อิสราเอลระดมทหารจ่อบุกภาคพื้นกาซา ดับแล้วกว่าร้อยศพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652793

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

อิสราเอลระดมทหารจ่อบุกภาคพื้นกาซา ดับแล้วกว่าร้อยศพความขัดแย้งครั้งนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ และยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรง

กองทัพอิสราเอลส่งกองกำลังทหารราบ 2 หน่วยและกองรถหุ้มเกราะ 1 หน่วยประจำการบริเวณชายแดนฉนวนกาซาเพื่อเตรียมโจมตีภาคพื้นดิน หลังจากที่อิสราเอลและกลุ่มฮามาสของปาเลสไตน์ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศตอบโต้กันต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 4 แล้ว

โดยหน่วยงานด้านสารธารณสุขในกาซาระบุว่าการโจมตีของอิสราเอลส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 103 คน จำนวนนี้เป็นเด็กถึง 27 คน ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 600 คน

ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลแถลงในวันที่ 14 พ.ค. ว่าปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาจะเกิดขึ้นนานตราบเท่าที่จำเป็น โดยแหล่งข่าวในรัฐบาลเผยว่าเนทันยาฮูต้องการให้ฮามาสเสียหายมากที่สุดก่อนจะตกลงหยุดยิง

ขณะที่ประชาชนหลายร้อยครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศอิสราเอลต้องพากันอพยพออกจากพื้นที่หลังถูกโจมตีอย่างหนัก

โดยในช่วงค่ำของวันที่ 13 พ.ค. จรวดหลายสิบลูกถูกยิงมาจากฉวนกาซาพุ่งเข้าใส่เมืองอัชดอดและเมืองอัชเคลอนริมฝั่งทะเลทางภาคใต้ของอิสราเอล รวมถึงบริเวณใกล้เคียงสนามบินเบนกูเรียนทางภาคกลาง ส่งผลให้เที่ยวบินขาเข้าทั้งหมดต้องไปลงจอดที่ท่าอากาศยานรามอนทางภาคใต้แทน

นอกจากการสู้รบกับกลุ่มฮามาสแล้วอิสราเอลยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งจากการจ่อจลาจลของชาวยิวและชาวอาหรับที่ออกมาปะทะกันในหลายเมืองทั่วประเทศ

Photo by ANAS BABA / AFP

สหรัฐผ่อนปรนคนฉีดวัคซีนครบโดสไม่ต้องสวมแมสก์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652792

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 10:42 น.

สหรัฐผ่อนปรนคนฉีดวัคซีนครบโดสไม่ต้องสวมแมสก์ทางการสหรัฐไฟเขียวให้ชาวอเมริกันที่ฉัดวัคซีนครบโดสไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ประกาศข่าวดีว่า ชาวอเมริกันที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่กลางแจ้ง และไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ภายในอาคารในบางสถานที่ ทั้งยังไม่ต้องเว้นระยะห่าง เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การกลับไปใช้ชีวิตปกติ

อย่างไรก็ดี แม้จะฉีดวัคซีนครบแล้ว แต่ CDC ยังแนะนำให้ชาวอเมริกันสวมหน้ากากอนามัยเมื่อโดยสารเครื่องบินและรถไฟ เมื่ออยู่ในสนามบิน หรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ และสถานที่บางแห่ง อาทิ โรงพยาบาลหรือคลินิก หรือหากสถานที่ใดยังกำหนดให้สวมหน้ากากอนามัยก็ยังต้องปฏิบัติตามแม้จะได้รับวัคซีนครบแล้ว

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการ CDC เผยว่า การปรับเปลี่ยนมาตรการของ CDC ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการลดลงอย่างเห็นได้ชัดของผู้ติดเชื้อ การเพิ่มการฉีดวัคซีนให้กลุ่มคนวัยรุ่น และประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์ต่างๆ ของวัคซีน

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ปรากฏตัวที่ทำเนียบขาวโดยไม่มีหน้ากากอนามัยและกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมว่ามันเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่เลยล่ะ เป็นวันที่ดีมากๆ ถ้าคุณได้รับวัคซีนครบแล้วและไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยแล้ว คุณก็มีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ชาวโลกคุ้นเคยกับชาวอเมริกันดี นั่นคือ การทักทายคนอื่นด้วยรอยยิ้ม”

การปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติตัวของ CDC เกิดขึ้นก่อนที่ชาวอเมริกันจะเฉลิมฉลองวันชาติในวันที่ 4 ก.ค.นี้

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ CDC จนถึงวันพุธ (12 พ.ค.) ชาวอเมริกันอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปกว่า 151 ล้านคน หรือ 58.7% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ของสหรัฐ ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส และชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ราว 116 ล้านคน หรือ 45.1% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ของสหรัฐได้รับวัคซีนครบแล้ว

Photo by Nicholas Kamm / AFP

สังคมนิยมข่าวลือ ไม่ใช่นักวิทย์กลับเสียงดัง ยุคที่คนเลิกเชื่อฟังหมอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652689

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 21:02 น.

