เจาะสาเหตุศึกชิงเยรูซาเล็ม ปะทะเดือดอิสราเอล-ปาเลสไตน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652482

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 19:13 น.

เจาะสาเหตุศึกชิงเยรูซาเล็ม ปะทะเดือดอิสราเอล-ปาเลสไตน์อธิบายถึงสาเหตุการประท้วงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็ม มันเกิดจากอะไร และรุนแรงขนาดไหน?

ในช่วงเดือนรอมฎอนชาวปาเลสไตน์ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอิสราเอลบนพื้นที่ทางตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็มทุกคืน โดยประเด็นและขนาดของการประท้วงก็แตกต่างกันออกไป ซึ่งครอบคลุมทั้งศาสนา ที่ดิน และการเมือง ประเด็นเหล่านี้ทั้งหมดคือความขัดแย้งหลักระหว่างชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ โดยรอยเตอร์สได้อธิบายความขัดแย้งไว้ดังนี้

การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อใด?

ตั้งแต่ต้นเดือนรอมฎอนในช่วงกลางเดือนเมษายนชาวปาเลสไตน์ได้ปะทะกับตำรวจอิสราเอลทุกคืน โดยชาวปาเลสไตน์กล่าวหาว่าตำรวจอิสราเอลนำแผงกั้นมากีดขวางไม่ให้พวกเขารวมตัวกันบริเวณประตูดามัสกัสเพื่อพักการถือศีลอดในตอนกลางวัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าทำไปเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของผู้คนในการสัญจรในย่านเมืองเก่า

วันหนึ่งกลุ่มชาวยิวชาตินิยมเดินขบวนในนครเมืองเก่าของเยรูซาเล็มพร้อมตะโกนว่า “ชาวอาหรับต้องตาย” ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากไม่พอใจจึงเกิดการปะทะกัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าสลายดวยระเบิด แก๊สน้ำตา รวมถึงฉีดน้ำแรงดันสูง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและผู้ถูกจับกุมจำนวนมาก

หน่วยแพทย์ชาวปาเลสไตน์อพยพผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บท่ามกลางการปะทะกับกองกำลังความมั่นคงของอิสราเอลที่มัสยิดอลอักซอ ของกรุงเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ก่อนการเดินขบวนตามแผนเพื่อระลึกถึงการยึดครองกรุงเยรูซาเล็มของอิสราเอลในสงครามหกวันปี 2510 (ภาพโดย ahmad gharabli / AFP)

ทำไมความรุนแรงถึงปะทุขึ้นอีกครั้ง?

การพิจารณาคดีในศาลฎีกาของอิสราเอลมีกำหนดในวันที่ 10 พฤษภาคมในคดีทางกฎหมายที่ดำเนินมายาวนานเกี่ยวกับว่าครอบครัวชาวปาเลสไตน์หลายครอบครัวจะถูกขับไล่หรือไม่ ขณะที่บ้านของพวกเขาตั้งอยู่ใน ชีค จาร์ราห์ (Sheikh Jarrah) ซึ่งเป็นย่านใกล้ประตูดามัสกัส

เมื่อใกล้การไต่สวนของศาลชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลฝ่ายซ้ายเริ่มจัดการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นโดยกล่าวว่าการขับไล่อาจทำให้เกิดผลกระทบเป็นโดมิโนไปทั่วพื้นที่ใกล้เคียงของชาวปาเลสไตน์

นอกจากนี้ชีค จาร์ราห์ ยังมีสถานที่สำคัญซึ่งเป็นที่เคารพนับถือนับถือของชาวยิวจึงนำไปสู่ความตึงเครียดบ่อยครั้งระหว่างชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ที่นั่นและชาวยิวที่เคร่งศาสนาเมื่อพวกเขาไปเยี่ยมที่นั่น

ชาวปาเลสไตน์ต้องหลบหนีจากแก๊สน้ำตาที่ยิงโดยกองกำลังความมั่นคงของอิสราเอลในเมืองเก่าของเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ก่อนการเดินขบวนตามแผนเพื่อระลึกถึงการยึดครองเยรูซาเล็มของอิสราเอลในสงครามหกวันปี 2510 (ภาพโดย ahmad gharabli / AFP)

ทำไมจึงเป็นประเด็นอ่อนไหว?

เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ประวัติศาสตร์ และศาสนา โดยใจกลางเมืองเก่าของเยรูซาเล็มเป็นเนินเขาที่รู้จักกันในชื่อว่าเนินพระวิหาร (Temple Mount) ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อายุกว่าพันปีของทั้งสามศาสนาคือ ศาสนายูดาห์, ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม

ชาวอิสราเอลมองว่าเยรูซาเล็มทั้งหมดเป็นเมืองหลวงที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์และแบ่งแยกไม่ได้ ในขณะที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการพื้นที่ทางตะวันออกเป็นเมืองหลวงของรัฐในอนาคต ขณะที่การผนวกเยรูซาเล็มตะวันออกของอิสราเอลไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งโต้แย้งกับกองกำลังรักษาความปลอดภัยของอิสราเอลในเมืองเก่าของเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2021 ก่อนการเดินขบวนตามแผนเพื่อระลึกถึงการยึดครองกรุงเยรูซาเล็มของอิสราเอลในสงครามหกวันปี 2510 (ภาพโดย EMMANUEL DUNAND / AFP)

ความสนใจจากนานาชาติ

คดีนี้ซึ่งศาลล่างตัดสินว่าดินแดนดังกล่าวเป็นของชาวยิวในเยรูซาเล็มตะวันออกก่อนสงครามปี 1948 ได้รับความสนใจจากทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลในเยรูซาเล็มตะวันออก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเจค ซัลลิแวนที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐได้พูดคุยกับคู่หูชาวอิสราเอลของเขา “เพื่อแสดงความกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับการที่อาจมีการขับไล่ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านในย่านชีค จาร์ราห์” ทำเนียบขาวกล่าว

“อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติก็ได้แสดงความกังวลอย่างสุดซึ้งต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเยรูซาเล็มตะวันออกที่ถูกยึดครอง รวมทั้งอาจมีการขับไล่ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้าน” สเตฟาน ดูฌาร์ริก โฆษกของสหประชาชาติกล่าวเมื่อวันอาทิตย์

กองกำลังความมั่นคงของอิสราเอลพ่นสเปรย์ใส่ผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์ในเมืองเก่าของเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2021 (ภาพโดย EMMANUEL DUNAND / AFP)

เกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้?

