โดรนยูเครนพิฆาตนาวี กับมิสไซล์เรือดำน้ำรัสเซีย ใครจะแน่กว่ากัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682646

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 14:40 น.โดรนยูเครนพิฆาตนาวี กับมิสไซล์เรือดำน้ำรัสเซีย ใครจะแน่กว่ากัน

ทั้งฝ่ายยูเครนและฝ่ายรัสเซียก็อ้างว่าอาวุธเด็ดของตัวเองโจมตีเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามจนเสียหายไปตามๆ กัน

เมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงกลาโหมยูเครนเผยว่าโดรนติดอาวุธ Bayraktar TB2 ของยูเครนได้ทำลายเรือระบายพลของรัสเซียที่อยู่ใกล้กับเกาะงู (Snake Island) รวมถึงยังทำลายระบบป้องกันขีปนาวุธของรัสเซียที่อยู่บนเกาะนั้นด้วย และยังจมเรือตรวจการณ์ชั้น Raptor อีก 2 ลำในเวลาไล่เลี่ยกัน

โดรนติดอาวุธ Bayraktar TB2 เป็นอากาศยานต่อสู้ไร้คนขับแบบเพดานบินปานกลางระยะเวลาทำการนาน (MALE) ที่สามารถควบคุมได้จากระยะไกลหรืออาจปฏิบัติการได้แบบอัตโนมัติ ผลิตโดยบริษัท Baykar Makina Sanayive Ticaret ในตุรกี โดยยูเครนสั่งซื้อมาใช้งานตั้งแต่ปี 2019

Bayraktar TB2 มีสมรรถนะในการโจมตีเป้าหมายด้วยความแม่นยำสูง มาพร้อมความสามารถในการทำลายเป้าหมายที่หลากหลาย ทั้งบนบก ในผิวน้ำ ทำให้ได้รับความนิยมในกองทัพต่างๆ ทั่วโลก

มีประสิทธิภาพสูงด้านการสอดแนม การเฝ้าระวังและการลาดตระเวน (ISR) รวมถึงภารกิจโจมตีด้วยอาวุธประเภทขีปนาวุธระยะใกล้ ครองสถิติในประวัติศาสตร์ด้านการบินของตุรกีโดยบินอยู่บนอากาศได้นานถึง 27 ชั่วโมง 3 นาที ที่ระดับความสูง 25,030 ฟุต

Bayraktar TB2 ถูกออกแบบในลักษณะเป็นหางผีเสื้อ และมีการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นตัวขับเคลื่อนโดรน มีการใช้เส้นใยคาร์บอนเป็นวัสดุหลัก และที่สำคัญคือโดรนชนิดนี้มีระบบควบคุมและสนับสนุนภาคพื้นจากองค์กรนาโต ผู้ควบคุมโดรนชนิดนี้จะมีอยู่ 3 คนด้วยกันก็คือ ฝ่ายนักบิน ฝ่ายผู้ส่งข้อมูล และฝ่ายบัญชาการภารกิจ

มีระดับความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเร็วในระดับมาตรฐาน (Cruise Speed) อยู่ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพด้อยกว่าโดรนทหารราคาแพงอย่าง Predator, Reaper หรือ Israeli Heron แต่ Bayraktar TB2 มีต้นทุนต่ำและมีขีดความสามารถในการทำลายล้างเป้าหมายเหมือนกันกับระบบโดรนทหารของสหรัฐที่ใหญ่และมีราคาแพงกว่า

เว็บไซต์เกี่ยวกับการทหาร Oryx ระบุว่า แม้ว่าโดรน Bayraktar TB2 จะขึ้นชื่อในเรื่องมือสังหารนักล่าที่ทำลายเป้าหมายที่อยู่บนพื้นดินด้วยขีปนาวุธที่ใช้เลเซอร์นำทางได้อย่างมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง แต่ก็สามารถโจมตีเป้าหมายทางทะเลได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ถ้าจะให้ระบุเฉพาะเจาะจงก็คือ การทำหน้าที่เป็นคนชี้เป้าให้กับขีปนาวุธต่อต้านเรือ Neptune ของยูเครนที่เคยใช้จมเรือธง Moskva ของรัสเซีย

เมาโร จิลลิ นักวิจัยอาวุโสด้านเทคโนโลยีทางการทหารและความมั่นคงนานาชาติจาก ETH Zurich เผยกับ Al Jazeera ว่า “มันขึ้นอยู่กับระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียมากๆ โดรนอย่าง TB2 ถูกระบบต่อต้านขีปนาวุธทางอากาศตรวจจับได้ง่าย ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพจะต้องใช้ด้วยความเชี่ยวชาญร่วมกับระบบการสงครามอิเล็กทรอนิกอื่นที่ปิดปั้นเรดาร์ของศัตรู และต้องใช้ด้วยเทคติกที่เหมาะสม”

ส่วน The National Interest บอกว่า แม้จะมีข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับโดรนนี้ไม่มากเนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคง แต่เทคโนโลยีนี้ค่อนข้างมีผลกระทบกับการป้องกันชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยูเครนนำโดรน Bayraktar TB2 จำนวนมากมาใช้และสามารถสร้างเครือข่ายจุดเฝ้าระวังที่กระจายไปทั่วจุดที่ถูกคุกคาม

ขีปนาวุธ 3M-54 Kalibr รุ่นส่งออกของรัสเซีย ภาพ: wikipedia/Allocer

ส่วนทางฝั่งรัสเซียมีการประกาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกว่า เรือดำน้ำที่อยู่ในทะเลดำโจมตีเป้าหมายทางการทหารของยูเครนด้วยขีปนาวุธร่อน Kalibr

ขีปนาวุธร่อน 3M-54 Kalibr หรือที่นาโตเรียกว่า SS-N-27 Sizzler และ SS-N-30A มีทั้งชนิดที่ยิงจากเรือ เรือดำน้ำ และยิงจากอากาศยาน บางรุ่นมีการขับเคลื่อน 2 สเตจซึ่งจะเร่งความเร็วให้อยู่ในระดับเหนือเสียงในช่วงสุดท้ายก่อนจะไปถึงเป้าหมาย เพื่อให้ระบบป้องกันของศัตรูมีเวลาในการตอบสนองน้อยลง และยังสามารถบรรจุหัวรบที่มีระเบิดหนัก 500 กิโลกรัมหรือหัวรบเทอร์โมนิวเคลียร์

ขีปนาวุธนี้สามารถยิงจากเรือที่แล่นอยู่บนผิวน้ำด้วยระบบการยิงในแนวตั้ง (VLS) จากนั้นจรวดจะพุ่งสู่ระดับความสูงที่ปลอดภัยกับตัวเรือแล้วจุดเครื่องยนต์เพื่อร่อนหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ก่อนจะพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำด้วยระบบนำร่อง GNSS และระบบพิกัดสัญญาณดาวเทียม GLONASS หรือระบบ GPS เวอร์ชั่นรัสเซีย

