ความสำเร็จของเมืองเล็กๆ ในบราซิลที่พร้อมใจฉีด Sinovac จนพ้นวิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652355

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 12:17 น.

ความสำเร็จของเมืองเล็กๆ ในบราซิลที่พร้อมใจฉีด Sinovac จนพ้นวิกฤตบราซิลเป็นหนึ่งในประเทศที่เจอกับวิกฤตโควิด-19 ที่รุนแรงที่สุดในโลก แต่เมืองเล็กๆ ที่ Serrana รอดพ้นหายนะมาได้ด้วยการฉีดวัคซีนที่รวดเร็ว – และมันคือวัคซีนจากจีน

The Wall Street Journal และ Science News รายงานความสำเร็จของเมืองเล็กๆ ในบราซิลที่ชื่อ “แซร์รานา” (Serrana) ที่สวนทางกับหายนะที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของบราซิลที่ถุกโควิด-19 จมตีอย่างหนัก

เมืองแห่งนี้เข้าร่วมการทดลองการฉีดวัคซีนจำนวนมากในหมู่ประชาชน เรียกว่าโครงการ Projeto S ซึ่งจะวัดประสิทธิภาพเมื่อใช้จริงของวัคซีน CoronaVac ที่ผลิตในจีนจากบริษัท Sinovac รวมถึงการตรวจสอบดูว่าวัคซีนจะสามารถป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ต่างๆ ได้ดีเพียงใด เช่น หนึ่งในการกลายพันธุ์ที่ ชื่อ P.1 ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในอะเมซอนของบราซิลและตอนนี้แพร่หลายไปทั่วบราซิล และมันยังติดได้ง่ายขึ้นและสามารถหลบเลี่ยงแอนติบอดีได้

แซร์รานามีองค์ประกอบสมบูรณ์แบบสำหรับการทดลอง Projeto S เพราะเมืองมีขนาดค่อนข้างเล็กมีผู้อยู่อาศัย 45,600 คนและมีผู้ใหญ่ประมาณ 30,000 คน ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์วิจัยด้านสาธารณสุขที่สำคัญวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเซาเปาโลวิทยาเขตริเบเรา เปรโต และไวรัสได้แพร่กระจายอย่างชัดเจนในชุมชน โดยการศึกษาในเดือนกรกฎาคมปี 2020 แสดงให้เห็นว่า 5% ของประชากรติดเชื้อไวรัส หรือคิดเป็น 1 คนใน 20 คนซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก

Science News รายงานว่า อย่างไรก็ตามชาวเมืองต่างก็กระตือรือร้นที่จะได้รับการฉีดวัคซีน เมื่อโครงการเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ทีมงานของ Instituto Butantan ซึ่งเป็นสถานที่วิจัยและผู้ผลิตวัคซีนซึ่งตั้งอยู่ในรัฐเซาเปาโลซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโครงการนี้ได้ตั้งเป้าหมายในการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 80% ของชาวเมืองที่มีอายุมากกว่า 18 ปี

เมื่อวันที่ 11 เมษายนอาสาสมัครผู้ใหญ่ 27,722 คนได้รับการฉีดวัคซีนครั้งแรกและเกือบทั้งหมด 27,160 คนได้รับการฉีดครั้งที่สองภายในสิ้นเดือนนั้นซึ่งหมายความว่า 95.7% ของผู้ใหญ่ของแซร์รานาได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในแซร์รานาสวนทางกับความพยายามของประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู ของบราซิลที่ต่อต้านการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะ CoronaVac หลายต่อหลายครั้ง และทำให้บราซิลมีข่าวเกี่ยวกับวัคซีนที่ค่อนข้างสับสนอลหม่านเนื่องจากผู้นำประเทศมักปล่อยข่าวปลอมเสียเอง (ทั้งนี้ ฌาอีร์ โบลโซนารูได้รับฉายาว่าเป็นโดนัลด์ ทรัมป์เวอร์ชั่นบราซิล)

The Wall Street Journal รายงานว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดอย่างหนึ่งคือเกือบทุกคนในแซร์รานาเห็นด้วยกับการฉีดวัคซีนของจีน สวนทางกับการสำรวจทั่วประเทศในเดือนธันวาคมที่จัดทำโดยผู้สำรวจชาวบราซิลรายหนึ่งพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาจะปฏิเสธที่จะรับวัคซีนใดๆ ของจีน

ในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 12,600 คนในเซาเปาโล CoronaVac มีประสิทธิภาพประมาณ 50% ในสองสัปดาห์หลังจากการให้วัคซีนครั้งที่สองนักวิจัยรายงานในการศึกษาเบื้องต้นเมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ medRxiv.org ประสิทธิภาพ 50% เป็นเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกากำหนดให้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาอนุญาตให้ใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา

เมื่อเทียบในการทดลองทางคลินิกวัคซีน Moderna และ Pfizer mRNA มีประสิทธิภาพประมาณ 95% แต่เช่นเดียวกับวัคซีนของ Pfizer และ Moderna วัคซีน CoronaVac ให้การป้องกันที่ดีจากการเสียชีวิตอาการป่วยรุนแรง ในบราซิลเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 9 คนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโควิด-19 มีจำนวน 6 รายไม่ได้รับการฉีดวัคซีน มี 1 รายได้รับ CoronaVac เพียงครั้งเดียวและ 2 รายได้รับทั้งสองครั้ง มี 1 รายที่เสียชีวิตโดยไม่ได้รับการฉีดเลย

