ที่ประชุม UN เรียกร้องประเทศสมาชิกร่วมคว่ำบาตรเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645243

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 20:30 น.ที่ประชุม UN เรียกร้องประเทศสมาชิกร่วมคว่ำบาตรเมียนมาคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประชุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา

คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติพิจารณามติเรียกร้องให้ปล่อยตัวออง ซาน ซูจี และประชุมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา

โดยเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกดำเนินการมาตรการคว่ำบาตรและหลีกเลี่ยงการให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่คณะรัฐประหารเมียนมา หลังพบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่เมียนมาใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุมซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

โทมัส แอนดรูส์ กล่าวว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติควรพิจารณามาตรการคว่ำบาตรระดับทวิภาคีรวมถึงการจำกัดอาวุธและจำกัดการเดินทาง ตลอดจนตรวจสอบให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือใดๆ จะไม่ไปถึงรัฐทหาร

มินต์ ตู ทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติในเจนีวากล่าวว่าจะร่วมมือกับสหประชาชาติและสมาคมอาเซียน พร้อมระบุว่า “เราไม่ต้องการหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในประเทศ”

ด้านมาร์ค คัสเซเออร์ จากสหรัฐเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมมือกันในประเด็นดังกล่าวรวมถึงมาตรการคว่ำบาตร

ขณะที่เฉิน ซู จากจีนกล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกิจการภายในประเทศ อย่างไรก็ตามจีนกำลังดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้เมียนมากลับคืนสู่สภาวะปกติ

นาดา อัลนาชิฟ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกกล่าวว่า ผู้นำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของเมียนมารวมถึงออง ซาน ซูจี และประธานาธิบดีวิน มินต์ ถูกควบคุมตัวในข้อหาที่มีแรงจูงใจทางการเมือง

พร้อมเสริมว่าเจ้าหน้าที่ทางการเมืองและรัฐนักเคลื่อนไหวรวมถึงสมาชิกภาคประชาสังคม ตลอดจนนักข่าว พระสงฆ์ และนักศึกษามากกว่า 350 คนถูกควบคุมตัวและต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาหลายครั้งด้วยเหตุผลที่น่าสงสัย

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเรียกร้องจีนแชร์ข้อมูลน้ำจากเขื่อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645241

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 19:50 น.คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเรียกร้องจีนแชร์ข้อมูลน้ำจากเขื่อนแม่น้ำโขงลดลงจนอยู่ในระดับน่าห่วงหลังจีนกักน้ำไว้ในเขื่อนต้นน้ำ

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการจีนแบ่งปันข้อมูลน้ำในเขื่อนทั้งหมดกับประเทศลุ่มน้ำโขง พร้อมทั้งเผยว่า น้ำในแม่น้ำโขงลดลงในระดับที่น่ากังวลโดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขื่อนของจีนซึ่งอยู่ต้นน้ำกักน้ำไว้ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังเรียกร้องให้จีนแบ่งปันข้อมูลน้ำทั้งหมดด้วย

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงยังเผยอีกว่า แม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านพรมแดนไทย-ลาวเปลี่ยนสีจากสีน้ำตาลโคลนเป็นสีฟ้า เป็นสัญญาณว่าระดับน้ำลดลงและขาดตะกอนดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกักน้ำของเขื่อนจิ่งหงในมณฑลยูนนานของจีน

ในแถลงการณ์ระบุว่า ฝนที่ตกน้อยและเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่างและแม่น้ำสาขาล้วนส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลง หากจีนปล่อยน้ำจากเขื่อนระดับน้ำอาจสู่สภาพปกติ

ด้านโครงการตรวจสอบเขื่อนแม่น้ำโขง (Mekong Dam Monitor) ที่สนับสนุนโดยสหรัฐซึ่งใช้ข้อมูลจากดาวเทียมติดตามระดับน้ำเผยว่า เริ่มสังเกตเห็นการขึ้นๆ ลงๆ ของระดับน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนจิ่งหงตั้งแต่เดือน ก.พ.

