อีลอน มัสก์กลับลำไม่รับชำระ Tesla ด้วย Bitcoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652705

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 10:23 น.

อีลอน มัสก์กลับลำไม่รับชำระ Tesla ด้วย BitcoinBitcoin ร่วงหนักเมื่ออีลอน มัสก์ประกาศงดรับชำระ Tesla ด้วยเหรียญนี้

ทำเอาเหรียญดิจิทัลยอดนิยมอย่าง Bitcoin ร่วงหนักเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (13 พ.ค.) อีลอน มัสก์ ประกาศผ่านทวิตเตอร์ว่า Tesla จะระงับการชำระเงินซื้อรถยนต์ด้วย Bitcoin เนื่องจากกังวลถึงปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเพราะต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลมหาศาลในการขุด Bitcoin

Tesla & Bitcoin pic.twitter.com/YSswJmVZhP

— Elon Musk (@elonmusk) May 12, 2021

พร้อมระบุว่าคริปโตเป็นไอเดียที่ดีในการทำธุรกรรมในอนาคตแต่มันไม่ดีที่จะต้องแลกมากับการทำลายสิ่งแวดล้อม หลังจากที่ก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยประกาศว่า Tesla จะรับชำระด้วยเหรียญดังกล่าวแต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ส่งผลให้ราคา Bitcoin ดิ่งลงอยู่ที่ราว 49,842 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

แม้ว่าเมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมามัสก์จะเพิ่งทวีตเช็คเรตติ้งไปเองว่าทุกคนต้องการจะซื้อ Tesla ด้วยเหรียญ Doge หรือไม่

Do you want Tesla to accept Doge?— Elon Musk (@elonmusk) May 11, 2021

Photo by Odd ANDERSEN / AFP

สำหรับสหรัฐ การละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่เคยเกิดขึ้นในอิสราเอล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652680

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 21:23 น.

สำหรับสหรัฐ การละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่เคยเกิดขึ้นในอิสราเอลแม้ว่าชาวโลกจะประณามว่าอิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวปาเลสไตน์ ทว่าแต่ละปีสหรัฐยังให้เงินช่วยเหลือด้านการทหารให้อิสราเอลหลายพันล้านเหรียญสหรัฐโดยไม่สนคำครหา

โจ ไบเดนมีประวัติสนับสนุนอิสราเอลมาตลอดและเคยประกาศตนชัดเจนว่าตนเป็นไซออนิสต์ (Zionism ผู้สนับสนุนให้ชาวยิวไปตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์) 

“ผมเป็นไซออนิสต์ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นชาวยิวก็สนับสนุนไซออนิสต์ได้” ไบเดนกล่าวเมื่อเดือนเมษายน ปี 2007 ไม่นานก่อนที่เขาจะได้เป็นรองประธานาธิบดีของบารัค โอบามาในปีถัดมา

“ผมชื่อโจไบเดนและทุกคนรู้ว่าผมรักอิสราเอล” และนี่คือประโยคที่ไบเดนเริ่มกล่าวสุนทรพจน์ในงานเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพของอิสราเอลประจำปีครั้งที่ 67 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเยรูซาเล็มในเดือนเมษายน 2015

“เรารักกัน” เขากล่าวเสริม “และเราปกป้องกันและกัน อย่างที่คุณหลายคนเคยได้ยินผมพูดว่าถ้าไม่มีอิสราเอล อเมริกาจะต้องสร้างขึ้นมาใหม่ เราต้องคิดค้นขึ้นมาเพราะ … คุณปกป้องผลประโยชน์ของเราเหมือนกับที่เราปกป้องคุณ”

แต่ตอนนี้โจ ไบเดนไม่กล้าแสดงท่าทีอะไรชัดเจนเกี่ยวกับอิสราเอลทั้งๆ ที่สถานการณ์การปะทะระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์รุนแรงถึงขนาดที่จะกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบแล้ว

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ก่อนอื่นเรามาสรุปความเป็นไปที่เกิดขึ้นกันก่อน คู่แค้นอย่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์กลับมาปะทะกันรุนแรงที่สุดอีกครั้งนับตั้งแต่การรบที่ฉนวนกาซาเมื่อปี 2014 โดยชนวนเหตุครั้งนี้มาจากข้อพิพาทที่มีมายาวนานเกี่ยวกับการฟ้องไล่ที่ชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในย่านชีค จาร์ราห์ (Sheikh Jarrah) ของเยรูซาเล็มตะวันออก

พื้นที่ย่านชีค จาร์ราห์เป็นพื้นที่ที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์หลายครั้ง ฝั่งอิสราเอลมองว่าเยรูซาเล็มทั้งหมดเป็นเมืองหลวงชั่วนิรันดร์และแบ่งแยกไม่ได้ โดยอิสราเอลเข้ายึดพื้นที่เยรูซาเล็มตะวันออก รวมทั้งย่านเมืองเก่า (Old City) เขตเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซาในช่วงสงครามอาหรับ-อิสราเอลในปี 1967

ส่วนชาวปาเลสไตน์ต้องการให้พื้นที่เยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวงของรัฐในอนาคต แต่การผนวกรวมเยรูซาเล็มตะวันออกของอิสราเอลไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

เมื่ออิสราเอลผนวกรวมเยรูซาเล็มตะวันออกแล้วก็กำหนดนโยบายที่แบ่งแยกชนชาติอย่างชัดเจน โดยชาวยิวที่เกิดในเยรูซาเล็มตะวันออกถือเป็นพลเมืองของอิสราเอล ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ได้สิทธิ์เพียงผู้พำนักถาวรซึ่งจะถูกเพิกถอนหากบุคคลดังกล่าวอาศัยอยู่นอกเยรูซาเล็มตะวันออกเกินกำหนด ซึ่งไม่ต่างจากการจำกัดการเดินทางของชาวปาเลสไตน์

แม้ว่าชาวปาเลสไตน์กลุ่มนี้จะขอสิทธิ์เป็นพลเมือง แต่ส่วนใหญ่เลือกไม่ขอดีกว่า เนื่องจากต้องใช้เวลานานและมีขั้นตอนที่ไม่แน่นอน และไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของอิสราเอล

นอกจากนี้ อิสราเอลยังบีบชาวปาเลสไตน์ด้วยการก่อตั้งชุมชนชาวยิวในเยรูซาเล็มตะวันออกสำหรับเป็นที่อาศัยของชาวยิว 220,000 คน ทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่สามารถขยับขยายชุมชนของตัวเอง และต้องอยู่ในพื้นที่นั้นด้วยความแออัด ส่วนบ้านหลายหลังก็ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเสี่ยงต่อการถูกรื้อถอน

ละเมิดสิทธิมนุษยชน?