แต่ Science News ชี้ว่าการทดลองทางคลินิกเป็นเรื่องหนึ่ง โลกแห่งความจริงเป็นอีกแบบหนึ่ง ตัวอย่างเช่นการมีเพื่อนบ้านหลายๆ คนที่ได้รับวัคซีนแบบรวมหมู่อาจสร้างความแตกต่างที่สำคัญในการให้วัคซีนมีประสิทธิผลจริง เช่น กรณีของเมืองแซร์รานา

เออร์เนสโต มาร์เกส (Ernesto Marques) นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กกล่าวกับ Science News ว่า สิ่งที่แตกต่างระหว่างวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ 90% กับ 50% ก็คือ ในกรณีที่วัคซีนมีประสิทธิภาพ 90% จะต้องฉีดประชากรจำนวน 80 – 85% จึงจะสามารถควบคุมโรคได้ ส่วนวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ 50% จะต้องฉีดกลุ่มประชากรทั้งหมดจึงจะสามารถควบคุมโรคได้

ในกรณีของเมืองแซร์รานา เนื่องจากผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีนใน เออร์เนสโต มาร์เกสจึงเชื่อว่าผลลัพธ์ของ CoronaVac จะแสดงการป้องกันโดยรวมได้แม้ว่าการป้องกันส่วนบุคคลจะดูต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีนตัวอื่น เรื่องนี้มีความสำคัญไม่เพียงแต่สำหรับบราซิลเท่านั้นแต่ยังรวมถึงทุกประเทศที่ใช้วัคซีน CoronaVac เช่น อินโดนีเซียและตุรกี ผลลัพธ์ในการทดลองที่แซร์รานาจะมีน้ำหนักอย่างมากในนโยบายการฉีดวัคซีนทุกที่ที่ใช้ CoronaVac

The Wall Street Journal รายงานว่าเจ้าหน้าที่ของเมืองและผู้อยู่อาศัยกล่าวว่าพวกเขาตื่นเต้นกับผลลัพธ์ที่ได้จนถึงตอนนี้ การติดเชื้อในแซร์รานาลดลง 75% จากจุดสูงสุดในเดือนมีนาคม ในขณะที่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในกลุ่มคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วน ชี้ให้เห็นว่า CoronaVac ยังมีผลกับสายพันธุ์ P.1 ที่เล่นงานไปทั่วภูมิภาค

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม โรงพยาบาลซานตาคาซาของเมืองแซร์ราโรและหน่วยดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานของเมืองไม่มีผู้ป่วยเลย และคิวรอของโรงพยาบาลและห้องผู้ป่วยหนักก็เป็นศูนย์ ณ วันที่ 3 พฤษภาคมมีผู้อยู่อาศัยในเมืองแซร์รานาเพียง 1 คนในโรงพยาบาลและผู้ป่วย 9 คนในห้องไอซียูตามรายงานของเลขาธิการสำนักงานสาธารณสุขของแซร์รานา

Photo by NELSON ALMEIDA / AFP

สหรัฐเป็นอัมพาต ท่อส่งน้ำมันใหญ่ที่สุดถูกแฮกเรียกค่าไถ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652344

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 10:30 น.

สหรัฐเป็นอัมพาต ท่อส่งน้ำมันใหญ่ที่สุดถูกแฮกเรียกค่าไถ่สถานการณ์ใหญ่จนต้องรายงานสรุปให้ไบเดน ผู้ต้องสงสัยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพไซเบอร์ของบางประเทศที่สหรัฐหมายหัวว่าสร้างกองทัพทำสงครามไซเบอร์

The New York Times รายงานว่าท่อส่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐซึ่งขนถ่ายน้ำมันเบนซินและน้ำมันเครื่องบินจากเท็กซัสฝั่งตะวันออกไปยังนิวยอร์กต้องถูกปิดลงหลังจากถูกโจมตีโดยแรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ นับเป็นการโจมตีที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งและแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต่อการโจมตีทางไซเบอร์

ผู้ดำเนินการระบบ Colonial Pipeline กล่าวในแถลงการณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือโดยกล่าวว่าได้ปิดท่อส่งน้ำมันระยะทาง 5,500 ไมล์ซึ่งระบุว่าบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง 45% ของชายฝั่งตะวันออกเพื่อพยายามควบคุมการแทรกซึมเข้ามาในระบบบ

ต่อมา สำนักงานสืบสวนกลาง หรือ FBI, กระทรวงพลังงาน และทำเนียบขาวได้เจาะลึกรายละเอียด จน Colonial Pipeline ต้องยอมรับว่าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัทถูกโจมตีโดยแรนซัมแวร์ ซึ่งกลุ่มอาชญากรจับข้อมูลเป็นตัวประกันจนกว่าเหยื่อจะจ่ายค่าไถ่ บริษัทกล่าวว่าได้ปิดท่อไปเองซึ่งเป็นมาตรการป้องกันเนิ่นๆ คาดว่าเพราะบริษัทกลัวว่าแฮกเกอร์อาจได้รับข้อมูลที่จะทำให้สามารถโจมตีส่วนที่มีความเสี่ยงของท่อส่งน้ำมันได้

