วิจัยชี้ฝุ่นพิษทำคนตายกว่า 8 ล้านคนทั่วโลกในปีเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645039

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 17:00 น.วิจัยชี้ฝุ่นพิษทำคนตายกว่า 8 ล้านคนทั่วโลกในปีเดียวงานวิจัยเผยมลพิษทางอากาศรวมถึง PM 2.5 คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกหลายล้านคนต่อปี

งานวิจัยที่ตีพิมพ์บนวารสาร Environmental Research เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม, มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ และมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน พบว่าในปี 2018 ผู้คนมากกว่า 8.7 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากฝุ่นละอองจากการปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งรวมถึงฝุ่นพิษอนุภาคขนาดเล็ก PM 2.5

ฝุ่นละอองจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินและน้ำมันนอกจากจะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้วยังส่งผลให้ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งคิดเป็นเกือบ 20% หรือเกือบ 1 ใน 5 ของผู้เสียชีวิตทั่วโลก ในปี 2018

นักวิจัยยังประมาณการว่าในปี 2019 มีผู้เสียชีวิตถึง 4.2 ล้านคนทั่วโลกเนื่องจากมลพิษในอากาศ รวมถึงฝุ่นละอองและควันจากไฟป่าและการเผ้าไหม้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าฝุ่นละอองอนุภาคขนาดเล็กที่เรียกว่า PM 2.5 ซึ่งเล็กพอที่จะเข้าไปในปอดและส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง เช่น โรคหอบหืด หรืออาจนำไปสู่มะเร็งปอดตลอดจนส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองนำไปสู่การเสียชีวิตในประชาชนบางราย

งานวิจัยยังระบุว่ามลพิษทางอากาศส่งผลให้อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์สั้นลงมากกว่า 2 ปี โดยอายุขัยเฉลี่ยของประชากรในเอเชียลดลงถึง 4.1 ปี

โดยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากถึง 30.7% ในเอเชียตะวันออก, 16.8% ในยุโรป และ 13.1% ในสหรัฐอเมริกา

เมื่อเทียบกับสาเหตุของการเสียชีวิตอื่นๆ มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าโรคมาลาเรียถึง 19 เท่าในแต่ละปี มากกว่าการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ 9 เท่า และมากกว่าการเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ 3 เท่า

เกาหลีใต้นำร่องตรวจโควิดในสัตว์เลี้ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644990

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 15:30 น.เกาหลีใต้นำร่องตรวจโควิดในสัตว์เลี้ยงทางการกรุงโซลจะเริ่มตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาในสุนัขและแมวหลังพบแมวติดโควิด-19 ครั้งแรกในประเทศ

ปาร์ค ยู-มี เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมโรคประจำกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้แถลงว่าทางการกรุงโซลจะเริ่มตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาในสัตว์เลี้ยงทั้งสุนัขและแมวที่มีอาการไอ หายใจลำบาก หรือมีไข้ หลังจากที่เกาหลีใต้มีพบสัตว์ติดเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นครั้งแรกในประเทศซึ่งพบในลูกแมวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การทดสอบดังกล่าวจะดำเนินการโดยทีมงานด้านสุขภาพรวมถึงสัตวแพทย์ ซึ่งจำกัดเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่แสดงอาการ อาทิ มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ หายใจลำบาก หลังจากที่สัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 แล้วเท่านั้น โดยสัตว์ที่มีผลตรวจเป็นบวกจะต้องถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน

พร้อมเตือนให้ประชาชนดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเองให้ดี และเว้นระยะห่าง 2 เมตรจากคนและสัตว์ตัวอื่นๆ

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่ามีโอกาสน้อยที่สุนัขหรือแมวจะสามารถแพร่เชื้อไวรัสไปสู่คนได้ แม้ว่าการวิจัยพบว่าแมวสามารถแพร่ไวรัสและส่งต่อไปยังแมวตัวอื่นได้

นอกจากนี้ยังมีสัตว์หลายชนิดทั่วโลกรวมทั้งสุนัขและแมวที่มีผลตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นบวก เช่น เมื่อเดือนที่แล้วมีรายงานว่ากอริลล่าอย่างน้อย 2 ตัวที่สวนสัตว์ในซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเชื่อว่าติดเชื้อจากพนักงานในสวนสัตว์ เช่นเดียวกับในเดนมาร์กมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในฟาร์มมิงค์

Photo by Abdulaziz KETAZ / AFP

วินาทีตร.เมียนมาเปลี่ยนฝั่งร่วมหนุนม็อบต้านเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644983

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.วินาทีตร.เมียนมาเปลี่ยนฝั่งร่วมหนุนม็อบต้านเผด็จการแม้จะมีรายงานการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนของตำรวจเมียนมา แต่ตำรวจส่วนหนึ่งเลือกที่จะเปลี่ยนฝั่งสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง

สำนักข่าวท้องถิ่นเมียนมาเผยเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมาส่วนหนึ่งตัดสินใจสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงร่วมต่อต้านเผด็จการ โดยเว็บไซต์เมียนมานาวรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงหลังจากที่รัฐบาลเมียนมาประกาศกฎอัยการศึกในหลายพื้นที่และออกคำสั่งห้ามชุมนุมตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป

หนึ่งในนั้นคือร้อยตำรวจโท Khun Aung Ko Ko จากเนปิดอว์ที่ออกมาร่วมปราศัยในวันอังคารที่ผ่านมาโดยเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันโค่นล่มรัฐบาลเผด็จการ

“ผมรู้ดีว่าจะต้องถูกจำคุกเป็นเวลานานหากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพวกเราไม่ประสบความสำเร็จ แต่มันก็คุ้มค่าที่จะต่อสู้เพื่อคนกว่า 50 ล้านคนในประเทศด้วยการทำในสิ่งที่ผมเชื่อ การเสียสละของผมและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายคนที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและล้มล้างเผด็จการมินอองหล่ายจะคุ้มค่า” เขากล่าว

นอกจากนี้บนโลกออนไลน์ยังมีการแชร์ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 4 นายที่เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในเมืองมะกเว พร้อมผูกริบบิ้นสีแดงซึ่งเป็นการแสดงสัญลักษณ์อารยะขัดขืน รวมถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐหลายพันคนก็ประกาศนัดหยุดงานเพื่อประท้วงเช่นกัน

