นักลงทุนยังเชื่อมั่น หุ้น Alibaba พุ่งหลังเคลียร์กรณีถูกปรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650277

วันที่ 12 เม.ย. 2564 เวลา 12:30 น.นักลงทุนยังเชื่อมั่น หุ้น Alibaba พุ่งหลังเคลียร์กรณีถูกปรับหุ้นอาลีบาบาพุ่งขึ้นหลังบอร์ดบริษัทชี้แจงนักลงทุนกรณีถูกรัฐบาลจีนสั่งปรับ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เช้าวันนี้ (12 เม.ย.) หุ้น Alibaba ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงพุ่งขึ้น 8.99% ไปอยู่ที่ 237.60 เหรียญฮ่องกง หลังจากบอร์ดบริหารชี้แจงกับบรรดานักลงทุนว่าคำสั่งปรับ 2,780 ล้านเหรียญสหรัฐจากรัฐบาลจีน มีผลกระทบเพียงเล็กน้อยกับการดำเนินการของ Alibaba

แดเนียล จาง ประธาน Alibaba แจ้งในที่ประชุมนักลงทุนว่า คำสั่งปรับจากรัฐบาลจีนดูเหมือนจะเป็นการบ่งชี้ว่าการสอบสวน Alibaba ในข้อหาผูกขาดทางการค้าสิ้นสุดลงแล้ว และย้ำว่าค่าปรับดังกล่าวไม่ส่งผลเสียต่อการดำเนินการของบริษัท

ด้าน โจ ไช่ รองประธาน Alibaba กล่าวว่า “เรามีแนวทางที่ดีภายใต้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล”

Photo by LUDOVIC MARIN / AFP

ควีนเอลิซาเบธตรัสทรงรู้สึก ‘ว่างเปล่า’ หลังสูญเสียเจ้าชายฟิลิป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650272

วันที่ 12 เม.ย. 2564 เวลา 11:30 น.ควีนเอลิซาเบธตรัสทรงรู้สึก 'ว่างเปล่า' หลังสูญเสียเจ้าชายฟิลิปนับเป็นความว่างเปล่าครั้งใหญ่ในชีวิตของพระองค์หลังทรงสูญเสียพระสวามีที่เคียงข้างกันมาว่า 73 ปี

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษทรงเผยว่า “เป็นความว่างเปล่าครั้งใหญ่ในชีวิตของพระองค์” หลังทรงสูญเสียเจ้าชายฟิลิป พระสวามีที่เคียงข้างกันมากว่า 73 ปีไปเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา

โดยเจ้าชายแอนดรูว์ พระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ทรงเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสื่อมวลชนเมื่อวันอาทิตย์ (11 เม.ย.) หลังเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา ณ โบสถ์ออล เซนต์ส ในรอยัล ลอดจ์ เมืองวินด์เซอร์

เจ้าชายแอนดรูว์ทรงเผยว่าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงมีความอดทนอย่างไม่น่าเชื่อ แต่การสูญเสียครั้งนี้พระองค์ตรัสว่ามันทิ้งความว่างเปล่าครั้งใหญ่ไว้ในชีวิตของพระองค์

อย่างไรก็ตามเจ้าชายแอนดรูว์ตรัสว่าสมาชิกราชวงศ์ทุกคนพร้อมยืนเคียงข้างสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสมอ

พร้อมตรัสว่าราชวงศ์อังกฤษเองต่างก็รู้สึกสูญเสียอย่างมาก รวมถึงตัวพระองค์เองก็เสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง และจะทรงเป็นกำลังพระทัยให้แก่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แม่ของพระองค์ซึ่งน่าจะเสียพระทัยมากกว่าใครๆ

Photo by Leon NEAL / POOL / AFP

คาดเศรษฐกิจเมียนมาอาจหดตัวหนักถึง 20% เพราะรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650271

วันที่ 12 เม.ย. 2564 เวลา 10:42 น.คาดเศรษฐกิจเมียนมาอาจหดตัวหนักถึง 20% เพราะรัฐประหาร นักวิเคราะห์คาดสถานการณ์เลวร้ายสุดสำหรับเศรษฐกิจเมียนมาคือ การเติบโตหดตัว 20%