เจ้าหน้ารัฐบาลสหรัฐกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการกระทำของกลุ่มอาชญากรมากกว่าที่จะเป็นกองทัพไซเบอร์ของประเทศที่ต้องการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในสหรัฐ แต่ในบางครั้งกลุ่มดังกล่าวมีความผูกพันกับหน่วยข่าวกรองต่างประเทศอย่างหลวมๆ และดำเนินการในนามของประเทศนั้นๆ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าสิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้น่าตกใจก็คือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและมีขนาดใหญ่เช่นจะถูกทำให้ออฟไลน์โดยสิ้นเชิง เช่น Colonial Pipeline ที่ทอดยาวตลอดเส้นทางจากเท็กซัสไปยังนิวเจอร์ซีย์ การหยุดทำงานเป็นการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดของแหล่งพลังงานทางกายภาพนับตั้งแต่การปฏิบัติการน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีโดยโดรนในปี 2561 ตามคำกล่าวของบ็อบ แมคแนลลี (Bob McNally) อดีตที่ปรึกษาด้านนโยบายอาวุโสของทำเนียบขาว

“การรีสตาร์ทท่อส่งก๊าซเป็นเรื่องง่ายหากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นจริง” บ็อบ แมคแนลลีกล่าวกับ Bloomberg “คำถามคือว่าการโจมตีถูกจำกัดและถูกควบคุมได้หรือไม่ และไม่ได้สร้างความเสียหายทางกายภาพใดๆ กับมันหรือไม่”

“การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับสหรัฐ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการโจมตีที่กำหนดเป้าหมายไปที่เทคโนโลยีการปฏิบัติงาน ระบบควบคุมอุตสาหกรรมในสายการผลิตหรือพื้นโรงงาน เกิดบ่อยครั้งขึ้น” อัลเกิร์ด พิพิเคท (Algirde Pipikaite) ผู้นำด้านกลยุทธ์ไซเบอร์ของศูนย์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ของ World Economic Forum กล่าวกับสำนักข่าว AFP “หากไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ฝังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาของเทคโนโลยี เรามีแนวโน้มที่จะเห็นการโจมตีระบบอุตสาหกรรมบ่อยขึ้น เช่น ท่อส่งน้ำมันและก๊าซหรือโรงบำบัดน้ำ”

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสหรัฐได้รับผลกระทบจากการโจมตีความมั่นคงทางไซเบอร์ครั้งใหญ่สองครั้งนั่นคือการแฮกครั้งใหญ่ที่เกิดกับบริษัท SolarWinds ที่ทำลายเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลสหรัฐและภาคเอกชนหลายพันแห่งและรัสเซีย ถูกกล่าวหาอย่างเป็นทางการว่าเป้นผู้ลงมือ นอกจากนี้ยังการเจาะเซิร์ฟเวอร์อีเมลของ Microsoft ด้วย กรณีหลังนี้ส่งผลกระทบต่อองค์กรในสหรัฐอย่างน้อย 30,000 แห่งรวมถึงรัฐบาลท้องถิ่นและคาดว่าเป็นผลงานของกองทัพนักรบไซเบอร์ของจีน

ทั้งนี้ Bloomberg รายงานว่าซัพพลายเออร์น้ำมันเบนซินกำลังเร่งหาวิธีการอื่นในการจัดส่งเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงจากแอตแลนตาไปยังนิวยอร์กหลังจากการโจมตีของแรนซัมแวร์ปิดท่อส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ผู้ค้าและผู้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงกำลังมองหาเรือบรรทุกและเรือเพื่อส่งน้ำมันเบนซินแทนซึ่งตามปกติแล้วจะถูกส่งไปยังระบบท่อส่ง Colonial Pipeline และบางรายกำลังรักษาความปลอดภัยให้เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อเก็บน้ำมันชั่วคราวในอ่าวของสหรัฐในกรณีที่มีการปิดท่อส่งเป็นเวลานาน

AFP PHOTO / Kirill KUDRYAVTSEV

ส่องมูลค่าหุ้นที่ บิล เกตส์ โอนให้ภรรยาหลังหย่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652326

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

ส่องมูลค่าหุ้นที่ บิล เกตส์ โอนให้ภรรยาหลังหย่าจนถึงตอนนี้ บิล เกตส์ โอนหุ้นในบริษัทต่างๆ ให้ เมลินดา เฟรนช์ เกตส์ แล้วอย่างน้อย 4 แห่ง

นับตั้งแต่ บิล เกตส์ มหาเศรษฐีอันดับ 4 ของโลกประกาศแยกทางกับ เมลินดา เฟรนช์ เกตส์ ภรรยาที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา 27 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 พ.ค.) บิล เกตส์ ดำเนินการโอนหุ้นในบริษัทต่างๆ ให้ เมลินดาแล้วอย่างน้อย 4 แห่ง

ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันจันทร์ บิล เกตส์ โอนหุ้น Canadian National Railway Company จำนวน 14 ล้านหุ้น มูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และหุ้นบริษัท AutoNation จำนวน 2.9 ล้านหุ้น มูลค่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐที่โอนจาก Cascade Investment บริษัทด้านการลงทุนที่บริหารโดย บิล เกตส์

ต่อมาในวันพฤหัสบดี บิล เกตส์ ยังโอนหุ้นในบริษัท Coca Cola จำนวน 25,793,660 หุ้น มูลค่า 120 ล้านเหรียญสหรัฐ และอีก 155 ล้านหุ้นในบริษัท Grupo Televisa ซึ่งเป็นธุรกิจโทรทัศน์สัญชาติเม็กซิกัน มูลค่า 386 ล้านเหรียญสหรัฐ แก่อดีตภรรยา

จนถึงขณะนี้เมลินดาได้รับหุ้นมูลค่ารวม 2,285 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by SCOTT OLSON / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / AFP

คนครึ่งโลกรายได้ลดเพราะโควิด ไทยร่วงหนักสุด 76% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652324

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 17:10 น.

คนครึ่งโลกรายได้ลดเพราะโควิด ไทยร่วงหนักสุด 76%1 ใน 2 ของพลเมืองโลกรายได้ลดลงเพราะ Covid-19 ประชาชนในประเทศรายได้ต่ำกระทบหนักสุด

ผลสำรวจผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 โดยสำนักจัดทำโพล Gallup ของสหรัฐ โดยการสำรวจความคิดเห็นผู้คน 300,000 คนจาก 117 ประเทศพบว่า 1 ใน 2 ของประชากรทั่วโลกมีรายได้ลดลง เนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 โดยประชากรในประเทศรายได้ต่ำได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากตกงานหรือถูกลดชั่วโมงการทำงาน

ตัวเลขดังกล่าวแปลความหมายได้ว่า มีประชากรวัยผู้ใหญ่ราว 1,600 ล้านคนทั่วโลกได้รับผลกระทบ

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรรายได้ลดลงมากที่สุดถึง 76% ส่วนประเทศที่รายได้ประชากรลดลงไม่มากได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ 10% ขณะที่สหรัฐอยู่ที่ 34%

นอกจากนี้ ยังพบว่า กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม หรือเทียบเท่ากับประชากรวัยผู้ใหญ่ 1,700 ล้านคนทั่วโลก หยุดทำงานหรือธุรกิจชั่วคราว ส่วนประชากรในประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศที่มีรายได้สูงหยุดงานน้อยที่สุด ขณะที่ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถาม หรือเทียบเท่ากับประชากรกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกต้องตกงานหรือธุรกิจเจ๊งเนื่องจาก Covid-19

Photo by Ludovic MARIN / AFP

เตือนอีกครั้ง! นักลงทุนคริปโตเสี่ยงสูญเงินหมดหน้าตัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652311

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 15:33 น.

เตือนอีกครั้ง! นักลงทุนคริปโตเสี่ยงสูญเงินหมดหน้าตักผู้ว่าฯ แบงก์ชาติอังกฤษเตือนนักลงทุนสกุลเงินดิจิทัลให้เตรียมตัวสูญเงินหมดหน้าตัก

แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติของอังกฤษ เตือนบรรดานักลงทุนสกุลเงินดิจิทัล (cryptocurrency) ระหว่างแถลงข่าวว่า ควรเตรียมตัวเตรียมใจสูญเงินลงทุนทั้งหมดไว้ด้วย

“ผมขอย้ำคำที่เคยพูดตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่า มัน (สกุลเงินดิจิทัล) ไม่มีมูลค่าในตัวเอง ผมไม่ได้หมายความว่าผู้คนไม่ได้ให้ค่ามันทั้งที่ทำได้นะ แต่เพราะมันไม่มีมูลค่าในตัวเอง”

เบลีย์ยังกล่าวอีกว่า “ผมขอพูดอย่างตรวไปตรงมาอีกครั้งหนึ่ง จงซื้อมันต่อเมื่อคุณพร้อมจะสูญเงินทั้งหมดเท่านั้น”

คำเตือนของเบลีย์สะท้อนคำเตือนที่คล้ายกันของหน่วยงานกำกับนโยบายด้านการเงินของสหราชอาณาจักร (FCA) ที่บอกไว้เมื่อเดือน ม.ค.ว่า นักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงสูงหากลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือการให้กู้ยืมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล หากลงทุนในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องเตรียมพร้อมที่จะสูญเงินทั้งหมด

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้ว่าแบงก์ชาติอังกฤษเคยให้สัมภาษณ์เช่นกันว่า ในมุมมองส่วนตัวของเขา เขาไม่เชื่อว่าเทรนด์สินทรัพย์ดิจิทัลจะยั่งยืน เช่นเดียวกับในปี 2017 เบลีย์เคยบอกเหมือนกันว่า หากเลือกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ก็เตรียมเจ๊งได้เลย