สังคมนิยมข่าวลือ ไม่ใช่นักวิทย์กลับเสียงดัง ยุคที่คนเลิกเชื่อฟังหมอ  ในขณะที่เทคโนโลยีการแพทย์ของโลกเราก้าวหน้าไปไกลกว่ายุคไหนๆ แต่มนุษยชาติก็ยังทำตัวเหมือนคนในยุคกลางที่เชื่อข่าวปลอมและเรื่องกุจากใครก็ไม่รู้ และกลับเอานักวิทยาศาสตร์มาขึงพืดเหมือนยุคล่าแม่มด

อิสราเอลเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนต่ออัตราส่วนประชากรมากที่สุดในโลกคือ 62.61% (จากข้อมูลวันที่ 11 พฤษภาคม 2021) แต่อิสราเอลก็ยังมีความกังวลเรื่องกระแสต่อต้านการฉีดวัคซีน

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนเมษายน จากรายงานของ The Times of Israel ได้สัมภาษณ์ ศ. ชโลโม วินเกอร์ (Prof. Shlomo Vinker) แพทย์ชั้นแนวหน้าของอิสราเอลที่แสดงความวิตกว่ารัฐบาลจะต้องเร่งมือจัดการโดยเร็ว ก่อนที่วัยรุ่นจะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มต่อต้านวัคซีน หรือพวกAnti-vaxxer ที่ปล่อยข้อมูลเท็จออกมาปั่นป่วน

ศ. วินเกอร์ ชี้ว่าก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มการฉีดวัคซีนให้คนหนุ่มสาว จะต้องเร่งให้ความรู้ที่ถูกต้องกับพวกเขาก่อน หาไม่แล้วจะเกิดช่องว่างทำให้พวก Anti-vaxxer ตัวป่วนเข้ามาแทรกระหว่างกลาง ศ. วินเกอร์ แนะอย่างจริงจังว่า “ถ้าเรารอจนกว่าการฉีดวัคซีนสำหรับคนรุ่นเยาว์จะมาถึง เราจะสูญเสียวัยรุ่นไปเพราะตอนนี้นักเคลื่อนไหวต่อต้านการฉีดวัคซีนมีบทบาทมาก”

และย้ำว่าจะต้องไม่เปิดโอกาสให้พวกต่อต้านวัคซีนได้มีพื้นได้ร้องแรกแหกกระเชอ

เราจะเห้นได้ว่าแม้แต่ประเทศที่มีอัตราฉีดวัคซีนสูงสุดก็ยังหวั่นใจกับพวกปล่อยข้อมูลมั่วๆ เรื่องวัคซีน และเรายังจะเห็นว่ากลุ่มวัยที่ใกล้ชิดเทคโนโลยีมากที่สุดและน่าจะเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ง่ายที่สุด ยังถูกมองว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อข่าวปลอมเช่นกัน

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่ากลุ่มไม่เอาวัคซีนนั้นมีทั้งแบบที่ไม่เชื่อหรือกังขาต่อผลของมัน คือ Vaccine hesitant กับกลุ่มที่ไม่ยอมฉีดและต่อต้าน คือพวก Anti-vaxxer จึงมีทั้งพวกต้านแบบอ่อนๆ และต้านแบบรุนแรง ทั้งสองกลุ่มนี้มีโอกาสปล่อยข้อมูลผิดๆ หรือข่าวปลอมพอๆ กัน

ก่อนการระบาดของโควิด-19 พวก Anti-vaxxer/Vaccine hesitant มักเป็นพวกที่กังขาต่อวัคซีนที่ต้องฉีดเป็นประจำให้ลูกๆ หลาน คนพวกนี้กลัวว่าวัคซีนบางตัวอาจทำให้ลูกหลาน “ไม่สมประกอบ” การต่อต้านการฉีดวัคซีนของคนกลุ่มนี้ (ซึ่งมีจำนวนพอสมควรและมีอิทธิพลไม่น้อย) ส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคสำคัญๆ มาแล้ว

ในสหรัฐที่แสนจะเจริญก้าวหน้าแท้ๆ ยังมีพวก Anti-vaxxer เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างความวอดวายที่เกิดขึ้นจากพวกนี้คือการระบาดของโรคหัดที่กลับมารุกรานนิวยอร์กระหว่างปี 2018 – 2019 เพราะพ่อแม่กังขาในผลวัคซีนต่อลูกๆ ของพวกเขา

ดังนั้นจึงไม่แปลที่องค์การอนามัยโลกจะบอกว่าความกังขาวัคซีน (Vaccine hesitancy) เป็นหนึ่งในสิบภัยคุกคามด้านสาธารณสุขของโลกเรา และตอนนี้อาจเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ ด้วยซ้ำ

พลังของความเชื่อผิดๆ ข่าวลือ ข่าวเท็จ เรื่องมโน ไม่อาจดูแคลนได้เลย มันสามารถทำให้ประเทศๆ หนึ่งพ่ายแพ้โรคระบาดเอาง่ายๆ

ไม่น่าเชื่อว่าในโลกศตวรรษที่ 21 ที่เทคโนโลยก้าวหน้าที่ข้อมูลข่าวสารมีทุกหนแห่งๆ ผู้คนยังตกเป็นเหยื่อความเชื่อผิดอย่างง่ายดาย เหมือนบรรพบุรุษของเราในยุคกลางที่ตะเกียกตะกายหาวิธีรักษาโรค (แบบผิดๆ) ในยุคที่เกิดการระบาดของกาฬโรค จนผู้ล้มตายหลายล้าน ยุโรปแทบจะกลายเป็นป่าช้า

ไม่น่าเชื่อว่าผู้คนในยุคโควิด-19 แทนที่จะเชื่อฟังวิทยาศาสตร์ กลับเชื่อฟังทฤษฎีสมคบคิดจากฝีมือใครก็ไมรู้ แทนที่จะเชื่อฟังนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ เหมือนกับว่าโลกของเราย้อนกลับไปใน “ยุคมืด” ที่นักวิทยาศาสตร์ถูกนำมาขึ้นศาลเพียงเพราะพูดความจริงที่สวนทางกับความเชื่อผิดๆ ของคนยุคนั้น

