วินาทีประวัติศาสตร์! ยานนาซาลงจอดดาวอังคารสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645808

วันที่ 19 ก.พ. 2564 เวลา 14:30 น.วินาทีประวัติศาสตร์! ยานนาซาลงจอดดาวอังคารสำเร็จยานสำรวจดาวอังคารขององค์การนาซาลงจอดได้สำเร็จ พร้อมเดินหน้าภารกิจสำรวจร่องรอยสิ่งมีชีวิตเมื่อ 3,000 ล้านปีก่อน

ในที่สุดยานสำรวจดาวอังคารเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ (NASA) ก็ลงจอดที่พื้นผิวของดาวอังคารได้สำเร็จราบรื่นเมื่อเวลา 15.55 น.ของวันที่ 18 ก.พ.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 03.55 น.ของวันที่ 19 ตามเวลาประเทศไทย ท่ามกลางการลุ้นของนักวิทยาศาสตร์นาซา

การลงจอดครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายและยากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการสำรวจอวกาศ เนื่องจากยานต้องส่งหุ่นยนต์ลงจอดภายในแอ่งหลุมอุกกาบาตเยเซโร (Jezero Crater) ที่มีความกว้าง 45 กิโลเมตรอยู่ทางตอนเหนือของเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร และเป็นพื้นที่ที่เคยมีทะเลสาบอยู่

ภายหลังลงจอดสำเร็จยานได้ส่งภาพขาวดำพื้นผิวของดาวภาพแรกกลับมายังโลก โดยหนึ่งในภาพนั้นเป็นภาพเงาของแขนกลของยานที่ตกลงบนพื้นผิวดาวอังคาร

ภารกิจของนายเพอร์เซเวียแรนซ์คือ การค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอย่างจุลินทรีย์ที่เคยมีชีวิตอยู่บนดาวอังคารเมื่อราว 3,000 ล้านปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่ดาวอังคารมีสภาพอุ่นกว่า ชื้นมากกว่า และเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตมากกว่านี้ รวมทั้งการเก็บตัวอย่างดินและหินของดาวกลับมายังโลก

สตีฟ ยูร์จิค รักษาการผู้อำนวยการนาซาเผยถึงภารกิจนี้ว่า “เป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งมาก” ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ทวีตว่า “วันนี้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และความเป็นคนช่างประดิษฐ์ของคนอเมริกัน ไม่มีอะไรอยู่เหนือขอบเขตของความเป็นไปได้”

ทั้งนี้ ยานเพอร์เซเวียแรนซ์ใช้เวลาเดินทางจากพื้นโลกเกือบ 7 เดือน ด้วยระยะทาง 472 ล้านกิโลเมตร ส่วนตัวยานมีขนาดใหญ่ประมาณรถเอสยูวี น้ำหนักราว 1 ตัน และซับซ้อนกว่ายานอื่นๆ ที่เคยลงจอดบนดาวอังคารก่อนหน้านี้ และยังมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยปฏิบัติภารกิจ อาทิ แขนกลยาว 2 เมตร กล้อง 19 ตัว ไมโครโฟน 2 ตัว

ภารกิจนี้ใช้เวลาราว 2 ปี และมีมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

Hello, world. My first look at my forever home. #CountdownToMars pic.twitter.com/dkM9jE9I6X— NASA’s Perseverance Mars Rover (@NASAPersevere) February 18, 2021

Photo by Handout / NASA / AFP

จี้จุดผู้นำ ชาวเมียนมาหันพึ่งไสยศาสตร์ต้านเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645800

วันที่ 19 ก.พ. 2564 เวลา 13:00 น.จี้จุดผู้นำ ชาวเมียนมาหันพึ่งไสยศาสตร์ต้านเผด็จการชาวเมียนมาส่วนหนึ่งหันมาพึ่งไสยศาสตร์ กรีดเลือดขับไล่รัฐบาลทหาร