ด้าน ไมเคิล ฮาร์ทเน็ตต์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Bank of America Securities เผยว่า มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของบิตคอยน์เหมือนกับ “ตัวแม่แห่งฟองสบู่”

คำเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่สกุลเงินดิจิทัลได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Ether หรือ Dogecoin โดยนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน Ether มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 360% ส่วน Dogecoin ทะยานขึ้นกว่า 12,500%

Photo by JACK GUEZ / AFP

เกาหลีใต้เตรียมเพิ่มค่าอาหารทหารหลังถูกวิจารณ์คุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652303

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

เกาหลีใต้เตรียมเพิ่มค่าอาหารทหารหลังถูกวิจารณ์คุณภาพกองทัพเกาหลีใต้ประกาศแผนการปรับเพิ่มค่าอาหารรายวันของทหาร หลังสาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์การจัดเตรียมอาหารที่ด้อยคุณภาพให้สมาชิกกองทัพ

ซออุก รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ ตัดสินใจจะปรับเพิ่มค่าอาหารเฉลี่ยรายวันของกองกำลังทหารจากเดิม 8,790 วอน หรือ 240 บาท ในปีนี้ ขึ้นเป็น 10,500 วอน หรือ 290 บาทในปีหน้า หลังร่วมหารือกับคณะผู้บัญชาการทหารระดับสูง

รายงานระบุว่าค่าอาหารต่อมื้อของทหารเกาหลีใต้ในปีนี้อยู่ที่ 2,930 วอน หรือ 80 บาท ต่ำกว่าค่าอาหารของนักเรียนชั้นมัธยม ซึ่งอยู่ที่ 3,625 วอน หรือ 100 บาท

การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากกองทัพถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอาหารด้อยคุณภาพ หลังมีภาพถ่ายอาหารบางส่วนถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ กอปรกับมาตรการกักกันมากเกินความจำเป็น

ขณะเดียวกันกองทัพเกาหลีใต้ยังตัดสินใจอนุญาตเพิ่มวันลาหยุดให้ทหาร เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ (10 พ.ค.) เป็นต้นไป หลังจำกัดวันลาดังกล่าวเพราะการแพร่ระบาดของ Covid-19

ที่มา: xinhuathai

ซีอีโอ Pfizer เผยประเทศยากจนไม่สั่งวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652301

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 11:10 น.

ซีอีโอ Pfizer เผยประเทศยากจนไม่สั่งวัคซีนPfizer เผยมีแต่ประเทศร่ำรวยเท่านั้นที่สั่งวัคซีน Pfizer ส่วนประเทศยากจนไม่สั่ง แม้บริษัทพยายามติดต่อแล้ว

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อัลเบิร์ต บัวร์ลา ซีอีโอบริษัท Pfizer เผยในจดหมายแจ้งข่าวกับพนักงานหลังประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศสนับสนุนการยกเว้นสิทธิบัตรคุ้มครองวัคซีน Covid-19 ว่า ประเทศยากจนและประเทศรายได้ปานกลางเลือกที่จะไม่สั่งวัคซีนต้าน Covid-19 ของ Pfizer

“เราติดต่อไปยังทุกประเทศเพื่อขอให้พวกเขาสั่งซื้อเพื่อที่เราจะได้จัดสรรวัคซีนให้พวกเขา ในความเป็นจริงประเทศร่ำรวยจองวัคซีนมากที่สุด โดยส่วนตัวผมกังวลกับเรื่องนี้ และผมติดต่อไปยังผู้นำประเทศยากจนและประเทศรายได้ปานกลางทั้งทางจดหมาย โทรศัพท์ ทั้งส่งข้อความไปเตือนให้พวกเขารีบจองเนื่องจากวัคซีนมีจำกัด” บัวร์ลาระบุในจดหมาย

ซีอีโอ Pfizer ระบุอีกว่า ประเทศยากจนและประเทศรายได้ปานกลางส่วนใหญ่ที่เขาติดต่อไปตัดสินใจสั่งวัคซีนของเจ้าอื่น ทั้งด้วยเหตุผลว่าเทคโนโลยีที่ Pfizer ใช้ยังไม่ได้รับการรับรอง หรือมีตัวเลือกอื่นที่ผลิตในท้องถิ่น และยังกล่าวอีกว่า บางประเทศไม่อนุมัติวัคซีนที่ Pfizer ร่วมผลิตกับ BioNTech ของเยอรมนี

ก่อนหน้านี้ Pfizer ชี้แจงหลังมีการถกเถียงกันเรื่องการยกเว้นสิทธิบัตรคุ้มครองวัคซีนต้าน Covid-19 ว่า Pfizer และ BioNTech ใช้รูปแบบการกำหนดราคาวัคซีนเป็นขั้นๆ โดยประเทศรายได้ปานกลางได้ราคาครึ่งหนึ่งของราคาที่ประเทศร่ำรวยจ่าย ส่วนประเทศยากจนได้วัคซีนในราคาทุน

Photo by JOHN THYS / POOL / AFP

อนามัยโลกอนุมัติวัคซีน Sinopharm ของจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652299

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 10:10 น.