ตัวอย่างการย้อนยุคที่เห็นได้ชัดคือกรณีของโรคหัดในสหรัฐ

ในปี 2000 สำนักงานควบคุมโรคของสหรับ (CDC) ได้ประกาศว่าโรคหัดถูกกำจัดในสหรัฐเนื่องจากโครงการฉีดวัคซีนที่เข้มงวดและข้อกำหนดของโรงเรียน แต่แล้วในปี 2019 มีคนติดโรคหัดในสหรัฐถึง 1,249 ราย เหมือนกับว่าสหรัฐที่เคยนก้าวหน้าทางการแพทย์ถอยหลังกลับไปสูช่วงก่อนทศวรรษที่ 2000

ความถดถอยนี้ไม่ใช่เพราะการแพทย์ไม่เจริญก้าวหน้า ตรงกันขามการแพทย์ของเราก้าวหน้าไปทุกวันๆ แต่คนทั่วไปไม่ก้าวหน้าตามวิทยาการแพทย์ สะท้อนให้เห็นว่าสติปัญญาของมนุษยชาติมีปัญหาหรือเปล่า? หรือไม่ก็ศักยภาพของมุนษย์ก้าวไม่ทันเทคโนโลยีหรือไม่?

เรื่องนี้อาจเป็นเพราะเราตกอยู่ในกับดักของยุคข้อมูลข่าวสาร ในยุคที่รับข้อมูลได้หลากหลายมากโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย แต่ข้อมูลเหล่านั้นมีทั้งที่จริงและเท็จ และน่าเสียดายที่คนจำนวนไม่น่อยชอบเรื่องเท็จมากกว่าเรื่องจริง นั่นเป็นสาเหตุให้สติปัญญาของมนุษย์ (บางคน) สวนทางกับวิทยากาทางการแพทย์

ในช่วงทศวรรษที่ 2000 ที่โรคหัดหายไปจากสหรัฐ โซเชียลเน็ตเวิร์กยังไม่เกิดขึ้น สาธารณชนได้รับข้อมูลผ่านสื่อที่เชื่อถือได้และจากนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่เนื้อหาจำพวก “ความเห็น” และยิ่งไม่ใช่ “ความเท็จ”

แต่พอถึงทศวรรษที่ 2010 ทุกคนเริ่มหันมาแสดงความเห็นและเสพความเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ดูเหมือนว่าศักยภาพการไตรตรองข้อเท็จจริงของเราก็เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ

แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ความถดถอยของสติปัญญาอย่างเดียวที่ทำให้การฉีดวัคซีนถูกตั้งคำถาม

มันอาจจะมาจากความเฉลียวฉลาดในทางที่ผิดของมนุษย์บางคนที่ใช่เล่ห์กลทางการเมืองเพื่อขัดขวางการฉีดวัคซีน โดยไม่แยแสว่าชีวิตของเพื่อนมนุษย์จะล้มตายไปสักเท่าไร

ในระดับการเมืองโลก การปั่นให้วัคซีนโควิด-19 เป็นประเด็นการเมืองเกิดขึ้นในหลายประเทศ

เช่นในสหรัฐมีผลสำรวจความเห็นพบว่าครึ่งหนึ่งของพรรครีพับลิกันหรือผู้ที่ระบุว่าเคยลงคะแนนให้อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องการรอดูก่อนรับวัคซีนหรือบอกว่าจะไม่ยอมฉีดเลย และความลังเลใจในการฉีดวัคซีนในหมู่รีพับลิกันอาจขัดขวางการบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่ในสหรัฐ

พวกรีพับลิกันหรือพวกอนุรักษ์นิยมที่หวงแหนเสรีภาพแบบอเมริกันนิยมจ๋านั้นยังกลัว “หนังสือเดินทางวัคซีน” อ้างว่าเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินไป

เราจะเห็นตัวอย่างขอ เกรก แอ็บบ็อต (Greg Abbott) ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสจากพรรครีพับลิกัน และรอน ดีแซนนติส (Ron DeSantis) จากฟลอริดาลงนามในคำสั่งของผู้บริหารรัฐห้ามไม่ให้หน่วยงานของรัฐและบริษัทต่างๆ บังคับให้ผู้บริโภคได้รับการฉีดวัคซีน – แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได่กลัวโรค แต่กลัวถูกละเมิดสิทธิ์

เรารู้กันว่าสหรัฐปกครองแบบสหพันธรัฐ แต่ละมลรัฐมีอำนาจปกครองตัวเองอย่างมาก หากรัฐหนึ่งเห็นว่ารัฐบาลกลางเข้ามายุ่มย่ามมากเกินไปกับเสรีภาพของพวกเขา พวกเขาก็จะขัดขืน ไม่เว้นแม้แต่ช่วงที่เกิดโรคระบาดการยึดมั่นถือมั่นทางการเมืองก็ยังขึ้นสมองแบบนี้

ความเห็นต่างหากทางการเมืองเป็นอุปสรรคแบบนี้ ต่อให้สหรัฐมี Pfizer กี่ล้านโดสก็ไม่พอ เพราะจำนวนไม่แทบไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ประเทศนั้่นผู้มีความคิดทางการเมืองแตกต่างกัน แล้วดันเอาความเห็นต่างนั้นมาผสมปนเปกับการควบคุมโรค

ในเกาหลีใต้ที่ฉีด AstraZeneca ตั้งแต่ผู้นำยันประชาชนคนทั่วไป ก็ยังไม่วายที่จะมีการปั่นกระแสการเมืองต่อต้าน AstraZeneca

เมื่อเดือนมีนาคม ดร. ซง มัน-กี รองผู้อำนวยการหน่วยวิทยาศาสตร์ของสถาบันวัคซีนนานาชาติ (IVI) ให้สัมภาษณ์กับ Corona Fighters Live ถึงการปั่นประเด็นการเมืองกับวัคซีนตัวนี้ เขาบอกว่าน่าเสียดายที่บางคนกำลังถกเถียงกันเรื่อง AstraZeneca ด้วยเหตุผลทางการเมือง และประเด็นเรื่องการเมืองนี้ลุกลามมากจาการเอาวัคซีนตัวนี้มาเป็นเครื่องมือความขัดแย้งระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรป

ดร. ซง มัน-กี ชี้ว่าเยอรมนียิ่งทำให้สับสนเข้าไปอีกโดยรายงานด้วยความเข้าใจเข้าใจผิดว่าประสิทธิภาพของวัคซีน AstraZeneca ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีอยู่ที่ 8% ในขณะที่ในความเป็นจริง 8% ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีควรใช้ AstraZeneca ทำให้ประเทศในยุโรปอื่นๆ รวมถึงฝรั่งเศสระงับการฉีดวัคซีน AstraZeneca ชั่วคราว ขณะที่สหราชอาณาจักรก็ไม่ได้รวบรวมข้อมูลให้คงามกระจ่างได้ทันการณ์ ทำให้ความเข้าใจผิดฝังรอยลึกยากจะแก้ไขแล้ว

อาการผลข้างเคียงของ AstraZeneca นั้นมีอยู่ แต่สิ่งที่สาธารณชนไม่ได้ใส่ใจคือคำว่า “Rare” นั่นคืออาการแบบนี้เกิดขึ้นได้ยากมากในอเตรา 1/350,000คน กระนั้นมันอาจจะถึงแก่ชีวิตได้เหมือนกัน

ดร. ซง มัน-กี ทิ้งวรรคทองให้ผู้นำประเทศได้ใส่ใจว่า “การเมืองและยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป” เพราะในสถานการณ์ที่อลหม่านและเต็มไปด้วยความเข้าใจผิดแบบไม่ตั้งใจและตั้งใจให้ผิด ไม่มีทางที่ประชาชนจะมาฉีดวัคซีนอย่างว่าง่าย

ยิ่งหากประเทศนั้นมีความแตกยกทางการเมืองด้วยแล้ว ความพยายามฉีดวัคซีนยิ่งยากขึ้นไปอีก

ในบางประเทศมีความพยายามด้อยค่าทีมแพทย์และวิทยาศาสตร์ บางคนไปไกลถึงขนาดกระแนะกระแหนว่าการเรียกทีมแพทย์เป็น “นักรบชุดขาว” บ่งบอกถึงสังคมที่คลั่งไคล้การทำสงคราม!

การด้อยค่าทีมแพทย์แบบนี้มักมาจากคนที่ไม่ใช่แพทย์และไม่มีความรู้เรื่องแพทย์ แต่เป็นกลุ่มที่มีปากมีเสียงในสังคมนิยมคอมเมนต์ หรือที่เรียกว่าพวก “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นกลุ่มคนที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจชี้นำสังคมทั้งๆ ที่ไม่มีทักษะวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับระบาดวิทยา

“อินฟลูเอนเซอร์” ที่ปล่อยข้อมูลเท็จ (Disinformation) เพียงไม่กี่คนมีผลทำให้ชีวิตคนหลายล้านคนได้รับผลกระทบไปด้วย

เช่น ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านความเกลียดชังดิจิทัล (CCDH) เผยแพร่รายงานชื่อ The Disinformation Dozen พบว่า 2 ใน 3 ของเนื้อหาต่อต้านวัคซีนที่แชร์หรือโพสต์บน Facebook และ Twitter ในสหรัฐระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 16 มีนาคม 2021 มาจาก “อินฟลูเอนเซอร์” แค่ 12 คนเท่านั้น

“อินฟลูเอนเซอร์” ในที่นี้หมายถึงพวก Anti-vaxxer ตัวพ่อตัวแม่ที่มีเงินและมีคนติดตามจำนวนมาก ในประเทศไทยไม่มี “อินฟลูเอนเซอร์” ที่หากินกับกระแส Anti-vaxxer แต่ก็มีหลายคนทำตัวคล้ายๆ กัน ซึ่งเราไม่อาจทราบได้ว่าคนเหล่านี้ให้ข้อมูลผิดๆ เรื่องวัคซีนไปทำไม

อีกหนึ่งการวิจัยโดยสถาบัน Reuters เพื่อการศึกษาด้านวารสารศาสตร์พบว่า นักการเมือง, คนดัง, และบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ผลิตหรือเผยแพร่การกล่าวอ้างเท็จเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา 20% และโพสต์ของพวกเขาคิดเป็น 69% ของการมีส่วนร่วมในโซเชียลมีเดียทั้งหมด

แทนที่จะไปเพิ่ม social media engagement กับโพสต์ของคุณหมอ (ที่ไม่มีอคติ) แต่พวกเราหลายคนกลับไปเพิ่มให้กับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องหมอแถมยังกล่าวเท็จด้วยซ้ำ ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมโลกถึงวุ่นวายปานนี้

ในประเทศไทย พวก Anti-vaxxer/Vaccine hesitant ไม่เคยมีพลังอำนาจขนาดคนทั่วไปต้องกังวล แต่ตอนนี้การต่อต้านวัคซีนและด้อยค่าวิทยาศาสตร์มีโมเมนตัมรุนแรงมากถึงกับทำให้วงการแพทย์อ่อนล้า

ทีมแพทย์ต้องทุ่มเทแรงกายเพื่อสกัดกั้นการระบาดยังไม่พอ ยังต้องกลายร่างมาเป็นประชาสัมพันธ์ให้คนเลิกต่อต้านวัคซีนกันอีก มิหนำซ้ำเมื่อทีมแพทย์ประกาศอะไรออกมาก็ไม่เชื่อฟังซ้ำยังเย้ยหยัน แต่กลับเชื่อฟังอย่างเชื่องๆ กับ “คนดัง” ที่ไม่ความรู้เรื่องการช่วยชีวิตคน

เป็นวิวัฒนาการที่เหลือเชื่อจริงๆ ของสังคมไทย!