ทั้งนี้ ทางการจีนให้คำมั่นว่าจะแบ่งปันข้อมูลน้ำในเขื่อนกับประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม

เมื่อเดือน ม.ค. จีนแจ้งว่าจะกักเก็บน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำของเขื่อน โดยการปล่อยน้ำจะกลับมาเป็นปกติในวันที่ 25 ม.ค.

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเผยว่า ช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จีนปล่อยน้ำจากเขื่อนจิ่งหงที่ 785 คิวบิกเมตรต่อวินาที ก่อนจะเพิ่มเป็น 1,400 คิวบิกเมตรต่อวินาทีช่วงกลางเดือน

อย่างไรก็ดี ในเดือน ก.พ.จีนลดการปล่อยน้ำอีกครั้งจนกระทั่งวันที่ 11 ก.พ. ลดลงเหลือ 800 คิวบิกเมตรต่อวินาที

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

เฟซบุ๊กจำกัดเนื้อหากองทัพเมียนมาหวั่นสร้างความเข้าใจผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645237

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 19:15 น.เฟซบุ๊กจำกัดเนื้อหากองทัพเมียนมาหวั่นสร้างความเข้าใจผิดเฟซบุ๊กประกาศจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาจากกองทัพเมียนมาหลังพบว่าสร้างความเข้าใจผิด

วันนี้ (12 ก.พ.) ราฟาเอล แฟรงเคิล ผู้อำนวยการด้านนโยบายของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเฟซบุ๊กประกาศว่าจะลดการเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดที่ดำเนินการโดยกองทัพเมียนมา โดยระบุว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลซึ่งสร้างความเข้าใจผิด

แฟรงเคิลกล่าวว่า “หลังจากการรัฐประหารในเมียนมาร์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์สถานการณ์ยังคงไม่สงบ และเฟซบุ๊กกำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว”

ทั้งนี้ ไม่ใช่การห้ามเผยแพร่เนื้อหาแต่เป็นการลดจำนวนผู้เข้าถึงเนื้อหาเท่านั้น ซึ่งจะดำเนินการกับแฟนเพจอย่างเป็นทางการทั้งหมดที่ดำเนินการโดยกองทัพรวมถึงบัญชีส่วนตัวของโฆษกกองทัพเมียนมา ตลอดจนบัญชีอื่นๆ ที่ควบคุมโดยกองทัพซึ่งละเมิดนโยบายการนำเสนอข้อมูลของเฟซบุ๊ก

นอกจากนี้จะปิดกั้นไม่ให้เนื้อหานั้นๆ ปรากฏบนฟีดข่าวแนะนำ และระงับไม่ให้หน่วยงานรัฐบาลทหารเมียนมาส่งคำขอลบเนื้อหาไปยังเฟซบุ๊ก

ในขณะเดียวกันเฟซบุ๊กจะปกป้องเนื้อหารวมถึงคำปราศรัยทางการเมืองของประชาชนเพื่อเปิดโอกาสให้ชาวเมียนมาได้แสดงออกทางการเมืองและให้โลกรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเมียนมาขณะนี้

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กเผยว่าได้จับตากองทัพเมียนมาตั้งแต่ปี 2018 หลังพบว่ามีการเผยแพร่เนื้อหาที่มุ่งสร้างความเกลียดชังต่อชาวโรฮิงญา

Photo by STR / AFP

นักวิจัยพบเชื้อคล้ายโควิด-19 ในค้างคาวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645218

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 18:15 น.นักวิจัยพบเชื้อคล้ายโควิด-19 ในค้างคาวไทยงานวิจัยใหม่เผยพบไวรัสใกล้เคียงไวรัสต้นตอโควิด-19 ในค้างคาวไทย

บีบีซีรายงานว่างานวิจัยที่ตีพิมพ์บนวารสาร Nature Communications ซึ่งนำโดยนักวิจัยจากประเทศไทยและสิงคโปร์ชี้ว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Sars-CoV-2) อาจแพร่ระบาดในกลุ่มค้างคาวหลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย

โดยงานวิจัยระบุว่าพบไวรัสที่ใกล้เคียงกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 และมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมในระดับสูงกับ Sars-CoV-2 จากค้างคาวเกือกม้า 5 ตัวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกของประเทศไทย และคาดว่าไวรัสที่คล้ายกันนี้อาจมีอยู่ในค้างคาวหลายประเทศทั่วเอเชีย รวมถึงจีนและญี่ปุ่น

เช่นเดียวกับทีมองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งลงพื้นที่สืบหาต้นตอของโรคโควิด-19 โดยชี้ว่าอาจมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นค้างคาวก่อนที่จะแพร่ระบาดสู่มนุษย์ แต่ก็ยังไม่ทราบต้นกำเนิดที่แน่ชัด

ศาสตราจารย์หวังหลินฟา หนึ่งในทีมวิจัยจากสิงคโปร์ระบุว่าจากการตรวจสอบค้างคาวจากประเทศไทยพบไวรัส RacCS203 ซึ่งมีความใกล้เคียงทางพันธุกรรมกับ Sars-CoV-2 ถึง 91.5%

นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนาอีกตัวหนึ่งซึ่งเรียกว่า RmYN02 ซึ่งพบในค้างคาวจากยูนนาน ประเทศจีน โดยมีความใกล้เคียงทางพันธุกรรมกับ Sars-CoV-2 ถึง 93.6%

ด้านทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่าเลือดของค้างคาวฝูงดังกล่าวมีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับ Sars-CoV-2 สูงถึง 91.5%

ข้อกังวลใหญ่อีกประการคือไวรัสโคโรนาสามารถแพร่ระบาดระหว่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้อีกหลายชนิด เช่น สุนัข แมว และมิงค์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “เราจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังสัตว์ต่างๆ มากขึ้น รวมถึงนอกพื้นที่พรมแดนประเทศจีนเพื่อหาต้นกำเนิดที่แท้จริงของไวรัส”

หาดูยาก! นาซาเผยภาพแม่น้ำแอมะซอนเป็นสีทอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645217

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.หาดูยาก! นาซาเผยภาพแม่น้ำแอมะซอนเป็นสีทองหากมองผิวเผินภาพเหล่านี้อาจดูตระการตา แต่เบื้องหลังของแม่น้ำสีทองคำนี้กลับไม่สวยเหมือนเบื้องหน้า

องค์การนาซาเผยภาพถ่ายจากสถานีอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (ISS) ที่ถ่ายโดยนักบินอวกาศรายหนึ่ง เป็นภาพแม่น้ำแอมะซอนช่วงที่ไหลผ่านแคว้นมาเดร เด ดิออส ทางตะวันออกของเปรูมีสีคล้ายทองคำตลอดทั้งสาย โดยแม่น้ำที่เห็นนี้แท้จริงแล้วเป็นเหมืองทองคำที่ลักลอบขุดขึ้นแล้วถูกปล่อยทิ้งร้าง

ภาพถ่ายนี้ถูกถ่ายไว้เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ปีที่แล้วแต่เพิ่งนำมาเผยแพร่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติแล้วเหมืองทองคำเหล่านี้จะมองจากสถานีอวกาศแห่งชาติสหรัฐไม่เห็น แต่อาจเป็นเพราะแสงแดดที่สะท้อนไปยังพื้นน้ำจึงได้ภาพดังกล่าวออกมา

แม้ภาพเหล่านี้จะดูสวยงามตระการตา แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังของแม่น้ำทองคำไม่ได้สวยงามเหมือนภาพเบื้องหน้า เพราะเป็นหลักฐานฟ้องว่ามีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอย่างหนักเพื่อทำเหมืองทองคำเป็นวงกว้างในแคว้นมาเดร เด ดิออส

