เมื่อกองทัพเมียนมาซื้อเรือดำน้ำโดยไม่สนคนเดือดร้อนจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641234

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 21:30 น.เมื่อกองทัพเมียนมาซื้อเรือดำน้ำโดยไม่สนคนเดือดร้อนจากโควิดเรือดำน้ำเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนสำหรับกองทัพเมียนมา เพราะเพื่อนบ้านมีกันหมดแล้ว

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่เข้าขั้นวิกฤตในเมียนมาจนโรงพยาบาลบางแห่งแทบรองรับผู้ป่วยไม่ไหว ทางกองทัพเมียนมาได้จัดงานเฉลิมฉลองวันครบรอบ 73 ปีกองทัพด้วยการนำเรือดำน้ำลำแรกของประเทศ “UMS Minye Theinkhathu” มาโชว์ตัวต่อประชาชนอีกครั้งที่ท่าเรือในย่างกุ้งโดยไม่แคร์ความเดือดร้อนของประชาชน

เรือดำน้ำลำนี้เมียนมาซื้อต่อมาจากอินเดียซึ่งซื้อต่อมาจากกองทัพรัสเซียอีกทอดหนึ่ง โดยกองทัพอินเดียทำการปรับปรุงซ่อมแซมก่อนแล้วส่งมอบให้เมียนมาเมื่อปลายปีที่แล้ว พูดสั้นๆ ก็คือ เป็น “เรือดำน้ำมือสาม”

แต่กองทัพเมียนมาภาคภูมิใจกับเรือดำน้ำลำนี้มาก เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พลเอก มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเผยว่า “วันนี้เป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพเมียนมา ทุกประเทศล้วนต้องการโปรโมทแสนยานุภาพกองทัพเรือของตัวเอง ดังนั้นเราจึงต้องยกระดับความแข็งแกร่งของกองทัพเรือด้วยการครอบครองเรือที่ทรงพลัง และเรือดำน้ำก็รวมอยู่ในนั้นด้วย”

อันที่จริงเมียนมาพยายามซื้อเรือดำน้ำมาตั้งแต่ช่วงปี 2005 โดยส่งตัวแทนเจ้าหน้าที่ไปยังรัสเซีย จีน อินเดีย และเกาหลีเหนือ เพื่อเจรจาซื้อและต่อรองขอส่วนลดพิเศษ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกอินเดีย และในปี 2007 ทางกองทัพส่งเจ้าหน้าที่กองทัพเรือไปฝึกขับเรือดำน้ำที่นั่น

เหตุผลที่กองทัพเมียนมาควักกระเป๋าซื้อเรือดำน้ำก็คล้ายๆ ไทยคือ เพื่อนบ้านมีเราต้องมี โดยเฉพาะบังกลาเทศที่ถอยเรือดำน้ำจากจีนมา 2 ลำ และไทยลงนามจะซื้อจากจีน 2 ลำ ด้วยเหตุนี้การซื้อเรือดำน้ำจึงเป็นเรื่อง “จำเป็นเร่งด่วน” สำหรับกองทัพ

และแน่นอนว่าเหตุผลนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงในโลกโซเชียลเช่นเดียวกับกรณีของกองทัพไทย โดยชาวเน็ตเมียนมาล้อเลียนว่าเรือดำน้ำมือสามที่ซื้อมาน่าจะจมมากกว่าสร้างความเกรงขามให้เพื่อนบ้าน เพราะสภาพของเรือดำน้ำลำนี้เท่าที่มองด้วยสายตาจากภายนอกก็เต็มไปด้วยร่องรอยการปะผุ

หนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนยังตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการทำงานของเรือดำน้ำที่อินเดียยืนยันว่ากองทัพเมียนมาจะใช้งานไปได้อย่างน้อยจนถึงปี 2030 โดยระบุว่า เรือดำน้ำลำนี้ประจำการในกองทัพอินเดียมากว่า 30 ปี เข้าสู่ช่วงบั้นปลายอายุการใช้งานของเรือดำน้ำแล้ว และการปรับปรุงโฉมใหม่ก็เพียงแค่การขัดสีฉวีวรรณให้ดูใหม่เท่านั้น ไม่ได้มีการอัพเกรดระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ให้ทันสมัย

ถ้าจะให้เห็นภาพขอให้นึกถึงรถเมล์ไทย ที่แม้ภายนอกจะทาสีใหม่ให้ดูไฉไล แต่โครงของรถก็ยังเป็นโครงเดิมที่ใช้งานมานานหลายสิบปีจนผุพังไปตามกาลเวลา

