สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เพื่อนบ้านไทยไปถึงไหนแล้ว? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652549

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เพื่อนบ้านไทยไปถึงไหนแล้ว?ความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

ขณะนี้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านกำลังเผชิญกับการกลับมาของ Covid-19 ระลอกที่ 3 แม้ว่าจะมีการยกระดับทั้งมาตรการป้องกันและเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนมากที่สุด แต่กราฟตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในหลายประเทศยังกลับมาอยู่ในช่วงขาชั้นอีกครั้ง

สิงคโปร์

สิงคโปร์เพิ่งแซงหน้านิวซีแลนด์ขึ้นเป็นประเทศที่รับมือกับ Covid-19 ได้ดีที่สุดในโลก จากการฉีดวัคซีนที่รวดเร็วและมากที่สุดในบรรดาประเทศอาเซียนที่ 19.5% ของประชากรทั้งหมดที่มีอยู่ราว 6 ล้านคน 

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ระบุว่า จนถึงวันอาทิตย์ (9 พ.ค.) ชาวสิงคโปร์ 1.8 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส และ 1.2 ล้านคนได้รับครบทั้งสองโดสแล้ว และคาดว่าหากได้รับวัคซีนจากผู้ผลิตตามกำหนด จะบรรลุเป้าหมายฉีดวัคซีนภายในสิ้นปีนี้ 

  • เจอคลัสเตอร์ใหม่

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ สิงคโปร์ตรวจเจอผู้ติดเชื้อรายใหม่สัปดาห์ละอย่างน้อย 10 รายทั้งที่ไม่มีประวัติเชื่อมโยงกับผู้ติดเชื้อรายอื่น ทั้งยังพบคลัสเตอร์แหล่งใหม่เพิ่มเติม และพบเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดียเป็นครั้งแรก ส่งผลให้ทางการสิงคโปร์ต้องเร่งตรวจหาเชื้อเชิงรุกทั่วประเทศ

  • ยกระดับมาตรการ

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์สั่งตั้งการ์ดด้วยการยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเข้มงวดเป็นเวลา 3 สัปดาห์เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.จนถึงสิ้นเดือน โดยลดการรวมตัวกันจากไม่เกิน 8 คนเหลือ 5 คน เพิ่มระยะเวลากักตัวของผู้เดินทางเข้าประเทศจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจาก 14 เป็น 21 วัน ส่วนสถานที่ทำงานและอีเว้นต์แข่งขันกีฬาต่างๆ ก็ต้องลดจำนวนคน

  • ห่วงเชื้อกลายพันธุ์อินเดีย

ทางการสิงคโปร์ยังแสดงความกังวลเรื่องเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดียที่อาจหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีน ผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันของคลัสเตอร์โรงพยาบาล 9 จาก 40 คนได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้ว และอีกอย่างน้อย 5 รายได้รับเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดีย

  • Covid-19 จะอยู่ตลอดไป

วิเวียน บาลากริชนาน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ซึ่งเคยเป็นนายแพทย์มาก่อนเผยกับ CNBC ว่า Covid-19 จะอยู่กับเราตลอดไป  เพราะมันแพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว และการกลายพันธุ์และเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ ก็อุบัติขึ้นตลอดเวลา ขณะที่ภูมิคุ้มกันของคนจะขึ้นๆ ลงๆ

อดีตนายแพทย์กล่าวอีกว่า สถานการณ์ตอนนี้มีแนวโน้มอันตรายมากขึ้นทั้งกับคนที่ฉีดวัคซีนแล้วซึ่งอาจละเลยการดูแลตัวเอง และกับคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน แต่วัคซีนอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ การเว้นระยะห่างทางสังคมและการปิดพรมแดนอาจต้องนำกลับมาใช้อีกเป็นครั้งคราว

  • ศูนย์กลางผลิตวัคซีน Pfizer

บริษัท BioNTech ของเยอรมนีเลือกสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีน Pfizer-BioNTech ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

มาเลเซีย

ข้อมูลเมื่อวันจันทร์ (10 พ.ค.) มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,807 ราย รวมติดเชื้อทั้งหมด 444,848 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และเสียชีวิต 1,700 ราย ขณะที่ข้อมูลจาก Our World in Data พบว่า มาเลเซียแจกจ่ายวัคซีนแล้ว 1.77 ล้านโดส 3.4% ของประชากรฉีด 1 โดส และ 2.1% ได้รับครบทั้งสองโดสแล้ว

  • ล็อกดาวน์ทั่วประเทศ

แม้ว่าขณะนี้มาเลเซียจะอยู่ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19 มาตั้งแต่เดือน ม.ค. แต่ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (10 พ.ค.) นายกรัฐมนตรี มูยิดดิน ยัสซิน ประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.จนถึงวันที่ 7 มิ.ย.นี้ ด้วยการห้ามเดินทางเดินทางระหว่างรัฐและระหว่างจังหวัด รวมทั้งห้ามรวมตัวกัน ส่งผลให้ชาวมุสลิมไม่สามารถฉลองเทศกาลอิดิลฟิตรี้เป็นปีที่สองติดต่อกัน แต่ธุรกิจต่างๆ ยังสามารถดำเนินต่อไปได้

เวียดนาม

เวียดนามฉีดวัคซีนให้ประชาชนของตัวเองน้อยที่สุดในอาเซียน จนถึงตอนนี้ทางการฉีดวัคซีนไปเพียง 851,513 โดส หรือคิดเป็น 0.88% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น แม้จะได้รับวัคซีน AstraZeneca จากโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ขององค์การอนามัยโลก เกือบ 1 ล้านโดสเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา และวัคซีนล็อตแรกจาก COVAX กำลังจะหมดอายุในวันที่ 31 พ.ค.นี้  

  • ระลอก 3

ที่ผ่านมาเวียดนามควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีระดับหนึ่ง แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบเดือนตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา และแพร่กระจายไปใน 26 เมืองและจังหวัดทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว อาทิ ฮานอย จังหวัดไห่เซือง หวิญฟุก และไถ่เหงวียน ทั้งยังพบการระบาดในโรงพยาบาลจนต้องสั่งล็อกดาวน์โรงพยาบาลอย่างน้อย 10 แห่ง

ที่น่าห่วงคือ ยังไม่สามารถหาต้นตอแหล่งที่มาของการแพร่เชื้อในจุดใหญ่ๆ อย่างในกรุงฮานอยและเมืองดานัง อีกทั้งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ในระลอกนี้ได้รับเชื้อกลายพันธุ์ทั้งสายพันธุ์อังกฤษและอินเดียที่สร้างความกังวลให้กับวงการแพทย์อยู่ในขณะนี้

