ย้อนคดีปริศนาในตำนาน ใครฆ่าเอลิซ่า แลม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645438

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 19:30 น.ย้อนคดีปริศนาในตำนาน ใครฆ่าเอลิซ่า แลม?แม้เวลาจะผ่านมากว่า 8 ปีแล้วแต่การเสียชีวิตของเธอก็ยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

1. ย้อนกลับไปในเดือนเดียวกันนี้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เกิดคดีสะเทือนขวัญที่โด่งดังไปทั่วโลกซึ่งขณะนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ เมื่อนักศึกษาสาวหายตัวไปนานหลายสัปดาห์ ก่อนที่จะถูกพบเสียชีวิตปริศนาที่โรงแรมแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

2. เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ปี 2013 เอลิซ่า แลม ชาวแคนาดาเชื้อสายจีนวัย 21 ปี ถูกพบเป็นร่างไร้วิญญาณเปลือยกายอยู่ในแทงค์น้ำโรงแรมเซซิลล์ (Cecil Hotel) ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจากที่เธอหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม

3. ร่างของเธอถูกพบหลังจากที่แขกในโรงแรมสังเกตว่าน้ำประปาเปลี่ยนเป็นสีดำและมีรสชาติผิดปกติ รวมถึงแรงดันน้ำต่ำ จึงได้ร้องเรียนให้พนักงานตรวจเช็คแทงค์น้ำก่อนที่จะพบร่างของเธอเสียชีวิตอยู่ในนั้น

4. คดีของเธอยิ่งดูมีเงื่อนงำขึ้นไปอีกเมื่อกรมตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) เผยแพร่คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมที่พบเห็นเธอครั้งสุดท้ายอยู่ในลิฟต์ตัวหนึ่งของโรงแรมเพียงลำพัง ด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนและหวาดระแวงผิดปกติ เธอพยายามกดปุ่มลิฟต์ทุกชั้นแต่ลิฟต์ไม่ยอมปิด ก่อนที่จะชะโงกหน้าออกมาดูด้านนอกลิฟต์พร้อมทำท่าเหมือนกำลังพูดคุยกับใครอยู่ และเดินเข้าๆ ออกๆ อยู่หลายครั้งก่อนที่จะเดินออกจากลิฟต์ไป

5. วิดีโอของเธอได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกท่ามกลางการคาดเดาและคำอธิบายด้วยทฤษฎีต่างๆ นานา ถึงสาเหตุการเสียชีวิตของเธอ บ้างก็ว่าเธอกำลังพยายามหนีจากใครบางคนที่ไล่ตามเธออยู่ บ้างก็ว่าเธออาจจะหลอนยาเสพติด แต่จากการชันสูตรแล้วไม่พบสารเสพติดในร่างกายของเธอ และบ้างก็ว่าเธอมีอาการป่วยทางจิตด้วยโรคไบโพลาร์ ขณะที่บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าคลิปวิดีโอถูกดัดแปลงก่อนที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณะ

6. ในเวลาต่อมาผลชันสูตรศพระบุว่าเธอกินยารักษาอาการไบโพลาร์ และไม่พบร่องรอยถูกทำร้าย ล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงการฆ่าตัวตายและการใช้สารเสพติด มีเพียงแอลกออล์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งตามผลชันสูตรพอสรุปได้ว่าเธอเป็นผู้ป่วยโรคไบโพลาร์และไม่ได้กินยาอย่างเคร่งครัดหรือกินยาไม่สม่ำเสมอซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเป็นพฤติกรรมแปลกๆ ของเธอที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ รวมทั้งเพื่อนร่วมห้องของเธอยังได้ระบุว่าเธอมีพฤติกรรมแปลกประหลาดก่อนที่เธอจะถูกขอย้ายให้ไปพักในห้องส่วนตัวคนเดียว

7. ผลการชันสูตรศพสรุปว่าเธอจมน้ำเสียเนื่องจากพบว่ามีน้ำในปอดปริมาณมาก รวมถึงมีอาการโรคไบโพลาร์ และมีการแก้ผลการตรวจถึงสองครั้งก่อนจะปล่อยสู่สาธารณชนว่าเป็นอุบัติเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่สามารถตรวจสารพิษในเลือดได้เพราะร่างของเธอแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานและเน่าเปื่อยเกินกว่าจะตรวจสอบได้

8. ขณะที่ครอบครัวของเธอยืนยันว่าเธอไม่เคยมีปัญหาทางจิตและไม่ได้เป็นโรคไบโพลาร์ตามที่สื่อและกรมตำรวจลอสแอนเจลิสกล่าวอ้าง ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าเธอจะมีอาการทางจิตและต้องกินยาแต่ก็ยังไม่กระจ่างว่าเธอเข้าไปอยู่ในแทงค์น้ำบนดาดฟ้าโรงแรมได้อย่างไรทั้งที่มีเพียงพนักงานโรงแรมเท่านั้นที่เป็นผู้ถือกุญแจดาดฟ้า และทำไมจึงอยู่ในสภาพเปลือยกาย

9. นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามว่าเธอสามารถเข้าไปในแทงค์น้ำสูง 5 เมตรด้วยตัวเองได้หรือไม่ เพราะการเข้าสู่ชั้นดาดฟ้าโดยไม่ให้ใครรู้เธอจะต้องปิดสัญญาณเตือนภัยก่อนที่จะไต่บันไดสูงเพื่อขึ้นไปยังฐานที่ตั้งแทงค์น้ำ 4 ถัง และเธอยังต้องปีนบันไดขึ้นไปอีกเพื่อไปให้ถึงยอดแทงค์น้ำหลักที่พบร่างของเธออยู่ในนั้น ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะขึ้นไปบนยอดแทงค์น้ำด้วยตนเองโดยไม่มีใครพบเห็น

10. เรื่องลึกลับยังไม่จบแค่นั้นเมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องราวของเธอไปคล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง Dark Water ภาพยนตร์สยองขวัญของญี่ปุ่นที่เข้าฉายในปี 2002 และถูกดัดแปลงเป็นเวอร์ชั่นอเมริกันในปี 2005 ซึ่งตัวละครพบน้ำสีเข้มรั่วจากเพดานห้องในอพาร์ทเมนต์ ก่อนทราบว่าเด็กหญิงที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่จมน้ำเสียชีวิตในอ่างเก็บน้ำของอาคาร รวมถึงเหตุการณ์ที่ปุ่มลิฟต์ทำงานผิดปกติ ตลอดจนประวัติที่พื้นที่บริเวณนั้นเกิดวัณโรคระบาด โดยมีอุปกรณ์ทดสอบเชื้อโรค LAM-ELISA ตรงกับชื่อของเธอ Elisa Lam แต่เขียนกลับหลัง

11. ก่อนหน้านั้นโรงแรมแห่งนี้มีผู้เสียชีวิตมาแล้วหลายครั้งและมีประวัติอาชญากรรมสยองขวัญและการฆ่าตัวตายมายาวนาน ซึ่งหลายคดีก็ยังตกเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าโรงแรมแห่งนี้มีเงื่อนงำหรือพลังชั่วร้ายอะไรบางอย่างหรือไม่

12. ขณะที่ส่วนหนึ่งมองว่านี่ไม่ใช่เรื่องลึกลับแต่อย่างใด แต่เมื่อมองในเชิงสังคมศาสตร์จะพบว่าพื้นที่บริเวณนี้เกิดเหตุอาชญากรรมหลายคดีเนื่องจากพื้นที่ละแวกใกล้เคียงซึ่งเรียกว่า “สคิด โรว์” (Skid Row) เป็นพื้นที่ที่มีคนไร้บ้านและผู้ประสบปัญหาทางสังคมอาศัยอยู่จำนวนมาก รวมถึงการที่โรงแรมปรับลดราคาห้องพักราคาถูกทำให้มีแขกจากหลากหลายกลุ่มและเกิดคดีอาชญากรรมรวมถึงการฆ่าตัวตายหลายครั้ง จนทำให้พื้นที่นี้ถูกขนานนามว่าเป็นแหล่งกบดานของฆาตรกรต่อเนื่อง

ยิงกันแล้ว! ทหารเมียนมาโจมตีผู้ชุมนุมที่มัณฑะเลย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645435

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 17:33 น.ยิงกันแล้ว! ทหารเมียนมาโจมตีผู้ชุมนุมที่มัณฑะเลย์ รายงานสดจากเมืองมัณฑะเลย์ระบุว่ามีการใช้กำลังรุนแรงกับประชาชนแล้ว

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กองกำลังความมั่นคงของเมียนมายิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมที่เมืองมัณฑะเลย์เมืองสำคัญของเมียนมาเพื่อสลายการชุมนุม

ขณะที่เพจ Frontier Myanmar รายงายอ้างแหล่งข้อมูลจากสถานทีเกิดเหตุว่าตำรวจและทหารระดมยิงอย่างไม่เลือกหน้าเพื่อสลายการประท้วงในมัณฑะเลย์ที่ถนนสาย 26 และ 82

นักข่าวที่แนวหน้าเผยว่าว่ากองกำลังตำรวจและทหารกำลังยิงเข้าไปในบ้านเช่นกัน แต่จำนวนผู้บาดเจ็บยังไม่ชัดเจน สมาชิกสหภาพนักศึกษาในเมืองกล่าวว่ามีบางคนได้รับบาดเจ็บ และผู้ชุมนุมจำนวนมากยังถูกจับกุมตัวด้วย

ในเวลาต่อมาสำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า ตำรวจและทหารใช้กระสุนยางและหนังสติ๊กยิงเข้าใส่ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารรอบๆ ธนาคารกลางเมียนมาสาขามัณฑะเลย์ ขณะที่ผู้ชุมนุมกำลังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน

กองกำลังความมั่นคงจับกุมพลเรือนอย่างรุนแรง และบางคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ผู้สื่อข่าวหลายคนที่รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ยังถูกทุบตีโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัย

Photo by Sai Aung Main / AFP

Sputnik V ม้ามืดมาแรงในตลาดวัคซีนโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645419

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.Sputnik V ม้ามืดมาแรงในตลาดวัคซีนโควิด-19หลายประเทศเริ่มเทใจให้ ‘สปุตนิก วี’ หลังเผชิญข้อกังขาต่างๆ นานา

1. ‘สปุตนิก วี’ (Sputnik V) วัคซีนต้านโรคโควิด-19 ที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยและพัฒนากามาเลยา (Gamaleya Research Institute of Epidemiology and Microbiology) ประเทศรัสเซีย

2. ในการทดลองวัคซีนระยะที่ 1 และ 2 ผลการวิจัยถูกตั้งข้อสงสัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนนานาชาติว่าไม่สมบูรณ์ น่าสงสัย และไม่น่าเชื่อถือ เมื่อมีการรายงานข้อมูลที่เหมือนกันสำหรับผู้เข้าร่วมการทดลองหลายคน ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่ผู้เข้าร่วมหลายคนจะแสดงผลลัพธ์ที่เหมือนกัน

3. ความเคลือบแคลงสงสัยที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประชาชนทั้งชาวรัสเซียและทั่วโลกไม่มั่นใจถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนตัวดังกล่าว

4. นอกจากนี้รัสเซียยังประกาศใช้วัคซีนสปุตนิก วี ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หรือตั้งแต่ที่ยังไม่เสร็จสิ้นการทดลองในเฟส 3 เสียด้วยซ้ำ จึงยิ่งทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในวัคซีน

5. จนกระทั่งเดือนธันวาคมทางการรัสเซียเริ่มโครงการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน แต่ชาวรัสเซียดูไม่ค่อยเต็มใจที่จะฉีดวัคซีนสปุตนิก วี ด้วยความที่วัคซีนถูกพัฒนาขึ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว การจดทะเบียนดูไม่โปร่งใส อีกทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลรัสเซียดูกระตือรือร้นที่จะฉีดวัคซีนตัวนี้เป็นพิเศษ

6. การสำรวจในรัสเซียพบว่า 58 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เต็มใจที่จะรับวัคซีนสปุตนิก วี แม้ว่าจะได้รับการฉีดฟรีก็ตาม

7. แต่ล่าสุดเมื่อผลการทดลองวัคซีนได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ซึ่งระบุถึงประสิทธิภาพ 91.6% โดยไม่มีผลข้างเคียงที่ผิดปกติ ทำให้สปุตนิก วี ได้รับความไว้วางใจมากยิ่งขึ้นด้วยประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับวัคซีนตัวอื่นๆ อาทิ ไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) และโมเดอร์นา (Moderna) ที่ผลิตโดยสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าซิโนแวค (Sinovac) ของจีน

8. ประจวบกับจังหวะที่สหภาพยุโรปกำลังประสบปัญหาวัคซีนขาดแคลน และวัคซีนแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) จากสหราชอาณาจักรก็กำลังเผชิญข่าวลือว่าแทบไม่มีประสิทธิภาพในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่งผลให้หลายฝ่ายเปิดใจให้กับสปุตนิก วี มากขึ้น

9. นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี ยังประกาศว่าประเทศในสหภาพยุโรปสามารถใช้วัคซีนสปุตนิก วี ได้หากองค์กรการแพทย์แห่งยุโรปอนุมัติ

10. ล่าสุดเกาหลีใต้ก็ระงับการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาสำหรับประชาชนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปจนกว่าจะได้ข้อมูลจากการตรวจสอบประสิทธิภาพของวัคซีนเพิ่มเติม และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณานำเข้าวัคซีนสปุตนิก วี

11. ขณะนี้สปุตนิก วี ได้รับการอนุมัติให้ใช้แล้วหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อาร์เจนตินา เมียนมา ลาว อิหร่าน อินเดีย ตูนิเซีย และปากีสถาน

12. กองทุน Russian Direct Investment Fund (RDIF) ที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนสปุตนิก วี ระบุว่าได้รับการสั่งซื้อวัคซีนมากกว่า 1,200 ล้านโดสจากกว่า 50 ประเทศภายในเดือธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้มีประชาชนกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกได้รับวัคซีนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

Photo by Zoltan BALOGH / various sources / AFP

ญี่ปุ่นตั้งรัฐมนตรีกระทรวงความเหงาแก้ปัญหาฆ่าตัวตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 15:00 น.ญี่ปุ่นตั้งรัฐมนตรีกระทรวงความเหงาแก้ปัญหาฆ่าตัวตายเมื่อความเหงารุนแรงกว่าที่คิด นายกญี่ปุ่นจึงตัดสินใจแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเหงา

โยชิฮิเดะ ซูกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแต่งตั้ง เทตสึชิ ซากาโมโต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเหงาเพื่อแก้ไขปัญหาความเหงาและความโดดเดี่ยวซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีรายงานพบว่ามีการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2020 ด้วยจำนวนผู้หญิงและเยาวชนที่ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น

ตามรายงานระบุว่าอัตราการฆ่าตัวตายของผู้หญิงเพิ่มขึ้น 14.5 เปอร์เซ็นต์โดยมีจำนวนทั้งหมดถึง 6,976 คน ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ในขณะที่การฆ่าตัวตายของผู้ชายลดลง 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 13,943 เป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน

ผลการศึกษาหลายชิ้นพบว่าความเหงาเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังหลายโรค อาทิ โรคเบาหวานและโรคหัวใจ เพราะความโดดเดี่ยวทำให้ผู้คนแยกตัวออกจากสังคมเกิดพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพไม่ว่าจะเป็น ไม่ออกกำลังกาย ไม่ชอบไปหาหมอ ส่งผลต่อความเครียดและความดันโลหิต

นายกรัฐมนตรีซูกะกล่าวว่า “ชาวญี่ปุ่นโดดเดี่ยวและเกิดความเหงาเมื่อไม่ได้พบปะสังสรรค์ โดยผู้หญิงทุกข์ทรมานจากความโดดเดี่ยวมากกว่าผู้ชาย และจำนวนการฆ่าตัวตายก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ผมหวังว่าซากาโมโตจะสามารถเข้าถึงปัญหาและส่งเสริมมาตรการเชิงนโยบายอย่างครอบคลุม”

ซูกะยังเผยว่าได้วางแผนที่จะจัดเวทีฉุกเฉินในปลายเดือนกุมภาพันธ์เพื่อรับฟังผู้เชี่ยวชาญและหารือเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุน “เพื่อป้องกันความเหงาและความโดดเดี่ยวทางสังคมและเพื่อปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน”

ทั้งนี้ซากาโมโตจะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาความโดดเดียวของประชาชนในเชิงลึก และรัฐบาลญี่ปุ่นจะขยายบริการให้คำปรึกษาและแนะนำองค์กรสนับสนุนแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ อัตราการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 แต่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปตัวเลขเริ่มสูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

Photo by DAVID MAREUIL / POOL / AFP

ครั้งแรกในรอบ 30 ปีดัชนีหุ้นนิกเคอิปิดทะลุ 30,000 จุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645400

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 13:23 น.

ครั้งแรกในรอบ 30 ปีดัชนีหุ้นนิกเคอิปิดทะลุ 30,000 จุด

ดัชนีนิกเคอิ (Nikkei) ของญี่ปุ่นฝ่า 30,000 จุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี สัญญาณเศรษฐกิจดีหลังมีแววต้านโควิด-19 ไหว

ดัชนีหุ้นนิกเคอิปิดเหนือระดับ 30,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีเมื่อวันจันทร์เนื่องจากข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในญี่ปุ่นช่วยเพิ่มความมั่นคงในตลาด ซึ่งตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งและความหวังในการฟื้นตัวของสหรัฐหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ทั้งนี้ดัชนี Nikkei 225 ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 564.08 จุดหรือเพิ่ม 1.91% จากวันศุกร์มาอยู่ที่ 30,084.15 ซึ่งปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 1990 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังประสบภาวะฟองสบู่ และหลังจากนั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ดิ่งเหวลงยาวนานนับทศวรรษ จนกระทั่งในวันนี้มีสัญญาณที่ดีอีกครั้ง

เมื่อ 30 ปีที่แล้วเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ทำท่าว่าจะไปได้สวยต้องพบกับภาวะฟองสบู่แตกเมื่อปี 1992 หลังจากที่ราคาสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ในตลาดหุ้นสูงผิดปกติระหว่างปี 1986 – 1991 โดยดัชนีนิกเคอิทะลุ 30,000 จุดครั้งแรกในปี 1988 และถึง 37,189 จุดในเดือนมกราคมปี 1990

แต่สัญญาณร้ายเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม 1990 เมื่อดัชนีนิกเคอิเริ่มดิ่งลงมาจนถึงครึ่งหนึ่งจากที่เคยพึ่งสูงสุด จนเมื่อถึงปลายปี 1991 ราคาสินทรัพย์เริ่มที่จะลดลงมาเรื่อยๆ และลดลงหนักในปี 1992 กลายเป็นภาวะฟองสบู่แตกและเกิดหนี้เสียมหาศาล

หลังจากเหตุการณ์นั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะทศวรรษที่สาบสูญ ( Lost Decade) ที่อัตราการเติบโตถดถอยอย่างหนัก เดภาวะเงินฝืดรุนแครง หนี้สาธารณะสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

Photo by Behrouz MEHRI / AFP

ม็อบเมียนมาวอนกองทัพสหรัฐช่วยแทรกแซงรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645394

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 12:30 น.ม็อบเมียนมาวอนกองทัพสหรัฐช่วยแทรกแซงรัฐประหารกลุ่มผู้ชุมนุมชาวเมียนมารวมตัวกันหน้าสถานทูตสหรัฐ เรียกร้องกองทัพสหรัฐส่งทหารเข้าช่วยเหลือในประเทศ

กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหารชาวเมียนมากลุ่มหนึ่งรวมตัวกันที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ในกรุงย่างกุ้งเพื่อเรียกร้องให้สหรัฐยืนเคียงข้างกลุ่มผู้ชุมนุมและสนับสนุนประชาธิปไตยของชาวเมียนมา

กลุ่มผุ้ชุมนุมประท้วงมีชูป้ายข้อความต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นการขอความช่วยเหลือจากสหรัฐ พร้อมระบุว่าต้องการให้สหรัฐส่งกองทัพเข้ามาช่วยเหลือในเมียนมา

อย่างไรก็ตามแม้จะมีชาวเมียนมาส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องดังกล่าว แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่าการพึ่งพากองทัพสหรัฐหรือเรียกร้องให้ประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศจะส่งผลเสียต่อเมียนมาเอง

นอกจากนี้กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้มีการรวมตัวกันที่สถานทูตจีนและรัสเซียเพื่อเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศหยุดให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ด้านสถานทูตสหรัฐก็ได้ออกมาประกาศบนทวิตเตอร์ว่า “การอารยะขัดขืนและการเดินขบวนประท้วงแสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวเมียนมาต้องการประชาธิปไตย เรายืนหยัดเคียงข้างพวกเขา”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftheirrawaddyburmese%2Fposts%2F4205300702847383&width=500&show_text=true&height=698&appId

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7daynews%2Fposts%2F4059574750770795&width=500&show_text=true&height=814&appId

The civil disobedience movement and demonstrations show that the people of Myanmar want democracy. We stand with them.— U.S. Embassy Burma (@USEmbassyBurma) February 13, 2021

Photo by Ye Aung THU / AFP

ม็อบเมียนมาไม่หวั่น ประท้วงต่อแม้ถูกตัดเน็ต-ส่งรถรบขู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645385

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 10:50 น.ม็อบเมียนมาไม่หวั่น ประท้วงต่อแม้ถูกตัดเน็ต-ส่งรถรบขู่กลุ่มผู้ชุมนุมชาวเมียนมายืนหยัดประท้วงต่อแม้กองทัพส่งรถหุ้มเกราะวิ่งทั่วเมืองพร้อมตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเมื่อคืนที่ผ่านมา

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น เอเอฟพีระบุว่ามีผู้ประท้วงชาวเมียนมาหลายร้อยคนรวมตัวกันอีกครั้งในเมืองย่างกุ้ง ขณะที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตในย่างกุ้งกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

หลังจากที่เมื่อคืนที่ผ่านมารัฐบาลทหารเมียนมาตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตพร้อมส่งทหารในเครื่องแบบลาดตระเวนทั่วประเทศหลังกลุ่มผู้ประท้วงยังคงชุมนุมต่อต้านรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง

โดยเมื่อคืนที่ผ่านมากองทัพยังได้มีการนำรถหุ้มเกราะออกประจำการตามเมืองต่างๆ อาทิ ย่างกุ้ง ชิตตเว และเชียงตุง ซึ่งนับว่าเป็นการเคลื่อนย้ายพาหนะในกองทัพมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร

นอกจากนี้ทหารเมียนมาได้ใช้มาตรการรุนแรงมากขึ้น โดยมีรายงานว่ามีการใช้แก๊สน้ำตาและยิงปืนเพื่อเข้าสลายการชุมนุม ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ระบุว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นกระสุนจริงหรือกระสุนยาง

จากการตรวจสอบล่าสุดของสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองระบุว่ามีประชาชนอย่างน้อย 400 คนถูกจับกุมตัวนับตั้งแต่การรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา

ขณะที่นานาประเทศรวมทั้งสหรัฐ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป ตลอดจนสหประชาชาติเรียกร้องให้กองทัพเมียนมาไม่ใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมและเคารพสิทธิในการชุมนุมโดยสันติ

ทั้งนี้ การประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมาเรียกร้องให้รัฐบาลทหารปล่อยตัวประชาชนที่ถูกกักขังโดยพลการทั้งหมด และส่งมอบอำนาจคืนให้แก่ฝ่ายบริหารของออง ซาน ซูจี

Photo by YE AUNG THU / AFP

กองทัพเมียนมาขนรถถัง-รถหุ้มเกราะออกวิ่งในหลายเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645371

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 22:05 น.กองทัพเมียนมาขนรถถัง-รถหุ้มเกราะออกวิ่งในหลายเมืองมีรายงานว่ามีการพบเห็นรถถังและรถหุ้มเกราะของกองทัพเมียนมาออกวิ่งตามท้องถนนในหลายพื้นที่

จากรายงานข่าวพบว่ามีการนำรถถังออกมาที่เมืองย่างกุ้ง ที่เมืองซิตตเวในรัฐยะไข่ เมืองเชียงตุงในรัฐฉาน ขณะนี้ยังไม่ทราบเหตุผลที่นำรถถังออกมาประจำการและวิ่งไปตามท้องถนนของเมืองต่างๆ แต่มีรายงาจากบางพื้นที่ว่าทางการสั่งให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านหลังจากที่ทหารเริ่มแสดงเขี้ยวเล็บครั้งแรกหลังทำรัฐประหาร

ด้านสถานทูตสหรัฐในเมียนมาเรียกร้องให้ประชาชนชาวอเมริกัน “อยู่ในสถานที่พัก” โดยอ้างรายงานความเคลื่อนไหวทางทหารในเมืองย่างกุ้งหลังจากมีผู้พบเห็นรถหุ้มเกราะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก. พ.