การซื้อเรือดำน้ำมือสามของกองทัพเมียนมาจึงอาจเป็นการเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ เพราะอาจใช้งานได้ไม่คุ้มค่า และนี่ยังไม่นับค่าบำรุงรักษาที่จะตามมาอีกก้อนใหญ่

ไม่เพียงเรือดำน้ำเท่านั้นที่กองทัพเมียนมาทุ่มงบประมาณให้ มีรายงานข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า กองทัพเมียนมากำลังซื้อเครื่องบินแอร์บัสมือสอง CASA C-295s จากกองทัพอากาศจอร์แดนอีก 2 ลำมูลค่า 38.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังเซ็นสัญญาปรับปรุงเครื่องบินแอร์บัส A319-112 ที่เคยเป็นเครื่องบินของสายการบินเมียนมา แอร์เวย์ส อินเตอร์เนชันแนลก่อนจะนำมาใช้งานในกองทัพอีก 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

นับเฉพาะดีลล่าสุดนี้ก็ปาไปแล้ว 43.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

หากมองย้อนหลังไปอีกนิดจะพบว่าที่ผ่านมากองทัพเมียนมาใช้งบประมาณซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์แบบมือเติบไม่แพ้กองทัพไทย เว็บไซต์ The Irrawaddy รายงานว่านับตั้งแต่ปี 2001-2016 กองทัพเมียนมาซื้อยุทโธปกรณ์จากรัสเซียถึง 1,450 ล้านเหรียญสหรัฐ ซื้อจากจีน 1,420 ล้านเหรียญสหรัฐ

หากมองจากสถานการณ์เศรษฐกิจและโรคระบาดของเมียนมา การซื้อเรือดำน้ำเครื่องบิน และยุทโธปกรณ์อื่นๆ อาจกลายเป็นเรื่องไม่จำเป็นหรือหากจำเป็นก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอันดับต้นๆ ดังที่กองทัพพยายามชี้ให้เห็น

ณ วันนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสะสมของเมียนมาพุ่งไปถึง 119,788 ราย ในขณะที่ระบบสาธารณสุขที่เปราะบางของประเทศกำลังจะรองรับผู้ป่วยไม่ไหว

หลังจากถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารมาหลายทศวรรษ ระบบสาธารณสุขของเมียนมาที่ถูกละเลยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในโลก ในปี 2018 องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เมียนมามีแพทย์เพียง 6.7 คนต่อประชากร 10,000 คน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่มีแพทย์ 15.6 คนต่อประชากร 10,000 คน และมีเตียงฉุกเฉินในโรงพยาบาลเพียง 1.1 เตียงต่อประชากร 100,000 คน เมื่อเทียบกันแล้วไทยมีมากกว่าเกือบ 10 เท่า

และในเดือนนี้สถาบัน Brookings Institution ในสหรัฐระบุจุดอ่อนที่ชัดเจนหลายประการของเมียนมา ได้แก่ ความสามารถในการตรวจเชื้อที่ไม่เพียงพอ, ระบบสาธารณสุขที่ไม่ได้เตรียมการ, การขาดรายได้และการขาดแคลนอาหารที่เกิดจากวิกฤต และความไม่สงบภายในประเทศซึ่งรวมถึงสงครามกลางเมืองที่นองเลือดในพื้นที่ชายแดนหลายแห่ง

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เมียนมาร์มีความพร้อมน้อยที่สุดในภูมิภาคในการรับมือกับวิกฤตสุขภาพที่สำคัญใดๆ

นอกจากจะมีความพร้อมน้อยที่สุดแล้ว เมียนมายังประมาทเลินเล่อในการรับมือกับ Covid-19 ปล่อยให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างในรัฐยะไข่ อีกทั้งในช่วงหาเสียงเลือกตั้งยังปล่อยให้ประชาชนคลุกคลีกันอย่างใกล้ชิด และหลังพรรคเอ็นแอลดีของออง ซาน ซูจี คว้าชัยชาวเมียนมาก็ยังออกมาฉลองกันชนิดไม่กลัวเชื้อโคโรนาไวรัส

จึงไม่แปลกที่หลังเลือกตั้งตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งขึ้นอีก จนกลายเป็นว่าระบบสาธารณสุขที่เปราะบางอยู่แล้วต้องแบกรับภาระหนักขึ้นไปอีกและพร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อ ขณะที่เศรษฐกิจก็ย่ำแย่จนชาวเมียนมาต้องหนีออกมาหางานทำที่ประเทศไทย

ดังนั้น แทนที่กองทัพเมียนมาจะทุ่มงบประมาณไปกับการสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ เรือดำน้ำเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากเพื่อนบ้านที่ยังไม่เกิดขึ้น ควรนำเงินจำนวนมหาศาลนี้มายกระดับระบบสาธารณสุขเพื่อรับมือกับภัยคุกคามเฉพาะหน้าอย่างโรคระบาดที่คุกคามชีวิตประชาชนจะเป็นประโยชน์กว่า