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาการพิจารณาคดีของศาลฎีกาเกี่ยวกับการขับไล่ถูกเลื่อนออกไป และการพิจารณาครั้งใหม่จะถูกกำหนดขึ้นอีกครั้งภายใน 30 วันข้างหน้า

Photo by ahmad gharabli / AFP

สูตรยาแผนโบราณของจีนลดยอดตายจากโควิด-19 ได้ครึ่งหนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652475

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 17:52 น.

สูตรยาแผนโบราณของจีนลดยอดตายจากโควิด-19 ได้ครึ่งหนึ่งผลการศึกษาพบยาต้มแผนจีน ‘ชิงเฟ่ย ไผตู๋’ ลด ‘ยอดดับจากโควิด-19’ ครึ่งหนึ่ง

ปักกิ่ง, 10 พ.ค. (ซินหัว) — วันจันทร์ (10 พ.ค.) หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี ของทางการจีน รายงานผลการศึกษาล่าสุดที่ระบุว่ายาต้ม “ชิงเฟ่ย ไผตู๋” (Qingfei Paidu) ตามตำรับแพทย์แผนจีนโบราณ (TCM) ที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) อย่างแพร่หลาย สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาลลงครึ่งหนึ่ง

การศึกษาดังกล่าวนำโดยคณะนักวิจัยจากโรงพยาบาลฟู่ไว่ สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จีน และโรงพยาบาลวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง ยูเนียน มุ่งตรวจสอบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลมากกว่า 8,900 รายในมณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุดระหว่างการแพร่ระบาด ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคมปี 2020

ผู้ป่วยเกือบร้อยละ 30 รับประทานยาต้มชิงเฟ่ย ไผตู๋ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา โดยรายงานระบุว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้รับประทานยาดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 1.2 ขณะอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยรายอื่นอยู่ที่ร้อยละ 4.8

การศึกษาสรุปว่าการใช้ยาต้มชิงเฟ่ย ไผตู๋ เชื่อมโยงกับอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงร้อยละ 50 ในกลุ่มผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และไม่เพิ่มพูนความเสี่ยงการเกิดภาวะตับหรือไตวายเฉียบพลันแต่อย่างใด

หนังสือพิมพ์ฯ อ้างหลี่จิ้ง หัวหน้าคณะนักวิจัย ซึ่งระบุว่าชิงเฟ่ย ไผตู๋ เป็นยาชนิดเดียวที่แนวปฏิบัติการวินิจฉัยและการรักษาโรคโควิด-19 ระดับชาติแนะนำให้ใช้รักษาผู้ป่วยทุกราย ตั้งแต่ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงจนถึงขั้นวิกฤต

ทั้งนี้ ชิงเฟ่ย ไผตู๋ มีส่วนผสมของรากและสมุนไพรตามตำรับแพทย์แผนจีนหลายสิบชนิด เช่น ต้นหมาหวง รากชะเอมเทศ และบิทเทอร์อัลมอนด์

สำนักงานกำกับดูแลแพทย์แผนจีนแห่งชาติระบุว่าการศึกษาดังกล่าวเป็นงานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับชิงเฟ่ย ไผตู๋ ขนาดใหญ่ที่สุด และผลการศึกษายังมอบหลักฐานชัดเจนที่พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพอันโดดเด่นของยาต้มชนิดนี้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคโควิด-19

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวและภาพข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

ถึงเวลาโต้กลับกระแสไม่เชื่อถือวัคซีนและการด้อยค่าวิทยาศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652464

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 16:18 น.

ถึงเวลาโต้กลับกระแสไม่เชื่อถือวัคซีนและการด้อยค่าวิทยาศาสตร์สรุปบทความของนายแพทย์ Dr. Peter Hotez ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2021

หมายเหตุ – นายแพทย์ ดร. ปีเตอร์ โฮเตซ (Peter Hotez) เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงด้านวัคซีนที่ Baylor College of Medicine และ Texas Children’s Hospital ในเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส เขายังเป็นนักเขียนด้านการแพทย์ หนังสือเล่มล่าสุดของเขาคือ Preventioning the Next Pandemic: Vaccine Diplomacy in a Time of Anti-Science (การป้องกันการระบาดใหญ่ครั้งต่อไป: นโยบายการทูตในห้วงเวลาของการต่อต้านวิทยาศาสตร์)

1. มีการส่งมอบวัคซีนโควิด-19 เกือบหนึ่ง 1,000 ล้านโดสภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน แต่เพราะข้อมูลการต่อต้านวัคซีนและการโจมตีแบบมุ่งเป้าไปที่นักวิทยาศาสตร์กำลังบ่อนทำลายความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีน มันบ่อนทำลายความพยายามในการป้องกันการระบาดอย่างรุนแรง เราทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามเหล่านี้โดยตรง เพราะทางการและคนในวงการสาธารณสุขไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านพวกมันได้เพียงลำพัง

2. องค์การอนามัยโลกยอมรับว่าความกังขาในตัววัคซีนเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ ต่อระบบสาธารณสุขของโลกตั้งแต่ก่อนการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ปีเตอร์ โฮเตซเผยว่าเขาได้ร่วมการประชุมกับผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำเพื่อร่วมกันผลิตชุดข้อมูลที่อิงกับหลักฐานเพื่อให้หน่วยงานสาธารณะประกาศต่อผู้คนที่กังวลกับการฉีดวัคซีน แต่ ดร. ปีเตอร์ โฮเตซบอกว่าเขารู้สึกถึงบรรยากาศที่สิ้่นหวังระหว่างการประชุม และรู้ว่าชุดข้อมูลพวกนี้ไม่เพียงพอ

3. เคยมีตัวอย่างมาแล้วในความพยายามของผู้เชี่ยวชาญในการป้องกันไม่ให้โรคหัดกลับมาในสหรัฐและยุโรปในปี 2019 และเพื่อเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งอื่นๆ ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จเพราะกระแสต้านวัคซีนมีมาก และการฉีดวัคซีนโควิด-19 กำลังจะเจอสถานการณ์เดียวกัน แม้ว่าจะปล่อยข้อมูลจริงออกไป ก็เหมือนหยดน้ำจืดแค่นิดหน่อยลงในน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้อมูลผิดๆ และข่าวปลอม

4. ปัจจุบันกลุ่มต่อต้านวัคซีนมีเว็บไซต์หลายร้อยเว็บไซต์ (ในกรณีของสหรัฐ ในกรณีของไทยคือเพจโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ปล่อยข่าวปลอมและสื่อที่ขาดความรับผิดชอบบางราย) และอาจมีผู้ติดตาม 58 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย (คาดว่าเฉพาะในสหรัฐ) ดร. ปีเตอร์ โฮเตซบอกว่าคนไม่ดีกำลังได้รับชัยชนะ (The bad guys are winning) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหน่วยงานด้านสุขภาพประมาทหรือไม่ยอมแยแสกับพวกต่อต้านวิทยาศาสตร์ และยังไม่มีความพร้อมที่จะตอบโต้ด้วย