ส่วนพิสัยสูงสุดนั้นหลายแหล่งข้อมูลระบุต่างกัน อาทิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐประเมินว่าอยู่ที่ 1,400 กิโลเมตร ส่วน เซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่ามีพิสัย “เกือบ 1,500 กิโลเมตร” ขณะที่หลังการยิงครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค. 2015 กระทรวงกลาโหมรัสเซียบอกว่ามีพิสัย 2,000 กิโลเมตร

ขีปนาวุธรุ่นที่ใช้ในประเทศ (3M54T / 3M54K) และรุ่นส่งออก (3M54TE/3M54KE) เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำกว่าเสียง ก่อนจะขยับเป็นความเร็วเหนือเสียงที่ 2.9 มัค (เร็วกว่าความเร็วเสียง 2.9 เท่า) เมื่อเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมาย ซึ่งความเร็วระดับนี้ทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตรวจจับได้

ภาพ: wikipedia/Bayhaluk

ลัทธิกินอึ มีอยู่จริง และมีมานานนับร้อยปีแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682667

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 17:41 น.ลัทธิกินอึ มีอยู่จริง และมีมานานนับร้อยปีแล้ว

ความเชื่อ รสนิยม หรือการแพทย์ ลัทธิประหลาดนี้เกิดขึ้นมานานหลายปีในหลายพื้นที่ทั่วโลก

• เรียกได้ว่าเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสำนักปฏิบัติธรรมของฤาษีในจังหวัดชัยภูมิ ที่อ้างตัวว่าเป็นพระบิดา ผู้เป็นใหญ่กว่าทุกศาสดา ซึ่งจากการตรวจสอบภายในสำนักพบร่างผู้เสียชีวิต 11 รายที่มีการอ้างว่าบรรจุใส่โลงเก็บไว้ภายในสำนักฤาษีดังกล่าวเพื่อรอการขึ้นสวรรค์ นอกจากนี้เจ้าตัวยังให้ลูกศิษย์กินปัสสาวะ เสมหะ อุจจาระ รวมถึงขี้ไคล โดยอ้างเป็นยารักษาโรค

• แน่นอนว่าการรับประทานของเสียเหล่านี้มีความอันตรายที่จะรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่พฤติกรรมกินของเสียรวมถึงอุจจาระของนั้นมีมานานแล้วซึ่งเรียกว่า Coprophagia

 Coprophagia คือการรับประทานอุจจาระซึ่งเกิดขึ้นทั้งในมนุษย์และสัตว์ เป็นการรวมกันของคำว่า copros ที่แปลว่าอุจจาระ และ phagein ที่แปลว่ากิน จากภาษากรีกโบราณ ซึ่งหมายถึงการรับประทานอุจจาระในหลากหลายรูปแบบรวมทั้งของสัตว์สายพันธุ์อื่น ของบุคคลอื่น และของตัวเอง

• เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์ Parrots UG เปิดเผยเรื่องราวของอินฟลูเอนเซอร์ชาวกานาคนหนึ่งที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อเธอกินอุจจาระของเศรษฐีชาวดูไบแลกกับเงิน 50,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งวิดีโอนี้กลายเป็นไวรัลทั้งบนทวิตเตอร์และอินสตาแกรม

• การรับประทานอุจจาระของมนุษย์นั้นได้รับการอธิบายมานานมากแล้ว ในบุคคลที่มีอาการป่วยทางจิต และในกิจกรรมทางเพศบางอย่าง รวมถึงการรักษาทางการแพทย์ในบางทฤษฎี ฟร็องซัว ราเบอแล แพทย์และนักเขียนนิยายแนวเสียดสีและพิลึกพิลั่นชางฝรั่งเศส อ้างว่าแพทย์เมื่อหลายศตวรรษก่อน (ช่วงกลางศตวรรษที่ 16) ได้ชิมอุจจาระของผู้ป่วย เพื่อวินิจฉัยสุขภาพร่างกายของผู้ป่วย

• และในบางแวดวงเชื่อว่าการบริโภคมูลสัตว์บางชนิดสามารถเป็นยาได้ โดยราล์ฟ เอ. เลวิน นักชีววิทยากล่าวว่าการบริโภคมูลอูฐสดๆ ได้รับการแนะนำโดยชาวเบดูอินว่าเป็นยาสำหรับรักษาโรคบิด

• เมื่อปี 2015 VICE ได้นำเสนอการทำไวน์อุจจาระในเกาหลีใต้ที่เรียกว่า Ttongsul โดยดร.อี ชาง ซู แพทย์แผนโบราณเกาหลีซึ่งเคลมว่าเขาคือคนสุดท้ายในเกาหลีที่รู้ว่าไวน์อุจจาระนี้ทำอย่างไร กล่าวว่าไวน์อุจจาระนี้ถูกใช้เป็นเครื่องดื่มทางการแพทย์มานานแล้ว

• เขาเผยว่าผู้คนใช้อุจจาระและปัสสาวะมาทำเป็นปุ๋ยก่อนที่ปุ๋ยเคมีจะถูกคิดค้นขึ้น และไวน์อุจจาระก็เป็นที่รู้จักมาหลายรุ่นอายุแล้ว ยาแผนโบราณของเกาหลีจำนวนไม่น้อยที่ใช้อุจจาระ อาทิ ใช้มูลค้างคาวรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง มูลไก่สำหรับโรคกระเพาะ เป็นต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป สังคมเปลี่ยนไป แทบจะไม่มีใครใช้ยานี้แล้ว “ผมรู้สึกเศร้านะที่อุจจาระมนุษย์ไม่ถูกใช้ในยาตะวันออกอีกต่อไปแล้ว”

• ดร.อี ชาง ซู กล่าวว่าการทำ Ttongsul นั้นจะใช้อุจจาระเด็กอายุระหว่าง 4-7 ปีซึ่งบริสุทธิ์และไม่มีกลิ่น และเก็บไว้ในตู้เย็น 3-4 วัน ก่อนที่จะนำมาใช้เป็นส่วนผสมร่วมกับไวน์ข้าว โดยในระยะยาวไวน์จะช่วยรักษาอาการเจ็บปวดให้หายเร็วขึ้น

• “โดยปกติแล้วผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บจากการล้มอย่างหนักที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 20 วันถึง 1 เดือน ไวน์อุจจาระจะช่วยร่นเวลารักษาตัวลงไปครึ่งหนึ่ง” ดร.อี ชาง ซู กล่าว

• Coprophagia ยังถูกพูดถึงในงานเขียนหลายชิ้น รวมถึงหนังสือเรื่อง Gravity’s Rainbow ของทอมัส พินชอน ในปี 1973 ซึ่งมีฉากที่มีการบรรยายถึง Coprophagia อย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมีนวนิยายเรื่อง Norma ของวลาดิมีร์ โซโรกิน นักเขียนชาวรัสเซียที่บรรยายถึง Coprophagia เช่นกัน

• บางครั้งการรับประทานอุจจาระถูกใช้เป็นสิ่งปลุกเร้าทางเพศ และปรากฏอยู่ในภาพลามกอนาจาร ตัวอย่างที่โด่งดังเช่นวิดีโอ 2 Girls 1 Cup และนวนิยายเรื่อง 120 Days of Sodom โดยมาร์กี เดอ ซาด ที่เขียนขึ้นในปี 1785 และภาพยนตร์ผู้ใหญ่อีกหลายเรื่อง