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

สตาร์ทอัพอินโดพัฒนาวัคซีนพาสปอร์ตแซงรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652758

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

สตาร์ทอัพอินโดพัฒนาวัคซีนพาสปอร์ตแซงรัฐบาลMy Health Diary สตาร์ทอัพด้านสุขภาพจากอินโดนีเซียกำลังพัฒนาโปรแกรมนำร่องวัคซีนพาสปอร์ต

ขณะที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ยังคงไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับวัคซีนพาสปอร์ต แต่นิเคอิ เอเชียระบุว่าภาคเอกชนอย่างบรรดาบริษัทสตาร์ทอัพในเอเชียกำลังเดินหน้าใช้ประโยชน์จากความสามารถทางเทคโนโลยีของตนเพื่อพัฒนาวัคซีนพาสปอร์ตสำหรับอำนวยความสะดวกในการเดินทางท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยหนึ่งในนั้นคือ My Health Diary บริษัทสตาร์ทอัพจากอินโดนีเซีย

แซงหน้ารัฐบาล?

My Health Diary เริ่มจากการพัฒนาแอปพลิเคชั่นหมอทางไกล (teledoctor) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และเมื่อเริ่มมีการระบาดของโควิด-19 แอปพลิเคชันดังกล่าวก็เพิ่มคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดมากขึ้นตลอดจนการเผยแพร่ข่าวสารและการสัมมนาผ่านเว็บ ที่สำคัญคือสามารถสำรองการตรวจหาเชื้อและการฉีดวัคซีนได้อีกด้วย

และตอนนี้ My Health Diary กำลังนำร่องโปรแกรมที่ตรวจสอบประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเพื่อพัฒนาพาสปอร์ตสุขภาพหรือวัคซีนพาสปอร์ต โดยมีแนวคิดคือการติดอาวุธให้กับผู้ใช้ด้วยเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้อย่างเช่นสมาร์ทวอทช์ เพื่อติดตามและประเมินสุขภาพร่างกายของผู้ใช้ ตลอดจนประวัติการฉีดวัคซีน เพื่อนำไปออกบาร์โค้ดบ่งชี้ว่าผู้ใช้รายนั้นมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงและเหมาะสมในการเดินทางหรือไม่

เฮอร์แมน หวง (Herman Huang) ผู้ก่อตั้งกล่าวว่า “ในไม่ช้าก็เร็วรัฐบาลต้องออกพาสปอร์ตสุขภาพแห่งชาติออกมา และผมเชื่อว่ามันสมเหตุสมผลที่รัฐบาลจะเลือกใช้แอปพลิเคชันที่สามารถปรับใช้และได้รับการยอมรับจากรัฐบาลและสถาบันต่างๆ ในภูมิภาค”

ปัจจุบันรัฐบาลอินโดนีเซียมี 2 ระบบที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นวัคซีนพาสปอร์ตได้คือ e-HAC บัตรแจ้งเตือนด้านสุขภาพที่นักเดินทางทุกคนต้องกรอกไม่ว่าเดินจากเข้ามาจากต่างประเทศหรือเดินทางภายในประเทศ และอีกระบบคือใบรับรองการฉีดวัคซีนดิจิทัลที่รัฐบาลออกให้

อย่างไรก็ตามหวงเชื่อว่าพาสปอร์ตสุขภาพที่พัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพนั้นคล่องตัวกว่าระบบของรัฐบาลและสามารถเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้รวดเร็วกว่า

รู้จัก My Health Diary

บริษัทสตาร์ทอีพจากอินโดนีเซียซึ่งพัฒนาแอปพลิเคชันด้านสุขภาพจากทีมแพทย์สำหรับให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพแก่ผู้ใช้แบบส่วนตัวโดยใช้เทคโนโลยี AI สำหรับให้ข้อมูลและคำแนะนำทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือได้ทุกเวลา ตลอดจนครอบคลุมถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โดยฐานข้อมูลของโรคในแอปพลิเคชันมีกว่า 100 โรคซึ่งทีมงานจะยังคงอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับโรคอื่นๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป

ด้วยการแชร์ข้อมูลผิดๆ จำนวนมากบนโลกออนไลน์ทั่วโลกรวมถึงในอินโดนีเซีย My Health Diary จึงได้จัดสัมมาออนไลน์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 แก่ประชาชนด้วยไม่ว่าจะเป็นแนวทางการควบคุมและป้องกันโรคอย่างการเว้นระยะห่าง, อาการของโรค, ชุดตรวจหาเชื้อ และการหลีกเลี่ยงข่าวปลอมในสื่อ เป็นต้น

“แอปพลิเคชันนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อแทนที่บทบาทของแพทย์ แต่เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพแก่สาธารณชน” หวงกล่าวกับ Kompas.com เมื่อปี 2019

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลประวัติทางการแพทย์ของตน หรือเพิ่มตารางเวลาของตัวเอง เช่น กำหนดการออกกกำลังกาย ตั้งเวลาสำหรับทานยา ให้ผู้ใช้ไม่ลืมกิจกรรมสำคัญในวันเวลาที่กำหนด รวมถึงสามารถค้นหาข้อมูลโรงพยาบาลได้อย่างสะดวกควบคู่ไปกับคุณสมบัติ GPS เพื่อให้สามารถค้นหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้อย่างง่ายดาย

Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP

รมต.ญี่ปุ่นแจงฉีดวัคซีนช้าเพราะอนุมัติวัคซีนตัวเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652761