จากข้อมูลของโครงการ Monitoring of the Andean Amazon Project พบว่า ปี 2018 การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำเหมืองทองคำทำลายป่าแอมะซอนในเปรูไปราว 92.79 ตารางกิโลเมตร

นอกจากนี้ การทำเหมืองทองคำยังสร้างมลพิษให้ชุมชนรอบข้าง เนื่องจากมีการปล่อยสารปรอทที่ใช้ในการสกัดทองคำ รวมทั้งมีการปนเปื้อนไปสู่แหล่งน้ำและชั้นบรรยากาศด้วย

ไอดอลนักลงทุนเกาหลีใต้ เด็กวัย 12 เล่นหุ้นจนเซียนฟันกำไรเละ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645211

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 15:45 น.ไอดอลนักลงทุนเกาหลีใต้ เด็กวัย 12 เล่นหุ้นจนเซียนฟันกำไรเละในภาวะที่นักศึกษาจบใหม่ไม่มีงานทำ เยาวชนรุ่นใหม่ของเกาหลีใต้หันมาสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น จนบางคนกลายเป็นเซียนตั้งแต่อายุยังน้อย  

ควอนจูน หนุ่มน้อยเกาหลีใต้วัย เป็นหนึ่งในนั้น เขาใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งตัวเองจะเป็นเหมือน วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ได้รับการยกย่องว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก หลังจากที่เจ้าตัวสามารถทำกำไรจากการเล่นหุ้นเป็นงานอดิเรกที่เพิ่งเริ่มเมื่อปีที่แล้วถึง 43%

ในขณะที่เด็กวัย 12 คนอื่นๆ เล่นโซเชียลมีเดียหรือออกไปแฮงเอ้าต์กับเพื่อนๆ กิจวัตรประจำวันที่ต้องทำเป็นอย่างแรกของควอนจูนคือการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับธุรกิจ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้น

ควอนจูนรบเร้าให้แม่ช่วยช่วยเปิดพอร์ทหุ้นเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่งฟื้นตัวหลังจากดิ่งหนักสุดในรอบ 10 ปี โดยมีเงินเริ่มต้น 25 ล้านวอน หรือ 677,834 บาท

“ผมพยายามโน้มน้าวพ่อแม่บ่อยมาก เพราะผมเชื่อผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งที่พูดในทีวีว่านี่คือโอกาสดีในรอบ 10 ปี” ควอนจูนเผยกับรอยเตอร์ส และยังบอกอีกว่าไอดอลของเขาคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์

ควอนจูนตั้งเป้าว่าเขาจะลงทุนระยะยาวราว 10-20 ปี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ มากกว่าจะโฟกัสเฉพาะการลงทุนระยะสั้นแบบเดย์เทรด หรือการซื้อขายภายในวันเดียว

นักลงทุนหน้าใหม่ของเกาหลีใต้เช่นควอนจูน ซึ่งเลือกลงทุนโดยใช้วิธีประเมินมูลค่าของหุ้นเป็นหลักในการตัดสินใจซื้อขาย (VI) โดยใช้เงินที่ได้เป็นของขวัญ การขายของเล่น หรือให้บริการตู้หยอดเหรียญ ทำให้มูลค่าการซื้อขายจากนักลงทุนรายย่อยของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นในช่วงที่ Covid-19 ระบาด

เยาวชนเกาหลีใต้ในวัยทีนหรืออายุน้อยกว่านั้นเริ่มหันมาเป็นนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าที่ซื้อขายทั้งหมดในประเทศ เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่น้อยกว่า 50%

แนวโน้มดังกล่าวยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตลาดตราสารทุนดึงดูดบรรดาผู้ปกครองที่เริ่มหมดศรัทธากับระบบการศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่ทำงานจากที่บ้าน