ชาวเมียนมายังคงเดินหน้าประท้วงต่อต้านรัฐประหารอย่างต่อเนื่องผ่านการแสดงอารยะขัดขืนรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนประท้วง รวมกันต่อต้านรัฐบาลตามพื้นที่ต่างๆ หรือการนัดหยุดงาน และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความเชื่อของชาวเมียนมาคือไสยศาสตร์

โดยในคืนวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมาชาวเมียนมากลุ่มหนึ่งรวมตัวกันที่ป่าช้าแห่งหนึ่งเพื่อทำพิธีกรีดเลือดสาปแช่งรัฐบาลทหาร โดยมีการแสดงรูปภาพของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารบนโลงศพท่ามกลางประชาชนร่วมกันจุดเทียนและกรีดเลือด โดยมีหมอผีเป็นผู้นำพิธีกล่าวบทสวดสาปแช่ง

ขณะที่หลายฝ่ายเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลให้พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่ายโกรธแค้นอย่างมากเนื่องจากเขาเป็นคนที่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มผู้มีญาณทิพย์หรือกลุ่มคนทรงเจ้าก็ได้มีการรวมตัวกันชุมนุมประท้วงการรัฐประหารโดยระบุว่าเทพ “นะ” ซึ่งเป็นเทพที่ได้รับการยกย่องในเมียนมาไม่ต้องการการปกครองของทหาร

ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงในอาณาจักรพุกามหลายร้อยคนก็ได้มารวมตัวกันเดินขบวนและทำพิธีสาปแช่งคณะรัฐประหาร พร้อมร่วมกันเหยียบย่ำหุ่นในชุดเครื่องแบบทหาร

เอาจริง! ประชาชนพม่ากรีดเลือดต้านรัฐประหาร #ไม่สู้ก็อยู่อย่างไทย #SaveMyammar pic.twitter.com/fUvYolUqsa— ||| Fight for Democracy • Anti-Royalist (@pruetthigon) February 10, 2021

Today in Bagan aka the ancient city of Myanmar, thousands of people walked from Tabate Hmout Pagoda to Htee Lo Min Lo temple, where they’ll continue the CURSING RITUAL CEREMONY for the dictator, Min Aung Hlaing and his fellow juntas. #WhatIsHappeningInMyanmar #Feb18Coup pic.twitter.com/lbjVlSVDDn— Austin (@AusssHtin) February 18, 2021

เอเชียตกเป็นเหยื่อเหยียดเชื้อชาติอีกราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645786

วันที่ 19 ก.พ. 2564 เวลา 11:10 น.เอเชียตกเป็นเหยื่อเหยียดเชื้อชาติอีกรายกระแสชังชาวเอเชียในสหรัฐยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยในนิวยอร์กมีเหยื่อเอเชียเพิ่มถึง 867% ในปีที่แล้ว

เมื่อคืนวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมากระแสต่อต้านการใช้ความรุนแรงกับชาวเอเชียกลับมาอีกครั้งเมื่อมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอหญิงชาวเอเชียคนหนึ่งซึ่งบางแหล่งข่าวระบุว่าเป็นชาวจีน วัย 52 ปี ถูกทำร้ายร่างกายในเมืองฟลัชชิงซึ่งเป็นที่ตั้งของไชน่าทาวน์ ในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

โดยพยานเผยว่าคนร้ายขว้างกล่องช้อนใส่เธอและตะโกนด่าทอก่อนที่จะผลักเธอลมลงจนได้รับบาดเจ็บที่หน้าผากและต้องเย็บถึง 10 เข็ม

ภายหลังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมแพททริค มาเตโอ วัย 47 ปี ผู้ก่อเหตุพร้อมตั้งข้อหาข่มขู่คุกคามและทำร้ายร่างกาย

แม้ว่าไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามาเตโอมีแรงจูงใจทางเชื้อชาติแต่ ขณะที่ลูกสาวของเหยื่ออ้างว่ามาเตโอใช้คำพูดเหยียดเชื้อชาติและนำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะนี้บนโลกออนไลน์ก็ได้มีชาวเอเชียจำนวนมากออกมาเล่าประสบการณ์ที่ตกเป็นเหยื่อจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติ และมีชาวเอเชียจำนวนไม่น้อยที่ถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ จนกระทั่งแฮชแท็ก #StopAsianHateCrimes ขึ้นเป็นแฮชแท็กยอดนิยมบนโลกออนไลน์