  • จำกัดการเคลื่อนไหว

สถานการณ์นี้ทำให้ทางการสั่งจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชน ในกรุงฮานอยต้องปิดโรงเรียน สถานที่ท่องเที่ยว และร้านอาหารข้างทาง  ส่วนโรงภาพยนตร์ ยิม สปาต้องปิดทั้งในกรุงฮานอยและเมืองโอจิมินห์ และปิดหมูบ้านแห่งหนึ่งในเมืองหวิญฟุกที่มีประชากร 920 คนหลังพบผู้ติดเชื้อ 8 ราย

  • คุมเข้มชาวต่างชาติ

นักท่องเที่ยวต่างชาติและบุคคลที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อต้องกักตัวในสถานที่ที่ทางการจัดให้เป็นเวลา 3 สัปดาห์จากเดิม 2 สัปดาห์ เนื่องจากพบผู้ที่กักตัวครบ 14 วันและมีผลตรวจเป็นลบ 2 ครั้งติดเชื้อ กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามยังตรวจสอบนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวดด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แต่ละจังหวัด แต่ละบ้าน และเข้าตรวจบริษัทที่มีพนักงานชาวต่างชาติเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

  • อาจระบาดหนัก

ด้วยความที่เวียดนามฉีดวัคซีนได้น้อย จึงมีโอกาสที่เชื้อจะแพร่กระจายเป็นวงกว้าง นายกรัฐมนตรี ฟ่ามมินห์จินห์ ถึงกับเอ่ยว่า “มีโอกาสสูงที่เชื้อจะกระจายไปทั่วประเทศ” ส่วนเหงวียนถั่นลอง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า การระบาดอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีแหล่งแพร่กระจายเชื้อหลายแหล่ง และไวรัสหลายสายพันธุ์ที่ทำให้ติดเชื้อรวดเร็ว ควบคุมได้ยาก

ลาว

ข้อมูลของสำนักข่าว BBC ระบุว่าลาวฉีดวัคซีนแล้ว 184,387 โดส หรือคิดเป็น 2.5% ของประชากรทั้งหมด โดยการระบาดระลอกใหม่เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 49 รายเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย.เป็น 1,302 รายภายในเวลาไม่ถึงเดือน เกิดขึ้นหลังจากคนลาวสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อชาวไทย และจากแรงงานลาวที่เดินทางกลับจากไทย

หลังจากนั้นทางการลาวจึงสั่งล็อกดาวน์ ห้ามประชาชนออกจากบ้านยกเว้นกรณีจำเป็นและห้ามเดินทางระหว่างกรุงเวียงจันทน์กับจังหวัดอื่นๆ และล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พ.ค.กระทรวงสาธารณสุขลาวประกาศขยายมาตรการล็อกดาวน์ออกไปอีก 15 วันจนถึงวันที่ 20 พ.ค.นี้

นอกจากนี้ ลาวเพิ่งพบผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 เป็นรายแรกของประเทศโดยเป็นหญิงชาวเวียดนามวัย 53 ปีที่ทำงานในร้านคาราโอเกะในกรุงเวียงจันทน์

Photo by Alain JOCARD / AFP

ซีอีโอเว็บเทรดคริปโตร่ำรวยหลายแสนล้านด้วยวัยไม่ถึง 30 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652556

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

ซีอีโอเว็บเทรดคริปโตร่ำรวยหลายแสนล้านด้วยวัยไม่ถึง 30 ปีรู้จักแซม แบงแมนฟรายด์ เจ้าของบริษัทเทรดคริปโตชั้นนำของโลก

FTX เว็บเทรดอนุพันธ์คริปโตที่เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อนกล่าวในแถลงการณ์วานนี้ (10 พ.ค.) ว่าพวกเขาสามารถเป็นหนึ่งในการแลกเปลี่ยนคริปโตที่ใหญ่ที่สุด โดยในเดือนที่ผ่านมา FTX มีปริมาณการซื้อขายมากกว่า 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านเหรียญต่อวันและเพิ่มขึ้นถึง 25 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และปัจจุบัน FTX มีผู้ใช้ลงทะเบียนแล้วประมาณล้านคน

โดยมีแซม แบงแมนฟรายด์ (Sam Bankman-Fried) วัย 29 ปี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Alameda Research บริษัทจัดการสินทรัพย์ในการลงทุนคริปโตชั้นนำของโลกซึ่งบริหารทรัพย์สินมูลค่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง FTX

รู้จักแซม แบงแมนฟรายด์

ความมั่งคั่งของแซมอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่ยังอายุไม่ถึง 30 ปีเท่านั้น เขาจบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์สาขาฟิสิกส์ เป็นลูกชายของอาจารย์กฎหมายจากโรงเรียนกฎหมายสแตนฟอร์ด และอีกอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือเขาทานมังสวิรัติด้วย

หลังจากเรียนจบปริญญา แซมเคยทำงานเป็นเทรดเดอร์ให้กับบริษัท Jane Street Capital เป็นเวลา 3 ปีก่อนที่จะออกมาเปิดบริษัท Alameda Research ของตัวเองในปี 2017 และเปิดตัวเว็บเทรดอนุพันธ์ FTX ในเวลาต่อมาซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะมันกลายเป็นเว็บเทรดอนุพันธ์คริปโตอันดับ 1 ของโลก และมีปริมาณซื้อขายเป็นอันดับ 6 ของโลกเลยทีเดียว

แม้จะเพิ่งก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ได้เพียงไม่กี่ปีแต่มันทำให้เขามีทรัพย์สินมูลค่าถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 3 แสนล้านบาท)

นอกจากนี้เขาเคยเป็นนักค้าหุ้นใน Wall Street มาก่อนที่จะหันมาเอาดีจากการทำกำไรในอุตสาหกรรมคริปโต และด้วยการออกแบบแพลตฟอร์มที่สะดวกสบายทำให้แพลตฟอร์มของเขาได้รับความนิยมและทำให้เขาร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว

ที่ยอมรับจากทั่วโลก

แซมติดอันดับ “30 Under 30” ในประเภทการเงินจากนิตยสาร Forbes ประจำปี 2021 นอกจากนี้ด้วยผลงานที่น่าประทับใจของเขายังทำให้สถาบันวิจัยหูรุ่น (Hurun Research Institute) ของจีนยังเสนอชื่อให้เขาเป็น “มหาเศรษฐี Blockchain ที่ร่ำรวยที่สุด” อันดับที่ 2 แซงหน้าเจ้าฉางเผิง (Changpeng Zhao) ซีอีโอ Binance โดยเป็นรองเพียงแค่ไบรอัน อาร์มสตรอง (Brian Armstrong) ซีอีโอ Coinbase เท่านั้น

มหาเศรษฐีกับการุศล

แซมเป็นสมาชิกองค์กรการกุศล Giving What We Can และวางแผนที่จะบริจาคทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของตนให้กับองค์กรการกุศล นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว FTX Foundation ซึ่งมีนโยบายมอบค่าธรรมเนียม 1% เพื่อบริจาค โดยภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดตัวมูลนิธิของเขาสามารถระดมทุนได้มากกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้แซมยังเป็นหนึ่งในซีอีโอผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของโจ ไบเดนในการเลือกตั้ง 2020 ครั้งที่ผ่านมารองจากไมเคิล บลูมเบิร์ก

มหัศจรรย์สิ่งทอ 2,000 ปี : ชุดผ้าไหมโบราณจีน เบาดุจควัน บางราวปีกจักจั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652509

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 15:15 น.

