ผลวิจัยเผยยิ่งตีเด็ก เด็กยิ่งก้าวร้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645356

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 18:18 น.ผลวิจัยเผยยิ่งตีเด็ก เด็กยิ่งก้าวร้าววิจัยคาด ‘ฟาดไม้เรียว’ ส่งผลเด็กยิ่งก้าวร้าว ชี้สร้างประสบการณ์เลวร้าย

สำนักข่าวซินหัวรายงานการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (UM) ของสหรัฐฯ บ่งชี้หลักฐานว่าวิธีลงโทษอย่าง “การตี” และ “การมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก” (ACE) ส่งผลกระทบต่อปัญหาพฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าวขาดการควบคุม (EB) ในเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี

การมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กครอบคลุมการทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ การเพิกเฉยละเลย การใช้ความรุนแรงในคู่รัก (IPV) ปัญหาสุขภาพจิตของพ่อแม่ การใช้สารเสพติดของพ่อแม่ กรณีพ่อแม่ต้องโทษจำคุก และกรณีพ่อแม่เสียชีวิต

คณะนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจาก 2,380 ครอบครัวของการศึกษาครอบครัวเปราะบางและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก (Fragile Families and Child Wellbeing Study) โดยกลุ่มคุณแม่รายงานปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวและพฤติกรรมเก็บกดในเด็กอายุ 5 ปี และการมีประสบการณ์เลวร้ายและการถูกตีในเด็กอายุ 3 ปี

การศึกษาพบว่าเด็กอายุ 3 ปี ที่มีประสบการณ์เลวร้ายและถูกลงโทษด้วยการตี สุ่มเสี่ยงจะมีปัญหาพฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าวขาดการควบคุมเพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 5 ปี โดยผลการศึกษานี้สนับสนุนข้อเรียกร้องพิจารณาการลงโทษทางร่างกายเป็นหนึ่งในการมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก

“ผลการศึกษาบ่งชี้ว่าการตีและการมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กมีแนวโน้มส่งผลกระทบเชิงลบที่เป็นอันตรายเหมือนกัน” จูเลีย มา ผู้เขียนหลักของงานวิจัยและผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสังคมสงเคราะห์ประจำมหาวิทยาลัยมิชิแกนในเมืองฟลินต์กล่าว

อนึ่ง ผลการศึกษาถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยฯ เมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.พ.) และตีพิมพ์ลงวารสารกุมารเวชศาสตร์ (Journal of Pediatrics)

Photo by Prakash SINGH / AFP

เมียนมารวมพลังป้องกันชุมชน ไล่ตำรวจไม่ให้ค้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645341

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 16:39 น.เมียนมารวมพลังป้องกันชุมชน ไล่ตำรวจไม่ให้ค้นประชาชนชาวเมียนมาในชุมชนต่างๆ ร่วมกันดูแลชุมชนของตนเองจากการก่อกวนของอันธพาลและตำรวจที่มักเข้ามาก่อกวนและจับกุมผู้คนเวลาค่ำคืน

ชาวเมืองย่างกุ้งกล่าวว่าพวกเขารวมกลุ่มกันเพื่อลาดตระเวนตามท้องถนนในเมืองย่างกุ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาในเวลากลางคืนโดยเกรงว่าผู้ที่ไปประท้วงจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมหลังการรัฐประหารโดยกองทัพ และเพื่อป้องกันอาชญากรรมต่างๆ ที่มีวี่แววจะเพิ่มมากขึ้นหลังจากรัฐบาลทหารสั่งให้ปล่อยตัวนักโทษนับหมื่นคน

ในพื้นที่ต่างๆ ของเมืองย่างกุ้ง กลุ่มชายหนุ่มส่วนใหญ่ตีหม้อและกระทะในช่วงคืนวันเสาร์เพื่อส่งเสียงเตือนชาวบ้าน และช่วยกันไล่ตามบุคคลที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นพวกที่ทำตัวน่าสงสัย

“ถนนทุกสายที่อยู่ใกล้ๆ กำลังสร้างกลุ่มเพื่อป้องกันตัวเองจากผู้ก่อเหตุเหล่านี้ด้วย” เมียวเทิน ชาวบ้านในเขตโอกกะลาปาใต้กล่าวกับ Reuters ซึ่งพร้อมเผยว่าวางแผนที่จะลาดตระเวนตลอดทั้งคืน

