ชี้รัฐบาลจีนมีแผนฮุบอาลีบาบาเป็นสมบัติชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642875

วันที่ 16 ม.ค. 2564 เวลา 15:35 น.ชี้รัฐบาลจีนมีแผนฮุบอาลีบาบาเป็นสมบัติชาตินักวิเคราะห์จีนชี้รัฐบาลแดนมังกรกำลังวางแผนยึดกิจการของ แจ็ก หม่า มาเป็นสมบัติชาติ

International Business Times รายงานว่า ซ่งชิง บุคคลวงในในวงการผู้ให้บริการการเงินในช่องทางออนไลน์มองว่า การเดินหน้าตรวจสอบและควบคุมการดำเนินธุรกิจของบริษัท อาลีบาบา และแอนท์ กรุ๊ป ของ แจ็ก หม่า โดยทางการจีน เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำให้บริษัทเอกชนทั้งสองแห่งกลายเป็นกิจการของรัฐ

“มันต้องมีผลลัพธ์ออกมาสักอย่าง ตอนนี้พวกเขาเริ่มการตรวจสอบแล้ว นี่เป็นคำสั่งจากเบื้องบนแน่นอน” ซ่งชิงเผยกับ Radio Free Asia

ซ่งยังเผยอีกว่า ทางการจีนต้องการใช้กรณีของอาลีบาบาเป็นตัวอย่าง และคณะกรรมการต่อต้านการผูดขาดจะเร่งรัดกระบวนตรวจสอบให้เร็วขึ้น

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ People’s Daily ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนระบุว่า การเดินหน้าขจัดการผูกขาดทางการค้าของรัฐบาลจะนำมาสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น และยังระบุอีกว่าคณะกรรมการบริหารพรรคคอมมิวนิสต์ (politburo) เชื่อว่าการป้องกันการผูกขาดทางการค้าควรเพิ่มความเข้มงวด เพื่อป้องกันการขยายการลงทุนที่ไม่เป็นระเบียบ

หุ้นของอาลีบาบาร่วงราว 25% นับตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่หม่าวิจารณ์ระบบธนาคารของจีน และหลังจากนั้นก็มีคำสั่งฟ้าผ่าระงับการเสนอขายหุ้น IPO ของแอนท์ กรุ๊ป ซึ่งหากสำเร็จจะเป็นการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดในโลก

และนับแต่นั้นมาหม่าก็ไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกเลยจนเกิดคำถามว่าเจ้าตัวหายไปไหน

AFP PHOTO / FABRICE COFFRINI

เตือนอินโดอาจไหวอีกรอบหนักกว่าเดิม เสี่ยงเกิดสึนามิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642879

วันที่ 16 ม.ค. 2564 เวลา 14:15 น.เตือนอินโดอาจไหวอีกรอบหนักกว่าเดิม เสี่ยงเกิดสึนามิล่าสุดอินโดเจออาฟเตอร์ช็อกซ้ำหลังแผ่นดินไหว ยอดดับพุ่ง 45 ราย

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ดิโคริตา คาร์นาวาติ ผู้อำนวยการหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและธรณีฟิสิกส์อินโดนีเซียเตือนว่า มีความเป็นไปได้ว่าอินโดนีเซียจะเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง โดยอาจมีขนาดถึง 7 แมกนิจูด และมีความเสี่ยงเกิดสึนามิ

ในวันเดียวกันเกิดอาฟเตอร์ช็อก 5 แมกนิจูดในเมืองมามูจูและมาเจเนของจังหวัดสุลาเวสีตะวันตก 1 วันหลังจากเกิดแผ่นดินไหว 6.2 แมกนิจูดในพื้นที่เดียวกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหายและผู้เสียชีวิตจากเหตุอาฟเตอร์ช็อก

ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหววานนี้เพิ่มขึ้นเป็น 45 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 820 ราย อีก 15,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่

Photo by Hariandi Hafid / AFP

ไบเดนเลือก ส.ว.เชื้อสายไทยเป็นรองประธานเดโมแครตแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642866