5. ปัญหาต่อต้านวัคซีนยังเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศด้วย จากการสอบสวนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐและกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรพบว่าองค์กรข่าวกรองของรัสเซียพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของวัคซีนโควิด-19 ของชาติตะวันตก การทำเช่นนี้ก็เพื่อสั่นคลอนสหรัฐและประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ

6. แต่สหรัฐเองก็เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดและมีการจัดองค์การต่อต้านที่เยี่ยมสุดในโลก จากข้อมูลของศูนย์ต่อต้านความเกลียดชังดิจิทัล (Center for Countering Digital Hate) ซึ่งตั้งอยู่ในลอนดอน กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลไม่ใช่ขบวนการรากหญ้าที่เกิดขึ้นเอง กลุ่มต่อต้านวัคซีนยังเล็งเป้าหมายไปที่ชุมชนคนผิวดำ โดยทำให้คนผิวดำคิดว่าพวกเขาเป็นหนูทดลองวัคซีนและปั่นกระแส “การเหยียดเชื้อชาติทางการแพทย์”

7. การส่งข้อความต่อต้านวัคซีนทั่วโลกเกี่ยวกับวัคซีนอะดีโนไวรัส (adenovirus vaccines เช่นของ AstraZeneca และ Johnson & Johnson ) จะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นและการระบาดจะยืดเยื้อ การอุดตันของเลือดเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ก็เป็นอันตรายถึงชีวิตทำให้สหรัฐหยุดการใช้งานวัคซีน Johnson & Johnson ชั่วคราวและหลายประเทศในยุโรปได้หยุดหรือจำกัดการใช้วัคซีน Oxford – AstraZeneca ด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน

8. อย่างไรก็ตามชาติตะวันตกเหล่านั้นมีตัวเลือกวัคซีนอื่นๆ (หากพวกเขาไม่ใช้วัคซีนอะดีโนไวรัสเพราะกลับผลข้างเคียง พวกเขายังมีเงินซื้อวัคซีนชนิด mRNA เช่น Pfizer) ซึ่งหลายประเทศที่ยากจนทำแบบนั้นไม่ได้ ในเดือนมีนาคมแคเมอรูนและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกหยุดการใช้วัคซีน Oxford – AstraZeneca และสหภาพแอฟริกาหยุดการจัดซื้อจัดจ้าง และหลายคนในแอฟริกากำลังหลงเชื่อข้อความต่อต้านวัคซีน

9. ตอนนี้วัคซีนหลายหมื่นโดสกำลังจะไม่ได้ใช้ ข้อมูลการต่อต้านวัคซีนได้เปลี่ยนคำถามและข้อกังวลที่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่หายากให้กลายเป็นความกังวลเกี่ยวกับการสมคบคิดความกลัวที่เกินจริงและทำให้ผู้คนเชื่อว่าพวกเขากำลังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นหนูทดลอง

10. การส่งข้อมูลตอบโต้ที่ถูกต้องตรงเป้าหมายจากชุมชนด้านสาธารณสุขทั่วโลกมีความสำคัญ เช่นเดียวกับแรงกดดันจากสาธารณชนต่อบริษัทโซเชียลมีเดียที่เป็นแหล่งปล่อยข่าวปลอม แต่เรื่องนี้ยังไม่เพียงพอ จะต้องยกระดับเรื่องนี้เป็นความมั่นคงด้านไซเบอร์ และถึงขั้นยบกระดับเป็นความมั่นคงของโลกโดยมีหน่วยงานของสหประชาชาติรองรับรวมถึงใช้ผู้เชียวชาญจำเพาะเมหือนการ่อต้านการก่อการร้ายและสงครามนิวเคลียร์ เพราะ “การต่อต้านวิทยาศาสตร์กำลังเข้าใกล้ระดับอันตรายที่ใกล้เคียงกัน เป็นที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการเพิ่มภูมิคุ้มกันจำเป็นต้องมีการต่อต้าน (ข่าวปลอม) ไปพร้อมๆกัน”

สรุปจาก COVID vaccines: time to confront anti-vax aggression ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2021

Photo by Asif HASSAN / AFP

เปิดคำทำนาย ชายชื่อ “Elon” จะพามนุษยชาติไปสู่ดาวอังคาร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652450

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 13:49 น.

 เปิดคำทำนาย ชายชื่อ "Elon" จะพามนุษยชาติไปสู่ดาวอังคาร?หนังสือปี 1953 โดย Wernher Von Braun หนึ่งในผู้บุกเบิกการสำรวจอวกาศรุ่นแรกๆ ทำนายว่าคนที่ชื่อ Elon จะพาพวกเราไปยังดาวอังคาร

แวร์นแฮร์ ฟ็อน เบราน์ (Wernher Von Braun) เป็นวิศวกรและสถาปนิกอวกาศชาวเยอรมัน เขาเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการพัฒนาเทคโนโลยีจรวดในเยอรมนี และต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟ็อน เบราน์ และนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเยอรมันราว 1,600 คนถูกพาตัวไปยังสหรัฐอย่างลับๆ เพื่อช่วยสหรัฐพัฒนาขีปนาวุธและต่อมาพัฒนาจรวดสำรวจอวกาศ จนได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งจรวดและวิทยาศาสตร์อวกาศ” ของสหรัฐ

ในปี 1953 ฟ็อน เบราน์ตีพิมพ์หนังสือที่ ‘Mars Project: A Technical Tale’ (โครงการดาวอังคาร: นิทานในเชิงเทคนิค) วึ่งเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ภาษาเยอรมัน เนื้อหาข้างในอ้างอิงถึงบุคคลที่ชื่อ Elon ซึ่งจะนำมนุษย์ไปยังดาวอังคารเรื่องนี้ถูกนำมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2020 โดยแอคเคานท์ทวิตเตอร์ที่ชื่อ Toby Li (@tobyliiiiiiiiii) โดยนำหน้าเนื่อหาที่เอ่ยถึง Elon มาเป็นพยาน และเอลอน มัสก์ ยังรีทวีตด้วยพร้อมกับเขียนว่า “โชคชะตา โชคชะตา ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือชะตาของผม”

