สีสันม็อบเมียนมาประท้วงกลางทะเลสาบ-กินหมูกระทะหน้าสถานทูตจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645162

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 18:45 น.สีสันม็อบเมียนมาประท้วงกลางทะเสสาบ-กินหมูกระทะหน้าสถานทูตจีนบอกลาการเดินขบวนประท้วงแบบเดิมๆ เมียนมาล่องเรือประท้วงกลางทะเลสาบ อีกส่วนร่วมกินหมูกระทะหน้าสถานทูตจีน

กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านเผด็จการในเมียนมาส่วนหนึ่งรวมตัวกันที่ทะเลสาบอินเล สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในรัฐฉาน พร้อมแต่งกายด้วยชุดฉานแบบดั้งเดิม ร่วมชูสามนิ้วและชูป้ายขับไล่รัฐบาลทหาร

ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงในเมืองต่างๆ ก็ยังคงรวมตัวกันอย่างเนืองแน่นรวมถึงที่สถานทูตจีนในกรุงเนปิดอว์ ประชาชนส่วนหนึ่งแต่งกายด้วยชุดจีนต้อนรับวันตรุษจีน รวมตัวกันถือป้ายประท้วงพร้อมกินหมูกระทะหน้าสถานทูต

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7DayOnlineTV%2Fposts%2F5087778471293814&width=500&show_text=true&height=692&appId

Photo by Calito / AFP

กองทัพเมียนมาตรวจสอบการเงินมูลนิธิซูจี หวั่นถูกตั้งข้อหาเพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645146

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 17:45 น.กองทัพเมียนมาตรวจสอบการเงินมูลนิธิซูจี หวั่นถูกตั้งข้อหาเพิ่ม กองทัพเมียนมาสั่งตรวจสอบการเงินมูลนิธิของอองซานซูจี

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า กองทัพเมียนมามีคำสั่งให้ตรวจสอบการเงินของมูลนิธิดอว์ขิ่นจีซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอองซานซูจี ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นข้ออ้างที่นำไปสู่การตั้งข้อหาอองซานซูจีเพิ่มเติม 

แหล่งข่าวเผยว่า สัปดาห์ที่แล้วผู้บริหารมูลนิธิ 2 คนถูกกองทัพเรียกตัวไปสอบสวนที่เมืองย่างกุ้ง และแม้จะไม่ถูกจับกุมตัวแต่ทั้งสองคนต้องเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ทุกวันพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการเงินของมูลนิธิ 

ทั้งนี้ มูลนิธิดอว์ขิ่นจีก่อตั้งเมื่อปี 2012 โดยใช้ชื่อมารดาของอองซานซูจี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพ การศึกษา และมาตรฐานการครองชีพของชาวเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการพัฒนาน้อยที่สุดในประเทศ

ก่อนเกิดการรัฐประหารทางมูลนิธิเปิดรับเงินบริจาคเพื่อจัดหาวัคซีนต้าน Covid-19 ในเมียนมา และเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2 วันก่อนเกิดรัฐประหาร ทางมูลนิธิได้โอนเงินบริจาค 2,500 ล้านจั๊ต หรือ 52.87 ล้านบาทให้แก่รัฐบาลเมียนมา

แม้ว่าสาเหตุที่กองทัพตรวจสอบการเงินของมูลนิธิยังไม่ชัดเจน แต่ก็ก่อให้เกิดความกังวลว่ากองทัพอาจกำลังตรวจสอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับอองซานซูจีเพื่อหาทางตั้งข้อหาเพิ่ม เช่น รับเงินจากต่างประเทศ

จีนโต้ไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคช่วยกองทัพเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645135

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 16:45 น.จีนโต้ไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคช่วยกองทัพเมียนมาทางการจีนปฏิเสธข่าวลือแอบส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคและอุปกรณ์ไอทีมาช่วยกองทัพเมียนมา

สถานทูตจีนในเมียนมาออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊คปฏิเสธข่าวลือที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์เมียนมาว่าทางการจีนส่งเครื่องบินขนเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคเข้ามาช่วยกองทัพเมียนมา โดยชี้แจงว่าเครื่องบินที่เข้ามาในเมียนมาเป็นเพียงเครื่องบินขนส่งสินค้าส่งออกและนำเข้า อาทิ อาหารทะเล เท่านั้น

ด้าน หวังเหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวลือที่ทางการจีนส่งอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ด้านไอทีเข้ามายังเมียนมาว่า ยังไม่ได้ยินเรื่องดังกล่าว