“เราจัดตั้งหน่วยลาดตระเวนร่วมกับผู้เฒ่าและผู้ชาย ที่ปลายถนนมีการวางแนวปิดกั้น” พูพู หญิงในเมืองมายานโกนกล่ากับ Reuters “พวกเราสาวๆ รออยู่หน้าบ้านของพวกเราโดยถือไม้เอาไว้ในมือ”

ภาพจากโซเชียลเน็ตเวิรืกแสดงให้เห็นว่าไมเฉพาะแต่ในย่างกุ้งแต่ในหลายพื้นที่ก็มีการวางกำลังชุมชนลาดตระเวนและวางแนวกั้นเข้าเขตชุมชน

ความกลัวตำรวจเพิ่มขึ้นหลังจากมีรายงานการจู่โจมในเวลากลางคืนซึ่งมีเป้าหมายเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารที่เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่ามีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 350 คนตั้งแต่การรัฐประหาร

ความกังวลเกี่ยวกับอาชญากรก็เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่วันศุกร์เมื่อรัฐบาลทหารประกาศว่าจะปลดปล่อยนักโทษ 23,000 คนโดยกล่าวว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับ “การสร้างรัฐประชาธิปไตยใหม่ที่มีสันติภาพการพัฒนาและระเบียบวินัย” และจะ“ ทำให้ประชาชนพอใจ”

มีการโพสต์รูปภาพที่ไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเท็จจริงหรือไม่บนโซเชียลมีเดียจนทำให้เกิดข่าวลือที่ว่าอาชญากรพยายามปลุกระดมความไม่สงบโดยการวางเพลิงหรือวางยาพิษในแหล่งน้ำ

Photo by YE AUNG THU / AFP

Photo by Sai Aung Main / AFP
Photo by YE AUNG THU / AFP
Photo by STR / AFP

ไทยได้เปรียบดุลการค้าถึง 144.5% สูงสุดในอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645332

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 14:37 น.ไทยได้เปรียบดุลการค้าถึง 144.5% สูงสุดในอาเซียนอาเซียนโดยรวมการส่งออกลดลงแค่ 2.2% ทั้งๆ ที่เผชิญกับการระบาดอย่างหนักไปทั่วโลก

องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan External Trade Organization หรือ JETRO) เปิดเผยว่า การเกินดุลการค้าโดยรวมของสมาชิกอาเซียน 6 ประเทศเพิ่มมากกว่าสามเท่าเป็น 133,660 เหรียญสหรัฐเมื่อปี 2020 อันเป็นผลมาจากจากราคาพลังงานที่ลดลงและอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลง ทำให้การนำเข้าลดลงมากกว่าการส่งออก

เมื่อแยกเป็นประเทศจะพบว่าไทยเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้น 144.5% เทียบกับเวียดนามที่เพิ่มขึ้น 83.5% สิงคโปร์เพิ่มขึ้น 43.9% และมาเลเซีย 25.6%

ประเทศที่ขาดดุลแต่น้อยลง คือ ฟิลิปปินส์ลดการขาดดุลการค้าลง 46.3% เป็น 21,840 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซียเกินดุลการค้า 21,740 ล้านเหรียญสหรัฐพลิกกลับจากการขาดดุล 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019

สำหรับมูลค่าการค้าทั้งหมดประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของกลุ่ม สิงคโปร์มีมูลค่าการค้ามากที่สุดคิดเป็น 27.43% ของการค้ารวม 6 ประเทศตามมูลค่าในปี 2020 ตามด้วยเวียดนามที่ 21.33% ไทย 17.13% มาเลเซีย 16.53% อินโดนีเซีย 11.93% และฟิลิปปินส์ 5.83%

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกออกมาเป็นการส่งออก ในบรรดา 6 ประเทศอาเซียนที่ทำการสำรวจ มีเพียงเวียดนามเท่านั้นที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในปี 2020 โดยเพิ่มขึ้น 7.0% เป็น 282,6600 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้น 25.7% และไปยังจีนเพิ่มขึ้น 18.0% จากข้อมูลของกรมศุลกากรเวียดนาม