• นวนิยายเรื่องเรื่อง 120 Days of Sodom ของมาร์กี เดอ ซาด ซึ่งเป็นเจ้าของคำว่าซาดิสม์ (sadism) ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง Salò ในปี 1975 ซึ่งมีฉากที่ตัวละครต้องรับประทานอุจจาระ

• ทั้งนี้ Coprophagia เกิดขึ้นเป็นปกติในสัตว์รวมถึงสุนัขและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด โดยบางการศึกษาชี้ว่าสัตว์เหล่านั้นกำลังป่วย หรือขาดสารอาหารและวิตามิน ตลอดจนเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยย่อย สำหรับสัตว์จำพวกแมลงเป็นเรื่องปกติที่จะกินมูลสัตว์อื่นซึ่งประกอบด้วยสารอาหารกึ่งย่อยจำนวนมาก

Photo by REUTERS/Thilo Schmuelgen

ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาคลี่คลายแล้ว นักวิทย์อ้างไขความลับได้ในที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682633

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 13:09 น.ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาคลี่คลายแล้ว นักวิทย์อ้างไขความลับได้ในที่สุด

นักวิทย์ออสเตรเลียไขปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) หรือที่เรียกกันว่า สามเหลี่ยมปิศาจ (Devil’s Triangle) พื้นที่ทางตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ อยู่ระหว่างฟลอริดา เปอร์โตริโก และเกาะเบอร์มิวดา ซึ่งเรือและเที่ยวบินหลายสิบลำหายสาบสูญไปอย่างลึกลับเมื่อมาถึงที่นี่

หลายคนต่างหาหลักฐานและทฤษฎีมาถกเถียงกันเพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น โดยบางทฤษฎีอ้างถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือฐานทัพของสิ่งมีชีวิตนอกโลก ความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาดึงดูดความสนใจผู้คนนับล้านมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งปริศนาทั้งหมดยังคงไขไม่กระจ่าง

แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา The Mirror รายงานว่าคาร์ล ครุสเซลนิค นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย อ้างว่าเขาได้ไขปริศนานี้สำเร็จแล้ว และมันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมขาติแต่อย่างใด คาร์ลเชื่อว่าการหายตัวไปของเครื่องบินและเรือไม่มีอะไรไปมากกว่าสภาพอากาศที่เลวร้ายและความผิดพลาดของมนุษย์

“เครื่องบินและเรือหลายลำที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยในพื้นที่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวหรือเมืองแอตแลนติสที่สาบสูญ…พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ใกล้กับส่วนที่มั่งคั่งของโลกนั่นก็คืออเมริกา ดังนั้นจึงมีการจราจรหนาแน่น” คาร์ลกล่าว

พร้อมเสริมว่า จากข้อมูลของ Lloyd’s of London และ US Coastguard จำนวนเรือและอากาศยานที่หายไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้นไม่ต่างจากที่อื่นๆ ของโลกหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์

คาร์ลยกตัวอย่างเที่ยวบินที่ 19 เครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพเรือสหรัฐที่หายไปอย่างลึกลับเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 1945 เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั่วโลก รวมถึงสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่นำไปใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Close Encounters of the Third Kind ซึ่งบรรยายภาพลูกเรือของเที่ยวบิน 19 ว่าถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป

เที่ยวบินดังกล่าวเดินทางจากรัฐฟลอริดา โดยมีลูกเรือ 14 คนบนเครื่อง แต่ขาดการติดต่อและหายไปโดยไม่พบร่างลูกเรือหรือซากเครื่องบิน ขณะที่เครื่องบินค้นหาที่ส่งไปหาเที่ยวบิน 19 ก็หายไปในคืนนั้น

คาร์ลมองว่าการหายตัวไปของเที่ยวบินที่ 19 มีแนวโน้มว่าจะเกิดจากคลื่นที่สูง 15 เมตรกระทบมหาสมุทรแอตแลนติกในวันนั้น โดยเสริมว่านักบินที่มีประสบการณ์ในเครื่องบินลำนั้นมีเพียงคนเดียวคือร้อยโทชาร์ลส์ เทย์เลอร์ ซึ่งความผิดพลาดของมนุษย์อาจมีส่วนในโศกนาฏกรรมนี้เช่นกัน

ในปี 2010 โจเซฟ โมนาแกน เสนอว่าสาเหตุที่เรือล่มและเครื่องบินตกอาจมาจากการก่อตัวของแก๊สมีเทน โดยแก๊สดังกล่าวอยู่ใต้ท้องทะเลในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ซึ่งเมื่อแก๊สขึ้นสู่พื้นผิวจะทะยานสู่อากาศ และขยายตัวเป็นวงกว้าง ก่อนที่จะก่อตัวเป็นฟองแก๊สขนาดใหญ่ เมื่อเรือลำใดผ่านเข้าไปในบริเวณนั้น ก็จะเข้าไปสู่ฟองแก๊สมีเทนขนาดยักษ์ จนทำให้เรือเหล่านี้สูญเสียการควบคุม และจมลงในที่สุด

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่หนาแน่นที่สุดในโลก โดยมีเรือผ่านพื้นที่นี้เป็นประจำทุกวันมุ่งหน้าไปยังเมืองท่าในทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และหมู่เกาะแคริบเบียน เรือสำราญที่ผ่านพื้นที่นี้ก็มีมากเช่นกัน เรือเที่ยวเองก็มักจะมุ่งหน้าไปและกลับระหว่างฟลอริดากับแคริบเบียนอยู่เป็นปกติ นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีการสัญจรทางอากาศอย่างหนาแน่น ทั้งอากาศยานพาณิชย์และส่วนตัว ซึ่งมุ่งหน้าไปยังฟลอริดา แคริบเบียน และทวีปอเมริกาใต้

Photo by Nilfanion/NASA/Wikipedia

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Bitcoin ทิ้งตัว 50%  ในช่วง 6 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682628

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 11:40 น.อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Bitcoin ทิ้งตัว 50%  ในช่วง 6 เดือน

สาเหตุที่ Bitcoin ร่วงต่ำว่าระดับ 30,000 เหรียญสหรัฐ

วันที่ 10 พ.ค. Bloomberg รายงานว่าราคา Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งลดลงจากระดับสูงสุดตลอดกาลที่ทำไว้เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมามากกว่า 55% โดยขณะนี้ทำราคาไว้ที่ประมาณ 69,000 เหรียญสหรัฐ

โดยขณะนี้ราคาเหรียญดังกล่าวเริ่มขยับขึ้นมาแล้วที่ 30,743 เหรียญสหรัฐ

จอช ลิม จากบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในนิวยอร์ก Genesis Global Trading กล่าวว่าเรากำลังเห็นราคาของ Bitcoin ปรับตัวลงอย่างช้าๆ โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเทขายของผู้ที่ถือครองเหรียญมาเป็นเวลานาน

