การล่มสลายของคริปโตจะเป็นภัยต่อระบบการเงินหรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682857

วันที่ 12 พ.ค. 2565 เวลา 12:36 น.การล่มสลายของคริปโตจะเป็นภัยต่อระบบการเงินหรือไม่?

ตลาดคริปโตร่วงหนัก บิตคอยน์ดิ่งต่ำกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน

Reuters รายงานว่า เมื่อวันอังคาร (10 พ.ค.) Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกร่วงลงต่ำกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน ขณะที่ในภาพรวมมูลค่าในตลาดของคริปโตเคอร์เรนซีหายไปเกือบ 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนที่ผ่านมาตามข้อมูลของ CoinMarketCap เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น

เมื่อเทียบกับการขึ้นดอกเบี่ยของเฟดรอบล่าสุดที่เริ่มตั้งแต่ปี 2016 คริปโตเป็นตลาดที่ใหญ่กว่ามาก ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างกันกับระบบการเงินอื่น

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีใหญ่แค่ไหน?

จากข้อมูลของ CoinGecko เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา สกุลเงินดิจิทัลที่นิยมมากที่สุดอย่าง Bitcoin ทะยานสู่ระดับออลไทม์ไฮที่กว่า 68,000 เหรียญสหรัฐ ดันให้มูลค่าของตลาดคริปโตขยับขึ้นไปที่ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตัวเลขนั้นลงมาอยู่ที่ 1.51 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าของ Bitcoin เกือบ 600,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วย Ethereum ที่ 285,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แม้ว่าคริปโตเคอร์เรนซีจะเติบโตแบบระเบิดระเบ้อ แต่ตลาดยังค่อนข้างเล็ก ขณะที่ตลาดทุนของสหรัฐมีมูลค่าถึง 49 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนสมาคมอุตสาหกรรมหลักทรัพย์และตลาดการเงินระบุว่ามูลค่าคงค้างของตลาดตราสารหนี้สหรัฐอยู่ที่ 52.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2021

ใครครอบครองและซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี?

คริปโตเคอร์เรนซีเริ่มจากการซื้อขายของรายย่อย แต่ความสนใจของสถาบันอย่าง บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตรา บริษัทต่างๆ ธนาคาร เฮดจ์ฟันด์ และกองทุนรวมเติบโตอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันในตลาดคริปโตค่อนข้างหายาก แต่ CoinBase ผู้ซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดในโลกระบุว่า นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของสินทรัพย์บนแพลตฟอร์มของบริษัทในไตรมาสที่ 4

ลูกค้าสถาบันของ CionBase ซื้อขายคริปโตมูลค่า 1.14 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2021 เพิ่มจากปี 2020 ที่อยู่ที่ 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Bitcoin และ Ethereum ที่หมุนเวียนอยู่อยู่ในมือของคนไม่กี่คนเท่านั้น รายงานของเดือน ต.ค. ของสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ (NBER) พบว่า นักลงทุน Bitcoin 10,000 คนทั้งบุคคลและนิติบุคคลควบคุม 1 ใน 3 ของตลาด Bitcoin และนักลงทุน 1,000 คนครอบครองเหรียญ Bitcoin ราว 3 ล้านเหรียญ

การวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโกพบว่า จนถึงปี 2021 ราว 14% ของชาวอเมริกันลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

การล่มสลายของคริปโตจะกระทบระบบการเงินไหม?

แม้ว่าในภาพรวมแล้วตลาดคริปโตจะค่อนข้างเล็ก แต่ธนาคารกลางสหรัฐ กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการเสถียรภาพการเงิน (FSB) ระบุว่า Stablecoin เหรียญดิจิทัลที่ตรึงมูลค่าไว้กับมูลค่าของทรัพย์สินจริงๆ เป็ยภัยคุกคามต่อเสถียรภาพการเงิน

Stablecoins ส่วนใหญ่จะใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ โดยได้รับการหนุนหลังจากสินทรัพย์ที่อาจสูญเสียมูลค่าหรือขาดสภาพคล่องในช่วงเวลาที่ตลาดตึงเครียด ในขณะที่กฎและการเปิดเผยเกี่ยวกับทรัพย์สินเหล่านั้นและสิทธิ์ในการไถ่ถอนของนักลงทุนยังคลุมเครือ

หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งระบุว่า นั่นอาจทำให้ Stablecoin อ่อนไหวต่อการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดตึงเครียด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (9 พ.ค.) เมื่อมูลค่าของ TerraUSD ที่ตรึงราคาให้มีมูลค่าเท่ากับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในอัตราส่วน 1 : 1 ร่วงมาอยู่ที่ 1 : 0.67 เหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากราคา Bitcoin ที่ร่วงลง

แม้ว่า TerraUSD จะตรึงราคากับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยระบบอัลกอริทึม แต่นักลงทุนที่ดำเนินการกับ Stablecoin อื่นๆ ที่ตรึงราคากับทรัพย์สินอย่างเงินสดหรือตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้นอาจทะลักเข้าไปในระบบการเงินดั้งเดิม ส่งผลให้สินทรัพย์อ้างอิงเกิดความตึงเครียด

หน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า ด้วยความที่ทรัพย์สมบัติของบริษัทเชื่อมโยงกับผลประกอบการของสินทรัพย์คริปโต และสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมที่เข้ามาเล่นในกลุ่มสินทรัพย์ (asset class) ความเสี่ยงอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือน มี.ค. สำนักงานบัญชีกลางสหรัฐ (OCC) เตือนว่า บรรดาธนาคารอาจผิดพลาดจากการเปิดรับอนุพันธ์คริปโตและคริปโตที่ไม่คุ้มครองความเสี่ยง เนื่องจากมีข้อมูลราคาย้อนหลังน้อย

อย่างไรก็ดี บรรดาหน่วยงานกำกับดูแลยังเสียงแตกเกี่ยวกับขนาดของภัยคุกคามที่การล่มสลายของคริปโตจะมีต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจในวงกว้าง

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

สหรัฐย่องขอบราซิลผลิตน้ำมันเพิ่มแก้ปัญหาราคาพุ่งแต่ถูกปฏิเสธ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682844