“มีข้อมูลที่ถูกบิดเบือนและข่าวลือเกี่ยวกับความสัมพันธุ์ระหว่างจีนและเมียนมามากมาย” หวังกล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า จีนติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิดและหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะคำนึงถึงการพัฒนาและเสถียรภาพของประเทศเป็นหลัก

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้ประท้วงพากันไปรวมตัวที่หน้าสถานทูตจีนในเมืองย่างกุ้งโดยกล่าวหาว่าทางการจีนสนับสนุนกองทัพเมียนมาแม้ว่าทางการจีนจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม บางส่วนยังชูป้ายทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาจีนว่า “สนับสนุนเมียนมา อย่าสนับสนุนเผด็จการ”

พิพิธภัณฑ์สหรัฐยอมคืนทับหลังโบราณ 2 ชิ้นให้ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645124

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 15:30 น.พิพิธภัณฑ์สหรัฐยอมคืนทับหลังโบราณ 2 ชิ้นให้ไทยพิพิธภัณฑ์สหรัฐยอมคืนทับหลังโบราณ 2 ชิ้นที่ถูกขโมยจากไทยเมื่อเกือบร้อยปีก่อน

สำนักข่าว San Francisco Chronicle รายงานว่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียในเมืองซานฟรานซิสโกของสหรัฐยินยอมคืนทับหลังโบราณ 2 ชิ้นที่ถูกนำออกมาจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ให้แก่ทางการสหรัฐเพื่อส่งกลับคืนสู่ประเทศไทย หลังจากเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยกับรัฐบาลกลางของสหรัฐ

เดวิด แอล. แอนเดอร์สัน อัยการเขตแคลิฟอร์เนียเหนือซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ฟ้องร้องคดีเผยว่า “สหรัฐมุ่งมั่นที่จะคืนโบราณวัตถุที่ถูกขโมยมากลับคืนสู่ประเทศต่างๆ ที่ต้องการรักษามรดกของตนเอง เราจะใช้อำนาจทั้งหมดของเรา รวมถึงอำนาจในการริบคืนสิ่งของที่ได้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งของทางวัฒนธรรมที่ถูกยักยอกมาจะถูกส่งคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง”

ด้าน เจย์ ซวี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิลปะเอเชียเผยว่า “ข้อตกลงนี้ทำให้เราได้ทำในสิ่งที่เราต้องการทำมานานแล้ว นั่นก็คือคืนทับหลังให้ประเทศไทย”

ทั้งนี้ ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เป็นประติมากรรมแกะสลักด้วยมือน้ำหนักราว 680 กิโลกรัม คาดว่าถูกนำออกมาจากปราสาทหนองหงส์ในจังหวัดบุรีรัมย์และปราสาทเขาโล้นในจังหวัดสระแก้วเมื่อราว 1,000 ปีก่อน

คำแถลงการณ์ของสำนักงานอัยการเขตแคลิฟอร์เนียเหนือระบุว่า นักโบราณคดีของไทยเชื่อว่าทับหลังทั้งสองชิ้นถูกขโมยออกมา และถูกพ่อค้าชาวยุโรปซื้อไปในช่วงปลายทศวรรษ 1960 จากนั้น เอเวอรี บรันเดจ อดีตประธานคณะกรรมการโอลิมปิกและนักสะสมงานศิลปะได้มอบทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียซานฟรานซิสโกเมื่อปี 1966 ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นทางพิพิธภัณฑ์ซื้อเข้ามาเมื่อปี 1968

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐทราบครั้งแรกเมื่อปี 2017 ว่าทับหลังทั้งสองชิ้นถูกลักลอบส่งออกมาจากประเทศไทยและได้ติดต่อพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียในเมืองซานฟรานซิสโกให้ส่งคืนไทย และในปีเดียวกันทางพิพิธภัณฑ์ตัดสินใจนำทับหลังทั้งสองชิ้นออกจากการจัดแสดง

ต่อมาเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยื่นฟ้องพิพิธภัณฑ์เพื่อริบคืนทับหลังทั้งสองชิ้นจนนำมาสู่การทำข้อตกลงดังกล่าว

ตามข้อตกลงทับหลังทั้งสองชิ้นจะถูกส่งกลับประเทศไทยผ่านกระทรวงยุติธรรมสหรัฐในช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้

