ไบเดนเล็งดึงตัวนักวิทย์หัวกะทิของรัสเซียเข้าสหรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681853

วันที่ 30 เม.ย. 2565 เวลา 10:35 น.ไบเดนเล็งดึงตัวนักวิทย์หัวกะทิของรัสเซียเข้าสหรัฐ

สหรัฐเสนอช่องทางพิเศษดึงตัวนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิของรัสเซียเข้าประเทศ

สำนักข่าว The New York Times รายงานว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ต้องการให้สภาคองเกรสเร่งออกวีซ่าให้นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียที่อยากออกจากประเทศท่ามกลางการรุกรานยูเครนของมอสโกว์ ซึ่งจะเป็นการเร่งให้เกิดภาวะสมองไหลในรัสเซีย และทำให้ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน สูญเสียผู้ที่มีความสามารถระดับหัวกะทิของประเทศ

ข้อเสนอดังกล่าวยกเว้นข้อกำหนดที่ว่านักวิทยาศาสตร์ที่ขอวีซ่าประเภท H1-B ต้องมีนายจ้างสนับสนุน เป็นเวลา 4 ปี ถือเป็นการลดอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐ

มาตรการนี้จะใช้เฉพาะพลเมืองรัสเซียที่มีปริญญาโทหรือปริญญาเอกในสาขาวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรม อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ วิศวกรรมนิวเคลียร์ หรือควอนตัมฟิสิกส์

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐมองว่าโครงการนี้จะมีประโยชน์ 2 ทางคือ รัสเซียเสียหาย ขณะที่สหรัฐได้ประโยชน์

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ยื่นขอวีซ่าดังกล่าวยังต้องมีคุณสมบัติอย่างอื่นที่สหรัฐกำหนด รวมทั้งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบประวัติต่างๆ

REUTERS/Evelyn Hockstein

ยอดมนุษย์ทำมาหมดแล้ว ตั้งแต่สไนเปอร์หน่วยซีล ดร.ฮาร์วาร์ด ถึงมนุษย์อวกาศนาซา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681816

วันที่ 29 เม.ย. 2565 เวลา 16:23 น.ยอดมนุษย์ทำมาหมดแล้ว ตั้งแต่สไนเปอร์หน่วยซีล ดร.ฮาร์วาร์ด ถึงมนุษย์อวกาศนาซา

“แต่ถ้าใครคิดว่าความสำเร็จเหล่านี้ได้มาง่ายๆ ลองคิดใหม่นะ” นี่คือคำพูดของหนุ่มเชื้อสายเกาหลีโปรไฟล์ขั้นเทพคนนี้

การเป็นมือสไนเปอร์ของซีลอย่างเดียวคงจะไม่ท้าทายพอสำหรับ จอนนี คิม หนุ่มสายเลือดเอเชียคนนี้จึงเรียนต่อแพทย์โดยคว้าดีกรีด็อกเตอร์จากฮาร์วาร์ด และต่อด้วยการเป็นนักบินอวกาศของนาซาที่กำลังจะได้ไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง หรืออาจไปถึงดาวอังคาร โดยทั้งหมดนี้เขาทำได้ภายในวัยเพียง 37 ปีเท่านั้น

และบอกเลยว่าคิมเป็นตัวท็อปในทุกสายงานของเขา

คิมเกิดที่ลอสแองเจลิสในครอบครัวผู้อพยพชาวเกาหลีใต้ที่ต้องการมาแสวงหาชีวิตที่ดีในสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1980 เขาเล่าไว้ในวารสาร Harvard Gazette ว่าตัวเองเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจและไม่ค่อยมีเพื่อน

“ตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ผมเรียนได้ดีแต่เรื่องอื่นไม่เอาไหนเลย ผมกลัวการเข้าสังคม กลัวการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น การเข้าสังคมช่วงมัธยมปลายถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่เลย”

คิมเล่าว่าเขาไม่มีเป้าหมายชีวิตจนกระทั่งอายุ 16 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักหน่วยซีล มันจุดประกายให้เข้านับตั้งแต่นั้นมา คิมพยายามออกกำลังกายและฟิตหุ่นเพื่อเตรียมพร้อม และสมัครเข้ากองทัพเรือสหรัฐทันทีที่จบชั้นมัธยมปลายในแซนตามอนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย แม้ว่าตอนนั้นแม่จะไม่ค่อยเห็นด้วยนัก แต่เขามองว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต

คิมเข้ารับการฝึกหลักสูตรพิเศษเนวีซีลเป็นเวลา 2 ปี โดยในระหว่าง “สัปดาห์นรก” ที่ถูกเคี่ยวกรำสุดโหดแทบไม่มีเวลาพักหายใจนั้นคิมเกือบถอดใจแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ผ่านมาได้จนได้เข้าไปเป็นสมาชิกซีลทีม 3

ระหว่างรับราชการทหารคิมผ่านปฏิบัติการมากกว่า 100 ครั้งในตะวันออกกลาง รับหน้าที่ทั้งเสนารักษ์หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ผู้นำทาง ผู้ชี้เป้า มือสไนเปอร์ ทำให้เขาได้ทั้งเหรียญกล้าหาญ Silver Star และ Bronze Star