ทั้งนี้ ในปี 2020 นิวยอร์กมีเหยื่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวเอเชียเพิ่มขึ้นถึง 867% เมื่อเทียบกับปีก่อน

Patrick Mateo, 47, was arrested in Queens, NY for assaulting a 53 y.o. Asian woman waiting in line outside a bakery. She required 10 stitches. In 2020, NYC alone had an 867% increase in Asian hate crime victims compared to the year before. @oliviamunn https://t.co/l2hUzcIPHE pic.twitter.com/zEDyYEK3On— Cleavon MD (@Cleavon_MD) February 18, 2021

EXCLUSIVE: This is the gash on the forehead of the 52-year-old Asian woman violently shoved yesterday in Flushing, Queens. She blacked out. Her son tells me she’s out & about today running errands. She refuses to live in fear. Tonight at 11p #StopAsianHateCrimes #ProtectOurElders pic.twitter.com/8kr6T7091w— CeFaan Kim (@CeFaanKim) February 17, 2021

My friend’s mom is a 5’3” 50+ Chinese woman and she was attacked by this guy in Flushing, NY yesterday on Main St and Roosevelt between 2-4pm. She left the hospital with 10 stitches in her head. We’re gonna find this guy. Queens, Internet, please… do your shit. @NYPD109Pct pic.twitter.com/hrB3kchxGH— O M (@oliviamunn) February 17, 2021

เมื่อเผด็จการอาเซียนตามรอยจีนตั้งไฟร์วอลล์สกัดเสรีอินเทอร์เน็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645747

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 21:45 น.เมื่อเผด็จการอาเซียนตามรอยจีนตั้งไฟร์วอลล์สกัดเสรีอินเทอร์เน็ตประเทศอาเซียนกำลังเดินตามรอยรัฐบาลจีนด้วยการตั้งไฟร์วอลล์สกัดและเฝ้าดูการใช้อินเทอร์เน็ตของคนในประเทศ

หลังจากทำรัฐประหารกองทัพเมียนมาก็ออกคำสั่งตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ บล็อกโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม รวมถึงออกร่างกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงการบล็อกเครือข่าย VPN หรือ เครือข่ายส่วนตัวเสมือนที่ช่วยให้ชาวเมียนมาเชื่อม ต่อกับอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ถูกบล็อก ทั้งยังสั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเก็บข้อมูลของผู้ใช้ไว้ 3 ปีและหากรัฐบาลสั่งให้ส่งมอบก็ต้องทำ โดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของชาติ

แต่ไม่ว่าเหตุผลของกองทัพจะเป็นอย่างไร แมตต์ วอร์เรน จากมหาวิทยาลัย RMIT ของออสเตรเลียมองว่า กองทัพเมียนมาอาจจะยืมโมเดลการสร้างไฟร์วอลล์เพื่อควบคุมตรวจสอบข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมาจากรัฐบาลจีน เพราะโมเดลของจีนเป็นตัวอย่างการควบคุมพลเมืองในโลกออนไลน์ของรัฐบาลแดนมังกร

การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของจีน หรือ Great Firewall เกิดมาจากแนวคิดว่าอินเทอร์เน็ตคือ อำนาจอธิปไตยทางอินเทอร์เน็ต เป็นแนวคิดที่ว่าอินเทอร์เน็ตในประเทศเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยของจีน และควรอยู่ภายใต้การควบคุมของจีนเอง

Great Firewall ของจีนเป็นการตรวจสอบและสกัดกั้นข้อมูลบนโลกออนไลน์ของจีน โดยเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องการสื่อลามกอนาจาร ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบในประเทศ หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ รวมทั้งบล็อกโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์จากต่างประเทศ อาทิ กูเกิล เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ แต่บางครั้งชาวจีนมุดหนีกำแพงนี้ด้วยการใช้บริการ VPN