ภาพ: สำนักงานอัยการเขตแคลิฟอร์เนียเหนือ

มาเลย์ใจดีเล็งฉีดวัคซีนโควิดฟรีให้ผู้ลี้ภัยทุกคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645125

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.มาเลย์ใจดีเล็งฉีดวัคซีนโควิดฟรีให้ผู้ลี้ภัยทุกคนมาเลเซียตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ประชาชน 80% ภายในหนึ่งปี รวมชาวต่างชาติ ผู้ลี้ภัย และผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร

คณะกรรมการด้านการจัดหาวัคซีนในมาเลเซียแถลงว่า มาเลเซียจะขยายโครงการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้กับชาวต่างชาติในประเทศทุกคน รวมถึงผู้ขอลี้ภัยที่ลงทะเบียนกับหน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาติ UNHCR และผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร

โดยคาดการณ์ว่าจะเริ่มแจกจ่ายวัคซีนภายในสิ้นเดือนนี้โดยตั้งเป้าว่าจะครอบคลุมอย่างน้อย 80% ของประชากรทั้งหมด 32 ล้านคนภายในหนึ่งปี

ตามแถลงการณ์ระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดการฉีดวัคซีนนับเป็นการดำเนินการด้านมนุษยธรรม และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยปราศจากโควิด-19 จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนมากที่สุด

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการกล่าวว่าจะให้ความสำคัญกับประชาชนชาวมาเลเซีย โดยจะมีการประกาศกำหนดการฉีดวัคซีนสำหรับชาวต่างชาติในภายหลัง

ทั้งนี้ ไครี จามาลุดดิน รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของมาเลเซียแถลงเบื้องต้นว่ารัฐบาลจะดำเนินการร่วมกับทางการแต่ละรัฐ สถานทูต และองค์กรเอกชนอื่นๆ ในการกระจายวัคซีน โดยคณะกรรมการจะหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดในการดำเนินการต่อไป

มาเลเซียมีวัคซีนเพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวหลังตกลงซื้อขายวัคซีนกับไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech), สถาบันกามาเลยาของรัสเซียผู้ผลิตวัคซีนสปุตนิก วี (Sputnik V), ซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) รวมถึงแคนซิโน ไบโอโลจิกส์ (CanSino Biologics) ของจีน

นอกจากนี้ยังได้รับการจัดส่งวัคซีนจากแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ภายใต้โครงการโคแวกซ์ (COVAX)

Photo by Mohd RASFAN / AFP

สีจิ้นผิงย้ำเลี่ยงเผชิญหน้าหวั่นหายนะหลังต่อสายตรงไบเดนครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645115

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 12:30 น.สีจิ้นผิงย้ำเลี่ยงเผชิญหน้าหวั่นหายนะหลังต่อสายตรงไบเดนครั้งแรกสีจิ้นผิงแนะจีน-สหรัฐกำหนดแนวทางใหม่เลี่ยงเผชิญหน้า ย้ำไบเดนดำเนินการระวังกระทบอำนาจอธิปไตยจีน

ช่วงเช้าวันที่ 11 ก.พ. ตามเวลาประเทศจีน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนต่อสายตรงถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไบเดนเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐโดยทั้งคู่พูดคุยกันในประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

รวมถึงประเด็นการดำเนินการทางเศรษฐกิจของจีนที่ไบเดนระบุว่าเป็นในลักษณะบีบบังคับและไม่เป็นธรรม รวมถึงเตือนสีจิ้นผิงเกี่ยวกับความกังวลของชาวอเมริกันเกี่ยวกับนโยบายที่แข็งกร้าวของจีนในต่างประเทศ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงและฮ่องกง ตลอดจนท่าทีคุกคามของจีนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาครวมถึงไต้หวัน

ทั้งคู่ยังได้เจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นสำคัญระหว่างประเทศและภูมิภาค รวมถึงประเด็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ไบเดนยังได้กล่าวอวยพรสีจิ้นผิงและประชาชนชาวจีนเนื่องในโอกาสวันตรุษจีนด้วย

ขณะที่สีจิ้นผิงเน้นย้ำต่อไบเดนโดยคาดหวังว่าสหรัฐจะดำเนินการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน ฮ่องกง และซินเจียงตลอดจนอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของจีนด้วยความระมัดระวัง

พร้อมเสริมว่าจีนและสหรัฐควรกำหนดแนวทางใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดและการเผชิญหน้าเพราะจะกลายเป็นหายนะสำหรับทั้งสองประเทศ