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

รมต.ญี่ปุ่นแจงฉีดวัคซีนช้าเพราะอนุมัติวัคซีนตัวเดียว รัฐมนตรีญี่ปุ่นโทษระบบอนุมัติวัคซีนที่ไม่ยืดหยุ่นจนต้องพึ่งวัคซีนเพียงตัวเดียวทำให้การฉีดวัคซีนล่าช้า

ทาโน โคโนะ รัฐมนตรีด้านการปฏิรูปการบริหารซึ่งรับผิดชอบโครงการฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 แถลงขอรับผิดชอบความไม่พอใจของชาวญี่ปุ่นต่อการกระจายวัคซีน และยังชี้แจงว่าความล่าช้าในการอนุมัติวัคซีนทำให้ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาวัคซีนเพียงตัวเดียวคือ Pfizer-BioNTech ส่งผลให้การฉีดวัคซีนล่าช้า

“แม้ว่าเราอยู่ในช่วงวิกฤต แต่เรายังใช้หลักเกณฑ์เดิมที่เราเคยใช้ในกรณีปกติในการอนุมัติวัคซีน ท่ามกลางสถานการณ์โคโรนาไวรัส เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง” โคโนะกล่าว

รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปซึ่งมีอยู่ราว 36 ล้านคนให้ได้เกือบทั้งหมดภายในสิ้นเดือน ก.ค. ขณะที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวจะเปิดฉากในวันที่ 23 ก.ค. เท่ากับว่ารัฐบาลต้องฉีดวัคซีนให้ได้วันละ 1 ล้านโดส หรือ 3 เท่าของปริมาณที่ฉีดอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

นับตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของวิกฤต รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าจะไม่ข้ามขั้นตอนการอนุมัติวัคซีนเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน หมายความว่าการทดสอลทางคลินิกในญี่ปุ่นและการตรวจสอบต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะแล้วเสร็จ ขณะที่บางประเทศอนุมัติวัคซีนเป็นกรณีฉุกเฉินเพื่อให้ฉีดวัคซีนได้เร็ว

ความล่าช้าดังกล่าวและปัญหาการขนส่งทำให้ญี่ปุ่นฉีดวัคซีนได้เพียง 2.9% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งต่ำสุดในบรรดาประเทศร่ำรวย

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นอนุมัติให้ใช้วัคซีน Pfizer-BioNTech เมื่อช่วงกลางเดือน ก.พ. หลังจากทางการสหรัฐอนุมติแล้ว 2 เดือน

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

ไขข้อข้องใจศพเหยื่อโควิดที่ลอยเกลื่อนแม่น้ำคงคาแพร่เชื้อได้หรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652743

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

ไขข้อข้องใจศพเหยื่อโควิดที่ลอยเกลื่อนแม่น้ำคงคาแพร่เชื้อได้หรือไม่?เมื่อมีเหยื่อโควิดนับร้อยศพถูกทิ้งให้ลอยอยู่ในแม่น้ำคงคาจึงเกิดคำถามว่าสามารถแพร่กระจายโรคได้หรือไม่

ร่างของผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 กว่า 70 ศพหรือที่สื่อท้องถิ่นบางแห่งรายงานกว่ามากกว่า 100 ศพที่ถูกทิ้งให้ลอยอยู่ในแม่น้ำคงคาระหว่างรัฐพิหารและรัฐอุตตรประเทศในอินเดีย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดและเรียกร้องให้ท้องถิ่นใช้มาตรการเพื่อหยุดการทิ้งร่างผู้เสียชีวิตลงในแม่น้ำ ตลอดจนติดตั้งตาข่ายเพื่อดักเก็บศพในแม่น้ำ ก็เกิดคำถามตามมาว่าเชื้อไวรัสจะสามารถแพร่กระจายจากศพผ่านทางน้ำในแม่น้ำคงคาได้หรือไม่

โควิด-19 แพร่จากศพได้หรือไม่?

เว็บไซต์ India Today อธิบายไว้ว่ายังไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดว่าศพจะสามารถแพร่เชื้อได้หรือไม่แต่ความเป็นไปได้ของการติดเชื้อนั้นต่ำมากเนื่องจากเชื้อไวรัสอยู่ในสารคัดหลั่งของผู้ป่วยซึ่งจะแพร่ระบาดได้ผ่านการสูดหายใจหรือการสัมผัส

โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) กล่าวว่า “จากข้อมูลที่เราทราบในตอนนี้เชื่อว่ามีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยที่จะได้รับเชื้อโควิด-19 จากศพ” ทั้งนี้ยังคงมีคำเตือนว่า “สมาชิกในครอบครัวสามารถดูศพได้แต่ต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรและไม่ควรสัมผัสร่างกาย”

นอกจากนี้ CDC ยังแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย, ถุงมือ, เสื้อคลุม และแว่นตาเพื่อป้องกันการกระเด็นของสารคัดหลั่งในร่างกาย

ขณะที่ทางการอินเดียมีแนวทางปฏิบัติในการจัดการศพเพื่อลดความเสี่ยง โดยแนวทางปฏิบัติที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งอินเดีย (AIIMS) ชี้ให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนาในการจัดการศพ และหน่วยงานด้านสาธารณสุขในอินเดียถูกกำชับให้ใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุดเพื่อจัดการกับศพของผู้ป่วยโควิด-19 อย่างเช่นการสวมชุด PPE, หน้ากากอนามัย, แว่นตา และบรรจุศพในถุงปลอดเชื้อ

โควิด-19 แพร่ทางน้ำได้หรือไม่?