การปฏิบัติต่อชาวปาเลสไตน์ในเยรูซาเล็มตะวันออกของอิสราเอลถูกองค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch ประณามว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

แม้แต่ ฟาตู เบนดูซา (Fatou Bensouda) หัวหน้าอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ยังกล่าวว่าอาจมีการก่ออาชญากรรมภายใต้นิยามของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, อาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมการรุกราน

เขาไม่ได้บอกว่าว่าอาชญากรรมที่ว่านั้นคืออะไรและใครทำ แต่จะเป็นอิสราเอลได้หรือไม่ เพราะเมื่อวันที่ 3 มีนาคม หัวหน้าอัยการของ ICC รายนี้เพิ่งเปิดการสอบสวนอาชญากรรมของอิสราเอลต่อชาปาเลสไตน์ในพื้นที่อิสราเอลไปยึดครอง การสอบสวนครั้งนี้ทำให้อิสราเอลโกรธเคืองมาก

อนึ่ง อิสราเอลไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกของ ICC แต่รัฐปาเลสไตน์เป็นสมาชิก และสหรัฐก็ไม่ได้เป็นสภาคเช่นกัน 

แต่ถึงอย่างนั้นสหรัฐที่มักจะประณามประเทศอื่นว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนกลับยังสนับสนุนอิสราเอลที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากประเทศอื่นที่สหรัฐประณาม

นอกจากจะไม่ประณามอิสราเอลแล้ว สหรัฐยังจัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้อิสราเอลมากที่สุดในบรรดาประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือนับตั้งแต่ปี 1976-2004 และมีมูลค่ารวมกันมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 (หากไม่คำนวณอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 146,000 ล้านเหรียญสหรัฐ)

หรืออย่างในปีงบประมาณ 2019 สหรัฐให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่อิสราเอลถึง 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังได้ประโยชน์จากการค้ำประกันเงินกู้โดยสหรัฐอีก 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยขณะนี้เงินช่วยเหลือจากสหรัฐส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของความช่วยเหลือทางการทหาร โดยทั้งหมดนี้ได้อานิสงส์มาจากแรงสนับสนุนอิสราเอลจากสภาคองเกรสที่แข็งแกร่ง ซึ่งทำให้อิสราเอลได้รับประโยชน์ที่หลายๆ ประเทศไม่ได้

แล้วเหตุใดสหรัฐจึงยังให้เงินช่วยเหลือด้านการทหารแก่อิสราเอล และขัดขวางมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่จะประณามอิสราเอล ทั้งที่ประเทศนี้ละเมิดทั้งกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน

คำตอบสั้นๆ ก็คือ เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐเอง

ความพัวพันยิว-อเมริกัน

อิสราเอลมีประโยชน์กับผลประโยชน์ของสหรัฐในตะวันออกกลางในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยคุมไม่ให้กลุ่มชาตินิยมหัวรุนแรงในเลบานอน จอร์แดน และปาเลสไตน์ผงาดขึ้นมา ช่วยควบคุมซีเรียซึ่งเป็นพันธมิตรของสหภาพโซเวียตคู่แข่งของสหรัฐ อีกทั้งสงครามในอิสราเอลที่เกิดขึ้นเนืองๆ ยังเป็นสนามทดสอบอาวุธยุทธปกรณ์ใหม่ๆ ของสหรัฐได้อย่างดี

นอกจากนี้ สหรัฐยังผูกมิตรกับอิสราเอลเพื่อข้อมูลข่าวกรอง ไมเคิล โคโพล ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางจาก Israel Policy Forum เผยกับ Business Insider ว่า ข่าวกรองและข้อมูลวงในเกี่ยวกับความเป็นไปในตะวันออกกลางของอิสราเอล โดยเฉพาะหน่วย 8200 (Unit 8200) อยู่ในระดับที่หาตัวจับยากและเป็นประโยชน์กับสหรัฐในทุกทาง และหน่วยนี้ยังทำงานร่วมกับสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (NSA) อย่างใกล้ชิด

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2010 สหรัฐกับอิสราเอลจับมือกันสร้างระบบมัลแวร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมาครั้งหนึ่งของโลกที่ชื่อว่า Stuxnet เพื่อแทรกซึมโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ของอิหร่าน ภารกิจนี้ทำให้โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านช้าลงโดยไม่ต้องยิงปืนสักนัด

อุตสาหกรรมผลิตอาวุธของสหรัฐซึ่งทำเงินให้กับแคมเปญเฟ้นหาผู้สมัครรับเลือกตั้งได้มากกว่าที่ได้จากกลุ่มโปรอิสราเอลอื่นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สหรัฐยังส่งอาวุธไปยังอิสราเอลและพันธมิตรอื่นๆ ในตะวันออกกลาง

เพราะสำหรับคองเกรส การคัดค้านการทำสัญญาขายอาวุธมูลค่า 60 ล้านเหรียญสหรัฐกับอินโดนีเซียง่ายกว่าการคัดค้านสัญญามูลค่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐกับอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเลือกตั้งที่มีโรงงานผลิตอาวุธ

นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในของสหรัฐเอง การลงมติของสภาคองเกรสในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลมักจะผ่านฉลุยด้วยมติเอกฉันท์ และแต่ละปีสภาคองเกรสยังอนุมัติเงินช่วยเหลือทางการทหารและเศรษฐกิจให้อิสราเอลกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เหตุผลง่ายๆ ที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ก็คือ การสนับสนุนอิสราเอลเป็นเรื่องที่ทำให้ได้คะแนนเสียงจากชาวอเมริกัน ผลสำรวจความคิดเห็นโดย Gallup Poll พบว่า นับตั้งแต่ปี 1988 ชาวอเมริกันเห็นอกเห็นใจชาวอิสราเอลมากกว่าชาวปาเลสไตน์ในการทำสงครามสู้รบกัน

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่บรรดาสมาชิกสภาคองเกรสจะแสดงท่าทีหนุนอิสราเอลเพื่อเอาใจชาวอเมริกันที่จะชี้ชะตาว่าพวกเขาจะได้นั่งเก้าอี้ในสภาหรือไม่

อเมริกันต้องหนุนยิว?

ส่วนเหตุผลว่าทำไมชาวอเมริกันจึงชอบอิสราเอล เหตุผลใหญ่ๆ เลยคือความรู้สึกร่วม ไมเคิล บาร์เน็ตต์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันเผยว่า ภาพลักษณ์ของอิสราเอลที่เป็นประเทศประชาธิปไตยเพียงหนึ่งเดียวในตะวันออกกลางในสายตาของชาวอเมริกัน เป็นรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิสราเอล

แต่ความเห็นนี้ผิวเผินเกินไป เมื่อดูบริบทประวัติศาสตร์และสังคมแล้วจะพบว่า สหรัฐและผู้นำสหรัฐสนับสนุนลัทธิไซออน (Zionism) มานับร้อยปีแล้ว เช่น จอห์น อดัมส์ หนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐและประธานาธิบดีคนที่สองเขียนว่า “ผมอยากให้ชาวยิวในยูเดีย (ปาเลสไตน์/อิสราเอล) เป็นประเทศเอกราชอีกครั้ง” – จอห์น อดัมส์ ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐคนเดียวที่คิดแบบนี้ จนกระทั่งมหาอำนาจตะวันตกมีส่วนร่วม “ยึด” ดินแดนปาเลสไตน์มาให้ชาวยิวกันจริงๆ จังๆ 

การก่อตั้งรัฐของชาวยิวเริ่มต้นจากการที่ลอร์ดบัลโฟร์นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ส่งจดหมายถึงลอร์ดรอธไชลด์ (สกุลชาวยิวบรรดาศักดิ์ผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองและการเงินของโลก) ประธานสหพันธ์ไซออนิสต์อังกฤษโดยระบุว่ารัฐบาลอังกฤษจะอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งรัฐสำหรับชาวยิวในปาเลสไตน์ ประธานาธิบดีวิลสันของสหรัฐแสดงการสนับสนุนแถลงการณ์บัลโฟร์โดยกล่าวว่า  “ประเทศพันธมิตรที่มีความเห็นพ้องต้องกันอย่างเต็มที่ของรัฐบาลและประชาชนของเรา ตกลงกันว่าในปาเลสไตน์จะถูกวางรากฐานในฐานะเครือจักรภพยิว”