อย่างไรก็ตามการเกินดุลการค้าของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นกับสหรัฐและการที่เวียดนามแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทำให้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วกระทรวงการคลังของสหรัฐระบุเป็นครั้งแรกว่าเวียดนามนี้เป็นประเทศที่ควบคุมค่าเงิน

ในบรรดาสมาชิกอีก 5 ประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่าฟิลิปปินส์ส่งออกลดลงมากที่สุด 10.1% ตามด้วยการหดตัว 6.0% ของไทย สิงคโปร์ลดลง 4.1% และลดลง 2.6% ในส่วนของมาเลเซียและอินโดนีเซีย

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ประกาศิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ลั่นไม่เอาทหารยึดอำนาจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645327

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 12:38 น.ประกาศิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ลั่นไม่เอาทหารยึดอำนาจบรรดาคนทรง “นะ” พากันร่วมการชุมนุมประท้วงการรัฐประหารบางคนบอกว่าวิญญาณที่พวกเขาเป็นคนทรงให้ไม่ยอมรับการทำรัฐประหารครั้งนี้

สำนักข่าว AFP รายงานว่า คนทรงเจ้าในเมียนมาเผยว่าสิ่งนี้ลับกำลังไม่พอใจนายพลที่อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารของเมียนมา พวกเขาพากันแต่งตัวหรูหราเหมือนกำลังจะเข้าทรงดวงวิญญาณ แต่แล้วกลับเข้าร่วมการประท้วงบนท้องถนนเพื่อประณามการที่ประเทศหันกลับไปใช้การปกครองภายใต้อำนาจทหารอย่างไม่ทันตั้งตัว

ในสัปดาห์นี้กลุ่มผู้มีญาณทิพย์เดินขบวนเคียงข้างข้าราชการ คนงานโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า และนักศึกษาในเมืองย่างกุ้ง เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของบเมียนมาเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซานซูจีผู้นำที่ถูกยำอำนาจไปโดยกองทัพ

พวกเขาคือคนทรงวิญญาณ “นะ” หรือนัต (Nat) เป็นผีหรือเทพผู้ยิ่งใหญ่ 37 องค์ที่ได้รับการยกย่องในเมียนมา ซึ่งเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ยังลัทธินับถือผีและความเชื่อเรื่องโชคลางเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันสำหรับบางคน

“นะไม่ต้องการการปกครองของทหาร” อาเชนตัน มาน เก อู วัย 48 ปียืนยัน “พวกเขาต้องการปล่อยตัวแม่ซูด้วย” (แม่ซูหมายถึงออซานซูจี ซึ่งคนเมียนมาเรียกด้วยความรักว่าอะแหม่ซู)

เป็นที่ประจักษ์แก่คนทรงทั้งหลายว่าวิญญาณเหล่านี้ “ไม่พอใจ” กับการสิ้นสุดระบอบประชาธิปไตยของเมียนมาอย่างกะทันหัน 48 ปีอาเชนตันกล่าวกับ AFP

“ใบหน้าที่ห่อเหี่ยวของพวกคนทรงแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของพวกดวงวิญญาณ” เธอกล่าวเสริม

Photo by STR / AFP

การปรากฏตัวของ อาเชนตัน มาน เก อู และคนทรงอื่นๆ ในหมู่ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารอาจดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องแปลกตาสำหรับคนนอกประเทศเมียนมา

แต่ระดับนำของกองทัพของเมียนมาเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างพวกคนทรงผีนะที่ได้รับความนิยม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคนเหล่านี้มีอิทธิพลต่อประชาชนทั่วไป

ในช่วงยุคอาณานิคมของอังกฤษและครึ่งศตวรรษของการปกครองของรัฐบาลทหาร คนทรงผีนะได้ยกระดับตัวเองเป็น “วิกซา” (weikza) หรือ วิชชาธร หมายถึงผู้มีวิชาอาคม เป็นนักบุญชาวพุทธกึ่งเทพ เพื่อต่อสู้กับผู้กดขี่ของพวกเขานั่นคือเจ้าอาณานิคมอังกฤษและเผด็จการทหารเมื่อหลายสิบปีก่อน

คนกลุ่มนี้มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นนิกาย แต่นิกายเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกยุบหรือถูกบีบจากกองทัพให้ต้องเคลื่อนไหวใต้ดิน แต่ก็มีรายงานว่าระดับนำในกองทัพก็ไปขอคำปรึกษาจากผู้วิเศษเหล่านี้ด้วย