ภาวะเงินฝืดในตลาดคริปโตเกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของสถาบันการเงินเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและควบคุมสภาพคล่อง ทำให้บรรดานักลงทุนต่างหันหนีออกจากสินทรัพย์เก็งกำไรในตลาดทั่วโลก

BBC รายงานว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขณะที่พวกเขาพยายามจัดการกับภาวะเงินเฟ้อ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนว่าอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก

นอกจากนี้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามในยูเครนที่มีต่อเศรษฐกิจโลกด้วย

การลดลงของมูลค่า Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกิดขึ้นขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงเช่นกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น, FTSE 100 ของอังกฤษ, ดัชนีดาวโจนส์, ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ในตลาดสหรัฐ

รายงานระบุว่า Ethereum ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ก็มีมูลค่าลดลงเช่นกัน โดยลดลงมากกว่า 20% ในสัปดาห์ที่แล้ว

นอกจากนี้ รายงานระบุว่าตลาดคริปโตเข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมืออาชีพ อาทิ กองทุนป้องกันความเสี่ยง และผู้จัดการการเงิน มีความกระตือรือร้นในการซื้อขายมากขึ้น จากที่เคยเป็นโดเมนของนักลงทุนรายย่อยและผู้ที่ชื่นชอบเท่านั้น

NextAdvisor อ้างคำพูดของเวนดี้ โอ ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตซึ่งกล่าวว่า “Bitcoin อาจสามารถตีกลับขึ้นมาเล็กน้อยที่ 35,000 เหรียญสหรัฐ แต่หากไม่ทำลายเส้นแนวโน้มที่ประมาณ 37,000 เหรียญสหรัฐ ฉันคิดว่าราคาของมันอาจร่วงมาถึง 29,000 เหรียญสหรัฐในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า”

อย่างไรก็ตาม ไมเคิล โนโวแกรตซ์ มหาเศรษฐีนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีเชื่อว่าตลาดคริปโตจะค่อยดีขึ้นหลังจากที่ผ่านจุดนี้ไปได้

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

ไบเดนฟื้นกฎหมายยุคสงครามโลก เตรียมส่งอาวุธให้ยูเครนไม่จำกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682624

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 10:28 น.ไบเดนฟื้นกฎหมายยุคสงครามโลก เตรียมส่งอาวุธให้ยูเครนไม่จำกัด

กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้สหรัฐเร่งการส่งมอบอาวุธไปช่วยยูเครนรบกับรัสเซีย

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงนามร่างกฎหมายให้ยืม-เช่า (Lend-Lease Act of 2022) ที่เคยใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายล่าสุด ซึ่งเป็นการเปิดทางให้สหรัฐเร่งการส่งอาวุธไปให้ยูเครนได้อย่างไม่จำกัด

ไบเดนให้คำมั่นระหว่างลงนามกฎหมายดังกล่าวที่ทำเนียบขาวว่า จะเดินหน้าติดอาวุธให้ยูเครนต่อไป “ในการต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศและประชาธิปไตยของพวกเขา” และว่า “ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ไม่ถูกเลย แต่การยอมก้มหัวให้กับการรุกรานมีค่าใช้จ่ายมากกว่า”

ร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากสภาคองเกรสเมื่อเดือนที่แล้วด้วยคะแนนเสียง 417-10 ส่วนวุฒิสภาเห็นชอบด้วยทั้งหมด เป็นการยกเลิกการจำกัดปริมาณอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ ที่รัฐบาลสหรัฐสามารถส่งไปให้ยูเครนหรือประเทศแถบยุโรปตะวันออกอื่นๆ โดยกฎหมายนี้จะระบุด้วยว่ายูเครจะต้องจ่ายเงินค่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้รับในภายหลัง

อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ส่งไปตามกฎหมายฉบับนี้แยกต่างหากจากความช่วยเหลือทางการทหารมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่สหรัฐส่งไปช่วยยูเครนนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และแยกจากความช่วยเหลือทางการทหารอีก 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่ไบเดนเพิ่งขอให้สภาคองเกรสอนุมัติเมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ กฎหมายให้ยืม-เช่าบังคับใช้ครั้งแรกในสมัยประธานาธิบดี แฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์ เมื่อเดือน มี.ค. 1941 9 เดือนก่อนที่สหรัฐจะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อติดอาวุธให้กับพันธมิตร ซึ่งจนถึงเดือน ก.ย. 1945 สหรัฐส่งมอบอาวุธรวมมูลค่า 50,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (980,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน) และแม้ว่าพันธมิตรรวมถึงสหภาพโซเวียตจะต้องจ่ายเงินค่าอาวุธ แต่สหรัฐยอมรับการให้เช่าพื้นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐแทนเงิน

การลงนามของไบเดนได้รับการต้อนรับจากยูเครนโดยประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประกาศว่าเป็น “ก้าวแห่งประวัติศาสตร์” ที่จะช่วยให้ยูเครนและสหรัฐ “คว้าชัยชนะด้วยกันอีกครั้ง…เหมือนเมื่อ 77 ปีก่อน”

REUTERS/Kevin Lamarque

การกลับมาของลูกเผด็จการ จะเกิดอะไรหลังชัยชนะ’แลนด์สไลด์’ของมาร์กอส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682618

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 09:57 น.การกลับมาของลูกเผด็จการ จะเกิดอะไรหลังชัยชนะ'แลนด์สไลด์'ของมาร์กอส

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทายาทอดีตเผด็จการของฟิลิปปินส์กลับมาครองอำนาจอีกครั้ง ฟังจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่แสดงทัศนะต่ออนาคต “การเมืองแบบเครือญาติ”

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือ “บองบอง” ลูกชายของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสและชื่อเดียวกับพ่อซึ่งเคยเผด็จการฟิลิปปินส์ที่ถูกขับออกจากการจลาจลในปี 2529 ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยคะแนนที่มหาศาลเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างจากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการกลับมาอีกครั้งของ “ราชวงศ์การเมือง” ที่โด่งดังที่สุดของประเทศฟิลิปปินส์

ต่อไปนี้เป็นปฏิกิริยาต่อชัยชนะของเขา

PETER MUMFORD หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ Eurasia Group ฝ่ายเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์

“ชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายที่เห็นได้ชัดของมาร์กอสไม่ได้รับประกันว่าเขาจะเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมและ/หรือมีประสิทธิภาพ แต่จะทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาเริ่มแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะสร้างแรงดึงดูดขั้นต้นที่แข็งแกร่งให้กับสมาชิกสภาคองเกรส .. ..และจะหมายถึงนักเทคโนแครต/นักเศรษฐศาสตร์จะเต็มใจรับใช้ในคณะรัฐมนตรีของเขามากขึ้น”

“จุดเฝ้าระวังสำคัญอย่างหนึ่งภายใต้การบริหารของเขาคือ การที่การทุจริตและการวิจารณ์รัฐบาล – ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่โดดเด่นอยู่แล้วในฟิลิปปินส์ – มันจะแย่ลง เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะดูว่าเขาตระหนักถึงข้อกังวลเหล่านี้หรือไม่และส่งสัญญาณหรือดำเนินการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ หรือถ้าเขาแต่งตั้งครอบครัวที่ใกล้ชิดและคนที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวอื่นๆ ส่วนใหญ่ให้รับตำแหน่งสำคัญๆ ก็จะยืนยันความกังวลของนักลงทุนอีกครั้ง “

