เมื่อจีนวิกฤต ปิดเซี่ยงไฮ้ ทำให้โลกต้องสะเทือนแค่ไหน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681399

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 14:10 น.เมื่อจีนวิกฤต ปิดเซี่ยงไฮ้ ทำให้โลกต้องสะเทือนแค่ไหน?

นโยบาย ‘โควิดเป็นศูนย์’ ของจีนกับการล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ที่สะเทือนเศรษฐกิจโลก

1. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (25 เม.ย.) ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอยู่ที่ 6.55 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 1 ปี ขณะที่แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนแย่ลง เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

2. การล็อกดาวน์เมืองต่างๆ กว่าสิบแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ เมืองที่ใหญ่และมั่งคั่งที่สุดของประเทศ และเป็นหนึ่งในมหานครที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ประชาชนราว 25 ล้านคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน สร้างความกังวลต่อการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และยังทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าจีนจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ที่ประมาณ 5.5% ได้หรือไม่

3. เซี่ยงไฮ้ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดที่สุดสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ซีเอ็นเอ็นระบุว่ามีบริษัทข้ามชาติมากกว่า 70,000 แห่ง จัดตั้งสำนักงานในเซี่ยงไฮ้ รวมถึง Apple, Pepsico, General Motors, Qualcomm และ Tyson Foods

4. เซี่ยงไฮ้ยังเป็นที่ตั้งของโรงงานที่สำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมหลายแห่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากกการล็อกดาวน์ครั้งนี้ด้วย รวมถึง Tesla ซึ่งต้องปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Gigafactory) ในเซี่ยงไฮ้เป็นเวลานาน 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ซึ่งได้กลับมาเปิดทำการอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าถึง 2,000 คันต่อวัน

5. บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างมาร์ค หลิว Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) บริษัทผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน ระบุว่าการล็อกดาวน์เมืองเซี่ยงไฮ้ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และโทรทัศน์ ขณะที่โรงงานหลายแห่งต้องปิดเป็นการชั่วคราว

6. ขณะที่เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญของจีน โดยตัวเลขที่เปิดเผยจากทางการจีนชี้ว่า ในปีที่แล้วสินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออกจากจีน 6% มาจากเซี่ยงไฮ้

7. นอกจากในแง่ของอุปทานที่ลดลงแล้ว ท่าเรือในเซี่ยงไฮ้ถือได้ว่าเป็นท่าเรือที่คับคั่งที่สุดในโลกตามรายงานของซีเอ็นเอ็น ซึ่งมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์หมุนเวียนผ่านท่าเรือมากกว่า 47 ล้านทีอียูในปีที่แล้ว นอกจากนี้เซี่ยงไฮ้ยังเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญในเอเชีย โดยท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ ผู่ตง และท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ หงเฉียว รองรับผู้โดยสารราว 112 ล้านคนในปี 2019 ทำให้เป็นศูนย์กลางที่พลุกพล่านที่สุดอันดับ 4 ของโลก รองจากลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว แต่โควิด-19 ทำให้การใช้งานท่าเรือและสนามบินต้องชะงัก และยังนำไปสู่อัตราค่าขนส่งทางอากาศที่พุ่งสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อซัพพลายเชนทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

8. แม้ว่าท่าเรือเซี่ยงไฮ้ยังคงเปิดดำเนินการอยู่ แต่ข้อมูลอุตสาหกรรมที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนมี.ค. แสดงให้เห็นว่าจำนวนเรือที่รอขนถ่ายสินค้าพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

9. นอกจากนี้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในจีนยังทำให้ Foxconn Technology Group ซัพพลายเออร์รายใหญ่ผู้ผลิตสินค้าให้กับ Apple ตั้งปิดโรงงาน 2 แห่งในเมืองคุนซาน มณฑลเจียงซู เป็นการชั่วคราวหลังพบคนงานติดโควิด-19

10. วันนี้ (25 เม.ย.) บลูมเบิร์กยังรายงานว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ร่วงลงราว 3% สู่ระดับต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากที่เซี่ยงไฮ้รายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญกับอุปสงค์น้ำมันที่เลวร้ายที่สุดในเดือนนี้ นับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19

11. รายงานระบุว่านอกจากสถานการณ์ในยูเครนแล้ว นโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero-Covid) ของจีนก็เป็นอีกหนึ่งประการที่นำไปสู่ความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยจีนได้ดำเนินการล็อกดาวน์ในหลายเมือง และดำเนินการตรวจหาเชื้ออย่างเข้มงวด ขณะที่เซี่ยงไฮ้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ของการล็อกดาวน์แล้ว

12. ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงการบินของจีนในเดือนเม.ย. คาดว่าจะลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเทียบเท่ากับการบริโภคน้ำมันดิบที่ลดลง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

Photo by REUTERS/Aly Song

เตรียมรับยุคข้าวยากหมากแพง ชาวโลกกระอักวิกฤตน้ำมันพืชราคาพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681398

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 13:35 น.เตรียมรับยุคข้าวยากหมากแพง ชาวโลกกระอักวิกฤตน้ำมันพืชราคาพุ่ง

หลังมหาอำนาจน้ำมันพืชส่งสัญญาณน่าห่วง อินโดนีเซียประกาศห้ามส่งออกน้ำมันปาล์ม ส่วนมาเลเซียเริ่มขยับบ้าง

ผู้บริโภคน้ำมันพืชทั่วโลกไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจ่ายเงินจำนวนสูงสุดสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคหลังจากการห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มที่สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลกของอินโดนีเซียบังคับให้ผู้ซื้อต้องแสวงหาทางเลือกอื่น ซึ่งขาดแคลนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

ความเคลื่อนไหวโดยผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลกที่ห้ามส่งออกตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จะทำให้ราคาน้ำมันเพื่อบริโภคที่สำคัญทั้งหมดมีราคาสูงขึ้นมา รวมทั้งน้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันเรพซีด ผู้สังเกตการณ์อุตสาหกรรมคาดการณ์ ซึ่งจะสร้างความเครียดเพิ่มเติมให้กับผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อต้นทุนในเอเชียและแอฟริกาที่ได้รับผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงและอาหารที่สูงขึ้น

เจมส์ ฟราย ประธานที่ปรึกษาด้านสินค้าโภคภัณฑ์ LMC International ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า “การตัดสินใจของอินโดนีเซียไม่เพียงส่งผลต่อความพร้อมใช้น้ำมันปาล์มเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อน้ำมันพืชทั่วโลกด้วย