ธนาคารโลก (World Bank) เผยรายงานคาดการณ์ว่า ปีนี้เศรษฐกิจเมียนมาอาจหดตัวถึง 10% เนื่องจากการชุมนุมประท้วงทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าแย่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียที่เศรษฐกิจของหลายประเทศกำลังฟื้นตัวจากผลกระทบของ Covid-19

อาทิตยา มัตตู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียของธนาคารโลกเผยว่า “เรากังวลอย่างยิ่ง การเติบโตติดลบ 10% สำหรับประเทศยากจนสำหรับผมคือหายนะ และหากคำนวณต้นทุนอื่นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อการเติบโตในระยะยาวเข้าไปด้วยแล้ว ผมว่าสถานการณ์มันน่าสิ้นหวังมาก”

ขณะที่นักวิเคราะห์รายื่นมองว่าสถานการณ์จะแย่ยิ่งกว่าที่ธนาคารโลกคาดไว้ เช่น ศูนย์วิจัย Fitch Solutions คาดว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะเติบโตติดลบ 20% ในปีงบประมาณ 2020-2021 โดยระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมประท้วงที่เพิ่มขึ้น บวกกับความไม่สงบในบ้านเมืองหมายความว่า รายจ่ายที่จะก่อให้เกิดจีดีพีมีแนวโน้มจะล่มสลาย และในขณะนี้ยังไม่สามารถมองในแง่ดีได้เลย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ความวุ่นวายทางการเมืองเป็นตัวฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจเมียนมา ไม่ว่าจะเป็น นักลงทุนต่างประเทศพากันถอนตัว บวกกับชาติตะวันตกพากันคว่ำบาตร อีกทั้งการทำอารยะขัดขืนด้วยการไม่ซื้อสินค้าจากธุรกิจของกองทัพยังทำให้เศรษฐกิจซบเซา

นอกจากนี้ ธุรกิจการเดินเรือขนส่งตู้สินค้ายังยุติการให้บริการเนื่องจากพนักงานขับรถบบรทุกหยุดงานประท้วง ส่งผลให้ตู้สินค้าติดอยู่ที่ท่าเรือ ไปจนถึงการจำกัดการถอนเงินซึ่งทำให้ธุรกิจหลายแห่งไม่สามารถจ่ายค่าจ้างพนักงาน การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เป็นการตัดช่องทางการค้าขายออนไลน์ ล้วนเป็นปัจจัยให้เศรษฐกิจชะลอตัว

Photo by STR / AFP

ไขข้อข้องใจทำไมเจ้าชายฟิลิปไม่ได้ยศเป็นคิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650229

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 20:00 น.ไขข้อข้องใจทำไมเจ้าชายฟิลิปไม่ได้ยศเป็นคิงแม้ว่าเจ้าชายฟิลิปจะอภิเษกสมรสกับควีนอลิซาเบธแต่ก็ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นกษัตริย์ของอังกฤษ

เรื่องที่คนทั่วไปสงสัยกันเกี่ยวกับเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระที่เพิ่งสิ้นพระชนม์ขณะพระชนมายุ 99 พรรษาก็คือ พระองค์ไม่ได้มีตำแหน่งเป็น “กษัตริย์ของอังกฤษ” แต่ทรงพระยศเป็น “เจ้าชาย” หรือดยุคแห่งเอดินบะระตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ในขณะที่หากเจ้าชายวิลเลียมขึ้นครองราชย์ เจ้าหญิงแคเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ จะได้ตำแหน่ง “สมเด็จพระราชินี” หรือ สมเด็จพระราชินีอัครมเหสี (Queen Consort)

แล้วในเมื่อเจ้าหญิงเคทได้เป็นควีน แล้วเหตุใดเจ้าชายฟิลิปจึงไม่ได้เป็นคิง

คำตอบอยู่ที่กฎหมายการสืบทอดตำแหน่งของรัฐสภาของอังกฤษที่กำหนดไว้เสร็จสรรพว่าใครจะได้ครองราชย์คนต่อไปและคู่สมรสจะใช้ตำแหน่งอะไร โดยในแง่ของการสืบทอดราชบัลลังก์ กฎหมายจะดูจากสายเลือดโดยไม่คำนึงถึงเพศ แต่สำหรับคู่สมรสของสมาชิกราชวงศ์ กฎหมายกำหนดไว้สำหรับผู้หญิงและผู้ชายต่างกัน