ตาน ชเว อดีตผู้นำเผด็จการของเมียนมามีข่าวลือว่าเป็นลูกค้าประจำของหมอผีคนหูหนวกที่มีชื่อเสียงซึ่งเคยตรวจดวงชะตาของพ. ต. ท. ทักษิณชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย

แต่ในคราวนี้เริ่มมีการกวาดล้างคนทรงกันแล้ว หมอผีหนุ่มยอดนิยมรายหนึ่งที่มีคนติดตามบนเฟซบุ๊กจำนวนมากถูกตำรวจพาออกไปในเวลากลางคืนหลังจากเข้าร่วมการประท้วงที่ย่างกุ้ง

เขามีชื่อว่า ลิน โญ ตายา ได้อธิษฐานให้รัฐบาลทหารใหม่ต้องล่มสลาย เรื่องนี้ ตน ทุต พ่อบุญธรรมและที่ปรึกษาด้านเวทมนตร์ของเขาเปิดเผยกับ AFP

Photo by Ye Aung THU / AFP

ขณะนี้พ่อผีหนุ่มวัย 25 ปีต้องเผชิญกับโทษจำคุก 2 ปีภายใต้กฎหมายยุยงปลุกปั่นที่ตราขึ้นตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคม

“ผมไม่ชอบการเมืองแบบพรรคพวกหรือเผด็จการ … แต่ผมก็ปล่อยให้ลูกๆ ทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ” ติน ทุต กล่าวด้วยความโกรธที่ลูกของเขาถูกปฏิเสธการประกันตัว

วิดีโอทั้งหมดที่โพสต์โดย ลิน โญ ตายา นับตั้งแต่การรัฐประหารถูกลบออกจาก Facebook

แต่ผู้ติดตามของเขาบอกว่าเขาอาจมีญาณทิพจ์มองเห็นการล่มสลายของประชาธิปไตยของเมียนมาโดยชี้ไปที่คำทำนายที่เขาเผยแพร่ในวันสุดท้ายของปี 2020 ที่ว่า “องค์กรสูงสุดในเมียนมาร์จะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย”

เขาเขียนว่า “ในระดับสากลข่าวเมียนมาจะอยู่ในอันดับต้นๆ ในเรื่องที่ดีและไม่ดี”

อาเชนตัน มาน เก อู กล่าวว่าไม่ควรประมาทวิญญาณเหล่านี้และเสริมว่าเธอรู้สึกได้รับการปกป้องแม้จะมีคำเตือนจากรัฐบาลทหารถึงการดำเนินการกับผู้ประท้วง

“ฉันไม่กังวลเลยเรื่องการปราบปรามของพวกนั้น” เธอกล่าว “ถ้ามันเกิดขึ้นฉันก็พร้อมที่จะสละชีวิต”

Photo by Ye Aung THU / AFP และ STR / AFP

ทหารเมียนมาเริ่มกวาดจับแกนนำ กระชับมาตรการคุมประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645322

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 11:37 น.ทหารเมียนมาเริ่มกวาดจับแกนนำ กระชับมาตรการคุมประชาชนเตือนประชาชนห้ามช่วยแกนนำ รื้อฟื้นกฎแจ้งคนไปมาหาสู่กันตอนค่ำ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่ากองทัพเมียนมาร์รื้อฟื้นกฎหมายที่กำหนดให้ประชาชนต้องรายงานผู้มาเยี่ยมบ้านและค้างคืนที่บ้านระหว่างที่ตำรวจเริ่มตามล่าผู้สนับสนุนการประท้วงที่สั่นคลอนประเทศมาตลอด 2 สัปดาห์นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์

การแก้ไขกฎหมายการบริหารย่านหรือหมู่บ้านซึ่งประกาศเมื่อปลายวันเสาร์บนหน้าเฟซบุ๊กที่ดำเนินการโดยทหารถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายล่าสุดที่กองทัพนำมาใช้ ภายใต้การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เจ้าบ้านจะต้องถูกปรับหรือจำคุกหากพวกไม่รายงานเกี่ยวกับผู้เข้าพักที่บ้านต่อหน่วยงานท้องถิ่น

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมารัฐบาลพม่ายังได้ระงับกฎหมายที่เคยลดอำนาจกองกำลังรักษาความปลอดภัย และหลังจากนี้่ตำรวจและทหารสามารถใช้อำนาจในการกักขังผู้ต้องสงสัยหรือค้นหาทรัพย์สินส่วนตัวโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากศาล และสั่งให้จับกุมผู้สนับสนุนที่มีชื่อเสียงในการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในเดือนนี้

ในวันอาทิตย์ รัฐบาลทหารของเมียนมาเตือนประชาชนว่าอย่าช่วยเหลือนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่หลบหนีการจับกุม หลังจากกองทัพออกหมายจับนักรณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตยที่มีชื่อเสียงซึ่งออกมาสนับสนุนการประท้วงต่อต้านรัฐประหารทั่วประเทศ

ในบรรดารายชื่อผู้ที่ถูกออกหมายจับ ได้แก่ มินโกนายง์ ซึ่งถูกจำกมากวก่าสิบปีและเป็นผู้นำการประท้วงต่อต้านเผด็จการก่อนหน้านี้ในปี 1988 ขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัย

“พวกนั้นกำลังจับกุมผู้คนในเวลากลางคืนและเราต้องระวัง” เขากล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาทางเฟซบุ๊ก “พวกนั้นสามารถปราบปรามได้อย่างรุนแรงและเราจะต้องเตรียมพร้อม”

Photo by LYNN Bo Bo / POOL / AFP

คนเอเชียถูกเหยียดเชื้อชาติมากขึ้นจนต้องลุกขึ้นมาปกป้องกันเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645302

วันที่ 13 ก.พ. 2564 เวลา 18:30 น.คนเอเชียถูกเหยียดเชื้อชาติมากขึ้นจนต้องลุกขึ้นมาปกป้องกันเองเหตุการณ์ที่คนเอเชีย รวมทั้งคนไทยถูกทำร้ายร่างกายในสหรัฐในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ประเด็นเหยียดเชื้อชาติถูกพูดถึงอีกครั้ง

นอกจาก วิชา รัตนภักดี ชายไทยวัย 84 ปีที่อาศัยอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโกของสหรัฐซึ่งเสียชีวิตหลังถูกทำร้ายร่างกายที่เชื่อว่ามีมูลเหตุมาจากพฤติกรรมการเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชีย ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันยังมีอีกอย่างน้อย 3 คดีในย่านไชนาทาวน์ของเมืองโอคแลนด์คือ ชายวัย 91 ปีถูกผลักจนล้ม ชายวัย 60 ปี และหญิงวัย 55 ปี

โดยผู้ลงมือทั้ง 3 คดีหลังนี้เป็นคนคนเดียวกัน คือหนุ่มแอฟฟริกัน-อเมริกันวัย 28 ปี

นอกจากนี้ ยังมีหญิงชาวเวียดนามวัย 64 ปีที่ถูกทำร้ายและปล้นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐในเมืองซานโฮเซของรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมทั้งชาวฟิลิปปินส์วัย 61 ปีที่ถูกทำร้ายร่างกายด้วยมีดคัตเตอร์ในรถไฟใต้ดินนิวยอร์กซิตี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ทำให้ประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียเป็นที่พูดถึงอีกครั้งทั้งในบ้านเราและในสหรัฐ

ในฝั่งของสหรัฐนั้นทางการท้องถิ่นหลายเมืองเริ่มตื่นตัวมากขึ้น อาทิ เขตแอลลามีดาของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ตั้งหน่วยรับมือพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเฝ้าจับตาการก่ออาชญากรรมกับชาวเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ส่วนตำรวจนิวยอร์กตั้งหน่วยปฏิบัติการรับมืออาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังชาวเอเชีย

แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าอุบัติเหตุทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการเหยียดเชื้อชาติหรือไม่ แต่นักเคลื่อนไหวพากันเรียกร้องให้ทางการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับคนเอเชียในสหรัฐมากกว่านี้

