แจ็กเก็ตยันต์หลวงพ่อคูณ เมื่อของไทยๆ เป็นแรงบันดาลใจแฟชั่นระดับโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645537

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.แจ็กเก็ตยันต์หลวงพ่อคูณ เมื่อของไทยๆ เป็นแรงบันดาลใจแฟชั่นระดับโลกล่าสุดแบรนด์ดังสัญชาติอเมริกันสกรีนยันต์หลวงพ่อคูณเป็นลายเสื้อ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีหลายแบรนด์ที่ชาวเน็ตจับตามองว่าดูคล้ายๆ วัฒนธรรมของไทยอยู่เหมือนกัน

หลังจากที่ Supreme แบรนด์ดังสัญชาติอเมริกันเปิดตัวเสื้อ “Supreme x หลวงพ่อคูณ” (Blessings Ripstop Shirt) ซึ่งเตรียมวางจำหน่ายในคอลเลกชันใหม่ Spring/Summer ประจำปี 2021 ก็ทำเอาชาวเน็ตไทยฮือฮากันเป็นแถว

แม้ว่าด้านหน้าจะดูเหมือนเสื้อแจ็กเก็ตแนวสตรีทธรรมดาตามสไตล์ Supreme แต่ด้านหลังมีการสกรีนเป็นลายยันต์ต่างๆ รวมถึงผ้ายันต์หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ด้วย เห็นแบบนี้ชาวเน็ตก็อดแซวไม่ได้ว่าเสื้อตัวนี้ใส่แล้วเหนียวแน่ๆ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้แบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ก็เคยออกคอลเลกชันใหม่ที่คนไทยหลายคนเห็นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันคุ้นๆ อย่างเช่นกระเป๋า Bazar bag จาก Balenciaga ใบนี้ที่ดูแว๊บแรกเหมือนถุงกระสอบสายรุ้งตามสำเพ็ง แต่ราคาเปิดตัวเหยียบ 5 หมื่นบาทเลยทีเดียว

ต่อกันที่ Balenciaga เจ้าเก่าเจ้าเดิมที่เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้เปิดตัวสร้อยลูกปัดราคากว่า 2 หมื่นบาท แต่ถูกชาวเน็ตจับสังเกตว่าหน้าตาคุ้นๆ เหมือนเครื่องประดับสุดฮิตหน้าโรงเรียนของไทยเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นบางคนก็ออกมาแย้งว่าแฟชั่นลูกปัดอันนี้ฮิตไกลในหลายประเทศไม่ได้มีแค่ในไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ Marni แบรนด์ดังจากอิตาลีก็เคยออกคอลเลกชันกระเป๋าช้อปปิ้งโดยจำหน่ายเพื่อการกุศลภายใต้ชื่อว่า MARNI CHARITY BASKET ที่หน้าตาคล้ายกระเป๋าสานพลาสติกของไทย สนนราคาอยู่ที่ 6-7 พันบาท รวมถึงแบรนด์ Kate Spade ก็เคยผลิตกระเป๋าหน้าตาคล้ายๆ กันนี้ด้วยเช่นกัน

Gucci แบรนด์เนมสุดหรูจากอิตาลีก็เคยถูกแซวเหมือนกันเมื่อเปิดตัวกระเป๋า Wicker ภายใต้คอลเลกชัน Pre Fall 2018 ว่าดีไซน์คล้ายๆ กระเป๋า OTOP ของไทย อย่างไรก็ดีกระเป๋าที่ว่านี้สนนราคาอยู่ที่ 6-7 หมื่นเลยทีเดียว

Gucci ยังถูกจับตามองอีกครั้งเมื่อเปิดตัวชุดเดรสผ้าไหมราคาเหยียบแสนเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ซึ่งชาวเน็ตไทยก็พากันแซวว่าดูคล้ายๆ ชุดงานบุญของไทยอยู่เหมือนกัน

แฟชั่นที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูอีกหนึ่งคงเป็นการที่ Kyrzayda Rodriguez บล็อกเกอร์แฟชั่นชื่อดังโพสต์ภาพคู่กับกระเป๋าคลัชงานแฮนด์เมดสุดเก๋จากกัวเตมาลา แต่ชาวเน็ตกลับบอกว่าดูๆ ไปแล้วเหมือนได้แรงบันดาลใจจากพรมเช็ดเท้าถักที่เราๆ ใช้กันตามบ้านเลย

เกาหลีเหนือแฮ็กข้อมูลวัคซีนบริษัท Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645543

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 18:30 น.เกาหลีเหนือแฮ็กข้อมูลวัคซีนบริษัท Pfizer มีกระแสข่าวตั้งแต่ปีที่แล้วว่าเกาหลีเหนือส่งกองทัพแฮกเกอร์ล้วงความลับเรื่องวัคซีนจากบริษัทที่พัฒนาวิธีรักษาโควิด-19