ขณะที่เฟซบุ๊ก 7Day TV เผยวินาทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายตัดสินใจเปลี่ยนฝั่งมาอยู่เคียงข้างกลุ่มผู้ชุมนุมขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อเข้าสลายการชุมนุมท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในอีกหลายเมืองเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหารด้วยเช่นกัน

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7DayOnlineTV%2Fvideos%2F140269907938372%2F&show_text=false&width=560

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7DayOnlineTV%2Fposts%2F5078194972252164&width=500&show_text=true&height=780&appId

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7DayOnlineTV%2Fposts%2F5081873531884308&width=500&show_text=true&height=764&appId

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7DayOnlineTV%2Fposts%2F5081680148570313&width=500&show_text=true&height=748&appId

Photo by Ye Aung THU / AFP

สื่อนอกตีแผ่ชีวิตธุรกิจค้ากามเมืองไทย เอาตัวรอดยังไงในยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644895

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 12:30 น.สื่อนอกตีแผ่ชีวิตธุรกิจค้ากามเมืองไทย เอาตัวรอดยังไงในยุคโควิดสำนักข่าวต่างประเทศตีแผ่ชีวิตผู้ให้บริการทางเพศในประเทศไทยหลังเผชิญวิกฤตโควิด-19

สำนักข่าวต่างประเทศ NPR ติดตามชีวิตผู้ให้บริการทางเพศ (sex workers) ในประเทศไทยท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยระบุว่าอุตสาหกรรมทางเพศในประเทศไทยกำลังหยุดชะงัก ไม่ใช่เพราะไทยมียอดผู้ติดเชื้อจำนวนมากแต่เป็นเพราะมาตรการในการในการป้องกันและควบคุมโรคที่เข้มงวด

ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมาประเทศไทยได้ปิดประเทศและยกเลิกเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ทส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเทศไทยซบเซา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมทางเพศที่ได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าต่างชาติพังทลายลงเช่นกัน

การวิเคราะห์ในปี 2015 โดย Havocscope บริษัทวิจัยที่ศึกษาตลาดมืดคาดว่าการค้าบริการทางเพศของไทยมีมูลค่าสูงถึง 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (190,000 ล้านบาท) ต่อปี หรือประมาณ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แม้ว่าจะยังคงเป็นงานผิดกฎหมายอยู่ก็ตาม

แต่ต้องเผชิญกับมาตรการจำกัดการท่องเที่ยวนานแรมปีบวกกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในประเทศเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาทำให้เกิดการปิดล้อมอีกครั้งในหลายจังหวัด รวมถึงพัทยาซึ่งถูกประกาศเป็นเขตควบคุมสูงสุดในวันที่ 31 ธ.ค. หลังพบผู้ติดเชื้อสูงถึง 144 ราย ส่งผลให้สถานที่สาธารณะส่วนใหญ่รวมถึงผับบาร์

มอส วัย 26 ปี ทำงานอยู่ที่บาร์เกย์แห่งหนึ่งในพัทยาเผยว่าแต่เดิมอาชีพของเขารายได้ดีมากเมื่อเทียบกับพนักงานทั่วไปหรืองานบริการอื่นๆ เขาสามารถสร้างบ้านเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบาย

แต่เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว มอสประสบปัญหาอย่างหนัก เขาไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่าเช่าห้องพักจึงตัดสินใจกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ก่อนที่เงินออมจะหมดลงในเดือนตุลาคม

มอสเผยว่าเขาดูข่าวโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในต่างประเทศด้วยความหดหู่เพราะนั่นหมายความว่าประเทศไทยจะยังไม่เปิดพรมแดนให้กับนักท่องเที่ยวในเร็วๆ นี้

น. วัย 28 ปี ผู้ค้าบริการทางเพศอีกรายเผยว่าเมื่อก่อนอาชีพนี้อาจทำเงินได้มากถึง 3,000 ถึง 6,000 บาทต่อคืน แต่ตอนนี้พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้เงินเลย และขณะนี้บาร์เปิดให้บริการน้อยลงกว่าแต่ก่อนซึ่งนั่นแปลว่าพวกเขาต้องทำงานหนักมากขึ้น ในขณะที่ได้เงินน้อยลง

ผู้ให้บริการทางเพศหลายคนต้องหันไปทำงานอื่นอย่างเช่นการขายอาหาร หรือหันไปให้บริการทางออนไลน์ โดยการให้บริการผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์และรับเงินผ่านทาง PayPal

ด้านผู้จัดการบาร์อย่างทิมมี่ ผู้จัดการบาร์ Cheap charlie’s bar ชาวอังกฤษเผยว่าบาร์ของเขาตอนนี้มีแต่ชาวต่างชาติที่มีรายได้น้อยและพวกเขามักปฏิเสธที่จะซื้อเครื่องดื่มและใช้บริการเด็กนั่งดริ๊งก์ “อุตสาหกรรมนี้กำลังจะตาย” เขากล่าว

อย่างไรก็ตามผู้ให้บริการส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนมาตรการการควบคุมและป้องกันโรคที่เข้มงวดและยอมรับในการปิดพรมแดน แม้ว่าพวกเขาจะต้องลำบากหรือตกงานแต่เขาก็ต้องการได้เงินอย่างปลอดภัยเช่นกัน

AFP PHOTO / JUNI KRISWANTO

ทหารเมียนมาบุกค้นพรรคซูจี เผยมีโดนกระสุนจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644973

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 11:00 น.ทหารเมียนมาบุกค้นพรรคซูจี เผยมีโดนกระสุนจริงกองทัพเมียนมาบุกค้นสำนักงานใหญ่พรรค NLD ด้านกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงประท้วงเดือดแพทย์เผยมีการใช้กระสุนจริง

กองทัพเมียนมาบุกค้นสำนักงานใหญ่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของออง ซาน ซูจี ในเมืองย่างกุ้ง เมื่อคืนวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ตามเวลาท้องถิ่น

โดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยประกาศบนเฟซบุ๊กว่า “เผด็จการทหารบุกรุกและทำลายสำนักงานใหญ่ของพรรค NLD ในเวลาประมาณ 21.30 น.” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม

การบุกค้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประชาชนลุกฮือประท้วงเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อเข้าสลายการชุมนุมในหลายพื้นที่ รวมถึงมีการยิงกระสุนยางใส่กลุ่มผู้ชุมนุมในเมืองเนปิดอว์ และใช้แก๊สน้ำตาในเมืองมัณฑะเลย์