ไม่เฉพาะจีนเท่านั้น ช่วงไม่กี่ปีมานี้หลายประเทศในอาเซียนเริ่มเข้ามาควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศมากขึ้น ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น ปกป้องคนในประเทศจากการโจมตีทางไซเบอร์จากต่างประเทศ กระตุ้นการสร้างนวัตกรรมในประเทศ หรือเพื่อให้รัฐบาลสอดแนมและเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตได้สะดวกขึ้น ซึ่งความสนใจส่วนใหญ่อยู่ที่เหตุผลข้อหลังสุด เพราะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของพลเมือง

นอกจากเมียนมาแล้ว ในเวลาไล่เลี่ยกันกัมพูชาก็ออกกฎหมายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์แห่งชาติ (NIG) เพื่อควบคุมโลกออนไลน์ และยังกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตส่งรายงานการใช้อินเทอร์เน็ตให้ทางการทราบเป็นระยะๆ ด้วย

กฎหมายฉบับนี้ทำให้เกิดความวิตกว่า รัฐบาลกัมพูชาซึ่งปราบปรามผู้เห็นผ่านทางออนไลน์มากขึ้น จะใช้กฎหมายนี้ในการสอดแนมและปิดกั้นพลเมืองจากการเข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้รวมศูนย์อินเทอร์เน็ตทั้งหมดในประเทศให้ควบคุมได้ในจุดเดียว (single internet gateway) ในแบบเดียวกับ Great Firewall ของรัฐบาลจีน ไปจนถึงให้เปิดช่องให้รัฐบาลบล็อกคอมเม้นต์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นเครื่องมือให้ ฮุน เซ็น ปราบปรามฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ดี พาย สีพัน โฆษกรัฐบาลโต้ว่า กฎหมายนี้จำเป็น เพราะอินเทอร์เน็ตในกัมพูชาไม่เป็นระเบียบ และยังยืนยันว่ากฎหมายของกัมพูชาก้าวก่ายน้อยกว่ากฎในสหรัฐหรืออังกฤษ

ขณะที่เวียดนาม ที่ฝั่งหนึ่งเปิดให้ใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างเสรี แต่อีกฝั่งหนึ่งก็ไล่ปราบปรามฝ่ายตรงข้ามที่เคลื่อนไหวในโลกออนไลน์อย่างเอาเป็นเอาตาย บังคับใช้กฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2019

เนื้อหาก็คล้ายกับของเมียนมาคือ ให้อำนาจรัฐบาลในการจับตาดูข้อมูลและการสื่อสารบนโลกออนไลน์ในประเทศ รวมถึงการบล็อกหรือลบเนื้อหาต่างๆ และกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้บริการในเวียดนามเกิน 10,000 คนต้องตั้งสำนักงานตัวแทนในท้องถิ่นและเก็บข้อมูลผู้ใช้ไว้ในเวียดนาม

ในขณะนั้นมีการแสดงความกังวลว่า กฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์จะกลายเป็นเครื่องมือปิดปากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับบรรดานักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และคนที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในโลกออนไลน์

แม้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Great Firewall ของจีน แต่กำแพงของเวียดนามไม่สูงเท่าของจีน เนื่องจากทางการเวียดนามไม่ได้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของต่างชาติ

นักวิเคราะห์บางคนเปรียบเทียบกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ของเวียดนามกับ Great Firewall ของจีนที่องค์กรด้านประชาธิปไตย Freedom House จัดอันดับให้เป็นประเทศที่ละเมิดเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลกหลายปีซ้อน โดยพบว่าแม้กำแพงของเวียดนามจะไม่สูงเท่าของจีน เพราะไม่ได้ปิดกั้นเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียจากต่างประเทศ แต่ดูเหมือนว่าการควบคุมอินเทอร์เน็ตของเวียดนามเจริญรอยตามจีน