มหัศจรรย์สิ่งทอ 2,000 ปี : ชุดผ้าไหมโบราณจีน เบาดุจควัน บางราวปีกจักจั่นฉางซา, 10 พ.ค. (ซินหัว) — หากไม่เคยเห็นด้วยตาของคุณเอง คุณจะเชื่อหรือไม่ว่าในสมัยโบราณ มีการถักทอชุดที่มีความยาวกว่า 1 เมตร แต่กลับมีน้ำหนักไม่ถึง 50 กรัมได้สำเร็จ และหากนำชุดดังกล่าวจำนวน 10 ชุดมาเรียงซ้อนกันบนหนังสือพิมพ์ ความโปร่งใสของมันก็ทำให้คุณยังสามารถอ่านข้อความบนหนังสือพิมพ์ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

ชุดดังกล่าวที่ในภาษาจีนเรียกว่า “ซู่ซาตันอี” ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศจีนถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนาน  มันถูกถักทอขึ้นอย่างประณีต บางราวปีกจักจั่น เบาราวกับควัน ทั้งยังเป็นโบราณวัตถุประเภทเครื่องแต่งกายที่เก่าแก่ที่สุด มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด และมีน้ำหนักเบาที่สุดในบรรดาเครื่องแต่งกายยุคเดียวกันที่ถูกค้นพบ

ช่วงปี 1972-1974 นักโบราณคดีได้ค้นพบสุสานยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก 3 แห่งที่หม่าหวังตุย หรือเนินหม่าหวัง ในย่านชานเมืองฝั่งตะวันออกของฉางซา โดยมีการขุดพบวัตถุโบราณทางวัฒนธรรมที่ประณีตงดงามหลายพันชิ้น รวมถึงซากศพสตรีในสมัยราชวงศ์ฮั่นที่ยังคงสภาพดี นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญในศตวรรษที่ 20 ของทั้งประเทศจีนและของโลก

ชุดคลุมผ้าไหมโบราณดังกล่าวถูกขุดพบในสุสานหม่าหวังตุย หมายเลข 1 ซึ่งเป็นสุสานของสตรีนามว่าซินจุย ผู้เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 2,200 กว่าปีก่อน  มีบันทึกทางประวัติศาสตร์เขียนไว้ว่าเธอเป็นภรรยาของลี่ชาง อัครมหาเสนาบดีแห่งรัฐฉางซาในสมัยฮั่นตะวันตก โดยเธอเสียชีวิตลงด้วยวัยราว 50 ปี

(ภาพจากสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น : ชุดด้านบนคือผลงานทำซ้ำชุดซู่ซาตันอี ของทางสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น ในปี 2019 ส่วนชุดที่อยู่ด้านล่างคือชุดที่เป็นต้นแบบ)

ต้วนเสี่ยวหมิง ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนาน อธิบายว่าภายในสุสานหมายเลข 1 มีห้อง 4 ห้องประจำ 4 ทิศ ได้แก่ ตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ โดยห้องทางทิศตะวันตกของสุสานแห่งนี้เป็นห้องเก็บสิ่งของของท่านผู้หญิงซินจุย ภายในเต็มไปด้วยกล่องไม้ไผ่ที่บรรจุอาหาร เสื้อผ้า และของใช้ ซึ่งชุดดังกล่าวถูกพบในกล่องไม้ไผ่ในห้องนี้นั่นเอง นอกจากนี้ยังพบเสื้อคลุมผ้าฝ้าย เสื้อคลุมชั้นเดียว  กระโปรง และถุงเท้า รวมทั้งสิ้น 14 ชิ้น

รูปลักษณ์ของชุดผ้าไหมแบบบางที่พบ 2 ชุดนั้นค่อนข้างเรียบง่าย โดยมีชิ้นหนึ่งเป็นชุดทรงตรง อีกชิ้นเป็นทรงบาน มีวิธีการใส่แบบด้านซ้ายทับออกข้างนอกเหมือนกัน “ชุดทรงตรงหนัก 49 กรัม ยาว 128 เซนติเมตร ส่วนชุดทรงบานหนัก 48 กรัม ยาว 160 เซนติเมตร” ต้วนเสี่ยวหมิงกล่าว

(ภาพจากพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนาน : ซู่ซาตันอี หรือชุดคลุมจีนโบราณที่ผลิตจากผ้าไหมแบบโปร่งบาง)

ซู่ซาตันอีทั้งสองได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดวิทยาการสิ่งทอในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ทั้งยังเป็นเครื่องแต่งกายที่เก่าแก่ เบาและบางที่สุดในปัจจุบัน ความถี่ในการทออยู่ที่ 62 เส้นไหมต่อ 1 เซนติเมตร ถือว่าห่างมากทีเดียว ในด้านความบางนั้น ชุดโบราณนี้ มีอัตราแสงทะลุผ่านเนื้อผ้าสูงถึงร้อยละ 75

สำหรับชุดทรงตรงนั้น มีการใช้ด้ายหรงชวนจิ่น ที่มีความหนาและหนักกว่าเส้นไหมถักทอบริเวณปลายแขนเสื้อและคอเสื้อ น้ำหนักของชุดเฉพาะบริเวณปลายแขนและคอเสื้อจึงรวมอยู่ที่ 8.8 กรัม ซึ่งหากหักลบน้ำหนักของสองส่วนนี้ออกไป จะพบว่าน้ำหนักรวมของชุดนี้ต่อตารางเมตรอยู่ที่ 15.4 กรัมเท่านั้น” ต้วนเสี่ยวหมิงกล่าว พร้อมเสริมถึงข้อมูลของเส้นไหมยาว 900 เมตร 1 เส้นที่มีน้ำหนักเพียง 1 กรัมเท่านั้น

(ภาพจากสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น : หยางจี้หยวน (คนแรกจากทางซ้าย) ผู้อำนวยการศูนย์การออกแบบของสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น ประชุมร่วมกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญก่อนการทำซ้ำซู่ซาตันอี)

ช่วงทศวรรษที่ 1980 การผลิตชุดโบราณจีนจากผ้าไหมแบบบางขึ้นใหม่เป็นหนึ่งในเป้าหมายของสำนักบริหารมรดกทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีน โดยในเวลานั้น สถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่นได้ผลิตผลงานขึ้นมา 2 ชุด แต่ชุดทั้งสองล้วนมีน้ำหนักเกิน 50 กรัม

จนกระทั่งปี 2019 พิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนานและสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น จึงประสบความสำเร็จในการผลิตชุดโบราณจีนแบบเดียวกันที่มีน้ำหนักราว 49 กรัม หลังใช้เวลาศึกษาอยู่นานถึง 2 ปี

นับเป็นครั้งแรกที่มีการทำซ้ำได้สำเร็จและได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญ หลังการขุดค้นพบชุดซู่ซาตันอีผ่านพ้นมานานกว่า 40 ปี

(ภาพจากสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น : ผลงานทำซ้ำซู่ซาตันอี หรือชุดคลุมจีนโบราณที่ผลิตจากผ้าไหมแบบโปร่งบาง ของทางสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น ในปี 2019)

รายงานระบุว่าหลังจากชุดดังกล่าวซึ่งถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินนานกว่า 2,000 ปี ถูกนำขึ้นมา ก็เกิดการเร่งกระบวนการแตกตัวของห่วงโซ่โมเลกุลในเส้นใย ทำให้ความแข็งแรงของเส้นใยลดลงอย่างมาก นอกจากนี้การจัดนิทรรศการประจำปียังทำให้ปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น แสงและออกซิเจน กระตุ้นการเสื่อมสภาพของเส้นใย แม้ว่าปัจจุบันเส้นใยดังกล่าวยังคงมีลักษณะมันวาวและยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาทั้งเรื่องการเก็บรักษาวัตถุโบราณ การจัดแสดง และการสืบสานมรดกแล้วนั้น ก็ล้วนสรุปได้ว่าจำเป็นต้องมีการทำชิ้นงานจำลอง

กระบวนการทำซ้ำชุดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย หยางจี้หยวน ผู้อำนวยการผู้อำนวยการศูนย์การออกแบบของสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่นกล่าวว่า เส้นไหมซานเหมียนฉาน ที่ถูกนำมาใช้ในสมัยฮั่นตะวันตกใช้มีน้ำหนักเพียง 10.2 ถึง 11.3 ดีเนียร์ (Denier, หน่วยขนาดเส้นด้ายหรือเส้นไหม, 1 ดีเนียร์แปลว่าเส้นด้ายหรือเส้นไหมน้ำหนัก 1 กรัมมีความยาว 9,000 เมตร) เท่านั้น ส่วนเส้นไหมซื่อเหมียนฉาน ที่ผู้คนยุคปัจจุบันใช้มีน้ำหนักอยู่ที่ 14 ดีเนียร์

(ภาพจากสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น : คณะผู้เชี่ยวชาญของสถาบันวิจัยหนานจิงอวิ๋นจิ่น ขณะทำซ้ำซู่ซาตันอี หรือชุดคลุมจีนโบราณที่ผลิตจากผ้าไหมแบบโปร่งบาง)

หนอนไหมที่ถูกนำมาใช้ทอผ้าปัจจุบันมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ได้เส้นใยที่มีน้ำหนักมากขึ้น เพื่อทำซ้ำผลงานดังกล่าวให้สำเร็จ คณะผู้ผลิตจึงต้องฝ่าฟันอุปสรรคเหลือคณานับ เพื่อให้ได้เส้นไหมซานเหมียนฉาน ที่มีน้ำหนักเพียง 11 ดีเนียร์ ซึ่งเหมาะสำหรับเป็นวัตถุดิบในการถักทอชุดดังกล่าว”

แท้จริงแล้ว สาเหตุที่ชื่อเรียกชุดดังกล่าวมีคำว่า “ซู่” เพราะมันไม่มีสีสันและไม่มีส่วนซับใน อย่างไรก็ตาม สีเหลืองน้ำตาลที่ปรากฏบนชุดเกิดจากกาลเวลาที่ผันผ่านมาอย่างยาวนาน คณะผู้ผลิตจึงได้ทดลองการย้อมสีมาแล้วนับไม่ถ้วน เพื่อให้ได้สีที่ใกล้เคียงกัน

หลังจากทดลองใช้น้ำยาย้อมมาหลายชนิดและพบกับความล้มเหลว ท้ายที่สุด หยางจี้หยวน ก็พบว่าสีของชาแดงที่เธอดื่มในยามเช้านั้นมีความเป็นธรรมชาติและใกล้เคียงกับสีที่ปรากฏบนชุดดังกล่าวมาก น้ำชากับสารยึดเกาะจึงตอบโจทย์ปัญหานี้ได้อย่างลงตัว

(ภาพจากพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนาน : ซู่ซาตันอี หรือชุดคลุมจีนโบราณที่ผลิตจากผ้าไหมแบบโปร่งบาง โดยชุดนี้เป็นชุดทรงบาน)

สำหรับวิธีการสวมใส่ชุดดังกล่าวนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ “ความคิดเห็นหนึ่งคือ ชุดดังกล่าวอาจถูกถักทอเพื่อสวมคลุมทับเสื้อคลุมผ้าฝ้าย เนื่องจากเสื้อคลุมผ้าฝ้ายมักมีลวดลายที่หรูหรา การใส่ชุดที่โปร่งใสดังกล่าวจึงสร้างเสน่ห์ให้กับลวดลายเหล่านั้น อย่างไรก็ตามความยาวของชุดดังกล่าวนั้นค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับเสื้อคลุมผ้าฝ้าย” ต้วนเสี่ยวหมิงกล่าว นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการที่เชื่อว่าชุดดังกล่าวอาจถูกใช้ในพิธีศพในสมัยนั้น หรือคิดว่ามันอาจเป็นชุดชั้นในด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า ชุดนี้ถูกใช้สำหรับสวมใส่ทับเสื้อคลุมผ้าฝ้ายและมักสวมใส่ในโอกาสสำคัญเท่านั้น

ครั้งหนึ่ง ชุดโบราณจีนล้ำค่าชุดนี้เคย “ถูกขโมยไปและได้กลับคืนมา” เมื่อเดือนตุลาคมปี 1983 หลังสาธารณชนกดดันจน ทำให้ผู้ต้องสงสัยได้โยนชุดดังกล่าวทิ้งไว้ในอนุสรณ์สถานผู้พลีชีพ ซึ่งอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนานก่อนจะถูกพบและส่งคืนให้พิพิธภัณฑ์

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

เตือนชาวอินเดียหยุดใช้มูลวัวมาอาบตัวเพราะเชื่อป้องกันโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652533

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 13:12 น.

เตือนชาวอินเดียหยุดใช้มูลวัวมาอาบตัวเพราะเชื่อป้องกันโควิดประชาชนส่วนหนึ่งในอินเดียเชื่อมูลวัวช่วยรักษาและป้องกันโควิด แพทย์ออกโรงเตือนไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และยังเสี่ยงต่อการแพร่โรค

รอยเตอร์สรายงานว่าแพทย์ในประเทศอินเดียออกมาเตือนหลังมีประชาชนเชื่อว่าการอาบร่างกายด้วยมูลวัวจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคโควิด-19 นั้นไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และยังเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคอื่นๆ อีกด้วย

โดยประชาชนส่วนหนึ่งในรัฐคุชราตทางตะวันตกของอินเดียเดินทางไปในคอกวัวสัปดาห์ละครั้งเพื่อชำระร่างกายด้วยมูลและปัสสาวะวัวเพราะเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือช่วยให้หายขาดจากโรคโควิด-19 ได้

เนื่องจากวัวเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิแห่งชีวิตและโลกของศาสนาฮินดู โดยชาวฮินดูใช้มูลวัวในการทำความสะอาดบ้านและสำหรับพิธีกรรมมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วโดยเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคและฆ่าเชื้อ

กัวทัม มานิลัล บอริสา (Gautam Manilal Borisa) ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทเวชภัณฑ์กล่าวว่าการทำเช่นนี้ช่วยให้เขาหายจากโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว “แม้แต่หมอก็ยังมาที่นี่ พวกเขาเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องกลัว” เขากล่าว

พวกเขาจะชำระร่างกายด้วยมูลและปัสสาวะวัวจากนั้นทิ้งไว้จนแห้งก่อนที่จะล้างตัวด้วยนมวัวพร้อมต้องกอดหรือเคารพวัวเหล่านั้นด้วย

ขณะที่ดร.จา จายาลาล (JA Jayalal) ประธานแห่งชาติของสมาคมการแพทย์อินเดียกล่าวว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมว่ามูลวัวหรือปัสสาวะมีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19 ทั้งหมดมีพื้นฐานมาจากความเชื่อ ทั้งยังเสี่ยงต่อการปัญหาสุขภาพอื่นๆ หรือติดเชื้อโรคอื่นๆ ที่สามารถแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คนได้

นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติที่อาจนำไปสู่การแพร่กระจายของไวรัสเนื่องจากมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มด้วยแม้ว่าผู้ดูแลคอกวัวจะยืนยันว่ามีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมก็ตาม

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในอินเดียเข้าขั้นหายนะด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมถึง 22.66 ล้านรายและผู้เสียชีวิตกว่า 246,116 ราย โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าจำนวนที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ถึง 5-10 เท่า ท่ามกลางความขาดแคลนเตียงและออกซิเจนสำหรับรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล

Photo by Money SHARMA / AFP

อินเดียตะลึง! ศพนับร้อยถูกซัดติดฝั่งแม่น้ำคงคาเชื่อเป็นเหยื่อโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652527

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 12:45 น.

อินเดียตะลึง! ศพนับร้อยถูกซัดติดฝั่งแม่น้ำคงคาเชื่อเป็นเหยื่อโควิดหลายสิบศพถูกคลื่นซัดมาติดฝั่งแม่น้ำคงคาทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากโควิด-19

บีบีซีได้รับการยืนยันว่ามีการค้นพบศพอย่างน้อย 40 ศพซึ่งบางสื่อระบุว่ามีมากถึง 100 ศพที่ถูกคลื่นซัดมาติดฝั่งแม่น้ำคงคาระหว่างรัฐพิหารและอุตตรประเทศทางตอนเหนือของอินเดีย โดยสื่อท้องถิ่นชี้ว่าอาจเป็นร่างของผู้ที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ซึ่งดูจากสภาพของศพแล้วคาดว่าอาจอยู่ในแม่น้ำมานานหลายวัน

ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าการจัดการกับศพนั้นยังประสบปัญหาขาดแคลนไม้สำหรับเผาศพและขาดแคลนค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีศพทำให้บางครอบครัวไม่มีทางเลือกนอกจากนำศพเหล่านี้ปล่อยลงสู่แม่น้ำ

จันทรา โมฮัน (Chandra Mohan) ชาวบ้านในท้องถิ่นกล่าวว่าโรงพยาบาลเอกชนมีค่าใช้จ่ายสูงทำให้คนทั่วไปไม่เหลือเงินสำหรับการเผาศพหรือพิธีอื่นๆ โดยทางโรงพยาบาลคิดค่าใช้จ่าย 2,000 รูปีเพื่อนำศพออกจากโรงพยาบาล แม่น้ำจึงกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขา

อาชอค กุมาร (Ashok Kumar) เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวกับบีบีซีว่าศพเหล่านี้มีความเป็นไปได้ว่าอาจมาจากอุตตรประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะนำไปฝังหรือเผาต่อไป

NDTV ของอินเดียรายงานโดยอ้างถึงคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ว่าสภาพศพถูกไฟไหม้บางส่วนซึ่งศพเหล่านี้อาจถูกนำมาเผาและทิ้งลงแม่น้ำคงคาในอุตตรประเทศตามปฏิบัติการเผาศพเหยื่อโควิด-19

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดระลอก 2 ในอินเดียส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตามข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ระบุว่าอินเดียมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 22.6 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 246,116 คนนับตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งแรก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก

Photo by Archana THIYAGARAJAN / AFP

ตำรวจจับ 3 นักข่าวเมียนมากบดานในไทยหนีตายรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652523

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 11:28 น.

ตำรวจจับ 3 นักข่าวเมียนมากบดานในไทยหนีตายรัฐประหารนายจ้างของพวกเขากล่าวว่านักข่าวเมียนมา 3 คนถูกจับกุมในประเทศไทยหลังหลบหนีข้ามพรมแดนเพื่อหลบหนีการปราบปรามของรัฐบาลทหาร

สำนักข่าว AFP รายงานว่าบรรณาธิการของพวกเขากล่าวเสริมว่าทั้งสามคนมีกำหนดให้ขึ้นศาลในวันอังคาร โดยเรียกร้องให้ทางการไทยไม่ส่งพวกเขากลับเมียนมา

เมียนมาตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายนับตั้งแต่กองทัพขับไล่อองซานซูจีผู้นำพลเรือนเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ทำให้เกิดการลุกฮือของประชาชนจำนวนมากขณะที่ประชาชนจำนวนมากพากันออกไปตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

รัฐบาลทหารได้ตอบโต้ด้วยการใช้กำลังและยิงผู้ประท้วง จับกุมผู้ต้องสงสัยในการบุกจู่โจมกลางคืนและมุ่งปราบปรามนักข่าวและสำนักข่าวด้วยการปิดการดำเนินการของสื่อ

“พวกเขาถูกจับในระหว่างการสุ่มตรวจค้นโดยตำรวจและถูกตั้งข้อหาว่าเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย” Aye Chan Naing กล่าว เขาเป็นหัวหน้าบรรณาธิการของ Democratic Voice of Burma (DVB) ซึ่งถูกเพิกถอนใบอนุญาตออกอากาศในเดือนมีนาคม ทำให้นักข่าวต้องพากันซ่อนตัว