อีอึนจู คุณแม่ของควอนจูนซึ่งหวั่นว่าระบบการศึกษาที่ดีอาจไม่เพียงพอให้ลูกชายของเธอเอาตัวรอดจากการตกงานเผยว่า “ฉันสงสัยว่าสมัยนี้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยยังมีความสำคัญอยู่หรือไม่” เธอยังเผยอีกว่า “ปัจจุบันนี้เราอยู่ในโลกที่แตกต่าง มันอาจจะดีกว่าหากเราเชี่ยวชาญเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ”

ราว 70% พอร์ทหุ้น 214,800 พอร์ทของโบรกเกอร์ Kiwoom Securities เป็นของเยาวชนเกาหลีใต้ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือน ม.ค. 2020 หรือหลังจากนั้น ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่สนใจการเล่นหุ้นมากขึ้น

สำหรับควอนจูนเขาใช้ช่วงเวลาว่างจากการที่โรงเรียนปิดหนี Covid-19 เมื่อปีที่แล้วทำลิสต์หุ้นที่เขาจะซื้อ ซึ่งมีตั้งแต่หุ้นของ Kakao แอพพลิเคชั่นส่งข้อความยอดฮิตและใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ไปจนถึง Hyundai Motor และ Samsung Electronics ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก

ความสำเร็จของควอนจูนยังสะท้อนอัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้อีกด้วย โดยเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา 1 ใน 4 ต้องตกงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าเกาหลีใต้จะเป็นประเทศที่ประชากรมีการศึกษาสูงที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศ OECD ก็ตาม

มินซุกวอน นักวิจัยด้านอาชีวศึกษาเผยว่า “มีงานไม่เพียงพอสำหรับคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ดังนั้นหลายคนจึงเลือกเส้นทางอาชีพที่หลากหลายตั้งแต่ต้น”

และนี่เป็นสิ่งที่ควอนจูนเข้าใจดี เจ้าตัวเผยว่า “แทนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ อย่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ผมเลือกเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จดีกว่า”

ฉีดได้ทั้งประเทศ! สหรัฐกว้านซื้อวัคซีนรวม 600 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645203

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 14:15 น.ฉีดได้ทั้งประเทศ! สหรัฐกว้านซื้อวัคซีนรวม 600 ล้านโดสสหรัฐจะได้รับวัคซีนโควิด-19 เพียงพอต่อประชาชนทุกคนภายในเดือนก.ค.

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐประกาศว่าบรรลุข้อตกลงในการสั่งซื้อวัคซีนต้านโควิด-19 จากไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) บริษัทละ 100 ล้านโดส และหากการจัดส่งวัคซีนเป็นไปตามกำหนดจะส่งผลให้สหรัฐมีวัคซีนถึง 600 ล้านโดสภายในเดือนกรกฎาคม

โดยประชาชนจะต้องฉีดวัคซีนคนละ 2 โดส นั่นหมายความว่าสหรัฐจะมีวัคซีนเพียงพอสำหรับฉีดให้กับประชาชนทั้งประเทศ (ประมาณ 300 ล้านคน)

ไบเดนเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้ซื้อวัคซีนเพียงพอที่จะฉีดให้กับชาวอเมริกันทุกคน พร้อมขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยที่เสียสละทำงานท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาด นอกจากนี้ยังทิ้งท้ายด้วยการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการรับมือกับโรคระบาดและการจัดซื้อวัคซีน

ด้านโมเดอร์นาแถลงยืนยันคำสั่งซื้อดังกล่าวพร้อมเผยว่าได้ส่งมอบวัคซีนปริมาณ 41 ล้านโดสไปยังสหรัฐเรียบร้อยแล้ว และกำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงองค์การอาหารและยาของสหรัฐเพื่อหาวิธีเร่งการส่งมอบวัคซีนล็อตใหม่ 100 ล้านโดสก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคม 2020

ขณะที่ อลิสซา ฟาราห์ อดีตผู้อำนวยการด้านการสื่อสารของทรัมป์ทวีตหลังการประกาศของไบเดนว่าโครงการวัคซีนของไบเดนที่ประสบความสำเร็จนั้นก็เพราะรับช่วงต่อมาจากทรัมป์