ขณะที่การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของไทยเริ่มจากการบล็อกเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ลามกอนาจาร และเว็บไซต์การพนัน จนกระทั่งปัจจุบันที่บังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้นโดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง

เมื่อต้นปีที่แล้วบริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยี Comparitech ของอังกฤษ สำรวจการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศต่างๆ 174 ประเทศทั่วโลกเพื่อจัดอันดับว่าประเทศใดเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตเข้มงวดมากที่สุดในโลกประจำปี 2020 โดยยิ่งได้คะแนนสูงการเซ็นเซอร์ยิ่งเข้มงวด

ปรากฏว่าไทยได้ 6 จาก 10 คะแนน เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม

โดยรายงานระบุว่า ไทยจำกัดและแบนการเข้าถึงทอร์เรนต์ จำกัดและเซ็นเซอร์สื่อที่เกี่ยวข้องหรือนำเสนอประเด็นทางการเมืองอย่างหนัก โดยไม่ได้แบนการเข้าถึงสื่อลามก รวมถึงการใช้สื่อโซเชียลและ VPN ทั้งหมด

สหรัฐจับ 3 แฮกเกอร์เกาหลีเหนือขโมยเงินหลายหมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645757

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.สหรัฐจับ 3 แฮกเกอร์เกาหลีเหนือขโมยเงินหลายหมื่นล้านสหรัฐจับ 3 แฮกเกอร์เกาหลีเหนือพร้อมขนานนาม ‘โจรปล้นธนาคารชั้นนำของโลก’

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐจับกุมเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ 3 คนหลังถูกกล่าวหาว่าดำเนินการแฮกข้อมูลเพื่อขโมยเงินสกุลดิจิทัลมูลค่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 39,000 ล้านบาท) จากธนาคารหลายแห่งทั่วโลก

ตามแถลงการณ์กล่าวหาว่าแฮกเกอร์ทั้ง 3 เป็นทีมแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนือซึ่งรู้จักกันดีในชื่อกลุ่มว่า Lazarus Group และ APT 38

นอกจากนี้ทั้ง 3 ยังถูกกล่าวหาว่าดำเนินการจากเกาหลีเหนือ รัสเซีย และจีนเพื่อแฮกข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยใช้เทคนิคการทำสเปียร์ฟิชชิ่ง และเพื่อส่งเสริมแอปพลิเคชันสกุลเงินดิจิทัลที่เต็มไปด้วยซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายซึ่งอนุญาตให้เข้าถึงเงินดิจิทัลของเหยื่อ

ในปี 2018 ปาร์ค จินฮยอก 1 ใน 3 แฮกเกอร์ถูกดำเนินคดีในข้อหาแฮกระบบของบริษัท Sony Pictures และขโมยเงินจำนวน 81 ล้านเหรียญสหรัฐจากธนาคารกลางบังกลาเทศ ก่อนจะร่วมมือกับแฮกเกอร์อีก 2 คน ได้แก่ จอน ชางฮยอก และคิมอิล

จอห์น เดเมอร์ส หัวหน้าแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวว่า “หน่วยงานเกาหลีเหนือใช้แป้นพิมพ์มากกว่าปืน พวกเขาเป็นโจรปล้นธนาคารชั้นนำของโลก”

AFP PHOTO/MENAHEM KAHANA

ไขปริศนาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของฟาโรห์อียิปต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645756

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 19:00 น.ไขปริศนาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของฟาโรห์อียิปต์ ซีทีสแกนช่วยไขปริศนาการเสียชีวิตของฟาโรห์คนสำคัญที่ปกครองอียิปต์เมื่อราว 3,600 ปีที่แล้ว

กว่า 60 ปีที่นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตของฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ที่ 2 ที่ปกครองอียิปต์ตอนใต้เมื่อราว 3,600 ปีที่แล้ว ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการนำกองทัพอียิปต์ไปสู้รบกับเผ่าฮิกซอส ในที่สุดเทคโนโลยีอันทันสมัยก็ช่วยไขปริศนานี้ 