วันที่ 12 พ.ค. 2565 เวลา 10:48 น.สหรัฐย่องขอบราซิลผลิตน้ำมันเพิ่มแก้ปัญหาราคาพุ่งแต่ถูกปฏิเสธ

รัฐบาลสหรัฐขอให้บราซิลเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันแต่คว้าน้ำเหลวกลับบ้าน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า แหล่งข่าว 3 คนที่ทราบเรื่องดังกล่าวเผยกับ Reuters ว่า เมื่อเดือน มี.ค. เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐสอบถามบริษัทผลิตน้ำมันแห่งชาติเปโตรบราส (Petrobras) ของบราซิลว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันได้หรือไม่ หลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น แต่ฝั่งสหรัฐต้องกลับบ้านมือเปล่า

แหล่งข่าวเผยว่า เจ้าหน้าที่ของเปโตรบราสเผยว่าระดับการผลิตน้ำมันเป็นการทำหน้าที่ของกลยุทธ์ทางธุรกิจไม่ใช่การทูต และการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้นก็ไม่สามารถทำได้ในเชิงลอจิสติกส์

แถลงการณ์ของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่ส่งถึง Reuters ระบุว่า “เรากำลัง…ทำทุกอย่างที่เป็นไปได้กับพันธมิตรและหุ้นส่วนของเราเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการกระทำของรัสเซียต่อประเทศอื่นๆ เช่นบราซิล เรากำลังทำงานร่วมกับบริษัทพลังงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดหาพลังงานสู่ตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ราคาสูงขึ้น”

อย่างไรก็ดี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมหรือแสดงความคิดเห็นกับกรณีการพบปะกับเจ้าหน้าที่ของเปโตรบราสเมื่อเดือน มี.ค.

Reuters รายงานว่า เปโตรบราสปฏิเสธในแถลงการณ์ว่าไม่มีการพบปะใดๆ กับตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เมื่อถูกถามว่าพวกเขาได้ติดต่อพูดคุยกับหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลสหรัฐหรือไม่

วอชิงตันใช้การผลักดันทางการทูตอย่างกว้างขวางเพื่อจัดหาน้ำมันทั่วโลกและควบคุมราคาไม่ให้สูงขึ้นหลังจากรัสเซียบุกยูเครน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สหรัฐยังพยายามปรับความสัมพันธ์กับรัฐบาลฝ่ายขวาของประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนารู แม้ว่าจะมีความเห็นไม่ตรงกันกรณีสงครามยูเครนและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ บราซิลเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหฐ่อันดับ 9 ของโลก

Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐหลายคนขอให้ผู้ผลิตน้ำมันในประเทศเพิ่มกำลังการผลิตด้วย โดยเมื่อเดือน มี.ค. เจนนิเฟอร์ แกรนฮอล์ม รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสหรัฐเผยว่า ขณะนี้ประเทศอยู่ในสถานการณ์สงคราม

และในเดือนเดียวกันเจ้าหน้าที่สหรัฐยังเดินทางไปเวเนซุเอลาสำหรับการเจรจาทวิภาคีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงครั้งแรกในรอบหลายปี เพื่อหารือเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของเวเนซุเอลาบางส่วน

เบนโต อัลบูแคร์เค รัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานบราซิลเผยกับ Reuters ว่า เมื่อเดือน เม.ย. เขาพบกับแกรนฮอล์ม 2 ครั้งเพื่อหารือถึงบทบาทของบราซิลในการควบคุมราคาน้ำมันดิบโลก

แหล่งข่าวของรัฐบาลสหรัฐและเปโตรบราวเผยกับ Reuters ว่า ระหว่างการพบปะเมื่อเดือน มี.ค. เจ้าหน้าที่สหรัฐถามเปโตรบราสว่าบริษัทมีศักยภาพในการเพิ่มกำลังการผลิตระยะสั้นหรือไม่

หนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า การติดต่อในเบื้องต้นเป็นการประสานงานระหว่างรัฐบาลสหรัฐและบราซิล และมีการปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของเปโตรบราสในการประชุมติดตามผลอย่างไม่เป็นทางการ

แหล่งข่าวทั้งสามรายเผยว่า เจ้าหน้าที่เปโตรบราสตอบกลับว่า การเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวไม่อยู่ในแผนเนื่องจากเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และอุปสรรคด้านลอจิสติกส์ และกล่าวเสริมว่าเปโตรบราสกำลังเพิ่มกำลังการผลิตระยะกลางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตอีกวันละ 500,000 บาร์เรวภายในปี 2026

บรรดาผู้บริหารเปโตรบราสย้ำว่าบริษัทดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาล แม้ว่ารัฐคือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท

REUTERS/Pascal Rossignol

ยูเครนจ่อปิดเส้นทางส่งก๊าซรัสเซียไปยังยุโรป โทษเป็นเพราะรัสเซียเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682780

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 18:15 น.ยูเครนจ่อปิดเส้นทางส่งก๊าซรัสเซียไปยังยุโรป โทษเป็นเพราะรัสเซียเอง

ยูเครนประกาศระงับเส้นทางส่งก๊าซ คิดเป็นกือบ 1 ใน 3 ของก๊าซรัสเซียทั้งหมดที่ส่งไปยังยุโรปโดยผ่านยูเครน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ายูเครนประกาศจะระงับก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียที่ส่งไปยังยุโรปผ่านเส้นทาง Sokhranivka ทางตะวันออกของประเทศ ตั้งแต่วันนี้ (11 พ.ค.) เป็นต้นไป ซึ่งคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของก๊าซรัสเซียทั้งหมดที่ส่งไปยังยุโรปโดยผ่านยูเครน และมีปริมาณก๊าซไหลผ่านมากถึง 32.6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยกล่าวว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากรัสเซียเอง

รายงานระบุว่ายูเครนยังคงเป็นเส้นทางหลักสำหรับการจัดส่งก๊าซรัสเซียไปยังยุโรป แม้กระทั่งช่วงที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