หน่วยงานสายลับของเกาหลีใต้เปิดเผยว่าแฮกเกอร์ชาวเกาหลีเหนือเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของ บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) ยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาและเทคโนโลยีการรักษาโควิด-19

ฮาแทกึง ส. ส. ของเกาหลีใต้กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการรับฟังสรุปจากหน่วยข่าวกรองแห่งชาติของรัฐบาลเกาหลีใต้ว่า เกาหลีเหนือพยายามแสวงหาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิดและการรักษา โดยการใช้ปฏิบัติการสงครามไซเบอร์เพื่อเจาะเข้าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของ Pfizer

เป็นที่ทราบกันดีว่าเกาหลีเหนือมีกองทัพของแฮกเกอร์ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีหลายพันคนที่โจมตีบริษัท, สถาบัน และนักวิจัยในเกาหลีใต้และที่อื่นๆ

เดรื่องนี้สอดคล้องกับการที่บริษัท Microsoft Corp. เปิดเผยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่าแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนือและรัสเซียได้เล็งเป้าหมายไปที่บริษัทที่มีชื่อเสียง 7 แห่งที่ทำงานเกี่ยวกับวัคซีนโควิด -19 และการวิจัยการรักษาโรคนี้

ต่อมา Pfizer และ BioNTech SE หุ้นส่วนสัญชาติเยอรมันกล่าวในภายหลังว่าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวัคซีนของพวกเขาถูกล็อคเป้าหมายการโจมตีทางไซเบอร์

เกาหลีเหนือที่ยากจนแต่มีอาวุธนิวเคลียร์ ล็อคดาวน์โดยปิดพรมแดนเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้วเพื่อพยายามป้องกันตัวเองจากไวรัส โดยผู้นำคิมจองอึนยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าประเทศนี้ไม่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกจะสงสัยในคำยืนยันเหล่านั้นก็ตาม

และการล็อคดาวน์ได้เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่ตกต่ำจากการคว่ำบาตรของนานาชาติจากการที่เกาหลีเหนือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้รัฐบาลเกาหลีเหนือต้องเร่งหาทางจัดการกับโรคนี้

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

Clubhouse คืออะไร ดียังไง ทำไมถึงฮิตกันจัง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645521

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 18:00 น.Clubhouse คืออะไร ดียังไง ทำไมถึงฮิตกันจัง? ทำความรู้จักแอปพลิเคชันใหม่สุดฮิต อีลอน มัสก์ถึงกับต้องชวนปูตินมาเล่นด้วย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลกอย่างอีลอน มัสก์ส่งคำเชิญถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียให้ร่วมเล่นแอป Clubhouse ด้วยกัน ด้านรัสเซียก็ออกมาเผยว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ได้ตอบรับใดๆ เพราะจำเป็นต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติมก่อน

.@KremlinRussia_E would you like join me for a conversation on Clubhouse?

— Elon Musk (@elonmusk) February 13, 2021

นอกจากนี้ยังมีคนดังในหลากหลายแวดวงจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนักพูด นักพัฒนา เซเลบดารา และอื่นๆ อีกมากมายร่วมใช้แอปดังกล่าวและสร้างห้องแชทของตัวเองเช่นกัน

Clubhouse เปิดตัวตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 โดยนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Alpha Exploration Co. และยังมีบริษัท Andreessen Horowitz เข้าร่วมลงทุน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ และขอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมอีก 2 ล้านเหรียญสหรัฐ จนกระทั่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมามีการประเมินมูลค่าแอปดังกล่าวถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30,000 ล้านบาท

จุดเด่นของแอปพลิเคชันนี้คือเป็นแอปแชทที่สื่อสารด้วย ‘เสียง’ เท่านั้น ไม่เห็นภาพ ไม่เห็นหน้า ไม่ต้องพิมพ์ข้อความ ลักษณะคล้ายพอดแคสท์ แต่ผู้พูดสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟังในห้องแชทได้ แต่ไม่ใช่ว่าใครจะพูดขึ้นมาก็ได้แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของห้องแชทก่อนเสมอ ซึ่งเจ้าของห้องจะเป็นผู้ดูแลควบคุมเปิดหรือปิดไมค์สมาชิกในห้องแชท

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ Clubhouse คือเป็นการสนทนารูปแบบเรียลไทม์ ไม่สามารถย้อนกลับมาฟังซ้ำได้ และไม่มีการบันทึกเก็บไว้ และนี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้หลายๆ อยากเข้าร่วม Clubhouse เพราะไม่อยากพลาดอะไรไปนั่นเอง

แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเล่นแอปนี้ได้ ตอนนี้ Clubhouse รับรองการใช้งานในระบบ iOS เท่านั้น สาวกแอนดรอยด์คงต้องไปก่อน ถึงกระนั้นสำหรับผู้ใช้ iOS เองก็ไม่ง่ายเช่นกันเพราะการจะเล่นแอปนี้ได้ต้องได้รับคำเชิญ (invited) จากผู้ใช้ Clubhouse คนอื่นๆ เสียก่อน หรือต้องต่อคิวรอให้ผู้ใช้ Clubhouse ชวนเราเข้าไปเล่นด้วยกันนั่นเอง ความยุ่งยากนี้ทำให้มีคนหัวหมอเกิดปิ๊งไอเดียขาย invited ในราคาหลักร้อยถึงหลักพันกันเลยทีเดียว