เรื่องนี้ประจวบเหมาะกับที่เอลอน มัสก์แห่งบริษัท SpaceX และ Tesla มีโครงการพามนุษย์ไปสำรวจดาวอังคารพอดี ทวีนี้จึงได้รับความสนใจขึ้นมา แต่ที่แปลกประหลากก็คือทวีของมัสก์เขียนไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว แต่มันเพิ่งจะถูกขุดขึ้นมาเมื่อไม่กี่วันนี้เองโดยสื่อในสหรัฐ

มัสก์ยังถามว่า “นี่มันเรื่องจริงหรือเปล่า?” เพราะดูเหมือนจะบังเอิญเกินไป ซึ่งมีคนมาตอบให้ว่าเป็นเรื่องจริง นั่นคือ Pranay Pathole (@PPathole) เขาทวีตพร้อมกับโพสต์หน้าแปลหนังสือเล่มดังกล่าวในภาษาอังกฤษว่า “ใช่มันเป็นเรื่องจริง นี่คือเนื้อหาภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มเดียวกัน … แต่ “Elon” ที่อ้างโดย ฟ็อน เบราน์ในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ชื่อของบุคคล แต่เป็นชื่อของตำแหน่งเหมือนตำแหน่งประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้ง”

ถึงแม้ว่าจะเป็นชื่อตำแหน่ง แต่มันก็ยังเป็นเรื่องบังเอิญอีกต่อหนึ่ง เพราะเมื่อปลายเดือนเมษายน เอลอน มัสก์ก็เพิ่งจะประกาศตัวเองว่าเขาคือ “จักรพรรดิแห่งดาวอังคาร” (Imperator of Mars) ทั้งนี้ หนังสือฟ็อน เบราน์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มี 2 เล่ม คือ ‘Mars Project: A Technical Tale’ ที่เป็นนิกายวิทยาศาสตร์ และ ‘Mars Project’ ที่เป็นงานเชิงวิทยาศาสตร์ไม่ใช่นิยาย เป้นการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่จะเดินทางไปดาวองัคาร

นวนิยายเรื่อง ‘Mars Project: A Technical Tale’ จินตนาการว่าในช่วงทศวรรษที่ 1980 มนุษย์จะสามารถเดินทางไปยังดาวอังคารได้และการเผชิญหน้ากับชาวอังคารผู้ใจดีและเล่าถึงวัฒนธรรมของชาวดาวอังคารซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเมืองที่มีผู้นำในตำแหน่ง Elon แต่หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ 57 ปีหลังจากที่ฟ็อน เบราน์เสียชีวิตไปแล้ว ส่วน The Mars Project เป็นดัชนีท้ายเรื่องของนิยายเรื่องนี้เป็นงานวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในในการเดินทางไปยังดาวอังคารในเชิงวิทยาศาสตร์ เล่มนี้ตีพิมพ์ตอนที่ฟ็อน เบราน์ ยังมีชีวิตอยู่ในปี 1953

Photo by Brendan Smialowski / AFP

ราดำอาละวาด อินเดียพบการติดเชื้อราอันตรายในผู้ที่หายจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652434

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 12:12 น.

ราดำอาละวาด อินเดียพบการติดเชื้อราอันตรายในผู้ที่หายจากโควิดภาวะการติดเชื้อรา Mucormycosis ในอินเดียถูกพบมากขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19

บีบีซีรายงานว่าอินเดียกำลังเผชิญกับโรครุนแรงอีกชนิดท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศซึ่งกำลังเข้าขั้นวิกฤต โดยแพทย์ระบุว่าพบภาวะติดเชื้อรา Mucormycosis หรือเชื้อราดำ ในกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่กำลังฟื้นตัวและฟื้นตัวแล้ว

Mucormycosis เป็นการติดเชื้อที่หายากมากซึ่งเกิดจากการสัมผัสกับเชื้อราที่พบได้ทั่วไปในดิน พืช ปุ๋ยคอก และผักผลไม้เน่าเปื่อยที่มีอยู่ทั่วไป โดยส่วนใหญ่พบในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำและมักพบร่วมกับโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นภาวะการติดเชื้อราที่ลุกลามรวดเร็วและมีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 50 ถึง 100

ภาวะการติดเชื้อราดังกล่าวมีผลต่อรูจมูก สมอง และปอด และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อรามักมีอาการคัดจมูกและมีเลือดออก มีอาการตาบวม ปวดตา มองเห็นภาพเบลอและสูญเสียการมองเห็นในที่สุด ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องผ่าตัดเอาดวงตาออกเพื่อหยุดการติดเชื้อไม่ให้ลุกลามไปถึงสมอง

ทั้งนี้ แพทย์เชื่อว่าอาจเกิดจากการใช้สเตียรอยด์ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรงและป่วยหนัก

โดยสเตียรอยด์ซึ่งช่วยลดการอักเสบในปอดสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 และเพื่อต่อสู้กับไวรัสโคโรนา ขณะเดียวกันมันลดภูมิคุ้มกันและส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดทั้งในผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่เป็นเบาหวาน ซึ่งแพทย์คาดว่าภูมิคุ้มกันที่ลดลงนี้อาจทำให้เกิดภาวะการติดเชื้อรา Mucormycosis เหล่านี้ได้

เนื่องจากจำนวนผู้มีภาวะติดเชื้อราดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยดร. Akshay Nair ซึ่งทำงานในโรงพยาบาล 3 แห่งในมุมไบกล่าวว่าเขาพบผู้ป่วยถึง 40 รายที่ติดเชื้อราในเดือนเมษายน และผู้ป่วยหลายคนมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ขณะที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 เขาพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อราไม่ถึง 10 รายเท่านั้น

ขณะที่โรงพยาบาลไซออนในมุมไบรายงานว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อรา 24 รายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 6 รายต่อปีตามรายงานของดร. Renuka Bradoo หัวหน้าแผนกหูคอจมูกของโรงพยาบาล โดยผู้ป่วย 11 คนต้องสูญเสียดวงตาและ 6 คนเสียชีวิต ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานวัยกลางคนที่ติดเชื้อรา 2 สัปดาห์หลังจากหายจากโรคโควิด -19

Photo by Narinder NANU / AFP

Dogecoin ถูกจ่ายเป็นทุนส่งดาวเทียมไปดวงจันทร์ของ SpaceX #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652428

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 11:08 น.