โดย GTSOU ผู้ดำเนินการระบบจัดส่งก๊าซในประเทศยูเครนกล่าวว่าจะปิดเส้นทาง Sokhranivka ตั้งแต่เวลา 7.00 น. ของวันที่ 11 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากเหตุสุดวินัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท หลังจากที่พื้นที่ดังกล่าวถูกรุกรานโดยกองกำลังรัสเซีย ทำให้ไม่สามารถดำเนินการสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติ Novopskov ซึ่งอยู่ในแคว้นลูฮันสก์ ทางตะวันออกของยูเครน

อย่างไรก็ตาม อาจเปลี่ยนเส้นทางการส่งก๊าซไปยัง Sudzha ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของประเทศเป็นการชั่วคราว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครนเอง

ยูรี วิทเรนโก ประธานคณะกรรมการของบริษัท Naftogaz บริษัทพลังงานของรัฐบาลยูเครนกล่าวกับรอยเตอร์สว่าการระงับก๊าซธรรมชาติของรัสเซียในเส้นทาง Sokhranivka ไม่ควรส่งผลกระทบต่อตลาดในประเทศยูเครน

ทว่า Gazprom บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซียกล่าวว่ารับทราบเรื่องดังกล่าวจากยูเครนแล้ว แต่เป็นไปไม่ได้ในทางเทคนิคที่จะเปลี่ยนเส้นทางการส่งก๊าซทั้งหมดจาก Sokhranivka มาเป็น Sudzha ตามที่ GTSOU เสนอเพราะระบบการทำงานที่ต่างกันทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น

Gazprom ยังกล่าวว่าไม่พบอุปสรรคขัดขวางการดำเนินการส่งก๊าซในเส้นทางดังกล่าวอย่างที่ยูเครนอ้าง และเจ้าหน้าที่ของยูเครนสามารถทำงานได้ตามปกติ พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะเดินหน้าส่งก๊าซไปยังยุโรปตามที่ได้ทำสัญญาไว้

ด้านบริษัทก๊าซในมอลโดวา ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ทางชายแดนตะวันตกของยูเครน กล่าวว่า ไม่ได้รับแจ้งจาก GTSOU หรือ Gazprom ว่าจะเกิดการชะงักของอุปทาน

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐและสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ลดการพึ่งพาพลังงานของรัสเซียเพื่อตอบโต้ที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

GRU หน่วยสายลับมือฉมังของรัสเซียที่ตระเวนล้วงความลับไปทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682781

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 19:00 น.GRU หน่วยสายลับมือฉมังของรัสเซียที่ตระเวนล้วงความลับไปทั่วโลก

นอกจากหน่วยลอบสังหารแล้ว รัสเซียยังมีไม้ตายอย่างหน่วยสายลับ GRU ที่คอยล้วงความลับของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ สื่อเชิงสืบสวนสอบสวนของรัสเซีย 2 กลุ่มคือ Agentura.ru และ Bellingcat รายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ปลดหน่วยสายลับ FSB (หน่วยข่าวกรองหลักของรัสเซียที่เปลี่ยนชื่อมาจาก KGB) จากหน้าที่ในการหาข่าวในยูเครน แล้วแต่งตั้งให้หน่วย GRU ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองทางทหารมารับหน้าที่นี้แทน เนื่องจาก FSB ทำหน้าที่ล้มเหลว

1.หน่วย GRU ถูกก่อตั้ง โดย โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียต เมื่อปี 1942 ไม่ถึงปีหลังจากนาซีเยอรมันบุกสหภาพโซเวียต ในช่วงพีคของสงครามโลกครั้งที่ 2 GRU ได้รับมอบหมายให้สอดแนมเยอรมนีและพันธมิตร และในช่วงสงครามเย็นมีผลงานที่โดดเด่นคือ การแทรกซึมเข้าไปล้วงข้อมูลโครงการระเบิดปรมาณูของอังกฤษ

2.รายงานต่อสภาคองเกรสของสหรัฐบรรยายถึง GRU ไว้ว่า เป็นองค์กร “ขนาดใหญ่ กว้างขวาง และทรงพลัง” แต่ไม่ค่อยมีใครทราบเกี่ยวกับขนาดและการดำเนินงานของ GRU

3.GRU โดดเด่นกว่าหน่วยสายลับอื่นๆ ของรัสเซียในด้านความสมัครใจในการปฏิบัติงานที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ทั้งยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับขบวนการปฏิวัติและกลุ่มก่อการร้าย มีประสบการณ์ในการใช้อาวุธและระเบิด รวมทั้งผ่านการฝึกสุดโหดมาแล้ว

4.GRU แบ่งเป็นหลายหน่วยย่อย อาทิ หน่วย 29155 มีหน้าที่ลอบสังหารและทำภารกิจอื่นที่เป็นความลับโดยมีเป้าหมายเพื่อสั่นคลอนในประเทศแถบยุโรป คาดว่าหน่วยนี้ปฏิบัติการอย่างลับๆ มาตั้งแต่ปี 2008 เป็นอย่างน้อย แต่การมีอยู่ของหน่วยนี้เพิ่งจะเปิดเผยต่อสาธารณะในปี 2019

5.หน่วย 54777 หรือศูนย์ปฏิบัติการพิเศษที่ 72 เป็นหน่วยด้านสงครามจิตวิทยา หน่วย 26165 หรือแฟนซีแบร์ รับหน้าที่ปฏิบัติการทางไซเบอร์และแฮกข้อมูล ทางการเนเธอร์แลนด์กล่าวหาว่าหน่วยนี้เกี่ยวข้องกับการแฮกองค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี (OPWC) เมื่อปี 2018 และหน่วย 74455 เป็นหน่วยที่ใช้ข้อมูลระบุตัวตนออนไลน์ปลอม (DCLeaks และ Guccifer 2.0) เพื่อประสานงานการเปิดเผยเอกสารที่ขโมยมาที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองกับวิกิลีกส์เพื่อให้เกิด “ผลกระทบทางการเมืองสูงสุด”