วันที่ 16 ม.ค. 2564 เวลา 13:40 น.ไบเดนเลือก ส.ว.เชื้อสายไทยเป็นรองประธานเดโมแครตแห่งชาติในที่สุด ส.ว.แทมมี ดักเวิร์ธ ผู้มีสายเลือดไทยก็ได้รับตำแหน่งในรัฐบาลไบเดน

ทีมงานของว่าที่ประธานาธิบดร โจ ไบเดน ประกาศว่า ไบเดนเลือกพันโทหญิง ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ วุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์ของพรรคเดโมแครต ซึ่งมีเชื้อสายไทยให้ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต (DNC)

ขณะที่ เจมส์ แฮร์ริสัน จากรัฐเซาท์แคโรไลนา ได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต โดยปัจจุบันแฮร์ริสันเป็นรองประธานและที่ปรึกษาอาวุโสของคณะกรรมาธิการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต

สำหรับดักเวิร์ธ เมื่อรับตำแหน่งแล้วจะทำหน้าที่ดูแลกิจการของพรรคเดโมแครตเพื่อเตรียมพร้อมการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในปี 2022 ซึ่งเธอจะลงเลือกตั้งเพื่อชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิกสมัยที่ 2 ด้วย โดยตำแหน่งรองประธานนี้จะอยู่ไปจนถึงปี 2025

ทั้งนี้ ดักเวิร์ธเคยอยู่ในรายชื่อบุคคลที่ไบเดนจะเลือกให้เป็นรองประธานาธิบดี และเคยเป็นตัวเต็งว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ หรือรัฐมนตรีกระทรวงทหารผ่านศึกเช่นกัน

รัฐบาลดัตช์ลาออกทั้งคณะเหตุบริหารผิดพลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642863

วันที่ 16 ม.ค. 2564 เวลา 11:40 น.รัฐบาลดัตช์ลาออกทั้งคณะเหตุบริหารผิดพลาดคณะรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ลาออกทั้งคณะเซ่นบริหารจัดการเงินสวัสดิการเลี้ยงดูบุตรหลานผิดพลาด

นายกรัฐมนตรี มาร์ค รุตเตอร์ ของเนเธอร์แลนด์แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติหลังร่วมประชุมกับคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ในการยื่นใบลาออกพร้อมกันทั้งคณะ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดใหญ่หลวงของรัฐบาลในกรณีอื้อฉาวเรื่องการบริหารจัดการเงินสวัสดิการสำหรับเด็ก โดยจะรักษาการไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 17 มี.ค.นี้ เพื่อไม่ให้การรับมือ Covid-19 สะดุดลง

เหตุอื้อฉาวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสำนักงานสรรพากรตัดเงินสวัสดิการสำหรับเด็ก โดยกล่าวหาว่าครอบครัวกว่า 11,000 ครอบครัวทุจริตเงินส่วนนี้ระหว่างปี 2013-2019 และต้องจ่ายเงินคืนทางการหลายหมื่นยูโร บางครอบครัวต้องจ่ายถึง 48,000 ยูโร หรือ 1,745,739 บาท ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อฐานะทางการเงินของหลายครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถือสองสัญชาติและครอบครัวผู้อพยพ จนหลายคู่ต้องหย่าร้างกันอันเนื่องมาจากการทะเลาะเบาะแว้งเกี่ยวกับปัญหาทางการเงิน

ทว่า การตรวจสอบเอกสารย้อนหลังอย่างละเอียดของคณะกรรมการสอบสวนของรัฐสภาพบว่าเป็นความบกพร่องด้านเอกสาร โดยภายหลังทางการอนุมัติจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบครอบครัวละอย่างน้อย 30,000 ยูโร หรือ 1,091,086 บาท แต่หลายครอบครัวบอกว่าไม่เพียงพอ

หลังจากแถลงผู้นำเนเธอร์แลนด์ไปปั่นจักรยานไปยังพระราชวังเฮาส์เทนบอสช์เพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม อเล็กซานเดอร์ ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือลาออกของของคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ดี แม้การลาออกครั้งนี้จะได้รับเสียงชื่นชมจากหลายฝ่าย ทว่าฝ่ายค้านมองว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการเมือง เนื่องจากเนเธอร์แลนด์กำลังจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 17 มี.ค.นี้ และสภามีกำหนดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสัปดาห์หน้าด้วย

เตือนเชื้อกลายพันธุ์ทำสถานการณ์โควิดแย่ลงหลังพบกลายพันธุ์เพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642856

วันที่ 16 ม.ค. 2564 เวลา 09:38 น.เตือนเชื้อกลายพันธุ์ทำสถานการณ์โควิดแย่ลงหลังพบกลายพันธุ์เพิ่ม   สหรัฐเตือนเชื้อกลายพันธุ์ที่แพร่กระจายง่ายขึ้นจะซ้ำเติมสถานการณ์ Covid-19 ให้แย่ลง

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เตือนว่า เชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ อาทิ สายพันธุ์ B.1.1.7 จากอังกฤษ อาจทำให้การแพร่ระบาดของไวรัสทั่วประเทศซึ่งหนักอยู่แล้วแย่ลงอีก เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ติดจากคนสู่คนได้ง่ายขึ้น

เกรกอรี อาร์มสตรอง ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจจับโมเลกุลขั้นสูงของ CDC เผยว่า “หมายความว่าเราจะควบคุมได้ยากขึ้นมาตรการใดๆ ที่เราต้องปฏิบัติเราต้องยกระดับขึ้นอีก รวมทั้งการฉีดวัคซีน สายพันธุ์ B.1.1.7 อาจทำให้กราฟของสหรัฐพุ่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”

CDC   ยังกังวลอีกว่าเชื้อโคโรนาไวรัสจะกลายพันธุ์จนสามารถหลบหลีกภูทิคุ้มกันที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับวัคซีนหรือได้รับแอนติบอดี และแม้ว่าวัคซีนต้าน Covid-19 จะถูกออกแบบให้ปรับเปลี่ยนได้ง่ายและรวดเร็วเพื่อให้จัดการกับเชื้อสายพันธุ์ใหม่ แต่การเปลี่ยนวัคซีนใหม่อาจทำให้คนที่ได้รับวัคซีนไปแล้วต้องฉีดใหม่

นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่ารูปแบบของการกลายพันธุ์ที่ทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้มากขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมันเองเมื่อแพร่กระจายในคน เนื่องจากยิ่งมีคนติดเชื้อมากเชื้อไวรัสก็ยิ่งมีโอกาสกลายพันธุ์

และยังเป็นไปได้ว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสจะทำให้ตรวจพบเชื้อได้ยากขึ้นหากตรวจด้วยชุดทดสอบเดิมที่ใช้อยู่

ทั้งนี้ ขณะนี้สหรัฐพบเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธ์ุแล้ว 3 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์  20C-US สายพันธุ์ที่คล้ายกับสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่ระบาดในสหราชอาณาจักร และอีกสายพันธุ์หนึ่งเป็นสายพันธุ์เฉพาะของสหรัฐและกำลังระบาดหนักในเมืองโคลัมบัสของรัฐโอไฮโอ

เมื่อไทยอยู่นอกสายตาสหรัฐในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642801

วันที่ 15 ม.ค. 2564 เวลา 21:20 น.เมื่อไทยอยู่นอกสายตาสหรัฐในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเอกสารลับของทางการสหรัฐว่าด้วยยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกแทบจะไม่เอ่ยถึงไทยเลย

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 1 วันก่อนที่กลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะบุกอาคารรัฐสภา ทางการสหรัฐตัดสินใจปลดเอกสาร “เค้าโครงยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก” ที่ได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือน ก.พ. 2018 ออกจากการเป็น “เอกสารลับ” และเพิ่งนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 12 ที่ผ่านมา ทั้งที่ในทางปฏิบัติเอกสารนี้ต้องถูกเก็บเป็นความลับไปจนถึงปี 2043

เอกสารจำนวน 10 หน้าซึ่งถูกลบข้อความบางส่วนออกเป็นตัวแทนของพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์เปิดกว้างและเสรีในอินโด-แปซิฟิกที่สภาความั่นคงแห่งชาติของทรัมป์ทำขึ้นในปี 2017 โดยไปมุ่งเน้นไปที่การวางแผนนโยบายของสหรัฐเพื่อแข่งขันกับประเทศไม้เบื่อไม้เมากันอย่างจีนที่นับวันจะมีอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ

ต่อไปนี้คือไฮไลต์ที่สำคัญของเอกสารฉบับนี้

1.เอกสารระบุถึงความสนใจสูงสุดของสหรัฐในอินโด-แปซิฟิกไว้ว่า จะปกป้องมาตุภูมิและพลเมืองสหรัฐในต่างประเทศ ป้องกันไม่ให้อาวุธนิวเคลียร์แพร่หลาย คงไว้ซึ่งการเข้าถึงทางเศรษฐกิจ การทูต การทหารของสหรัฐในภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดในโลกและมีสัดส่วนเศรษฐกิจโลกมากกว่า 1 ใน 3 รวมทั้งรักษาความเป็นหนึ่งของสหรัฐในภูมิภาคควบคู่ไปกับการปกป้องค่านิยมอเมริกันและเสรีภาพในประเทศ

2.โดยภาพรวมนั้น สหรัฐมองว่าเกาหลีเหนือไม่ใช่ภัยคุกคามสหรัฐและพันธมิตรอีกต่อไป ส่วนอินเดียมีอิทธิพลในเอเชียใต้และเป็นแกนนำในการรักษาความมั่นคงในมหาสมุทรอินเดีย และสหรัฐจะเดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลกเพื่อต่อต้านพฤติกรรมบ่อนทำลายอธิปไตยผ่านการบีบบังคับของจีน

3.ที่น่าสนใจคือ เอกสารฉบับนี้พูดถึงความท้าทายด้านความมั่นคงของสหรัฐจากจีนเป็นหลัก โดยระบุแนวทางที่ต้องดำเนินการให้สำเร็จไว้ค่อนข้างมาก 

4.เมื่อพูดถึงจีน สหรัฐชี้ให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการขยายอิทธิพลของจีนในอินโด-แปซิฟิก โดยมองว่าจีนมีเป้าหมายจะทำลายพันธมิตรและความร่วมมือของสหรัฐในอินโด-แปซิฟิกแล้วหาประโยชน์จากช่วงสุญญากาศและโอกาสที่เกิดจากความสัมพันธ์ที่แตกแยกนั้น

5.เอกสารยังระบุอีกว่า อิทธิพลทางเศรษฐกิจ การทูต และการทหารของจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้ ซึ่งท้าทายการบรรลุผลประโยชน์ชาติของสหรัฐในภูมิภาค และยังเตือนว่าจีนจะกดดันให้ไต้หวันผนวกรวมกับจีนแผ่นดินใหญ่หนักขึ้น ด้วยเหตุนี้สหรัฐจะร่วมมือกับพันธมิตรและประเทศที่มีแนวคิดเดียวกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสกัดไม่ให้จีนมีแสนยานุภาพทางกองทัพและยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้น

6.เอกสารยังระบุถึงความพยายามของสหรัฐในการตอบโต้จีนทั้งในแง่ของการค้าและการทหาร อาทิ การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่ทำลายตลาดโลก และการใช้กำลังทางทหารของจีนต่อสหรัฐและพันธมิตรหรือหุ้นส่วน สหรัฐยังอ้างว่าจีนพยายามครอบครองเทคโนโลยีล้ำสมัย รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์ และชีวพันธุศาสตร์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสังคมเสรี

7.ข้อความในหมวดนี้เรียกปฏิกิริยาจากจีนได้อย่างดี โดย เจ้าลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนโต้ว่า เนื้อหาของเอกสารพิสูจน์ให้เห็นความมุ่งร้ายของสหรัฐในการควบคุมจีนและบ่อนทำลายความสงบและมั่นคงของภูมิภาค “เอเชีย-แปซิฟิกเป็นเวทีสำหรับให้สหรัฐและจีนเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นปะโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่สนามประลองหาคนแพ้ชนะ”

8.ส่วนนโยบายกับอินเดียนั้น สหรัฐจะร่วมมือกับอินเดียปกป้องความมั่นคงทางทะเลและตอบโต้อิทธิพลของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ และจะเสริมเขี้ยวเล็บให้อินเดียเพื่อให้เป็นหุ้นส่วนหลักด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐ รวมทั้งจะกระชับความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ผ่านความสัมพันธ์ทางการทัพที่เหนียวแน่น

9.สำหรับไต้หวัน เอกสารฉบับนี้เรียกร้องให้มียุทธศาสตร์การป้องกันที่จะขัดขวางไม่ให้จีนครอบงำน่านฟ้าและทะเลภายใน “สายโซ่แห่งดินแดนวงล้อมชั้นแรก” หรือบรรดาหมู่เกาะที่ทอดตัวในญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงเกาะบอร์เนียวซึ่งอยู่ล้อมรอบชายฝั่งของจีน รวมทั้งจะช่วยให้ไต้หวันสามารถพัฒนายุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้มั่นใจว่าไต้หวันจะปลอดภัย ไม่ถูกบีบบังคับ และรับมือกับจีนได้ด้วยตัวเอง

10.เอกสารยังระบุอีกว่า สหรัฐจะโน้มน้าวเกาหลีเหนือว่าหนทางเดียวที่จะรอดคือการล้มเลิกการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และจะเพิ่มแรงกดดันเกาหลีเหนือทั้งทางเศรษฐกิจ การทูต การทหาร การบังคับใช้กฎหมาย และเครื่องมือด้านข้อมูลข่าวสาร ด้วยการช่วยเสริมแสนยานุภาพทางกองทัพให้เกาหลีใต้และญี่ปุ่น และดึงให้เกาหลีใต้และญี่ปุ่นใกล้ชิดกันมากขึ้น และยังมีข้อความบางส่วนที่ทางการสหรัฐปิดไว้

11.ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกพูดถึงในสองมิติคือ เศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งแม้ว่าเป้าหมายจะอยู่ที่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศสมาชิกอาเซียน ทว่าความสำคัญอันดับแรกกลับไปอยู่ที่มิติความมั่นคงในทะเลจีนใต้

ยุทธศาสตร์กำหนดว่า สหรัฐจะส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในด้านโครงสร้างความมั่นคง รวมทั้งส่งเสริมให้อาเซียนเป็นหนึ่งเดียวกัน ไปจนถึงการส่งเสริมโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจในอินโด-แปซิฟิกที่เป็นทางเลือกที่น่าเชื่อถือแทนโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 ของจีน ทว่า ยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจนว่าสหรัฐจะบรรลุเป้าหมายนี้เหล่านี้อย่างไร

12.ทั้งนี้ ในขณะนั้นสหรัฐมีกรอบการดำเนินงานที่มุ่งเน้นให้อาเซียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์เน้นย้ำมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทว่าในความเป็นจริงรัฐบาลทรัมป์กลับให้ความสำคัญอาเซียนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นการไม่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงรองจากทรัมป์เข้าร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญ อาทิ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกถึง 2 ครั้ง แม้ปากจะบอกว่าให้อาเซียนจัดตั้งแนวร่วมต่อต้านจีนก็ตาม

13.ในหมวดเดียวกันนี้ สหรัฐยังให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอาเซียน รวมทั้งการบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่มีมาตรฐานทางการค้าและการลงทุนที่กำหนดโดยสหรัฐ เพื่อให้อาเซียนลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากจีน ทว่าสหรัฐกลับไม่ได้ลงนามในสัญญาทางค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ของจีดีพีอย่างความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน เข้าร่วม

14.ไม่นานหลังจากเอกสารฉบับนี้ถูกเผยแพร่ อีวาน ลัคส์มานา จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศอินโดนีเซีย ถึงกับบอกว่าข้อความในหมวดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ช่างน่าผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย” ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าสหรัฐไม่เข้าใจอาเซียนและไม่ได้ให้ความสำคัญอาเซียนเท่าภูมิภาคอื่น

15.เอกสารระบุถึงไทยว่า สหรัฐจะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับไทยและฟิลิปปินส์ด้วยการรักษาและหากเป็นไปได้ก็จะขยายความช่วยเหลือด้านการพัฒนา และความร่วมมือระหว่างกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อมรบ และการทำงานร่วมกัน

16.ที่น่าสังเกตคือ เอกสารจำนวน 10 หน้านี้เอ่ยถึงไทยเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซ้ำยังเป็นการเอ่ยถึงแบบสั้นๆ 

17.ในตอนหนึ่งของเอกสารระบุว่า สหรัฐจะสร้างกรอบการทำงานจัตุภาคีด้านความมั่นคงกับอินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

18.โรรี เมดคาล์ฟ ผู้อำนวยการวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติของมหาวิทยาลัยแห่งชาติอสเตรเลีย มองว่าข้อความในข้อ 17 เป็นการยืนยันว่านโยบายยุทธศาสตร์ของสหรัฐในอินโด-แปซิฟิกขับเคลื่อนโดยพันธมิตรและหุ้นส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

นักวิจัยจีนเตือน ปีนี้สถานการณ์โควิดทั่วโลกอาจแย่ลงอีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642840

วันที่ 15 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.นักวิจัยจีนเตือน ปีนี้สถานการณ์โควิดทั่วโลกอาจแย่ลงอีกนักวิจัยจีนคาดผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจแตะ 5 ล้านภายในเดือนมีนาคม

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่าทีมผู้เชี่ยวชาญจากจีนเตือนว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโลกโควิด-19 ทั่วโลกในปีนี้อาจเลวร้ายกว่าปี 2020 โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน (CDC) และสถาบันวิจัยด้านสาธารณสุขคาดว่าภายในต้นเดือนมีนาคมอาจมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านคนซึ่งขณะนี้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 2 ล้านคน

งานวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ ซวี่ เจียนกัว จาก CDC ถูกตีพิมพ์ลงบนวารสาร Disease Surveillance ซึ่งระบุว่าขณะที่มีรายงานผู้ป่วยกว่า 92 ล้านคนทั่วโลก แต่จำนวนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็น 170 ล้านคนภายในช่วงต้นเดือนมีนาคม โดยคาดว่าสหรัฐน่าจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบเลวร้ายที่สุด

ซึ่งจำนวนผู้ป่วยในสหรัฐอาจสูงถึง 32 ล้านคนหรือประมาณ 20% ของจำนวนผู้ป่วยทั่วโลก ขณะที่รองลงมาคาดว่าจะเป็นอินเดีย, บราซิล และรัสเซีย โดยมีผู้ป่วย 15.5 ล้าน, 15 ล้าน และ 6 ล้านคนตามลำดับ

งานวิจัยยังกล่าวอีกว่าเพียงแค่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว สหรัฐยืนยันผู้ป่วยมากกว่า 1.7 ล้านคน และเพื่อจะควบคุมสถานการณ์ให้ดีที่สุดสหรัฐจะต้องรักษาจำนวนผู้ป่วยไว้ที่ประมาณ 26 ล้านคน กล่าวคือมีผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศไม่เกิน 3 ล้านคน

เบนจามิน นูมาน ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาและหัวหน้านักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัสเอแอนด์เอ็ม กล่าวว่าการคาดเดาแนวทางในการแพร่ระบาดของนั้นมีความไม่แน่นอน

แต่อย่างไรก็ตามทางที่ดีที่สุดเราควรที่จะต้องรักษามาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรครวมถึงเร่งผลิตและแจกจ่ายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 3 ล้านคนตามการคาดการณ์ มิเช่นนั้นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอาจมีผู้เสียชีวิตรวมถึง 7 ล้านคนทั่วโลก อนาคตของโควิด-19 อยู่ในมือของทุกๆ คน

ทั้งนี้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากแสดงให้เห็นว่าไวรัสกำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ และหากมันสามารถปรับตัวให้เข้ากับร่างกายของมนุษย์ได้เช่นเดียวกับไวรัสไข้หวัดใหญ่มันก็สามารถซ่อนตัวและปรากฏขึ้นใหม่ได้ในทุกๆ ฤดูกาล