 Dogecoin ถูกจ่ายเป็นทุนส่งดาวเทียมไปดวงจันทร์ของ SpaceXหลังจากสะดุดเพราะปากของเอลอน มัสก์เป็นเหตุ Dogecoin ได้มาถึงระดับใหม่หลังจากที่มันถูกใช้เพื่อจ่ายเงินสำหรับการปล่อยดาวเทียมดวงจันทร์ในปีหน้า

SpaceX บริษัทจรวดเชิงพาณิชย์ของเอลอน มัสก์ (Elon Musk) จะเริ่มต้นการเดินทางบนดวงจันทร์ในปี 2022 โดยจะนำเอา cubesat ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดเล็กขึ้นไปด้วยเพื่อใช้สำหรับการวิจัยอวกาศ มันเป็นผลผลิตของบริษัท Geometric Energy Corp. ซึ่งได้รับค่าตอบแทนที่จ่ายในรูปของ Dogecoin

สิ่งที่เรียกว่า DOGE-1 Mission to the Moon จะเป็นอุปกรณ์เดินทางไปดวงจันทร์เชิงพาณิชย์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จ่ายด้วย Dogecoin ทั้งหมดตามคำแถลงของบริษัท Geometric Energy มันมีรูปทรงลูกบาศก์ขนาด 40 กิโลกรัม จะติดตั้งบนจรวด SpaceX Falcon 9 แต่ทางบริษัทไม่ได้ระบุจำนวน Dogecoin ที่ได้จากการทำธุรกรรมกับ SpaceX ในครั้งนี้

เว็บไซต์ของ Geometric Energy อธิบายว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทเอกชนของแคนาดาที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อคิดค้นเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและได้ขยายไปสู่การลงทุนด้านต่างๆ เช่นอวกาศ

“ DOGE ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่รวดเร็วเชื่อถือได้และมีความปลอดภัยในการเข้ารหัสซึ่งดำเนินการขณะที่ธนาคารแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้และมีความซับซ้อนเพียงพอที่จะสนับสนุนภารกิจไปสู่ดวงจันทร์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างสมบูรณ์” Geometric Energy กล่าวในแถลงการณ์ “มันได้รับเลือกให้เป็นหน่วยของบัญชีสำหรับธุรกิจบนดวงจันทร์ทั้งหมดระหว่าง SpaceX และ Geometric Energy Corporation และเป็นแบบอย่างสำหรับภารกิจในอนาคตไปสู่ดวงจันทร์และดาวอังคาร”

ด้าน ทอม โอชิเนโร (Tom Ochinero) รองประธานฝ่ายขายเชิงพาณิชย์ของ SpaceX อ้างถึงในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดย Geometric Energy ว่า “ภารกิจนี้จะแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้สกุลเงินดิจิทัลนอกวงโคจรของโลกและวางรากฐานสำหรับการค้าระหว่างดาวเคราะห์”

ที่ผ่านมา เอลอน มัสก์มักพูดถึง Dogecoin ในเชิงส่งเสริมโดยใช้คำว่า to the Moon ซึ่งแปลตรงๆ ว่าไปถึงดวงจันทร์แต่มีความหมายว่าราคาของเงินดิจิทัลนี้จะพุ่งทะยานทะลุฟ้า แต่มัสก์ยังเคยทวีตในเดือนเมษายนว่า SpaceX กำลังจะวาง “Dogecoin ที่แท้จริงบนดวงจันทร์” ซึ่งเป็นการแย้มว่า Dogecoin อาจเกี่ยวข้องกับโครงการเดินทางไปดวงจันทร์ของบริษัทของเขา

และล่าสุดมัสก์ทวีตเมื่อวันที่ 10 เมษายนว่า “SpaceX เปิดตัวดาวเทียม Doge-1 ไปยังดวงจันทร์ในปีหน้า – ภารกิจจ่ายโดย Doge คริปโตแรกในอวกาศ มีมแรกในอวกาศ”

SpaceX launching satellite Doge-1 to the moon next year– Mission paid for in Doge– 1st crypto in space– 1st meme in spaceTo the mooooonnn!!https://t.co/xXfjGZVeUW— Elon Musk (@elonmusk) May 9, 2021

ทหารเมียนมาจับกวีต้านรัฐประหาร ส่งคืนมาเป็นศพไร้อวัยวะภายใน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652425

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 10:52 น.

ทหารเมียนมาจับกวีต้านรัฐประหาร ส่งคืนมาเป็นศพไร้อวัยวะภายในกวีต้านรัฐประหารชาวเมียนมาถูกพบเป็นศพไร้อวัยวะภายในหลังกองทัพเมียนมาจับตัวไปสอบสวน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เขต ตี (Khet Thi) กวีชาวเมียนมาวัย 45 ปีซึ่งเคยมีผลงานที่แสดงจุดยืนต่อต้านรัฐประหารได้เสียชีวิตลงหลังถูกเจ้าหน้าที่ทหารเมียนมาจับกุมตัวไปก่อนที่ศพของเขาจะถูกส่งกลับมาในวันรุ่งขึ้นโดยอวัยวะภายในถูกผ่าออกไป

ภรรยาของเขาให้สัมภาษณ์ต่อบีบีซีว่าเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ตนและสามีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนำตัวไปสอบปากคำในเมืองชเวโบ เขคสะกาย แต่สามีของตนไม่ได้ถูกปล่อยตัวกลับมาด้วย

วันรุ่งขึ้นเธอได้รับแจ้งให้ไปหาสามีที่เมืองโมนยวาซึ่งห่างออกไปราว 100 กม. เมื่อไปถึงก็พบว่าสามีอยู่ในห้องเก็บศพ และอวัยวะภายในถูกผ่าออกไป

เธอระบุว่าเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแจ้งว่าสามีของเธอมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ แต่เธอไม่ปักใจเชื่อเนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่ยอมให้อ่านผลการชันสูตร อย่างไรก็ตามเธอไม่ได้บอกว่ารู้ได้อย่างไรว่าอวัยวะภายในของสามีถูกผ่าออกไป

ด้านโฆษกรัฐบาลทหารเมียนมาไม่แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ สมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองระบุว่ามีประชาชนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 780 รายสืบเนื่องจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

Photo by STR / AFP

“บุระคุมิน” ชนชั้นที่ถูกเหยียดในสังคมญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652349

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 19:03 น.