ALEX HOLMES นักเศรษฐศาสตร์เอเชียเกิดใหม่ของ Capital Economics

“ชัยชนะทำให้มาร์กอสอยู่ในสถานะที่มีอำนาจ เมื่อพิจารณาจากภูมิหลังทางครอบครัวและอาชีพทางการเมืองที่ย่ำแย่ของเขาจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนก็มีความกังวลว่าการเลือกตั้งของเขาจะจุดไฟให้เกิดการทุจริต การเลือกที่รักมักที่ชัง และธรรมาภิบาลที่ย่ำแย่”

“ระหว่างการหาเสียงมาร์กอสให้รายละเอียดนโยบายเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาอยากทำคือกลับมาใช้โปรแกรมโครงสร้างพื้นฐาน ‘สร้าง สร้าง สร้าง’ ของประธานาธิบดีดูเตอร์เตอีกครั้ง ซึ่งเขาหวังว่าจะ ‘ขยายและปรับปรุง’ แต่ก็น่าสงสัยนิดหน่อยว่าฟิลิปปินส์จะได้รับประโยชน์หรือไม่จากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้รับการจัดอันดับว่าแย่ที่สุดในเอเชีย”

“ประธานาธิบดีคนใหม่คนนี้ก็กระตือรือร้นที่จะสานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำจากจีนสามารถช่วยจำกัดผลกระทบทางการเงินจากการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานได้

“การทำตัวใกล้ชิดกับจีนน่าจะเกี่ยวข้องกับการแทนที่ความสัมพันธ์กับพันธมิตรดั้งเดิมของฟิลิปปินส์ คือสหรัฐฯ ดูเหมือนมีเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยสำหรับการหันหลังออกจากประเทศที่มีส่วนแบ่งของความต้องการส่งออกมากกว่าจีน ซึ่ง (สหรัฐ) ได้ลงทุนอย่างหนักในภาคการเอาท์ซอร์สกระบวนการทางธุรกิจและเป็นแหล่งส่งเงินขนาดใหญ่”

TEMARIO RIVERA อดีตศาสตราจารย์รัฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์

“ชัยชนะของมาร์กอส จูเนียร์ ส่งสัญญาณถึงการขึ้นครองอำนาจและการกระจุกตัวของอำนาจทางการเมืองแบบราชวงศ์ที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ แต่การรณรงค์ของ (รองประธานาธิบดีเลนี) โรเบรโดยังทำให้เกิดกองกำลังฝ่ายค้าน ซึ่งอาจท้าทายการใช้อำนาจโดยไม่ต้องรับผิดของผู้นำ หากขบวนการนี้นำโดยผู้นำที่ก้าวหน้าอย่างเพียงพอ สามารถสร้างแรงบันดาลใจและเคลื่อนไหวไปพร้อมกับผู้คน”

GREG POLING, นักวิจัยอาวุโสและกรรมการของ Center for Strategic and International Studies ในวอชิงตัน

“อีกไม่นานเขาจะได้เป็นประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง แต่ปี 2565 ไม่ใช่ปี 2515 นี่ไม่ใช่จุดจบของประชาธิปไตยของฟิลิปปินส์ แม้ว่ามันอาจจะเร่งให้เสื่อมสลายเร็วขึ้นก็ตาม”

“สหรัฐฯ ควรจะตอบสนองโดยการมีส่วนร่วมมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระแสลมประชาธิปไตยที่พัดถล่มฟิลิปปินส์”

“มาร์กอสเป็นคนรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง เขาหลีกเลี่ยงการดีเบตระหว่างผู้สมัครเป็นประธานาธิบดี เลี่ยงการสัมภาษณ์ และปิกปากเงียบในประเด็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เขาชัดเจนว่าเขาต้องการจะแก้ไขความสัมพันธ์กับปักกิ่งอีกครั้ง”

Photo – REUTERS/Eloisa Lopez/File Photo

Lazada ข้างนอกเจอศึกใหญ่ ข้างในก็ปั่นป่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682588

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 21:13 น.Lazada ข้างนอกเจอศึกใหญ่ ข้างในก็ปั่นป่วน

บริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง Lazada กลับเจอปัญหานานาประการในตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และกำลังซวนเซอย่างหนักในประเทศไทย หลังจากเกิดกรณีแอดเจ้าปัญหา

สำหรับคนที่ไม่ได้ตามข่าวคราวธุรกิจมากนักคงจะไม่ทราบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ Lazada เปลี่ยนซีอีโอมาแล้วถึง 4 ครั้ง

เอาจริงๆ ถ้านับกันในปีที่เปลี่ยนตัวคนล่าสุดมารับตำแหน่ง คือ หลี่ฉุน (Chun Li) ในปี 2020 ถือเป็นการเปลี่ยนซีอีโอคนที่ 4 ในรอบ 3 ปี

เรื่องนี้อาจดูเหมือนไม่มีอะไรมากไปกว่าบริษัทกำลังแย่งชิงความหนึ่งในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับคู่แข่งคนสำคัญคือ Shopee ซึ่งขึ้นมาครองอันดับ 1 โดยชิงตำแหน่งมาจาก Lazada นั่นเอง

มันจึงไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่างอีคอมเมิร์ซสองค่าย แต่เป็นศึกช้างชนช้างระหว่างมหาอำนาจเทคจีน 2 บริษัทคือ Alibaba Group ที่ซื้อ Lazada มาครองในปี 2016 กับ Tencent Holdings ที่ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของ Shopee

แต่จริงๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น 

เมื่อเร็วๆ นี้ Tencent เพิ่งจะลดการถือหุ้นใน Sea Ltd บริษัทแม่ของ Shopee ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะละเลยไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดถึง เพราะประเด็นคือการที่ Lazada เจอปัญหามากมาย จนแม้แต่คู่แข่งถูกขายหุ้นเป็นพันล้านก็ยังไล่ตามไม่ทัน

ถ้าจะลองดูตั้งแต่ปี 2016 ที่ Alibaba ซื้อ Lazada และตั้งคนของตัวเองเข้ามาคุมก็เกิดปรากฏการณ์สมองไหลจาก Lazada พนักงานจำนวนไม่น้อยหันไปซบค่ายคู่แข่ง

ในเดือนมีนาคม 2018 ทาง Alibaba แต่งตั้งเผิงเหล่ย (Peng Lei) ลูกหม้อของบริษัท สลัดตำแหน่งซีอีโอของ Ant Financial มาเป็นซีอีโอของ Lazada แทนที่แม็กซ์ บิตเนอร์ (Max Bittner) ผู้ก่อตั้งเดิมของบริษัท

แต่อยู่ได้แค่ 8 เดือน เผิงเหล่ยก็ลงจากเก้าอี้ ไล่ๆ กับที่คู่แข่งอย่าง Shopee แซงขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนอันดับ 1 ในเวลาเพียง 2 ปีหลังจากที่ Alibaba ได้ Lazada มาครอง