6.เอกสารการประเมิน GRU ของตะวันตกที่สำนักข่าว Reuters ได้เห็นเมื่อปี 2018 ระบุว่า GRU วางสายลับที่ผิดกฎหมายมานานหลายปี เช่น คนที่ทำงานโดยไม่ได้รับความคุ้มครองทางการทูต และคนที่อาศัยอยู่ภายใต้การปลอมตัวในต่างประเทศ การประเมินระบุว่า “มันมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการพัฒนาสงครามสารสนเทศของรัสเซีย (ทั้งการป้องกันและเชิงรุก) เป็นองค์กรที่ห้าวหาญและได้รับการสนับสนุนอย่างดี ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยตรงและเข้าถึง (ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์) ปูติน ทำให้มีอิสระในการปฏิบัติงาน และได้รับการผ่อนผันสำหรับการตรวจสอบทางการทูตและทางกฎหมาย

7.GRU ตระเวณลงมือทั่วโลก อาทิ ในสหราชอาณาจักร: ปี 2018 ทางการสหราชอาณาจักรระบุชื่อชาวรัสเซีย 2 คนคือ อเล็กซานเดอร์ เปตรอฟ และรุสลัน บอชิรอฟ (ชื่อที่ทั้งสองคนใช้เข้าสหราชอาณาจักร) เป็นผู้ต้องสงสัยในการพยายามลงมือสังหาร เซอร์เก สกรีปาล อดีตสายลับ GRU และลูกสาวเมื่อเดือน มี.ค. 2018

8.ทางการตามรอยผู้ต้องสงสัยขณะอยู่ในสหราชอาณาจักร 48 ชั่วโมงเพื่อลงมือ ตั้งแต่การมาถึงสนามบินแกตวิก การเดินทางไปเมืองซอลส์บรี 1 วันก่อนลงมือ การเดินทางในวันลงมือ จนกระทั่งการเดินทางกลับมอสโกจากสนามบินฮีทโธรว์ ทั้งยังพบสารพิษโนวิโช้ค (Novichok) ในห้องพักของผู้ต้องสงสัย การสอบสวนเชิงลึกต่อมาพบว่าตัวจริงของบอชิรอฟคือ อนาโตลี ชิปิกา เจ้าหน้าที่ GRU

9.เนเธอร์แลนด์: ปีเดียวกับการลงมือที่ซอลส์บรี เจ้าหน้าที่ GRU 4 นายถูกจับได้คาหนังคาเขาขณะกำลังแฮกเครือข่าวไวไฟขององค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี (OPWC) ที่ควบคุมดูแลอาวุธเคมี ซึ่งในขณะนั้นกำลังตรวจสอบสารพิษที่ใช้กับสกรีปาลและการใช้อาวุธเคมีโจมตีในซีเรีย

10.ส่วนในสหรัฐนั้นเจ้าหน้าที่ GRU หลายนายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016, หน่วย 26165 และหน่วย 74455 ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ DCLeaks และถูกตั้งข้อหาฐานเข้าถึงและเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 500,000 คนจากเว็บไซต์คณะกรรมการการเลือกตั้งและอีเมลของ ฮิลลารี คลินตัน และจากข้อมูลที่ เรียลิตี วินเนอร์ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองของสหรัฐนำมาเปิดเผยพบว่า GRU พยายามแฮกบริษัทผลิตเครื่องลงคะแนนเสียง VR System

11.ฝรั่งเศส: เดือน ธ.ค. 2019 หนังสือพิมพ์ Le Monde รายงานว่า การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานข่าวกรองของอังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสหรัฐพบฐานของ GRU ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งคาดว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการลับทั่วยุโรป โดยสามารถระบุตัวสายลับได้ 15 คนโดยทั้งหมดอยู่ในหน่วย 29155 ของ GRU ที่เดินทางเข้าเขตโอต์ซาวัวร์ของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2014-2018 รวมทั้งอเล็กซานเดอร์ เปตรอฟ และรุสลาน บอริชอฟ ที่ลงมือวางยาสกรีปาลเมื่อปี 2018 ที่อังกฤษด้วย

12.จะเห็นว่าการลงมือแต่ละครั้งของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ล้วนทิ้งร่องรอยไว้จนถูกตามตัวได้ แต่รัสเซียก็ไม่ได้เกรงกลัว ซึ่งมาร์ก กาเลอ็อตติ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงเผยกับ BBC ว่า “GRU ลงมือบ่อยมาก และเลี่ยงไม่ได้ที่บางปฏิบัติการจะพลาด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาโง่ เห็นได้ชัดว่าแนวทางที่พวกเขาได้รับมาคือ ถ้ายังอยู่ในขอบเขตก็ไม่เป็นไร และอย่างกังวลกับผลลัพธ์จนเกินไป”

Photo by HO / Metropolitan Police Service / AFP

***หมายเหตุ ภาพประกอบคือ อเล็กซานเดอร์ เปตรอฟ (ขวา) และรุสลาน บอชิรอฟ ที่สถานีรถไฟในซอลส์บรีของอังกฤษเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2018 

สหรัฐเตือนปูตินเตรียมทำสงครามระยะยาว ชี้อาจงัดอาวุธนิวเคลียร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682770

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 16:35 น.สหรัฐเตือนปูตินเตรียมทำสงครามระยะยาว ชี้อาจงัดอาวุธนิวเคลียร์

สหรัฐเตือนปูตินอาจกำลังเตรียมพร้อมทำสงครามระยะยาว ที่แม้แต่ชัยชนะในดอนบัสก็มิอาจยุติความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. BBC รายงานโดยอ้างเอวริล เฮนส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองสหรัฐ ระบุว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการทำสงครามที่ยาวนานในยูเครน ซึ่งต่อให้รัสเซียได้รับชัยชนะในภาคตะวันออกของยูเครนที่กำลังเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือดอยู่ในขณะนี้ ก็ยังไม่อาจยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศได้

“ปูตินยังคงตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายอื่นนอกเหนือจากดอนบัส” เฮนส์กล่าว

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นขณะที่การสู้รบในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครน และการต่อสู้ในภาคใต้ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด ท่ามกลางความพยายามของรัสเซียที่ต้องการยึดครองดินแดนนี้ หลังจากที่ละความพยายามในการยึดเมืองหลวงอย่างกรุงเคียฟ