False. The Trump Administration – including countless career officials who now serve your Administration – put you on a track to reach the goal of 100 Million doses in 100 days. Celebrate it, don’t rewrite history. https://t.co/Gg2judYLhp— Alyssa Farah (@Alyssafarah) February 11, 2021

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนประมาณ 1.5 ล้านครั้งต่อวัน

Photo by SAUL LOEB / AFP

เมียนมาปล่อยตัวนักโทษกว่า 2 หมื่นคน วอนข้าราชการกลับมาทำงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645187

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 11:20 น.เมียนมาปล่อยตัวนักโทษกว่า 2 หมื่นคน วอนข้าราชการกลับมาทำงานรัฐบาลเมียนมานิรโทษกรรมนักโทษ 23,314 คน ด้านผู้นำวอนประชาชนเลิกอารยะขัดขืนแล้วกลับมาทำงาน

วันนี้ (12 ก.พ.) เอเอฟพีรายงานว่าพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้าคณะรัฐประหารเมียนมาลงนามในคำสั่งนิรโทษกรรม ปล่อยตัวนักโทษในเรือนจำ 23,314 คนรับวันสหภาพเมียนมา

จากการประกาศระบุว่า “มีการนิรโทษกรรมนักโทษในเมียนมาในขณะที่ประเทศกำลังสร้างประชาธิปไตยใหม่ที่มีสันติภาพ การพัฒนา และระเบียบวินัย เพื่อเปลี่ยนนักโทษให้เป็นพลเมืองดี และสร้างพื้นฐานด้านมนุษยธรรมและความเมตตา”

นอกจากนี้ยังมีนักโทษที่เป็นชาวต่างชาติอีก 55 คนได้รับการปล่อยตัวเช่นกัน

ด้านสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองของเมียนมาระบุว่ามีประชาชนถูกควบคุมตัวมากกว่า 260 จากการก่อรัฐประหาร และประมาณ 20 คนได้รับการปล่อยตัว

ก่อนหน้านี้มิน อ่อง หล่ายยังได้ออกมาเรียกร้องให้ข้าราชการและบุคลากรอื่นๆ กลับไปทำงานหลังจากที่ประชาชนจำนวนมาก อาทิ ข้าราชการ บุคลากรทางการแพทย์ คณะครูอาจารย์ และพนักงานรถไฟพร้อมใจกันทำอารยะขัดขืนโดยการนัดหยุดงาน ซึ่งมิน อ่อง หล่ายระบุว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีศีลธรรม

พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการชุมนุมเพราะจะส่งผลให้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รุนแรงยิ่งขึ้น

Photo by Ye Aung THU / AFP

อีกยาว! ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีนโควิดครอบคลุมทั่วโลกอาจใช้เวลาถึง 7 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645150

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 20:30 น.อีกยาว! ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีนโควิดครอบคลุมทั่วโลกอาจใช้เวลาถึง 7 ปีผู้เชี่ยวชาญชี้ควรฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วโลกถึง 75% สถานการณ์จึงจะกลับมาเป็นปกติ และนั่นอาจต้องใช้เวลานาน 6-7 ปีเลยทีเดียว

เว็บไซต์ข่าวออสเตรเลีย SBS News รายงานว่าผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากออสเตรเลียชี้ว่าในการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ทั่วโลกอาจต้องใช้เวลากว่า 6 ปี พร้อมเน้นย้ำให้แจกจ่ายวัคซีนให้ทั่วถึงประเทศกำลังพัฒนาเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น

โดยนายแทย์ซันจายา เซนนาเยก ระบุว่าขณะนี้มีเพียงประมาณ 70 ประเทศทั่วโลกที่เริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนแล้ว ซึ่งหากประเมินจากอัตราปัจจุบันคาดว่าการฉีดวัคซีนจะยังไม่ครอบคลุมร้อยละ 75 ของประชากรทั่วโลกภายในระยะเวลา 6 ปี