หากผู้ชายในสายเลือดราชวงส์แต่งงาน หญิงคู่สมรสจะได้ตำแหน่งเดียวกับตำแหน่งที่ราชวงส์ชายคนนั้นๆ ได้รับ เช่น เจ้าชายวิลเลียมเสกสมรสกับ เคท มิดเดิลตัน และได้เลื่อนยศเป็นดยุคแห่งเคมบริดจ์ เคทก็ได้ตำแหน่งดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ หรือในกรณีของพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระบิดาของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ที่ขึ้นเป็นกษัตริย์ อลิซาเบธ หรือชื่อเดิมคือ อลิซาเบธ แองเจลา มาร์เกอริต โบวส์-ลีออน ก็ได้ยศเป็น Queen consort หรือ สมเด็จพระราชินีอัครมเหสี

หากผู้หญิงในสายเลือดราชวงศ์แต่งงาน ชายคู่สมรสจะไม่ได้รับยศเดียวกับภรรยา อย่างกรณีของ แจ็ก บรูคส์แบงก์ ที่เสกสมรสกับเจ้าหญิงยูเชนีเมื่อปี 2018 ก็ยังคงเป็น “นาย” ตามเดิม

นอกจากนี้ ตำแหน่งคิงหรือกษัตริย์ของอังกฤษมีไว้สำหรับผู้ชายที่เป็นผู้ปกครองอาณาจักรเท่านั้น

ดังนั้นเจ้าชายฟิลิปจึงมียศเป็นเจ้าชายไม่ได้เป็นคิง

เจ้าชายฟิลิปทรงสละฐานันดรศักดิ์เจ้าชายแห่งกรีซและเดนมาร์กแล้วเปลี่ยนมาใช้นามสกุล เมาท์แบตเทน ซึ่งแปลงมาจากนามสกุลเยอรมัน บัทเทิร์นแบร์ค ของทางฝั่งมารดา เพื่ออภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงอลิซาเบธในขณะนั้น หลังจากนั้นจึงได้รับตำแหน่ง ดยุคแห่งเอดินบะระ

หลังจากเจ้าหญิงอลิซาเบธขึ้นครองบัลลังก์ในปี 1952 เจ้าชายฟิลิปได้รับตำแหน่งเป็น King Consort หรือ พระสวามี และในปี1957 ได้รับพระราชทานฐานันดรศักดิ์ K.G., K.T. และ G.B.E.จากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ให้เป็น เจ้าชายแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ และไอร์แลนด์เหนือไวต์ฮอลล์

นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งเอิร์ลแห่งเมริโอเนธ และบารอนแห่งกรีนิชด้วย

ทว่า แม้เจ้าชายฟิลิปจะไม่ได้มียศเป็นกษัตริย์ แต่ก็ทรงอยู่เคียงข้างสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธมาตลอด 73 ปีในตำแหน่งของผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังของสมเด็จพระราชินีนาถฯ

Photo by Victoria Jones / POOL / AFP

มาดูความพยายามของ NASA กับเฮลิคอปเตอร์ลำแรกบนดาวอังคาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650226

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 18:30 น.มาดูความพยายามของ NASA กับเฮลิคอปเตอร์ลำแรกบนดาวอังคารแม้การบินจะถูกเลื่อนออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้เป็นวันนี้ แต่การบินครั้งนี้จะเป็นในเบิกทางที่สำคัญต่ออากาศยานสำรวจอวกาศอื่นๆ ในอนาคต

องค์การนาซา (NASA) กล่าวว่า “อินเจนูอิตี” (Ingenuity) เฮลิคอปเตอร์สำรวจดาวอังคารลำแรกจากนาซาจะเริ่มบินบนดาวอังคารในวันพุธ (14 เม.ย.) ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ลำแรกที่บินบนดาวเคราะห์ดวงอื่น

หลังจากที่ก่อนหน้านี้นาซาประกาศกำหนดการบินไว้ในช่วงค่ำวันที่ 11 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากปัญหาด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในระหว่างการทดสอบใบพัดของเฮลิคอปเตอร์