เฮนส์มองว่าอุปสรรคสำคัญของปูตินในตอนนี้คือความสามารถทางทหารที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้เขาอาจจะต้องหวังพึ่งกับการที่สหรัฐและยุโรปลดการสนับสนุนยูเครนเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ การขาดแคลนอาหาร และราคาพลังงานที่พุ่งกระฉูด

อย่างไรก็ตาม เฮนส์เสริมว่าปูตินอาจหันไปใช้วิธีการที่รุนแรงกว่านี้นั่นก็คืออาวุธนิวเคลียร์ หากเขามองว่าความพ่ายแพ้ในยูเครนถือเป็นภัยคุกคามต่อระบบการปกครองของเขา

ตามรายงานของ The Guardian เฮนส์กล่าวว่าผู้นำรัสเซียจะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์จนกว่าเขาจะเห็นถึงภัยคุกคามต่อประเทศหรือต่อระบบการปกครอง ซึ่งเขาก็อาจมองว่าความพ่ายแพ้ต่อยูเครนถือเป็นภัยคุกคามดังกล่าวด้วย

“เราคิดว่าภัยคุกคามอาจรวมถึงการที่ปูตินรู้สึกว่าเขากำลังแพ้สงคราม และสิ่งที่นาโตกำลังทำนั้นเห็นได้ชัดว่ามีส่วนทำให้ปูตินยิ่งรู้สึกแบบนั้น” เฮนส์กล่าว

พร้อมเสริมว่ามีหลายอย่างที่ปูตินสามารถทำเพื่อยกระดับความรุนแรงก่อนที่จะไปถึงการใข้อาวุธนิวเคลียร์ และโลกอาจได้รับคำเตือนว่าการใช้นิวเคลียร์กำลังใกล้เข้ามาแล้ว

Photo by REUTERS/Gleb Garanich

สิ่งมีชีวิตบนโลกอาจมาจากอวกาศ! นักวิทย์พบสารตั้งต้นดีเอ็นเอจากอุกกาบาตนอกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682737

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 13:30 น.สิ่งมีชีวิตบนโลกอาจมาจากอวกาศ! นักวิทย์พบสารตั้งต้นดีเอ็นเอจากอุกกาบาตนอกโลก

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันพบสารประกอบในดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตบนโลกในอุกกาบาต

รหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตแทบทั้งหมดบนโลก หรือดีเอ็นเอ และอาร์เอ็นเอ ประกอบด้วยนิวคลีโอเบส 5 ชนิดคือ อะดีนิน (Adenine) กัวนีน (Guanine) ไทมีน (Thymine) ไซโทซีน (Cytosine) และ ยูราซิล (Uracil) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่ก่อให้เกิดชีวิตที่ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่ากำเนิดขึ้นโดยบังเอิญบนโลกในยุคเริ่มแรกเมื่อหลายพันล้านปีที่แล้ว แต่งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communication เพิ่มน้ำหนักว่าสารตั้งต้นนี้อาจมาจากอวกาศ

ทีมนักวิจัยซึ่งนำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ยะสุฮิโระ โอบะ จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดของญี่ปุ่นศึกษาสารประกอบในอุกกาบาต 3 ลูกที่ตกลงมายังพื้นโลกคือ อุกกาบาตเมอร์ชิสันที่ตกในออสเตรเลีย อุกกาบาตเมอร์เรย์ และอุกกาบาตทะเลสาบทากิช โดยใช้เทคโนโลยีสุดล้ำที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการวิจัยทางพันธุกรรมและเภสัชกรรมเพื่อตรวจจับนิวคลีโอเบสขนาดเล็กจิ๋วในอัตราส่วนต่อล้านล้าน ซึ่งละเอียดกว่าวิธีที่ศึกษากันก่อนหน้านี้อย่างน้อย 10-100 เท่า

นอกจากจะพบ อะดีนิน กัวนีน และยูราซิลซึ่งถูกค้นพบไปก่อนหน้านี้แล้วในอุกกาบาต ทีมนักวิทยาศาสตร์ของโอบะยังพบไทมีนและไซโทซีน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่พบสาร 2 ชนิดนี้ในอุกกาบาต

“การค้นพบสารตั้งต้นของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอในอุกกาบาตจากนอกโลก กำลังบอกเราว่าโมเลกุลที่สำคัญต่อการสร้างชีวิตถูกส่งมาที่โลกก่อนที่จะกำเนิดชีวิต” โอบะกล่าว เขาอธิบายว่าสิ่งที่เขาค้นพบคือข้อมูลที่บ่งชี้ว่าจุดกำเนิดของโมเลกุลที่จำเป็นต่อ ดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอของสิ่งมีชีวิตบนโลกมาจากนอกโลก

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ดีเอ็นเอไม่น่าจะก่อตัวในดาวเคราะห์น้อย แต่การที่อุกกาบาตพาสารตั้งต้นดีเอ็นเอเหล่านี้มาที่โลกเป็นการช่วยให้สารเหล่านั้นได้มาพัฒนาขึ้นที่โลก

อย่างไรก็ดี ทีมนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถบอกได้ถึงความชัดเจนของผลกระทบต่อโมเลกุลเคมีแรกๆ บนโลกจากอุกกาบาต หรือบางทีอาจเป็นไปได้ที่ทั้งสองปัจจัยต่างมีความผลกระทบต่อกันและกัน

“หากประสิทธิภาพการผลิตของนิวคลีโอเบสบนโลกสูงกว่าปัจจัยจากอวกาศมาก การเกิดขึ้นของรหัสพันธุกรรม (หรือชีวิต) ด้วยปัจจัยจากนอกโลกก็อาจมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อย” โอบะกล่าว “แต่การค้นพบของเราสามารถพูดได้ว่าอุกกาบาตที่อุดมไปด้วยคาร์บอนนั้นมีนิวคลีโอเบสที่หลากหลาย”