เราจะเห็นได้ว่าการถือกำเนิดของรัฐอิสราเอลคือการ “สมคบ” กันของจักรวรรดิตะวันตก

และมันก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น ดังที่เจฟ ฮาล์เปอร์ นักวิชาการชาวอิสราเอลเชื้อสายอเมริกันกล่าวว่า “อิสราเอลสามารถยึดครอง (เขตต่างๆ ของปาเลสไตน์) ได้เพียงเพราะความเต็มใจที่จะรับใช้ผลประโยชน์ของจักรวรรดิตะวันตก (ส่วนใหญ่เป็นสหรัฐ)” – ฮาล์เปอร์ถือสัญชาติอิสราเอล/อเมริกันแต่เขาต่อต้านการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอลและส่งเสริมการอยู่กันอย่างสันติของสองเชื้อชาติ

ความหมายของคำพูดของฮาล์เปอร์ก็คือ อิสราเอลทำตามใจชอบได้ก็เพราะสนองผลประโยชน์ของสหรัฐ อิสราเอลไม่ได้ใหญ่ขนาดมีอิทธิพลเหนือสหรัฐได้ ตรงกันข้ามอิสราเอลเป็นแค่ “ลูกหาบ” เท่านั้น

ดังนั้น หากเมื่อใดที่กิจการในอิสราเอลไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐ ผู้นำสหรัฐก็ไม่เอาด้วย ทั้ง รัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู. บุช รัฐบาล บารัก โอบามา ล้วนสนับสนุนทางการทหารและการเมืองอิสราเอล แต่ทั้งคู่กลับเมินอิสราเอลเมื่อสหรัฐไม่ได้ประโยชน์  โดยบุชไม่ยอมสนับสนุนการโจมตีอิหร่านของอิสราเอล และโอบามามักจะขัดแย้งกับผู้นำอิสราเอลกรณีเวสต์แบงก์

ไบเดนไม่กล้าออกตัวแรง

กลับมาที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้ลั่นวาจาว่า “ผมเป็นไซออนิสต์” เขาจะหนุนหลัง “สงคราม” ของอิสราเอลหรือไม่

ไบเดนกำลังถูกกดดันอย่างหนักจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตหลังจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์รุนแรงขึ้น เนื่องจากนักการเมืองเริ่มเสียงแตก

บิลล์ เฮเกอร์ตี วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจากรัฐเทนเนสซี เรียกร้องให้รัฐบาลไบเดนประณามกลุ่มฮามาสที่ยิงจรวดใส่กรุงเยรูซาเล็ม ส่วน ไมเคิล วอลซ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันจากรัฐฟลอริดาวิจารณ์ว่าไบเดนใช้เงินหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐแก้ปัญหาโดยไม่มีเงื่อนไขแก่อิสราเอล แทนที่จะให้เงินช่วยปาเลสไตน์ให้ช่วยปราบปรามกลุ่มฮามาส

ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง ราชิดา ทลิบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตจากรัฐมิชิแกน ที่สนับสนุนการบอยคอตอิสราเอลเผยว่า สหรัฐส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงในตะวันออกกลางด้วยการให้เงินช่วยเหลืออิสราเอล และวิจารณ์รัฐบาลไบเดนว่าไม่ยอมประกาศว่าอิสราเอลกำลังใช้เงินช่วยเหลือจากสหรัฐในการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ความเห็นที่แตกต่างกันนี้อาจทำให้ไบเดนไม่อยากจะแสดงออกชัดเจน เขาอาจจะต้องรักษาภาพลักษณ์ Mr. Nice Guy ต้องหาทางที่อะลุ่มอล่วยกับทุกฝ่ายในประเทศให้มากที่สุด

ไบเดนและผู้นำสหรัฐคนใดก็ตามไม่ได้แยแสหรอกว่าชาวโลกจะคิดกับสหรัฐอย่างไรที่สนับสนุนอิสราเอล อิสราเอลที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือแม้แต่การกระทำที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศ

อย่าลืมว่าทั้งอิสราเอลและสหรัฐไม่ได้เป็นภาคสมาชิก ICC ด้วยซ้ำ และพวกเขามีนิยามของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของตัวเอง

การต่อต้านลัทธิไซออน

เรารู้ว่าไบเดนลั่นวาจาว่า “ผมเป็นไซออนิสต์” แต่ไซออนิสต์คืออะไร?

ลัทธิไซออนเป็นทั้งอุดมการณ์และกระแสชาตินิยมในหมู่ชาวยิวที่ต้องการหยุดชีวิตที่เร่ร่อนในดินแดนของชาติอื่นๆ หลังจากที่พวกเขาถูกขับไล่ออกจากอิสราเอลโบราณในยุคโรมัน กลังจากเร่ร่อนในประชาชาติต่างๆ โดยเฉพาะในยุโรปต้องเผชิญกับการเหยียดหยามสารพัดมานานนับพันปี พวกเขาก็เริ่มคิดที่จะตั้งรัฐยิวที่มีศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่คานาอันและดินแดนศักดิ์สิทธิ์หรือภูมิภาคของปาเลสไตน์

ลัทธิไซออนกลายเป็นจริงขึ้นมาได้โดยมหาอำนาจตะวันตกช่วยกันหนุนหลัง แต่มันก็มีคนต่อต้านเช่นกัน โดยชี้ว่ามันคือการล่าอาณานิคมอย่างหนึ่ง เพราะชาวยิวกลุ่มใหญ่ไม่ได้อยู่ในดินแดนปาเลสไตน์มานับพันปีแล้ว ผู้ครอบครองปัจจุบันคือชาวอาหรับหรือที่เรียกกันว่าชาวปาเลสไตน์

การต่อต้านลัทธิไซออน (Anti-Zionism) เป็นคนละเรื่องกับการเหยียดชาวยิว (Antisemitism) อันเป็นอาชญากรรมในหลายประเทศทางตะวันตก แต่ถึงกระนั้นการต่อต้านการยึดครองปาเลสไตน์และต่อต้านลัทธิไซออนมักถูกบางกลุ่มบางพวกโยงว่าเป็นการเหยียดชาวยิว และเป็นการเหยียดชายิวแบบซ่อนรูป หรือถึงขั้นบอกว่าเป็นการอำพรางความเกลียดชังชาวยิว

อย่าลืมว่าแม้แต่ชาวยิวจำนวนหนึ่งก็ต่อต้านลัทธิไซออนเช่นกัน และกลุ่มหลักที่ต่อต้านก็อยู่ในสหรัฐเสียด้วย ดังเช่น ชาวยิวเคร่งศาสนา (Hasidic) โดยมีรับไบ โจเอล ไทเทลบอม ผู้นำกลุ่มเคร่งศาสนาในนิวยอร์กที่ทรงอิทธิพลต่อต้านการกลับไปปักหลักที่ปาเลสไตน์ และเรียกร้องให้ชาวยิวเคร่งศาสนาที่อยู่ในปาเลสไตน์อยู่แล้วอย่าได้ร่วมมือกับรัฐบาลอิสราเอลที่ถือเป็นพวกไซออนิสต์

