลร้อยละ 51 และตัดสินใจซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมดในปีเดียวกัน และในเดือนพฤศจิกายน 2018 คุณอัยยวัฒน์ก้าวขึ้นบริหารกิจการต่อจากบิดา

ด้วยการบริหารที่เอาใจใส่ เป็นกันเอง ทำให้ครอบครัวศรีวัฒนประภาเป็นที่รักของลูกทีมและได้รับการชื่นชมจากบรรดาแฟนบอล โดยคุณอัยยวัฒน์เพิ่งได้รับการโหวตจากบรรดาแฟนบอลให้เป็นเจ้าของสโมสรในดวงใจอีกด้วย ขณะที่สื่ออังกฤษยกย่องการบริหารของตระกูลศรีวัฒนประภาให้ติดอันดับ 1 ใน 20 ทีมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ที่บริหารงานดีที่สุด

เมื่อปี 2018 ภายหลังการเสียชีวิตของคุณวิชัย บรรดานักเตะก็มีการแต่งกายด้วยสีดำและยืนไว้อาลัยในศึกพรีเมียร์ลีก ขณะที่แคสเปอร์ ชไมเคิล ผู้รักษาประตูถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ด้านนักเตะอย่างเดมาไร เกรย์ ได้ถอดเสื้อเพื่อโชว์ข้อความว่า “For Khun Vichai” (เพื่อคุณวิชัย) หลังจากที่ทำประตูได้สำเร็จ รวมถึงแฟนบอลข้างสนามร่วมกันสวมเสื้อยืดสีขาวที่มีข้อความว่า “THE BOSS” พร้อมด้วยรูปของคุณวิชัยเข้ามาชมการแข่งขันในนัดดังกล่าวตลอดจนชูธงชาติไทยเพื่อสื่อถึงอดีตประธานสโมสรด้วย

Photo by Oli SCARFF / AFP

นอกจากนี้ภาพประทับใจที่ปรากฏเมื่อคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ทำให้สื่อต่างประเทศหลายสำนักชื่นชมการวางตัวและวิธีการบริหารงานของคุณอัยยวัฒน์ที่ได้ใจทั้งนักเตะและแฟนบอลเลสเตอร์ เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่สโมสรใหญ่อื่นๆ ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของทีมและแฟนบอลไม่ค่อยดีนัก

หนึ่งในนั้นคือเว็บไซต์ Talksport จากอังกฤษซึ่งระบุว่าช่วงเวลาที่สวยงามนี้แสดงให้เห็นความต่างอย่าสิ้นเชิงที่สิ่งที่เกิดขึ้นในสโมสรใหญ่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่ประท้วงต่อต้านเจ้าของทีมอย่างตระกูลเกลเซอร์, แฟนอาร์เซนอลซึ่งไม่พอใจสแตน โกรเอ็นเกFSG ที่ไม่สามารถชนะใจแฟนบอลลิเวอร์พูล หรือแม้แต่แฟนบอลของทอตแนม ฮอตสเปอร์ที่รวมตัวกันประท้วงขับไล่ดาเนียล เลวี่ ประธานสโมสร

Talksport ยังกล่าวว่าในขณะที่ 6 สโมสรยักษ์ใหญ่จากพรีเมียร์ลีกอังกฤษประกอบด้วยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล, เชลซี และทอตแนม ฮอตสเปอร์ มีความทะเยอทะยานไปมากกว่าพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนส์ลีกด้วยการชูแผน “ยูโรเปียน ซูเปอร์ ลีก” ที่ล่มไปแล้วนั้น เลสเตอร์ได้พิสูจน์อย่างเงียบๆ ว่าทำไมฟุตบอลจึงได้ชื่อว่าเป็น “เกมที่สวยงาม”

การคว้าแชมป์เอฟเอ คัพครั้งประวัติศาสตร์นี้ทำให้เลสเตอร์ไม่ใช่ทีมรองบ่อนอีกต่อไป

นอกจากนี้อีกหนึ่งภาพสุดซึ้งที่ถูกนำเสนอไปทั่วโลกคือภาพที่คุณอัยยวัฒน์ยกมือไหว้และมองท้องฟ้าเพื่อรำลึกถึงคุณวิชัย อดีตประธานสโมสรผู้เป็นบิดา

Photo by MATTHEW CHILDS / POOL / AFP

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายใจทางก้นได้ในกรณีฉุกเฉิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653047

วันที่ 17 พ.ค. 2564 เวลา 14:32 น.