คิมมีผลงานโดดเด่นในระดับที่สำนักพิมพ์ The Navy Times ยกย่องให้อยู่ในท็อป 10 “สุดยอดทหารเรือแห่งประวัติศาสตร์อเมริกัน” เคียงข้างกับชื่อของนีล อาร์มสตรอง และจอห์น เอฟ. เคนเนดี

ต่อมาคิมตัดสินใจกลับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแซนดิเอโกและคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 มาได้ในปี 2012 โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี ต่อด้วยศึกษาต่อในสาขาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคว้าดีกรีด็อกเตอร์ในปี 2016

แรงบันดาลใจในการเป็นหมอของคิมมาจากประสบการณ์การรบในอิรัก ปี 2006 ที่คิมรับหน้าที่เสนารักษ์ในกองทัพ เพื่อนสนิทของเขาถูกยิง 2 คนโดยคิมรักษาหนึ่งในนั้นที่มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ใบหน้า แม้จะพยายามช่วยอย่างสุดความสามารถแล้วแต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ไม่รอด

“การช่วยคนอื่นไม่ได้เป็นความรู้สึกที่แย่ที่สุด” คิมเล่า “ผมทำได้แค่เช็คดูว่าเลือดไม่ไหลไปขัดขวางทางเดินหายใจ ดูว่าเขาอยู่ในท่าที่ถูกต้อง เขาต้องการศัลยแพทย์ เขาต้องการแพทย์ และผมก็หาให้เขาได้คนหนึ่ง แต่…การที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้มันฝังอยู่ในใจผม”

ระหว่างเรียนที่ฮาร์วาร์ด คิมได้รู้จักกับอีกหนึ่งอาชีพนั่นก็คือ นักบินอวกาศ หลังจากได้พบกับ สกอตต์ อี. พาราซินสกี ซึ่งเป็นทั้งนักบินอวกาศของนาซาและแพทย์ ในวันที่พาราซินสกีเข้ามาฝึกอบรมแพทย์ฉุกเฉินที่ฮาร์วาร์ด

“เขาเปิดโลกนาซาให้กับผม มันเป็นอะไรท้าทายและน่าทึ่งมาก ผมอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ที่อาจไม่มั่นใจในตัวเองแบบที่ผมเคยเป็น และกล้าที่จะเชื่อในความฝันที่ยิ่งใหญ่” คิมเล่า

ปี 2017 คิมตัดสินใจสมัครเป็นนักบินอวกาศ และได้รับการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 18,300 คน ให้เข้าฝึกอบรมในนาซากว่า 2 ปี กลายเป็นชาวเกาหลีเชื้อสายอเมริกันคนแรกๆ และชาวเกาหลี 100% คนแรกที่ได้เป็นนักบินอวกาศของนาซา โดยในช่วงที่มีการคัดเลือกนั้นคิมทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านของโรงพยาบาลในรัฐแมสซาชูเซตส์อยู่ด้วย

และในปี 2020 คิมคือ 1 ใน 13 นักบินที่นาซาเลือกให้เข้าโครงการอาร์เทมิสซึ่งมีเป้าหมายจะไปเยือนดวงจันทร์ในปี 2024 และอาจต่อยอดไปเยือนดาวอังคารด้วย ซึ่งเจ้าตัวเผยว่ารู้สึกเหมือนฝันไปเลย

คิมให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2017 ว่าเขาอยากเป็นนักบินอวกาศเพราะเขา “เชื่อว่าภารกิจของนาซาในการก้าวข้ามพรมแดนด้านอวกาศของเราไปพร้อมๆ กับการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ”

เส้นทางอาชีพของคิมฟังดูเหมือนง่าย แต่เจ้าตัวบอกว่า “แต่ถ้าใครคิดว่าความสำเร็จเหล่านี้ได้มาง่ายๆ ลองคิดใหม่นะ” และถ้าสามารถย้อนกลับไปบอกอะไรตัวเองในวัยเด็กได้คิมเผยว่าเขาจะพูดว่า “ทุกสิ่งที่มีค่าล้วนได้มาอย่างยากเย็น และทุกๆ ความผิดพลาดคือโอกาสในการเรียนรู้และปรับปรุง”

ช่างน่าทึ่งจริงๆ ที่คนคนเดียวกันเป็นได้ทั้ง 3 อาชีพ แม้แต่เพื่อนๆ ยังออกปากแซวว่าคงเหลือแค่ตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” เท่านั้นล่ะที่ “คนมีของ” อย่างคิมยังไม่ได้เป็น

A true privilege and honor to walk among the @NASA Astronaut Corps with my brothers and sisters. We know there are many qualified and deserving candidates out there – we’re the lucky ones to represent humanity. Let’s work towards a better future for our world and our children. pic.twitter.com/eUv8iSK7gn— Jonny Kim (@JonnyKimUSA) January 13, 2020