สถานทูตยังกล่าวอีกว่ามี “ความเป็นไปได้ที่การสื่อสารโทรคมนาคมจะหยุดชะงักในชั่วข้ามคืนระหว่างเวลา 01:00 น. ถึง 09:00 น.”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าตำรวจที่รับกะฉิ่นมีการยิงปืนเพื่อสลายการชุมนุมแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นปืนจริงหรือปืนยิงกระสุนยาง รายละเอียดของเรื่องนี้ต้องติดตามต่อไป

อียิปต์ขุดพบโรงงานผลิตเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645357

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 20:38 น.อียิปต์ขุดพบโรงงานผลิตเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกระทรวงการท่องเที่ยวกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าโรงเบียร์ที่มีปริมาณการผลิตสูงซึ่งเชื่อว่ามีอายุมากกว่า 5,000 ปีถูกค้นพบโดยทีมนักโบราณคดีในสุสานโบราณทางตอนใต้ของอียิปต์

กระทรวงกล่าวว่าไซต์โรงงานเบียร์โบราณประกอบด้วยหม้อดินเผาประมาณ 40 ใบเรียงเป็นสองแถวถูกค้นพบที่เมืองอาบีดอสตอนเหนือ โดยทีมร่วมชาวอียิปต์ – อเมริกันกระทรวงกล่าวในแถลงการณ์บนหน้า Facebook

โรงเบียร์ดังกล่าอาจมีอายุจะย้อนกลับไปในยุคของกษัตริย์นาร์เมอร์ เลขาธิการสภาโบราณวัตถุสูงสุดของอียิปต์ โมสตาฟา วาซีรี กล่าวว่าการค้นพบนี้ถือเป็น “เป็นโรงเบียร์ที่มีการผลิตสูงที่เก่าแก่ที่สุดในโลก”

ฟาโรห์นาร์เมอร์ซึ่งปกครองอียิปต์โบรารเมื่อ 5,000 ปีก่อนได้ก่อตั้งราชวงศ์ที่หนึ่งและรวมอียิปต์บนและล่างเป็นหนึ่งเดียว

นักโบราณคดีชาวอังกฤษค้นพบว่ามีโรงเบียร์ในสมัยอียิปต์โบราณเป็นครั้งแรกเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 แต่ไม่เคยระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ จนกระทั่งทีมร่วมอียิปต์ – อเมริกัน “สามารถค้นพบที่ตั้งและพบวัตถุเกี่ยวกับโรงงานได้อีกครั้ง”

วาซิรีเผยว่าโรงเบียร์ประกอบด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่แปดส่วนซึ่งใช้เป็นหน่วยพื้นที่สำหรับการผลิตเบียร์ แต่ละหน่วยมีหม้อดินเผาประมาณ 40 ใบเรียงเป็นสองแถว

การผลิตเบียร์จะใช้ส่วนผสมของธัญพืชและน้ำแล้วนำไปต้มหท้อถังโดยแต่ละหม้อจะยึดกันไว้ด้วยคันโยกที่ทำจากดินเหนียววางในแนวตั้งในรูปของวงแหวน

แมทธิว อดัม นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กซึ่งเป็นหัวหน้าภารกิจร่วมกับ เดบอราห์ วิสแชก จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันกล่าวว่าการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเบียร์ถูกผลิตในปริมาณมากโดยผลิตได้ครั้งละประมาณ 22,400 ลิตร

เขากล่าวว่าโรงเบียร์อาจถูกสร้างขึ้นในสถานที่แห่งนี้โดยเฉพาะเพื่อใช้ในพิธีกรรมของราชวงศ์ที่จัดขึ้นภายในสถานที่จัดงานพระศพของกษัตริย์แห่งอียิปต์

“พบหลักฐานการใช้เบียร์ในงานราชพิธีระหว่างการขุดค้นในสถานที่เหล่านี้” แถลงการณ์ระบุ ซึ่งหลักฐานการผลิตเบียร์ในอียิปต์โบราณไม่ใช่เรื่องใหม่และการค้นพบในอดีตช่วยทำให้เกิดความกระจ่างในการผลิตดังกล่าวได้มาก แต่การค้นพบล่าสุดคือการยืนยันตัวตนของโรงงานการผลิตระดับใหญ่

Photo by – / Egyptian Ministry of Antiquities / AFP

ประท้วงเมียนมาจะซ้ำรอยอดีตหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645362

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 19:01 น.

ประท้วงเมียนมาจะซ้ำรอยอดีตหรือไม่

PostToday Podcast The Expert : ประท้วงเมียนมาจะซ้ำรอยอดีตหรือไม่

PostToday Podcast The Expert : ประท้วงเมียนมาจะซ้ำรอยอดีตหรือไม่

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/985314937&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ประท้วงเมียนมาจะซ้ำรอยอดีตหรือไม่