 "บุระคุมิน" ชนชั้นที่ถูกเหยียดในสังคมญี่ปุ่นการเหยียดเชื้อชาติและชนชั้นในญี่ปุ่นมีรูปแบบที่ไม่เหมือนประเทศอื่นๆ แต่โดยเนื้อหามันก็ยังเป็นการแสดงอคติต่อชนชั้นและเชื้อชาติเหมือนที่อื่นๆ อยู่ดี

น้อยคนจะทราบว่า ญี่ปุ่นมีปัญหาเหยียดเชื้อชาติในประเทศเหมือนกัน มีการแบ่งชนชั้นที่เป็นซากเดนจากยุคศักดินา ชนชั้นที่ถูกเหยียดหยามเรียกว่า “บุระคุมิน” หรือ “เอะตะ/ฮินิง” เดิมเป็นกลุ่มคนทำอาชีพที่สังคมรังเกียจ เช่น สัปเหร่อ คนเชือดสัตว์ พ่อค้าเนื้อ (สังคมโบราณของญี่ปุ่นรังเกียจการกินเนื้อสัตว์ใหญ่) เป็นต้น คนอาชีพนี้มักอยู่รวมกันเป็นชุมชนเดียวกัน ซึ่งทำให้ง่ายที่จะถูกกีดกันและโจมตีด้วย

คำว่า “บุระคุมิน” (Burakumin) แปลว่าคน (มิน) หมู่บ้าน (บุระคุ) หมู่บ้านนี้หมายถึงชุมชนของคนที่ทำงานสกปรกและถือว่ามีมลทินต่อสังคมโดยรวม สอดคล้องกับคำว่า “ฮินิง” ที่แปลว่า “คนไม่ดี”

สังคมญี่ปุ่นศักดินากดขี่บุระคุมินอย่างมาก ถึงขนาดบอกว่า พวกนี้มีความเป็นคนแค่ 1 ใน 7 และยังห้ามเปลี่ยนชนชั้น ต่างจากคนกลุ่มอื่นที่สามารถเปลี่ยนได้หากมีเหตุปัจจัย เช่น ชาวนากลายเป็นพ่อค้า ต่อมาในสมัยปฏิรูปและหลังสงคราม มีการยกระดับบุระคุมินให้มีสิทธิในฐานะประชาชนทั่วไป หลังจากการปฏิรุปการปกครองสมัยเมจิล้ว “ฮินิง” ไม่มีอีกต่อไป มีแต่ “เฮมิน” หรือสามัญชนคนเท่ากันหมด

แต่ในทางปฏิบัติการกีดกันยังคงมีอยู่ เพราะระบบทะเบียนบ้านของญี่ปุ่นระบุถิ่นฐานบรรพชนทำให้ง่ายต่อการชี้ตัวว่าใครเป็นใครมาจากกลุ่มบุระคุมิน ปัจจุบันนี้บริษัทหลายแห่งก็ยังไม่อยากจะรับบุระคุมินเข้าทำงาน ส่วนบริษัทใหญ่ๆ เลิกกีดกันแล้ว นอกจากนี้ ยังยากที่บุระคุมินจะแต่งงานนอกกลุ่มของตน

วิธีการเหยียดที่นิยมใช้กันตามบริษัทคือ แอบตรวจวงศ์สกุลว่ามาจากคนกลุ่มนี้หรือไม่ บางครอบครัวยังสอบประวัติเบื้องหลังว่าที่ลูกเขยลูสะใภ้เหมือนกัน บางรายต้องเปลี่ยนนามสกุล เพราะมันฟ้องว่ามาจาก “คนที่สังคมไม่พึงปรารถนา”

มีกรณีอื้อฉาวหลายครั้งเกี่ยวกับบริษัทใหญ่ที่กีดกันบุระคุมิน เช่น ในปี 1975 มีการเปิดเผยโดยกลุ่มสิทธิชาวบุระคุมินว่าบริษัทหลายแห่งเก็บรายชื่อและที่อยู่ชุมชนของชาวบุระคุมินเอาไว้ ทำเป็นหนังสือที่ชื่อ “รายชื่อพื้นที่บุระคุแบบครอบคลุม” มีบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นมากกว่า 200 แห่งรวมถึง โตโยต้า, นิสสัน, ฮอนด้า และไดฮัทสุ พร้อมด้วยบุคคลหลายพันคนที่ซื้อสำเนาหนังสือเล่มนี้

ข้อมูลจาก Japan Focus ระบุว่า กรณีของการเลือกปฏิบัติส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น (คันไซ) โดยเฉพาะในภูมิภาคโอซาก้า, เกียวโต, เฮียวโงะ และฮิโรชิม่าโดยเฉพาะคนรุ่นเก่าแถบนั้นมักมองว่าชาวบุระคุมินเป็นพวกว่างงานและทำงานผิดกฎหมาย

ด้วยเหตุที่ถูกกีดกันทางเศรษฐกิจ ทำให้บุระคุมินไม่มีทางเลือกอื่น หากไม่ทำงานที่คนรังเกียจ ก็ต้องเป็นพวกนอกกฎหมายไปเลย หลายคนจึงเลือกที่จะเป็นยากูซ่า เก็บค่าคุ้มครอง ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด ทำธุรกิจมืด มีการศึกษาว่า สมาชิกถึง 70% ของแก๊งยะมะงุจิกุมิ ยากูซ่ากลุ่มใหญ่ที่สุด คือพวกบุระคุมิน ในขณะที่มิตซึฮิโร สุงะนุมะ อดีตสมาชิกหน่วยข่าวกรองความมั่นคงสาธารณะให้การว่า ชาวบุระคุมินมีสัดส่วนประมาณ 60% ของสมาชิกยากูซ่าทั้งหมด

หากไม่เป็นชาวแก๊งก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มการเมืองเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีการชุมนุมเป็นระยะๆ และพวกเขายังเคลื่อนไหวในวงการเมืองด้วย แต่ถึงจะเข้าไปเล่นการเมืองแล้วยังวายถูกกีดกัน เช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับ โนะนากะ ฮิโรมุ นักการเมืองของพรรครัฐบาลที่เกอบจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว

โนะนากะ ฮิโรมุ เกิดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 1925  (พ.ศ. 2468) ในเมืองโซโนเบะจังหวัดเกียวโต (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนันทัง) ในครอบครัวบุระคุมิน หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมต้นโซโนเบะประจำจังหวัดเกียวโตในปี 1943 (หรือระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2) โนนากะทำงานให้กับการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น (JNR) ในโอซาก้า

แต่ที่ JNR นี่เอง โนะนากะต้องเผชิญกับพบการเลือกปฏิบัติเพราะความเป็นในฐานะสมาชิกของกลุ่มบุระคุมินและต่อมากล่าวว่าการเลือกปฏิบัตินี้เป็นปัจจัยในที่ทำให้เขาตัดสินใจออกจาก JNR และเข้าสู่การเมือง

โนะนากะเจริญก้าวหน้าในวงการเมืองอย่างมากจนกระทั่งเป็นแกนนำสำคัญของพรรครัฐบาลคือพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ชะตาชีวิตของเรารุ่งเรืองมาในช่วงทศวรรษที่ 90 โดยในปี 1998 โนะนากะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใต้นายกรัฐมนตรีโอบุชิ ซึ่งเขามีอำนาจอย่างล้นเหลือ และถูกมองว่าผู้นำเงาของรัฐบาลจัดจนกระทั่งนิตยสาร TIME ฉบับเดือนธันวาคมปี 1998 เรียกเขาว่าเป็น “ชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของญี่ปุ่น”