แถลงการณ์ของกระทรวงโบราณวัตถุของอียิปต์เผยว่า ซาฮี ฮาวาส นักโบราณคดี และ ซาฮาร์ ซาลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยาจากมหาวิทยาลัยไคโร ได้ข้อสรุปหลังการทำซีทีสแกนและทำภาพสามมิติของมัมมี่ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ที่ 2 ว่า ฟาโรห์องค์นี้ถูกสังหารในพิธีประหารชีวิต หลังจากถูกจับเป็นเชลยในสนามรบ

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุอีกว่า การทำซีทีสแกนเผยให้เห็นรายละเอียดของการบาดเจ็บที่ศีรษะ รวมทั้งบรรดาบาดแผลที่ไม่พบในการตรวจสอบครั้งก่อนและบาดแผลที่ถูกซ่อนไว้อย่างดีโดยสัปเหร่อ นักวิจัยจึงเปรียบเทียบบาดแผลเหล่านั้นกับอาวุธของเผ่าฮิกซอสทั้งหมดที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร รวมทั้งขวาน หอก และกริช

“การผิดรูปของมือของมัมมี่บ่งชี้ว่าฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ที่ 2 อาจจะถูกควบคุมตัวในสนามรบ โดยมือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ด้านหลังเพื่อไม่ให้ฟาโรห์หลบเลี่ยงการจู่โจมบริเวณศีรษะ” แถลงการณ์ระบุ และจากการสแกนกระดูกยังพบอีกว่าฟาโรห์เสียชีวิตขณะอายุราว 40 ปี

ทั้งนี้ มัมมี่ของฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ที่ 2 ที่ค้นพบในศตวรรษที่ 19 ถูกตรวจสอบโดยวิธีเอกซเรย์ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ซึ่งพบว่าบาดแผลที่ศีรษะถูกสัปเหร่อปกปิดไว้อย่างดี ทำให้นักวิจัยในขณะนั้นตั้งทฤษฎีว่าฟาโรห์องค์นี้ถูกสังหารในสนามรบหรือถูกลอบสังหารในวัง

กริชที่พบพร้อมกับมัมมี่ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ที่ 2 ที่เชื่อว่าเป็นของศัตรู

Photo by – / Egyptian Ministry of Antiquities / AFP

เท็กซัสหนาวจัด เต่าทะเลหลายพันตัวช็อกน้ำเกยตื้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645748

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 18:00 น.เท็กซัสหนาวจัด เต่าทะเลหลายพันตัวช็อกน้ำเกยตื้นเท็กซัสเร่งช่วยเต่าทะเลหลังเผชิญอากาศหนาวจัดจนขยับตัวไม่ได้เกยตื้นนับพัน

รอยเตอร์สรายงานว่าเต่าทะเลในเท็กซัสประมาณ 4,700 ตัวถูกซัดเกยขึ้นชายหาดบนเกาะปาเดร บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส หลังเผชิญพายุฤดูหนาวที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลลดลงในระดับต่ำกว่าปกติมาก รวมทั้งไฟฟ้าดับทั่วรัฐส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้

โดยอาสาสมัครต้องเร่งช่วยชีวิตเต่าทะเลเหล่านี้ให้ขึ้นจากน้ำทะเลที่เย็นจัด ซึ่งเวนดี้ ไนท์ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์วิจัยและอนุรักษ์เต่าทะเลเผยว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยปกติแล้วมีเต่าทะลเพียง 100-500 ตัวเท่านั้นที่จะถูกซัดมาเกยตื้นในฤดูหนาว

เต่าทะเลหลายพันตัวเผชิญอากาศหนาวจัดจนแข็งและไม่สามารถขยับตัวได้ ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อสัตว์เลือดเย็นเผชิญกับอุณหภูมิที่ต่ำลงอย่างกะทันหัน

อาสาสมัครต้องเคลื่อนย้ายเต่าหลายพันตัวไปยังที่พักชั่วคราวเพื่อให้ความอบอุ่น และจะยังไม่สามารถปล่อยเต่าเหล่านี้กลับสู่ทะเลได้จนกว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้นซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวันเสาร์นี้