ต่อมาตั้งปิแอร์ ปัวญง (Pierre Poignant) มาเป็นซีอีโอก็อยู่ได้แค่ 18 เดือนแล้วโอนตำแหน่งให้กับหลี่ฉุนในปี 2020 หลังจากนั้นก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก ซึ่งไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะโลกเราเข้าสู่การระบาดใหญ่ที่ลากยาวมาถึงตอนนี้

อย่าว่าแต่สำนักงานใหญ่ของ Lazada สับเปลี่ยนตำแหน่งบ่อยๆ ถานเฉียนเหวิน แห่งสำนักข่าวด้านเทคโนโลยีในจีน “เหลยฟง/leiphone” เขียนว่า แม้แต่สำนักงานสาขาก็เปลี่ยนหัวบ่อยๆ ทั้งสาขาไทย มาเลเซีย หรือแม้แต่เวียดนามที่มีเรื่องความไม่ลงรอยระหว่างซีอีโอที่บริหารงานแบบ Alibaba แต่คนที่เวียดนามรับไม่ค่อยได้

ดังนั้นจึงมีการวิเคราะห์กันว่าเกิดความขัดแย้งภายใน Lazada เรื่องการบริหารและยุทธศาสตร์การทำธุรกิจ และไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นเรื่องบานปลายเลยทีเดียว

รายงานจากเว็บไซต์ข่าวเทคโนโนยีภาษาจีน “ผิ่นหวาน/pinwan” ระบุว่า Alibaba พยายามจำลองการดำเนินการและวิธีการที่ใช้ตลาดจีนมาใช้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลยุทธ์นี้ไม่ได้ผลทันตา ทำให้พนักงานระดับกลางและระดับสูงบางคนที่ส่งมาจากจีนไม่สามารถเข้ากับ Lazada ได้ และในไม่ช้าก็ถูกย้ายกลับไปยังจีน

พูดง่ายๆ ก็คือวัฒนธรรมองค์กรของจีนไม่เข้ากับที่อาเซียน ทำให้เกิดความขัดแย้งภายใน กระทั่งกระทบต่อผลประกอบการ และทำให้คู่แข่งแซงหน้าไปในที่สุด

ยังไม่นับที่ตอนแรก Lazada ก่อตั้งโดยชาวเยอรมัน ได้รับการหนุนหลังโดยบริษัททุนเยอรมัน มีวัฒนธรรมองค์กรที่เดินตามรอยซิลิคอนแวลลีย์

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าโมเดลแบบ Alibaba มันมีปัญหาเมื่อมาใช้กับองค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ Alibaba แทรกแซงการบริหารของ Lazada มากเกินไป

อีกประเด็นมาจากข้อมูลคนวงในของ Lazada ที่บอกกับสื่อภาษาจีนเกี่ยวกับสังคมออนไลน์ “หวานเตี่ยน/LatePost” ว่าเมื่อ Alibaba จะเลือกตัวแทนที่จะไปคุม Lazada คุณลักษณะแรกที่มองหาคือ “ความภักดี” ในขณะที่คุณสมบัติรองลงมาคือ ผลการดำเนินธุรกิจของพวกเขาในตลาดจีน

ถานเฉียนเหวิน แห่งสำนักข่าวด้านเทคโนโลยีในจีน “เหลยฟง/leiphone” ตั้งข้อสังเกตว่า Shopee ปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นอาเซียนมากกว่า และ Tencent ไม่แทรกแซงมากเกินไป ทีมในท้องถิ่นยังคงอยู่ ไม่ถูกยุบไป ผู้บริหารก็มีภูมิหลังเกี่ยวข้องกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของ Tencent แต่ก็เป็นเอกเทศอยู่ในสิงคโปร์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่ Lazada ตรงกันข้าม เพราะใช้คนจาก “ส่วนกลาง” คือสำนักงานใหญ่ของ Alibaba ที่หังโจว เช่นกรณีของเผิงเหล่ย เคยบอกว่าระหว่างเป็นซีอีโอของ Lazada เธอต้องบินมาประชุมวางยุทธศาสตร์ที่สิงคโปร์ทุกเดือนโดยมีเวลาแค่ 1 วัน แล้วบินไปสำนักงานของ Lazada ในประเทศต่างๆ สัปดาห์และครั้งหรือสองครั้ง หรือเดือนละครั้ง เพื่อศึกษางาน

วัฒนธรรมการบริหารที่ต่างกันสุดขั้วกับคนในท้องถิ่นอาเซียนนี่เองคือจุดอ่อนของ Lazada

ยังไม่นับความข้องใจในหมู่พนักงงานและผู้ค้าอีกในบางประเด็นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของ Lazada ทำให้เข้าใจได้ว่า สิ่งที่ทำให้ Lazada ถูกโค่นจากเบอร์หนึ่งคือเรื่องภายในเป็นหนัก

ในภายหลัง Alibaba พยายามแก้ปัญหานี้โดยเรียกระดับผู้บริหารที่ส่งมากลับไปที่จีน แต่มันอาจจะช้าเกินไป เพราะคู่แข็งแกร่งขึ้นมามากแล้ว

แต่ต้องยกเครดิตให้กับ Shopee ด้วยที่กำหนดยุทธศาสตร์เข้าเป้ากว่า ทั้งๆ ที่ไม่อยู่ในสายตามาตั้งแต่แรก แถมตอนที่บริษัทแม่เข้าตลาดหุ้นสหรัฐในปี 2018 ผู้ถือหุ้นบางคนยังขายหุ้นทิ้งด้วยซ้ำ เพาะคิดว่าไม่รอดแน่ๆ

แต่ตรงกันข้าม ขณะที่ในปีนั้น Lazada เริ่มซวนเซ Shopee ก็พุ่งทะยานแซงหน้า

รายงานโดย Goldman Sachs เมื่อเดือนมีนาคมที่ปี 2020 คาดว่า Shopee จะเป็นผู้นำตลาดโดยรวมภายในปี 2025 ยกเว้นว่า Lazada จะมั่นคงขึ้นมาได้

ในเวลานี้สมรภูมิรบสำคัญระหว่าง Lazada กับ Shopee อยู่ที่อินโดนีเซียที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน มีศักยภาพตลาดออนไลน์ที่มีอนาคตไกล แต่ดูเหมือนว่าเราจะได้ผู้ชนะแล้วในเกมส์นี้ โดยจากการสำรวจโดย Ipsos พบว่าบริษัทที่นิยมที่สุดคือ Tokopedia ตามด้วย Shopee และ Lazada แต่ยังดีที่เป็นการไล่ตามแบบหายใจรดต้นคอ

นอกจากจะไล่ตามในตลาดอินโดนีเซียไปแล้ว ตอนนี้ Lazada ยังมาเจอกับวิกฤตในประเทศไทยอีก จากกรณีโฆษณาของลูกค้าบางคนที่สร้างความไม่พอใจในสังคม