ในปี 2001 โนะนากะถูกจับตาว่าเป็นคู่แข่งชิงตำแหน่งประธานพรรค LDP และตำแนห่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแทนที่นายกรับมนตรีโมริ โยชิโร  โนะนากะไม่เต็มใจที่จะรับตำแหน่งเพราะมันจะทำให้คนสนใจภูมิหลังของเขาในฐานะบุราคุมินถูกขุดขึ้นมา แล้วสิ่งที่เขากังวลก็เกิดขึ้มาจริงๆ 

นระหว่างการประชุมของผู้นำพรรคซึ่งโนะนากะไม่ได้เข้าร่วม มีรายงานว่า อาโซ ทาโร หนึ่งในแกนนำพรรค (และนายกรัฐมนตรีในอนาคต) ได้โพล่งขึ้นมาว่า  “เราจะไม่ปล่อยให้ใครบางคนจากบุระคุมาเป็นนายกรัฐมนตรีใช่ไหม?”

ในภายหลังโนะนากะจึงประาสถอนตัวไป แต่เขาลั่นวาจาว่า”ไม่มีวันให้อภัย” อาโซ ซึ่งอาโซปฏิเสธว่าไม่ได้พูดเรื่องนี้

ตามกฎหมายจะไม่มีการใช้คำว่า “บุระคุมิน” เพราะถือเป็นการเหยียดเชื้อชาติ แต่จะใช้คำว่า “โดวะยูวะ” หรือการสมานฉันท์แห่งภราดรภาพ และเรียกปัญหาการเหยียดนี้ว่า “บุระคุมงได”  ที่แปลว่า “ปัญหาของคนบุระคุ” ซึ่งกรณีนี้คล้ายกับอินเดีย ที่เปลี่ยนไปเรียกวรรณะจัณฑาลว่า “ดาลิต”

อย่างไรก็ตาม แม้จะเปลี่ยนคำเรียกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ แต่การกดขี่ก็ยังมีอยู่เช่นเดิม

โดย กรกิจ ดิษฐาน

บทความนี้อัปเดตและเพิ่มเติมจากบทความที่เขียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2015 ในเฟซบุ๊ค Kornkit Disthan

อเมริกา-ออสเตรเลียชิงจดเครื่องหมายการค้าพันธุ์ข้าวดีที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652379

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 16:24 น.

อเมริกา-ออสเตรเลียชิงจดเครื่องหมายการค้าพันธุ์ข้าวดีที่สุดในโลกเวียดนามถึงกับเต้นข้าวสายพันธุ์ที่ตัวเองพัฒนาขึ้นมาถูกบริษัทต่างชาติในสหรัฐ-ออสเตรเลียชิงจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

สำนักข่าว Saigoneer ในเวียดนามรายงานว่าบริษัท ในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียกำลังพยายามจดสิทธิบัตรพันธุ์ข้าว ST25 และ ST24 ที่มีชื่อเสียงซึ่งพัฒนาขึ้นในเวียดนาม โดยเฉพาะพันธุ์ข้าว ST25 ที่ได้รับการตัดสินว่าเป็นข้าวดีที่สุดในโลกในการประกวดพันธุ์ข้าวปี 2019

ST25 และ ST24 เป็นข้าว 2 สายพันธุ์ที่พัฒนามานานกว่าสองทศวรรษโดย “โห่ กวาง กัว” (Ho Quang Cua) นักวิทยาศาสตร์ชาวนาชาวเวียดนามและทีมงานของเขาในจังหวัดซ้อกจัง โดย ST25 ชนะการประกวดข้าวที่ดีที่สุดของโลกในปี 2019 และ ST24 ได้รับรางวัลอันดับสองในปี 2017

หากมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้รับเครื่องหมายการค้าในชื่อพันธุ์นั้นจะหมายถึงบริษัทอื่นๆ รวมถึงบริษัทในเวียดนามจะไม่สามารถขายพันธุ์ข้าวเหล่านั้นในตลาดนั้นได้โดยใช้ชื่อเดียวกัน

แต่ Saigoneer รายงานว่าบริษัทอเมริกัน 5 แห่งส่งคำขอดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ST25 และอีก 1 บริษัทคือ I&T Enterprise Inc. ได้รับการอนุมัติเบื้องต้นให้ใช้ “ST25” และ “World’s Best Rice” ในขณะเดียวกันบริษัท T&L Global Foods Supply PTY LTD ของออสเตรเลียเพิ่งยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับข้าว ST24 และ ST25 ในออสเตรเลีย

หน่วยงานของทางการเวียดนามและทนายความของเวียดนามหลายแห่งทั้งในสหรัฐและออสเตรเลียกำลังดำเนินการเพื่อให้มีการพยายายามไม่อนุาตให้บริษัทเหล่านี้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งมีโอกาสที่จะทำสำเร็จเพราะที่ผ่านมาอินเดียเคยชนะคดีในสหรัฐที่มีบริษัทจำนวนหนึ่งพยายามจดสิทธิบัตรข้าวบาสมาติรวมถึงสรรพคุณทางยาของขมิ้น

ด้านสำนักข่าว VN Express รายงานว่า ผู้พัฒนาพันธุ์ข้าว ST25 สัญชาติเวียดนามได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบรนด์ใหม่ในสหรัฐโดยใช้ชื่อ “Gao Ong Cua” (Mr. Cua’s Rice) ในสหรัฐอเมริกา ชื่อแบรนด์ใหม่หมายถึงข้าวที่พัฒนาโดย “โห่ กวาง กัว” Ho Quang Cua นักวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาข้าวสายพันธุ์ ST25

บริษัทที่จดทะเยีนนชื่อดังกล่าวคือ Ho Quang Tri Ltd. ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดซ้อกจังทางตอนใต้ของเวียดนามซึ่งปลูกข้าวพันธุ์ ST25 บริษัทนี้ดำเนินการโดยลูกชายของโห่ กวาง กัว โดยโลโก้สำหรับเครื่องหมายการค้าใหม่มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มของโห่ กวาง กัวที่มีนาข้าวอยู่ข้างใต้และชื่อแบรนด์ทางด้านซ้าย