“ DVB ขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้ทางการไทยไม่ส่งพวกเขากลับไปยังเมียนมาเนื่องจากชีวิตของพวกเขาจะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงหากพวกเขากลับไป” บรรณาธิการ DVB กล่าวโดยสำนักข่าวนี้มีฐานอยู่ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

เขาบอกกับ AFP ว่ากลุ่มนี้มีกำหนดไปปรากฏตัวต่อศาลเมื่อวันอังคาร วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ทางการของไทยยืนยันการจับกุม แต่ไม่ได้บอกว่าพวกเขาเป็นนักข่าวหรือไม่

DVB ยืนยันในแถลงการณ์เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาว่านักข่าว 3 คนพร้อมกับนักเคลื่อนไหวชาวเมียนมา 2 คนได้หลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านคือไทยและถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในวันอาทิตย์ที่เชียงใหม่

DVB ซึ่งเป็นองค์กรข่าวที่มีชื่อเสียงในเมียนมาเริ่มต้นจากการเป็นสื่อที่ถูกเนรเทศในช่วงรัฐบาลทหารก่อนหน้านี้โดยเผยแพร่รายงานที่ไม่มีการเซนเซอร์ทางทีวีและวิทยุ และมันย้ายเข้ามาปฏิบัติงานในเมียนมาในปี 2012 หรือหนึ่งปีหลังจากที่เผด็จการทหารคลายอำนาจเผด็จการลง

แม้จะสูญเสียใบอนุญาตออกอากาศในเดือนมีนาคม แต่ DVB ก็ยังมีรายงานอย่างต่อเนื่องโดยโพสต์อัปเดตเป็นประจำบนหน้า Facebook เกี่ยวกับการประท้วงและการปราบปรามรายวันทั่วประเทศ

นอกจากนี้ยังออกอากาศผ่านโทรทัศน์ระบบดาวเทียมซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รัฐบาลทหารพยายามหยุดยั้งโดยห้ามครัวเรือนไม่ให้มีจานดาวเทียม

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่าหากชาวเมียนมาที่ถูกจับกุมถูกเนรเทศพวกเขาจะต้องเผชิญกับ “การจับกุมและการข่มเหงอยางแน่นอน หากไม่เลวร้ายไปกว่านั้น”

“ทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าทางการไทยทำอะไรในกรณีสำคัญนี้เพื่อเสรีภาพสื่อมวลชนในเมียนมาและภูมิภาค” รายงานระบุ

นักข่าวมากกว่า 70 คนถูกควบคุมตัวตั้งแต่รัฐประหารวันที่ 1 กุมภาพันธ์ตามข้อมูลของกลุ่มติดตามในพื้นที่ซึ่งติดตามจับกุมได้ทั้งหมดเกือบ 5,000 คนทั่วประเทศ

ภาพประกอบข่าว – ภาพเอกสารประกอบคำบรรยายจากกองทัพบกที่ถ่ายและเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2564 แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ทหารในอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) ตรวจสอบอุณหภูมิของผู้อพยพในกลุ่มที่ถูกคุมตัวไว้ใกล้ชายแดนประเทศเมียนมาในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ท่ามกลางความกังวลที่ว่าผู้อพยพผิดกฎหมายจะนำโควิด -19 เข้ามาในประเทศไทยด้วย (ภาพจากเอกสารแจก / ROYAL THAI ARMY / AFP) 

ฉีดวัคซีนช้าเกินไป ความหวังภูมิคุ้มกันหมู่เลือนราง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652518

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 11:17 น.

ฉีดวัคซีนช้าเกินไป ความหวังภูมิคุ้มกันหมู่เลือนรางโลกอาจต้องอยู่กับโควิด-19 ตลอดไป ผู้เชี่ยวชาญชี้จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่สามารถกลับมาแพร่ระบาดได้ทุกเมื่อ

The New York Times ระบุว่าในช่วงแรกของการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความหวังว่าวันหนึ่งโลกจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ แต่หนึ่งปีต่อมา ไวร้สเกิดแพร่ระบาดหนักเป็นระลอกที่ 2 ในอินเดียและอีกหลายประเทศตั้งแต่ในเอเชียไปจนถึงละตินอเมริกา จนผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไป ไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วและสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น แต่การฉีดวัคซีนนั้นอาจช้าเกินกว่าที่จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

นั่นหมายความว่าหากไวรัสยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลกมันจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่สามารถกลับมาแพร่ระบาดได้ตลอดเวลา

ดร.เดวิด เฮย์แมน ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาของโรคติดเชื้อจากรวิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน อดีตสมาชิกหน่วยข่าวกรองระบาดวิทยาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค และอดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่าไวรัสค่อยๆ กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ในสถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากโดยมีการควบคุมและป้องกันโรคน้อยหรือไม่ป้องกันเลย เช่น การสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่าง

ในขณะที่การแพร่ระบาดในอินเดียกำลังได้รับความสนใจมากที่สุด ดร.เฮย์แมนกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสเป็นวงกว้างจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะยังคงอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก

ดร.เฮย์แมนยังกล่าวว่าการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันอาจลดความรุนแรงและความอันตรายของการแพร่ระบาด แต่ถึงกระนั้นก็ควรเตรียมรับมือกับการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เป็นธรรมชาติของการติดเชื้อที่เราเคยพบไม่ว่าจะเป็นวัณโรคหรือเอชไอวี พวกมันกลายเป็นโรคประจำถิ่นและเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน เรียนรู้วิธีการประเมินความเสี่ยงและวิธีการป้องกัน”

อย่างไรก็ตามวัคซีนต้านโควิด-19 ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วและแจกจ่ายไปทั่วโลกแต่ก็ยังไม่เพียงพอและไม่เท่าเทียม ในขณะที่ประเทศร่ำรวยสามารถกักตุนวัคซีน ประเทศที่ยากจนกว่าต้องเผชิญกับปัญหาในการจัดสรรวัคซีนครั้งใหญ่

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าโลกกำลังได้รับการฉีดวัคซีนช้าเกินไปซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ฉีดวัคซีนเกินครึ่งหนึ่งของประชากร ขณะที่อินเดียซึ่งกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดขั้นวิกฤตมีประชากรไม่ถึง 10% ที่ได้รับการฉีดวัคซีน และอีกหลายประเทศที่ฉีดวัคซีนไปได้เพียง 1%

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขกล่าวว่ามีไม่กี่ประเทศที่สามารถควบคุมไวรัสได้โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศหมู่เกาะอย่างเช่นนิวซีแลนด์ซึ่งสามารถยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์และเปิดพรมแดนได้แล้ว

ดร.ไมเคิล เบเกอร์ นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยโอทาโกซึ่งช่วยวางแผนการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสในนิวซีแลนด์กล่าวว่านิวซีแลนด์มีแนวโน้มที่จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชากร แต่หนทางก็ยังอีกยาวไกลเนื่องจากขณะนี้มีประชากรเพียง 4.4% เท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีน

ดร.ไมเคิล เมอร์สัน ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพระดับโลกที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก และอดีตผู้อำนวยการโครงการโลกด้านเอดส์ขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่าโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นแต่ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต มันอาจเหมือนโรคประจำถิ่นอื่นๆ ที่เราเคยเห็นอย่างเช่นโรคหวัด

Photo by Michael DANTAS / AFP

แจ็ก หม่า ปรากฏตัวครั้งแรกรอบ 4 เดือนร่วมงาน Alibaba #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652514

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 10:36 น.