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายใจทางก้นได้ในกรณีฉุกเฉินทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้เผยการวิจัยที่ทำให้ทราบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสามารถดูดซับออกซิเจนทางทวารหนักได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยการแพทย์และทันตกรรมโตเกียวรู้สึกทึ่งกับวิธีที่สัตว์ทะเลบางชนิดหายใจผ่านลำไส้ในกรณีฉุกเฉินพวกเขาซึงพยายามสามารถพิสูจน์ว่าสัตว์อื่นๆ เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างหนูและหมูก็สามารถทำแบบเดียวกันได้ และพบว่าพวกมันทำได้จริง จากนั้นเผยแพร่ผลการวิจัยในวารสาร Med เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

พวกเขากล่าวว่าการค้นพบนี้อาจนำไปใช้กับมนุษย์ที่มีปัญหาทางเดินหายใจในเวลาที่ไม่มีเครื่องช่วยหายใจหรือมีไม่เพียงพอ

เบื้องหลังการค้นพบนี้มาจากหลักการธรรมชาติทั่วๆ ไป ตามหลักการแล้วสัตว์ที่อยู่ในลำดับ (Order) สูงๆ จะหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปและการขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกโดยใช้ปอดหรือเหงือก

อย่างไรก็ตาม สัตว์บางชนิดมีการพัฒนากลไกการระบายอากาศแบบอื่น วงศ์ปลาหมูแท้, ปลาดุก, ปลิงทะเล และวงศ์แมงมุมใยกลมยังสามารถใช้ทวารหนักในการเติมออกซิเจนเพื่อความอยู่รอดในกรณีฉุกเฉิน

วิธีการนี้เรียกว่าการระบายอากาศทางลำใส้ผ่านทางทวารหนักหรือ EVA

“ช่องทวารหนักมีตาข่ายของเส้นเลือดที่ละเอียดอยู่ใต้ผิวของเยื่อบุซึ่งหมายความว่ายาที่ฉีดผ่านทวารหนักจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย” เรียว โอคาเบะ (Ryo Okabe) ผู้นำการวิจัยกล่าว

สิ่งนี้ทำให้ทีมวิจัยสงสัยว่าออกซิเจนจะถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดด้วยวิธีเดียวกันหรือไม่

เพื่อตอบคำถามนี้พวกเขาตัดสินใจที่จะทำการทดลองกับหนูขาวเล็ก, หมู และหนูธรรมดาโดยทำให้พวกมันขาดออกซิเจนก่อน จากนัน้ใช้สองวิธีเพิ่มทดสอบ คือการส่งออกซิเจนเข้าทางทวารหนักในรูปแบบก๊าซและการฉีดสวนด้วยออกซิเจนผ่านเส้นทางเดียวกัน

นักวิจัยได้เตรียมเยื่อบุของทวารหนักโดยการถูเพื่อทำให้เกิดการอักเสบและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งออกซิเจน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเตรียมการดังกล่าวไม่น่าจะปรับใช้ได้กับมนุษย์ พวกเขาจึงลองใช้ perfluorodecalin ที่ให้ออกซิเจนซึ่งเป็นของเหลวที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและอยู่ในขั้นตอนการใช้ทางคลินิก

การส่งออกซิเจนทั้งในรูปของก๊าซและในรูปของเหลวทำให้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นทำให้พฤติกรรมของสัตว์เป็นปกติและยืดอายุการอยู่รอดของพวกมัน

ทีมงานยังยืนยันการปรับปรุงการให้ออกซิเจนในระดับเซลล์ด้วยเทคนิคที่เรียกว่าการย้อมสีด้วยภูมิคุ้มกัน ( immunochemical staining)

พวกเขาเสริมว่าของเหลวจำนวนเล็กน้อยที่ถูกดูดซึมพร้อมกับออกซิเจนไม่ก่อให้เกิดอันตรายและไม่รบกวนแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งแสดงว่าวิธีนี้ปลอดภัย

“ผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจสามารถให้ออกซิเจนช่วยเหลือโดยวิธีนี้เพื่อลดผลกระทบด้านลบของการขาดออกซิเจนในขณะที่กำลังรักษาสภาพร่างกายอยู่” ทาคาโนริ ทาเคเบะ (Takanori Takebe) ผู้ร่วมวิจัยกล่าวเสริม

และทีมงานวิจัยหวังว่าจะนำวิธีการนี้ไปใช้กับมนุษย์ในทางคลินิคได้

เคเล็บ เคลลี (Caleb Kelly) จาก Yale School of Medicine กล่าวว่า กระบวนการ EVA ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

“นี่เป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดการถกเถียงและผู้ที่รู้จักครั้งแรกจะแสดงความประหลาดใจ” เขากล่าว “อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีการพิจารณาบทบาททางคลินิกที่เป็นไปได้และมีการตรวจสอบข้อมูลที่นำเสนอโดยโอคาเบะและคณะ EVA จึงกลายเป็นวิธีการบำบัดที่มีแนวโน้มที่สมควรได้รับความสนใจทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์”

เขากล่าวเสริมว่าเทคนิคนี้สามารถมีบทบาทได้เมื่อขาดแคลนเครื่องช่วยหายใจดังที่เกิดขึ้นในการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในปัจจุบัน

Photo by Gabriel BOUYS / AFP