ตามที่ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานด้านสาธารณสุขระบุว่า SARS-CoV-2 แพร่กระจายผ่านละออกทางเดินหายใจที่เกิดจากผู้ติดเชื้อระหว่างการพูดคุย ไอ จาม หรือหายใจ ซึ่งละอองบางชนิดมีขนาดเล็กมากและสามารถลอยอยู่ในอากาศได้ในระยะทางมากกว่า 2 เมตร นอกจากนี้การศึกษาบางชิ้นพบหลักฐานว่าไวรัสอยู่ในอุจจาระของผู้ติดเชื้อ

อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าในแหล่งน้ำหรือสระว่ายน้ำสามารถส่งผ่าน SARS-CoV-2 ได้ และอากาศยังคงเป็นเส้นทางเดียวที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถแพร่เชื้อได้ แม้ว่าการศึกษาบางชิ้นจะพบ SARS-CoV-2 ในแม่น้ำแต่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าสามารถส่งผ่านเชื้อไวรัส

ในรายการ MythBusters ของสหรัฐองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า “โควิด-19 ไม่แพร่กระจายในน้ำขณะว่ายน้ำ แต่อย่างไรก็ตามไวรัสแพร่จากคนสู่คนเมื่อมีการสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ”

ดังนั้น India Today สรุปว่าจากงานวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ไวรัสโคโรนาจะแพร่ระบาดจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งผ่านทางน้ำ ถึงกระนั้นถือว่าศพมีโรคติดต่อ แบคทีเรีย และไวรัสจำนวนมากซึ่งจะเพิ่มมลพิษในแม่น้ำคงคา และอาจมีผลกระทบอื่นๆ ต่อสุขภาพสำหรับผู้ที่สัมผัสโดยตรงกับศพในแม่น้ำ

Photo by Prakash SINGH / AFP

ชี้ความเสี่ยงตายจากโควิดสูงกว่าเสี่ยงลิ่มเลือดจากวัคซีน J&J 40 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652737

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

ชี้ความเสี่ยงตายจากโควิดสูงกว่าเสี่ยงลิ่มเลือดจากวัคซีน J&J 40 เท่าความเสี่ยงที่จะเกิดการเสียชีวิตจาก Covid-19 สูงกว่า 40 เท่าหากเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังรับวัคซีน J&J   

การวิเคราะห์ข้อมูลของสำนักข่าว CNN พบว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการเสียชีวิตจาก Covid-19 สูงกว่า 40 เท่าของความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังการฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ของ Johnson&Johnson

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) เผยว่าพบผู้มีอาการลิ่มเลือดอุดตันซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ยาก 28 รายจากจำนวนผู้รับวัคซีนต้าน Covid-19 ของ Johnson&Johnson ในสหรัฐทั้งหมด 8.7 ล้านราย และในจำนวนนี้ 3 รายเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (TTS)

ขณะที่ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์พบว่า ในช่วงเวลาเดียวกันคือระหว่างวันที่ 2 มี.ค.-7 พ.ค.ชาวอเมริกันติดเชื้อโคโรนาไวรัสกว่า 2.2 ล้านราย และเสียชีวิตกว่า 43,000 ราย

ในกลุ่มชาวอเมริกัน 8.7 ล้านราย หรือเทียบเท่ากับผู้ติดเชื้อรายใหม่เกือบ 59,000 รายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และตัวเลขผู้เสียชีวิตรายใหม่เกือบ 1,150 ราย ซึ่งมากกว่าตัวเลขผู้ที่เกิดอาการ TTS กว่า 40 เท่า

จากข้อมูลของ CDC พบว่า โอกาสที่ผู้ที่ได้รับวัคซีน Johnson&Johnson จะมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำมีน้อยกว่า 1 ใน 300,000 แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาชาวอเมริกัน 1 ใน 7,600 เสียชีวิตจาก Covid-19

นอกจากนี้ CDC ยังระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำจะเชื่อมโยงกับวัคซีน Johnson&Johnson แต่ประโยชน์ของวัคซีนมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะดังกล่าวซึ่งทั้งหมดเกิดกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปี

อย่างไรก็ดี CDC เตือนแพทย์และผู้ที่จะฉีดวัคซีนถึงโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนเพื่อที่จะได้เฝ้าระวังและรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

โอไฮโอสุ่มแจกเงินคนละ 31 ล้านจูงใจประชาชนฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652716

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

โอไฮโอสุ่มแจกเงินคนละ 31 ล้านจูงใจประชาชนฉีดวัคซีนรัฐโอไฮโอประกาศสุ่มมอบเงินรางวัลคนละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐและทุนการศึกษามหาวิทยาลัย 4 ปีเต็มให้แก่ประชาชนที่ฉีดวัคซีน

ABC News รายงานว่ารัฐโอไฮโอของสหรัฐจะจับสลากมอบเงินรางวัลคนละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 31 ล้านบาทให้แก่ชาวโอไฮโอที่ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เป็นจำนวน 5 รางวัล และสำหรับนักเรียนนักศึกษาจะได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวนสำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นจำนวน 5 คนเช่นกันเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาฉีดวัคซีนขณะที่ประชาชนเกิดความลังเลในการฉีดวัคซีน ซึ่งนับเป็นแรงจูงใจทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐเคยประกาศ

โดยไมก์ เดอไวน์ ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอระบุว่ารัฐจะจับสลากแจกเงินรางวัล 1 ล้านแรกในวันที่ 26 พ.ค. สำหรับผู้โชคดีที่ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม โดยจะประกาศรางวัลสัปดาห์ละ 1 ครั้งจนครบ 5 รางวัล ซึ่งเงินรางวัลดังกล่าวมาจากเงินกองทุนบรรเทาทุกข์โควิด-19 ของรัฐบาลกลาง

สำหรับผู้ที่อายุไม่เกิน 17 ปี รัฐจะจัดให้มีการจับสลาก 5 รางวัลเป็นรายสัปดาห์เช่นกัน โดยผู้โชคดีจะได้รับทุนการศึกษา 4 ปีเต็มจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่าอาหารและที่พัก และค่าหนังสือ

Two weeks from tonight on May 26th, we will announce a winner of a separate drawing for adults who have received at least their first dose of the vaccine. This announcement will occur each Wednesday for five weeks, and the winner each Wednesday will receive one million dollars.