รับไบไทเทลบอมอ้างหลักฐานคัมภีร์โบราณเรื่อง “คำสาบานทั้งสาม” ที่ชาวยิวมีให้กับพระเป็นเจ้าช่วงเวลาที่ชาวยิวถูกเนรเทศออกจากอิสราเอลโบราณ คำสาบานนั้นคือ 1) อิสราเอลไม่ควรกลับสู่แผ่นดินเดิมด้วยกันโดยการบังคับ 2) อิสราเอลไม่ควรกบฏต่อชาติอื่นๆ และ 3) ชาติต่างๆ ไม่ควรปราบอิสราเอลอย่างรุนแรงเกินไป

รับไบไทเทลบอมเห็นว่าต่อต้านลัทธิไซออนิสต์ของเขาเป็นวิธีการปกป้องชาวยิวและป้องกันการนองเลือดนั่นเอง และดูเหมือนความเชื่อของรับไบจะมีส่วนถูกต้องเสียด้วย

โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ 

Photo by ahmad gharabli / AFP

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เมื่อคนญี่ปุ่นโวยรัฐบาล รับมือโควิดแย่-วัคซีนฉีดช้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652669

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เมื่อคนญี่ปุ่นโวยรัฐบาล รับมือโควิดแย่-วัคซีนฉีดช้าความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

สถานการณ์การแพร่ระบาดในญี่ปุ่น

ขณะนี้ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 4 ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 6.53 แสนคนขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่เมื่อวันที่ 11 พ.ค. อยู่ที่ 6,360 คน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นรายงานว่าจำนวนผู้ป่วยอาการหนักขณะนี้ทำลายสถิติสูงสุดอยู่ที่กว่าพันคน

โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ขยายเวลาสถานการณ์ฉุกเฉินในเมืองใหญ่ 4 เมืองรวมถึงกรุงโตเกียวไปจนถึงวันที่ 31 พ.ค. ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและพื้นที่ในเมืองสำคัญราว 40%

ติงรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ

• รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการจัดการวัคซีนที่ล่าช้าตลอดจนการที่รัฐบาลยืนยันว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียวจะยังคงดำเนินต่อไป

• ทาคาระจิมาฉะ บริษัทเอกชนของญี่ปุ่นซื้อโฆษณาหนังสือพิมพ์ชั้นนำ 3 ฉบับเพื่อตีพิมพ์โฆษณาตำหนิรัฐบาลในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโดยส่วนหนึ่งของข้อความระบุว่า “ไม่มีวัคซีน ไม่มียา จะให้ต่อสู้ด้วยหอกไม้ไผ่หรือ? หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปพวกเราจะตายเพราะนักการเมือง”

“ตลอดปีที่ผ่านมาคืออะไร เราจะต้องกักตัวไปถึงเมื่อไร…ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสักอย่าง พวกเราควรส่งเสียงแห่งความโกรธแค้นออกมา”

Japanese publisher slams gov’t handling of virus in bold newspaper ad#coronavirushttps://t.co/Ws7yRxC0QB— Kyodo News | Japan (@kyodo_english) May 11, 2021

โดยทางบริษัทระบุว่าการลงประชาสัมพันธ์เช่นนี้เพื่อให้รัฐบาลเห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนเกี่ยวกับการดำเนินการที่ล้มเหลวของรัฐบาล

• กลุ่มเป้าหมายกลุ่มแรกที่จะได้รับการฉีดวัคซีนในญี่ปุ่นคือบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งขณะนี้บุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ขณะที่กลุ่มเป้าหมายลำดับสองซึ่งเป็นผู้สูงอายุราว 36 ล้านคนจะได้รับการฉีดวัคซีนต่อจากบุคลากรทางการแพทย์

• ตามรายงานของบลูมเบิร์กระบุว่ามีชาวญี่ปุ่นเพียง 3 ล้านคนหรือคิดเป็น 2.4% จากประชากร 126 ล้านคนทั่วประเทศที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ซึ่งขณะนี้มีเพียง Pfizer ยี่ห้อเดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น ขณะที่ Astrazeneca และ Moderna กำลังรออนุมัติ

• นอกจากนี้ญี่ปุ่นเพิ่งนำเข้าวัคซีนจำนวน 28 ล้านโดสจาก Pfizer เมื่อปลายเดือนเม.ย. จนถึงปัจจุบันเพิ่งนำมาใช้ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นขณะที่อีกเกือบ 24 ล้านโดสยังถูกเก็บไว้ในคลังท่ามกลางความกังวลว่าหากการดำเนินการฉีดวัคซีนยังล่าช้าเช่นนี้เกรงว่าวัคซีนในคลังจะหมดอายุไปเสียก่อน

• ผู้ว่าราชการจำนวนหนึ่งออกมาเรียกร้องในระหว่างการประชุมผ่านระบบออนไลน์เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมาโดยเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการฉุกเฉินที่เข้มงวดขึ้นทั่วประเทศเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโลก

ไต้หวันก็กำลังแย่

ด้านไต้หวันซึ่งได้รับการชื่นชมในการรับมือกับโรคระบาดมาตลอดเนื่องจากมาตรการในการควบคุมโรคที่เข้มงวดทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสมเพียง 1,210 คนและผู้เสียชีวิตสะสม 12 คนขณะที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้เกือบปกติ

แต่ในระยะหลังมานี้ไต้หวันพบการแพร่ระบาดกลุ่มก้อนใหม่ที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการติดเชื้อที่แน่ชัดซึ่งถือว่าผิดปกติ โดยเฉิน ชิห์-ชุง รัฐมนตรีสาธารณสุขไต้หวันเปิดเผยว่าถือเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงเนื่องจากไต้หวันสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างดีมาตลอด

ทั้งนี้ ไต้หวันอาจยกระดับการเตือนสู่ระดับ 3 โดยห้ามประชาชนรวมตัวกันเกิน 5 คนสำหรับกิจกรรมภายในอาคาร และห้ามเกิน 10 คนสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ตลอดจนสั่งปิดร้านค้าและธุรกิจบางประเภทที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งรัฐบาลจะตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

Photo by JAPAN POOL VIA JIJI PRESS / JIJI PRESS / AFP

‘Fan Economy’ เมื่อจีนใช้แฟนคลับเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652647

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

'Fan Economy' เมื่อจีนใช้แฟนคลับเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากกลุ่มแฟนคลับเกิดกระแสตีกลับเพราะความไม่รอบคอบ

Fan Economy เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างรายได้จากแฟนคลับและคนดังในวงการหรือแม้กระทั่งองค์กร เป็นการทำงานรูปแบบหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมโดยมีแกนกลางเป็นทุนทางอารมณ์ของผู้บริโภคที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มคุณค่าของศิลปินที่ตนชื่นชอบ โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบนี้มีวัตุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการขาย

Yang Ling นักวิชาการคนหนึ่งให้ความหมายของ Fan Economy ไว้ว่าเป็นเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และไม่เป็นทางการ เธอมองว่าความสำคัญสูงสุดของเศรษฐกิจรูปแบบนี้คือการทำลายโครงสร้างอำนาจแบบเดิมๆ และให้ผู้บริโภคมีอำนาจมากขึ้นเพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม

เศรษฐกิจรูปแบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1990 โดย Matt Hills นักวิชาการชาวอังกฤษตั้งข้อสังเกตว่าในอุตสาหกรรมบันเทิง แฟนคลับเป็นผู้บริโภคที่น่าสนใจที่สุดหากสถานีโทรทัศน์ต้องการทำกำไรไม่จำเป็นต้องเข้าถึงประชาชนทั่วไปจำนวนมากเพียงแค่รองรับแฟนคลับที่จกรักภักดีเท่านั้น

การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโดยกลุ่มแฟนคลับหรือที่เรียกว่า “Fan Economy” เป็นพลังขับเคลื่อนที่ได้ผลเป็นอย่างดีโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบันเทิงประเทศจีน แต่แม้ว่าบรรดาแฟนคลับจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีเพียงใดก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหรือกระแสตีกลับในภายหลัง

อย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับรายการค้นหาไอดอลยอดนิยมของจีน “Youth with You 3” เมื่อสัปดาห์ก่อนแสดงให้เห็นว่าพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบรรดาแฟนคลับนั้นแรงเพียงใด แต่ในขณะเดียวกันมันทำให้เกิดปัญหาตามมาจนต้องระงับการออกอากาศไปเลย

จุดเริ่มต้นของดราม่า

Youth with You เป็นรายการเฟ้นหาไอดอลหน้าใหม่ในวงการซึ่งผู้เข้าประกวดจะได้รับคะแนนจากบรรดาแฟนคลับผ่านการโหวต โดยในช่วงท้ายของการประกวดมีการเพิ่มช่องทางการโหวต โดยผู้ชมสามารถสแกน QR Code บนสินค้าซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของรายการเพื่อโหวตให้แก่ผู้เข้าประกวดที่ตนชื่นชอบได้

ส่งผลให้บรรดาแฟนคลับทุ่มเงินมหาศาลเพื่อกว้านซื้อนมยี่ห้อหนึ่งซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของรายการเพื่อนำไปโหวตให้แก่ผู้เข้าประกวดซึ่งนั่นเป็นการกระตุ้นยอดขายที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และเป็นวิธีที่อุตสาหกรรมบันเทิงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนใช้มาตลอด

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนมเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้นำไปบริโภคหรือก่อให้เกิดประโยชน์ แฟนคลับส่วนใหญ่ระดมเงินไปซื้อเพราะต้องการเพียง QR Code ใต้ฝาเท่านั้น

จึงเกิดคลิปที่แชร์กันว่อนโลกโซเชียลซึ่งแสดงให้เห็นชาวจีนกลุ่มหนึ่งคัดเลือกเพียง QR Code และเทนมทิ้งอย่างน่าเสียดาย ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดอาหารเหลือทิ้งจำนวนมหาศาลเท่านั้นแต่ยังขัดต่อกฎหมายต่อต้านอาหารขยะเหลือทิ้งฉบับใหม่ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมาอีกด้วยhttps://www.youtube.com/embed/7Ape0PnYMts

ผลที่เกิดขึ้น

เมื่อคลิปดังกล่าวถูกแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยกลุ่มแฟนคลับครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ภายหลัง iQIYI ผู้ผลิตรายการจึงได้ออกแถลงการณ์ขอโทษกับสิ่งเกิดขึ้นโดยระบุถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาว่าจะระงับการบันทึกเทปและถ่ายทอดสดรายการในรอบตัดสินที่มีกำหนดในวันที่ 8 พ.ค.

พร้อมปรับเปลี่ยนกติกาให้มีความเหมาะสม รวมถึงปิดช่องทางการโหวตทุกช่องทาง สำหรับสินค้าที่ซื้อไปแล้วและยังไม่ได้แกะบรรจุภัณฑ์ทางรายการจะหารือเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมต่อไป

นอกจากนี้ตามรายงานของ Global Times ระบุว่าทางรายการยังถูกร้องเรียนและตรวจสอบโดยหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งสำนักวิทยุและโทรทัศน์ของปักกิ่งได้ออกแถลงการณ์หลังได้รับคำร้องเรียนโดยประกาศระงับการออกอากาศรายการ Youth with You 3 ในวันที่ 8 พ.ค. พร้อมระบุว่าทีมงานผู้ผลิตรายการกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

สหรัฐตกลงที่จะลบ Xiaomi ออกจากบัญชีดำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652651

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 15:44 น.

สหรัฐตกลงที่จะลบ Xiaomi ออกจากบัญชีดำ Xiaomi Corp. และรัฐบาลสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงในการลบชื่อของบริษัทจีนแห่งนี้จากบัญชีดำที่รัฐบาลทรัมป์ทำขึ้นเพื่อจำกัดการลงทุนของชาวอเมริกันในผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของจีนได้ฟ้องร้องรัฐบาลสหรัฐเมื่อต้นปีนี้หลังจากที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่า Xiaomi เป็นบริษัททหารจีน ซึ่งการขึ้นบัญชีดำดังกล่าวจะทำให้ Xiaomi ถูกปลดจากดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐและดัชนีมาตรฐานระดับโลก แต่ขณะนี้กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้ยอมตกลงในคำสั่งสุดท้ายที่ยกเลิกการขึ้นบัญชีดำ Xiaomi ตามข้อมูลการยื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐเมื่อวันอังคาร

ข้อมูลการยื่นฟ้องระบุว่า “ภาคีได้ตกลงกันที่จะดพำเนินการต่อไปข้างหน้าว่าจะแก้ไขการดำเนินคดีนี้โดยไม่จำเป็นต้องมีการโต้แย้ง” แต่ไม่ได้ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขในการถอดถอนหรือไม่ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังเจรจาเกี่ยวกับข้อกำหนดเฉพาะและจะยื่นข้อเสนอร่วมแยกต่างหากก่อนวันที่ 20 พฤษภาคม

Xiaomi ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ตัวแทนของเพนตากอนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ทันที ด้าน หัวชุนอิ๋ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวในงานแถลงข่าวประจำวันที่กรุงปักกิ่งว่าเธอไม่ทราบถึงข้อตกลงใดๆ ที่บริษัท อาจทำกับสหรัฐ

หุ้นของ Xiaomi เพิ่มขึ้นมากถึง 6.7% ในการซื้อขายที่ฮ่องกงเมื่อวันพุธ

ทั้งนี้ ในเดือนมีนาคมผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้ระงับการบังคับใช้บัญชีดำชั่วคราวโดยอ้างว่ากระบวนการของรัฐบาลสหรัฐ “มีข้อบกพร่องอย่างมาก” ในการนำเอา Xiaomi มารวมไว้ในบัญชีดำ

Huawei Technologies Co Ltd ซึ่งเป็นคู่แข่งกับสมาร์ทโฟนในตลาดจีนของ Xiaomi ก็ถูกขึ้นบัญชีดำในการส่งออกในปี 2019 และห้ามไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่สำคัญที่มีแหล่งกำเนิดในสหรัฐซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการออกแบบชิปของ Huawei และส่วนประกอบต้นทางขจากผู้ขายภายนอก มาตรการดังกล่าวทำให้แผนกสมาร์ทโฟนของ Huawei ต้องหยุดชะงักลง

ต่อมากระทรวงกลาโหมสหรัฐได้วางข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกันกับบริษัท Semiconductor Manufacturing International Corporation ของจีนซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนระดับชาติของจีนในการผลักดันภาคการผลิตชิปในประเทศ

Reuters รายงานว่าหลังจากที่ศาลของรัฐบาลกลางสหรัฐมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ Xiaomi เมื่อเดือนมีนาคม บริษัทจีนอื่นๆ ที่อยู่ในบัญชีดำเดียวกันก็กำลังพิจารณาที่จะยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐเหมือนกับ Xiaomi

Photo – AFP PHOTO / FRED DUFOUR

Toyota ตั้งเป้าขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก 8 ล้านคันในปี 2030 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652634

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 13:47 น.