อาจจะดูยุ่งยากไปสักหน่อย แต่ก็ทำให้การเข้าร่วมวงสนทนาผ่าน Clubhouse ดูมีความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย บนพื้นที่ที่ผู้คนจากหลากหลายแวดวงเข้ามาแลกเปลี่ยนกันในประเด็นที่หลากหลายและสามารถเลือกห้องแชทได้ตามที่ตนสนใจ

อย่างไรก็ตามแอปดังกล่าวก็ยังมีช่องโหว่และถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรการในการควบคุมห้องแชท เนื่องจากการเปิดกว้างในการสนทนาอาจทำให้กระทบประเด็นอ่อนไหว อย่างเช่นห้องสนทนา “Is there a concentration camp in Xinjiang?” (มีค่ายกักกันในซินเจียงหรือเปล่า?) จนถูกบล็อกในประเทศจีน

Photo by Odd ANDERSEN / AFP

มันกลับมาแล้ว ตั๊กแตนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าในแอฟริกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645529

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 16:33 น.มันกลับมาแล้ว ตั๊กแตนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าในแอฟริกา ภาพข่าวสถานการณ์การระบาดของตั๊กแตนในแอฟริกาที่หวนกลับมาระบาดีอครั้งหลังจากที่ปีที่แล้วถล่มพื้นภาคตะวันออกของแอฟริกาจนเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภาวะอดอยากในวงกว้าง

ภาพข่าวจากสำนักข่าว AFP ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2020 แสดงให้เห็นฝูงตั๊กแตนในทะเลทรายที่เข้าโจมตีกัดกินพืชผักตามเส้นทางของพวกมัน ซึ่งในภาพจะเห็นว่าพวกมันเข้ามถล่มไร่ข้าวโพด จนต้องมีการส่งเครื่องบินฉีดพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อกวาดล้างพวกมันในเมืองเมรู ประเทศเคนยา

ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทำงานร่วมกับบริษัทรักษาความปลอดภัย, บริษัทโลจิสติกส์และบริษัทเครื่องบินเช่าเหมาลำของเคนยาซึ่งตอนนี้บริษัทเหล่านี้หันมาเพิ่มบริการช่วยติดตามฝูงตั๊กแตนในแอฟริกาตะวันออกอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะส่งทีมไปยังพื้นที่เป้าหมายเพื่อฉีดพ่นแมลงด้วยสารกำจัดศัตรูพืชเพื่อป้องกันความเสียหายในพื้นที่เพาะปลูกและทุ่งเลี้ยงสัตว์

ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP

เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่การระบาดของตั๊กแตนในทะเลทรายที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปีเข้าโจมตีภูมิภาคนี้และในขณะที่แมลงอีกระลอกหนึ่งกำลังแพร่กระจายไปทั่วโซมาเลีย เอธิโอเปียและเคนยา การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและการพัฒนาร่วมกันกำลังเป็นทางออกในการช่วยบดขยี้ฝูงตั๊กแตนที่กินไม่ยั้งและปกป้องการวิถีชีวิตของชาวนาหลายพันคนจากการทำลายล้างครั้งนี้

ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP
ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP
ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP
ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP
ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP
ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP
ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP
ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP
ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP
ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP

กองทัพเมียนมาลั่นมันไม่ใช่รัฐประหาร โบ้ยผู้ประท้วงก่อเหตุรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645520

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 15:12 น.

กองทัพเมียนมาลั่นมันไม่ใช่รัฐประหาร โบ้ยผู้ประท้วงก่อเหตุรุนแรง

เป็นอีกครั้งที่กองทัพเมียนมาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำรัฐประหารและการไล่รัฐบาลมีความชอบธรรมแล้ว

กองทัพของเมียนมาแถลงเมื่อวันอังคารว่าการขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่การทำรัฐประหารโดยกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวมีความชอบธรรมเนื่องจากมีการทุจริตในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนและไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และจะคืนอำนาจหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่

“วัตถุประสงค์ของเราคือจัดการเลือกตั้งและส่งมอบอำนาจให้กับพรรคที่ชนะ” นายพลจัตวา ซอ มิน ตุน โฆษกสภาปกครองกล่าวในการแถลงข่าวครั้งแรกของกองทัพนับตั้งแต่ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์

กองทัพไม่ได้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ แต่ได้กำหนดภาวะฉุกเฉินเป็นเวลาหนึ่งปี และยืนยันว่าจะยึดมั่นในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008

นอกจากนี้ นายพลจัตวา ซอ มิน ตุนโฆษกทหารเมียนมายังกล่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสียชีวิตลงแล้วหลังได้รับบาดเจ็บจาก ‘การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’ ของผู้ชุมนุมประท้วง

โฆษกทหารเมียนมาร์ยังกล่าวว่าการประท้วงกำลังก่อให้เกิดความรุนแรงและมีการกดดันข้าราชการอย่างผิดกฎหมาย ไม่ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมกับการทำอารยะขัดขืนต่อต้านกองทัพ

Photo by STR / AFP

สตาร์ทอัพอินโดไปไกล Traveloka ระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645506

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 14:46 น.สตาร์ทอัพอินโดไปไกล Traveloka ระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐบริษัทสตาร์ทอัพของอินโดนีเซียรายอื่นๆ ก็กำลังไปได้สวยและกำลังมองหาทางระดมทุนเพิ่มเช่นกัน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Traveloka บริษัทสตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากประเทศอินโดนีเซีน กำลังวางแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในสหรัฐในปีนี้เพื่อระดมทุนโดยใช้บริษัท รับซื้อกิจการเปก็นการพิเศษ หรือการทำ SPAC

“SPAC มีประสิทธิภาพมาก” เฟอร์รี อูรนาร์ดี (Ferry Unardi) ซีอีโอของบริษัทกล่าวให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television เมื่อวันอังคาร “ถ้าเราทำได้เร็วขึ้นเราก็สามารถมุ่งเน้นไปที่การดำเนินการและการเติบโตของบริษัทได้” เขากล่าวเสริม Traveloka อาจพิจารณาจดทะเบียนในอินโดนีเซียในภายหลัง

Traveloka เป็นสตาร์ทอัพอินโดนีเซียรายล่าสุดที่กำลังมองหาโอกาสจดทะเบียนในสหรัฐผ่านวิธี SPAC ซึ่งช่วยให้พวกเขาใช้เงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นเพื่อซื้อบริษัทเอกชนแล้วครอบครองบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งนั้น โดยสรุปก็คือการนำ Traveloka เข้าตลาดหุ้นสหรัฐโดยไม่ต้องจดทะเบียนโดยตรงนั่นเอง

สตาร์ทอัพอินโดนีเซียยักษ์ใหญ่อย่าง Gojek และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ PT Tokopedia กำลังสรุปเงื่อนไขการควบรวมกิจการก่อนที่จะจดทะเบียนนิติบุคคลที่รวมกันในกรุงจาการ์ตาและสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ อินโดนีเซียพิจารณาอนุญาตให้ถือหุ้นแบบ Dual-Class สำหรับหุ้น IPO ของยูนิคอร์น

นักลงทุนใหญ่ๆ รวมถึง Expedia Group Inc. , Rocket Internet SE, กองทุนความมั่งคั่งของสิงคโปร์ GIC Pte และ JD.com ของจีน ได้ช่วยเพิ่มมูลค่าของ Traveloka ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยบริษัทมีมูลค่าถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 ตามข้อมูลของ CB Insights

มีรายงานว่า Traveloka ได้ว่าจ้าง JPMorgan Chase & Co. สำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐเพื่อใช้ประโยชน์จากการเติบโตของตลาด IPO ในสหรัฐ อูนาร์ดีกล่าวว่า บริษัทจะพิจารณาตัวเลือกสำหรับการควบรวมกิจการหรือการซื้อกิจการหลังจากเสร็จสิ้นการเสนอขายหุ้น IPO แล้ว

จากผลกระทบของการระบาดของโรคระบาดต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก จึงมีรายงานว่า Traveloka เกือบจะระดมทุนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาโดยมีมูลค่าต่ำกว่าการระดมทุนรอบก่อน นอกจากนี้ยังได้ลดตำแหน่งงานลงนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดซึ่งรวมถึงงานประมาณ 80 ตำแหน่งในสิงคโปร์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่อูนาร์ดีกล่าวว่า Traveloka วางแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมในผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อดึงดูดนักเดินทางมากขึ้น ขณะนี้ธุรกิจท่องเที่ยวของบริษัทกลับมามีกำไรหลังจากการคลายล็อคดาวน์ลงแล้วแต่ยังไม่มากนัก

Photo by Angela Weiss / AFP

ตะวันออกกลางลองของไบเดน อเมริกันโดนถล่มถี่ขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645491

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 13:00 น.ตะวันออกกลางลองของไบเดน อเมริกันโดนถล่มถี่ขึ้นกองกำลังติดอาวุธโจมตีอเมริกันในอิรักรับไบเดนขึ้นผู้นำสหรัฐ

กองกำลังติดอาวุธ Awliyaa al-Dam หรือ Guardians of Blood อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุยิงจรวดโจมตีบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติเออร์บิล ในภูมิภาคเคอร์ดิสถาน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย อีก 1 รายอยู่ในขั้นวิกฤต และมีผู้เสียชีวิต 1 รายซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของสหรัฐ

พันเอกเวย์น มาร็อตโต โฆษกของปฏิบัติการร่วมที่นำโดยกองทัพสหรัฐยืนยันว่าผู้เสียชีวิตไม่ใช่ชาวอิรักแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ขณะที่แอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีดังกล่าวและหาตัวผู้รับผิดชอบ เนื่องจากเชื่อว่ามีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทางการเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานยืนยันว่ามีจรวดหลายลูกเข้าโจมตีเมืองพร้อมเผยว่าหน่วยงานความมั่นคงได้เปิดการสอบสวนโดยละเอียด โดยเรียกร้องให้ประชาชนงดออกจากบ้านจนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป พร้อมส่งกองกำลังรักษาความปลอดภัยประจำการบริเสณท่าอากาศยาน

ด้านประธานาธิบดีบาร์ฮัม ซาลีห์ ของอิรักทวีตประณามการโจมตีดังกล่าวโดยระบุว่าการกระทำของผู้ก่อการร้ายเป็นการกระตุ้นความรุนแรง

ทั้งนี้ สถานที่ทางทหารและการทูตตะวันตกเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายทั้งจรวดและระเบิดหลายสิบลูกนับตั้งแต่ปลายปี 2019 โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่อิรักและต่างชาติเสียชีวิต ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ อิรัก และอิหร่านยิ่งทวีความตึงเครียดตั้งแต่ต้นปี 2020 เมื่อกองทัพสหรัฐลอบสังหารนายพลกัสซิม โซเลมานี

เมื่อวันที่ 21 มกราคมเกิดระเบิดฆ่าตัวตาย 2 ครั้งในตลาดที่ใจกลางกรุงแบกแดด ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 32 คนถือ เป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในรอบ 2 ปี และเป็นการโจมตีเพียง 1 วันหลังจากที่โจ ไบเดน สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

เพียง 1 วันหลังการโจมตี กลุ่ม ISIS ที่ใครๆ คิดว่าสิ้นสภาพไปแล้วอ้างว่าเป็นผู้ลงมือ แต้ข้อมูลนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่

แต่เป็นเรื่องน่าประหลาดที่อิรักไม่ได้อยู่ในวาระสำคัญของนโยบายของโจ ไบเดน ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าการละเลยอิรักของไบเดนถือเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” และปรากฎว่าคำเตือนนี้ดูเหมือนจะเป็นจริงขึ้นมาเรื่อยๆ

Photo by SAFIN HAMED / AFP

มาเลเซียฉีดวัคซีนโควิดอาทิตย์หน้า ปีนี้ฉีดประชาชน 80% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645474

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 10:45 น.มาเลเซียฉีดวัคซีนโควิดอาทิตย์หน้า ปีนี้ฉีดประชาชน 80%นายกรัฐมนตรีเผยจะได้รับวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ล็อตแรก 21 ก.พ. นี้ พร้อมเริ่มฉีดให้ประชาชน 5 วันถัดไป

มุฮ์ยิดดิน ยัซซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเผยว่า มาเลเซียจะได้รับวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ล็อตแรกที่ผลิตโดยไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) ในวันที่ 21 ก.พ. นี้ และจะเริ่มโครงการจัดฉีดวัคซีนในวันที่ 26 ก.พ. โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นคนแรกที่ได้รับวัคซีน

ทั้งนี้มาเลเซียตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด 32 ล้านคนภายในหนึ่งปี โดยรัฐบาลได้สั่งซื้อวัคซีนในปริมาณมากกว่าเป้า ซึ่งนอกจากไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคแล้ว ยังได้ตกลงกับแอสตราเซเนกา (AstraZeneca), สถาบันกามาเลยาของรัสเซียผู้พัฒนาวัคซีนสปุตนิก วี (Sputnik V), ซิโนแวค (Sinovac) และแคนซิโน (CanSino) ของจีน

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่าระยะแรกของโครงการฉีดวัตซีนในช่วงเดือน ก.พ. ถึง เม.ย. จะเริ่มฉีดให้แก่บุคลากรด่านหน้า 500,000 ราย ตามด้วยผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอีก 9.4 ล้านรายที่จะได้รับวัคซีนในช่วงเดือนเม.ย. ถึง ส.ค.

สำหรับระยะสุดท้ายจะฉีดให้แก่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปกว่า 16 ล้านรายโดยจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค. ถึง ก.พ. ปีหน้า นอกจากนี้จะขยายโครงการฉีดวัคซีนให้แก่ชาวต่างชาติทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย

มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากที่มีการแพร่ระบาดระลอกใหม่เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยล่าสุดมีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันในประเทศกว่า 260,000 ราย ซึ่งสูงเป็นอันดับที่สามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 อีก 975 ราย

Photo by Mohd RASFAN / AFP

โลกติดโควิดใกล้แตะ110ล้านคน ผู้เสียชีวิต 2.4 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645466

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 08:58 น.โลกติดโควิดใกล้แตะ110ล้านคน ผู้เสียชีวิต 2.4 ล้านยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกอยู่ที่ 109,451,984 ราย ขณะที่ ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 2,412,843 ราย สหรัฐยังมียอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงสุดในโลก

Worldometer เว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้อยู่ที่ 109,451,984 ราย และยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 2,412,843 ราย

สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงสุดในโลก (28,261,470) รองลงมาคืออินเดีย (10,916,589), บราซิล (9,834,513), รัสเซีย (4,086,090), สหราชอาณาจักร (4,038,078), ฝรั่งเศส (3,465,163), สเปน (3,056,035)

ขณะที่ ประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 2 ล้านราย ได้แก่ อิตาลี ตุรกี เยอรมนี โคลอมเบีย และอาร์เจนตินา

ส่วนประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 ล้านราย ได้แก่ เม็กซิโก โปแลนด์ อิหร่าน แอฟริกาใต้ ยูเครน เปรู อินโดนีเซีย สาธารณรัฐเชค และเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดในโลก (497,174) ตามมาด้วยบราซิล (239,294), เม็กซิโก (174,207), อินเดีย (155,764) และสหราชอาณาจักร (117,166)

เมื่อชาวเมียนมาเรียกหาสหรัฐและแอนตี้จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645440

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 21:06 น.เมื่อชาวเมียนมาเรียกหาสหรัฐและแอนตี้จีนชาวเมียนมากำลังทำให้ประเทศของพวกเขากลายเป็นพื้นที่ชิงอิทธิพลของสหรัฐกับจีน

เมื่อย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของการทำรัฐประหาร ขบวนประท้วงในเมียนมาเริ่มมีการกระจายข่าวลือว่ารัฐบาลจีนอยู่เบื่องหลังการยึดอำนาจของพลเอกมินอ่องหล่าย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ผู้ประท้วงไปชุมนุมกันที่ด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนในนครย่างกุ้ง พากันถือแผ่นป้ายเรียกร้องจีนไม่ให้สนับสนุนกองทัพเมียนมา

การประท้วงมาพร้อมกับข่าวลือสารพัดเกี่ยวกับจีน เช่น การลือกันว่าจีนส่งเจ้าหน้าด้านไอทีที่มาทางเครื่องบิน แต่ทางสถานทูตชี้แจงทางเฟซบุ๊คว่าเป็นเพียงเครื่องบินขนส่งสินค้าตามปกติ แต่ “ชาวเน็ต” เมียนมานอกจากจะไม่เชื่อแล้วยังบอกว่า “โกหก”

จนกระทั่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ความไม่พอใจจีนก็ยังรุนแรงพร้อมๆ กับข่าวลือที่ไม่มีมูลที่แพระกระจายต่อไป เช่น การลือกันว่ามินอ่องหล่ายหนีไปจีนแล้ว

ไม่ใช่แค่จีน แต่รัสเซียยังโดนด้วย มีผู้ประท้วงไปรวมตัวกันที่ด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เรียกร้องไม่ให้รัสเซียร่วมมือกับกองทัพเมียนมา แต่บางคนก็ถือแผ่นป้ายประกาศความเชื่ออย่างชัดเจนว่า “การแทรกแซงของรัสเซีย ออกไป” สะท้อนว่าพวกเขาชื่อว่ารัสเซียหนุนหลังกองทัพเหมือนกับที่จีนโดนข้อหานี้เช่นกัน และผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัสเซียเดินตามรอยสหรัฐที่คว่ำบาตรกองทัพเมียนมาอย่างไม่รอช้า

ข่าวลือและกระแสต่อต้านจีน-รัสเซียไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล เพราะทั้งสองประเทศคัดค้านคำประณามของสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต่อการทำรัฐประหาร และยอมให้สมัชชามีแถลงการณ์ออกมาได้โดยตัดคำว่า “รัฐประหาร” ออกไปให้เหลือแค่การเรียกร้องให้ปลอ่ยอองซานซูจี

ขณะที่กระแสต้านจีน-รัสเซียหนักข้อขึ้น กระแสโปรสหรัฐก็เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นในหมู่ประชาชน ถึงกับเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์มีการยกขบวนไปชุมนุมที่ด้านนอกสถานเอกอักครราชทูตสหรัฐในย่างกุ้ง พวกเขาไม่ได้เรียกร้องให้ “รัฐบาลสหรัฐ” ช่วย แต่ถึงขนาดเรียกร้องให้ “กองทัพสหรัฐ” เข้ามาแทรกแซงกันเลยทีเดียว

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องบินของจีนที่เข้ามายังเมียนมาหลังการรัฐประหารและจีนบอกว่าเป็น “ซีฟู๊ด” (และคนเมียนมาสวนกลับว่า เราไม่เอาซีฟู๊ด เราจะเอาอะแหม่ซู (จี) คืนมา”