รัสเซลล์ เจิ้ง   หัวหน้าศูนย์เอเชีย-อเมริกันศึกษาของมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโกและผู้คิดค้น Stop AAPI Hate  ที่ใช้ติดตามการกอ่อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับความเกลียดชังชาวเอเชียและชุมชนคนหมู่เกาะแปซิฟิก เผยกับสำนักข่าว USA Today ว่า การทำร้ายร่างกายชาวเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดช่วงเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว ซึ่ง Covid-19 เริ่มระบาดในสหรัฐ

เจิ้งมองว่า นักการเมืองบางคน รวมทั้งอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีส่วนทำให้ความเกลียดชังชาวเอเชียเพิ่มขึ้น เนื่องจากทรัมป์มักจะเรียกเชื้อโคโรนาไวรัสว่า “ไวรัสจีน” ซึ่งถ้อยคำโจมตีนี้นำมาสู่การก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง

จากข้อมูลของ Stop AAPI Hate พบว่า ตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.-31 ธ.ค. ปีที่แล้ว มีชาวเอเชียถูกทำร้ายร่างกายหรือโจมตีด้วยคำพูด2,808  ครั้ง ขณะที่ข้อมูลของ Asian Americans Advancing Justice พบว่ามีการแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดจากความเกลียดชังชาวเอเชียนับยตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. 2020 กว่า 3,000 ครั้ง

ทว่าจากข้อมูลของสำนักสถิติกระทรวงยุติธรรมพบว่า ตัวเลขนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากผู้เสียหายจากเหตุการณ์เหล่านี้แจ้งตำรวจไม่ถึงครึ่ง

นอกจากเจิ้ง ยังมีนักเคลื่อนไหวอีกคนหนึ่งที่ออกมาเรียกร้องในครั้งนี้ นั่นคือ อะแมนดา เหงียน ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Rise ที่ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำรุนแรงทางเพศ เธอตัดสินใจทำคลิปวิดีโอที่ชาวเอเชียถูกทำร้ายร่างกายซึ่งต่อมาถูกแชร์เป็นวงกว้าง เพราะรู้สึกโกรธที่เห็นชาวเอเชียด้วยกันถูกทำร้าย และยังโกรธที่คดีเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน

“ตอนที่ฉันทำคลิปนั้นฉันรู้สึกทนไม่ไหวกับการต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัว มันน่าหัวเราะมากที่ฉันต้องพูดว่า ‘หยุดฆ่าพวกเรา’ ” เหงียนเผยกับ USA Today

นอกจากนี้ ยังมี แดเนียล แด คิม และแดเนียล อู๋ นักแสดงเชื้อสายเอเชียอีก 2 คนที่ร่วมเคลื่อนไหวด้วยโดยการเสนอเงินรางวัล 25,000 เหรียญสหรัฐสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดที่ก่อเหตุในย่านไชนาทาวน์เมืองโอคแลนด์ รวมทั้งบริจาคเงินสนับสนุนองค์กร Stop AAPI Hate

เจิ้งยังเผยอีกว่า นอกจากจะถูกทำร้ายร่างกายแล้ว ชาวเอเชียยังถูกละเมิดสิทธิ์หลายอย่าง อาทิ ร้านค้าปฏิเสธการให้บริการ ไม่ให้ร่วมแชร์รถยนต์ ถูกโจมตีด้วยคำพูดเหยียดเชื้อชาติ ถูกทำลายทรัพย์สิน

ขณะที่ผลวิจัยจากศูนย์วิจัยพิว (Pew) เมื่อปลายปีที่แล้วพบว่า ชาวเอเชีย 31% เคยถูกโจมตีด้วยคำพูดเหยียดเชื้อชาติหรือล้อลียนนับตั้งแต่ Covid-19 ระบาด และ 26% เผยว่า กลัวว่าจะถูกทำร้ายร่างกาย

เจิ้งทิ้งท้ายว่า แม้ว่าประธานาธิบดี  โจ ไบเดน จะลงนามในบันทึกข้อความประณามพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติและการทำร้ายร่างกายชาวเอเชีย ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเสนอแนะให้สหรัฐจัดทำระบบช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ รวมทั้งให้ความรู้กับผู้เห็นเหตุการณ์ให้เข้าระงับเหตุการณ์อย่างปลอดภัยด้วย

?? WARNING: this video is hard to watch. Another shocking attack in Oakland’s Chinatown. 8th and Harrison Streets. Outside the Asian Resource Center. 20+ robbery/assault incidents in the neighborhood according to the Chinatown Chamber president. https://t.co/9bo9PzuqiL pic.twitter.com/8h6dkNA1TG— Dion Lim (@DionLimTV) February 4, 2021

แบงก์เมียนมาสะดุดหลังพนักงานหยุดงานประท้วงรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645286

วันที่ 13 ก.พ. 2564 เวลา 16:00 น.แบงก์เมียนมาสะดุดหลังพนักงานหยุดงานประท้วงรัฐประหารธนาคารเมียนมาหลายแห่งเริ่มมีปัญหาการให้บริการ เนื่องจากพนักงานพากันหยุดงานประท้วงกองทัพ

สำนักข่าว Myanmar Times รายงานว่า ธนาคารเอกชนหลายแห่งในเมียนมาเริ่มประสบปัญหาการให้บริการลูกค้า เนื่องจากพนักงานพากันหยุดงานเพื่อออกไปประท้วงการทำรัฐประหาร

ธนาคารหลายแห่งในประเทศหยุดให้บริการหลังเกิดความวุ่นวายทางการเมือง โดยมีธนาคารอย่างน้อย 1 แห่งประกาศจะดำเนินการกับพนักงานที่หยุดงาน นั่นคือ ธนาคาร Nay Pyi Taw Development ที่ระบุว่าพนักงานจะได้รับเงินเดือนก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง และยังเตือนไม่ให้พนักงานยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น

ขณะนี้มีธนาคารเอกชนเพียงไม่กี่แห่งที่ยังเปิดให้บริการ ส่งผลให้การทำธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายบางอย่างไม่สามารถทำได้

Photo by Sai Aung Main / AFP

อนามัยโลกเผยจีนไม่ยอมให้ข้อมูลสำคัญค้นต้นตอโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645281

วันที่ 13 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.อนามัยโลกเผยจีนไม่ยอมให้ข้อมูลสำคัญค้นต้นตอโควิด นักวิทยาศาสตร์จีนไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลดิบเกี่ยวกับการระบาดของ Covid-19

ทีมผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เดินทางไปสอบสวนต้นตอการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่จีนเผยว่า นักวิทยาศาสตร์จีนไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลดิบ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่พบการระบาด ซึ่งจะช่วยให้ทั้งโลกเข้าใจต้นตอการระบาดของเชื้อ ทำให้ทีมของ WHO ไม่สามารถสืบค้นเบาะแสสำคัญที่จะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคอันตรายในอนาคตได้  

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญของ WHO หลายรายยังเผยเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้าหน้าที่จีนยังขอให้ทีมของ WHO ยอมรับคำข้อมูลเกี่ยวกับต้นตอของเชื้อไวรัสจากทางรัฐบาลจีน รวมทั้งข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ที่ว่าเชื้อโคโรนาไวรัสแพร่จากต่างประเทศเข้ามายังจีน

และเมื่อถูกถามว่า Covid-19 เริ่มระบาดตั้งแต่เมื่อใด ทีมจาก WHO เผยว่า ยังไม่พบหลักฐานว่ามีการระบาดก่อนที่ทางการจีนจะพบเคส แต่ทางทีมยังขาดรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติคนไข้ทั้งจากในเคสที่ยืนยันเป็นเคสแรกๆ และเคสที่เกิดก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลกจะเปิดเผยรายงานฉบับเต็มในเร็วๆ นี้

โควิดพ่นพิษ เศรษฐกิจอังกฤษแย่สุดในรอบ 300 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645272

วันที่ 13 ก.พ. 2564 เวลา 12:01 น.โควิดพ่นพิษ เศรษฐกิจอังกฤษแย่สุดในรอบ 300 ปีเศรษฐกิจของอังกฤษทรุดตัวหนักสุดในรอบกว่า 300 ปีอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของ Covid-19

ธนาคารกลางของอังกฤษเผยว่า ตลอดปี 2020 จีดีพีของอังกฤษหดตัวถึง 9.9% ซึ่งแม้ว่าจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เป็นการหดตัวรายปีที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 300 ปี

นั่นหมายความว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำลายการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาไปทั้งหมด ส่งผลให้ขณะนี้เศรษฐกิจของอังกฤษถอยหลังกลับไปมีขนาดเท่ากับเศรษฐกิจของปี 2013

ริชี ซูนัค รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอังกฤษเผยว่า “ตัวเลขวันนี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโรคระบาดซึ่งกระจายไปในหลายประเทศทั่วโลก แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกของการฟื้นตัวในช่วงฤดูหนาว แต่เราก็รู้อยู่แล้วว่าการล็อกดาวน์จะส่งผลกระทบกับประชาชนและธุรกิจอีกมากมาย”

นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับนโยบายด้านการเงิน (FCA) พบว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้ประชากรชาวอังกฤษในวัยผู้ใหญ่มีความเปราะบางทางการเงินกว่า 25% เนื่องจากมีหนี้มากเกินหรือมีเงินเก็บไม่เพียงพอรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน อาทิ ชั่วโมงการทำงานลดลง หรือการเจ็บป่วย

และยังพบอีกว่าคนในวัยผู้ใหญ่เกือบ 40% มีปัญหาทางการเงินอันเนื่องมาจากโรคระบาด โดยคนทำงานวัยหนุ่มสาว คนผิวสี และผู้ประกอบอาชีพอิสระได้รับผลกระทบหนักที่สุด

เมียนมาจับหมอที่เป็นแกนนำทำอารยะขัดขืนต้านรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645246

วันที่ 13 ก.พ. 2564 เวลา 09:30 น.เมียนมาจับหมอที่เป็นแกนนำทำอารยะขัดขืนต้านรัฐประหารกองทัพเมียนมาเดินหน้าจับหมอหลายรายที่เป็นแกนนำชักชวนเจ้าหน้าที่หยุดงานทำอารยะขัดขืนต่อต้านรัฐประหาร

แพทย์และพยายาลหลายร้อยคนจากโรงพยาบาลรัฐในเมืองย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเมืองอื่นๆ พากันออกมาแสดงพลังต่อต้านการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2 วันหลังจากทหารเข้ายึดอำนาจ หลังจากนั้นบรรดาเจ้าหน้าที่อีกหลายพันคนจากหน่วยงานรัฐและธุรกิจสำคัญๆ รวมทั้งธนาคารและรัฐวิสาหกิจที่กองทัพเป็นเจ้าของก็พากันออกมาสมทบ

ทว่า เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (12 ก.พ.) ตำรวจมัณฑะเลย์บุกจับกุม Khin Maung Lwin อธิการบดีมหาวิทยาลัยการแพทย์มัณฑะเลย์ถึงที่บ้านพักในข้อหาสนุบสนุนการทำอารยะขัดขืนโดยไม่มีหมายจับ

ในเฟซบุ๊คไลฟ์ของบุตรสาวของอธิการบดีเผยวินาทีที่ตำรวจพยายามควบคุมตัว Khin Maung Lwin แต่สุดท้ายก็ต้องล่าถอย เนื่องจากชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเริ่มออกมารวมตัวกันที่ถนนแล้วช่วยกันเคาะหม้อและกระทะ

นอกจากนี้ เมื่อคืนวันพฤหัสบดี (11 ก.พ.) ตำรวจยังพยายามจับกุมผู้อำนวยการโรงพยาบาล Aunglan ในเขตมะเกวในข้อหาสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลออกมาทำอารยะขัดขืน แต่ชาวบ้านช่วยกันปกป้องผู้อำนวยการรายนี้ไม่ให้ถูกจับกุมตัว

ด้าน Lynn Letyar ศัลยแพทย์จากโรงพยาบาล Lashio ในรัฐฉานเผยกับสำนักข่าว The Irrawaddy ของเมียนมาว่า มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 2 นายมาถามหาเขาที่บ้านหลังจากเจ้าตัวออกไปข้างนอกแล้ว

อีกรายหนึ่งเป็นแพทย์จากโรงพยาบาลจากเขตอิรวดีถูกตำรวจจับกุมตัวขณะกำลังรักษาคนไข้ที่คลินิกเอกชนแห่งหนึ่งที่เปิดรักษาโดยไม่คิดเงินในช่วงที่โรงพยาบาลรัฐปิด

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติเผยว่า นับตั้งแต่เกิดรัฐประหหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาจับกุมนักโทษทางการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง พระ นักเขียนไปแล้วกว้า 350 คน

Photo by Ye Aung THU / AFP