แจ็ก หม่า ปรากฏตัวครั้งแรกรอบ 4 เดือนร่วมงาน Alibabaแจ็ก หม่า ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนอีกครั้ง หลังเก็บตัวเงียบมาตั้งแต่ปีที่แล้ว  

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใน Alibaba ว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (10 พ.ค.) แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba เดินทางไปยังสำนักงานของ Alibaba สาขาเมืองหางโจวเพื่อเข้าร่วมงาน Ali Day ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีสำหรับพนักงานของ Alibaba และครอบครัว

จากรูปถ่ายภายในงานของพนักงาน Alibaba ที่รอยเตอร์สได้เห็น หม่าอยู่บนรถชัตเทิลบัสของบริษัทร่วมกับผู้บริหารคนอื่น โดยสวมเสื้อยืดสีน้ำเงิน กางเกงสีขาว และรองเท้าผ้าสไตล์จีน ใบหน้ามีรอยยิ้ม

พนักงานของ Alibaba เผยกับรอยเตอร์สว่า “ตื่นเต้นมากที่ได้เห็นหม่า แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสถ่ายรูปด้วย”

ทั้งนี้ แจ็ก หม่า เก็บตัวเงียบหลังจากกล่าวสุนทรพจน์วิพากษ์วิจารณ์ระบบการเงินการธนาคารของรัฐบาลจีนเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งนำมาสู่การเข้ามาควบคุมธุรกิจฟินเทคของทางการจีนและคำสั่งระงับการ IPO ของ Ant Group และคำสั่งปรับ 2,840 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนเขาจะปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

การปรากฏตัวครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนนับตั้งแต่เดือน  ม.ค.

REUTERS/Charles Platiau

สหรัฐอนุมัติฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กอายุ12-15ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652493

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 08:03 น.

สหรัฐอนุมัติฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กอายุ12-15ปี“องค์การอาหารและยา”ของสหรัฐ อนุมัติให้ใช้วัคซีนของ “ไฟเซอร์” กับเด็กอายุ 12-15ปีแล้ว เพื่อขยายการฉีดวัคซีนในประชากรให้กว้างมากขึ้น ชี้ประโยชน์มีมากกว่าความเสี่ยง

องค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์และบิออนเทคในเด็กอายุระหว่าง 12-15 ปีเป็นกรณีฉุกเฉินแล้ว เพื่อให้การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในสหรัฐมีขอบข่ายที่กว้างมากขึ้น รวมทั้งประโยชน์ของวัคซีนที่มีต่อเด็กอายุระหว่าง 12-15 ปีนั้น มีมากกว่าความเสี่ยง จึงได้ตัดสินใจอนุญาตให้ใช้วัคซีนสำหรับเด็กกลุ่มนี้ได้

ก่อนหน้านี้ วัคซีนของไฟเซอร์และบิออนเทคได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นกรณีฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปในสหรัฐ

เจเน็ต วู้ดค็อก รักษาการกรรมาธิการของ FDA กล่าวว่า การอนุญาตในครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนที่มีอายุน้อยสามารถได้รับการป้องกันจากโรคโควิด-19 อีกทั้งจะทำให้เราสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติและยุติการแพร่ระบาดได้เร็วขึ้น เราอยากให้บรรดาพ่อแม่และผู้ปกครองวางใจว่า FDA ได้ทำการทบทวนข้อมูลทั้งหมดอย่างรอบคอบ

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นเพราะฉีดวัคซีนเร็ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652468

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 20:31 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นเพราะฉีดวัคซีนเร็วความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ชี้ว่าประเทศที่ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครอบคลุมประชากรมากที่สุด (นับเฉพาะประเทศที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน) ได้แก่ อิสราเอล ฉีดวัคซีนไปแล้ว 58% ของประชากร ตามมาด้วยมัลดีฟส์ ฉึดวัคซีนไปแล้ว 57.6% ของประชากร และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฉีดวัคซีนไปแล้ว 51.8% ของประชากร

ขณะที่ประเทศที่ฉีดวัคซีนไปเป็นจำนวนมากที่สุด ได้แก่ จีน ฉีดวัคซีนไปแล้ว 308.23 ล้านโดส ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา ฉีดวัคซีนไปแล้ว 257.35 ล้านโดส ซึ่งการดำเนินการฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วนั้นนอกจากจะสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้แล้วยังส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

อิสราเอล

ซึ่งเป็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุดขณะนี้ได้ยกเลิกมาตรการบังคับสวมหน้ากากอนามัยกลางแจ้ง คลายมาตรการล็อกดาวน์ ผู้คนกลับไปทำงานตามปกติ และเปิดโรงเรียนอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบปี

  • เศรษฐกิจฟื้นตัว

เมื่อเดือนเม.ย. มีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยกระทรวงการคลังอิสราเอลระบุว่าการขาดดุลการคลังของประเทศลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเหลือ 12.1% ของจีดีพีในช่วง 12 เดือนถึงสิ้นเดือนมี.ค. จาก 12.4% ณ สิ้นเดือนก.พ.