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าผู้ชุมนุมอย่างน้อย 2 คนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยแพทย์ซึ่งทำการรักษาระบุว่า “เราเชื่อว่ามันเป็นกระสุนจริง ดูจากบาดแผลและอาการบาดเจ็บ”

แพทย์ยังกล่าวอีกว่า หญิงคนหนึ่งที่เข้าร่วมการชุมนุมถูกยิงที่ศีรษะด้วยกระสุนจริง ขณะนี้อาการสาหัสและแทบไม่มีโอกาสรอดชีวิต

ล่าสุด (10ก.พ.) มีรายงานว่าผู้หญิงคนดังกล่าวเสียชีวิตแล้ว ท่ามกลางชาวเมียนมาร่วมกันโพสต์ภาพไว้อาลัยต่อการจากไปของเธอ

ด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) และสหรัฐอเมริกาได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหารและการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมเรียกร้องให้กองทัพสละตำแหน่งและให้สิทธิเสีภาพประชาชนในการแสดงออก

เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า “เราขอประณามความรุนแรงต่อผู้ประท้วง ประชาชนมีสิทธิในการชุมนุมโดยสันติ”

ด้านโอลา อัลม์เกรน ผู้ประสานงานประจำสหประชาชาติและผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมในเมียนมาร์กล่าวว่า “การใช้กำลังต่อกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเผยว่าจะมีการประชุมในวันศุกร์ (12 ก.พ.) เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตที่เกิดขึ้น

Photo by Ye Aung THU / AFP

ม็อบเมียนมาเผยได้แรงบันดาลใจจากไทยและฮ่องกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644935

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 09:00 น.ม็อบเมียนมาเผยได้แรงบันดาลใจจากไทยและฮ่องกงพันธมิตรชานมอ้าแขนต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างเมียนมาพร้อมผนึกกำลังต้านรัฐประหาร

รอยเตอร์สรายงานว่าการประท้วงของประชาชนชาวเมียนมาที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารด้วยการชูสามนิ้วซึ่งเคยเกิดขึ้นจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลทหารเช่นกัน

โดย “เมียต” หนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุมชาวเมียนมาวัย 28 ปี เผยว่าเธออ่านคู่มือการประท้วงของฮ่องกงที่ถูกแปลเป็นภาษาเมียนมาและถูกแชร์หลายพันครั้งบนโซเชียลมีเดีย

หลังเกิดการรัฐประหาร กลุ่มผู้ประท้วงชาวเมียนมาบางส่วนเข้าไปส่องในแฮชแท็ก #MilkTeaAlliance บนโลกออนไลน์ที่มีนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยจากไทยและฮ่องกง

เมียตกล่าวว่า “เราได้เห็นว่าเยาวชนในประเทศเพื่อนบ้านมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไร และมันเป็นแรงบันดาลใจให้เรามีส่วนร่วม”

ผู้ประท้วงชาวเมียนมายังเผยต่อรอยเตอร์สว่าพวกเขายืมการแสดงสัญลักษณ์และแนวคิดต่างๆ เช่น แฟลชม็อบ มาจากไทยและฮ่องกงผ่านโซเชียลมีเดีย

ด้วยการคาดการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการดำเนินการที่รุนแรงขึ้นในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมในวันอังคาร ส่งผลให้ผู้ชุมนุมชาวเมียนมาหลายคนสวมหมวกกันน็อคและถือร่มเช่นเดียวกับผู้ชุมนุมในประเทศไทยและฮ่องกง

รอยเตอร์สระบุว่าการประท้วงครั้งนี้เป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ และเป็นครั้งแรกในเมียนมาที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) เข้าร่วมประท้วงเป็นจำนวนมากเช่นนี้ เนื่องจากพวกเขาเติบโตมาพร้อมกับเสรีภาพและความเจริญ รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยี

พวกเขากำลังสร้างความผูกพันกับนักเคลื่อนไหวในฮ่องกงและไทย โดยโซฟี มัค นักวิจัยและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวฮ่องกงกล่าวว่า “นี่คือพลังของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พันธมิตรชานมเป็นขบวนการสร้างความสามัคคีในเอเชียโดยพื้นฐานแล้วประกอบด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต่อต้านการกดขี่ของรัฐบาล”

นอกจากนี้การประท้วงในปัจจุบันมักมาพร้อมกับศิลปะ อย่างเช่นภาพพันธิมตรชานมที่ประกอบด้วยชาจากไทย ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งล่าสุดมีการเพิ่มชาจากประเทศเมียนมาเข้าไปด้วย

“นาดิ” ชาวเมียนมาวัย 24 ปี กล่าวว่า “เราได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกงและไทยซึ่งมันมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวในเมียนมาทุกวันนี้”

บริเวณเสาสะพานแห่งหนึ่งในเมียนมายังถูกแปะกระดาษโน้ตที่เต็มไปด้วยข้อความต่อต้านการรัฐประหารซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “กำแพงเลนนอน” ในฮ่องกง

นักรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยขนานนามว่าเมียนมาเป็นสมาชิกรายล่าสุดของพันธมิตรชานม และสมาชิกรวมถึงประเทศไทยก็แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันต่อเมียนมา

ในประเทศไทยเองก็ได้มีการแขวนป้ายสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงชาวเมียนมาในกรุงเทพมหานคร โดยนักเคลื่อนไหวชาวไทยรายหนึ่งระบุว่า “เราเผชิญกับสิ่งเดียวกัน และตอนนี้เราสนับสนุนและเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน”

Photo by Sai Aung Main / AFP

โควิดยังไม่หาย ทะเลจีนใต้จะลุกเป็นไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644937

วันที่ 09 ก.พ. 2564 เวลา 22:00 น.โควิดยังไม่หาย ทะเลจีนใต้จะลุกเป็นไฟเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ-เรือดำน้ำฝรั่งเศสโผล่ทะเลจีนใต้ อังกฤษก็กำลังจะเข้ามา ถามว่าทำไปเพื่ออะไร?