อนามัยโลกอนุมัติวัคซีน Sinopharm ของจีนองค์การอนามัยโลกอนุมัติให้ใช้วัคซีน Sinopharm ของจีนเป็นกรณีฉุกเฉิน

องค์การอนามัยโลก (WHO) อนุมัติให้ใช้วัคซีนต้าน Covid-19 ของบริษัท Sinopharm ของจีนเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยรับรองความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และคุณภาพของวัคซีนดงกล่าว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ WHO ให้การรับรองวัคซีนที่ไม่ได้ผลิตในประเทศตะวันตก

กลุ่มที่ปรึกษาด้านเทคนิคของ WHO ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการทดสอบทางคลินิกและกระบวนการผลิตวัคซีนเผยว่า ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinopharm ในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการและการรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่ที่ราว 79% แต่ WHO ย้ำว่าในการทดลองทางคลินิกมีกลุ่มผู้ป่วยที่อายุเกิน 60 ปีเพียงไม่กี่คน ดังนั้นจึงไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนในคนกลุ่มนี้

ก่อนหน้านี้ WHO รับรองวัคซีนเพียง 4 เจ้าเท่านั้นคือ Pfizer, AstraZeneca, Johnson & Johnson และ Moderna

ก่อนได้รับการรับรองจาก WHO มีหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศยากจนในแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชีย อนุมัติให้ใช้วัคซีน Sinopharm ในกรณีฉุกเฉิน 

Photo by Robert ATANASOVSKI / AFP

Cyrus S. Poonawalla มหาเศรษฐีอินเดียผู้กุมชะตากรรมวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652002

วันที่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 19:33 น.

Cyrus S. Poonawalla มหาเศรษฐีผู้อินเดียผู้กุมชะตากรรมวัคซีน ยารักษาโรคเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มนุษย์ขาดไม่ได้ ยิ่งหากเป็นวัคซีนต้านโรคด้วยแล้ว ยิ่งเป็นยอดปรารถนาของผู้คนที่ไม่ต้องการให้ตัวเองต้องทนทุกข์จากการเจ็บไข้ได้ป่วย

ชื่อของสถาบัน Serum Institute of India (SII) คุ้นหูชาวโลกมากขึ้นเมื่ออินเดียประสบกับการระบาดของโควิด-19 ที่เลวร้ายที่สุดในโลก สถาบันแห่งนี้ (หรือที่จริงคือบริษัท) ได้ร่วมมือกับ AstraZeneca บริษัทยาข้ามชาติของอังกฤษ-สวีเดนซึ่งกำลังพัฒนาวัคซีน AZD1222 ร่วมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด มีรายงานว่า Serum Institute จะจัดหาวัคซีน 1000 ล้านโดสสำหรับอินเดียและประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางอื่นๆ

แต่จนแล้วจนรอดยังมีกรณีที่ “ชาวอินเดียโกรธแค้นวัคซีนไม่พอ ซีอีโอผู้ผลิตเผ่นออกจากประเทศ” เขาคือ อะทาร ปูนาวาลา (Adar Poonawalla) ซีอีโอของสถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย (SII) นั่นเอง

ส่วนมากแล้ววัคซีนที่ใช้กันอยู่เป็นประจำมักจะขนส่งมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งมีศูนย์กลางการผลิตวัคซีนอยู่ในเมืองปูเน่ รัฐมหาราษฎระ ทางภาคตะวันตกของอินเดีย โดยใช้ชื่อว่า สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย ซึ่งบุคคลสำคัญที่ดูแลการบริหารงานก็คือมหาเศรษฐี ไซรัส ปูนาวาลา (Cyrus S. Poonawalla) คนรวยเก่าแก่แห่งแดนภารต

เขาผู้นี้คือบิดาของอะทาร ปูนาวาลา ซีอีโอของสถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย (SII) ที่ตกเป็นข่าว และไซรัสก็มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้เพียงคนเดียว

ตระกูลของปูนาวาลาเป็นชาวปาร์ซี (ชาวเปอร์เซียที่นับถือศาสนาโซโรอัสเตรียน) อยู่ในสังคมชั้นสูงของอินเดีย เพราะฐานะที่ไม่เป็นรองใคร โดยตั้งแต่เกิดมาไซรัส มีชีวิตที่สุขสบาย รายล้อมไปด้วยบริวาร อีกทั้งยังมีฟาร์มม้าที่พ่อเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น ซึ่งรวบรวมม้าพันธุ์ดีสำหรับการแข่งขันไว้ให้ลูกชายเล่นเป็นกิจกรรมเสริม

นอกจากกีฬาขี่ม้าที่ไซรัสชื่นชอบเป็นชีวิตจิตใจแล้ว เขายังชอบการขับรถยนต์หรูเป็นอย่างมาก และด้วยความชอบนี้เองทำให้มีไอเดียร่วมกับเพื่อนว่าจะรวมพลเหล่าวิศวกรยานยนต์ผลิตรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงวางจำหน่ายให้กับคนอินเดีย

แต่แล้วความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป เนื่องจากเห็นว่ากลุ่มคนชั้นสูงในอินเดียยังมีน้อย คงไม่มีใครซื้อรถหรูที่เขาผลิตได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน

กำเนิดสถาบันที่แห่งความหวัง

ความคิดใหม่ที่แล่นเข้ามาในสมองก็คือ ทำไมไม่ผลิตยาเพื่อรักษาโรค ด้วยกระบวนการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ จำหน่ายง่าย และได้ปริมาณมาก เนื่องจากผู้คนทั่วโลกต้องการวัคซีนและเซรุ่มในการรักษาโรคตลอดเวลา

เมื่อมีโอกาสพูดคุยกับสัตวแพทย์ซึ่งทำงานอยู่ในฟาร์มม้าของพ่อ อีกฝ่ายแนะนำว่าสามารถสกัดเซรุ่มจากม้าเพื่อนำมาผลิตเป็นวัคซีนได้ จึงทำให้ไซรัส ในวัย 22 ปี เกิดไอเดียที่จะผลิตวัคซีนขึ้นมาอย่างจริงจัง เนื่องจากยังมีคนในประเทศต้องการวัคซีนป้องกันโรค อีกทั้งอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก น่าจะเป็นตลาดยาที่ใหญ่มหึมา และไม่มีวันที่ตลาดจะซาลง

และก็เป็นไปตามที่ไซรัสคาดการณ์ไว้ เพราะไม่เพียงแต่อินเดียเท่านั้นที่ต้องการวัคซีนจาก Serum Institute of India (SII) แต่ประชากรในแถบประเทศแอฟริกาก็ต้องการซื้อวัคซีนของ ไซรัส ซึ่งมีหลากหลายประเภท เช่น วัคซีนป้องกันบาดทะยัก วัคซีนแก้พิษงู และวัคซีนโรคคอตีบ

สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียจึงผลิตวัคซีตป้อนตลาดโลกมากถึง 1,000 ล้านหลอดต่อปี โดยมีฐานผลิตที่โรงงานในเมืองปูเน่ และทำให้สถาบันของไซรัสกลายเป็น สถานที่ผลิตวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะต้องขนส่งวัคซีนไปยัง 137 ประเทศ โดยวัคซีนทุกชนิดที่มาจากสถาบันแห่งนี้ได้ผ่านการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลกเรียบร้อยแล้ว

มหาอำนาจแห่งวงการสาธารณสุข

แน่นอนว่าสองพ่อลูกตระกูลปูนาวาลาจะรวยไม่รู้เรืองจากธุรกิจสาธารณสุข อันที่จริงแล้วจกการสำรวจโดย Forbes พบว่าคนที่รวยที่ส่ดของอินเดีย 10 อันดับแรกได้เงินเป็นกอบเป็นกำมาจากธุรกิจประเภทนี้

จากการจัดอันดับปี 2021 ชาวอินเดียที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 8 คือมหาเศรษฐีด้านวัคซีนไซรัส ปูนาวาลากับสาบัน SII ซึ่งดำเนินการโดยอะทาร์ลูกชายวัย 40 ปีเข้าร่วมการแข่งขันวัคซีนโควิด-19 ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการสร้างพันธมิตรหลายรายและลงทุน 800 ล้านดอลลาร์ในการสร้างโรงงานแห่งใหม่ และผลที่ได้คือวัคซีน Covishield วัคซีนโควิด -19 ที่ผลิตในอินเดียซึ่งพัฒนาโดย Oxford University-AstraZeneca

Business Today สื่อของอินเดียรายงานว่า สองวันก่อนที่จะมีการล้อคดาวน์สกัดการระบาดในในอินเดียทรัพย์สินสุทธิของไซรัสอยู่ที่ 7,4700 ล้านดอลลาร์ แต่ในวันที่ 23 มีนาคม 2020 ตั้งแต่นั้นมาทรัพย์สินสุทธิของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจาก SII กลายเป็นคตวามหวังในฐานะผู้ผลิตวัคซีนชั้นนำของโลกและเป็นพันธมิตรกับสาขาเภสัชกรรมระดับโลกในการต่อสู้กับการระบาด

ในช่วง 5 เดือนหลังจากการล็อคดาวน์ Business Today ระบุว่าทรัพย์สินสุทธิของไซรัสเพิ่มขึ้น 84.7% เป็น 13,800 ล้านดอลลาร์ตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index ส่วนแบ่งความมั่งคั่งมาจากหัวใจหลักของธุรกิจของเขาคือ SII ซึ่งมีมูลค่า 12,800 ล้านดอลลาร์

ไซรัสกับคฤหาสน์ประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ครอบครัวปูนาวาลายังเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 522 ล้านดอลลาร์และเงินสดอีก 500 ล้านดอลลาร์ ไซรัสยังเป็นเจ้าของฟาร์มม้า, ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์และที่พักอาศัยประมาณ 250 เอเคอร์ในมุมไบและปูเน่

ไซรัส ได้ตกลงซื้อคฤหาสน์ Lincoln House แมนชั่นบนพื้นที่กว่า 4,645 ตร.ม. ติดทะเลในนครมุมไบ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งการซื้อขายครั้งนี้กลายเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดีย ด้วยมูลค่า 7,500 ล้านรูปี หรือราว 113 ล้านเหรียญสหรัฐ