Toyota ตั้งเป้าขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก 8 ล้านคันในปี 2030มุ่งสู่โลกแห่งพลังงานหมุนเวียน ยักษ์ใหญ่ยานยนต์เดินแผนยุทธศาสตร์ตั้งเป้าขายรถยนต์ EV เกือบ 10 ล้านภายในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้านี้

โตโยต้า (Toyota Motor Corp.) กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่ามีเป้าหมายที่จะขายรถยนต์ไฟฟ้า 8 ล้านคันรวมถึงรถลูกผสมทั่วโลกในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ตามแผนการที่ Toyota จะเร่งผลักดันการลดคาร์บอน

Toyota เผยว่า จากทั้งหมด 8 ล้านคันที่จะวางจำหน่าย จะมี 2 ล้านคันจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง

นักวิเคราะห์กล่าวว่านักลงทุนจับตาดูต้นทุนการวิจัยและพัฒนาของโตโยต้าอย่างใกล้ชิดเนื่องจากบริษัทกำลังเร่งการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อเร็วๆ นี้ Toyota ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์ไฮบริดได้เปิดเผยแผนการสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่รุ่นแรกของโลกเนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นจับกระแสอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้ากันแล้ว

เมื่อเดือนที่แล้วในงานแสดงรถยนต์ที่เซี่ยงไฮ้ Toyota ได้ประกาศสายการผลิต bZ ในอนาคตหรือ Beyond Zero ซึ่งจะมีรุ่น 7 รุ่นเข้าสู่ชั้นโชว์รูมภายในปี 2025

วันเดียวกัน Toyota เผยกำไรสุทธิทั้งปีของเพิ่มขึ้น 10.3% แม้ว่าการระบาดของโรคจะกระทบสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ก็ตาม และยังคาดการณ์ว่าจะเติบโตแม้จะเกิดวิกฤตเซมิคอนดักเตอร์

การระบาดใหญ่ทั่วโลกส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์อย่างหนักโดยความต้องการที่ลดลงเนื่องจากไวรัสโคโรนาบังคับให้ผู้คนในบ้านและมีการใช้จ่ายมากขึ้น

แต่ Toyota ผู้ผลิตรถยนต์ที่ขายดีอันดับต้นๆ ของโลกฟื้นเร็วกว่าคู่แข่งและประสบความสำเร็จในการต้านทานวิกฤตขาดแคลนชิปที่บังคับให้คู่แข่งลดเป้าหมายการผลิต

“แม้ว่ายอดขายจะลดลงในช่วงครึ่งแรกของปีเนื่องจากผลกระทบของไวรัสโคโรนา แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีเรามียอดขายเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค” เคนตะ คอน (Kenta Kon) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินกล่าวกับผู้สื่อข่าว

Toyota กล่าวว่าทำรายได้ 2.25 ล้านล้านเยน (2.06 หมื่นล้านดอลลาร์) ในปีงบประมาณถึงเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นจาก 2.04 ล้านล้านเยนในปีก่อนซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ประจำปี

สำหรับปีนี้ถึงเดือนมีนาคม 2022 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิปีละ 2.3 ล้านล้านเยนเพิ่มขึ้น 2.4%

“ผลการดำเนินงานของ Toyota โดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง” ซาโตรุ ทาคาดะ นักวิเคราะห์รถยนต์ของ TIW บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในโตเกียวกล่าวกับ AFP ก่อนการประกาศผลประกอบการ “โตโยต้ายังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่องพร้อมกับปล่อยรถรุ่นที่ทันกับช่วงเวลาในตลาดหลัก ๆ “

ทั้งนี้ ยอดขายลดลง 8.9% เหลือ 27.2 ล้านล้านเยน แต่บริษัทคาดว่าจะรายงานกำไร 10.2% เป็น 30.0 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณปัจจุบัน

Toyota ทวงคืนตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของโลกในปีที่แล้วโดยมียอดขาย 9.53 ล้านคันทั่วโลกแซงหน้า Volkswagen คู่แข่งจากเยอรมันไป 9.3 ล้านคัน ครั้งสุดท้ายที่โตโยต้าครองตำแหน่งสูงสุดคือในปี 2015 โดย VW ครองตำแหน่งในปีต่อๆ มา

Photo by Philip FONG / AFP

ความน่ากลัวของ “กลายพันธุ์สามต่อ” โควิดจากอินเดียลามแล้ว 44 ชาติทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652619

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 12:46 น.

ความน่ากลัวของ "กลายพันธุ์สามต่อ" โควิดจากอินเดียลามแล้ว 44 ชาติทั่วโลกสาเหตุที่องค์การอนามัยโลกยกให้โควิดสายพันธุ์อินเดียเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลระดับโลก ซึ่งขณะนี้แพร่กระจายไปแล้ว 44 ประเทศ

หลังจากที่เจ้าหน้าที่จากองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมาว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ B.1.617 ที่พบครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือนต.ค. ปีที่แล้วนั้นเป็นสายพันธุ์ที่ “น่ากังวลระดับโลก”

โดยผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวสามารถแพร่กระจายได้ง่ายกว่าไวรัสตัวเดิม และมีหลักฐานบ่งชี้ว่าอาจหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดจากวัคซีนหรือการติดเชื้อมาก่อนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมและข้อมูลปัจจุบันยังถือว่าวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคและการเสียชีวิตได้

ไวรัสกลายพันธุ์ B.1.617 มีการกลายพันธุ์ใน 2 ตำแหน่ง (Double Mutant) คือ E484Q และ L452R โดยไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์อื่นๆ ที่พบก่อนหน้านี้จะมีการกลายพันธุ์ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเท่านั้น แต่ไวรัสที่พบในอินเดียมีการกลายพันธุ์ทั้ง 2 ตำแหน่ง และยังพบการแตกกิ่งย่อยไปเป็น B.1.617.1 , B.1617.2 และ B.1.617.3 นอกจากนี้การกลายพันธุ์ที่หนามโปรตีนของไวรัสจะทำให้ไวรัสสามารถยึดเกาะกับเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ได้ดีขึ้นทำให้แพร่ระบาดได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีไวรัสกลายพันธุ์อีกสายพันธุ์หนึ่งที่พบในอินเดียคือ B.1.618 หรือที่เรียกกันว่า “โควิดสายพันธุ์เบงกอล” ซึ่งมีการกลายพันธุ์ถึง 3 ตำแหน่ง (Triple Mutant) โดยมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง E484K และ D614G และกรดอะมิโน H146 และ Y145 ได้หายไป ซึ่งทำให้ไวรัสสามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วขึ้นและหลบหลีกภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ล่าสุด (12 พ.ค.) องค์การอนามัยโลกประกาศว่าพบเชื้อกลายพันธุ์ B.1.617 แล้วกว่า 4,500 เคสใน 44 ประเทศจาก 6 ภูมิภาคขององค์การอนามัยโลก โดยสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่พบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวมากที่สุดรองลงมาจากอินเดีย

โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์เหล่านี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากในอินเดีย ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศเกือบ 23 ล้านราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่กว่า 3 แสนรายและเสียชีวิตวันละเกือบ 4 พันราย

นอกจากนี้ยังมีไวรัสตัวอื่นๆ ที่องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลระดับโลก ได้แก่ สายพันธุ์ B.1.1.7 ซึ่งตรวจพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร, สายพันธุ์ B.1.351 ตรวจพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และสายพันธุ์ P.1 ซึ่งตรวจพบครั้งแรกในบราซิล

Photo by Arun SANKAR / AFP

ฮามาสยิงจรวดหลายร้อยลูก อิสราเอลส่งเจ็ตถล่มกาซาดับ 50 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652611

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 11:38 น.