ในขณะที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่การทำรัฐประหารที่เมียนมา ยังมีอีกหนึ่งฮ็อตสปอตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จู่ๆ ก็ทำท่าจะมีปัญหาขึ้นมา คือน่านน้ำทะเลจีนใต้

กองทัพเรือสหรัฐกล่าวเมื่อวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ว่าได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำคือกองเรือ Theodore Roosevelt Carrier Strike Group และกองเรือ Nimitz Carrier Strike Group ไปฝึกซ้อมปฏิบัติการทางทะเลที่น่านน้ำทะเลจีนใต้ นับเป็นการฝึกซ้อมครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในน่านน้ำแห่งนี้

การฝึกซ้อมดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่จีนประณามการที่กองทัพสหรัฐส่งเรือพิฆาต USS John S. McCain เข้ามาใกล้หมู่เกาะพาราเซลที่จีนควบคุมอยู่ แต่สหรัฐไม่สนใจการอ้างสิทธิของจีนมากไปกว่าการเรียกร้องให้มีเสรีภาพในการเดินเรือในน่านน้ำทะเลจีนใต้

อย่างที่พลเรือตรี จิม เคิร์ก ผู้บัญชาการกองเรือ Nimitz Carrier Strike Group กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เรามุ่งมั่นที่จะรับรองการใช้ทะเลอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่ทุกประเทศพึงมีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ”

แต่สหรัฐมาซ้อมอะไรแถวนี้? อีกประการหนึ่งกองเรือ Carrier strike group แต่ละกองมีทหารประจำการมากถึง 7,500 นาย มันจึงเป็นการซ้อมที่เหมือนการกระตุกหนวดพญามังกรกันชัดๆ

การส่งเรือพิฆาตและในที่สุดส่งกองเรือใหญ่มาสองกองถือภารกิจแรกของกองทัพเรือสหรัฐนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเข้ารับตำแหน่ง ไบเดนเองก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะเล่นงานจีนต่อไปด้วยวิธีการที่อยุ่กับร่องกับรอยมากกว่าทรัมป์

ดังนั้นภารกิจของกองทัพเรืองอเมริกันจึงถือเป็นภารกิจที่จะกระตุ้นให้การเผชิญหน้าได้ง่ายๆ และอาจทำให้ภูมิภาคนี้เสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าขึ้น ฝ่ายที่เสี่ยงคือนานาประเทศในอาเซียน

อาเซียนต้องตกอยู่ระหว่าง 3 สถานการณ์ คือสถานะการเป็นคู่กรณีของจีนในการอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำและหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้

สถานการณ์ที่สอง บางประเทศในอาเซียนต้องการให้สหรัฐเข้ามาถ่วงอำนาจจีน ตัวอย่างเช่น เวียดนามที่เดินหมากตาที่สุ่มเสี่ยงในการเข้าหาสหรัฐเพื่อปกป้องการคุกคามจากจีน (ขณะเดียวกันจีนใช้น้ำเย็นเข้าลูบด้วยการไปดีลทางเศรษฐกิจกับเวียดนามมาได้หลายดีล)

แต่ประการที่สาม ในขณะเดียวกันอาเซียนก็เสี่ยงที่จะย่อยยับหากปล่อยให้สหรัฐเข้ามาใช้ข้ออ้างเรื่องเสรีภาพในการเดินเรือแล้วแอบแฝงเจตนาในการยั่วยุจีนจนกระทั่งถึงกับต้องเผชิญหน้ากัน

แต่ตอนนี้อาเซียนไม่ได้มีแค่สหรัฐที่จะขอเข้ามาช่วย “คานอำนาจ” เพราะยังมีฝรั่งเศส อังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย แม้แต่เยอรมนียังแสดงความกังวลเรื่องทะเลจีนใต้

เริ่มจากฝรั่งเศสก่อนเพราะวันเดียวกับที่สหรัฐส่งกองเรือใหญ่เข้ามาซ้อมโน่นซ้อมนี่ในทะเลจีนใต้ เรือดำน้ำพิฆาตพลังนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสคือเรือ SNA Emeraude มาพร้อมกับเรือสนับสนุน BSAM Seine ทำการลาดตระเวนผ่านทะเลจีนใต้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของฝรั่งเศสเปิดเผยผ่านใน Twitter เมื่อค่ำวันจันทร์

ฟลอรองซ์ ปาร์ลี รัฐมนตรีกลาโหมฝรั่งเศสบอกว่า “การลาดตระเวนพิเศษนี้เพิ่งเสร็จสิ้นการเดินเรือในทะเลจีนใต้ เป็นเครื่องพิสูจน์ที่เด่นชัดถึงขีดความสามารถของกองทัพเรือฝรั่งเศสของเราในการประจำการในระยะไกลและเป็นเวลานาน ร่วมกับพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ (ของเรา) คือออสเตรเลีย สหรัฐ และญี่ปุ่น”

ถึงแม้จะบอกตรงๆ ว่าเพื่อโชว์ศักยภาพในฐานะพันธมิตรออสเตรเลีย สหรัฐ และญี่ปุ่น แต่ปาร์ลียังบอกด้วยว่า “ทำไมต้องเป็นภารกิจแบบนี้? ก็เพื่อเพิ่มพูนความรู้ของเราเกี่ยวกับพื้นที่นี้ และยืนยันว่ากฎหมายระหว่างประเทศเป็นกฎเดียวที่ถูกต้องไม่ว่าเราจะแล่นเรือไปในทะเลใดก็ตาม”

นี่คือข้ออ้างที่นานาประเทศมีร่วมกันคือการอ้างสิทธิในการแล่นเรือในน่านน้ำทะเลจีนใต้โดยไม่ต้องไปขอความเห็นชอบจากจีน เพราะพันธมิตรเหล่านี้มองว่าการอ้างสิทธิของจีนไม่ชอบธรรม แต่ก็เหมือนกับคำตอบของปาร์ลี (ที่ดูเหมือนจะร้อนตัว) ที่ว่า “”ทำไมต้องเป็นภารกิจแบบนี้?” เพราะต้องมีคำถามแน่ๆ อยู่แล้วว่ากองเรือฝรั่งเศสไปป้วนเปี้ยนอะไรแถวนั้น?