น้ำมันปาล์ม ถูกใช้ในทุกอย่างตั้งแต่เค้กและน้ำมันทอดไปจนถึงเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด – คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของการขนส่งน้ำมันพืชทั่วโลก และผู้ผลิตชั้นนำในอินโดนีเซียมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกน้ำมันพืชทั้งหมด ประกาศห้ามส่งออกเมื่อวันที่ 22 เมษายน จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม เพื่อจัดการกับราคาในประเทศที่สูงขึ้น

“สิ่งนี้เกิดขึ้นในขณะที่การส่งออกของน้ำมันหลักอื่น ๆ อยู่ภายใต้แรงกดดัน น้ำมันถั่วเหลืองเจอจากภัยแล้งในอเมริกาใต้ น้ำมันเรพซีดเกิดหายนะพืชคาโนลาในแคนาดา และน้ำมันดอกทานตะวันเจอภัยสงครามของรัสเซียกับยูเครน” ฟรายกล่าว

ราคาน้ำมันพืชได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในมาเลเซีย ไปจนถึงภัยแล้งในอาร์เจนตินาและแคนาดา ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันคาโนลารายใหญ่ที่สุดตามลำดับ ทำให้อุปทานลดลง

ผู้ซื้อต่างหวังว่าพืชผลดอกทานตะวันจากผู้ส่งออกรายใหญ่ของยูเครนจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดได้ แต่เสบียงจากยูเครนหยุดลงเนื่องจากการ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ของรัสเซีย

เรื่องนี้ทำให้ผู้นำเข้าพุ่งพาการซื้อน้ำมันปาล์มเพื่ออุดช่องว่างอุปทานจนกว่าคำสั่งห้ามของอินโดนีเซียจะส่ง “ผลกระทบทวีคูณ” ต่อผู้ซื้อ Atul Chaturvedi ประธานกลุ่มการค้าของ Solvent Extractors Association of India (SEA) กล่าว

ไม่มีทางเลือก

ผู้นำเข้า เช่น อินเดีย บังคลาเทศ และปากีสถาน จะพยายามเพิ่มการซื้อน้ำมันปาล์มจากมาเลเซีย แต่ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสองของโลกไม่สามารถเติมเต็มช่องว่างที่สร้างขึ้นโดยอินโดนีเซีย Chaturvedi กล่าว

โดยทั่วไปแล้ว น้ำมันปาล์มเกือบครึ่งหนึ่งของอินเดียนำเข้าจากอินโดนีเซีย ขณะที่ปากีสถานและบังคลาเทศนำเข้าเกือบ 80% ของน้ำมันปาล์มจากอินโดนีเซีย

“ไม่มีใครสามารถชดเชยการสูญเสียน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียได้ ทุกประเทศจะต้องประสบปัญหา” Rasheed JanMohd ประธานสมาคมโรงกลั่นน้ำมันเพื่อการบริโภคของปากีสถาน (PEORA) กล่าว

ในเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันพืชพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากอุปทานน้ำมันดอกทานตะวันถูกขัดขวางจากภูมิภาคทะเลดำ จากสงครามในยูเครน

ตัวแทนจำหน่ายในมุมไบที่มีบริษัทการค้าระดับโลกกล่าวว่าการเพิ่มขึ้นของราคาส่งผลต่อต้นทุนของโรงกลั่นน้ำมันซึ่งมีสินค้าคงคลังต่ำกว่าปกติเพราะคาดว่าจะมีการลดราคาลง แต่ปรากฏว่าราคาน้ำมันทั้งหมดกลับพุ่งสูงขึ้นไปอีก

“โรงกลั่นประเมินสถานการณืผิด ตอนนี้พวกเขารอไม่ได้แล้วเป็นเวลาสองสามสัปดาห์ พวกเขาต้องซื้อน้ำมันเข้ามาเพื่อดำเนินการโรงงาน” ตัวแทนจำหน่ายกล่าว

ในขณะที่อินโดนีเซียอนุญาตให้ส่งสินค้าได้จนถึงวันที่ 28 เมษายน ประเทศผู้บริโภคจะมีอุปทานเพียงพอสำหรับครึ่งแรกของเดือนพฤษภาคม แต่อาจประสบปัญหาการขาดแคลนจากครึ่งหลัง บุคคลที่ทำงานในโรงกลั่นในธากากล่าว

ผู้กลั่นน้ำมันในเอเชียใต้จะค่อยๆ ปล่อยน้ำมันออกสู่ตลาดอย่างช้าๆ เนื่องจากพวกเขาทราบดีว่าอุปทานมีจำกัด เขากล่าว

ในอินเดีย ผู้นำเข้าน้ำมันพืชรายใหญ่ที่สุดของโลก ราคาน้ำมันปาล์มพุ่งขึ้นเกือบ 5% ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาอุตสาหกรรมจะขาดแคลนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ราคายังเพิ่มขึ้นในปากีสถานและบังคลาเทศ ล่าสุด คณะกรรมการน้ำมันปาล์มของมาเลเซียกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต่างๆ จะต้องพิจารณาลำดับความสำคัญของอาหารกับเชื้อเพลิง หลังการตัดสินใจของอินโดนีเซียในการห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มได้จุดชนวน “วิกฤต” ของการขาดแคลนน้ำมันพืชที่บริโภคได้ทั่วโลก

Ahmad Parveez Ghulam Kadir ผู้อำนวยการคณะกรรมการน้ำมันปาล์มแห่งมาเลเซีย (MPOB) กล่าวว่า “เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับประเทศต่างๆ ที่จะต้องแน่ใจว่ามีน้ำมันและไขมันเป็นอาหารเพียงพอและ…หยุดหรือลดปริมาณการใช้ไบโอดีเซลชั่วคราว” ผู้อำนวยการคณะกรรมการน้ำมันปาล์มของมาเลเซีย (MPOB) กล่าว

Source

– Indonesia’s palm oil export ban leaves global buyers with no plan B/Reuters 

-Malaysia’s palm oil board urges countries to reconsider food versus fuel priorities/Reuters 

Photo – REUTERS/Hasnoor Hussain 

จีนเดินหน้าภารกิจป้องกันดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681379

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 11:20 น.จีนเดินหน้าภารกิจป้องกันดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก

จีนเตรียมสร้างระบบป้องกันภัยดาวเคราะห์น้อย ตั้งเป้าทดสอบโดยเร็วที่สุดในปี 2025

Global Times รายงานว่า หวู่ หยานหัว รองผู้อำนวยการองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติของจีน เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา เนื่องในวันอวกาศ (Space Day) ของจีนว่ากำลังวางแผนสร้างระบบติดตามและเปลี่ยนวงโคจรดาวเคราะห์น้อย เพื่อป้องกันดาวพุ่งชนโลก ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำการทดลองได้อย่างเร็วที่สุดในปี 2025

หวู่กล่าวว่า “ระบบดังกล่าวจะมีองค์ประกอบทั้งภาคพื้นดินและบนอวกาศ ซึ่งจะจัดทำรายการและวิเคราะห์ดาวเคราะห์น้อย เพื่อพิจารณาว่าสิ่งใดที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อโลกหรือมนุษยชาติ ยิ่งไปกว้านั้นระบบจะจำลองผลกระทบของดาวเคราะห์น้อยที่อาจเกิดขึ้นได้”

ท่ามกลางการจับตามองจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญว่าระบบนี้อาจเป็นส่วนเสริมสำคัญในการจัดการกับภัยคุกคามของดาวเคราะห์น้อยที่อาจพุ่งชนโลก

Global Times ระบุว่าโครงการดังกล่าวยังคงรอการอนุมัติจากทางการจีน และต้องมีการประสานงานจากหลายฝ่าย

ทั้งนี้ เว็บไซต์ RT ของรัสเซียรายงานว่าจีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กังวลกับภัยคุกคามจากดาวเคราะห์น้อยที่อาจเกิดต่อโลก โดย NASA ได้พัฒนาโครงการที่คล้ายกันในเดือนพ.ย. 2021 ซึ่งร่วมมือกับ SpaceX เปิดตัวยานอวกาศ DART ยานลำแรกของ NASA ที่มีภารกิจทดสอบเทคโนโลยีการป้องกันดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก

แม้ว่าในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา NASA จะกล่าวว่าไม่มีดาวเคราะห์น้อยที่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงจากการพุ่งชนโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม NASA เสริมว่าจริงๆ แล้ว 60% ของก้อนหินบนอวกาศอาจยังไม่ถูกค้นพบ

Global Times รายงานว่าเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยพุ่งเข้าใกล้โลกเกิดขึ้นครั้งล่าสุดในปี 2013 ที่เมืองเชเลียบินสค์ (Chelyabinsk) ของรัสเซีย แม้ว่าวัตถุดังกล่าวจะไม่ได้พุ่งชนกับพื้นโลก แต่ถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศและมีเพียงเศษเล็กเศษน้อยที่ร่วงลงบนโลก แต่เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 1,600 คน และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายสิบคน

Silva/Spaceengine/Handout via REUTERS

โลกมุ่งสู่การสะสมอาวุธ งบทหารทั่วโลกทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681377

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 10:59 น.โลกมุ่งสู่การสะสมอาวุธ งบทหารทั่วโลกทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก

รายจ่ายทางการทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.7% ในปี 2564 สู่ระดับ 2,113,000 ล้านล้านดอลลาร์

ตามข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านการทหารทั่วโลกที่เผยแพร่ในวันนี้โดยสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ผู้ใช้จ่ายงบประมาณด้านการทหารรายใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2564 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย สหราชอาณาจักร และรัสเซีย โดยรวมกันคิดเป็น 62% ของรายจ่าย 

การใช้จ่ายทางทหารแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่สองของการระบาดใหญ่

การใช้จ่ายด้านการทหารทั่วโลกยังคงเติบโตในปี 2564 โดยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ นี่เป็นปีที่ 7 ติดต่อกันที่การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ดร.ดิเอโก โลเปส ดา ซิลวา นักวิจัยอาวุโสของโครงการค่าใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธของ SIPRI กล่าวว่า “แม้อยู่ท่ามกลางผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 การใช้จ่ายทางการทหารของโลกก็พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ‘อัตราการเติบโตที่แท้จริงมีการชะลอตัวเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ในแง่ตัวเงินแล้ว การใช้จ่ายทางทหารเพิ่มขึ้น 6.1%’

ผลจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในปี 2564 ภาระทางทหารทั่วโลก คือ รายจ่ายทางการทหารของโลกในฐานะส่วนแบ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลก ลดลง 0.1% จาก 2.3% ในปี 2563 เป็น 2.2% ในปี 2564

สหรัฐอเมริกามุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาทางทหาร

การใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐฯ มีมูลค่า 801,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2564 ลดลง 1.4% จากปี 2563 ภาระทางทหารของสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยจาก 3.7% ของ GDP ในปี 2563 เป็น 3.5% ในปี 2564

เงินทุนของสหรัฐฯ สำหรับการวิจัยและพัฒนาทางทหาร (R&D) เพิ่มขึ้น 24% ระหว่างปี 2555-2564 ในขณะที่เงินทุนในการจัดหาอาวุธลดลง 6.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน ในปี 2564 การใช้จ่ายทั้งสองลดลง อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่ลดลง (–1.2 เปอร์เซ็นต์) นั้นน้อยกว่าการใช้จ่ายด้านการจัดซื้ออาวุธ (–5.4 เปอร์เซ็นต์)

“การใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 2555-2564 แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในยุคหน้ามากขึ้น” อเลกซานดรา มาร์กสไตเนอร์ นักวิจัยจากโครงการค่าใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธของ SIPRI กล่าว ‘รัฐบาลสหรัฐได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของกองทัพสหรัฐเหนือคู่แข่งเชิงกลยุทธ์’

รัสเซียเพิ่มงบประมาณกองทัพก่อนทำสงคราม

รัสเซียเพิ่มรายจ่ายทางทหารขึ้น 2.9% ในปี 2564 เป็น 65,900 ล้านดอลลาร์ ณ เวลาที่รัสเซียกำลังเพิ่มกองกำลังตามแนวชายแดนยูเครน นี่เป็นปีที่สามติดต่อกันของการเติบโตและการใช้จ่ายทางทหารของรัสเซียสูงถึง 4.1% ของ GDP ในปี 2564

“รายได้จากน้ำมันและก๊าซที่สูงช่วยให้รัสเซียเพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหารในปี 2564 ค่าใช้จ่ายทางทหารของรัสเซียลดลงระหว่างปี 2559 ถึง 2562 อันเป็นผลมาจากราคาพลังงานที่ต่ำประกอบกับมาตรการคว่ำบาตรเพื่อตอบสนองต่อการผนวกไครเมียของรัสเซียในปี 2557” ลูซี เบโรด์-ซูโดร ผู้อำนวยการโครงการค่าใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธของ SIPRI กล่าว