นาซาแถลงว่ากำลังตรวจสอบระบบเพื่อวินิจฉัยและทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และจะทดสอบใหม่อีกครั้งก่อนที่จะเริ่มบินจริง

อย่างไรก็ตามนาซายืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ยังคงมีความแข็งแรงปลอดภัยและสามารถสื่อสารทางไกลมายังโลกได้

สำนักข่าวซินหัวระบุว่าโทมัส เซอร์บูเชน ผู้ช่วยฝ่ายบริหารด้านวิทยาศาสตร์ของสำนักงานใหญ่นาซากล่าวว่า “อินเจนูอิตีสามารถทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจในฐานะผู้นำแห่งอนาคตผ่านเที่ยวบินแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

“เราดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างประสบการณ์และเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจต่อๆ ไป เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพี่น้องตระกูลไรท์ คณะนักสำรวจในอนาคตจะสามารถเรียนรู้ข้อมูลและได้รับแรงบันดาลใจจากภารกิจนี้”

ทั้งนี้ อินเจนูอิตี ลงจอดบนหลุมอุกกาบาตเจซีโร (Jezero Crater) ของดาวอังคารตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมกับยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance)

มีเป้าหมายเพื่อสาธิตทางเทคโนโลยี ทดลองความสามารถการบินในสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารซึ่งมีอากาศเบาบางกว่าโลกถึง 100 เท่า หรือกล่าวคือชั้นบรรยากาศของดาวอังคารมีความหนาแน่นเพียงแค่ 1% เท่านั้นเมื่อเทียบกับชั้นบรรยากาศบนโลก ดังนั้นระบบใบพัดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยต้องหมุนเร็วมากเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ความยากอีกอย่างหนึ่งคือความช้าในการสื่อสารเพื่อควบคุมเฮลิคอปเตอร์เนื่องจากเป็นการสื่อสารระยะไกลจากโลกไปยังดาวอังคาร เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถควบคุมเฮลิคอปเตอร์ได้อย่างเรียลไทม์

ข้อมูลจากการบินครั้งนี้จะเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับภารกิจสำรวจดาวอังคารในอนาคตของเฮลิคอปเตอร์รุ่นต่อ ๆ ไป และหากการบินครั้งนี้สำเร็จก็จะถือเป็นใบเบิกทางสู่การสำรวจทางอากาศ และการพัฒนาอากาศยานใหม่ๆ เพื่อใช้สำรวจดาวเคราะห์นอกโลกอีกมากมายในอนาคต

Photo by Handout / NASA/JPL-CALTECH / AFP

หนุ่มนิวยอร์กกร่างเหยียดเอเชียแต่ดันเจอตำรวจนอกเครื่องแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650208

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 17:30 น.หนุ่มนิวยอร์กกร่างเหยียดเอเชียแต่ดันเจอตำรวจนอกเครื่องแบบหนุ่มนิวยอร์กจงใจหาเรื่องชาวเอเชีย ที่ไหนได้เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่แฝงตัวมาจัดการเรื่องนี้พอดี

จูเวียน โรดริเกซ (Juvian Rodriguez) หนุ่มนิวยอร์กวัย 35 ปี ถูกจับกุมเมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นด้วยข้อหาก่ออาชญากรรมอันเนื่องมาจากความเกลียดชังหลังจงใจข่มขู่คุกชาวชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียคนหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับอาชญากรรมจากความเกลียดชังพอดี

เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่าโรดริเกซจงใจหาเรื่องตำรวจนอกเครื่องแบบนายดังกล่าวโดยตะคอกกับเขาว่า “กลับจีนไปซะ! ก่อนที่จะลงเอยที่สุสาน” พร้อมขู่ว่าจะตบและแทงที่ใบหน้าของเขา

ดาร์มอต เชีย (Dermot Shea) ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์กกล่าวว่าใครก็ตามที่คุณกำลังคิดจะทำร้ายเขาไม่ว่าจะเป็นทางคำพูดหรือการกระทำอื่นใด อาจเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ ดังนั้นควรคิดให้ดีก่อน

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางอาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวเชื้อสายเอเชียที่เพิ่มขึ้นทั่วสหรัฐ ขณะที่กรมตำรวจนิวยอร์กประกาศว่าจะยกระดับการลาดตระเวนและเสริมเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบในพื้นที่ที่มีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียจำนวนมาก

Spencer Platt/Getty Images/AFP

อินเดียหวั่นจีนสร้างเขื่อนมหึมาในทิเบต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650205

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 16:30 น.อินเดียหวั่นจีนสร้างเขื่อนมหึมาในทิเบตแผนสร้างเขื่อนยักษ์ในทิเบตใหญ่กว่าเขื่อนสามผาถึง 3 เท่าของจีนสร้างความกังวลให้อินเดียซึ่งต้องพึ่งพาต้นน้ำจากทิเบต

ทางการอินเดียและนักสิ่งแวดล้อมแสดงความกังวลว่าแผนสร้างเขื่อนขนาดมหึมาในพื้นที่โม่ทัวของทิเบต บนแม่น้ำยาร์ ลุงซางโป ตอนบนของแม่น้ำพรหมบุตรที่ไหลผ่านอินเดียของทางการจีนจะทำให้ประเทศท้ายน้ำแห้งแล้งหรือเกิดน้ำท่วม หรืออาจนำมาสู่สงครามน้ำในที่สุด

เขื่อนขนาดใหญ่ที่กำลังจะก่อสร้างจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 300,000 ล้านกิโลวัตต์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าความสามารถของเขื่อนสามผาบนแม่น้ำแยงซีของจีนที่เป็นสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึง 3 เท่า ทว่าขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณและระยะเวลาในการก่อสร้าง

ขณะนี้ตอนบนของแม่น้ำยาร์ลุงซางโปในทิเบตมีเชื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่แล้ว 2 เขื่อน และยังมีอีก 6 เขื่อนที่อยู่ระหว่างวางแผนหรือดำเนินการก่อสร้าง

หยานจี้หยง ประธานบริษัท Power Construction Corporation of China กล่าวว่า โครงการนี้คือโอกาสสำคัญในประวัติศาสตร์ที่จีนจะสร้างความมั่นคงด้านน้ำ และช่วยสนองความต้องการด้านพลังงานสะอาดในประเทศจีนได้ ?

อย่างไรก็ดี เขื่อนแห่งนี้ต้องเผชิญเสียงคัดค้านเช่นเดียวกับการก่อสร้างเขื่อนสามผาก่อนหน้าที่ทำทำให้ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่กว่า 1.4 ล้านคน

ไบรอัน อายเลอร์ ประธานโครงการพลังงานและน้ำเพื่อความยั่งยืนจาก Stimson Center เผยว่า การสร้างเขื่อนขนาดมหึมาเป็นแนวคิดที่แย่มากด้วยเหตุผลหลายประการ เพราะนอกจากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวแล้ว บริเวณดังกล่าวยังมีความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ เขื่อนจะปิดกั้นการอพยพของปลาและตะกอนที่จะไหลลงมาท้ายน้ำ

จากานนัธ พันดา นักวิเคราะห์จากสถาบันเพื่อการศึกษาและวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของอินเดีย กล่าวว่า ความกังวลของอินเดียคือ จีนกำลังเดินหน้าสร้างเขื่อนโดยที่ไม่ได้ปรึกษาประเทศอื่น เพื่อควบคุมการไหลของกระแสน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านหลายประเทศ

ส่วนเท็มปา กยัลเซน ซัมลา ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมจากสถาบันนโยบายทิเบตเผยว่า การสร้างเขื่อนมีความเสี่ยงทั้งในทางการเมืองทั้งระบบนิเวศ

“เรามีมรดกทางวัฒนธรรมทิเบตที่มั่งคั่งในพื้นที่นั้น การสร้างเขื่อนจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ ทำให้พื้นที่ในแถบนั้นจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านจำนวนมากต้องถูกบังคับให้ออกจากบ้านที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ โครงการเขื่อนยังเปิดทางให้แรงงานชาวฮั่นเข้ามาอยู่ในพื้นที่อย่างถาวร”  ซัมลาเผยกับเอเอฟพี

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า จีนกำลังรุกคืบเข้ามาควบคุมต้นกำเนิดของแหล่งน้ำในเอเชียใต้