Photo by Paul J. RICHARDS / AFP

ไบเดนเอาจริงประกาศคว่ำบาตรคณะรัฐประหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645104

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 10:50 น.ไบเดนเอาจริงประกาศคว่ำบาตรคณะรัฐประหารเมียนมาไบเดนประกาศดำเนินมาตรการคว่ำบาตรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรัฐประหาร พร้อมตัดขาดการเข้าถึงเงินทุนพันล้านในสหรัฐ

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหัฐประกาศคว่ำบาตรกองทัพเมียนมารวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารตลอดจนสมาชิกในครอบครัว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาสละอำนาจและนำประเทศกลับคืนสู่ประชาธิปไตย

นอกจากนี้ยังเผยว่าฝ่ายบริหารของสหรัฐจะห้ามมิให้คณะรัฐประหารเข้าถึงเงินทุนมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐของรัฐบาลเมียนมาที่มีอยู่ในสหรัฐอีกด้วย รวมถึงอายัดทรัพย์สินที่พิจารณาแล้วว่าอาจเอื้อประโยชน์ต่อรัฐบาลทหารเมียนมา

ไบเดนย้ำว่า “ผมขอเรียกร้องอีกครั้งให้กองทัพปล่อยตัวนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวที่ถูกจับกุมรวมถึงออง ซาน ซูจี และประธานาธิบดีวิน มินต์ กองทัพต้องสละอำนาจ และสหรัฐจะดำเนินการร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อกระตุ้นให้ชาติอื่นๆ ร่วมมือด้วย”

ไบเดนยังทิ้งท้ายว่าสหรัฐกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาและพร้อมดำเนินมาตรการเพิ่มเติมหากรัฐบาลเมียนมายังคงไม่ตอบสนอง

อย่างไรก็ตามสหรัฐจะยังคงให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนด้านสาธารณสุขรวมถึงภาคประชาคมอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวเมียนมาโดยรวม

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่โจเซฟ บอร์เรล หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรประบุว่าสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตรทางทหารต่อมเมียนมาได้ แต่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

Photo by SAUL LOEB / AFP

เมื่อธารน้ำแข็งหิมาลัยแตกที่อินเดีย แต่ส่งผลสะเทือนมาถึงไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645061

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 21:00 น.เมื่อธารน้ำแข็งหิมาลัยแตกที่อินเดีย แต่ส่งผลสะเทือนมาถึงไทยไม่ว่าธารน้ำแข็งหิมาลัยจะละลายมากไปหรือละลายจนไม่เหลือแล้วประเทศไทยก็เดือดร้อนทั้งนั้น

อุบัติเหตุธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยแตกจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่รัฐอุตตราขัณฑ์ของอินเดียตอกย้ำให้เราเห็นว่าเทือกเขาหิมาลัยกำลังเปราะบางอย่างหนักจากภาวะโลกร้อน

หลังจากวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมบรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าแผ่นดินถล่มหรือหิมะถล่มอยู่เบื้องหลังหายนะครั้งนี้ และนักวิยาศาสตร์หลายคนก็ลงความเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ เนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลาย เมื่อหิมะละลายทะเลสาบธารน้ำแข็ง แผ่นดินถล่ม และหิมะถล่มก็เพิ่มขึ้น วันดีคืนดีจึงถล่มลงมาด้านล่างอย่างที่เกิดที่อินเดีย

ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยและธารน้ำแข็งหิมาลัย-ฮินดูกูชถูกขนานนามว่าเป็น “ขั้วโลกที่สาม” เพราะมีหิมะและน้ำแข็งมากที่สุดในโลกรองจากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โดยน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัยกินพื้นที่ถึง 100,000 ตารางกิโลเมตร และยังเป็นแหล่งต้นกำเนิดของน้ำจืดสำคัญของแม่น้ำแยงซีเกียง คงคา และแม่น้ำโขง

แต่ธารน้ำแข็งหิมาลัยซึ่งก่อตัวเมื่อราว 70 ล้านปีที่แล้วถูกคุกคามอย่างหนักจากภาวะโลกร้อน นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ธารน้ำแข็งเริ่มบางลงและหายไป ส่วนพื้นที่ที่เคยมีหิมะปกคลุมก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงหลังๆ ธารน้ำแข็งยิ่งละลายหายไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

รายงานของศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการเมื่อปี 2019 พบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากน้ำมือมนุษย์ส่งผลให้ธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายเข้าขั้นวิกฤต หายไปปีละประมาณ 50 เซนติเมตร หรือเร็วขึ้นเป็นสองเท่านับตั้งแต่ปี 2000 เมื่อเทียบกับปี 1975-2000 หรือ 25 ปีก่อนหน้า ที่ละลายปีละ 25 เซนติเมตร

ความร้อนยังมีผลต่อการก่อตัวของน้ำแข็งด้วย โมฮัมหมัด ฟารูค อาซาม จากสถาบันเทคโนโลยีอินดอร์ของอินเดียซึ่งศึกษาด้านธารน้ำแข็งบอกว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นน้ำแข็งจะก่อตัวน้อยลง

และแม้ว่าน้ำแข็งยังคงก่อตัวอยู่แต่ก็ขยับเข้าใกล้จุดที่จะละลายเต็มที ดังนั้นความร้อนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้หิมะถล่มแล้ว

สอดคล้องกับ ยอร์ก เชเฟอร์ ศาสตราจารย์จากศูนย์วิจัยลามอนต์-โดเฮอร์ตีแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่บอกว่า “แม้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียสก็สร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาล”

แต่ตอนนี้มีแนวโน้มว่าอุณหภูมิของโลกกำลังจะสูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว นั่นหมายความว่าความร้อนนี้จะยิ่งเร่งปฏิกิริยาต่างๆ ของธารน้ำแข็งหิมาลัยไปอีก

และแน่นอนว่าปฏิกิริยานี้ส่งผลสะเทือนมาถึงไทยแน่นอน แม้ว่าเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มในอินเดียเกิดห่างจากไทยหลายพันหลายหมื่นกิโลเมตร

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าธารน้ำแข็งหิมาลัยเป็นแหล่งน้ำจืดของแม่น้ำหลายสายในเอเชีย รวมทั้งแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศไทย ดังนั้นไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบกับไทยด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระยะสั้น หากธารน้ำแข็งหิมาลัยละลาย ระดับน้ำในทะเลจะสูงขึ้น ส่งผลให้พื้นที่แถบชายฝั่งจมน้ำเร็วขึ้น งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า ในปัจจุบันการละลายของธารน้ำแข็งภูเขาเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

และจากข้อมูลของศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการ (ICIMOD) พบว่า หากธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายทั้งหมดจะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นราว 1.5 เมตร

หากเป็นเช่นนี้พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบเป็นที่แรกๆ คือ กรุงเทพมหานคร ที่ขณะนี้จมลงปีละ 1-2 เซนติเมตรอยู่แล้ว อีกทั้งน้ำทะเลในอ่าวไทยยังสูงขึ้นถึงปีละ 4 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

ดังนั้นหากมีน้ำจากธารน้ำแข็งหิมาลัยลงมาสมทบอีก เมืองหลวงของเราคงหนีไม่พ้นสภาพจมบาดาล

ขณะที่ในระยะยาว หากธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายหมดแล้ว แม่น้ำสายสำคัญโดยเฉพาะแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้านจะขาดน้ำ ประเทศที่จะเดือดร้อนคือ ไทย ลาว เมียนมา จีน

และที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ ข้อมูลหรืองานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากการละลายของธารน้ำแข็งหิมาลัยต่อประเทศไทยยังมีน้อยมาก ในขณะที่ธารน้ำแข็งละลายเพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ 

โดย จารุณี นาคสกุล

เวียดนามโต้ไทยทุ่มตลาด จ่อเก็บภาษีน้ำตาล 34% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645056

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.เวียดนามโต้ไทยทุ่มตลาด จ่อเก็บภาษีน้ำตาล 34%เวียดนามเล็งขึ้นภาษีน้ำตาลไทยตอบโต้การทุ่มตลาด ชี้ทำลายอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามกล่าวเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมาว่ามีแผนที่จะเรียกเก็บภาษีน้ำตาลจากไทย 33.88% ตอบโต้การทุ่มตลาดน้ำตาลทรายดิบที่นำเข้าจากประเทศไทย โดยระบุว่าปริมาณน้ำตาลทรายนำเข้าจากประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นการทำลายอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการตัดสินใจถึงขอบเขตระยะเวลาบังคับใช้มาตรการดังกล่าว โดยกระทรวงระบุว่าจะดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตัดสินใจและจะสรุปในไตรมาสที่สอง

การตัดสินใจเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าโดยเฉพาะน้ำตาลทรายดิบเกิดขึ้นหลังจากที่ทางกระทรวงได้ดำเนินการสอบสวนต่อต้านการทุ่มตลาดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาหลังได้รับคำร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมน้ำตาลของเวียดนาม

กระทรวงยังระบุว่า “ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าการนำเข้าน้ำตาลจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านตันในปี 2563 ซึ่งเพิ่มขึ้น 330.4% จากปี 2562”

“โรงงานน้ำตาลในประเทศจำนวนหนึ่งถูกปิดลงส่งผลให้พนักงาน 3,300 คนตกงาน และส่งผลกระทบเชิงลบต่อเกษตรกร 93,225 ครัวเรือน”

ทั้งนี้ เวียดนามได้ยกเลิกภาษีนำเข้าน้ำตาลจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2563 ตามข้อตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA)

แต่ข้อตกลงดังกล่าวอนุญาตให้ประเทศภูมิภาคอาเซียนสามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมในประเทศของตนได้

ด้านนายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ให้สัมภาษณ์ต่อรอยเตอร์สว่ารัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ค้าน้ำตาลเพื่อเตรียมคำชี้แจงสำหรับเวียดนาม

Photo by Beekash ROOPUN / LA SENTINELLE / AFP

UN แฉแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือฉกเงินกว่า 9 พันล้านสมทบทุนอาวุธนิวเคลียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645050

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 18:30 น.UN แฉแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือฉกเงินกว่า 9 พันล้านสมทบทุนอาวุธนิวเคลียร์องค์การสหประชาชาติชี้การโจรกรรมทางไซเบอร์ขโมยเงินดิจิทัลกว่า 9 พันล้านบาทเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติ (UN) เผยว่าเกาหลีเหนือแฮ็กข้อมูลทางไซเบอร์ขโมยเงินคริปโตมูลค่าราว 316.4 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 9 พันล้านบาทตั้งแต่ปี 2019 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2020 เพื่อสมทบทุนโครงการสร้างขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์

ตามรายงานอ้างว่าสถาบันการเงินและการแลกเปลี่ยนเงินตราถูกแฮ็กเพื่อนำเงินไปพัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการโจรกรรม 2 ครั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว

โดยคณะกรรมการของ UN กล่าวว่ากำลังตรวจสอบการแฮ็กในเดือนกันยายนปี 2020 ซึ่งมีการขโมยเงินดิจิทัลมูลค่า 281 ล้านเหรียญสหรัฐ และการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งที่ 2 มีการขโมยเงิน 23 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนต่อมา โดยการวิเคราะห์เบื้องต้นชี้ว่าการแฮ็กดังกล่าวเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ รายงานระบุว่าเหยื่อของการขโมยเงินดิจิทัลมูลค่า 281 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนกันยายนคือ KuCoin ซึ่งเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าสามารถกู้เงินคืนได้แล้วกว่า 80%

ทางด้านจอห์นนี ลู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KuCoin กล่าวก่อนหน้านี้ว่าทราบตัวแฮ็กเกอร์แล้วแต่จะสามารถเปิดเผยได้ต่อเมื่อปิดคดีแล้วเท่านั้น ซึ่งขณะอยู่ระหว่างการตามล่าตัวผู้ต้องสงสัย

นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาว่าขโมยเงิน 81 ล้านเหรียญสหรัฐจากธนาคารกลางบังกลาเทศ รวมถึงขโมยเงิน 60 ล้านเหรียญสหรัฐจากธนาคาร Far Eastern International ของไต้หวัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าเกาหลีเหนือมีแฮ็กเกอร์ฝีมือดีที่ได้รับการฝึกฝนหลายพันคน ซึ่งสามารถเข้าถึงบริษัทและสถาบันในเกาหลีใต้รวมถึงที่อื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย

ทั้งนี้ ความสามารถในการโจมตีทางไซเบอร์ของเกาหลีเหนือถูกพูดถึงในระดับโลกครั้งแรกเมื่อปี 2014 เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีการแฮ็ก Sony Pictures Entertainment เพื่อแก้แค้นหลังบริษัทดังกล่าวสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Interview ที่ล้อเลียนเสียดสีผู้นำคิม จอง อึน

รวมถึงในปี 2017 เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการปล่อยแรนซัมแวร์ “WannaCry” เพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์ 300,000 เครื่องใน 150 ประเทศทั่วโลกและเรียกค่าไถ่หลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP