เฟซบุ๊กบล็อกข่าวออสเตรเลียโต้กฎหมายเก็บค่าข่าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645685

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 11:45 น.เฟซบุ๊กบล็อกข่าวออสเตรเลียโต้กฎหมายเก็บค่าข่าวทั่วโลกช็อกไปตามๆ กันเมื่อเฟซบุ๊กตัดสินใจบล็อกข่าวจากออสเตรเลียทั้งหมด

เฟซบุ๊กประกาศว่าจะปิดกั้นไม่ให้ผู้ใช้ในออสเตรเลียเข้าถึงและแชร์เนื้อหาข่าวจากสำนักข่าวทุกแห่งทั่วโลก และปิดกั้นไม่ให้ผู้ใช้ในประเทศอื่นๆ เข้าถึงเนื้อหาข่าวจากสำนักข่าวออสเตรเลีย

เพื่อตอบโต้การที่รัฐบาลออสเตรเลียผลักดันกฎหมายเก็บค่าข่าว ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและกูเกิลจ่ายค่าเนื้อหาให้แก่สำนักข่าวท้องถิ่นเมื่อนำไปแชร์ต่อบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ส่งผลให้ขณะนี้เพจเฟซบุ๊กของสำนักข่าวออสเตรเลียไม่สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงเพจสำนักงานท้องถิ่นออสตรเลียอื่นๆ อาทิ สำนักงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมอุตุนิยมวิทยาก็ถูกปิดกั้นด้วยเช่นกัน

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดและไม่สมควรอย่างยิ่งพร้อมเรียกร้องให้เฟซบุ๊กรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยด่วน

เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ออสเตรเลียระบุว่าการปิดกั้นดังกล่าวเป็นเหตุการณ์พลิกผันที่น่าตกใจและอันตรายซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนรวมถึงเฟซบุ๊กเองด้วย การตัดขาดการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของคนทั้งประเทศเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

ด้านศาสตราจารย์ทามา ลีฟเวอร์ ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาทางอินเทอร์เน็ตจากมหาวิทยาลัยเคอร์ตินในออสเตรเลียมองว่าไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตามการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารในออสเตรเลียเป็นความคิดที่แย่มากในช่วงที่เกิดไฟป่าและการแพร่ระบาดของโควิด-19

สิ่งที่ไทยแพ้เวียดนามคือความเป็น “ชาตินิยม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645650

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 21:32 น.สิ่งที่ไทยแพ้เวียดนามคือความเป็น "ชาตินิยม"คนไทย “บางคน” ชอบเปรียบไทยกับเวียดนามทั้งๆ ยังต่างชาติกัน แต่มีเรื่องหนึ่งที่เวียดนามเหนือชั้นกว่าไทย

เวียดนามไม่ถือเป็นประเทศระดับเดียวกับไทยในแง่ของรายได้ แต่เวียดนามมักจะถูกขึ้นมาเปรียบกับไทยหลายๆ เรื่องๆ ทั้งโดยคนไทยเองและคนเวียดนาม (สามารถส่องดูได้ตามโซเชียลมีเดียเช่น Facebook หรือ YouTube) ซึ่งเป็นการเปรียบที่ไม่ได้ลึกซึ้งหรือมีชั้นเชิงอะไร

ในแง่ของรายได้และระดับการพัฒนาแล้วไทยอยู่ในระดับที่พยายามจะให้หลุดจากกับดักประเทศปานกลางรายได้สูง หลุดจากนี้ไปได้ไทยจะกลายเป็นประเทศรายได้สูงหรือประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งไทยมีเพื่อนอีกประเทศที่พยายามมานานแต่ไม่สำเร็จสักที คือมาเลเซีย

ดังนั้นถ้าจะเปรียบมวยแล้ว ควรเปรียบไทยกับมาเลเซียเพราะเป็นรุ่นเดียวกัน การเปรียบกับเวียดนามเป็นการวัดมวยคนละรุ่น ยากที่จะสมเหตุสมผล

แต่มีบางเรื่องที่เวียดนามได้เปรียบกว่าไทย อย่างเช่นมีประชากรคนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมากซึ่งจะเป็นพลังในการผลิตและใช้จ่าย ส่วนไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงวัยที่มีกำลังการผลิตน้อยและคนใช้จ่ายน้อย หากไม่แก้จุดนี้ไทยจะเจริญแบบฮวบๆ แน่นอน

กับปัญหาจุดนี้ถึงแม้ว่าไทยจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเน้นกำลังซื้อภายในประเทศ แต่ถ้าคนในประเทศส่วนใหญ่เป็นคนชราที่ปลดเกษียณ กำลังซื้อก็จะชราภาพไปด้วย ธนาคารโลกเพิ่งจะเตือนว่า “ประชากรที่สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศไทย หมายความว่าส่วนแบ่งของวัยทำงานในกลุ่มประชากรจะลดลง หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เรื่องนี้จะลดการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของ GDP ต่อหัวลง 0.86% ในปี 2020”

เทียบกับเวียดนาม จากรายงานสำมะโนประชากรปี 2019 พบว่า 55.5% ของประชากรมีอายุต่ำว่า 3 ปี ธนาคารโลกเตือนว่าเวียดนามกำลังเป็นสังคมคนชราอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่โชคยังดีที่ชนชั้นกลางที่ตอนนี้มีแค่ 13% จะกลายเป็น 26% ภายในปี 2026

เวียดนามไม่ได้มีแค่พลังของคนหนุ่มสาว แต่คนหนุ่มสาวยังมีพลังภายในคือความรู้สึกชาตินิยมที่หล่อหลอมตังแต่ชั้นเรียนไปจนถึงค่านิยมในสังคม

จะขอยกนิยามชาตินิยมเวียดนามที่นิยมไว้โดย Binh Le นักธุรกิจหนุ่มชาวเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ที่เขียนบทความแสดงความเห็นใน Nikkei Asia เขาบอกว่าในเวียดนามชาตินิยมเป็นความเชื่ออย่างถึงที่สุดในเอกลักษณ์ประจำชาติที่ถูกหล่อหลอมมาหลายพันปีเพื่อปกป้องมาตุภูมิจากผู้รุกรานที่ไร้ความปรานี “คุณจะไม่ภาคภูมิใจได้อย่างไรในเมื่อบทเรียนประวัติศาสตร์ทั้งหมดของคุณสอนให้คุณรู้ว่าประเทศเล็กๆ ของคุณเอาชนะผู้รุกรานทุกคนได้เสมอซึ่งมักจะมาจากกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกในเวลานั้นรวมถึง จีน, มองโกเลีย, ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา”

เขาบอกว่าเพราะความเชื่อแบบนี้คนเวียดนามจึงคิดว่าอะไรก็ตามที่เป็นการรับใช้ผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ขณะที่ในประเทศไทย ถึงแม้ว่าคนไทยทุกคนจะรักชาติเหมือนกันทุกคน (ด้วยวิถีที่แตกต่างกันออกไป) แต่เราไม่เหมือนคนเวียดนามที่รักชาติแบบ “เชื่อมั่นอย่างถึงที่สุด” และหลายกรณีคนไทยบางคนตั้งแง่กับประเทศตัวเองเพราะความรู้สึกสิ้นหวังหรือไม่รู้จะระบายความโกรธกับใครก็มาลงกับประเทศชาติของตัวเอง จนกลายเป็นที่มาของคำที่ใช้โจมตีกันว่า “ชังชาติ”

ดูเหมือนว่าคนไทยได้สูญเสียความ “เชื่อมั่นอย่างถึงที่สุด” ต่อประเทศตัวเองไปแล้ว ความเป็นชาตินิยมของเราจึงไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสามัคคีที่ขาดแคลนอย่างยิ่งโดยเฉพาะนับตั้งแต่เราเริ่มต้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองยาวนานเกือบจะ 2 ทศวรรษแล้ว

ดังนั้นจึงไม่มีรัฐบาลไทยชุดไหนที่จะทำให้คนไทยสามัคคีกันได้สำเร็จ (และนับวันความแตกแยกยิ่งชัดเจน) บางรัฐบาลพยายามส่งเสริมชาตินิยมไทย แต่ก็ส่งเสริมกันด้วยวิธีการที่ล้าสมัยและทำให้คนที่ชิงชังรัฐบาลนั้นพลอยชิงชังประเทศตัวเองไปด้วย

ตรงกันข้ามกับรัฐบาลเวียดนามที่ใช้ชาตินิยมให้เป็นประโยชน์กับตัวเองอยู่เนืองๆ แม้แต่ในตอนนี้

ในช่วงที่มีการระบาดเวียดนามประโคมแนวคิดชาตินิยมอย่างหนักหน่วงผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย โดยใช้โวหารชาตินิยมที่กระตุ้นให้รักชาติและรักตัวเองในฐานะพลเมือง เช่น การณรงค์ให้เว้นระยะ เวียดนามมีแคมเปญว่า “ถ้าคุณรักประเทศของคุณและรักพี่น้องร่วมชาติของคุณ ก็โปรดอยู่ในที่ของคุณ”

คีย์เวิร์ดอยู่ที่ “รักประเทศ” และ “เพื่อนร่วมชาติ” สองคำนี้กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกผูกพันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับว่ากำลังต่อสู้ในสมรภูมิเดียวกัน

ข้อมูลเหล่านี้นำมาจากบทความของ Lena Le แห่ง Vietnam National University Hanoi ผู้เขียนบทความเรื่อง “ความเป็นชาตินิยม วีรบุรุษนิยม และสื่อในการทำสงครามกับโควิด-19 ของเวียดนาม” ผู้เขียนกล่าวว่า “ความเป็นชาตินิยม วีรบุรุษนิยมและโซเชียลมีเดียของรัฐบาล ช่วยให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมเร่งกระบวนการติดตามการติดต่อและจำกัดการปิดกั้นพื้นที่ที่สงสัยว่าจะมีการระบาด การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันทางสังคมของสาธารณชนทำให้การแพร่กระจายของชุมชนลดลง”

นอกจากนี้เวียดนามใช้สื่อของตัวเองประโคมข่าวความสำเร็จเรื่องการรักษาชาวต่างชาติแบบทุ่มสุดตัว ผลของมันเริ่มชัดขึ้นหากสำรวจในโซเชียลมีเดียจะพบว่าชาวต่างชาติมีความหวังที่สดใสกับเวียดนามจนอยากจะย้ายมาทำงานที่นี่หากหมดวิกฤตโควิด-19 แล้ว

เวียดนามลงทุนนิดหน่อย พอมีความสำเร็จแล้ว โลกได้เห็นเวียดนามที่สามารถควบคุมโควิด-19 สื่อทั่วโลกช่วยประโคมให้ฟรีๆ โดยที่รัฐบาลเวียดนามไม่ต้องเสียเงินสักด่อง มันช่วยให้เวียดนามเป็นที่สนใจของนักลงทุนขึ้นมามากมาย แน่นอนว่าเมื่อประเทศแล้วใครๆ ก็อยากจะมาที่นี่ก็เพราะเชื่อว่ามาแล้วจะปลอดภัย

ขณะที่ไทยได้รับคำชมเช่นกันแต่ในวงจำกัด สะท้อนถึงความล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์ตัวเองของรัฐบาล ที่ไม่ได้เตรียมการ “สร้างภาพ” เอาไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ

ส่วนพี่น้องคนไทยไม่ชาตินิยมบางคนยังเยาะเย้ยชาตินิยมว่าล้าหลัง ทั้งๆ ที่ชาตินิยมกำลังสร้างเวียดนาม (รวมถึงจีน) ให้แแข็งแกร่งขึ้นมา

ชื่อของแคมเปญควบคุมโควิด-19 ของรัฐบาลไทย เช่น ไทยชนะอีกและอะไรชนะๆ อีกมากมาย สะท้อนถึงแนวคิดชาตินิยมเช่นกัน แต่ “นักวิจารณ์” ในบ้านเราไม่ชอบและบางคนตำหนิว่าการเรียกบุคคลากรแพทย์ว่า “นักรบเสื้อกาวน์/นักรบชุดขาว” เป็นความหามกมุ่นเรื่องสงครามและการเอาชนะเสียอย่างนั้น!

รัฐบาลยังถูกเยาะเย้ยเมื่อรัฐบาลจะจัดงบประมาณ 30 ล้านบาทเพื่อทำหนังรักชาติ สำหรับคนที่นิยมรัฐบาลเมื่อได้ยินแล้วรู้สึกพอใจ แต่คนที่ชังรัฐบาลได้ยินแล้วพลอยไม่อยากจะรักชาติไปด้วย และบอกว่าควรเอาเงินไปใช้อะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้

ความคิดส่งเสริมชาตินิยมถือว่า “โอเค” แต่วิธีการของรัฐบาล “ผิด” เพราะไม่ดูตาม้าตาเรือว่าคนไทยจำนวนมากไม่ชอบรัฐบาลด้วยและหงุดหงิดกับการถูกบังคับให้รักประเทศตัวเองจากรัฐบาลที่พวกเขาไม่พอใจ

คนไทยไม่เหมือนเวียดนามที่สั่งหันซ้ายหันขวาได้ คนไทยรักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด สมกับคำกล่าวว่า “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้”

หากจะทำก็ควรทำอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่คนมาเลเซียภูมิอกภูมิใจกับภาพยนต์ที่กระตุ้นความรักชาติโดยไม่ต้องบังคับโดยรัฐบาล เช่น เรื่อง Paskal ว่าด้วยกองทัพเรือมาเลซียเมื่อปี 2018 แต่มาดังอีกครั้งเมื่อฉายทาง Netflix เมื่อ 2 ปีที่แล้วปลุกกระแสความรักชาติของคนมาเลเซียให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

Paskal มีการนำเรือดำน้ำที่มาเลเซียเพิ่งซื้อมาเข้าฉากด้วย ขณะที่ไทยยังเถียงกันไม่ตกว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อเรือดำน้ำดี

ในเวลานี้ ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นแค่สังคมคนชราที่กำลังลดน้อยถอยลงเท่านั้น แต่เรากำลังเป็นสังคมที่คนไม่นิยมชมชอบประเทศตัวเองอย่างหนักหน่วง ทำให้เสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

เหมือนประเทศกำลังหมดสิ้นพลังของคนหนุ่มสาว ขณะเดียวกันก็ไร้พลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันที่จะพุ่งไปข้างหน้า เป็นประเทศที่อ่อนแอทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ในเวลาที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น เวียดนามเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติครั้งที่ 13 เพื่อคัดเลือกผู้นำประเทศคนใหม่ ในระหว่างการประชุม “เหงียน ฟู้ จ่อง” ประธานาธิบดีคนที่ 9 ของประเทศเวียดนามและเป็นเลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามกล่าวว่า “โลกาภิวัตน์และการรวมกลุ่มทั่วโลกกำลังดำเนินไปอย่างถูกต้อง แต่ก็พบกับการขยายตัวของชาตินิยมสุดขั้วการแข่งขันเชิงกลยุทธ์และสงครามการค้า”

เป็นเรื่องที่ฟังดูแปลกพิลึกที่ผู้นำเวียดนามพูดถึง “การขยายตัวของชาตินิยมสุดขั้ว” ทั้งๆ ที่รัฐบาลเวียดนามส่งเสริมชาตินิยมมากโดยตลอด

แต่เหงียน ฟู้ จ่องพูดถูก เพราะชาตินิยมที่พอดีสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนประเทศได้ แต่ถ้ามันสุดโต่งเกินไปมันจะทำให้คนในประเทศหลงตัวเองอย่างบ้าคลั่งและเหยียดประเทศอื่น ในทางเศรษฐกิจมันจะทำให้ปิดตัวเองจากโลกาภิวัฒน์ ซึ่งเวียดนามก็เหมือนกับไทยที่ต้องการเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ไม่ใช่การกีดกันทางการค้า

แม้แต่คนธรรมดาสามัญอย่าง Binh Le นักธุรกิจหนุ่มชาวเวียดนามผู้ที่เขียน Nikkei Asia ยังสามารถแยกได้ว่าชาตินิยมของเวียดนามนั้นเป็นชาตินิยมที่เป็นคุณ ไม่เหมือนชาตินิยมตะวันตกที่มองชาติอื่นต่ำกว่าและแสวงหาประโยชน์บทความย่อยยับของคนอื่น

พวกเขารักชาติและทำเพื่อชาติก็เพราะในประวัติศาสตร์นับพันปีคนเวียดนามต้องพบกับการรุกรานจากมหาอำนาจอยู่เสมอ ทุกวันนี้พวกเขาก็ยังรู้สึกถึงการคุกคามจากจีน ทำให้ยิ่งต้องรักชาติและทำเพื่อชาติ ต้องเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาเทคโนโลยี และทำประเทศให้ดูเสน่ห์น่าลงทุน

แน่นอนว่าการสร้างภาพของรัฐบาลเวียดนามจะหมายถึงการกดขี่สิทธิมนุษยชาติและปิดปากเสียงวิจารณ์รัฐบาลด้วยการโยนเข้าคุก ซึ่งคนไทยหลายคนเวลาชมเวียดนามจะลืมนึกถึงเรื่องนี้

หันมาดูที่เมืองไทยที่เปิดโอกาสให้วิจารณ์กิจการบ้านเมืองอย่างเสรี แต่ไทยไม่เคยมีแรงกดดันจากภายนอก เรามีแต่ความขัดแย้งภายในที่บ่อนทำลายเราเอง ไม่มีชาตินิยม ไม่มีความสมานฉันท์ ถ้าประเทศไทยยังเดินอยู่บนเส้นทางนี้ อนาคตของเราคงมีแต่ความมืดมน

ไม่เพียงเท่านั้นในประเทศไทยดูเหมือนคำว่า “ชาตินิยม” จะเป็นของแสลงของหลายๆ คน เพราะคิดไปว่ามันคือตัวการความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยไม่ทันคิดว่ามันมีชาตินิยมที่ผลักดันประเทศให้ก้าวหน้าโดยไม่ต้องเหยียดประเทศอื่นได้เหมือนกัน

และการเป็นชาตินิยมไม่ได้หมายความว่าเราจะตั้งคำถามกับประเทศชาติตัวเองไม่ได้ มันจะยิ่งดีถ้าเราวิพากษ์ประเทศตัวเองเพื่อสร้างสิ่งที่ดีขึ้นมา และทบทวนตัวเองว่าความรัชาติของเราทำให้เราหลงตัวเองและทำร้ายคนอื่นหรือไม่ หรือที่เรียกว่า “พวกคลั่งชาติ”

ถ้าเราไม่นิยมประเทศเอง เราจะไปแข่งกับใครได้? ประสาอะไรกับการชอบเปรียบเทียบไทยกับเวียดนามโดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วอะไรที่เราขาดแคลน แต่พวกเขามีมันอย่างเต็มเปี่ยม

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

มนต์ขลัง ‘สักยันต์ไทย’ ต่างชาติแนะนำต้องทำเมื่อมาเที่ยวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645640

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.มนต์ขลัง 'สักยันต์ไทย' ต่างชาติแนะนำต้องทำเมื่อมาเที่ยวไทยไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังนิยมสักยันต์ไทย จนเป็นหนึ่งกิจกรรมห้ามพลาดเมื่อมาเยือนประเทศไทย

นับตั้งแต่นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ โชว์รอยสักยันต์ห้าแถวบริเวณไหล่ด้านซ้ายที่สักจากไทยเมื่อ 18 ปีที่แล้ว การสักยันต์ของไทยก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกมุมโลก จนถึงปัจจุบันนี้กระแส “ยันต์ไทย” ก็ยังไม่เสื่อมคลายในกลุ่มชาวต่างชาติ จนถึงขั้นมีเอเจนซี่พานักท่องเที่ยวต่างชาติไปสักยันต์กับสำนักดังๆ เลยทีเดียว

อย่างเช่น อีวา ซู เบ็ค ยูทูบเบอร์ด้านการเดินทางท่องเที่ยวชาวโปแลนด์ที่มีผู้ติดตามกว่า 897,000 คน ที่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องการสักยันต์ของไทย จนเธอตัดสินใจเปิดประสบการณ์การสักยันต์ด้วยตัวเองด้วยความหวังว่าจะช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นและสามารถรับมือกับความกดดันในการเป็นยูทูบเบอร์ของเธอ รวมทั้งช่วยปกป้องตัวเธอด้วย

อีวา ซู เบ็คติดต่อเอเจนซี่ให้พาเธอไปยังสำนักสักยันต์อาจารย์เหน่งย่านอ่อนนุช เธอเผยว่าระหว่างที่สวดมนตร์ก่อนเริ่มสักยันต์เธอรู้สึกเหมือนตัวลอยๆ ขึ้นมาจากพื้น และยังเล่าว่าแต่ละสำนักจะมีกฎที่ควรปฏิบัติและข้อห้ามที่ผู้สักยันต์ต้องทำตามแตกต่างกันไป

ข้อห้ามของสำนักนี้ระบุว่า ห้ามด่าทอหรือพูดจาหยาบคายกับพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณ ห้ามใช้ยาเสพติด ห้ามผิดเมียคนอื่น ต้องเดินกลับมาไหว้ครูประจำปี ห้ามกินสัตว์เลื้อยคลาน สุนัข อาหารในงานศพ หรือของเหลือจากคนอื่น (ยกเว้นจากคนในครอบครัว) ห้ามให้คนอื่นเหยียบศีรษะ เป็นต้น

อีวา ซู เบ็ค เผยว่า เธอเชื่อว่าอำนาจของยันต์จะอยู่กับตัวคนสัก ทั้งในหัวใจ ในจิตวิญญาณ เพราะการสักยันต์ก็เหมือนกับการลงนามในสัญญากับจักรวาล และสำหรับตัวเธอหลังจากสักยันต์แล้วเหมือนเป็นการปฏิญาณตัวว่าจะคิดดี พูดดี ทำดี

ใต้คลิปของเธอมีสมาชิกยูทูบคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Andy Smith คอมเม้นต์ว่า “ผมสักยันต์ที่เชียงใหม่ ผมอธิบายได้แค่ว่าอานุภาพของยันต์เหมือนการโอบกอดที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมรู้สึกกว่ายันต์ช่วยและปกป้องผม”

นอกจาก อีวา ซู เบ็ค แล้ว ล่าสุดเว็บไซต์ท่องเที่ยว Luxury Travel Magazine ยังแนะนำให้การสักยันต์กับอาจารย์เหน่งเป็น 1 ใน 8 กิจกรรมที่ห้ามพลาดเมื่อเดินทางมาเยือนประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจการสักยันต์ของไทยอีกหลายคน อาทิ แดนและเคซีย์ ซีมาสโก สองสามีภรรยา เจ้าของบล็อกการท่องเที่ยว A Cruising Couple ที่เขียนอธิบายที่มาที่ไป ขั้นตอนต่างๆ และรีวิวการสักยันต์ไว้อย่างละเอียดยิบ

สำนักสักยันต์อาจารย์เหน่ง หนึ่งในสำนักที่โด่งดังในแวดวงชาวต่างชาติ โดยช่วงสถานการณ์ปกติลูกค้าที่มาสักยันต์กับอาจารย์เป็นชาวต่างชาติถึง 90% ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวอเมริกันและยุโรป หรือคิดคร่าวๆ ก็ตกปีละหลายพันคนเลยทีเดียว ขณะที่อีก 10% เป็นลูกค้าชาวไทยและจีน

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์เหน่งซึ่งอาจารย์เผยว่าลูกค้าชาวต่างชาติส่วนมากมาจากการรีวิวบอกเล่าปากต่อปาก เนื่องจากมีสื่อต่างชาติหลายสำนักรวมถึงบล็อกเกอร์และเซเลบดาราชื่อดังจากต่างประเทศหลายคนมาสักกับอาจารย์และนำไปบอกต่อ อาทิ เจสซี แบรดฟอร์ดไรอัน ฟิลลิปเป้นิตยสารฟอร์บส์ลอสแอนเจลิสไทมส์สำนักข่าวอัลจาซีรา และสำนักข่าวเอเอฟพี เป็นต้น

เป็นที่ทราบกันดีว่าการสักยันต์ต้องมาคู่กับคาถาและความเชื่อ ซึ่งชาวต่างชาติหลายคนอาจไม่เข้าใจจึงต้องมีวิธีพูดและอธิบายถึงความหมายที่มาที่ไป พร้อมเลือกยันต์ให้ตรงกับความชอบและความต้องการของลูกค้า ว่าอยากแก้ปัญหาอะไร อยากส่งเสริมในด้านไหน ซึ่งอาจารย์เหน่งเล่าว่าลูกค้าต่างชาติก็มักโอเคกับลายที่เลือกให้เพราะพวกเขาชื่นชอบยันต์ของไทยทั้งหมดอยู่แล้ว

โดยลายสักยันต์ยอดนิยมคือยันต์เก้ายอด หรือนวหรคุณ ซึ่งแปลว่าพระพุทธคุณทั้ง 9 มีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองจากภัยอันตราย จิตใจเข้มแข็ง และเลข 9 ยังพ้องเสียงกับคำว่าก้าว หรือก้าวหน้าอีกด้วย

อาจารย์เหน่งเผยว่าโดยส่วนใหญ่แล้วลูกค้าชาวต่างชาติที่ได้มาสักยันต์มักชื่นชอบและติดใจจนต้องมาสักเพิ่มเป็นครั้งต่อๆ ไป และชาวต่างชาติบางคนจองคิวข้ามปีเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งของลูกค้าที่ได้สักยันต์ไปแล้วก็เชื่อว่าช่วยให้ชีวิตดีขึ้น มีกำลังใจในการพัฒนาตัวเอง คุ้มครองยามเกิดอุบัติเหตุ หรือช่วยให้เจรจาธุรกิจสำเร็จลุล่วงด้วยดี

แม้ว่าการสักยันต์จะมีข้อห้ามและข้อปฏิบัติเฉพาะแต่ลูกค้าชาวต่างชาติก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ก็มักจะถามถึงเหตุผลที่มาที่ไปซึ่งก็ต้องมีวิธีการอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ

ด้วยความที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติอาจารย์เหน่งและสำนักสักยันต์ไทยส่วนหนึ่งต้องเตรียมความพร้อมด้วยการมีล่ามแปลภาษา ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมและกระจายรายได้ด้วย

แม้ว่าชาวต่างชาติส่วนหนึ่งอาจมองเป็นเรื่องแฟชั่น แต่ก็มีหลายคนที่หลงใหลและเชื่อว่าเป็นมากกว่าความสวยงามและแฟชั่น พวกเขามองว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มจิตใจ อย่างไรก็ดีการสักยันต์ลงบนร่างกายก็ต้องคำนึงถึงความสวยงามเหมาะสม รับกับส่วนต่างๆ บนร่างกายเช่นกัน ซึ่งอาจารย์ก็จะดีไซน์ให้ด้วย อย่างเช่นการสักบนหัวไหล่ก็จะเป็นลายลักษณะกลม หรือบริเวณคอก็เป็นสามเหลี่ยม เป็นต้น

แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ลูกค้าชาวต่างชาติหายไป 100% พวกเขาไม่สามารถเดินทางมาสักกับอาจารย์เหน่งได้แต่ก็ยังคงส่งข้อความมาหาอยู่เสมอว่าคิดถึงและอยากจะกลับมาสักมากๆ ขณะที่บรรดาล่ามก็ต้องหันไปทำอาชีพอื่นแทน

อาจารย์เหน่งทิ้งท้ายว่ายันต์นั้นมีคุณค่าทางจิตใจ เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา ช่วยสร้างกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไปในทางที่ดี ชาวต่างชาติจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพราะพวกเขาชื่นชอบและเห็นคุณค่าวัฒนธรรมของไทย เพราะฉะนั้นชาวไทยต้องไม่อาย ไม่มองว่าเป็นเรื่องงมงาย ต้องมั่นใจและเชื่อมั่นในวัฒนธรรมของเรา ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาเพื่อสร้างรายได้สู่ประเทศไทย

Clubhouse ดังได้ไม่ทันไร ใกล้จะโดนสกัดดาวรุ่งซะแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645646

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 19:00 น.Clubhouse ดังได้ไม่ทันไร ใกล้จะโดนสกัดดาวรุ่งซะแล้วบางประเทศเริ่มมีท่าทีว่าจะแบน Clubhouse แอปพลิเคชันสุดฮิตในขณะนี้

วันนี้ (17 ก.พ.) Dedy Permadi โฆษกกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารของอินโดนีเซียเผยว่าแอปพลิเคชัน Clubhouse ยังไม่ได้ลงทะเบียนกับหน่วยงานในอินโดนีเซีย และอาจถูกแบนหากยังไม่ปฏิบัติตามกฎ

โดยกฎระเบียบของอินโดนีเซียบังคับให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีใดๆ ต้องลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic System Operator : PSE) ในการขออนุญาตดำเนินการ

ข้อกำหนดนี้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 5/2020 ซึ่งขอให้ผู้ให้บริการดิจิทัลยื่นเรื่องต่อกระทรวงก่อนที่จะเริ่มดำเนินการในอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ มีหลายแอปพลิเคชันที่ถูกบล็อกโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย อาทิ TikTok, Reddit และ Tumblr โดยให้เหตุผลว่านำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

ขณะที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ก็ออกมาเตือนในวันเดียวกันว่าหากกลุ่มบุคคลใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวในการแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลที่เข้าข่ายบิดเบือน สร้างความเสียหาย และละเมิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินการตามกฎหมายทันทีเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ

อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการกล่าวถึงว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาบล็อกแอปพลิเคชันดังกล่าวหรือไม่

นอกจากนี้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Clubhouse ก็ถูกบล็อกในประเทศจีน โดยชาวจีนไม่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันดังกล่าวได้หลังมีการเปิดห้องสนทนาพูดคุยกันในประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไต้หวัน และเรื่องค่ายกักกันในซินเจียง

Photo by Handout / AFP

นักวิทย์รัสเซียเตรียมปลุกชีพไวรัสจากซากสัตว์แช่แข็งอายุ 5 หมื่นปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645617

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 17:30 น.นักวิทย์รัสเซียเตรียมปลุกชีพไวรัสจากซากสัตว์แช่แข็งอายุ 5 หมื่นปีทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซียสกัดเชื้อไวรัสยุคก่อนประวัติศาสตร์จากซากสัตว์อายุ 50,000 ปีที่แช่แข็งอยู่ใต้ชั้นดินแข็งออกมาศึกษา

ทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซียภายใต้ความร่วมมือของศูนย์วิจัยไวรัสวิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพเวคเตอร์ และมหาวิทยาลัย North-Eastern Federal ในเมืองยาคุตสก์ ลงมือสกัดเชื้อไวรัสยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ในซากสัตว์อายุราว 50,000 ปีที่ถูกแช่แข็งอยู่ใต้ชั้นดินเยือกแข็ง หรือ permafrost เพื่อระบุตัวไวรัสดึกดำบรรพ์และศึกษาวิวัฒนาการของไวรัส

เบื้องต้นนักวิทยาศาสตร์ลงมือวิเคราะห์เนื้อเยื่ออ่อนที่สกัดมาจากซากม้าดึกดำบรรพ์ที่คาดว่ามีอายุราว 4,500 ปี ซึ่งถูกพบเมื่อปี 2009 ที่สาธารณรัฐยาคูเตียในภูมิภาคไซบีเรียของรัสเซีย

นอกจากนี้ จะศึกษาไวรัสจากซากแมมอธ กวางเอลค์ สุนัข นก กระต่าย และสัตว์ดึกดำบรรพ์อื่นๆ ซึ่งซากที่มีอายุมากที่สุดอายุถึง 50,000 ปี

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญเคยเตือนว่า การขุดย้อนกลับไปยังอดีตอาจมีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสโบราณจะหลุดออกมาก่อโรค

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยไวรัสวิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพเวคเตอร์เคยถูกใช้เป็นที่วิจัยไวรัสชีวภาพในสมัยสหภาพโซเวียต โดยปัจจุบันศูนย์วิจัยแห่งนี้เป็นผู้พัฒนาวัคซีนต้าน Covid-19 ที่ชื่อว่า EpiVacCorona ของรัสเซียซึ่งมีแผนจะผลิตสู่ท้องตลาดเร็วๆ นี้

Photo by Handout / North-Eastern Federal University in Yakutsk / AFP

อะไรที่ทำให้ Bitcoin ทะลุ 50,000 และยังพุ่งไม่หยุดแล้วมันยั่งยืนไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645628

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 16:02 น.อะไรที่ทำให้ Bitcoin ทะลุ 50,000 และยังพุ่งไม่หยุดแล้วมันยั่งยืนไหม?แนวโน้มของสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะเสถียรหรือไม่ หรือว่าจะร้อนสุดๆ แล้วดับลงมาอย่างรวดเร็ว?

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์มูลค่าของ Bitcoin ทะลุเพดาน 50,000 เหรียญสหรัฐในที่สุดและวันต่อมามันยังพุ่งขึ้นไม่หยุดอีกจนกระทั่งในระหว่างวันมูลค่าของมันยังไหลขึ้นไปอีกถึง 51,259 เหรียญสหรัฐหรือเพิ่มขึ้น 4.2%

ก่อนหน้านี้ Bitcoin ราคาตกลงมาเล็น้อยก่อนที่ทะยานขึ้นมาทีเดียวจนถึง 51,000 เหรียญฯ อะไรที่เป็นสาเหตุให้มันมาแรงได้ถึงขนาดนี้?

สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนกระแสหลักมากขึ้นโดยเฉพาะหลังจากการซื้อ Bitcoin มูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐโดย Tesla Inc. เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์บวกกับการแพลมท่าทีของเอลอน มัสก์เกี่ยวกับควาฒโปรดปรานของเขาต่อ Bitcoin ที่มีอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในบริษัทกระแสหลักที่ตามกระแส Bitcoin คือ MicroStrategy Inc. บริษัทข้อมูลด้านธุรกิจชั้นนำที่กล่าวเมื่อวันอังคารว่าจะขายหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 600 ล้านเหรียญสหรัญและใช้เงินที่ได้มาไปซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม

แต่ Jeffrey Halley เจฟฟรีย์ ฮัลลีย์ นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ Oanda Asia Pacific Pte ระบุในบทความแสดงความเห็นกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า ท่าทีของบริษัท MicroStrategy ที่มีต่อ Bitcoin เป็นสัญญาณเตือนว่าโลของเงินคริปโตฯ เริ่มที่จะเกินที่จะควบคุมไปเรื่อยๆ

นักลงทุนคนอื่นเห็นต่างออกไป เช่น นิโคลาส เพเลคานอส หัวหน้าฝ่ายการค้าของ NEM กล่าวว่า มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ Bitcoin พุ่งสูงขึ้น แต่สาเหตุที่โดดเด่นที่สุดคือแนวโน้มที่ MicroStrategy เริ่มต้นขึ้นและการที่ Tesla ทำให้มันได้รับความสนใจในหมู่มวลชนนั่นคือการย้ายงบดุลของสถาบันไปยัง Bitcoin เพื่อป้องกันความเสียหายจากอัตราเงินเฟ้อที่

น้ำเสียงที่แสดงความกังวลต่อความร้อนแรงของ Bitcoin ยังมาจาก นิโคลาส ปานิเกอร์ตซอกลู นักนักยุทธศาสตร์ของ JPMorgan Chase & Co. ที่บอกว่า

ความผันผวนของ Bitcoin จำเป็นต้องผ่อนคลายลงเพื่อป้องกันไม่ให้การเพิ่มขึ้นของโทเค็นมอดลงตาม JPMorgan Chase & Co. ควรที่จะต้องผ่อนปรนความผันผวนของ Bitcoin ก่อนที่มันจะอ่อนแรงลง

เขาบอกว่า หากการแกว่งของมูลค่าของมันไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อมองจากราคาปัจจุบันของ Bitcoin แล้วมันดูไม่ยั่งยืน

JPMorgan กล่าวว่ามูลค่าตลาดของ Bitcoin เพิ่มขึ้นประมาณ 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการไหลเข้าของสถาบันเพียงประมาณ 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นักยุทธศาสตร์ของ JPMorgan บอกว่าว่าอุปทานที่จำกัดของ Bitcoin และอุปสงค์ของนักลงทุนรายย่อยอาจทำให้ราคาสูงขึ้น

“การเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากกระแสการเก็งกำไรมากขึ้น” ทีมงานของ JPMorgan กล่าว

Photo by KAREN BLEIER / AFP

จำคุกนักเคลื่อนไหวสิงคโปร์ จัดม็อบเล็กๆ ประท้วงรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645611

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 14:30 น.จำคุกนักเคลื่อนไหวสิงคโปร์ จัดม็อบเล็กๆ ประท้วงรัฐบาลศาลสิงคโปร์ตัดสินจำคุกโจโลแวน แวม หลังจัดม็อบบนขบวนรถไฟใต้ดิน

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมาศาลสิงคโปร์จำคุกโจโลแวน แวม วัย 40 ปี หลังรับสารภาพว่าจัดประท้วงเล็กๆ บนรถไฟใต้ดินเมื่อเดือนมิถุนายน 2017 เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่กลุ่มคน 22 คนที่ถูกจับกุมในปี 1987 ภายใต้กฎหมายโทษร้ายแรงซึ่งอนุญาตให้กักขังได้โดยไม่ต้องพิจารณาคดี

นอกจากนี้ประท้วงโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วแวมยังถูกตั้งข้อหาทำลายทัพย์สินเนื่องจากการติดประกาศบนหน้าต่างรถไฟ และข้อหาปฏิเสธลงนามในแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง

แวมรับสารภาพผิดทั้ง 3 ข้อหา ซึ่งเขาจะถูกปรับเป็นเงิน 8,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 180,000 บาท หรือรับโทษจำคุก 32 วัน โดยแวมเลือกที่จะจ่ายค่าปรับส่วนหนึ่งและรับโทษจำคุก 22 วัน

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาระบุว่าแวมเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำ เนื่องจากในปี 2016 เขาเคยถูกตัดสินโทษจำคุก 10 วันหลังจัดกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งมีโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชื่อดังร่วมสนทนาผ่านทางสไกป์ด้วย

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

จีนยันไม่เกี่ยวรัฐประหารเมียนมา ด้านกองทัพยังเดินหน้าออกหมายจับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645595

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 13:00 น.จีนยันไม่เกี่ยวรัฐประหารเมียนมา ด้านกองทัพยังเดินหน้าออกหมายจับเอกอัครราชทูตจีนยันไม่เห็นด้วยรัฐประหารเมียนมา ขณะที่กองทัพยังคงเดินหน้าออกหมายจับ

เฉิน ไห่ เอกอัครราชทูตจีนประจำเมืองย่างกุ้งออกมาปฏิเสธว่าการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมาและความไม่สงบที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่จีนต้องการให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมยืนยันว่าไม่ทราบมาก่อนว่ากองทัพเมียนมาจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หลังมีข่าวลือว่าจีนให้การสนับสนุนการรัฐประการของกองทัพเมียนมา

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายจัดการกับความขัดแย้งได้อย่างเหมาะสม เดินหน้าเจรจาโดยสันติวิธี เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม พร้อมยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาเป็นกิจการภายในประเทศ

ขณะที่กองทัพเมียนมายังคงเดินหน้าออกหมายจับนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมาสำนักข่าวท้องถิ่นเมียนมารายงานว่ากองทัพเมียนมาออกหมายจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านรัฐบาลทหารทั้งสิ้น 17 คนฐานยั่วยุปลุกระดม

นอกจากนี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากองทัพได้ออกหมายจับนักเคลื่อนไหว 7 คน ฐานยุยงปลุกปั่นรัฐบาล บั่นทอนสันติภาพและความเรียบร้อยของประเทศ

ล่าสุดยังมีรายงานว่ามีการตั้งข้อหาออง ซาน ซูจีเพิ่มอีก 1 ข้อหา ฐานละเมิดกฎหมายการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติสืบเนื่องจากการหาเสียงในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมีกำหนดขึ้นศาลในวันที่ 17 ก.พ. นี้

Photo by YE AUNG THU / AFP

เผยคลิปเจ้าหญิงดูไบขอความช่วยเหลือหลังถูกพระบิดาขังเดี่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645586

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 11:30 น.เผยคลิปเจ้าหญิงดูไบขอความช่วยเหลือหลังถูกพระบิดาขังเดี่ยวเจ้าหญิงลาติฟา แห่งนครดูไบส่งวิดีโอลับเผยถูกพระบิดาจับเป็นตัวประกัน

รายการ BBC Panorama เผยแพร่คลิปวิดีโอซึ่งระบุว่าเป็นเจ้าหญิงลาติฟา แห่งนครดูไบ พระธิดาของเชคโมฮัมเหม็ด บิน รอชิด อัลมักตูม นายกรัฐมนตรีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเจ้าผู้ครองนครดูไบ

เจ้าหญิงลาติฟาเผยว่าถูกพระบิดาจับเป็นตัวประกันในบ้านพักซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นเหมือนคุกเพื่อกักขังเธอ หน้าต่างทุกบานถูกปิดตาย มีตำรวจคุ้มกันตลอดเวลา และไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือด้านการแพทย์และกฎหมาย

เจ้าหญิงลาติฟาเคยพยายามหลบหนีจากนครดูไบเมื่อปี 2018 แต่ถูกตามตัวกลับมาได้ขณะที่กำลังอยู่บนเรือนอกชายฝั่งประเทศอินเดียโดยกองกำลังความมั่นคงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พยายามฉุดเธอลงจากเรือและวางยาสลบก่อนนำตัวหลับมายังดูไบ

หลังจากนั้นเธอก็แอบบันทึกวิดีโอส่งให้เพื่อนของเธอมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ก่อนที่เธอจะหายไปอย่างเงียบๆ และไม่มีการส่งวิดีโอออกมาอีกเลย เพื่อนของเธอจึงตัดสินใจเผยแพร่คลิปวิดีโอเนื่องจากเป็นห่วงความปบอดภัยของเธอพร้อมเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติให้การช่วยเหลือ และรณรงค์แคมเปญ “Free Latifa” เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวเจ้าหญิงลาติฟา

ก่อนหน้านี้ในปี 2019 เจ้าหญิงฮายา บิน อัล ฮุสเซน พะชายาของเชคโมฮัมเหม็ด และพระมารดาเลี้ยงของเจ้าหญิงลาติฟา ทรงหลบหนีไปอาศัยอยู่ที่ลอนดอนหลังทราบข้อเท็จจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ที่เจ้าหญิงลาติฟาถูกนำตัวกลับดูไบ พร้อมต่อสู้ทางกฎหมายขณะที่ทนายความของเชคโมฮัมเหม็ดปฏิเสธข้อกล่าวหา

https://www.bbc.com/news/av-embeds/56085369/vpid/p0975bgt

สหรัฐเข้ามาช่วยหรือฉวยโอกาส? เมื่อแม่น้ำโขงต้องมีพันธมิตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645551

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 22:00 น.สหรัฐเข้ามาช่วยหรือฉวยโอกาส? เมื่อแม่น้ำโขงต้องมีพันธมิตร แม่น้ำโขงกลายเป็นสมรภูมิขยายอิทธิพลระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน

หลังจากที่ชะล่าใจจนจีนเข้ามาขยายอิทธิพลในพื้นที่เขตลุ่มน้ำโขงอยู่นาน กระทั่งจีนสามารถสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบนได้ถึง 11 เขื่อนจนแทบจะกลายเป็นผู้กุมชะตาน้ำของประเทศท้ายน้ำไปแล้ว ในที่สุดสหรัฐก็หันกลับมาให้ความสนใจภูมิภาคนี้อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วเราจะเห็นว่าสหรัฐรุกหนักขึ้น

เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้วรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดศึกชิงลุ่มน้ำโขงกับจีนด้วยการนำข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong Initiative) ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา มาต่อยอดใหม่เป็นกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐ (Mekong-US Partnership) กับประเทศท้ายน้ำโขง 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย โดยเพิ่มความร่วมมือเกี่ยวกับการจัดการน้ำในแม่น้ำโขงที่ยังขาดไปในสมัยโอบามาในความร่วมมือครั้งล่าสุดนี้

ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ สหรัฐมอบความช่วยเหลือรวมแล้วกว่า 52 ล้านเหรียญสหรัฐ ในด้านสาธารณสุข มนุษยธรรม เศรษฐกิจ และการพัฒนาในภาวะฉุกเฉิน เพื่อต่อสู้โรค Covid-19 ใน 5 ประเทศลุ่มน้ำโขง และอีก 6 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อกิจการต่างๆ รวมถึงขั้นตอนต่างๆ ที่ช่วยให้ประเทศลุ่มน้ำโขงมีข้อมูลที่ครบถ้วนในการตัดสินใจเกี่ยวกับปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง

ต่อมาในเดือน ธ.ค.ปีเดียวกัน สหรัฐรุกหนักด้วยการเปิดตัวโครงการดาวเทียม (Mekong Dam Monitor) สำหรับติดตามตรวจสอบระดับน้ำในเขื่อนของจีนในลุ่มน้ำโขง ซึ่งมาในช่วงเวลาที่ประเทศลุ่มน้ำโขงกำลังเรียกร้องให้จีนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยและกักน้ำอย่างโปร่งใส

โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างศูนย์สังเกตการณ์แม่น้ำโขง สติมสัน เซ็นเตอร์ (Stimson Center) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และอายส์ออนเอิร์ธ (Eyes On Earth) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านน้ำของสหรัฐ โดยจะจับตาเขื่อน 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนบนที่จีนเรียกว่าแม่น้ำล้านช้าง และอีก 15 เขื่อนบนแม่น้ำสายย่อย

หลังจากก่อตั้ง โครงการนี้ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำจากเขื่อนที่ปล่อยออกมาจากเขื่อนจีน รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการจัดการน้ำของประเทศท้ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ

ในขณะที่จีนแม้จะแจ้งการปล่อยน้ำจากเขื่อนเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาตามที่รับปากไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่เรียลไทม์พอให้ประเทศท้ายน้ำจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะระดับน้ำยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วชนิดตั้งรับไม่ทัน จนคณะกรรมาธิการต้องเรียกร้องให้จีนแบ่งปันข้อมูลน้ำอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ สหรัฐยังขยับไปร่วมมือกับเวียดนามจัดการประชุม Friends of the Mekong Policy Dialogue ครั้งแรกภายใต้กรอบความร่วมมือหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐ โดยสหรัฐให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความเปิดกว้าง และความมั่งคั่งของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

การประชุมครั้งนี้เป็นหลักฐานได้อย่างดีว่าสหรัฐลงเล่นในสนามรบในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเต็มที่ และยังชี้ให้เห็นว่าเวียดนามหันไปซบสหรัฐเต็มตัว ในขณะที่ลาว เมียนมา และไทยยังสงวนท่าที ส่วนกัมพูชาเลือกฝั่งจีน

อย่างไรก็ดี หากเลือกได้ประเทศลุ่มน้ำโขงคงไม่มีใครต้องการพึ่งพาจีนมากเกินไป

ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมองว่า ประเทศลุ่มน้ำโขงทั้ง 5 หวังว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงการพึ่งพาความช่วยเหลือจากจีนมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบนของจีนอาจทำให้แม่น้ำโขงตอนล่างแห้งแล้ง และยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จีนใช้การปล่อยน้ำจากเขื่อนเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจในอาเซียน

“สิ่งที่สหรัฐมีให้คืออำนาจในการถ่วงดุลและตอบโต้ ไม่มีประเทศไหนใน CLMTV ถูกจีนครอบงำ” ศ.ดร.ฐิตินันท์กล่าวถึงประเทศลุ่มน้ำโขงทั้ง 5

มาถึงตรงนี้อาจเกิดคำถามว่าอะไรทำให้สหรัฐกลับมาให้ความสนใจภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอีกครั้ง

คาร์ล เธเยอร์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเผยว่า สหรัฐมีแรงจูงใจ 3 ข้อในการก่อตั้งกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐ ได้แก่ 1) จัดการปัญหาในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง อาทิ การรับมือโรคระบาด การบริหารจัดการน้ำข้ามแดน

2) เพิ่มความร่วมมือของสหรัฐกับ 5 ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับอาเซียน  และ 3) เพื่อตอบโต้การขยายอิทธิพลของจีนและเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกแข่งกับโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative) ของจีน

ขณะที่มุมมองจากฝั่งจีนมองว่า สหรัฐเข้ามาเพื่อแทรกแซงความสัมพันธ์ของประเทศลุ่มน้ำโขงกับจีน

บทความเรื่อง US manipulation can’t divide Lancang-Mekong countries (การแทรกแซงของสหรัฐไม่สามารถสร้างความแตกแยกในประเทศล้านช้าง-แม่โขง) ของกัวเหยียนจวิน จากสถาบันเอเชียศึกษาแห่งมหาวิทยาลัย China Foreign Affairs ระบุว่า จีนรับปากว่าจะแบ่งปันข้อมูลแม่น้ำโขงกับประเทศลุ่มน้ำโขงแล้ว แต่สหรัฐพยายามหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอีกครั้งด้วยการขอให้จีนแบ่งปันข้อมูลน้ำ โดยกำหนดว่าต้องแบ่งปันผ่านคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เท่านั้น

กัวเหยียนจวินระบุว่า ยุทธศาสตร์ของสหรัฐคือ การใช้ประเด็นเรื่องแม่น้ำโขงสร้างความวุ่นวายทางการเมือง เพาะสร้างความบาดหมางระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และบ่อนทำลายความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง

ศาสตราจารย์รายนี้ยังบอกอีกว่า สหรัฐยังทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนเป็นตัวร้ายและทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยการสร้างภาพให้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจควบคุมแม่น้ำโขง ทว่าความพยายามของสหรัฐกลับไร้ประโยชน์ ในขณะที่กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง มีความก้าวหน้าในหลายด้าน รวมทั้งการแบ่งปันข้อมูลน้ำ

ส่วนคำถามว่าสหรัฐเข้ามาช่วยหรือฉวยโอกาสจากภูมิภาคนี้ หากมองจากเป้าหมายที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ Mekong-US Partnership ที่บอกว่า “เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ธรรมาภิบาล ความเชื่อมโยง และการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในภูมิภาค และ “เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นความท้าทายสำคัญของภูมิภาค” ก็สามารถมองได้ว่าสหรัฐต้องการเข้ามาช่วยเหลือประเทศลุ่มน้ำโขงที่เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนของจีน

แต่อีกมุมหนึ่ง เป้าหมายเหล่านี้ก็อาจตีความได้ว่า นอกจากช่วยเหลือประเทศลุ่มน้ำโขงแล้ว สหรัฐยังทำเพื่อตอบโต้การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่กลายเป็นสนามรบระหว่างทั้งสองมหาอำนาจไปแล้วด้วย

และดีไม่ดีเหตุผลนี้อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สหรัฐกลับมาให้ความสำคัญกับประเทศลุ่มน้ำโขงอีกครั้ง

Photo by Suchiwa PANYA / AFP