ทั้งนี้ หลังจากที่จีนประกาศแผนสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ รัฐบาลอินเดียตอบโต้ด้วยการเผยแผนสร้างเขื่อนขึ้นมาซ้อนอีกชั้นหนึ่งบนแม่น้ำพรหมบุตร เพื่อชดเชยผลกระทบจากเขื่อนแห่งใหม่ของจีน

***หมายเหตุ ในภาพคือหุบเขายาร์ลุงซางโปในเขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเป็นหุบเขาที่ลึกที่สุดในโลกด้วยความลึกสูงสุด 6,009 เมตร Photo by STR / AFP

จีนยอมรับครั้งแรกวัคซีนโควิดมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650193

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 15:00 น.จีนยอมรับครั้งแรกวัคซีนโควิดมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ จีนเล็งใช้วัคซีนโควิดหลายตัวแก้ปัญหาวัคซีนที่มีอยู่มีประสิทธิภาพต่ำ  

เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขระดับสูงของจีนเผยในงานประชุมสัมนาที่เมืองเฉิงตูว่า ทางการจีนกำลังพิจารณาใช้วัคซีน Covid-19 ที่ผลิตจากหลายเทคโนโลยี เพื่อแก้ปัญหาวัคซีนที่จีนมีอยู่มีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ

หนังสือพิมพ์ The Paper ของจีนรายงานโดยอ้างคำพูดของ เกาฝู ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน (CDC) ว่า ทางการจีนจำเป็นต้องพิจารณาหนทางแก้ปัญหาด้านประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ซึ่งค่อนข้างมีประสิทธิภาพต่ำ 

คำพูดของเกาฝูนับเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนยอมรับกับสาธารณชนว่าวัคซีนของจีนมีประสิทธิภาพต่ำ ในขณะที่จีนกำลังเดินหน้าฉีดวัคซีนให้ประชาชนขนานใหญ่และส่งออกวัคซีนที่ผลิตไปทั่วโลก

เกาฝูเสนอแนะว่า หนทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาประสิทธิภาพของวัคซีนคือ เลือกใช้วัคซีนที่ผลิตจากเทคโนโลยีต่างๆ กัน ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ทั่วโลกกำลังศึกษาอยู่เช่นกัน

ผู้อำนวยการ CDC กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญไม่ควรละเลยวัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี mRNA เพียงเพราะว่ามีวัคซีนจากเทคโนโลยีอื่นในประเทศอยู่แล้ว

ขณะนี้วัคซีนของจีนที่ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ยังไม่มีตัวไหนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี mRNA เลย มีเพียงวัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/ BioNTech) และโมเดอร์นา (Moderna) เท่านั้น

ขณะที่วัคซีนของจีนยังมีประสิทธิภาพต่ำเมื่อเทียบกับวัคซีนเจ้าอื่น โดยการทดลองในบราซิลของซิโนแวค (Sinovac) มีประสิทธิภาพเพียง 50% ในการป้องกันการติดเชื้อ และ 80% ในการป้องกันอาการรุนแรง ส่วนของซิโนฟาร์ม (Sinopharm) มีประสิทธิภาพ 79.34% และ 72.51% ตามลำดับ และประสิทธิภาพโดยรวมของแคนซิโน (CanSino) อยู่ที่ 65.28% หลังจาก 28 วัน

Photo by LEO RAMIREZ / AFP

พิษโควิดทำร้านอาหารญี่ปุ่นเจ๊งกว่า 700 ร้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650191

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 13:30 น.พิษโควิดทำร้านอาหารญี่ปุ่นเจ๊งกว่า 700 ร้านธุรกิจประเภทร้านอาหารในญี่ปุ่นต้องล้มละลายถึง 715 ร้านในปีที่ผ่านมา แต่แนวโน้มปีนี้เริ่มดีขึ้น

สำนักข่าวเกียวโดระบุว่าท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปีที่ผ่านมาส่งผลให้ร้านอาหารมากถึง 715 ร้านในอุตสาหกรรมร้านอาหารในประเทศญี่ปุ่นต้องล้มละลาย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 20 ปี สำหรับกิจการประเภทผับ บาร์ และโรงเบียร์ล้มละลายถึง 183 กิจการซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000