อะทาร ปูนาวาลา บุตรชายของไซรัส ซึ่งเป็นตัวแทนซื้อขายครั้งนี้เผยเหตุผลว่า แม้ว่าคฤหาสน์นี้จะเห็นได้ดาษดื่นทั่วไปในลอนดอน แต่ที่อินเดียนั้นถือว่านับนิ้วได้เลย เมื่อสิ่งปลูกสร้างนำเข้าสู่ตลาดการซื้อขาย ทางครอบครัวจึงไม่รีรอที่จะทุ่มเงินเพื่อให้ได้มาครอบครอง

ไซรัสดูเหมือนจะถูกใจสถานที่แห่งนี้แทบทุกองค์ประกอบ ทั้งที่ตั้งที่อยู่ใกล้น้ำ มีวิวทิวทัศน์เป็นของตัวเอง และอยู่ในศูนย์กลางการเงินของประเทศ ขนาดก็ใหญ่เพียงพอสำหรับสมาชิกในครอบครัว

ที่สำคัญที่สุด น่าจะเป็นประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งแรกเริ่มคือ พระราชวังของเจ้าเมืองแห่งหนึ่งในรัฐคุชราต ในปี 1957 หลังจากอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ 10 ปี เจ้าของสถานที่ได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐ ยกวังของตัวเองให้แทนการจ่ายภาษี สหรัฐจึงนำมาเป็นสถานกงสุลของสหรัฐในอินเดีย และเปลี่ยนชื่อเป็น ลินคอล์น ตามชื่อ อับราฮัม ลินคอล์น ของประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐ

ของสะสมของมหาเศรษฐีวัคซีน

ไซรัสเกิดมาอยู่บนกองเงินกองทองตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้น ของสะสมของเขาจึงหนีไม่พ้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวและเหล่ารถยนต์หรูซึ่งต้องเก็บไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิ อีกทั้งยังสร้างห้องใต้ดินของบ้านให้เป็นดิสโก้เธค เนื่องจากว่าไซรัสในวัย 80 ปี มหาเศรษฐีอินเดียผู้มีเงินมากถึง 11,5000  – 13,800  ล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขคร่าวๆ จากปีที่แล้ว) ยังมีนิสัยรักสนุก ชอบการเต้นเป็นชีวิตจิตใจ

นอกเหนือจากการผลิตวัคซีนเพื่อรักษาชีวิตคนอื่น (และทำเงินให้ตัวเอง) แล้วไซรัส ยังทำธุรกิจอื่นๆ เช่น การถือหุ้นอีก 50% ในโรงแรม Ritz Carlton ในเมืองปูเน่บ้านเกิดของเขาด้วย

ความร่ำรวยและชื่อเสียงของเขาผู้เป็นเสมือนใบเบิกทางให้มีโอกาสได้พบปะกับคนดังหลายคนจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร ที่มาเยี่ยมโรงงานในเมืองปูเน่ บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ และ ปารีส ฮิลตัล สาวสังคมไฮโซชื่อดัง ก็ล้วนแต่สนิทกับไซรัส ทั้งนั้น

ภาพ Adar poonawalla (ซ้าย) กับ Cyrus Poonawalla (ขวา) ในงาน 4th Asian wards จาก TheAsianAwards

ลุ้นการปรากฏตัวของ อีลอน มัสก์ ใน SNL ดันราคา Dogecoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652268

ลุ้นการปรากฏตัวของ อีลอน มัสก์ ใน SNL ดันราคา Dogecoin

วันที่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 18:10 น.

ลุ้นการปรากฏตัวของ อีลอน มัสก์ ใน SNL ดันราคา Dogecoinนักลงทุนลุ้นการปรากฏตัวของ อีลอน มัสก์ ในรายการตลก SNL คืนวันเสาร์นี้ดันราคา Dogecoin ให้พุ่งอีกครั้ง

คืนวันเสาร์นี้เวลา 23.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับ 10.30 น.ตามเวลาไทย อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชื่อดังเจ้าของบริษัทรถยนต์ Tesla จะปรากฏตัวใน Saturday Night Live รายการคอเมดีและวาไรตีโชว์ยอดฮิตของสหรัฐ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมัสก์ทวีตบอกใบ้ว่าจะร่วมรายการนี้ว่า “The Dogefather SNL May 8” ซึ่งตีความกันว่าเป็นการล้อกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง The Godfather

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้บรรดานักลงทุนพากันลุ้นว่าจะดันให้ราคาของ Dogecoin พุ่งขึ้นอีกครั้งด้วยมนต์ขลังของมัสก์อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ช่วยให้ราคาของ Dogecoin ขยับขึ้นถึง 106% อีกทั้งรายการนี้ยังเข้าถึงผู้ชมได้มากกว่า 9 ล้านราย

ขณะที่อีกด้านหนึ่งมองว่า อิทธิพลของมัสก์ต่อ Dogecoin เริ่มน้อยลง บางคนถึงกับบอกว่าวันรุ่งขึ้นหลังจากออกรายการเราอาจได้เห็นหายนะของ Dogecoin

Photo by Brendan Smialowski / AFP