รายรับของรัฐบาลในเดือนมี.ค. มีมูลค่ารวม 35,600 ล้าน NIS และมีมูลค่ารวม 98,000 ล้าน NIS ในช่วง 3 เดือนแรกของปี ซึ่งเพิ่มขึ้น 19.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2020

ขณะที่ธนาคารกลางแห่งประเทศอิสราเอลเผยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเนื่องจากการฉีดวัคซีนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยเติบโตขึ้น 6.5% หลังสิ้นสุดปี 2020 ขณะที่ผลกำไรเพิ่มขึ้น 42.3% ในไตรมาสที่ 3

  • การท่องเที่ยวคืนชีพ

อิสราเอลกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศโดยมีกำหนดเปิดพรมแดนให้แก่นักท่องเที่ยวอีกครั้งในวันที่ 23 พ.ค. (เฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีนหรือหายป่วยจากโรคโควิด-19 แล้วเท่านั้น) หลังปิดพรมแดนไปนานแรมปีซึ่งส่งผลให้สูญเสียรายได้ 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว โดยกระทรวงการท่องเที่ยวเผยว่าจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศต้องการมาเยือนมากที่สุดคือเยรูซาเล็ม

จีน

ฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปแล้วกว่า 308 ล้านโดส โดยบุคลากรทางการแพทย์กว่า 80% ได้ฉีดวัคซีนแล้ว ชีวิตประจำวันของชาวจีนใกล้จะกลับสู่ภาวะปกติเนื่องจากความพยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุมโรคและข้อกำหนดในการกักตัวที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ

เศรษฐกิจตามการคาดการณ์ของ Oxford Economics ระบุว่าแผนการฉีดวัคซีนของจีนอาจปูทางไปสู่การเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็น 9.3% ในปีนี้ รวมถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็มีแนวโน้มดีขึ้น และการบริโภคในครัวเรือนในปีนี้อาจเพิ่มขึ้น 7% จากช่วงก่อนโควิดในปี 2019

  • เศรษฐกิจโตรายเดียว

เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดในไตรมาสแรกแม้ว่าจะมีความท้าทายในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอัตราประสิทธิภาพของวัคซีน การจำกัดการเดินทาง และมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐ ทำให้จีนเป็นเศรษฐกิจหลักของโลกเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีการขยายตัวในช่วงการระบาด

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยว่าเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวในช่วงเดือนม.ค. ถึง มี.ค. เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การส่งออกเพิ่มขึ้น 38.7% ในไตรมาสนี้ในขณะที่มูลค่าการขายอาคารพาณิชย์รวมเพิ่มขึ้น 88.5% จากปีก่อนหน้า โดยจีนตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้ไว้มากกว่า 6%

  • การท่องเที่ยวคึกคัก

ตลาดสายการบินในจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยช่วงหยุดยาววันแรงงานที่ผ่านมาชาวจีนจองตั๋วเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และนับเป็นการเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด โดยกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนกล่าวว่ามีการเดินทางในประเทศถึง 230 ล้านเที่ยวในช่วงวันหยุด เพิ่มขึ้นถึง 119.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ในขณะที่การใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 113,230 ล้านหยวน ซึ่งเพิ่มขึ้น 138.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้ชาวจีนไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้

สิงคโปร์

แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในอับดับที่กล่าวไปข้างต้นแต่ขณะนี้สิงคโปร์ถูกจัดให้เป็นประเทศที่รับมือกับโควิด-19 ดีที่สุดในโลกแซงหน้านิวซีแลนด์ไปหมาดๆ ตามการจัดอันดับโดยบลูมเบิร์ก (the Bloomberg Covid Resilience Ranking) ด้วยโครงการฉีดวัคซีนที่รวดเร็วโดยมีการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรในสัดส่วนที่มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนอยู่ที่ 19.5% ของประชากรทั้งประเทศราว 6 ล้านคน

ขณะนี้ชาวสิงคโปร์สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เกือบปกติแล้ว โดยมีผู้ติดเชื้อรายวันไม่ถึง100 รายนับตั้งแต่กลางปีที่แล้วและไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์มาตั้งแต่ต้นปี 2020 ผู้คนสามารถพบปะ ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต หรือทานข้าวที่ร้านอาหารได้ แต่ยังคงต้องเว้นระยะห่างและใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเว้นแต่เวลาทานข้ามหรือออกกำลังกาย

  • เศรษฐกิจที่เคยซบอาจฟื้น

องค์การเงินตราแห่งประเทศสิงคโปร์ (MAS) กล่าวเมื่อเดือนเม.ย. ว่าเศรษฐกินอาจเติบโตกว่า 6% ในปีนี้เนื่องจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้น และจีดีพีของประเทศขยายตัวเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน

  • การท่องเที่ยวหวังพึ่งฟองสบู่

โครงการ Air Travel Bubble (ATB) ระหว่างสิงคโปร์และฮ่องกงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 พ.ค. ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแห่จองตั๋วเครื่องบินจนเต็ม

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ทางการสิงคโปร์ระบุว่าอาจมีการบังคับใช้มาตรการคุมเข้มและเพิ่มความเข้มงวดในการเดินทางข้ามพรมแดนหลังยอดผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นอีกครั้งและเพื่อสกัดไม่ให้โควิด-19 สายพันธุ์อินเดียแพร่ระบาดเข้าประเทศ ซึ่งข้อกำหนดของโครงการ ATB ระบุว่าหากยอดผู้ติดเชื้อจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศโดยเฉลี่ยมากกว่า 5 รายในช่วงเวลา 5 วันทั้งในสิงคโปร์และฮ่องกงโครงการดังกล่าวจะต้องถูกระงับ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อีกประเทศหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับว่าสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของโรคและนำไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างรวดเร็วโดยมีการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในประเทศ

โดย Mohammed Khalaf Al Habtoor ซีอีโอของ Al Habtoor Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น “เกินความคาดหมาย” โดยอ้างถึงข้อมูลที่เปิดเผยโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารกลางของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในประเทศปีนี้จะเติบโตขึ้น 3.2% ขณะที่ธนาคารกลางคาดว่าจะเติบโตขึ้น 2.5% หลังจากที่หดตัว 6.1% ในปีที่ผ่านมาตามข้อมูลที่เปิดเผยโดยศูนย์สถิติของประเทศ

เดนมาร์ก

อีกประเทศตัวอย่างที่น่าจับตามองในเรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 2.3 ล้านโดสให้แก่ประชาชนอย่างน้อย 14.1% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงจากวันละหลายพันคนเหลือ 500 ถึง 700 คนเท่านั้น ส่งผลให้ชาวเดนมาร์กสามารถทานอาหารที่ร้านอาหารหรือร้านกาแฟ ตลอดจนเชียร์กีฬาได้ตามปกติ

นอกจากนี้ยังเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจหาเชื้อโดยสามารถตรวจได้ประมาณ 200,000 คนหรือ 4% ของประชากรทั้งประเทศต่อวัน

  • เศรษฐกิจอาจโตสุดในรอบ 15 ปี

กระทรวงการคลังเดนมาร์กกล่าวเมื่อสิ้นเดือนเม.ย. โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโต 3.8% ในปีหน้าซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 15 ปี ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะโตขึ้น 2.1%

  • ผ่อนคลายมาตรการการท่องเที่ยว

เดนมาร์กได้ผ่อนคลายข้อจำกัดสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศโดยสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดส, ผู้ที่หายจากโควิด-19 แล้ว หรือเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่มีถิ่นที่อยู่ในเดนมาร์กสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องกักตัว

แต่สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงยังคงมีข้อกำหนดที่เข้มงวดแม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้วก็ตาม

Photo by THOMAS KIENZLE / AFP