โดยข้อมูลจาก Teikoku Databank ระบุว่าร้านอาหารเหล่านี้ล้มละลายด้วยหนี้ 10 ล้านเยนขึ้นไป ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ร้านอาหารเหล่านี้ต้องเปิดทำการในระยะเวลาที่สั้นลงตามมาตรการควบคุมโรค ตลอดจนปัญหาขาดแคลนแรงงานและการเก็บภาษีเพื่อการบริโภค (Consumption Tax) เพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 10%

เจ้าหน้าที่เผยว่า “เป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังให้ตัวเลขการล้มละลายลดลงอย่างรวดเร็วในปีนี้ เนื่องจากยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกครั้งในโอซาก้าและจังหวัดอื่นๆ รวมถึงการขอให้ร้านอาหารลดระยะเวลาเปิดทำการ โดยขอให้ปิดภายใน 20.00 น.

อย่างไรก็ตามการเริ่มกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 และกระตุ้นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกปลอดภัยของผู้บริโภคและช่วยฟื้นฟูธุรกิจในอุตสาหกรรมได้”

ทั้งนี้ ในปีนี้สถานการณ์เริ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีจำนวนร้านอาหารที่ล้มละลายในญี่ปุ่นลดลง 36% ในเดือนมกราคม และลดลง 56.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ ตามมาด้วยเดือนมีนาคมมีร้านอาหารล้มละลายลดลง 2.6%

Photo by Philip FONG / AFP

ทูตยูเอ็นจ่อคุยรัฐบาลไทยหลังกองทัพเมียนมาไม่ให้เข้าประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650188

วันที่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 12:00 น.ทูตยูเอ็นจ่อคุยรัฐบาลไทยหลังกองทัพเมียนมาไม่ให้เข้าประเทศทูตพิเศษจากสหประชาชาติเตรียมหารือรัฐบาลไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาคถึงสถานการณ์ในเมียนมา ขณะกองทัพเมียนมาสกัดเข้าประเทศ

เว็บไซต์ The Irrawaddy ของเมียนมารายงานว่า นางคริสติน ชราเนอร์ บูร์เกเนอร์ ทูตพิเศษด้านเมียนมาของสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อวันศุกร์ (9 เม.ย.) จะเข้าพบเจรจากับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพร้อมผู้แทนคนอื่นๆ เพื่อหาข้อยุติอย่างสันติต่อวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา

ภายหลังจากนี้เธอมีแผนการเดินทางเยือนอีกหลายประเทศในภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองต่อสถานการณ์ในเมียนมา พร้อมหาแนวทางแก้ไขวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 600 รายแล้ว

ขณะที่เธอเดินทางมาถึงประเทศไทยและเตรียมเจรจาหารือกับผู้แทนในอีกหลายประเทศในภูมิภาค บูร์เกเนอร์และคณะทูตพิเศษจากสหประชาชาติได้รับแจ้งว่ากองทัพเมียนมาปฏิเสธไม่ให้เดินทางเข้าประเทศ โดยอ้างว่ายังไม่พร้อมให้การต้อนรับในตอนนี้

ซึ่งเธอได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ระบุว่า “เพิ่งเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อเจรจา ฉันเสียใจที่กองทัพเมียนมาแจ้งว่าพวกเขาไม่พร้อมให้การต้อนรับฉัน ซึ่งฉันพร้อมที่จะเปิดการเจรจา ความรุนแรงไม่เคยนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอย่างสันติได้”

Just arrived in BKK for talks. I regret that Tatmadaw answered me yesterday that they are not ready to receive me. I am ready for dialogue. Violence never leads to peaceful sustainable solutions. pic.twitter.com/cPGy5hSmbZ— Special Envoy of UN Secretary-General on Myanmar (@SchranerBurgen1) April 9, 2021

ทั้งนี้ การหารือในประเทศไทยจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่บูร์เกเนอร์เข้าสู่กระบวนการกักตัวครบ 7 วัน โดยเธอได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ครบ 2 โดสก่อนเดินทางมายังประเทศไทย

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยแถลงว่ามีความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน และมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับนานาชาติรวมทั้งสหประชาชาติและอาเซียนเพื่อหาทางออกอย่างสันติ พร้อมหวังว่าการเยือนภูมิภาคของทูตพิเศษครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้

Photo by STR / AFP