ช่วงที่ประเด็นนี้กำลังแรงๆ Mratt Kyaw Thu ผู้สื่อข่าวอิสระชาวเมียนมาโพสต์ในทวิตเตอร์ของเขาว่า “มีเที่ยวบิน 5 เที่ยวจากคุนหมิง ประเทศจีนเดินทางมาถึงย่างกุ้งเมื่อวานนี้ (9 และ 10 กุมภาพันธ์) พยานหลายคนบอกว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิกด้านไอทีจำนวน 3 เครื่อง และเป็น “คาร์โก” อีก 2 เครื่อง”

เราไม่รู้ว่า “คาร์โก” ที่ขนมานั้นคืออะไร แต่ว่าสัปดาห์ต่อมากองทัพเมียนมาเริ่มใช้วิธีการรบแบบไซเบอร์ด้วยการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตช่วงค่ำเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เรื่องนี้อาจยิ่งทำให้คนเมียนมารู้สึกว่าบังเอิญเกินไปและทำให้กระแสต้านจีนยิ่งหนักขึ้น เพราะก่อนหน้านี้คนเมียนมาก็เชื่อกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่าของใน “คาร์โก” อาจเป็นเครื่องตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต

ตราบใดที่จีนไม่มีท่าทีชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการทำรัฐประหาร จีน (รวมถึงรัสเซีย) ก็จะต้องถูกข่าวลือและข้อสงสัยแบบนี้โจมตีไปเรื่อยๆ และผลเสียจะตกอยู่ที่คนจีนในเมียนมาก่อนเป็นกลุ่มแรก

ยิ่งถ้ากองทัพเมียนมาตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงข่าวสารที่ถูกต้องก็จะยิ่งยาก ข่าวลือจะยิ่งแพร่หลาย

มีกรณีหนึ่งซึ่งจีนควรจะดีใจที่สัญญาณเน็ตยังมีอยู่ ก็คือข่าวลือที่แชร์กันว่ามีท่อก๊าซของจีนซ่อนอยู่ในไร่กล้วยของจีนที่รัฐกะฉิ่น ปรากฎว่าชาวเน็ตเมียนมาช่วยกันแก้ไขข่าวที่ถูกต้องว่าไร่กล้วยของจีนไม่มีท่อก๊าซ ไม่เช่นนั้นไร่กล้วยคงพินาศไปแล้ว

จีนอาจจะรู้สึกว่าไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในก็ได้ แต่ก็อาจเป็นอย่างที่คนเมียนมาคิดก็ได้นั่นคือจีนเลือกที่จะไม่แทรกแซงก็เพื่อผลประโยชน์กับรัฐบาลทหาร

“สมมติว่า” รัฐบาลจีน “อาจจะ” ดีดลูกคิดคำนวณแล้วว่าคบกับทหารอาจจะได้ประโยชน์กว่า แต่ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าพลังการต่อต้านของประชาชนเมียนมามีพลังมาก เมื่อพวกเขาจะแบนอะไรก็จะแบนกันจริงจัง เมื่อพวกเขาสามัคคีกันถล่มภัยคุกคาม ต่อให้ทหารมีปืนพวกเขาก็จะสู้ต่อไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1988

หสกจีนหนุนทหารก็เหมือนจีนจ่ายบอลเข้าเท้าสหรัฐไปเต็มๆ

จุดยืนของรัฐบาลไบเดนชัดเจนอยู่แล้วว่ายืนข้างประชาชนเมียนมา ประชาชนเมียนมาบางกลุ่มก็คิดว่าสหรัฐเป็นที่พึ่งของพวกเขา

ต่อให้ไม่ให้เข้าหาสหรัฐ กระแสต้านจีนที่หนักมากในตอนนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สหรัฐพอจะแทรกตัวเข้ามาในสถานการณ์เมียนมาได้

ตอนนี้สื่อบางแห่งจึงชี้ว่าเมียนมาได้กลายเป็นสมรภูมิอำนาจของสหรัฐกับจีนไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว

ศึกครั้งนี้แต่ละฝ่ายน่าจะมีของดีซ่อนอยู่ ในส่วนของสหรัฐเคยมีรายงานเมื่อปี 2013 (โดย Der Spiegel) ว่าสถานเอกอัครราชทูตที่ย่างกุ้งนั้นเป็นหนึ่งในไซต์ที่ CIA และ NSA ใช้สอดแนมโทรศัพท์และเครือข่ายโทรคมนาคมทั่วโลก (ไซต์แบบนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วย) จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าไซต์สอดแนมแบบนี้ยังมีอยู่ที่สหรัฐ?