การตอบสนองที่ล่าช้าของ Lazada ซึ่งเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ไม่มีตอนไหนที่อนาคตของ Lazada ประเทศไทยจะทุกลักทุเลไปกว่านี้แล้ว

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

Photo – REUTERS/Darren Whiteside/File Photo with alteration by Post Today

เปิดเผยภาพถ่าย UFO ที่ชัดที่สุดเท่าที่เคยมีมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682564

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 16:30 น.เปิดเผยภาพถ่าย UFO ที่ชัดที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ภาพถ่ายยูเอฟโอที่ดีที่สุดถูกเผยแพร่หลังถูกบันทึกเมื่อ 50 ปีก่อน ถ่ายได้ที่คอสตาริกา

เว็บไซต์ The Sun รายงานว่าภาพถ่ายยูเอฟโอที่ดีที่สุดได้รับการเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก หลังจากที่ได้รับการบันทึกเมื่อ 50 ปีก่อน โดยภาพที่เห็นนี้ถูกถ่ายโดยเซอร์จิโอ ลอยซา ขณะอยู่บนเครื่องบินที่บินอยู่เหนือป่าทึบของคอสตาริกา ที่ระดับความสูงประมาณ 10,000 ฟุต ขณะกำลังสำรวจพื้นที่เพื่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำใกล้กับภูเขาไฟอาเรนัล ทางตอนเหนือของประเทศ

โดยขณะนี้ภาพดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งหลังผ่านการปรับแต่งให้มีความคมชัดและความละเอียดสูง หลังถูกบันทึกไว้นานครึ่งศตวรรษ ซึ่งเลสลี่ คีน นักข่าวสืบสวนของ New York Times และนักเขียนที่เป็นที่รู้จักจากผลงานหนังสือเกี่ยวกับยูเอฟโอ กล่าวว่าภาพนี้เป็น “ภาพถ่ายยูเอฟโอที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

รายงานระบุว่าขณะบินอยู่เหนือทะเลสาบโคท ลอยซาได้บันทึกภาพบริเวณนั้นทุกๆ 20 วินาที ก่อนที่จะพบว่าภาพที่ 300 ซึ่งบันทึกได้เมื่อเวลา 8.25 น. มีวัตถุบางอย่างลักษณะเหมือนแผ่นโลหะลอยอยู่ระหว่างพื้นดินกับเครื่องบินของลอยซา ขณะที่นักบินและลูกเรือทั้ง 3 คนไม่มีใครเห็นวัตถุดังกล่าวขณะกำลังอยู่บนเครื่องบิน

อย่างไรก็ตาม บางทฤษฎีกล่าวว่าภาพที่เห็นอาจเป็นภาพสะท้อนจากทะเลสาบ ขณะที่ออสการ์ เซียร์รา นักวิจัยยูเอฟโอในคอสตาริกากล่าวว่านี่เป็นหนึ่งในการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจว่ายูเอฟโอมีจริง แม้จะยังไม่สามารถอธิบายได้ แต่ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่จากหน่วยงานของรัฐบาล

Cote UFO, 1971 (Instituto Geogr?fico Nacional de Costa Rica)

Photo by Instituto Geográfico Nacional de Costa Rica

ทหารรับจ้างรัสเซียกำลังทำเรื่องโหดร้ายในแอฟริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682580

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ทหารรับจ้างรัสเซียกำลังทำเรื่องโหดร้ายในแอฟริกา

ประเทศในแถบแอฟริกากำลังเผชิญความโหดร้ายจากทหารรับจ้างรัสเซีย

1. ในช่วงหลายปีที่ผ่านมารัสเซียได้ส่งทหารรับจ้างไปยังประเทศในแถบแอฟริกาหลายประเทศ ซึ่งรวมถึง Wanger Group หนึ่งในกองกำลังรัสเซียที่กำลังโจมตียูเครนตะวันออกอยู่ในขณะนี้ด้วย โดยทหารรับจ้างจาก Wanger ประจำการอยู่ในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง (CAR), ซูดาน และมาลี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าบทบาทของ Wagner ในประเทศเหล่านั้นมีมากกว่าเพียงแค่การให้บริการด้านความปลอดภัย

2. The Guardian และ Aljazeera รายงานว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในเดือนมี.ค. มีรายงานเหตุการณ์ที่โหดร้ายที่สุดนับตั้งแต่ Wagner มาถึงมาลีเมื่อปีที่แล้วหลังจากบรรลุข้อตกลงกับผู้นำทางทหารคนใหม่ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวคือการสังหารหมู่ที่ส่งผลให้มีผู้คนเสียชีวิตประมาณ 350 ถึง 380 คนในเวลา 4 วัน โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

3. แม้ว่าจะยังไม่มีใครออกมายอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่พยาน ผู้นำชุมชน นักการทูต และนักวิเคราะห์ในท้องถิ่นกล่าวว่าหลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่กลุ่ม Wanger ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความกังวลว่าการแทรกแซงของรัสเซียจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศต่างๆ ทั่วทั้งทวีป

4. ก่อนหน้านี้ Wagner Group สามารถขับไล่กองกำลังกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงและกองทหารฝรั่งเศสออกจากมาลีไปได้ และในตอนนี้พวกเขากำลังปกป้องเหมืองทองคำและเพชรมูลค่ามหาศาลในมาลี ซึ่งคาดว่าปัจจุบันมีทหารรับจ้างชาวรัสเซียประจำการอยู่ในมาลีราว 1,000 นาย

5. นอกจากมาลีแล้ว สาธารณรัฐแอฟริกากลาง (CAR) ก็เป็นอีกประเทศที่เป็นที่ตั้งของฐานที่มั่นของทหารรับจ้างชาวรัสเซีย และต้องเผชิญกับความรุนแรงมานานหลายปี

6. เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา Business Insider รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่และพยานในพื้นที่ระบุว่าทหารรับจ้างจากกลุ่ม Wagner 3 นาย ก่อเหตุบุกรุกและข่มขืนผู้หญิงในแผนกสูติกรรม เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งยังเผยว่าพยาบาลที่เข้ามาห้ามก็ถูกข่มขืนด้วยเช่นกัน

7. รายงานระบุว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทหารรับจ้าง Wagner Group คุกคามและทำร้ายประชาชน โดยในเดือนต.ค. ปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติได้ออกรายงานแสดงความกังวลว่าพลเรือน รวมทั้งผู้รักษาสันติภาพ นักข่าว เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ และชนกลุ่มน้อย ถูกคุกคามหรือข่มขู่อย่างรุนแรงโดยทหารรับจ้าง Wagner

8. นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังอ้างว่าทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กสาว เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่จำนวนยังไม่เป็นที่แน่ชัด เนื่องจากหลายคนกลัวที่จะรายงาน โดยผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้รัฐบาลสาธารณรัฐแอฟริกากลางยุติความสัมพันธ์กับ Wagner

9. ด้านเจ้าหน้าที่ทางทหารระดับสูงของสาธารณรัฐแอฟริกากลางกล่าวกับ The Daily Beast ว่าเป็นเรื่องยากที่กองทัพจะลงโทษทหารรับจ้างชาวรัสเซีย โดยเสริมว่ามีเพียงประธานาธิบดีเท่านั้นที่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะจัดการกับรัสเซียอย่างไร

10. รายงานยังชี้ว่าเหยื่อข่มขืนในสาธารณรัฐแอฟริกากลางแทบจะไม่ได้รับความยุติธรรม โดย Human Right Watch ได้บันทึกกรณีการข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ 305 คดี ที่สมาชิกกลุ่มติดอาวุธกระทำต่อผู้หญิงและเด็กหญิงระหว่างต้นปี 2013 ถึงกลางปี 2017 ขณะที่บรรดาผู้เสียหาย 296 คนที่ให้สัมภาษณ์มีเพียง 11 คนเท่านั้นที่พยายามยื่นฟ้องต่อศาล

11. รายงานจาก Human Right Watch ยังชี้ว่าทหารรับจ้างในสาธารณรัฐอัฟริกากลางได้สังหาร ทรมาน และเฆี่ยนตีพลเรือนหลายครั้งตั้งแต่ปี 2019 โดยในวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติได้ประกาศว่าจะทำการตรวจสอบสถานการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีรายงานเบื้องต้นที่อ้างว่ากองกำลังรัสเซียอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

12. “มีหลักฐานที่น่าสนใจว่ากองกำลังของรัสเซียได้กระทำทารุณกรรมอย่างร้ายแรงต่อพลเรือนโดยไม่ได้รับโทษใดๆ “ ไอดา ซอว์เยอร์ ผู้อำนวยการด้านวิกฤตและความขัดแย้งของ Human Rights Watch กล่าว

13. ในระหว่างเดือนก.พ. 2019 ถึงเดือนพ.ย. 2021 Human Rights Watch ได้สัมภาษณ์ 40 คนเกี่ยวกับการล่วงละเมิด รวมถึงเหยื่อ 10 คนและพยาน 15 คน ซึ่งพวกเขากล่าวว่าผู้ก่อเหตุเป็นชายผิวขาวพูดภาษารัสเซีย พยานคนหนึ่งกล่าวว่าชายเหล่านี้พกอาวุธเหมือนกับทหาร สวมชุดสีกากีและสีเบจ ใช้ผ้าพันคอปิดบังใบหน้า สวมรองเท้าบู๊ททหาร ถุงมือ และแว่นตาดำ

14. นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่ทหารรัสเซียสังหารประชาชนมือเปล่าอย่างน้อย 13 คน เมื่อเช้าวันที่ 21 ก.ค. 2021 ในเมืองบอสซานเกา ขณะที่พยานรายหนึ่งกล่าวว่าชายที่พูดภาษารัสเซียได้วางสิ่งกีดขวางบนถนน ทุบตี และยิงประชาชนจนถึงแก่ชีวิต ก่อนที่จะนำศพพวกเขาไปฝังข้างถนน

15. Human Rights Watch ยังบันทึกกรณีการกักขังและทรมานโดยกองกำลังที่เชื่อมโยงกับรัสเซียในเมืองบัมบารี ในปี 2019

16. ทั้งนี้ Wagner Group ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ขณะที่รัฐบาลรัสเซียจะยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าว

17. แม้ว่าศูนย์ฝึกของ Wanger ทางตอนใต้ของรัสเซียอยู่ติดกับฐานทัพของกองทัพรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีการคาดกันว่า “เยฟเกนี ปริโกชิน” นักธุรกิจที่ถูกยกให้เป็นเชฟส่วนตัวของปูติน คือเจ้าของตัวจริงและเป็นคนจ่ายเงินให้ Wagner Group ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

Photo by REUTERS/Thomas Peter

ปูตินลั่น ‘ตะวันตกกำลังเตรียมบุกดินแดนของเรา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682562

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 15:05 น.ปูตินลั่น 'ตะวันตกกำลังเตรียมบุกดินแดนของเรา'

ผู้นำรัสเซียปราศรัยเนื่องในวันชัยสมรภูมิ (Victory Day) วันฉลองชัยชนะของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมันและการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน กล่าวว่า การแทรกแซงของรัสเซียในยูเครนมีความจำเป็น เนื่องจากตะวันตกกำลัง “เตรียมการรุกรานดินแดนของเรา รวมถึงแหลมไครเมียด้วย”

ปูตินกล่าวในการจัดขบวนพาเหรดวันแห่งชัยชนะประจำปีที่จัตุรัสแดงของมอสโกซึ่งเป็นการฉลองวันครบรอบชัยชนะของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่สอง

วลาดิมีร์ ปูติน ยังปลุกเร้าความทรงจำเกี่ยวกับวีรกรรมของสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อวันจันทร์ เพื่อกระตุ้นให้กองทัพของเขามุ่งสู่ชัยชนะในยูเครน

ปูตินกล่าวกับทหารจำนวนมากในจัตุรัสแดงในวันครบรอบ 77 ปีแห่งชัยชนะเหนือนาซีเยอรมนี โดยประณามสิ่งที่เขาเรียกว่าภัยคุกคามจากภายนอกเพื่อทำให้รัสเซียอ่อนแอลงและแตกแยก ซึ่งตอกย้ำวาทะของเขามักใช้เพื่ออ้างความชอบธรรมในการรุกรานยูเครน ว่านาโต้กำลังสร้างภัยคุกคามต่อรัสเซีย

เขาพูดถึงทหารที่กำลังสู้รบในภูมิภาคดอนบัสทางตะวันออกของยูเครนโดยตรง ซึ่งรัสเซียให้คำมั่นว่าจะ “ปลดปล่อย” ดินแดนแห่งนั้นจากรัฐบาลเคียฟ

“การปกป้องมาตุภูมิเมื่อถึงเวลาที่จะต้องตัดสินชะตากรรมนั้น (เป็นภารกิจที่) ศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอด” เขากล่าว “วันนี้คุณกำลังต่อสู้เพื่อประชาชนของเราในดอนบัส เพื่อความปลอดภัยของรัสเซีย บ้านเกิดของเรา”

อย่างไรก็ตาม คำปราศรัยความยาว 11 นาทีของปูตินในวันที่ 75 ของการบุกรุกยูเครนไม่ได้ให้การประเมินความคืบหน้าในสงคราม และไม่ได้ระบุว่าจะดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน

เขาเปรียบเปรยหลายครั้งถึงสงครามในยูเครนกับการต่อสู้กับชาตินิยม “นาซี” ที่อันตรายในยูเครน กับความท้าทายที่สหภาพโซเวียตต้องเผชิญเมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์บุกโจมตีในปี 2484

ทั้งนีี้ รัสเซียอ้างว่ารัฐบาลยูเครนให้การสนับสนุนกองกำลังนิยมนาซี-ชาตินิยมยูเครน ก่อกวนสวัสดิภาพของชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซีย และรัสเซียต้องเข้ามาแทรกแซงด้วย “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร”

ตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนที่กล่าวว่ารัสเซียกำลังเตรียม “ทำให้นาซีหวนกลับมาอีกครั้ง” ในยูเครน

Photo – Sputnik/Mikhail Metzel/Pool via REUTERS ATTENTION EDITORS