มหาอำนาจตะวันตกในเวลานี้ดูเหมือนจะมองจีนเป็นภัยคุกคามกันหมด แต่ถ้ามองแค่นี้ก็คงไม่พอ เพราะเมื่อดูไปที่การกำหนดอุดมการณ์ของประเทศเหล่านี้จะพบว่าบางประเทศพยายามดันตัวเองให้มีบทบาทสำคัญในฐานะมหาอำนาจโลกอีกครั้ง และการเป็นมหาอำนาจฝ่าย “พระเอก” จำเป็นจะต้องมีการสร้าง “ตัวร้าย” เพื่อเสริมบารมี

ประเทศที่น่าจะเข้าข่ายนี้ก็คือเพื่อนบ้านของฝรั่งเศสคือสหราชอาณาจักร ซึ่งตั้งเป้าที่จะเป็น Global Britain (บริเทนที่หลุดจากพันธะของสหภาพยุโรปและแข็งแกร่งด้วยการสยายปีกไปทั่วโลก)

เว็บไซต์ของรัฐบาลบริเทนอธิบายแนวคิดไว้ว่า “Global Britain คือการลงทุนในความสัมพันธ์ของเรา (กับนานาประเทศ) อีกครั้งโดยสนับสนุนกฎระเบียบระหว่างประเทศ และแสดงให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรเปิดกว้างมองออกไปข้างนอกและมีความมั่นใจในเวทีโลก”

ประโยคที่ว่า “สนับสนุนกฎระเบียบระหว่างประเทศ” คล้องจองกันอย่างดีกับคำกล่าวของรัฐมนตรีฝรั่งเศสที่ “ยืนยันว่ากฎหมายระหว่างประเทศเป็นกฎเดียวที่ถูกต้อง” และเหมือนกับคำพูดของผู้บัญชาการกองเรือสหรัฐว่า “การใช้ทะเลอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่ทุกประเทศพึง” ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับแนวคิดของโจ ไบเดน ที่จะเล่นงานจีนให้อยู่ในกรอบของกติกาสากล

สิ่งที่เป็นรูปธรรมของ Global Britain ในตอนนี้คือการที่สหราชอาณาจักรจะร่วมมือกับสหรัฐในการฟอร์มกองเรือให้เป็นกองเรือพิฆาตร่วม (joint carrier strike group) ภายในปีนี้

หกองเรือพิฆาตร่วมบริเทน-สหรัฐ จะนำโดยเรือรบ HMS Queen Elizabeth ของบริเทนและประกอบด้วยเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke ของกองทัพเรือสหรัฐที่ติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี พร้อมเครื่องบินรบ F-35B JSF ของนาวิกโยธินสหรัฐ

แล้วก็เป็นไปตามคาดเมื่อเดือนมกราคม สหราชอาณาจักรประกาศว่าจะส่งเรือ HMS Queen Elizabeth เข้ามาปฏิบัติการในแปซิฟิกซึ่งรวมถึงน่านน้ำทะลจีนใต้ในฐานะปฏิบัติการแรก

เช่นเดียวกับกรณีของเรือดำน้ำของฝรั่งเศสที่ก่อให้เกิดคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นภารกิจแบบนี้?” ก่อนที่จะได้คำตอบโฆษกกระทรวงกลาโหมของจีน ถานเข่อเฟย บอกว่า “ฝ่ายจีนเชื่อว่าทะเลจีนใต้ไม่ควรเป็นทะเลแห่งการแข่งขันกันด้วยอาวุธและเรือรบ”

ถานเข่อเฟยยังบอกว่า มูลเหตุแห่งการทำให้น่านน้ำทะเลจีนใต้กลายเป็นพื้นที่สั่งสมกำลังการทหาร (militarisation) ที่แท้จริงมาจากประเทศอื่นๆ

ย้อนไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว หวางอี้รัฐมนตรีต่างประเทศจีนก็กล่าวแบบเดียวกันเป๊ะเพียงแต่เอ่ยชื่อประเทศชัดว่า สหรัฐคือตัวการที่ทำให้ทะเลจีนใต้เกิดการสั่งสมกำลังทางทหาร

ดูเหมือนว่าจีนจะโยนความผิดให้ประเทศอื่นเสียอย่างนั้น เพราะจีนเองก็มีส่วนไม่น้อยเลยที่ทำให้ทะเลจีนใต้ถูก militarisation จนเกินเหตุ และหมู่เกาะต่างๆ หรือแม้แต่เนินทรายยังกลายเป็นป้อมปืน

การจัดซื้ออาวุธขนานใหญ่ของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยเฉพาะเวียดนาม) ก็ล้วนแต่เป็นผลมาจากการปักหมุดในทะเลจีนใต้ของประเทศจีน

ถามว่าประชาคมอาเซียนต้องการให้เกิดการ militarisation ที่ประตูบ้านของตัวเองหรือไม่? ตอบว่าไม่ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเวียดนามที่เสริมกำลังทางทหารอย่างหนักหน่วงในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมา งบประมาณกลาโหมของเวียนามเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มันจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2024

ระหว่างปี 2014 – 2018 เวียดนามยังเป็นผู้สั่งซื้ออาวุธรายใหญ่ที่สุดอันดับ 10 ของโลก

เมื่อปีที่แล้วหวางอี้กล่าวในแถลงการณ์ที่โพสต์บนเว็บไซต์ของกระทรวงต่างประเทศว่า “สันติภาพและเสถียรภาพเป็นผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนในทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ยังเป็นปณิธานเชิงกลยุทธ์ร่วมกันของจีนและประเทศในอาเซียนด้วย”

หากเชื่อตามนี้เวียดนามคงไม่ซื้ออาวุธราวกับโปรยเงินทิ้งเล่น

นักวิชาการบางคนเช่น Cheng-Chwee Kuik ชี้ว่าตอนนี้จีนไม่ได้โอ๋อาเซียนอีกแล้ว จีนหันมาใช้แนวทางที่แข็งกร้าวมากขึ้น ในระยะหลังจะเห็นได้ว่าจีนมีท่าทีแข็งกร้าวอย่างเห็นได้ชัดมากๆ ต่อการติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ในทะเลจีนใต้ (เช่นขีปนาวุธ) การแสดงความเป็นเจ้าของทะเลจีนใต้ทั้งแถบด้วยการเตือนบ่อยๆ เมื่อมีเรือรบของต่างชาติแล่นผ่านเข้ามา

นักวิชาการ Cheng-Chwee Kuik จึงตั้งคำถามว่า “เราจึงสงสัยว่าทำไมจีนถึงแปรเปลี่ยนท่าทีในเชิงรุกมากขึ้นแม้ว่าก่อนหน้านี้จะใช้วิธีโอ้โลมปฏิโลมกับอาเซียน” คำตอบสั้นๆ ก็คือ จีนต้องการจะแสดงให้สหรัฐและประเทศที่อ่อนแอกว่าที่คิดจะไปขอแรงสหรัฐได้เห็นว่าจีน “เอาจริง”

กับสหรัฐเราคงไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าจีนยังจะเอาจริงกับประเทศที่อ่อนแอกว่าด้วย เสถียรภาพของอาเซียนก็คงมีปัญหาแล้ว อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความเห็นของนักวิชาการเพียงคนเดียวเท่านั้น

โดยสรุปก็คือ ทุกฝ่ายมีส่วนทำให้เกิดการสั่งสมกำลังทหารและทำให้ทะเลจีนใต้เป็นลานสวนสนาม

สิ่งที่อาเซียนกำลังเจอในตอนนี้ คือจีนที่ใช้ทั้งไม้อ่อน (พยายามโน้มน้าวให้อาเซียนเชื่อว่าจะช่วยร่างระเบียบการใช้ทะเลจีนใต้ร่วมกันซึ่งไม่เสร็จเสียที) และยังใช้ไม้แข็ง (ด้วยการเสริมกำลังทหารและใช้วาทะที่แแข็งกร้าวเมื่อพูดถึงการอ้างสิทธิในน่านน้ำ)

อาเซียนยังต้องเจอกับประเทศนอกวงที่อยากจะเข้ามาเอี่ยว เช่น สหรัฐ แต่ในกรณีของสหรัฐนั้นยังพอเข้าใจได้ในเมื่อสหรัฐมีอิทธิพลในแปซิฟิกมานานและมีความสัมพันธ์ทางทหารในอาเซียนอยู่บางประเทศ

แต่ที่เข้าใจได้ยากคือ ฝรั่งเศสกับสหราชอาณาจักรจะเข้ามาทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้นอีกทำไม หากไม่ใช่เพราะต้องการยกตัวเองให้มีอิทธิพลในเวทีโลกมากขึ้นโดยใช้อาเซียนเป็นเบี้ยเป็นหมาก

จีนนั้นมองสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสด้วยสายตาที่รังเกียจและดูแคลน บทความใน Global Times สื่อของทางการจีนบอกว่า “สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสเข้ามาเบียดในอ้อมแขนของสหรัฐเพื่อขอความอบอุ่น สองประเทศในยุโรปรู้ดีว่ากำลังทหารของตนไม่เพียงพอสำหรับความทะเยอทะยานในระดับโลก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการขยายอิทธิพลโดยการยืมกำลังจากวอชิงตัน”

สหราชอาณาจักรนั้นทุ่มงบประมาณด้านกลาโหมมหาศาล แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าประเทศนี้ได้รับผลกระทบจากโคงิด-19 หนักหน่วงที่สุดประเทศหนึ่ง รวมถึงสหรัฐ ฝรั่งเศส เยอรมนี เรียกได้ว่าประเทศตะวันตกที่ “เป็นห่วง” ทะเลจีนใต้ ยังแก้ปัญหาในบ้านตัวเองไม่เรียบร้อย

ถามว่าแล้วรัสเซียหายไปไหนในความขัดแย้งนี้?

รัสเซียต่างหากที่เข้าตำรา “นิ่งเสียตำลึงทอง” (แต่ไม่ถึงกับเป็น “ตาอยู่”) เพราะได้รับประโยชน์อย่างจังจากความขัดแย้งนี้ เช่น เวียดนามที่สั่งซื้ออาวุธจากรัสเซียเป็นจำนวนมาก แม้แต่เมียนมาซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทะเลจีนใต้ ก็สั่งอาวุธรัสเซียเข้ามาก ดังมีผู้สังเกตเห็นหลังการทำรัฐประหารว่ายุทโธปกรณ์ของกองทัพเมียนมาเป็นของรัสเซีย และคาดว่าซื้อของรัสเซียมาเป็นการถ่วงดุลกับจีน

เพราะจีนถูกจับตาว่าอาจได้รับประโยชน์จากการัฐประหารที่เมียนมา แต่ชาติตะวันตกเสียหายมหาศาลจากการนี้ 

AFP PHOTO/Republic of Singapore Navy

สิ่งที่ประท้วงในเมียนมาทำสำเร็จมากกว่าประท้วงไทย? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644923

วันที่ 09 ก.พ. 2564 เวลา 20:29 น.สิ่งที่ประท้วงในเมียนมาทำสำเร็จมากกว่าประท้วงไทย?กระแสแบนสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมาเห็นผลทันตา ร้านค้าโอดขายของไม่ได้

นอกจากเราจะได้เห็นชาวเมียนมานับหมื่นคนลงถนนต่อต้านการทำรัฐประหารของกองทัพพร้อมกับชูสามนิ้วซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยไปแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกับการชุมนุมในบ้านเราคือ ชาวเมียนทั้งชาวบ้านทั่วไปและบรรดาคนดังและอินฟลูเอนเซอร์มายังรวมพลังกันแบนสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกองทัพและประกาศจะไม่ร่วมสังฆกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ

และที่สำคัญคือเคมเปญนี้เห็นผลทันตา

หลังการรัฐประหารมีการผลักดันแคมเปญ “Stop Buying Junta Business” หรือแปลได้ว่า เลิกซื้อของของรัฐบาลทหาร เชิญชวนให้ชาวเมียนมาเลิกอุดหนุนสินค้าหรือบริการที่เป็นธุรกิจของกองทัพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและสนับสนุนประชาธิปไตย โดยแคมเปญนี้เริ่มเป็นกระแสเมื่อวันที่ 3 ก.พ. หลังรัฐประหารผ่านไป 2 วัน

แคมเปญนี้ส่งแรงกระเพื่อมไปแทบจะทุกธุรกิจ เนื่องจากกองทัพเมียนมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจแทบจะทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม บุหรี่ ธุรกิจบันเทิง ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ธนาคาร ธุรกิจการเงิน โรงพยาบาล บริษัทน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง เป็นต้น

สำนักข่าว Myanmar Times พบว่า สินค้าหลายแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ อาทิ เบียร์ Myanmar Beer, ซิมการ์ดและบัตรเติมเงินของ MyTel, บุหรี่ Ruby Cigarettes, ธุรกิจขนส่งเส้นทาง Shwe Mann Thu/ Shan Ma Lay มีคนใช้มีคนซื้อน้อยลง