— Governor Mike DeWine (@GovMikeDeWine) May 12, 2021

“ผมรู้ว่าบางคนอาจบอกว่าผมบ้าไปแล้ว ไอเดียหลายล้านดอลลาร์นี่เสียเงินเปล่าๆ แต่สิ่งที่ไม่ควรสูญเสียจริงๆ คือชีวิตที่ต้องเสียไปเพราะโควิด-19” ไมก์ เดอไวน์ กล่าว

โดยข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบุว่าขณะนี้ประชาชนกว่า 4.8 ล้านคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในโอไฮโอได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมารัฐและเมืองต่างๆ ในสหรัฐก็ใช้วิธีจูงใจให้ประชาชนฉีดวัคซีนด้วยของรางวัลไม่ว่าจะเป็นเบียร์, พิซซ่า, ตั๋วรถไฟ และทุนการศึกษา หลังจากที่ตัวเลขการฉีดวัคซีนลดลงจากเดือนที่แล้วซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 3 ล้านครั้งต่อวันเหลือไม่ถึง 2 ล้านครั้งในเดือนนี้

Photo by Angela Weiss / AFP

สหรัฐขวางยูเอ็นออกแถลงการณ์เหตุปะทะอิสราเอล-ปาเลสไตน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652710

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

สหรัฐขวางยูเอ็นออกแถลงการณ์เหตุปะทะอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ยูเอ็นไม่สามารถออกแถลงการณ์กรณีสู้รบอิสราเอล-ปาเลสไตน์เพราะสหรัฐไม่เห็นด้วย 

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ประชุมฉุกเฉินเมื่อวันพุธตามเวลาท้องถิ่น เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่กลับมาดุเดือดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวด้านการทูตหลายรายเผยว่า สมาชิก 14 จากทั้งหมด 15 ประเทศเห็นด้วยกับการออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อลดความตึงเครียด ทว่าสหรัฐซึ่งเป็นพันธมิตรของอิสราเอลคัดค้านการออกแถลงการณ์ โดยให้เหตุผลว่าการออกแถลงการณ์ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

ต่อมาสมาชิก UNSC จากทวีปยุโรป นำโดยฝรั่งเศสซึ่งเป็นสมาชิกถาวร นอร์เวย์ เอสโตเรีย และไอร์แลนด์ ร่วมกันออกแถลงการณ์แยกต่างหาก ประณามทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮามาสซึ่งใช้ความรุนแรงต่อกัน จนพลเรือนของทั้งสองฝ่ายต้องเป็นผู้รับผลกระทบ และขอเรียกร้องให้ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮามาสยุติการสู้รบครั้งนี้ทันที

ทั้งนี้ การประชุมครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้ เนื่องจากสหรัฐคัดค้านร่างแถลงการณ์ที่เสนอโดยตูนิเซีย นอร์เวย์ และจีน

หลังล้มเหลวเป็นครั้งที่ 2 ตูนิเซีย นอร์เวย์ และจีนเรียกร้องให้จัดการประชุมฉุกเฉินอีกครั้งแบบเปิดเผยต่อสาธารณะ และเชิญตัวแทนจากอิสราเอลและปาเลสไตน์ด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในวันศุกร์นี้

Drew Angerer/Getty Images/AFP

อดีตนางงามเมียนมาเข้าป่าสมทบชนกลุ่มน้อยจับอาวุธสู้รัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652704

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

อดีตนางงามเมียนมาเข้าป่าสมทบชนกลุ่มน้อยจับอาวุธสู้รัฐบาลอดีตนางงานเมียนมาเข้าป่าร่วมกับชนกลุ่มน้อยจับอาวุธสู้รัฐบาลทหาร  

Htar Htet Htet  สาวงามตัวแทนเมียนมาเข้าประกวดบนเวที Miss Grand International ที่ประเทศไทยเมื่อปี 2013 ตัดสินใจเข้าร่วมกับชนกลุ่มน้อยที่มีฐานที่มั่นตามแนวชายแดนเพื่อจับอาวุธสู้รบกับรัฐบาลทหาร หลังการประท้วงต่อต้านรัฐประหารล่วงเข้าวันที่ 100 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (11 พ.ค.) 

อดีตสาวงามและครูสอนยิมนาสติกวัย 32 ปีโพสต์ภาพของตัวเองในชุดคอมแบตสีดำ สะพายปืนไรเฟิล พร้อมกับข้อความว่า “ถึงเวลาสู้กลับแล้ว ไม่ว่าคุณจะจับอาวุธ ถือปากกา คีย์บอร์ด หรือบริจาคเงินให้การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ทุกคนควรช่วยกันเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงสำเร็จ”

Htar Htet Htet  เผยอีกว่า “ฉันจะสู้เท่าที่ฉันทำได้ ฉันพร้อมจะเสียสละทุกอย่าง พร้อมแม้กระทั่งสละชีวิตของตัวเอง”

เธอไม่ใช่สาวงามคนแรกของเมียนมาที่ลุกขึ้นมาสู้กับรัฐบาลทหาร ก่อนหน้านี้ Han Lay ที่เข้าประกวดบนเวที Miss Grand International ปีล่าสุดนี้ก็พูดถึงการประท้วงในบ้านเกิดของเธอเช่นกัน

Photo by Handout / Miss Grand International / AFP, Facebook