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนอาจแย้งว่าตัวอย่างเหล่านั้นอาจเกิดการปนเปื้อนจากอากาศบนโลก แต่ทีมวิจัยกล่าวว่า “หากมีการปนเปื้อนจากดินบนโลกเราควรเห็นไอโซเมอร์เหล่านั้นในดินเช่นกัน แต่เราก็ไม่พบ” โดยบอกว่ามีการจัดระเบียบและเรียงตัวต่างกัน ซึ่งตัวที่พบในอุกกาบาตนั้นต่างจากบนโลก

NASA Goddard/CI Lab/Dan Gallagher/Handout via REUTERS

เตือนความวุ่นวายครั้งใหญ่ในอาเซียน เมื่อราคาอาหารพุ่งไม่หยุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682732

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 13:00 น.เตือนความวุ่นวายครั้งใหญ่ในอาเซียน เมื่อราคาอาหารพุ่งไม่หยุด

นักเศรษฐศาสตร์เตือนอาเซียนเสี่ยงเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ หากราคาอาหารยังคงพุ่ง

โมฮัมหมัด ฟาอีซ นากูธา นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America Securities บอกกับ CNBC ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับความวุ่นวายทางสังคมครั้งใหญ่ หากราคาอาหารยังพุ่งขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับอาหารของผู้คนในประเทศต่างๆ ในภูมิภาค อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ

รายงานอ้างข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งฟิลิปปินส์พบว่าในปี 2021 ครัวเรือนชาวฟิลิปปินส์ใช้จ่ายเกือบ 40% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดไปกับอาหารและเครื่องดื่ม ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อเปรียบเทียบกับครัวเรือนในสหรัฐพบว่าตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่เพียง 8.6%

นากูธาเสริมว่าแม้ภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารในอาเซียนยังคงน้อยกว่า เนื่องจากมีการพึ่งพาการค้าขายในภูมิภาคปริมาณมาก และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในหารสกัดเงินเฟ้อด้านราคาอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม นากูธาเตือนว่าในท้ายที่สุดแล้วราคาอาหารจะต้องปรับตัวสูงขึ้นอยู่ดี

ทั้งนี้ รายงานระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนากูธาคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเดือนและไตรมาสข้างหน้า

นากูธากล่าวว่าเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเปิดใหม่และผู้คนใช้บริการมากขึ้น ความต้องการจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และเมื่อรวมกับอัตราเงินเฟ้อพลังงานและอาหารทั่วโลก จะผลักดันอัตราเงินเฟ้อโดยรวมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สูงขึ้นไปอีก

ตามรายของ FocusEconomics ชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นจาก 3% ในเดือนก.พ. เป็น 3.5% ในเดือนมี.ค.

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงไม่แน่นอน เนื่องจากยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ จะทรงตัวที่ใดบ้าง นากูธากล่าวเสริม

“แต่ในพื้นฐานแล้วเราคิดว่ายังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น และสำหรับอาเซียนอัตราเงินเฟ้ออาจหลุดออกมาจากจุดสูงสุด แต่จะยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา และน่าจะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับจุดที่ธนาคารกลางต้องการเห็น” นากูธากล่าว

Photo by REUTERS/Romeo Ranoco

ฟิลิปปินส์แห่ประท้วง! ลูกมาร์กอสวอนอย่าตัดสินตนจากอดีตที่พ่อเคยทำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682727

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 11:47 น.ฟิลิปปินส์แห่ประท้วง! ลูกมาร์กอสวอนอย่าตัดสินตนจากอดีตที่พ่อเคยทำ

ฟิลิปปินส์ประท้วงผลการเลือกตั้ง ทายาทเผด็จการจ่อนั่งเก้าอี้ผู้นำคนใหม่

วันที่ 11 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ว่าประชาชนหลายร้อยคนรวมตัวกันชุมนุมประท้วงบริเวณอาคารคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากที่ผลการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างไม่เป็นทางการจากผู้ลงคะแนนเสียงกว่า 90% พบว่าเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือบองบอง ลูกชายของอดีตผู้นำเผด็จการ มีคะแนนนำโด่งประมาณ 31 ล้านเสียง

ขณะที่คู่แข่งอย่างเลนี โรเบรโด รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งได้เพียง 14.8 ล้านเสียง กล่าวว่าทีมของเธอกำลังตรวจสอบความโปร่งใสของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้

จากการนับคะแนนเบื้องต้น มาร์กอส จูเนียร์ มีคะแนนนำโรเบรโดมากกว่า 2 เท่า ซึ่งนับว่าเป็นชัยชนะที่ใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม The New York Times รายงานว่าสำหรับประชาชนหลายคนในประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นามสกุลมาร์กอสยังคงอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความโหดร้ายที่พ่อของบองบองก่อขึ้น

กลุ่มผู้ชุมนุมนับร้อยคนโดยเฉพาะ Young Voters รวมตัวกันในสวนสาธารณะตรงข้ามอาคารคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง

“ฉันอายุ 27 แล้ว และฉันก็กลัวอนาคตของเรา โดยเฉพาะตอนนี้ที่ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตอนเด็กๆ ฉันไม่สนใจการเมือง แต่ตอนนี้ฉันขนลุกเพราะความกลัว” พอลล่า ซานโตส หนึ่งในผู้ชุมนุมกล่าว

ด้านมาร์กอส จูเนียร์ กล่าวว่าขอให้สังคมอย่าตัดสินเขาจากสิ่งที่บรรพบุรุษของเขาเคยทำไว้ แต่ให้ตัดสินจากการกระทำของเขาเอง

ทั้งนี้ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซีเนียร์ อดีตประธานาธิบดีเผด็จการของฟิลิปปินส์ถูกโค่นอำนาจหลังเกิดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริต และลี้ภัยไปยังรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ในปี 1986 หลังจากที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเกือบ 21 ปี ต่อมาในปี 1989 หลังจากที่อดีตผู้นำเสียชีวิตลง ครอบครัวได้เดินทางกลับฟิลิปปินส์

ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งเรียกร้องให้จำคุกอิเมลดา มาร์กอส ผู้เป็นภรรยา ซึ่งพัวพันกับคดีทุจริตด้วย นอกจากนี้ครอบครัวของมาร์กอสยังถูกตราหน้าว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก

Photo by REUTERS/Eloisa Lopez

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐเตือนจีนกำลังเสริมสร้างกองทัพให้มีศักยภาพยึดไต้หวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682725

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 10:55 น.เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐเตือนจีนกำลังเสริมสร้างกองทัพให้มีศักยภาพยึดไต้หวัน

ข่าวกรองสหรัฐระบุทางการจีนพยายามอย่างหนักเพื่อเพิ่มแสนยานุภาพของกองทัพให้สามารถบุกยึดไต้หวันได้

สำนักข่าว CNN รายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองระดับสูงของสหรัฐเผยกับสภาคองเกรสว่า ประชาคมข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐเชื่อว่าจีนกำลังเสริมสร้างกองทัพให้มีศักยภาพในการบุกยึดไต้หวัน

แอฟริล เฮนส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเผยต่อคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของวุฒิสภาว่า ภัยคุกคามต่อไต้หวันในขณะนี้จนถึงปี 2030 เป็นภัยคุกคาม “เฉียบพลัน”

“เรามองว่า (จีน) กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่กองทัพสามารถเข้ายึดไต้หวันได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือการแทรกแซงของเรา” เฮนส์กล่าวโดยปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมต่อสาธารณะเกี่ยวกับช่วงเวลาของประชาคมข่าวกรอง

ทว่าเฮนส์และ สกอตต์ แบร์ริเออร์ หัวหน้าสำนักข่าวกรองกลาโหมสหรัฐเตือนว่า สหรัฐยังไม่ทราบว่าประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนจะนำบทเรียนอะไรจากการทำสงครามของรัสเซียในยูเครนและความช่วยเหลือจากตะวันตกที่ส่งไปยังเคียฟมาใช้ และการตีความเหตุการณ์ในวิกฤตดังกล่าวของสีจิ้นผิงและพรรคคอมมิวนิสต์อาจกระทบกับช่วงเวลาและแนวทางต่อไต้หวัน

เฮนส์และแบร์ริเออร์กล่าวอีกว่า สหรัฐเชื่อว่าหากเป็นไปได้จีนจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารในไต้หวัน

“ผมเชื่อว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนจะไม่ใช้กำลัง” แบร์ริเออร์กล่าว “ผมว่าพวกเขาจะค่อยๆ ทำอย่างสันติ” และกว่าต่อว่า ไต้หวันก็ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากความขัดแย้งในยูเครนซึ่งอาจทำให้ไต้หวันนำมาใช้ปกป้องตัวเองจากจีน

“มีบางอย่างที่เราสามารถทำได้กับไต้หวัน” แบร์ริเออร์เผย “ผมคิดว่าพวกเขากำลังเรียนรู้บทเรียนที่น่าสนใจมากจากความขัดแย้งในยูเครน เช่น ความเป็นผู้นำมีความสำคัญอย่างไร กลยุทธ์หน่วยย่อยมีความสำคัญเพียงใด หน่วยทหารชั้นประทวนสำคัญอย่างไร และการฝึกที่มีประสิทธิภาพจริงๆ กับระบบอาวุธที่เหมาะสม และมีอะไรบ้างที่ระบบเหล่านั้นกับคนที่เหมาะสมสามารถทำเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้น”

เมื่อวันเสาร์ บิลล์ เบิร์นส์ ผู้อำนวยการซีไอเอเผยว่า ความขัดแย้งของรัสเซียในยูเครนกระทบกับการคำนวณของจีนว่าจะเข้าควบคุมไต้หวันเมื่อไรและอย่างไร

“เห็นได้ชัดว่าผู้นำจีนพยายามมองบทเรียนที่ได้จากยูเครนอย่างรอบคอบเพื่อนำมาใช้กับเป้าหมายของตัวเองในไต้หวัน” เบอร์นส์กล่าว “ผมไม่คิดว่ามันจะกัดเซาะความมุ่งมั่นในการเข้าควบคุมไต้หวันของสีเมื่อเวลาผ่านไป แต่ผมคิดว่ามันเป็นอะไรบางอย่างที่ส่งผลต่อการคำนวณของพวกเขาเกี่ยวกับวิธีการและเวลาที่พวกจะลงมือทำ”

REUTERS/Kevin Lamarque   

บทเรียนแบนธุรกิจ Lazada จะยืนหยัด หรือการคว่ำบาตรจะล้มเหลว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682677

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 19:03 น.บทเรียนแบนธุรกิจ Lazada จะยืนหยัด หรือการคว่ำบาตรจะล้มเหลว

คิงสรุปว่า “มันสมเหตุสมผลที่จะอนุมานว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจขององค์กรมองว่าการบอยคอตเป็นภัยคุกคามต่อชื่อเสียงที่ร้ายแรงกว่าเป็นภัยคุกคามต่อยอดขาย”

กระแสการบอยคอตกลับมาร้อนระอุอีกครั้งในประเทศไทยเมื่อโฆษณาชิ้นหนึ่งของอีคอมเมิร์ซเจ้าดังอย่าง Lazada ถูกเผยแพร่ จนล่าสุดกองทัพไทยสั่งห้ามรถขนส่งของเจ้านี้เข้าหน่วยทหารทั่วประเทศ

การบอยคอตภาคธุรกิจในยุคนี้เกิดขึ้นมาเพื่อกดดันให้บริษัทปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติของตัวเองให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาการบอยคอตของผู้บริโภคก็มีทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว

ตัวอย่างกรณีที่สำเร็จที่เลื่องลือไปทั่วโลกคือ การบอยคอตรถโดยสารประจำทางในเมืองมอนต์โกเมอรีของคนผิวสีในปี 1955 (Montgomery Bus Boycott) หลังจากมีคนผิวสีถูกตำรวจลากลงจากรถเพราะไปนั่งในที่นั่งเฉพาะของคนผิวขาว และอีกครั้งหนึ่งคือ โรซา พาร์กส์ ไม่ยอมลุกให้คนผิวขาวนั่งจึงถูกจับกุม จนนำมาสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างคนผิวสีกับคนผิวขาวครั้งใหญ่ในสหรัฐ