Ko Tayzar ตัวแทนจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเมืองย่างกุ้งเผยกับ Myanmat Times ว่า “เมื่อก่อนเคยขายเบียร์ Myanmar Beer แบบแพ็ค 12 กระป๋องได้วันละ 3 แพ็ค แต่ตอนนี้ขายไม่ได้สักแพ็ค ช่วงไม่กี่วันนี้ความต้องการซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่มีคนซื้อเราก็ขายไม่ได้ ตอนนี้เลยต้องหยุดขาย Myanmar Beer”

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=317&href=https%3A%2F%2Fweb.facebook.com%2Fkyawyeyint.kyawyeyint%2Fvideos%2F1592880490896253%2F&show_text=false&width=560

ส่วน Ma Nilar ผู้จำหน่ายเสื้อผ้าออนไลน์เผยว่า “เราใช้รถขนส่งเส้นทางอื่นแทนเส้นทาง Shwe Mann Thu เพื่อส่งสินค้าไปนอกเมือง นี่คือวิธีที่เราเข้าร่วมแคมเปญนี้”

นอกจากนี้ Myanmar Times ยังพบว่า ชาวเมียนมาที่เคยใช้บริการซิมการ์ดและอินเทอร์เน็ตของ MyTel พากันย้ายค่ายไปใช้บริการของ Telenor และ Ooredoo แทน

อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่คล้ายกับของไทยคือ การแบนคนดังและอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย เช่นในกรณีของ Nay Chi Oo อินฟลูเอนเซอร์ที่ผันตัวไปเป็นนักแสดงและนางแบบวัย 24 ปี ถูกผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเมียนมาถล่มเละที่เธอไม่ออกมาแสดงท่าทีใดๆ

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายหนึ่งคอมเม้นต์ถึงเธอว่า “ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์คุณต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการใช้เสียงของคุณเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่าเพื่อคนอื่น เพื่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อโลกใบนี้ การที่คุณยังนิ่งเฉยหมายความว่าคุณไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ที่รู้ผิดชอบชั่วดี ฉันจะไม่สนับสนุนคุณอีกต่อไปแล้ว”

ส่วนอีกคอมเม้นต์หนึ่งถามอินฟลูเอนเซอร์รายนี้ว่า “คุณอยู่ที่ไหน ซ่อนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ตอนที่ลุงของคุณจับผู้นำของเราเหรอ”

เหตุการณ์นี้ทำให้ยอดฟอลโลเวอร์ของเธอหายไปกว่า 50,000 คนในวันเดียว

เช่นเดียวกับนักร้องฮิปฮอปชื่อดังและนักแสดงที่ชื่อ Sai Sai Kham Leng ที่ฟอลโลเวอร์หายไป 20,000 คนในวันเดียว เพราะไม่โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำรัฐประหารของกองทัพ

Ko Myo Nyi Nyi Zaw พูดถึงกรณีนี้ว่า “พวกเขามีคนติดตามเป็นล้าน พวกเขาสามารถเข้าถึงคนทั่วไปด้วยโพสต์สั้นๆ บนเฟซบุ๊ค แต่มันช่างน่าอายที่คนดังเหล่านี้ยังปิดปากเงียบกับฝันร้ายที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงกลัวในเมื่อทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในโลกออนไลน์โดยไม่ต้องออกไปตะโกนเรียกร้องความยุติธรรมบนถนน”

นอกจากนี้ ชาวเมียนมายัง call out และบอยคอตต์คนที่สนับสนุนรัฐประหารรวมทั้งคนที่จะเข้าร่วมทำงานกับรัฐบาลทหาร โดยหนึ่งในนั้นคือ U Thaung Tin เจ้าของบริษัท KMD Computer Group หลังจากเจ้าตัวมีชื่ออยู่ในคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่ที่กองทัพแต่งตั้งก็ถูกชาวเมียนมาบอยคอตต์ทันที ทำให้ในเวลาต่อมาเขาปฏิเสธตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารไป

ด้านประเทศไทยก็เกิดกระแสแบนสินค้าที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลและอยู่ในเครือป่ารอยต่อ โดยมีนักเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องให้เลิกสนับสนุนสินค้าเหล่านั้นรวมถึงงดซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ และหันไปซื้อสินค้าแบรนด์อื่นๆ ที่ไม่อยู่ในลิสต์จากร้านค้ารายย่อยอื่นๆ แทน

ซึ่งนอกจากจะเพื่อหลีกเลี่ยงการสนับสนุนกลุ่มนายทุนแล้วยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชาวบ้านด้วย จึงเกิดกระแสแฮชแท็ก #supportsmallbusiness

นอกจากนี้ กลุ่มนักเคลื่อนไหวยังมีการสร้างช่องทางมากมายเพื่อเช็คสินค้าที่สามารถซื้อได้และสินค้าที่ควรหลีกเลี่ยง อาทิ บอทแชท Salim Check บนแอปพลิเคชั่นไลน์, แอคเคาท์ @NoSalimList บนทวิตเตอร์ เพื่อตรวจสอบสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ และบนโลกออนไลน์ยังมีการแชร์อินโฟกราฟฟิกรวบรวมสินค้าแบรนด์สนับสนุนรัฐบาล อยู่ในเครือป่ารอยต่อ หรือมีพรีเซ็นเตอร์ที่สนับสนุนรัฐบาล เพื่อร่วมกันงดบริโภคแบรนด์นั้นๆ

ซึ่งการกระแสการแบนสินค้าก็นับว่าสะเทือนไปถึงเจ้าของแบรนด์ สังเกตได้จากการที่หลายแบรนด์เลือกที่จะถอดสปอนเซอร์ออกจากช่องทางที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล อย่างไรก็ตามร้านสะดวกซื้อหรือบรรดาสินค้าที่ถูกแบนก็ยังคงได้รับการอุดหนุนอยู่ดี

ไม่เพียงแต่สินค้าเท่านั้นแต่กระแสแบนยังลุกลามไปถึงโรงแรมดังหลังเจ้าของโรงแรมโพสต์ข้อความด่าหนึ่งในแกนนำผู้ประท้วง จนเกิดแฮชแท็กแบนบนโลกออนไลน์ แม้ว่าในตอนแรกจะดูเหมือนไม่สำเร็จเนื่องจากเจ้าของธุรกิจก็ยืนยันว่ากลุ่มนักเคลื่อนไหวไม่ใช่กลุ่มลูกค้าของเขา แต่ภายหลังก็ถึงกับโอดว่าการท่องเที่ยวซบเซาวอนรัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือพนักงานด้วย