แต่มันมีความลักลั่นอยู่เรื่องหนึ่งก็คือประเด็นที่รัฐบาลเมียนมาไม่ว่าจะทหารหรือพลเรือนต่างก็ใช้แนวทางที่แข็งกร้าวต่อชาวโรฮิงยา ถึงขั้นที่ถูกประณามจากประชาคมโลก

ดังนั้นต่อให้เมียนมากลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกสหรัฐก็จะอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับเมียนมา เพราะจะช่วยก็ติดเรื่องโรฮิงยาอีก ขณะที่จีนไม่สนใจกรณีโรฮิงยาเอาเลย

อย่าลืมว่าอองซานซูจีแปรสภาพจากแม่พระประชาธิปไตยกลายเป็นตัวร้ายผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนก็เพราะเรื่องโรฮิงยา

สมมติว่าสหรัฐบอกว่าจะช่วยแทรกแซงเพื่อฟื้นประชาธิปไตยให้ชาวเมียนมา แต่ถ้ามีข้อแม้ว่าชาวเมียนมาจะต้องรับชาวโรฮิงยาในฐานะเท่าเทียมกัน เชื่อว่าชาวเมียนมาจำนวนไม่น้อยก็คงไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้

แต่สำหรับสหรัฐแล้วการได้คืบจะเอาศอกในสถานการณ์แบบนี้ย่อมเป็นเรื่องโง่เขลาเกินไป ความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือการดันอิทธิพลจีนให้พ้นจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างที่แอนโทนี บลิงเคนรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเพิ่งจะบอกผ่านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศไปหมาดๆ ก่อนที่เมียนมาจะทำรัฐประหารเพียงไม่กี่วันว่า “ปฏิญาณที่จะยืนเคียงข้างการอ้างสิทธิ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อการเผชิญหน้ากับแรงกดดันของจีน” ซึ่งในกรณีนี้เขาหมายถึงเรื่องพิพาททะเลจีนใต้

แต่มันจะมีข้อยกเว้นหรือไม่? ตอบว่ามี รัฐบาลเดโมแครต (ของโอบามาและที่มีไบเดนเป็นรองประธานาธิบดี) เป็นรัฐบาลที่เข้าหารัฐบาลทหารเมียนมาก่อนในปี 2011 นำโดยฮิลลารี คลินตันที่เดินทางไปพบพลเอกเต็ง เส่ง ผู้นำเมียนมาในขณะนั้นด้วยตนเอง และในปีถัดมาก็ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเมียนมาลง

สมมติอีกครั้งว่าถ้ากองทัพเมียนมาเลือกที่จะเมินสหรัฐและคบจีน จีนก็อาจจะต้องช่วยเหลือกองทัพเมียนมามากขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนและต้านการแทรกแซงของสหรัฐ เพราะเมื่อปี 2013 มีตัวอย่างมากแล้วว่ารัฐบาลสหรัฐให้ทุนองค์กรประชาสังคมในเมียนมาเพื่อกดดันให้รัฐบาลระงับการสร้างเขื่อนมยิตโซนที่กั้นแม่น้ำอิรวดีในรัฐกะฉิ่นซึ่งเป็นโครงการของจีน

ปรากฎว่ารัฐบาลเมียนมาระงับโครงการเมื่อเดือนกันยายน 2011 หรือเพียง 2 เดือนก่อนที่ฮิลลารี คลินตันจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่เยือนเมียนมาครั้งแรกในรอบ 56 ปี แน่นอนว่าเรื่องนี้จะสร้างความไม่พอใจกับจีน และรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาต้องบินไปเคลียร์ที่ปักกิ่ง

มีหลายตัวอย่างที่สะท้อนว่ากองทัพเมียนมาไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งจีนและสหรัฐหรือรัสเซีย การที่กองทัพเมียนมาสนับสนุนโครงการจีนก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขายอมสยบกับจีนหรือมีจีนหนุนหลังการทำรัฐประหาร

การที่มีอาวุธของรัสเซียปรากฎในการทำรัฐประหารก็ไม่ได้หมายความว่ารัสเซียหนุนหลัง และการที่รัสเซียกับจีนไม่ยอมประณามกองทัพเมียนมาแรงๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร เพราะจีนกับรัสเซียก็มีท่าทีแบบนี้กับหลายๆ ประเทศอยู่แล้ว คือไม่โจมตีและคว่ำบาตรเหมือนสหรัฐ และมักบอกแค่ว่า “จับตาและเป็นห่วง”

การที่สหรัฐประณามการทำรัฐประหารก็ไม่ได้หมายความว่าะพวกเขาจะไม่ยอมคบกับกองทัพเมียนมาไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย เพราะเคยมีมาแล้วที่สหรัฐสายเสรีนิยมที่ควรจะเกลียดเผด็จการทหารเข้าใส้กลับคลายมาตรการคว่ำบาตรทหารเมียนมาเสียเอง

บางครั้งดุลอำนาจระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่เหนือจะคาดเดาและเป็นศาสตร์และศิลป์ในการเลือกข้างให้ถูก

เรื่องนี้ไม่ใช่ไกลตัวไทย หากไทยวางตัวไม่ดี แม้ทหารเมียนมาอาจจะพอใจ แต่ประชาชนเมียนมาซึ่งมีมากกว่าจะจดจำเอาไว้ว่าไทยไม่เข้าข้างพวกเขา ในระยะยาวย่อมไม่เป็นผลดี

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by STR / AFP