พายุฤดูหนาวครั้งนี้ส่งผลให้บางพื้นที่ในเท็กซัสมีอุณหภูมิลดต่ำลงถึง -18 องศาเซลเซียส และมีประชาชนเสียชีวิตจากภัยหนาวแล้วอย่างน้อย 16 ราย

Texas Game Wardens assigned to Cameron county rescued 141 sea turtles from the frigid waters of the Brownsville Ship Channel and surrounding bays. The sea turtles were transported via the PV Murchison, operated by Sgt. Game Warden Duke and B/M Bowers-Vest. pic.twitter.com/LqFBrElTog— Texas Game Warden (@TexasGameWarden) February 17, 2021

อังกฤษไฟเขียวทดลองให้คนติดโควิดเพื่องานวิจัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645731

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 16:00 น.อังกฤษไฟเขียวทดลองให้คนติดโควิดเพื่องานวิจัยอังกฤษจ่อเริ่มโครงการวิจัย ขออาสาสมัคร 90 คนรับเชื้อไวรัสโคโรนา

รัฐบาลสหราชอาณาจักรอนุมัติพร้อมสนับสนุนงบประมาณโครงการ Human Challenge Study ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ทำการทดลองนำอาสาสมัครมารับเชื้อไวรัสโคโรนาเพื่อศึกษาด้านต่างๆ เกี่ยวกับไวรัสโดยละเอียด

งานวิจัยดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าโดยอาสาสมัครจำนวน 90 คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 จะเดินทางมายังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในลอนดอนเพื่อฉีดละอองไวรัสโคโรนาเข้าไปในจมูก โดยทีมวิจัยจะควบคุมปริมาณไวรัสและเฝ้าติดตามตั้งแต่วินาทีแรกที่รับเชื้อ โดยพวกเขาจะได้ค่าตอบแทนคนละ 4,500 ปอนด์ หรือประมาณ 187,000 บาท

เพื่อให้แน่ใจว่าอาสาสมัครจะไม่ป่วยหนักหรือมีอาการรุนแรง ทีมวิจัยจึงได้จำกัดเฉพาะอาสาสมัครในช่วงอายุ 18 ถึง 30 ปีที่มีสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น โดยพวกเขาจะต้องถูกแยกตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 2 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ โอเพนชอว์ จากอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน ซึ่งอยู่เบื้องหลังงานวิจัยนี้เผยว่าเราจะเรียนรู้มากมายเกี่ยวกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส และไม่เพียงแต่ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังเร่งการค้นพบวิธีการรักษาและวัคซีนใหม่ๆ ด้วย

ลอว์เรนซ์ ยัง ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสจากโรงเรียนแพทย์วอร์วิคกล่าวว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่จะทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ของโฮสต์กับเชื้อโรค แม้ว่าจะมาพร้อมกับปัญหาทางจริยธรรมก็ตาม ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการทดลองมองว่าการทดลองดังกล่าวจะช่วยให้พวกเขาสามารถศึกษาวิธีการรักษาใหม่ๆ ต่อไปได้

นักวิทยาศาสตร์หวังว่าหลังจากนี้จะสามารถนำอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนแล้วเข้าร่วมการทดลองด้วยเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีนระหว่างผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วและผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

โดยขณะนี้สวนเดียวของการศึกษาที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรคือการทดลองเพื่อหาปริมาณของไวรัสที่ต่ำที่สุดที่สามารถแพร่ระบาดสู่มนุษย์

อย่างไรก็ตามข้อจำกัดด้านอายุและปริมาณของอาสาสมัครผู้เข้าร่วมการทดลองอาจทำให้ผลการศึกษาไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอาการป่วยมาก่อน และยังไม่ชัดเจนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประเมินผลลัพธ์จากการทดลองอย่างไรเมื่อมีข้อจำกัดดังกล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเคยมีการทดลองที่ให้อาสาสมัครสัมผัสกับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น อหิวาตกโรคและไทฟอยด์เพื่อทดสอบวัคซีน แต่โรคเหล่านั้นสามารถหายขาดได้ ขณะที่โรคโควิด-19 ยังไม่ทราบถึงผลข้างเคียงของโรคในระยะยาว