อีกหนึ่งกระแสที่ประสบความสำเร็จคือการที่บรรดาแฟนคลับซึ่งมักจะเช่าป้ายโฆษณาตามสถานีรถไฟฟ้าเพื่อโปรโมทศิลปินหรือทำโปรเจ็กต์เนื่องในวันเกิดให้ศิลปินที่ตนชื่นชอบ ก็หันไปอุดหนุนใช้บริการร้านค้ารายย่อยรวมถึงรถตุ๊กตุ๊กแทนเพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

โปรเจคนุ้งตี๋ที่โคราชเสร็จละน้า ดีใจที่ได้เห็นพี่ๆวินมีรอยยิ้มตอนติดป้าย พี่วินดีใจมาก พี่เค้าบอกว่ารถตุ๊กตอนนี้งานแทบไม่มี ตอนเราขอบรีฟงาน นางบอกว่าเดี๋ยวพี่เรียกเพื่อนมาให้ เจ้จะได้ไม่เหนื่อย นางแทนเราว่าเจ้ไปอีก#NamJooHyukBday2021#Happy28thNamJooHyukDay#HappyNamjoohyukday pic.twitter.com/zJSrXZCqA4— K. (@KookkaiiMe) February 5, 2021

หลังจากที่เกิดกรณีรถไฟฟ้าหยุดให้บริการบางสถานีตามคำสั่งของรัฐบาลเพื่อขัดขวางการเดินทางของกลุ่มผู้ชุมนุมที่นัดรวมตัวกัน กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วและจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นป้ายโฆษณาบนรถไฟฟ้าที่มาจากบรรดาแฟนคลับอีกเลย

รวมถึงกระแสแบนศิลปินดาราในประเทศไทยก็มีเช่นกัน โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อศิลปินดาราที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลผ่านแฮชแท็ก #แบนดาราสลิ่ม เพื่อร่วมกันงดสนับสนุนผลงานของพวกเขา แม้ว่าจะมีหลายคนที่เห็นด้วยและร่วมแบนศิลปินดาราเหล่านั้น แต่ก็มีอีกหลายคนที่ออกมาคัดค้านแสดงความเข้าใจในมุมของศิลปิน พร้อมมองว่าการแบนศิลปินเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

จะว่าไปแล้วกระแสกดดันของผู้ประท้วงเมียนมาแทบจะไม่ต่างจากแนวทางของผู้ประท้วงในไทยเลย

WHO ยันไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ไวรัสจะหลุดจากแล็บจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644938

วันที่ 09 ก.พ. 2564 เวลา 19:30 น.WHO ยันไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ไวรัสจะหลุดจากแล็บจีนองค์การอนามัยโลกแถลงหลังทำภารกิจสืบหาต้นตอของไวรัสโคโรนาในประเทศจีน

หลังเข้าสู่กระบวนการกักตัวเป็นเวลาสองสัปดาห์ ทีมผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้เริ่มการสอบสวนอย่างละเอียดในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาเพื่อสืบหาต้นกำเนิดของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น ทางตอนกลางของประเทศจีน

โดยปีเตอร์ เบน เอมบารัค หัวหน้าภารกิจจาก WHO แถลงข่าวหลังทำภารกิจร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของจีนว่าสมมติฐานที่ว่าเชื้อไวรัสรั่วไหลออกจากห้องทดลองและแพร่ระบาดสู่มนุษย์นั้นไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง จึงไม่อยู่ในสมมติฐานที่ทีมจะทำการศึกษาต่อในอนาคต 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าไวรัสโคโรนามีต้นกำเนิดมาจากค้างคาว แต่ในเมืองอู่ฮั่นไม่มีค้างคาวจึงเชื่อว่าอาจแพร่ระบาดผ่านทางสัตว์ตัวกลางชนิดอื่น พร้อมเผยว่าจะดำเนินการศึกษาเส้นทางของการแพร่ระบาดต่อไป

นอกจากนี้เขายังกล่าวอีกว่าไม่มีรายงานผู้ป่วยในอู่ฮั่นก่อนเดือนมกราคม 2019 เมื่อมีการบันทึกผู้ป่วยรายแรกอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ในระหว่างการสอบสวนในเมืองอู่ฮั่นที่คาดว่าไวรัสเกิดขึ้นครั้งแรก ทีมงานได้เยี่ยมชมสถาบันไวรัสวิทยาเมืองอู่ฮั่นซึ่งทฤษีสมคบคิดอ้างว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้เกิดการรั่วไหลของไวรัสและเกิดการแพร่ระบาดในเมือง

Photo by Hector RETAMAL / AFP

ส่องม็อบเมียนมา เหมือน-ต่างไทยยังไงมาดูกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644906

วันที่ 09 ก.พ. 2564 เวลา 18:15 น.ส่องม็อบเมียนมา เหมือน-ต่างไทยยังไงมาดูกันเก็บตกภาพบรรยากาศม็อบเมียนมารวมทั่วทุกสารทิศต้านเผด็จการ

กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงรวมตัวกันอย่างเนืองแน่นในหลายเมืองรวมถึงเนปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมา เพื่อต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพเมียนมา โดยมีผู้ชุมนุมจากหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่ กลุ่มผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ พระสงฆ์ รวมถึงคู่บ่าวสาว

กลุ่มคนรุ่นใหม่ชูป้ายประท้วงเสียดสีจิกกัดกองทัพเมียนมา รวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมชาว LGBT ก็ออกมาชูธงสีรุ้งเดินขบวนประท้วง “เราออกมาเพื่อให้ประชาชนและกองทัพรู้ว่าพวกเราชาว LGBT ก็ต่อต้านเผด็จการทหารเช่นกัน”

รวมถึงพระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในมัณฑะเลย์ พร้อมด้วยกลุ่มอาสาสมัครชาวพุทธและมุสลิม ตลอดจนเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาและกระบวนการยุติธรรมที่ออกมามีส่วนร่วมกับการอารยะขัดขืน

Photo by MingalaparPapawady ?????Mon Halsey และ Frontier Myanmar