บริษัทกฎหมายที่เป็นตัวแทนของโห่ กวาง กัวและบริษัทของลูกชายเขาที่ดำเนินการเรื่องเครื่องหมายการค้าบอกกับ VnExpress ว่าการจดทะเบียนใหม่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของบริษัท และกล่าวว่าแม้ว่าจะจดทะเบียนเป็นแบรนด์ใหม่ แต่ บริษัทก็ยังคัดค้านการที่ต่างชาติพยายามจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของข้าว ST25 ในสหรัฐ และพวกเข้าหวังว่าจะยังมีโอกาสที่จะเรียกคืนแบรนด์ ST25 กลับมาได้

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โห่ กวาง กัวได้เสนอที่จะมอบลิขสิทธิ์ข้าว ST25 แก่รัฐบาลเวียดนาม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังขออนุญาตจากรัฐบาลในเรื่องนี้เนื่องจากคำขอดังกล่าวไม่เคยมีมาก่อน แตปรากฎว่ามีเรื่องต่างชาติพยายามชิงจดทะเบียนแทรกเข้ามาในเวลานี้

AFP PHOTO / NOEL CELIS

Dogecoin ร่วงหลัง Elon Musk โพล่งว่ามันเป็นการปั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652367

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 14:10 น.

 Dogecoin ร่วงหลัง Elon Musk โพล่งว่ามันเป็นการปั่นผิดความคาดหมาย ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า Dogecoin อาจจะพุ่งเมื่อ Elon Musk ไปออกรายการ SNL แต่เขากลับพูดไปคนละทางทำให้มันร่วงหนัก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ามูลค่าของ Dogecoin ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงต้นชั่วโมงของสหรัฐในวันอาทิตย์หลังจากที่เอลอน มัสก์ (Elon Musk) แห่งบริษัทเทสลา (Tesla) และผู้สนับสนุนสกุลเงินดิจิทัล Dogecoin ตัวยงเรียกมันว่า ‘การปั่น’ (a hustle) ในช่วงที่เขาเป็นแขกรับเชิญในรายการคอมเมดี้ “Saturday Night Live หรือ SNL

Dogecoin มีราคาต่ำลงถึง 0.47 ดอลลาร์จากข้อมูลของบริษัท Binance ลดลง 28% จากระดับประมาณ 0.65 ดอลลาร์ก่อนการแสดงของเอลลิน มัสก์

ผู้บริหารระดับสูงของ Tesla Inc มหาเศรษฐีเป็นเจ้าภาพในการแสดง SNL เวลา 23.30 น. ตามเวลาชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐในวันเสาร์เวลท้องถิ่น (11.30 น.ในวันอาทิตย์ตามเวลาไทย)

ผู้ที่ชื่นชอบคริปโตเคอร์เรนซี่มีความกระตือรือร้นที่จะรอคอยฟังสิ่งที่มัสก์จะพูดเป็นเวลาหลายวันหลังจากทวีตของเขาในปีนี้ได้เปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล Dogecoin ที่ดูเหมือนเป็นแค่มีมตลกๆ ให้กลายเป็นความฝันของนักเก็งกำไรที่ร้อนแรงอย่างมาก

แต่แล้วในระหว่างถ่ายทำรายการ เมื่อเขาถูกถามว่า ‘Dogecoin คืออะไร?’ มัสก์ตอบว่า “มันคืออนาคตของสกุลเงินมันเป็นเครื่องมือทางการเงินที่จะไม่หยุดยั้งที่จะเข้ายึดครองโลก”

เมื่อไมเคิล เช นักแสดงในรายการโต้กลับว่า “อย่างงั้นมันก็คือการปั่นล่ะสิ” มัสก์ตอบว่า “ใช่ มันคือการปั่น” แล้วเขาก็หัวเราะ หลังจากนั้น Dogecoin ก็ดิ่งลงรับคำพูดนี้

อย่างไรก็ตาม สมาชิกโซเชียลเน็ตเวิร์กตั้งข้อสงสัยว่า a hustle ที่มัสก์เอ่ยถึงน่าจะหมายถึงอะไร ซึ่งบางคนให้ความหมายว่ามันอาจเป็นการการหลอกลวง (scam) บางคนบอกว่าว่ามันหมายความว่าการปั่นเพื่อระดมเงินแล้วหนีไป (rug pull) ซึ่งเป็นคำศัพท์ในวงการคริปโตหมายถึงผู้พัฒนาเงินคริปโตลวงเอาเงินนักลงทุนมาแล้วเผ่นหนีไป

ไม่ว่าจะความหมายใดก็ตาม a hustle เป็นความหมายในเชิงลบ และทำให้วงการคริปโต Dogecoin อลหม่านกันอย่างมากกับคำพูดของมัสก์

มัสก์เป็นเจ้าพ่อธุรกิจหายากที่ได้รับการร้องขอให้เป็นเจ้าภาพในรายการทีวีตลกยอดนิยม SNL ช่วงเวลาดังกล่าวทำให้มัสก์กลับมาเป็นที่สนใจเช่นเดียวกับที่หุ้นของ Tesla กำลังสูญเสียความน่าสนใจลงไปหลังจากพุ่งขึ้นสูงเมื่อปีที่แล้ว

ที่ผ่านมามัสก์โพสต์ความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลบน Twitter และวิพากษ์วิจารณ์เงินสดว่ามีอัตราดอกเบี้ยจริงติดลบ “มี แต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่มองไปที่อื่น” เขากล่าวในเดือนกุมภาพันธ์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมามัสก์ทวีตว่า “คริปโตเคอร์เรนซี่มีแนวโน้มดี แต่โปรดลงทุนด้วยความระมัดระวัง!” พร้อมแนบคลิปวิดีโอที่เขากล่าวว่า “ในตอนนี้ควรถือเป็นการเก็งกำไร ดังนั้นคุณก็รู้ว่าอย่าไปเก็งกำไรคริปโตมากเกินไป … “

แต่เขายังกล่าวในวิดีโอว่าสกุลเงินดิจิทัลมี “โอกาสที่ดี” ที่จะกลายเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “สกุลเงินในอนาคตของโลก”

ในเครื่องมือติดตามข้อมูลคริปโต CoinGecko.com พบว่ามูลค่า Dogecoin เพิ่มขึ้นมากกว่า 800% ในเดือนที่แล้วและตอนนี้เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสี่โดยมีมูลค่าตลาด 73,000 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดในวันพฤหัสบดีเหนือ 0.73 ดอลลาร์

มันได้แซงหน้าคริปโตที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเช่น litecoin และ tether

Tesla กล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ว่า บริษัทได้ซื้อ Bitcoin มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์และในไม่ช้าจะยอมรับเป็นรูปแบบการชำระเงินสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นการก้าวไปสู่การยอมรับในกระแสหลักที่ส่งให้ Bitcoin พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 62,000 ดอลลาร์