เส้นงบประมาณ “การป้องกันประเทศ” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3 ใน 4 ของการใช้จ่ายทางทหารทั้งหมดของรัสเซีย และรวมถึงเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานตลอดจนการจัดหาอาวุธ ได้รับการแก้ไขแล้วตลอดทั้งปี ตัวเลขสุดท้ายอยู่ที่ 48,400 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 14% ณ สิ้นปี 2563

เนื่องจากต้องเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันรัสเซีย การใช้จ่ายทางทหารของยูเครนจึงเพิ่มขึ้น 72% นับตั้งแต่การผนวกไครเมียในปี 2557 การใช้จ่ายลดลงในปี 2564 เป็น 5,900 พันล้านดอลลาร์ แต่ยังคิดเป็น 3.2% ของจีดีพีของประเทศ

เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยผู้ใช้จ่ายรายใหญ่ในเอเชียและโอเชียเนีย

ประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้จ่ายมากเป็นอันดับสองของโลก จัดสรรเงินให้กองทัพประมาณ 293,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2564 เพิ่มขึ้น 4.7% เมื่อเทียบกับปี 2563 การใช้จ่ายด้านการทหารของจีนเติบโตขึ้น 27 ปีติดต่อกัน งบประมาณจีนปี 2564 เป็นแผนแรกภายใต้แผนห้าปีฉบับที่ 14 ซึ่งใช้ไปจนถึงปี 2568

ภายหลังการอนุมัติครั้งแรกของงบประมาณปี 2564 รัฐบาลญี่ปุ่นได้เพิ่มเงิน 7,000 พันล้านดอลลาร์ในการใช้จ่ายด้านการทหาร เป็นผลให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 7.3% เป็น 54,100ล้านดอลลาร์ในปี 2564 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นประจำปีสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2515 การใช้จ่ายทางทหารของออสเตรเลียก็เพิ่มขึ้นในปี 2564 ด้วย 4.0% สู่ระดับ 31,800 ล้านดอลลาร์

ดร. หนาน เทียน นักวิจัยอาวุโสของ SIPRI กล่าวว่า “ความแน่วแน่ที่เพิ่มขึ้นของจีนทั้งในและรอบๆ ทะเลจีนใต้และตะวันออกได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการใช้จ่ายทางทหารในประเทศต่างๆ เช่น ออสเตรเลียและญี่ปุ่น ‘ตัวอย่างคือข้อตกลงด้านความมั่นคงไตรภาคีของ AUKUS ระหว่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จำนวน 8 ลำไปยังออสเตรเลียโดยมีมูลค่าประมาณ 128,000 ล้านดอลลาร์’

พัฒนาการที่โดดเด่นอื่นๆ:

• ในปี 2564 งบประมาณทางทหารของอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีเป็น 24,600 ล้านดอลลาร์ เงินทุนสำหรับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามยังคงเติบโตในปี 2564 โดยเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปี 2563 และคิดเป็น 34% ของการใช้จ่ายทางทหารทั้งหมดของอิหร่าน

• สมาชิก 8 รายขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือแห่งยุโรป (NATO) บรรลุเป้าหมายของพันธมิตรในการใช้จ่ายในกองทัพ 2% หรือมากกว่าในสัดส่วนของ GDP ในปี 2564 ซึ่งน้อยกว่าในปี 2563 หนึ่งราย แต่เพิ่มขึ้นจากสองเท่าในปี 2557

• ไนจีเรียเพิ่มการใช้จ่ายทางทหารขึ้น 56% ในปี 2564 เป็นมูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์ การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากความท้าทายด้านความมั่นคงมากมาย เช่น กลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งและการก่อความไม่สงบเพื่อแบ่งแยกดินแดน

• เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายมากเป็นอันดับสามในยุโรปกลางและยุโรปตะวันตก ใช้เงิน 56,000 ล้านดอลลาร์ในการทหารในปี 2564 หรือคิดเป็น 1.3% ของ GDP การใช้จ่ายทางทหารลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับปี 2563 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ

• ในปี 2564 การใช้จ่ายทางทหารของกาตาร์อยู่ที่ 11,600 ล้านดอลลาร์ ทำให้เป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายมากเป็นอันดับห้าในตะวันออกกลาง การใช้จ่ายด้านการทหารของกาตาร์ในปี 2564 สูงกว่าปี 2553 ถึง 434% ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายครั้งล่าสุดก่อนปี 2564

• การใช้จ่ายทางทหารของอินเดียที่ 76,600 ล้านดอลลาร์เป็นอันดับสามของโลก เพิ่มขึ้น 0.9% จากปี 2563 และเพิ่มขึ้น 33% จากปี 2555 ในการผลักดันให้อุตสาหกรรมอาวุธในประเทศเข้มแข็งขึ้น 64% ของเงินทุนที่ใช้ไปกับงบประมาณทางทหารในปี 2564 ได้รับการจัดสรรสำหรับการจัดหาอาวุธที่ผลิตในประเทศ

Photo by Nikolay DOYCHINOV / AFP

บทวิเคราะห์ ฝรั่งเศสยังไม่พ้นปัญหา มาครงชนะแต่สังคมแตกแยกชัดเจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681375

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 09:36 น.บทวิเคราะห์ ฝรั่งเศสยังไม่พ้นปัญหา มาครงชนะแต่สังคมแตกแยกชัดเจน

ความไม่นิยมในวงกว้างอาจทำให้เกิดเรื่องขึ้นได้ รวมถึงการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนมิถุนายนเป็นความท้าทายทางการเมืองครั้งแรก และมาครงอาจเผชิญการประท้วงถ้าเขาผ่านการปฏิรูปเงินบำนาญ

เอ็มมานูเอล มาครง อาจมชนะมารีน เลอ แปน ผู้นำฝ่ายขวาจัด แต่วาระการดำรงตำแหน่งครั้งที่ 2 ของเขาอาจโหดกว่าครั้งแรกด้วยความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นและความไม่พอใจทางสังคมที่เดือดพล่าน

ในขณะที่ผู้สนับสนุนของเขาได้ลิ้มรสการเลือกตั้งครั้งใหม่อย่างยากลำบากในการชุมนุมโดยหอไอเฟลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มาครงยอมรับในสุนทรพจน์ชัยชนะของเขาว่าหลายคนที่โหวตให้เขาทำเช่นนั้นเพื่อปิดกั้นเลอ แปนไม่ให้มีอำนาจ และไม่ใช่เพราะพวกเขาสนับสนุนความคิดของเขา

“จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างทาง” มาครงกล่าว พร้อมขนาบข้างด้วยบริจิตต์ ภรรยาของเขา

“ยุคหน้านี้จะไม่เหมือนกับอาณัติครั้งก่อน  เราจะคิดค้นวิธีการใหม่ในการทำสิ่งต่างๆ ร่วมกัน ให้ดีขึ้นไปอีกห้าปี”

อุปสรรค์ถัดไปคืออีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า การเลือกตั้งรัฐสภาในเดือน มิ.ย. จะเป็นการกำหนดโฉมรัฐบาลมาครงที่ต้องพึ่งพาเพื่อดูแผนการปฏิรูปที่จะเขย่ารัฐสวัสดิการของฝรั่งเศสอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ประธานาธิบดีที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งใหม่มักจะคาดหวังว่าจะได้เสียงข้างมากในรัฐสภาหากผลการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติเป็นไปตามผลการลงคะแนนเสียงของประธานาธิบดีโดยตรง เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วมีผู้สนับสนุนผู้สมัครที่พ่ายแพ้การเลืกอตั้งประธานาธิบดีจะไม่มาลงคะแนนในระดับการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม ในการกล่าวสุนทรพจน์ของเธอ เลอ แปน กล่าวอย่างท้าทาย โดยให้คำมั่นว่าจะมีกลุ่มฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งในรัฐสภา ในขณะที่ ฌอง-ลุค เมอลองชง ฝ่ายซ้ายก็มีความคิดที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากได้รับคะแนนเสียงฝ่ายซ้ายจำนวนมากในรอบแรก

เมอลองชงหวังที่จะนำแรงผลักดันนั้นไปสู่การเลือกตั้งรัฐสภาและบังคับให้มาครงเข้าสู่สภาวะ “การอยู่ร่วมกัน” ที่น่าอึดอัดใจกับการต้องอยู่ร่วมกับเสียงข้างมากในสภาพที่เป็นฝ่ายซ้าย

แม้ว่าพันธมิตรของมาครงจะได้รับเสียงข้างมากหรือบรรลุข้อตกลงร่วมที่ใช้การได้ เขาก็ยังต้องรับมือกับการต่อต้านตามท้องถนนต่อแผนการปฏิรูปของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปเงินบำนาญที่จะค่อยๆ เพิ่มอายุขั้นต่ำเป็น 65 จาก 62 ปี

‘เขาจะทำอะไรไม่ได้เลย’

เงินบำนาญมักเป็นปัญหาที่ร้อนแรงในฝรั่งเศส และคะแนนที่ต่ำกว่าของมาครงต่อเลอ แปง เมื่อเทียบกับปี 2017 หมายความว่าเขาไม่มีอำนาจแบบเดียวกันในการดำเนินการปฏิรูปที่เขาผลักดันเมื่อห้าปีก่อน แม้จะกลายเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสเพียงคนเดียวที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เป็นครั้งที่ 2 ภายในสองทศวรรษ 

“การเลือกตั้งของเขาเป็นทางเลือกโดยปริยาย เขาเสี่ยงที่จะเป็นเป็ดง่อยที่ต้องเผชิญกับความไม่พอใจทางสังคมครั้งใหญ่ หากเขาต้องการดำเนินการปฏิรูปที่ละเอียดอ่อน เช่น เงินบำนาญ” คริสโตเฟอร์ เดมบิก นักเศรษฐศาสตร์ของ Saxo Bank กล่าวกับรอยเตอร์

มีสัญญาณที่เป็นไปได้ของปัญหาที่รออยู่ข้างหน้า เขาได้รับการตักเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่พอใจเกี่ยวกับการปฏิรูปเงินบำนาญบนเส้นทางการหาเสียง ทำให้เขาต้องยอมรับขีดจำกัดที่พอจะรยอมรับกันได่ที่การเพิ่มอายุขั้นต่ำเป็น 64 ปี 

ฟิลิปป์ มาร์ติเนซ หัวหน้าสหภาพ CGT ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสหภาพที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส ได้เตือนมาครงแล้วว่าจะไม่มี “การฮันนีมูน” สำหรับเขา และเขาสามารถคาดหวังการประท้วงได้หากเขาไม่ถอนตัวจากแผนการปฏิรูปสวัสดิการโดยสิ้นเชิง

อีกประเด็นที่ผันผวนที่ต้องรับมือภายหลังการเลือกตั้งคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

รัฐบาลของมาครงจำกัดราคาไฟฟ้าและเสนอส่วนลดราคาที่ปั๊มจนกว่าจะถึงหลังการเลือกตั้ง เขากล่าวในระหว่างการหาเสียง เขาจะปกป้องผู้มีสิทธิเลือกตั้งตราบเท่าที่จำเป็น แต่ไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน

สิ่งที่ชัดเจนคือต้องมีการยกเลิกมาตรการที่มีต้นทุนที่ราคาแพงในบางจุด ในขณะเดียวกัน ฝ่ายนิติบัญญัติกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร้องเรียนเรื่องราคาอาหารที่จำเป็นทุกประเภทที่พุ่งสูงขึ้น เช่น น้ำมันดอกทานตะวันที่ผลิตในยูเครน หรือข้าวและขนมปัง

ในปี 2018 ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้จุดชนวนให้เกิดความไม่สงบทางสังคมที่เลวร้ายที่สุดของฝรั่งเศส นับตั้งแต่นักเรียนปี 1968 ก่อจลาจลด้วยการก่อการลุกฮือที่เรียกว่า “เสื้อกั๊กเหลือง” ที่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักเป็นเวลาหลายเดือนในกรุงปารีสและลามไปทั่วฝรั่งเศส

มาครงจึงต้องตัดสินใจอย่างระมัดระวัง หากไม่ต้องการจุดชนวนระเบิดอีกครั้ง

เทอมแรกของเขาเต็มไปด้วยความผิดพลาดในด้านการประชาสัมพันธ์ที่ทำให้เขาถูกมองว่าเย่อหยิ่งหรือทำเป็นโอ้โลมอย่างไม่จริงใจ ชาวฝรั่งเศสหลายคนเกลียดชังเขา ชายคนหนึ่งในเส้นทางการหาเสียงบอกเขาต่อหน้าว่าเขาเป็น “ประธานาธิบดีที่เลวร้ายที่สุดของสาธารณรัฐที่ห้า”

พันธมิตรทางการเมืองเตือนว่าเขาจะต้องปรึกษาฝ่ายนิติบัญญัติ สหภาพแรงงาน และภาคประชาสังคมให้มากกว่านี้ และเลิกใช้รูปแบบการปกครองจากบนลงล่างในสมัยแรกของเขา ซึ่งเขาเองได้อธิบายไว้อย่างสูงส่งว่า “เป็นแนวคิดอันล้ำเลิศ”

“เอ็มมานูเอล มาครงได้รับคำเตือนแล้วว่า คุณไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับทุกสิ่งจากระดับบน เขาไม่ใช่หัวหน้าบริษัท” ปาทริก วิกนัล สมาชิกสภานิติบัญญัติกล่าวกับรอยเตอร์ “เขาต้องยอมรับแนวคิดการเจรจา การปรึกษาหารือ”

Source – ANALYSIS-In troubled France, no honeymoon for re-elected Macron/Reuters 

Photo – REUTERS/Benoit Tessier TPX IMAGES OF THE DAY

เปิดบทสัมภาษณ์ พล.ต.ต.ปวีณแฉหมดเปลือกกับ Al Jazeera

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681349

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 16:44 น.เปิดบทสัมภาษณ์ พล.ต.ต.ปวีณแฉหมดเปลือกกับ Al Jazeera

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรอง ผบช.ภ.8 และอดีตหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา เปิดข้อมูลที่ไม่เคยเปิดดกับสื่อนอกมาก่อน

สำนักข่าว Al Jazeera สัมภาษณ์ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ซึ่งขณะนี้กำลังลี้ภัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียโดยระบุว่าการสัมภาษณ์นี้เป็นครั้งแรกที่พล.ต.ต.ปวีณกล่าวหาบุคคลที่มี “เส้นสาย” ที่เหนียวแน่นที่สุดในประเทศไทยบางคนว่าขัดขวางกระบวนการการสืบสวนสอบสวน

ในการสัมภาษณ์ระบุว่าถึงแม้ พล.ต.ต.ปวีณจะได้รับคำสั่งให้สรุปผลการสอบสวนเรื่องการค้ามนุษย์ในคดีโรฮีนจาตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ พล.ต.ต.ปวีณก็พบอุปสรรคระดับสูง โดยพล.ต.ต.ปวีณเล่าว่า พนักงานสอบสวนบอกทีมว่าโดนสั่งระงับหลักฐานสำคัญโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง และยังพบหลักฐานสำคัญที่จะอาผิดกับผู้กระทำผิดได้ แต่ถูกขัดขวางและว่ากล่าวอย่างรุนแรงจากข้าราชการการเมืองระดับสูงบางคน 

พล.ต.ต.ปวีณ เผยว่าการถูกสั่งย้ายไปจังหวัดภาคใต้ทำให้ตระหนักว่าตนเองกำลังถูกเอาชีวิต จึงบินไปออสเตรเลียและยื่นขอลี้ภัย Al Jazeera รายานว่านี่คือ “ตำรวจชั้นแนวหน้าที่ทำงานสอบสวนได้หลบหนีเอาชีวิตรอดและเขาต้องมาหาที่ลี้ภัยทางการเมืองในออสเตรเลีย” 

Al Jazeera รายงานว่า พล.ต.ต.ปวีณ จากไปอย่างเร่งรีบจนไม่มีเวลาบอกลาครอบครัวเลย เมื่อเขามาถึงออสเตรเลีย เขาแทบจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย และรู้ว่าจะไม่สามารถทำงานเป็นตำรวจอีกแล้ว เขาทำงานในเรือนเพาะชำมาระยะหนึ่ง และตอนนี้เขาได้งานในโรงงานในเขตชานเมืองเมลเบิร์น รายงานระบุว่า พล.ต.ต.ปวีณ คือ “หนึ่งในตำรวจที่อาวุโสที่สุดของประเทศไทย และตอนนี้คุณกำลังใช้แรงงานแบบคนในโรงงาน” ในฐานะคนงานตอกหมุดเบาะที่นั่งรถยนต์

หนังในหลักฐานคำให้การที่พล.ต.ต.ปวีณ ใช้เป็นเอกสารยื่นขอลี้ภัยระบุ (ในภาษาอังกฤษ) ว่า “เขาบอกกับผมว่า กองทัพไม่พอใจอย่างมากที่ผมจับกุม พล.ท. มนัส คงแป้น ผมรู้สึกกลัวมากเมื่อผมรู้ข่าวนี้ แล้วยังทราบอีกครั้งว่านายกรัฐมนตรีโกรธผม ทำให้ผมกลัวต่อชีวิตอย่างมาก”

รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และบุคคลที่พล.ต.ต.ปวีณ อ้างถึงและกล่าวหาได้อยู่ในคลิปการให้สัมภาษณ์บางส่วนเป็นในภาษาไทยด้านล่างของเนื้อหาข่าวแล้ว

Al Jazeera ยังรายงานว่า พล.ต.ต.ปวีณ ให้สัมภาษณ์ถึงสองครั้งที่ออสเตรเลียด้วยโดยไม่ได้เอ่ยชื่อบุคคลที่พัวพันกับการสืบสวนจนนำไปสู่การลี้ภัยของเขา

แต่ล่าสุด พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์เปิดเผยชื่อบุคคลต่างๆ ที่เขากล่าวหาอย่างชัดเจนตั้งแต่ระดับสูงของฝ่ายตำรวจจนถึงบริหารของไทย ต่อไปนี้เป็นคลิปการสัมภาษณ์ซึ่งมีทั้งเนื้อหาภาษาไทยและอังกฤษ

รัสเซียลั่นสหรัฐ-นาโตวางแผนยั่วยุ-ใส่ร้ายรัสเซียคิดใช้นิวเคลียร์กับสังหารหมู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681344

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 15:33 น.รัสเซียลั่นสหรัฐ-นาโตวางแผนยั่วยุ-ใส่ร้ายรัสเซียคิดใช้นิวเคลียร์กับสังหารหมู่

สื่อของรัสเซียรายงานอย่างต่อเนื่องถึงการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียที่ระบุว่าสหรัฐและนาโตกำลังวางแผนเพื่อทำให้รัสเซียต้องกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลก

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานว่า อิกอร์ คิริลลอฟ หัวหน้ากองกำลังป้องกันรังสี เคมี และชีวภาพของรัสเซีย กล่าวว่ากระทรวงกลาโหมของรัสเซียมีข้อมูลเกี่ยวกับสหรัฐฯ ที่กำลังเตรียมการยั่วยุเพื่อกล่าวหากองทัพรัสเซียว่าใช้อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ หรืออาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี

ตามข้อมูลของคิริลลอฟแผนดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อความสำเร็จของรัสเซียในการปฏิบัติการพิเศษ “ในเดือนมีนาคม-เมษายนของปีนี้เพียงเดือนเดียว ผู้นำของประเทศตะวันตกมักออกแถลงการณ์ยั่วยุถึงความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะใช้อาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง”

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว TASS ยังรายงานว่า มิคาอิล มิซินเชฟ หัวหน้าศูนย์บริหารจัดการการป้องกันประเทศของรัสเซีย เปิดเผยว่า หน่วยรบความมั่นคงแห่งยูเครน (SBU) และรบพิเศษของสหราชอาณาจักรกำลังวางแผนยั่วยุในเมืองลือซือชันสก์ (Lisichansk) คล้ายกับเหตุการสังหารหมู่ในเมืองบูชา (Bucha) ของยูเครน

มิคาอิล มิซินเชฟ กล่าวว่า หน่วยของยุเครนและสหราชอาณาจักร “กำลังเตรียมวิดีโอปลอมอีกอัน เพื่อจุดประสงค์นี้ (ใส่ร้ายรัสเซีย) ตัวแทนของสื่อมวลชนในยูเครนและตะวันตกได้มาถึงเมืองนี้ล่วงหน้าแล้ว โดยก่อนหน้านี้พวกเขาได้จัดทำภาพถ่ายและวิดีโอในบูชา” และจะนำออกเผยแพร่ในโลกตะวันตกในเร็วๆ นี้

มิซินเชฟกล่าวว่ารัฐบาลยูเครนจงใจสร้างเงื่อนไขให้เกิดการยั่วยุในวันอีสเตอร์เพื่อกระตุ้นคลื่นลูกใหม่ของกระแสเกลียดชังรัสเซียในยูเครนและต่างประเทศ 

มิซินเชฟยังกล่าวว่าหน่วยรบพิเศษของยูเครนเตรียมยั่วยุด้วยการใช้สารเคมีในเมืองท่าออแดซาเพื่อโยความผิดให้รัสเซีย และยูเครนยังอาจเป็นผู้ลงมือวางระเบิดที่ห้องเย็นในท่าเรือออแดซา เมื่อวันที่ 18 เมษายน ซึ่งมีถังบรรจุแอมโมเนียเก็บรักษาเอาไว้

สำนักข่าว TASS ยังรายงานด้วยว่า มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกหญิงของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เขียนในช่อง Telegram ของเธอว่าตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมของรัสเซียเมื่อวันเสาร์ สหรัฐฯ และพันธมิตรนาโตได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการวางแผนการยั่วยุในยูเครน 

“ข้อมูลที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมของรัสเซียที่เผยแพร่ในวันนี้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลวอชิงตันด้วยการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรนาโตได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการวางแผนการยั่วยุในยูเครน ซึ่งน่าจะโน้มน้าวให้ประชาคมโลกเชื่อว่า ‘รัสเซียกำลังใช้สารเคมีในการรบที่เป็นพิษและสารชีวภาพ'” ซาคาโรวาตั้งข้อสังเกต

ซาคาโรวาเน้นว่าแผนเบื้องต้นของรัฐบาลสหรัฐที่ใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียเพื่อให้รัสเซีย “พิจารณาผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายในด้านความมั่นคงใหม่ทั้งหมด” ปรากฏว่า “มันไม่ได้ผล ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนไปใช้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) ในทางปฏิบัติ – กับเกมที่อยู่นอกเหนือ ‘เส้นสีแดง’” โฆษกหญิงกล่าว “หากเป็นเช่นนี้จะมีเหยื่อนับไม่ถ้วน และ (ชีวิต) แต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของนักยุทธศาสตร์อเมริกันในสำนักงานของทำเนียบขาว กระทรวงการต่างประเทศ และเพนตากอน และในจิตสำนึกของหุ่นเชิดของพวกเขาในรัฐบาลเคียฟ หากมันยังมีอยู่บ้าง” เธอกล่าวเสริม

Photo – State Emergency Service Of Ukraine in Odesa Oblast/Handout via REUTERS 

ครั้งแรก อิสราเอลเพิ่มเงินหยวนในทุนสำรอง-ลดถือดอลลาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681337

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 13:28 น.ครั้งแรก อิสราเอลเพิ่มเงินหยวนในทุนสำรอง-ลดถือดอลลาร์

ตอกย้ำความสำคัญของเงินหยวน เมื่อธนาคารกลางของอิสราเอลเพิ่มสกุลเงินของจีนในตระกร้าทุนสำรองของประเทศ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) ปรับยุทธศาสตร์การถือครองเงินตราต่างประเทศครั้งสำคัญ โดยเพิ่มเงินหยวนเข้าไปในทุนสำรวอของชาติสำรอง 206,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับเพิ่มสกุลเงินของแคนาดา, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่นในตะกร้าเงินตราต่างประเทศด้วย ขณะเดียวกันธนาคารแห่งอิสราเอลก็กำลังเคลื่อนไหวเพื่อลดการถือครองเงินดอลลาร์และยูโร ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ด้านสำนักข่าว Silk Road Briefing รายงานว่า รองผู้ว่าการธนาคารแห่งอิสราเอลประกาศว่าจะลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐและเพิ่มเงินหยวนจีนลงในตะกร้าสำรองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ธนาคารกลางของอิสราเอลถือครองเพียงดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และปอนด์อังกฤษเท่านั้น

ทั้งนี้ ทุนสำรองของของอิสราเองจะมีสกุลเงินของจีน 2% รวมกับ 3.5% ของดอลลาร์แคนาดาและออสเตรเลีย

ขณะที่สกุลเงินดอลลาร์และยูโรรวมกันลดลง 9% หมายความว่าส่วนแบ่งของยูโรจะลดลงจาก 30% เป็น 20% และดอลลาร์สหรัฐเป็น 61% จาก 66.5%

จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่วนแบ่งเงินสำรองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกได้ตกลงสู่จุดต่ำสุดในรอบกว่าสองทศวรรษ