ภาพ: NASAexplores 

อังกฤษเรียกร้อง ‘นาโตโลก’ เพื่อปกป้องไต้หวันจากจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681825

วันที่ 29 เม.ย. 2565 เวลา 18:00 น.อังกฤษเรียกร้อง 'นาโตโลก' เพื่อปกป้องไต้หวันจากจีน

รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษสนับสนุน ‘นาโตโลก’ ชี้ไต้หวันควรได้รับความช่วยเหลือเช่นเดียวกับยูเครน

สำนักข่าว RT ของรัสเซียรายงานว่าลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรเรียกร้องให้มีนาโตระดับโลก (global NATO) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้การสนับสนุนไต้หวันในการรับมือกับจีน เหมือนที่นาโตให้การสนับสนุนยูเครน ขณะที่ถูกรุกรานจากรัสเซีย

ทรัสส์กล่าวว่าระเบียบโลกที่สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็นไม่ได้ผลอีกต่อไป และจำเป็นต้องให้การสนับสนุนไต้หวันเช่นเดียวกับยูเครน โดยเสริมว่าอาจต้องปฏิบัติกับจีนแบบเดียวกับรัสเซีย หากจีนไม่ปฏิบัติตามกฎ

“วิสัยทัศน์ของฉันคือโลกที่บรรดาประเทศเสรีต่างมีความแน่วแน่และเฟื่องฟู ที่ซึ่งเสรีภาพและประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งผ่านเครือข่ายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคง” ทรัสส์กล่าว

นอกจากนี้ทรัสส์ยังกล่าวว่าตะวันตกและพันธมิตรจำเป็นต้องให้การสนับสนุนอาวุธหนัก รถถัง และเครื่องบินแก่ยูเครน เพื่อผลักรัสเซียให้พ้นไปจากยูเครน และสร้างประเทศขึ้นใหม่ตามแนวทางของแผนมาร์แชล (แผนฟื้นฟูยุโรป) ฉบับใหม่

“สงครามในยูเครนคือสงครามของพวกเรา เพราะชัยชนะในยูเครนมีความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ต่อพวกเราทุกคน”

นอกเหนือจากในยุโรปแล้ว ทรัสส์กล่าวถึงความมั่นคงในยูโร-แอตแลนติก และอินโด-แปซิฟิก โดยมองว่าจำเป็นต้องมีนาโตระดับโลก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไต้หวันจะสามารถป้องกันตัวเองจากอิทธิพลของจีนได้

ด้านจีนมองว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะให้นาโตเข้ามาแทรกแซงในเอเชีย ซึ่งเป็นภัยความมั่นคงต่อภูมิภาค

Photo by REUTERS/Kuba Stezycki

ธนาคารโลกเตือนราคาอาหาร-พลังงานยังสูงต่อเนื่องอีกหลายปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681809

วันที่ 29 เม.ย. 2565 เวลา 15:15 น.ธนาคารโลกเตือนราคาอาหาร-พลังงานยังสูงต่อเนื่องอีกหลายปี

ธนาคารโลกคาดการณ์ราคาอาหารและพลังงานอาจแพงไปจนถึงสิ้นปี 2024

Bloomberg รายงานว่าธนาคารโลก (World Bank) เตือนว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมทั้งอาหาร และราคาพลังงานจะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี อันเนื่องมาจากสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อ และราคาสินค้าเหล่านี้อาจยังคงสูงไปจนถึงสิ้นปี 2024 เนื่องจากห่วงโห่อุปทานที่หยุดชะงัก

ธนาคารโลกกล่าวในรายงานแนวโน้มตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ว่าราคาพลังงานพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 1973 และคาดว่าจะพุ่งขึ้นกว่า 50% ในปีนี้ ก่อนที่จะค่อยๆ ลดลงในปี 2023 และ 2024

โดยในปีนี้คาดว่าน้ำมันดิบเบรนต์จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 40% และเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013

ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรและโลหะคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 20% ในปีนี้ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวลดลงในปีต่อๆ ไป โดยคาดการณ์ว่าราคาข้าวสาลีอาจพุ่งขึ้นกว่า 40% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนโลหะคาดว่าจะปรับตัวขึ้นประมาณ 16% ในปีนี้

ทั้งนี้ ราคาอาหารเริ่มพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา Business Insider ระบุว่ายูเครนเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีและข้าวโพดรายใหญ่ โดยคิดเป็นสัดส่วน 12% และ 17% ของอุปทานทั่วโลกตามลำดับ ส่วนรัสเซียส่งออกข้าวสาลีเกือบ 17% ของอุปทานทั่วโลก

สงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 เดือนจึงทำให้เกิดความกังวลต่อการขาดแคลนธัญพืชทั่วโลก ขณะที่ราคาข้าวสาลีพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปีเมื่อเดือนที่แล้ว รวมไปถึงราคาพลังงาน ราคาอาหารและสินค้าเกษตรอื่นๆ รวมถึงปุ๋ยก็เพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังระบุว่าสงครามอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อยาวนานขึ้นและชะลอการเปลี่ยนผ่านของพลังงานสะอาด เนื่องจากประเทศต่างๆ กำลังแสวงหาเส้นทางการค้าทางเลือกและเพิ่มการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์

ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่การขาดแคลนอาหารและทำให้ความคืบหน้าในการลดความยากจนทั่วโลกหยุดชะงัก

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมาธนาคารโลกยังระบุว่าสงครามในยูเครนคุกคามการฟื้นตัวอย่างไม่เท่าเทียมกันของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) โดยสงครามที่เกิดขึ้นซ้ำเติมความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้วที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 

Manuela V. Ferro รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า “ในขณะที่เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกำลังฟื้นตัวจากภาวะช็อกจากการระบาดใหญ่ สงครามในยูเครนกำลังเข้ามาแทรกโมเมนตัมการเติบโต อย่างไรก็ตามพื้นฐานที่แข็งแกร่งส่วนใหญ่ และนโยบายที่ดีของภูมิภาคนี้น่าจะช่วยให้สามารถฝ่าฟันพายุเหล่านี้ได้”

Photo by REUTERS/Jim Vondruska

ไม่สนคำขู่ปูติน ไบเดนของบเพิ่ม 1 ล้านล้านช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681788

วันที่ 29 เม.ย. 2565 เวลา 12:30 น.ไม่สนคำขู่ปูติน ไบเดนของบเพิ่ม 1 ล้านล้านช่วยยูเครน

ไบเดนของบกว่า 1 ล้านล้านบาทช่วยยูเครนสู้สงคราม ยันสหรัฐไม่ได้โจมตีรัสเซียแต่ช่วยยูเครนป้องกันตัวเอง

BBC รายงานว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ขออนุมัติงบประมาณเพิ่มอีก 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.13 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนยูเครนในด้านทหาร เศรษฐกิจ และมนุษยธรรม ขณะที่ผู้นำสหรัฐยืนยันว่าสหรัฐไม่ได้โจมตีรัสเซีย

ไบเดนกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐจะต้องอนุมัติข้อตกลงดังกล่าว เพราะจะช่วยให้ยูเครนสามารถปกป้องตนเองได้ ในขณะที่กำลังเผชิญกับการโจมตีจากรัสเซีย

โดยข้อเสนอมูลค่า 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐของไบเดน รวมถึงความช่วยเหลือทางทหารมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอีก 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

“มันไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ แต่ถ้าปล่อยให้เกิดการพังทลายจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่านี้” ไบเดนกล่าว

อย่างไรก็ตาม ไบเดนยืนยันว่า “สหรัฐไม่ได้โจมตีรัสเซีย แต่กำลังช่วยยูเครนป้องกันตัวเองจากการรุกรานของรัสเซีย”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเตือนว่าประเทศใดก็ตามที่เข้ามาแทรกแซงในสงครามยูเครนจะต้องกับการตอบโต้ทางการทหารที่รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ

“หากมีคนจากภายนอกพยายามแทรกแซงสถานการณ์ปัจจุบันในยูเครนและก่อภัยคุกคามที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับรัสเซีย พวกเขาควรรู้ว่าการตอบสนองของเรา…จะรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ”

Photo by REUTERS/Evelyn Hockstein

ประเทศแรกของโลก เดนมาร์กระงับโครงการฉีดวัคซีนโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681774

วันที่ 29 เม.ย. 2565 เวลา 11:15 น.ประเทศแรกของโลก เดนมาร์กระงับโครงการฉีดวัคซีนโควิด

เดนมาร์กชี้คุมการระบาดได้แล้วจึงระงับโครงการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เดนมาร์กกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่ระงับโครงการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เป็นวงกว้าง หลังจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว โดยจะไม่มีการเชิญประชาชนไปฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. แต่ทุกคนยังสามารถฉีดวัคซีนให้ครบคอร์สได้

“ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว การฉีดวัคซีนในประชาชนเดนมาร์กอยู่ในระดับสูง และโรคระบาดลดลงแล้ว ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจึงยุติโครงการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เป็นวงกว้างสำหรับฤดูกาลนี้” กระทรวงสาธารณสุขเดนมาร์กแถลง

ทั้งนี้ เดนมาร์กเริ่มโครงการฉีดวัคซีนไม่นานหลังจากเทศกาลคริสต์มาสของปี 2020 โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ประชากรราว 4.8 ล้านคนได้รับวัคซีนแล้ว และกว่า 3.6 ล้านคนได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว บวกกับการมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากนับตั้งแต่สายพันธุ์โอมิครอนกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาด ซึ่งหมายความว่าระดับภูมิคุ้มกันในหมู่ประชาชนอยู่ในระดับสูง

โบเลตเต ซือบอร์ก ผู้จัดการแผนกของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเผยว่า “เราอยู่ในจุดที่ดี เราควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี ซึ่งดูเหมือนว่าจะบรรเทาลง อัตราการเข้ารับการรักษา (ในโรงพยาบาล) คงที่ และเราหวังว่าพวกจะลดลงในไม่ช้า ดังนั้นเราจึงยุติแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในวงกว้าง”

ซือบอร์กย้ำว่า ประชาชนยังสามารถฉีดวัคซีนได้ตลอดช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนหากต้องการ และศูนย์ฉีดวัคซีนยังคงเปิดให้บริการทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี เดนมาร์กยังอยู่ห่างไกลจากการยกเลิกโครงการฉีดวัคซีนทั้งหมด และสำนักงานสุขภาพและยาของเดนมาร์กเผยว่า อาจต้องกลับมาฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 กันอีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากไวรัสยังคงกลายพันธุ์ การระบาดทั่วโลกยังไม่ยุติ โดยสำนักงานสุขภาพและยาจะเฝ้าจับตาพัฒนาการของการระบาดอย่างใกล้ชิด และพร้อมกลับมาฉีดวัคซีนอีกครั้งหากจำเป็นต้องฉีดเพิ่มเติมให้กลุ่มเป้าหมายใหม่ก่อนฤดูใบไม้ร่วง

REUTERS/Michele Tantussi

วินาทีจรวดถล่มกรุงเคียฟ เมื่อเลขาธิการ UN พบผู้นำยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681770

วันที่ 29 เม.ย. 2565 เวลา 10:40 น.วินาทีจรวดถล่มกรุงเคียฟ เมื่อเลขาธิการ UN พบผู้นำยูเครน

เกิดอะไรขึ้นเมื่อเลขาธิการ UN พบผู้นำยูเครน กรุงเคียฟถูกถล่มอีกครั้ง

เช้าวันนี้ (29 เม.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโอยอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลยูเครนว่า ขีปนาวุธของรัสเซีย 2 ลูกเข้าถล่มกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อคืนที่ผ่านมา ระหว่างที่อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ (UN) เข้าพบประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ซึ่งส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บราว 10 คน

หลังจากที่รัสเซียไม่สามารถยึดกรุงเคียฟได้สำเร็จ และถอนกำลังออกจากพื้นที่ไปเมื่อเดือนที่แล้ว และเปิดการโจมตีครั้งใหม่ในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครนแทน

แต่เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมารัสเซียยิงจรวดโจมตีกรุงเคียฟอีกครั้ง ขณะที่ผู้นำยูเครนเน้นย้ำว่า “การโจมตีครั้งนี้ทำให้เห็นว่าเราต้องไม่ละเลยเฝ้าระวัง เราต้องไม่คิดว่าสงครามจะจบลงแล้ว”

ทั้งนี้ จรวดของรัสเซียลูกแรกเข้าโจมตีย่านเชฟเชนโก ตอนกลางของเมือง ขณะที่อีกลูกพุ่งเข้าใส่ชั้นล่างของอาคารที่พักอาศัยสูง 25 ชั้น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 10 คน ขณะที่รัสเซียยังไม่ได้แถลงใดๆ ถึงเหตุระเบิดดังกล่าว

Consequences of one of the hits of an enemy missile in #Kyivpic.twitter.com/KAZ3n3ONij— NEXTA (@nexta_tv) April 28, 2022

Kyiv’s mayor said Ukraine’s capital was hit by two missile strikes on Thursday, with footage released by Ukrainian Emergency Services showing firefighters rushing to extinguish the flames. https://t.co/mWZMDMihjH pic.twitter.com/S4f8rilA1G— ABC News (@ABC) April 28, 2022

When your city is under bombardment… #Kyiv.#StopPutinNOW #StandWithUkraine #armUkraineNow pic.twitter.com/0fLG2RDhWm— olexander scherba (@olex_scherba) April 28, 2022

โดยขณะนี้กองกำลังรัสเซียยึดที่มั่นในภูมิภาคดอสบัส ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งมีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซียได้ยึดครองดินแดนนี้ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของยูเครนกล่าวว่ารัสเซียกำลังเพิ่มการโจมตีในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีกองกำลังรัสเซียอีกส่วนหนึ่งเข้ายึดพื้นที่ทางใต้ของยูเครน

Photo by REUTERS/Valentyn Ogirenko

บุกก่อนได้เปรียบ จีนมาตั้งฐานทัพ พันธมิตรอเมริกาจะชิงยึดโซโลมอน 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681732

วันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 19:00 น.บุกก่อนได้เปรียบ จีนมาตั้งฐานทัพ พันธมิตรอเมริกาจะชิงยึดโซโลมอน 

ออสเตรเลียถึงกับนั่งไม่ติดเรียกร้องให้ยกพลบุกโซโลมอนหลังโซโลมอนทำข้อตกลงด้านความมั่นคงกับจีน

ข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างจีนและโซโลมอนสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วแปซิฟิก เพราะสำหรับเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และสหรัฐซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในแปซิฟิก นี่เป็นการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนในถิ่นของตัวเอง ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในภูมิภาคนี้

สหรัฐและพันธมิตรในแปซิฟิกกลัวว่าจีนจะฉวยโอกาสเข้าไปตั้งฐานทัพในหมู่เกาะโซโลมอน (ซึ่งถ้าจีนทำจะเป็นฐานทัพแห่งแรกของจีนในแปซิฟิก) เพราะร่างสัญญาที่หลุดออกมาตอนหนึ่งระบุว่า เรือรบของจีนสามารถเทียบท่าในหมู่เกาะโซโลมอนได้ และรัฐบาลจีนสามารถส่งกองกำลังความมั่นคงมาช่วยเหลือในการรักษาความสงบเรียบร้อยทางสังคมได้

แม้จะไม่มีการพูดถึงการตั้งฐานทัพ แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้หลายคนนั่งไม่ติดแล้ว โดยเฉพาะในออสเตรเลียที่อยู่ห่างจากหมู่เกาะโซโลมอนราว 1,600 กิโลเมตร เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ออสเตรเลียดำเนินการทางทหารอย่างการบุกโซโลมอนแบบเต็มรูปแบบ หรือการโค่นล้มรัฐบาลนายกรัฐมนตรี มานาสเซห์ โซกาแวร์

บางคนยังเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางการทหารของโซโลมอนกับประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจตะวันตกกับวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา หลังจากที่ในช่วงทศวรรษ 1950 คิวบากลายเป็นประเทศแถบซีกโลกตะวันตกเพียงประเทศเดียวที่อยู่นอกอิทธิพลของอเมริกา

เดวิด ลีเวลลิน-สมิธ (David Llewellyn-Smith) อดีตเจ้าของนิตยสารเกี่ยวกับการต่างประเทศ The Diplomat คือแกนนำหลักที่เรียกร้องให้ออสเตรเลียบุกโซโลมอน เขาบอกว่า สกอตต์ มอร์ริสัน ควร “เผชิญหน้าโดยตรง” กับมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ในกรณีโซโลมอนโดยใช้ “ทุกวิถีทางที่จำเป็น” เพื่อขับไล่จีนออกจากภูมิภาค

ลีเวลลิน-สมิธบอกว่า “ไม่มีทางที่ออสเตรเลียจะยอมให้ข้อตกลงนี้ดำเนินต่อไปได้ ถ้าจำเป็นออสเตรเลียควรบุกยึดเกาะกัวดัลคะแนลเพื่อที่เราจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในกรุงโฮนีอารา มันมีซอฟท์พาวเวอร์อื่นให้งัดออกมาใช้ก่อน และเราควรงัดออกมาอย่างแข็งขัน แต่เราควรเริ่มรวบรวมกองกำลังสะเทินน้ำสะเทินบกทันทีเพื่อเพิ่มแรงกดดัน”

เขายังบอกอีกว่า มันจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หากจะอนุญาตให้รัฐเผด็จการจอดเรือและเรือบรรทุกเครื่องบินภายในระยะทางที่สามารถโจมตีทุกเมืองในฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย “เมื่อใดก็ตามที่ปักกิ่งไม่เห็นด้วยกับแคนเบอร์รา ก็จะเปิดประตูสำหรับขีปนาวุธร่อนที่อยู่ในโซโลมอน และขอให้เราทบทวนอีกครั้ง”

Military Watch Magazine ระบุว่า ท่าทีของลีเวลลิน-สมิธสะท้อนให้เห็นฉันทามติในออสเตรเลียเกี่ยวกับความจำเป็นในการพิจารณาการรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน หากนั่นเป็นวิธีเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เพื่อนบ้านสร้างความสัมพันธ์ทางทหารกับจีน

Military Watch Magazine ระบุอีกว่า หากออสเตรเลียใช้มาตรการโจมตีก็จะซ้ำรอยความพยายามของสหรัฐในการรุกรานคิวบาก่อนหน้านี้ และการรุกรานเกรนาดาในปี 1983 ซึ่งมีเหตุผลคลายๆ กัน ซึ่งถูกมองว่าฝ่าฝืนกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ

ส่วนนายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน ก็ไม่ยอมเช่นกันโดยเผยว่า ออสเตรเลียมีเส้นตายเดียวกับสหรัฐในกรณีความเกี่ยวข้องของจีนในโซโลมอน ด้าน ปีเตอร์ ดัตตัน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเผยเมื่อวันจันทร์ (25 เม.ย.) ว่า “รัสเซียต้องเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม” โดยอ้างว่าขณะนี้จีนรอบคอบและตั้งใจมาก

ขณะที่ท่าทีของสหรัฐบอกว่าไม่ตัดความเป็นไปได้ในการดำเนินการทางทหารหากจีนตั้งฐานทัพในหมู่เกาะโซโลมอน โดย แดเนียล คริเทนบริงค์ นักการทูตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐสำหรับกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกย้ำถึงความตั้งใจของสหรัฐที่จะดำเนินการหากจีนตั้งฐานทัพว่า “แน่นอนว่าเราเคารพอธิปไตยของหมู่เกาะโซโลมอน แต่เราต้องการให้พวกเขาทราบด้วยว่าหากมีการดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อสร้างฐานทัพถาวรโดยพฤตินัย หรือที่ทำการทหาร เราจะมีความกังวลอย่างมาก และเราจะตอบสนองต่อข้อกังวลเหล่านั้นโดยธรรมชาติ”

เมื่อถูกจี้ถามว่าจะปฏิเสธความเป็นไปได้หรือไม่ว่าสหรัฐอาจดำเนินการทางทหารต่อหมู่เกาะโซโลมอนหากมีการตั้งฐานทัพ คริเทนบริงค์เผยว่า “ไม่มีอะไรเพิ่มเติมมากกว่าที่ได้กล่าวไปแล้ว”

นักวิเคราะห์หลายคนกังวลเช่นเดียวกับสหรัฐและออสเตรเลียคือ ข้อตกลงฉบับนี้อาจเป็นเพียงก้าวแรกของแผนที่ใหญ่กว่า นั่นก็คือการตั้งฐานทัพในหมู่เกาะโซโลมอนของจีน

ชาร์ลส์ เอเดล ประธานออสเตรเลียและที่ปรึกษาระดับอาวุโสของ ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) เผยกับ The New York Times ว่า “จีนได้ขยายการปรากฎตัวและขยายอิทธิพลไปทั่วมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และอย่างที่เคยทำมา ปักกิ่งกำลังตามล่าหาฐานทัพทหารในภูมิภาคนี้ ซึ่งจะทำให้จีนสามารถแสดงอำนาจออกไปภายนอกและมีอิทธิพลต่อการเมืองในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก”

มิไฮ โซระ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศออสเตรเลียจากสถาบันโลวีในออสเตรเลีย ยกกรณีของประเทศจิบูตีที่ทำข้อตกลงด้านความมั่นคงกับจีน ซึ่งต่อมาได้พัฒนาจนกลายมาเป็นการสร้างฐานทัพซึ่งปีกกิ่งเลี่ยงบาลีเรียกว่า “สิ่งอำนวยความสะดวกด้านลอจิสติกส์”

ขณะที่นักรัฐศาสตร์อย่าง ทาร์ซิเซียส คาบูเทาลาคา มองว่า จีนไม่น่าจะตั้งฐานทัพในหมู่เกาะโซโลมอนอย่างเป็นทางการ เพราะจะยิ่งทำให้จีนถูกชาวโซโลมอนและชาวโลกมองในแง่ลบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจีนจะไม่มีกองกำลังทหารในหมู่เกาะโซโลมอนแบบไม่เปิดเผย และหากจีนสามารถส่งเรือรบหรือบุคคลากรทางทหารเข้าไปในโซโลมอนได้ดังที่ร่างสัญญาที่หลุดออกมาระบุไว้ จีนก็ไม่จำเป็นต้องมีฐานทัพอย่างเป็นทางการ

ทีมข่าวประเทศโพสต์ทูเดย์

AFP / POOL / THOMAS PETER

จริงหรือเล่น? อีลอน มัสก์ จะซื้อกิจการ Coca-Cola ปรับสูตรใส่ ‘โคเคน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681725

วันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 17:30 น.จริงหรือเล่น? อีลอน มัสก์ จะซื้อกิจการ Coca-Cola ปรับสูตรใส่ 'โคเคน'

หลังฮุบกิจการ Twitter ไปแล้ว อีลอน มัสก์ เผยต่อไปจะซื้อ Coca-Cola และนำโคเคนมาเป็นหนึ่งในส่วนผสมอีกครั้ง

หลังจากที่มหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลกอย่างอีลอน มัสก์ เรียกเสียงฮือฮาจากทั่วโลกด้วยการทุ่มเงินซื้อ Twitter ไปในราคา 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (28 เม.ย.) เขาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังประกาศผ่าน Twitter ว่า “ต่อไปผมจะซื้อ Coca-Cola และนำโคเคนมาเป็นหนึ่งในส่วนผสมอีกครั้ง”

Next I’m buying Coca-Cola to put the cocaine back in

— Elon Musk (@elonmusk) April 28, 2022

โดยขณะนี้ทวีตดังกล่าวมีผู้รีทวีตไปแล้วกว่า 425,000 ครั้ง และจำนวนคนกดถูกใจอีกกว่า 2.6 ล้านครั้ง

ทั้งนี้ โคเคนเคยถูกใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มของ Coca-Cola จริง แต่เลิกใช้ไปเมื่อทศวรรษ 1900 อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายเชื่อว่าทวีตของอีลอน มัสก์ เป็นเพียงแค่การพูดเล่นเท่านั้น

Photo by REUTERS/Mike Blake/File Photo

‘วิลมิงตัน’ ถิ่นของไบเดน เมืองสุดอันตรายในสหรัฐ เหลื่อมล้ำจนน่ากลัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681719

วันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 16:15 น.'วิลมิงตัน' ถิ่นของไบเดน เมืองสุดอันตรายในสหรัฐ เหลื่อมล้ำจนน่ากลัว