Photo by Glyn KIRK / AFP

ทนายอานนท์ติดโผ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลจากนิตยสารไทม์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645703

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 14:30 น.ทนายอานนท์ติดโผ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลจากนิตยสารไทม์นิตยสารไทม์ยกทนายอานนท์ติดโผ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกประจำปี 2021

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมานิตยสารไทม์จากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยรายชื่อ TIME100 Next ประจำปี 2021 ซึ่งเป็นแคมเปญจัดอันดับดาวรุ่งหน้าใหม่ผู้ทรงอิทธิพลของโลกทั้งหมด 100 คนจากหลากหลายแวดวงโดยแบ่งเป็นสาขาต่างๆ ได้แก่ ศิลปิน, นวัตกร, ผู้สร้างปรากฏการณ์, ผู้สนับสนุน และผู้นำ

โดยทนายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวจากประเทศไทยร่วมติดโผ 1 ใน 100 อันดับด้วย โดยมีรายชื่ออยู่ในสาขาผู้นำ ซึ่งไทม์ระบุว่าทนายอานนท์เป็นผู้กระตุ้นให้คนไทยรุ่นใหม่ออกมาท้าทายอำนาจทางการเมืองโดยมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากออกมาเดินขบวนประท้วงซึ่งถือเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อปี 2557 เป็นผลให้เขาถูกจับกุมถึง 3 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาด้วยข้อหาปลุกระดม

พร้อมกันนี้ยังมีผู้มีชื่อเสียงอีกหลายคนร่วมติดโผในหมวดเดียวกับทนายอานนท์ อาทิ เบน แซสส์ วุฒิสมาชิกจากรีพับลิกัน และราฟาเอล วอร์นอค จากพรรคเดโมแครต

ทั้งนี้ การจัดอันดับ TIME100 Next ประจำปี 2019 ก็เคยมีคนไทยร่วมติดโผด้วยเช่นกัน ได้แก่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในสาขาผู้นำ, ลลิษา มโนบาล หรือลิซ่า แบล็กพิงก์ ในสาขาผู้สร้างปรากฏการณ์ และกชกร วรอาคม ในสาขานวัตกร

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

อาเซียนเรียกรวมพลังจับมือช่วยเหลือเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645689

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 13:00 น.อาเซียนเรียกรวมพลังจับมือช่วยเหลือเมียนมาหลายประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องจัดประชุมหารือสถานการณ์ในเมียนมา

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไนซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ประจำปี 2021 สนับสนุนแนวคิดในการจัดประชุมเร่งด่วนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศเมียนมา

โดยเร็ตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเผยว่า สุลต่านกล่าวกับเธอขณะเยือนอินโดนีเซียว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศสมาชิกทั้ง 10 คนควรจัดการประชุมในวาระดังกล่าวด้วยเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

เร็ตโนกล่าวว่าขณะนี้หลายประเทศกำลังกังวลต่อสถานการณืในประเทศเมียนมา ซึ่งสมาชิกอาเซียนจะสามารถทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนนี้ พร้อมเสนอให้ประชาคมระหว่างประเทศให้บทบาทอาเซียนในการจัดการกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเธอได้พูดคุยกับประเทศต่างๆ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

เร็ตโนยังกล่าวอีกว่าสุลต่านได้จัดประชุมทางวิดีโอวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับเมียนมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ไม่ได้เผยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่เจรจา

ด้านประธานาธิบดีโจโค วิโดโดของอินโดนีเซียก็ได้เสนอในระหว่างการเจรจากับนายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน ของมาเลเซียว่าควรมีการจัดประชุมอาเซียนเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศเมียนมา

โดยผู้นำทั้งสองได้มอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศนำข้อเสนอดังกล่าวยื่นต่อสมาชิกอาเซียนประเทศอื่นๆ ต่อไป