ฮามาสยิงจรวดหลายร้อยลูก อิสราเอลส่งเจ็ตถล่มกาซาดับ 50จรวดหลายร้อยลูกถุกยิงโจมตีอิสราเอล ส่วนอิสราเอลส่งเครื่องบินไอพ่นทิ้งระเบิดกาซา สถานการณ์ที่บานปลายเกิดจากความตึงเครียดหลายสัปดาห์ในกรุงเยรูซาเล็ม

รอยเตอร์รายงานว่าการปะทะกันระหว่างอิสราเอลและฮามาสรุนแรงขึ้นในวันพุธโดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 ราย ในจำนวนนี้ 43 รายในฉนวนกาซา 2 รายในเขตเวสต์แบงก์ และอีก 5 รายในอิสราเอล เป็นการผลัดกันโจมตีทางอากาศที่ดุเดือดที่สุดในรอบหลายปี

อิสราเอลทำการโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งในฉนวนกาซาในเช้าวันพุธขณะที่กลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์คนอื่นๆ ยิงจรวดหลายลำใส่เทลอาวีฟและเบเออร์เชบา

อาคารที่อยู่อาศัยหลายชั้นหลังหนึ่งในฉนวนกาซาพังถล่มและอีกหลังได้รับความเสียหายอย่างหนักหลังจากถูกโจมตีทางอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ระบบป้องกันทางอากาศ Iron Dome ของอิสราเอลสกัดกั้นจรวดที่ปล่อยออกมาจากฉนวนกาซาซึ่งควบคุมโดยขบวนการฮามาส (ภาพโดย JACK GUEZ / AFP)

อิสราเอลกล่าวว่าเครื่องบินไอพ่นได้เล้งเป้าหมายและสังหารผู้นำหน่วยข่าวกรองของกลุ่มฮามาสหลายคนในช่วงต้นวันพุธ กองทัพอิสราเอลเผยว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่สถานที่ปล่อยจรวด, สำนักงานของฮามาส และบ้านของผู้นำฮามาส

นับเป็นการโจมตีที่หนักที่สุดระหว่างอิสราเอลและฮามาสนับตั้งแต่เกิดสงครามในฉนวนกาซาเมื่อปี 2014 และกระตุ้นให้เกิดความกังวลจากนานาชาติว่าสถานการณ์อาจควบคุมไม่ได้

เพลิงไหม้จากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในเมืองราฟาห์ทางตอนใต้ของฉนวนกาซาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 -(ภาพโดย SAID KHATIB / AFP)

ทอร์ เวนเนสแลนด์ ทูตสันติภาพแห่งตะวันออกกลางของสหประชาชาติทวีตว่า: “หยุดยิงทันทีเรากำลังยกระดับขึ้นสู่สงครามเต็มรูปแบบ ผู้นำทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบในการยกเลิกการยกระดับ ความเสียหายของสงครามในฉนวนกาซากำลังเป็นหายนะและคนที่รับผลคือคนธรรมดา UN กำลังทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อคืนความสงบ หยุดความรุนแรงเดี๋ยวนี้”

บ้านเรือนของชาวกาซาสั่นสะเทือนและท้องฟ้าสว่างไสวจากการโจมตีของอิสราเอลจรวด และจรวดของฮามาสที่ยิงเข้าสกัด และขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลสกัดของฮามาส มีรายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดอย่างน้อย 30 ครั้งภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังรุ่งสางของวันพุธ

ชาวอิสราเอลวิ่งหาที่พักพิงหรือหมอบกับพื้นบนทางเท้าในชุมชนตามชายฝั่งยาวลงไปภาคใต้ของอิสราเอลแนวยาวกว่า70 กม. (ใกล้กับฉนวนกาซา) ท่ามกลางเสียงระเบิดเมื่อขีปนาวุธสกัดกั้นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

กองกำลังรักษาความปลอดภัยของอิสราเอลหมอบกับพื้น (ภาพโดย JACK GUEZ / AFP)

ในเมืองโลด (Lod) ที่มีประชากรผสมระหว่างอาหรับ – ยิวใกล้กับเทลอาวีฟมีผู้เสียชีวิต 2 คนหลังจากจรวดพุ่งชนยานพาหนะในพื้นที่ เมืองโลดและเมืองประชากรผสมอื่นๆ ได้รับผลกระทบจากการประท้วงอย่างโกรธเกรี้ยวที่แพร่กระจายมากจากความรุนแรงในฉนวนกาซาและความตึงเครียดในกรุงเยรูซาเล็ม

กองกำลังติดอาวุธของฮามาสกล่าวว่าได้ยิงจรวด 210 ลูกไปยังเบเออร์เชบาและเทลอาวีฟเพื่อตอบโต้การทิ้งระเบิดอาคารสูงในเมืองกาซา ทหารของอิสราเอลกล่าวว่าจรวดราวหนึ่งในสามของจรวดตกลงในฉนวนกาซา

ความรุนแรงเกิดขึ้นจากความตึงเครียดนานหลายสัปดาห์ในนครเยรูซาเล็มในช่วงเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิมโดยมีการปะทะกันระหว่างตำรวจอิสราเอลและผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์ในและรอบๆ มัสยิดอัลอักซอบนพื้นที่ที่ชาวยิวนับถือในฐานะพระวิหารของชาวยิวและแต่ถือเป็นสถานที่สถานศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งของชาวมุสลิมเช่นกัน

เหตุการณ์เหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันก่อนที่จะเลื่อนการไต่สวนของศาลในกรณีที่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวต้องการขับไล่ครัวชาวปาเลสไตน์จากบ้านของพวกเขาในย่านเยรูซาเล็มตะวันออก

Photo by ANAS BABA / AFP

‘Sinovac’ ส่งสัญญาณดีมีประสิทธิภาพสูงในการใช้จริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652604

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 10:57 น.

'Sinovac' ส่งสัญญาณดีมีประสิทธิภาพสูงในการใช้จริงแม้ว่าผลการทดลองวัคซีนที่ผ่านมาอาจทำให้หลายฝ่ายเกิดความไม่มั่นใจในวัคซีนดังกล่าว แต่จากการใช้จริงในอินโดนีเซียและบราซิลพบว่าได้ผลดี

บลูมเบิร์กรายงานวัคซีนต้านโควิด-19 ของซิโนแวค (Sinovac) ที่ใช้ฉีดให้แก่เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขในอินโดนีเซียส่งสัญญาณที่ดี หลังจากที่หลายประเทศกำลังถกเถียงถึงประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวเนื่องจากผลการทดลองจากชาติตะวันตกชี้ว่ามีประสิทธิภาพต่ำ

บูดี กูนาดี ซาดิคิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ว่าได้ทำการติดตามเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวน 25,374 คนในจาการ์ตาเป็นเวลา 28 วันหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 และพบว่าวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้ออาการหนักได้ 96% และป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% (ไม่มีผู้เสียชีวิต) โดยเห็นผลเร็วที่สุดภายใน 7 วันหลังฉีดวัคซีน

พร้อมกล่าวว่า 94% ของบรรดาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวนดังกล่าวมีผลลัพธ์ออกมาดีกว่าการทดลองวัคซีนทางคลินิกก่อนหน้านี้ โดยมีอัตราการป่วยหนักและการเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ลดลงอย่างมากในหมู่บุคลากรทางการแพทย์

อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบแน่ชัดว่าวัคซีนดังกล่าวได้ผลดีต่อไวรัสสายพันธุ์ใดในอินโดนีเซีย แต่ปัจจุบันอินโดนีเซียยังไม่พบการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสกลายพันธุ์

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ดีประกอบกับก่อนหน้านี้ประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแวคในบราซิลก็ชี้ให้เห็นว่ามันมีประสิทธิภาพในการใช้จริงมากกว่าในขั้นทดลองเช่นกัน

หยิน เหว่ยตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซิโนแวคให้สัมภาษณ์กับในวันเดียวกันว่ามีหลักฐานชี้ว่าวัคซีนดังกล่าวทำงานได้ดีในการใช้จริงมากกว่าผลการทดลองทางคลินิก

แม้ว่าก่อนหน้านี้วัคซีนดังกล่าวจะถูกตั้งคำถามถึงอัตราประสิทธิภาพที่แตกต่างกันในการทดลองแต่ละครั้งและมีข้อกังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสของข้อมูล

ผลการศึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอินโดนีเซียประกอบกับในเมืองเซอร์รานา ประเทศบราซิล ซึ่งมีประชากร 45,000 คน พบว่ามีผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ลดลงอย่างมากหลังจากที่พวกเขาได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าว

ในทางกลับกันในชิลีพบการแพร่ระบาดของโรคอีกครั้งหลังฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1 ใน 3 ของประชากร 19 ล้านคน ซึ่งแม้จะเป็นอัตราที่เร็วที่สุดในโลกแต่ยังไม่เร็วพอที่จะหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสที่ระบาดไปทั่วละตินอเมริกา

โดยหยิน เหว่ยตง อธิบายว่า “คนกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีนในชิลีคือคนชราซึ่งไม่ถึง 15 ล้านโดส หมายความว่ามีเพียง 7 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนของเรา หรือเทียบเท่า 36% ของประชากร 19 ล้านคน จึงไม่แปลกที่ไวรัสจะสามารถระบาดขึ้นมาอีกครั้งเนื่องจากกิจกรรมทางสังคมเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนอายุน้อยที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนเป็นหลัก”

“การป้องกันของวัคซีนมีแนวโน้มที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่เนื่องจากสายพันธุ์ของไวรัส แต่ดูเหมือนว่าซิโนแวคจะช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ใหม่ที่น่ากังวลได้เป็นอย่างดี” เขากล่าวเสริม

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศแรกๆ ที่เริ่มใช้วัคซีนของซิโนแวค โดยในเดือนม.ค. ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด เป็นผู้นำคนสำคัญคนแรกของโลกที่ได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าว

ด้านรัฐมนตรีสาธารณสุขอินโดนีเซียกล่าวเสริมว่า “อัตราประสิทธิภาพขั้นต่ำควรสูงกว่า 50% ดังนั้นวัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่คุณจะได้รับโดยเร็วที่สุดเนื่องจากการให้วัคซีนทุกครั้งสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ ไม่เพียงแต่ต้องมีอัตราประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น แต่ต้องสามารถฉีดให้แก่ประชาชนได้เร็วที่สุดด้วย”

Photo by Ted ALJIBE / AFP

Meituan หุ้นร่วงหนักหลังโพสต์ส่อเสียดสีรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652570

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 19:30 น.

Meituan หุ้นร่วงหนักหลังโพสต์ส่อเสียดสีรัฐบาลยักษ์ใหญ่เดลิเวอรีหุ้นร่วงหนักหลังโพสต์บทกวีส่อวิจารณ์รัฐบาล ซ้ำโดนกลุ่มผู้บริโภคถล่ม

เมื่อวันที่ 6 ที่ผ่านมา หวังซิง ซีอีโอของ Meituan แอพพลิเคชั่นส่งอาหารรายใหญ่ของจีน โพสต์บทกวีอายุกว่า 1,000 ปีของจางเจี้ย กวีในสมัยราชวงศ์ถัง ที่พูดถึงยุคสมัยแห่งการเผาตำราความรู้ทั่วแผ่นดินจีน จนประชาชนลุกฮือขึ้นต่อสู้นั่นคือในสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้แห้งราชวงศ์ฉิน

ขณะนั้นจิ๋นซีฮ่องเต้ขึ้นชื่อเรื่องการปิดปากคนที่วิพากษ์วิจารณ์พระองค์ด้วยการสั่งสังหารปราชญ์ขงจื่อและเขาตำราของพวกเขา

ชาวโซเชียลที่เห็นโพสต์นี้พากันตีความว่าหวังซิงจงใจประชดประชันรัฐบาลจีนและประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เนื่องจากมีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นค่อนข้างมาก

แม้ว่าในเวลาต่อมาซีอีโอ Meituan จะลบโพสต์ดังกล่าวจากแพลตฟอร์ม Fanfou และอธิบายว่า หมายถึงคู่แข่งในทางธุรกิจไม่ใช่รัฐบาลจีนอย่างที่หลายคนตีความ แต่ชาวโซเชียลไม่ค่อยเชื่อเท่าไร และแฮชแท็ก #MeituanSharePriceSlump ถูกพูดถึงมากกว่า 33 ล้านครั้งบน Weibo แพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยมของจีน

โพสต์เจ้าปัญหานี้ทำให้หุ้นของ Meituan ร่วงลงไปถึง 14% มูลค่าหายไปกว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 2 วัน ทั้งที่เพิ่งระดมทุนเพิ่มได้ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนเกรงว่าจะเกิดการลงดาบทำนองเดียวกับที่เกิดกับ Alibaba และ Ant Group

ก่อนหน้านี้หุ้นของ Meituan ก็ไม่สู้ดี หลังจากตกเป็นเป้าตรวจสอบการผูกขาดทางการค้า และเมื่อวันจันทร์ (10 พ.ค.) สภาผู้บริโภคเซี่ยงไฮ้เผยว่าเรียก Meituan เข้าพบในข้อหาละเมิดสิทธิผู้บริโภค ส่งผลให้หุ้นดิ่ง 5.3% ในวันนี้ (11 พ.ค.) ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน

นอกจากนี้ ตามรายงานของบลูมเบิร์กระบุว่าหุ้นของ Meituan ยักษ์ใหญ่ด้านเดลิเวอรีร่วงลงติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 หลังกลุ่มผู้บริโภคออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นที่บริษัทละเมิดสิทธิผู้บริโภค ขณะที่บริษัทเองกำลังเผชิญกับการตรวจสอบด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นจากรัฐบาล

ด้านสภาผู้บริโภคเซี่ยงไฮ้ (The Shanghai Consumer Council) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิผู้บริโภคได้ถล่มยักษ์ใหญ่ฟู้ดเดลิเวอรี่ถึงแนวทางปฏิบัติรวมถึงปัญหาการคืนเงินและเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิดในแอปพลิเคชันบนมือถือ ขณะที่บริษัทแถลงว่าจะส่งรายงานการแก้ไขในระยะเวลาอันใกล้นี้

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Citigroup Inc. แสดงความคิดเห็นว่า Meituan อาจเผชิญกับแรงกดดันของราคาหุ้นในระยะสั้น การเติบโตของผู้ใช้บนแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตอาจชะลอตัวลง อาจทำให้การขยายตัวของรายได้ช้าลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นสืบเนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของจีน

Photo by GREG BAKER / AFP