เบรย์เดน คิง (Brayden King) ศาสตราจารย์ด้านการบริหารและการจัดการองค์กรจาก Kellogg School of Management บอกว่า “นักเคลื่อนไหวที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงขององค์กรนั้นส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทที่ตกเป็นเป้า มันจะต้องเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงจึงจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญใดๆ”

แล้วจะบอยคอตอย่างไรให้ได้ผล

คิงตั้งสมมุติฐานว่าบริษัทจะยอมอ่อนข้อให้กับการบอยคอตก็ต่อเมื่อ ยอดขายลด ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน และบริษัทมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีอยู่ก่อนแล้ว

คิงทดสอบสมมุติฐานนี้ด้วยการศึกษาข้อมูลการบอยคอตบริษัทขนาดใหญ่ที่รายงานในหนังสือพิมพ์แห่งชาติของสหรัฐระหว่างปี 1990-2005 แล้วแสวงหาคำตอบว่าทำไมบริษัท 53 จาก 144 แห่งที่ทำการศึกษาจึงยอมทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนที่บอยคอต

ผลลัพธ์ที่ได้แม้จะเป็นการยืนยันสมมุติฐานของคิงเกี่ยวกับความสำคัญของสื่อมวลชน แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ยอดขายที่ลดลงไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้การบอยคอตสำเร็จ แต่บริษัทส่วนใหญ่มักยอมทำตามคำเรียกร้องของผู้บริโภคหากสื่อมวลชนให้ความสนใจค่อนข้างมาก ในทางกลับกันอำนาจที่แท้จริงของการบอยคอตขึ้นอยู่การสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร

คิงพบว่าองค์กรที่มีภาพลักษณ์ย่ำแย่มีแนวโน้มที่จะยอมรับข้อเรียกร้องจากผู้บริโภคอย่างจริงจัง ในขณะที่บริษัทที่มีชื่อเสียงที่ดีจะไม่สะดุ้งสะเทือนต่อข้อเรียกร้อง และมีแนวโน้มที่จะ “ยึดมั่นในแนวทางของตัวเอง” โดยไม่สนใจยอดขาย

คิงสรุปว่า “มันสมเหตุสมผลที่จะอนุมานว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจขององค์กรมองว่าการบอยคอตเป็นภัยคุกคามต่อชื่อเสียงที่ร้ายแรงกว่าเป็นภัยคุกคามต่อยอดขาย” ซึ่งช่วยอธิบายได้อย่างดีว่าทำไมการบอยคอตจึงประสบความสำเร็จทั้งที่หลายครั้งมีผู้เข้าร่วมไม่มากและไม่ส่งผลกระทบกับยอดขายของบริษัทมากนัก

คิงระบุต่อว่า “การบอยคอตอาจไม่จำเป็นต้องส่งผลกระทบต่อยอดขายเลยเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ในทางกลับกันอิทธิพลของผู้เรียกร้องเกิดจากความสามารถในการทำให้สาธารณชนรับรู้เกี่ยวกับบริษัทในเชิงลบ ดังนั้นบริษัทที่มีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้วจึงมีแนวโน้มที่จะยอมแพ้ต่อการบอยคอตและระงับความเสียหายเพิ่มเติมใดๆ ที่การบอยคอตอาจส่งผลต่อชื่อเสียงของพวกเขา”

อย่างไรก็ดี คิงบอกว่าการศึกษานี้มีข้อสรุปที่น่าขันประการหนึ่งว่า “บริษัทที่มีชื่อเสียงตกต่ำอยู่แล้วตั้งแต่แรกมีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะถูกบอยคอต เพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว”

ส่วน Harvard Business Review ระบุถึงปัจจัยที่จะทำให้การบอยคอตประสบความสำเร็จไว้ดังนี้

1.ผู้เรียกร้องต้องมีกลยุทธ์ ผู้เรียกร้องไม่เพียงแต่พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่ยังต้องการเปลี่ยนแนวปฏิบัติในอุตสาหกรรมโดยรวมด้วย และเมื่อนี่คือเป้าหมาย ผู้เรียกร้องมักเลือกบริษัทเดียวเป็นเป้าหมาย ซึ่งมักเป็นบริษัทที่มีความเปราะบางหรือมีโอกาสที่จะสร้างแรงกระเพื่อมได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น แคมเปญ “McCruelty” เมื่อปี 2009 ขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA ที่อ้างว่า McDonald’s เชือดไก่อย่างทารุณ เพราะเป็นเครือที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด

2.ธุรกิจที่ทำการค้าระหว่างธุรกิจด้วยกันอาจไม่ตกเป็นเป้าโดยตรง แต่อาจได้รับผลกระทบจากการบอยคอตทางอ้อม อาทิ เมื่อ Apple ถูกโจมตีเกี่ยวกับการใช้แรงงานในจีน เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของ Apple แต่อยู่ที่คู่สัญญาการผลิตอย่าง Foxconn การทำแคมเปญโจมตี Foxconn โดยตรงมีโอกาสล้มเหลวสูง การพุ่งเป้าไปที่ Apple ย่อมดีกว่า เพราะความเสียหายต่อชื่อเสียงของ Apple สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานในซัพพลายเชนได้

3.บางครั้งข้อเรียกร้องก็ก่อให้เกิดการแบ่งขั้ว เช่น การสมรสของเพศเดียวกัน บริษัทจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากไม่ว่าจะเลือกอยู่ข้างไหน เพราะจะถูกอีกฝ่ายหนึ่งวิจารณ์อยู่ดี การถูกดึงเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นอาจกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กร

ขณะที่ เมาริซ ชไวต์เซอร์ ศาสตราจารย์ด้านการปฏิบัติการและการจัดการข้อมูลจาก Wharton School มองว่า “การบอยคอตน้อยมากที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การบอยคอตส่วนใหญ่ขาดความพยายามอย่างต่อเนื่อง” จากนั้นผู้คนก็จะหมดความสนใจหรือหยุดให้ความสนใจไปเอง

สำหรับกรณีของ Lazada ในบ้านเราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์จะออกมาเหมือนอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้บอกไว้หรือไม่

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

REUTERS/Darren Whiteside