แม้ว่าขณะนี้บางประเทศรวมถึงสหรัฐและสหราชอาณาจักรได้เปิดตัวโครงการฉีดวัคซีนจำนวนมาก แต่นักวิจัยในประเทศจีนยังคงเสนอว่าให้รอก่อนเนื่องจากยังไม่แน่ใจในผลข้างเคียงของไวรัสกลายพันธุ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยน้อยหรือไม่มีเลยก็ไม่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนจำนวนมาก

พร้อมเสริมว่าจีนควรเฝ้าระวังผลข้างเคียงของวัคซีนต่างๆ ในต่างประเทศอย่างใกล้ชิดก่อนที่จะทำการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วประเทศ และควรตรวจหาโรคจากประชาชนถึง 1 ล้านคนต่อวันเพื่อที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสทั่วประเทศ

นอกจากนี้จีนจำเป็นต้องสร้างโรงงานขนาดใหญ่เพื่อฆ่าเชื้อสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่สัตว์ทุกตัวรวมถึงสัตว์เลี้ยงจะต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้กลายเป็นโฮสต์ของไวรัส

Photo by STR / AFP

สหรัฐเจอเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ติดง่ายกว่าเดิม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642836

วันที่ 15 ม.ค. 2564 เวลา 18:15 น.สหรัฐเจอเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ติดง่ายกว่าเดิมสหรัฐเจอเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ถึง 3 สายพันธุ์ ติดจากคนสู่คนง่ายขึ้น

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นอิลลินอยส์คาร์บอนเดล (SIU) พบเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ชื่อว่า 20C-US โดยจากการสืบหาที่มาย้อนหลังพบร่องรอยการระบาดครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้วในรัฐเท็กซัส

ขณะนี้เชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ 20C-US พบมากในแถบมิดเวสต์ตอนบนและรัฐทางตะวันออก โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์นี้คิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ ซึ่งหมายความว่าเชื้อสายพันธุ์นี้แพร่กระจายและติดจากคนสู่คนง่ายขึ้น

การพบเชื้อสายพันธุ์ 20C-US เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอพบเชื้อกลายพันธุ์ 2 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หนึ่งคล้ายกับสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่ระบาดในสหราชอาณาจักร และอีกสายพันธุ์หนึ่งเป็นสายพันธุ์เฉพาะของสหรัฐและกำลังระบาดหนักในเมืองโคลัมบัสของรัฐโอไฮโอ

คีธ แก๊กนอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางเคมีและชีวเคมีจาก SIU เผยว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเชื้อกลายพันธุ์จะส่งผลกับประสิทธิภาพของวัคซีนหรือไม่

Photo by Handout / National Institutes of Health / AFP

รถเทสลาโดนเรียกคืนกว่าแสนคันเสี่ยงไม่ปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642832

วันที่ 15 ม.ค. 2564 เวลา 17:10 น.รถเทสลาโดนเรียกคืนกว่าแสนคันเสี่ยงไม่ปลอดภัยองค์กรบริหารความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐยื่นจดหมายถึงเทสลาหลังพบปัญหาด้านความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 14 มกราคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าองค์กรบริหารความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐอเมริกา (NHTSA) ยื่นจดหมายถึงบริษัทเทสลา (Tesla) เพื่อขอให้เรียกคืนรถยนต์จำนวน 158,000 คัน หลังพบปัญหาเกี่ยวกับหน้าจอแสดงผลของรถยนต์ กล้องมองหลัง และฟังก์ชันด้านความปลอดภัยอื่นๆ

โดยองค์กรบริหารความปลอดภัยบนท้องถนนระบุว่าพบข้อบกพร่องในรถยนต์เทสลาโมเดล เอส บางรุ่นในปี 2012 ถึง 2018 และเทสลาโมเดล เอ็กซ์เอส ปี 2016 ถึง 2018

ซึ่งผู้ตรวจสอบได้สรุปอย่างคร่าวๆ ว่าชุดควบคุมสื่อ (MCU) มีข้อผิดพลาดส่งผลให้หน้าจอระบบสัมผัสบนรถไม่แสดงผล ภาพจากล้องมองหลังไม่พร้อมใช้งาน ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้รถยนต์และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

นอกจากนี้ความล้มเหลวของ MCU ยังสามารถทำให้ระบบกำจัดไอน้ำและน้ำแข็งที่กระจกหน้ารถใช้การไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบ Autopilot และการทำงานของสัญญาณไฟเลี้ยวอีกด้วย

จึงได้ขอให้เทสลาดำเนินการเรียกคืนรถยนต์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดและแจ้งต่อผู้ซื้อและตัวแทนจำหน่ายทั้งหมดให้ทราบถึงข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยและดำเนินการแก้ไข

ทั้งนี้ รถยนต์จำนวน 158,000 คันที่ต้องเรียกคืนนั้นคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของรถยนต์ทั้งหมดที่เทสลาวางจำหน่ายในปี 2020 เลยทีเดียว

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

เคลียร์! บริษัทมาเลย์ขอโทษปมจดทะเบียน ‘เสือร้องไห้’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642819

วันที่ 15 ม.ค. 2564 เวลา 15:30 น.เคลียร์! บริษัทมาเลย์ขอโทษปมจดทะเบียน 'เสือร้องไห้'บริษัทมาเลเซียยกเลิกจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเมนู ‘ฮารีมาอู เมอนางิส’ หรือ ‘เสือร้องไห้’

Malay Mail เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นมาเลเซียรายงานเมื่อวันที่ 14 มกราคมว่า ดาติน นูร์ คาร์ตินี นูร์ โมฮัมเหม็ด (Datin Noor Kartini Noor Mohamed) เจ้าของร้านอาหารชาวมาเลเซีย ได้ออกมาขอโทษพร้อมยกเลิกการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเมนู “ฮารีมาอู เมอนางิส (Harimau Menangis)” หรือเสือร้องไห้

หลังจากทีก่อนหน้านี้เธอยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเมนูดังกล่าวต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาของมาเลเซีย (MyIPO) ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนอย่างหนักบนโซเชียลมีเดีย เนื่องจากหากว่าเธอทำการจดทะเบียนสำเร็จจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ขายเมนูดังกล่าวด้วยเช่นกัน

โดยนูร์ คาร์ตินี ออกมาขอโทษที่ทำให้เกิดความสับสน พร้อมหวังว่าการยกเลิกการจดทะเบียนครั้งนี้จะช่วยระงับความขัดแย้งซึ่งกำลังแพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดีย

“ฉันตัดสินใจยกเลิกการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า “ฮารีมาอู เมอนางิส” โดยเร็วที่สุด ในความเป็นจริงฉันตั้งใจจะใช้เพื่อปกป้องแบรนด์ของตัวเองไม่ให้ถูกลอกเลียนแบบ ฉันขอโทษและตระหนักถึงความสับสนที่เกิดขึ้น ฉันหวังว่าการตัดสินใจของฉันจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้” นูร์ คาร์ตินีกล่าว

พร้อมย้ำว่าเธอไม่ได้มีเจตนาที่จะขัดขวางผู้ประกอบการรายอื่นและหวังว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะได้รับการแก้ไขและไม่ยืดเยื้อ

ด้านดาตุ๊ก โมฮัมหมัด อะลามิน (Datuk Mohamad Alamin) อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามาเลเซียอธิบายว่าผู้ที่คัดค้านสามารถโต้แย้งการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้หากพวกเขาเชื่อว่าไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ผู้คนจำนวนมากรวมทั้งชาวมาเลเซียเองก็ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าสูตรอาหารดังกล่าวซึ่งเป็นเนื้อวัวที่ผ่านการย่างและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เสิร์ฟพร้อมกับข้าวเหนียวนั้นมีต้นกำเนิดมาจากเมนู “เสือร้องไห้” ของประเทศไทย ซึ่งไม่ควรจะนำมาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า