ยูทูบเบอร์ชาวอเมริกันตีแผ่ชีวิตประชาชนในเมืองวิลมิงตัน บ้านของประธานาธิบดีโจ ไบเดน

นิก จอห์นสัน ยูทูบเบอร์ชาวอเมริกันเผยแพร่คลิปวิดีโอตีแผ่ชีวิตประชาชนในเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเมืองนี้เป็นบ้านของประธานาธิบดีโจ ไบเดนด้วย โดยตั้งชื่อคลิปว่า Here’s how TERRIBLE Joe Biden’s home town of Wilmington, Delaware looks these days. (เมืองวิลมิงตัน, เดลาแวร์ บ้านของโจ ไบเดนทุกวันนี้น่ากลัวขนาดไหน) พร้อมตั้งคำถามว่าไบเดนรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในระยะทางเพียงไม่กี่ไมล์จากคฤหาสน์ของเขา?

นิกกล่าวว่าเขาเคยไปในหลายเมืองที่น่ากลัวที่สุดในสหรัฐ แต่ยังไม่เคยเห็นใครใช้ยาเสพติดเกินขนาดและล้มลงข้างถนนเหมือนกับที่นี่มาก่อน

ในเวลาเพียง 5 นาทีที่เข้าสู่วิลมิงตัน ผมเห็นคนกำลังจะตายบนถนนไป 2 คนแล้ว…มันเป็นเมืองที่ยากที่จะเข้าใจ แล้วมันก็ไม่ใช่เมืองใหญ่พอที่จะได้รับความสนใจในระดับชาติ แต่หลายพื้นที่ที่นี่อันตรายและน่ากลัวมากจริงๆ “

จอห์นสันกล่าวพร้อมเสริมว่าย่านดาวน์ทาวน์ที่เขาไปสำรวจนั้นอยู่ใกล้กับคฤหาสน์หรูของไบเดนเพียงนิดเดียว แต่เขาเดาว่าไบเดนต้องไม่เคยมาเหยียบที่นี่แน่ๆ

จอห์นสันเล่าว่าจุดพีกของวิลมิงตันคือในช่วงปี 1950 ตอนนั้นมีประชากรราว 110,000 คน แต่ค่อยๆ ลดลงจนตอนนี้เหลือเพียงประมาณ 70,000 คน หลายคนย้ายจากที่นี่ไปในเมืองที่ปลอดภัยกว่า เพื่ออนาคตที่สดใสกว่า

ถึงกระนั้น รัฐเดลาแวร์ถูกจัดว่าเป็นรัฐที่รวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ทว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่นั้นอยู่ในกระเป๋าเงินของคนรวยในตอนเหนือของวิลมิงตัน

นอกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำและยาเสพติดแล้ว อาชญากรรมก็เป็นปัญหาสำคัญของวิลมิงตัน

จอห์นสันเผยว่าอัตราการฆาตกรรมที่นี่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึง 10 เท่า และเพิ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจแผนกคดีฆาตกรรมเมื่อไม่นานมานี้เอง

เขาได้พูดคุยกับ ลีโอนาร์ด ไซป์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมจาก Crime in America.Net ซึ่งกล่าวว่าอาชญากรรมในเมืองวิลมิงตันเป็นปัญหาอาชญากรรมที่ยากเป็นพิเศษ

ก่อนหน้านี้จนถึงปี 2018 วิลมิงตันได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่อันตรายที่สุุดในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ อีกหลายแห่งในเขตมหานครฟิลาเดลเฟีย ในช่วงปี 200 ขณะที่เมืองส่วนใหญ่ในประเทศมีคดีอาชญากรรมและฆาตกรรมลดลง แต่วิลมิงตันได้ทำลายสถิติการฆาตกรรมหลายครั้งในปีเดียว

ในปี 2014 วิลมิงตันบันทึกคดีฆาตกรรม 28 ครั้ง ซึ่งคิดเป็นอัตรา 39.5 ต่อประชากร 100,000 คน หรือมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 10 เท่า และมักติดอันดับ “100 เมืองที่อันตรายที่สุดในสหรัฐอเมริกา” ของ NeighborhoodScout

ในปี 2017 ปัญหาอาชญากรรมในวิลมิงตันเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่อันตรายที่สุดอันดับที่ 5 ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่สำนักงานนายกเทศมนตรีและชาววิลมิงตันหลายคนเรียกร้องให้ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อลดอัตราการเกิดอาชญากรรมในวิลมิงตัน

เนื่องจากเมืองนี้เห็นการกราดยิงแทบทุกวัน และภายในเดือนพฤษภาคมของปีนั้น วิลมิงตันบันทึกคดีฆาตกรรมไปแล้ว 15 คดี

อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 เหตุกราดยิงในวิลมิงตันลดลงสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบกว่า 15 ปี ขณะที่เหตุอาชญากรรมในเมืองนี้ลดลงแล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทีมข่าวประเทศโพสต์ทูเดย์

Photo by Itsmytimenow07/Downtown north/Wilmington/Wikipedia