Silk Road Briefing ชี้ว่า ธนาคารกลางอิสราเอลอาจจะคาดว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและยูโรจะลดลง อาจเป็นผลมาจากการสูญเสียการค้าพลังงานกับรัสเซียหลังจากการคว่ำบาตรรัสเซีย และราคาพลังงานที่สูงขึ้นในเวลาต่อมาคาดว่าจะส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้

Photo – REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

เซเลนสกีชี้รัสเซียคิดยึดครองประเทศอื่น หลังจากยูเครนอาจมีรายต่อไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681318

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 10:58 น.เซเลนสกีชี้รัสเซียคิดยึดครองประเทศอื่น หลังจากยูเครนอาจมีรายต่อไป

ผู้นำยูเครนวอนประเทศต่างๆ อย่าวางตัวเป็นกลางเพราะอาจทำให้ตกอยู่ในอันตรายได้

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวว่ารัสเซียต้องการยึดครองประเทศอื่น โดยชี้ว่าการรุกรานยูเครนอาจเป็นจุดเริ่มต้นของแผนขยายอำนาจของรัสเซีย

“ผมขอยืนยันในสิ่งที่ผมพูดมาหลายครั้งว่า การรุกรานยูเครนมีเจตนาที่จะใช้เป็นจุดเริ่มต้น พวกเขาต้องการยึดครองประเทศอื่น” เซเลนสกี้กล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 เมษายน

เซเลนสกี กล่าวว่า “แน่นอนว่า เราจะปกป้องตัวเองเท่าที่จำเป็นที่สุดเพื่อทำลายความมุ่มั่นของสหพันธรัฐรัสเซีย” แต่เขายังได้ขอให้ประเทศต่างๆ ไม่วางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งเพราะพวกเขาอาจตกอยู่ในอันตรายได้ เขาบอกว่า “ประชาชาติทั้งหมดที่เชื่อในชัยชนะของชีวิตเหนือความตายต้องต่อสู้กับเรา เช่นเดียวกับเรา พวกเขาต้องช่วยเราเพราะเราเป็นคนแรกในคิว แล้วใครจะมาคนต่อไปล่ะ”

เซเลนสกีกล่าวว่า “หากใครก็ตามสามารถเป็นรายต่อไปอยากจะบอกว่าเป็นกลางในตอนนี้เพื่อที่จะไม่สูญเสียอะไร นี่คือการเดิมพันที่สุ่มเสี่ยงที่สุด เพราะคุณจะสูญเสียทุกอย่าง

ในวันที่ 24 เมษายน เซลนสกียังมีสุทรพจน์หลังการโจมตีที่เมืองออแดซา โดยเขากล่าวว่า “วันนี้ รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธโจมตีอีกครั้งที่ยูเครน ที่ออแดซา ณ ตอนนี้ มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 18 คน คนธรรมดาที่สงบเสงี่ยม ในบรรดาผู้เสียชีวิตนั้นเป็นเด็กหญิงอายุ 3 เดือน เธอข่มขู่รัสเซียอย่างไร? ดูเหมือนว่าการฆ่าเด็กเป็นเพียงความคิดระดับชาติใหม่ของสหพันธรัฐรัสเซียไปแล้ว”

เซเลนสกีเผยว่าขีปนาวุธดังกล่าวถูกยิงโดยเครื่องบินยุทธศาสตร์ของรัสเซีย จากบริเวณทะเลแคสเปียน ซึ่งยูเครนจัดการยิงขีปนาวุธสองลูกลงมาได้ แต่ขีปนาวุธอีกห้าลูกพุ่งเข้าใส่ “เมืองที่สงบสุข” รวมถึงบ้านอพาร์ตเมนต์ทั่วไป อาคารสูงธรรมดาๆ 

“เราจะระบุผู้ที่รับผิดชอบในการโจมตีนี้ทั้งหมด ผู้รับผิดชอบในการก่อการร้ายด้วยขีปนาวุธของรัสเซีย ทุกคนที่ออกคำสั่งเหล่านี้ ทุกคนที่ปฏิบัติตามคำสั่งเหล่านี้ ไม่มีใครจะสามารถซ่อนได้ ไม่ว่าเราจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ไอ้สารเลวเหล่านี้จะต้องรับผิดชอบต่อความตายทุกครั้งที่เกิดขึ้น” เซเลนสกี กล่าว

Photo – PRESIDENT OF UKRAINE  VOLODYMYR ZELENSKYY Official website

เจ้าชายหลุยส์ทรงเติบใหญ่ เผยภาพพระชนมายุครบ 4 พรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681319

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 11:31 น.เจ้าชายหลุยส์ทรงเติบใหญ่ เผยภาพพระชนมายุครบ 4 พรรษา

เจ้าชายหลุยส์แห่งเคมบริดจ์ (Prince Louis of Cambridge) เป็นพระโอรสพระองค์ที่สองในเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ กับแคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์

เจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งสหราชอาณาจักรและแคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พระชายาได้เผยแพร่พระฉายาลักษณ์ 4 ภาพรูปของเจ้าชายหลุยส์พระโอรสองค์เล็ก เพื่อฉลองวันเฉลิมพระชนมายุครบ 4 พรรษาของพระองค์

ภาพของเจ้าชายหลุยส์ ซึ่งมีพระชนมายุครบ 4 พรรษาในวันเสาร์ที่ 23 เมษายน ถ่ายโดยแคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พระมารดาของพระองค์ ในเมืองนอร์ฟอล์ก ทางตะวันออกของอังกฤษ และแสดงให้เห็นรอยยิ้มที่สดใสของเจ้าชายน้อย ขณะทรงถือลูกบอลคริกเก็ตและวิ่งไปตามชายหาด

ทั้งนี้เจ้าชายหลุยส์แห่งเคมบริดจ์ทรงเป็นพระปนัดดาพระองค์ที่ 6 ในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงอยู่ในลำดับที่ 4 ของการสืบสันตติวงศ์สหราชอาณาจักรตามขนบเดิม แต่ตามขนบใหม่ภายหลังการดำเนินการความตกลงเพิร์ธ (Perth Agreement) พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายอังกฤษพระองค์แรกที่ได้รับตำแหน่งต่อจากพระภคินี คือเจ้าหญิงชาร์ลอตต์แห่งเคมบริดจ์ ในสายการสืบราชสันตติวงศ์

Photo The Duchess of Cambridge/Handout