ซึ่งหากเราดำเนินการฉีดวัคซีนต่อไปขณะที่บางพื้นที่ยังพบการแพร่ระบาดของโรคอยู่ เราจะต้องเผชิญกับไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีนในอนาคต

นายแพทย์เซนนาเยกเสริมว่าในอนาคตผู้คนอาจต้องฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ประจำปี และโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคที่พบได้ปกติเหมือนไข้หวัด เช่นเดียวกับไวรัสโคโรนาอีก 4 สายพันธุ์ที่มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว

ทั้งนี้ โควิด-19 ในอนาคตอาจเป็นโรคระบาดเป็นระยะๆ โดยมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวทุกปี แต่คนที่ได้รับวัคซีนแล้วจะปลอดภัย โดยคาดว่าการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลกจะเกิดขึ้นอีกครั้งภายในไม่ถึง 100 ปี อ้างอิงจากโรคติดเชื้อใหม่ๆ กว่า 40 โรคที่เกิดขึ้นในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่าด้วยอัตราการฉีดวัคซีนทุกวันนี้อาจต้องใช้เวลาถึง 7 ปีกว่าที่ประชาชนทั่วโลกจะได้รับวัคซีนถึง 75% และสถานการณ์ทั่วโลกจะกลับสู่สภาวะปกติ

การคำนวณดังกล่าวอ้างอิงจากฐานข้อมูลการฉีดวัคซีนทั่วโลก โดยเก็บข้อมูลจากประเทศที่มีการดำเนินการฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปแล้วระยะหนึ่งซึ่งพบว่าปัจจุบันทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 119 ล้านโดส

โดยดร.แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดของสหรัฐกล่าวว่าควรฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วโลกร้อยละ 70 ถึง 85 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

กองทัพเมียนมาเล็งเซ็นเซอร์เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645155

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 19:45 น.กองทัพเมียนมาเล็งเซ็นเซอร์เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต ทหารเมียนมาคุมเข้มอินเทอร์เน็ต เตรียมสั่งลบเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง 

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า กองทัพเมียนมาเตรียมบังคับใช้กฎหมายไซเบอร์ที่ให้อำนาจกองทัพสั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบล็อกหรือลบเนื้อหาที่ทางการมองว่าเป็นการสร้างความเกลียดชัง ทำลายความสามัคคีและความสงบเรียบร้อย รวมทั้งข่าวปลอมและข่าวลือ หรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมเมียนมา เช่น สื่อลามกอนาจาร  

กองทัพระบุว่าร่างกฎหมายนี้มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องประชาชน และป้องกันอาชญากรรมและการใช้เทคโนโลยีที่เป็นอันตรายต่อประเทศหรือต่อความมั่นคงของประเทศ  

เบื้องต้นกองทัพได้ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวจำนวน 36 หน้าไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและผู้ถือใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็น 

ในเวลาต่อมา สมาพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชีย ซึ่งแอปเปิล เฟซบุ๊ค กูเกิล แอมะซอน เป็นสมาชิกอยู่ด้วยเผยว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจกองทัพเซ็นเซอร์เนื้อหาต่างๆ และละเมิดความเป็นส่วนตัว ขัดกับบรรทัดฐานประชาธิปไตย และสิทธิขั้นพื้นฐาน 

“นี่เป็นการบ่อนทำลายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และแสดงถึงความถดถอยหลังจากก้าวหน้ามาหลายปี…เราขอเรียกร้องให้ผู้นำทหารใคร่ครวญผลเสียที่อาจตามมาต่อประชาชนและเศรษฐกิจของเมียนมาจากกฎหมายนี้”  สมาพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชียระบุ

ทั้งนี้ หลังจากยึดอำนาจ กองทัพเมียนมาสั่งแบนเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และโซเชียลมีเดียอื่นที่ชาวเมียนมาใช้เป็นช่องทางในการต่อต้านการทำรัฐประหาร รวมทั้งปิดกั้นสัญญาณอินเทอร์เน็ต