บิ๊กเพนตากอนหวั่นทรัมป์ประกาศกฎอัยการศึกขวางไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641243

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 20:15 น.บิ๊กเพนตากอนหวั่นทรัมป์ประกาศกฎอัยการศึกขวางไบเดนบิ๊กกลาโหมประชุมเครียดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะประกาศกฎอัยการศึกในนาทีสุดท้ายเพื่อขวางไม่ให้ โจ ไบเดน นั่งเก้าอี้ผู้นำ   

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐยืนยันกับสำนักข่าว Newsweek ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพสหรัฐประชุมหารือลับท่ามกลางความหวั่นวิตกว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจประกาศกฎอัยการศึกระหว่างช่วงเวลาไม่ถึงเดือนก่อนอำลาตำแหน่งเป็นการทิ้งทวน เพื่อขัดขวางไม่ให้ โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐอย่างเป็นทางการ

บรรดาเจ้าหน้าที่อ้างว่า แม้ว่าโอกาสที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพจะเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการใดๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งจะเป็นศูนย์ แต่ก็มีความกังวลว่าทหารจะถูกดูดเข้าไปในปัญหาที่ทรัมป์ก่อขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทรัมป์สั่งระดมกองกำลังทหารส่วนตัวเข้ามาขัดขวางการถ่ายโอนอำนาจและสร้างความวุ่นวายในกรุงวอชิงตันดีซี

อดีตเจ้าหน้าที่กลาโหมรายหนึ่งเผยกับ Newsweek ว่า “ผมทำงานเกี่ยวข้องกับกองทัพมากว่า 40 ปีและไม่เคยเห็นการหารือเช่นนี้มาก่อน”

แหล่งข่าวทั้ง 6 รายยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ทรัมป์จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายพลระดับสูงในกองทัพหากตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง

รายงานข่าวของ Newsweek เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าทรัมป์เรียกประชุมที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว เพื่อหารือหนทางใหม่ในการคว่ำชัยชนะของไบเดน โดยมีการพูดถึงการส่งทหารลงพื้นที่ก่อนจะถูกที่ประชุมปัดตกไป

โดยทรัมป์ทวีตปฏิเสธว่า “กฎอัยการศึก=ข่าวปลอม แค่การรายงานข่าวด้วยเจตนาไม่ดีเท่านั้น!”

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพหลายนาย รวมทั้ง ไรอัน แม็คคาร์ธี รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐ และเจมส์ แม็คคอนวิลล์  ผู้บัญชาการทหารบก สหรัฐ ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

หนูน้อยวัย 6 ขวบเขียนจดหมายถึงไฟเซอร์ ขอวัคซีนช่วยซานตาคลอส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641241

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 19:15 น.หนูน้อยวัย 6 ขวบเขียนจดหมายถึงไฟเซอร์ ขอวัคซีนช่วยซานตาคลอสไฟเซอร์หุบยิ้มไม่อยู่เมื่อเด็ก 6 ขวบขอวัคซีนไปขั้วโลกเหนือเพื่อให้ซานตาและเหล่าเอลฟ์ด้วย

เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า แคลลัม ธอร์นฮิลล์ หนูน้อยวัย 6 ขวบ รีบเขียนจดหมายถึงบริษัทไฟเซอร์เมื่อรู้ว่าทางบริษัทได้พัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด-19 แต่ทางไฟเซอร์ถึงกับหุบยิ้มไม่อยู่เมื่อพบว่าหนูน้อยคนนี้ไม่ได้เขียนจดหมายเพื่อขอวัคซีนให้ตัวเองหรือครอบครัวแต่อย่างใด แต่กลับขอให้ซานตาคลอสและเหล่าเอลฟ์ของเขาต่างหาก

พอลลา ลินแฮน แม่ของเขาเผยว่าลูกชายของเธอได้ยินเรื่องวัคซีนทางวิทยุบนรถระหว่างกำลังเดินทางไปโรงเรียน และเมื่อกลับจากโรงเรียนในวันนั้นเขาก็รีบเขียนจดหมายถึงบริษัทไฟเซอร์ในทันที

โดยในจดหมายระบุว่า “เรียนไฟเซอร์ ผมรู้ว่าคุณกำลังทำวัคซีนใหม่สำหรับไวรัสโคโรนา ยอดเยี่ยมเลย ได้โปรดส่งวัคซีนจำนวนหนึ่งไปที่ขั้วโลกเหนือให้ซานตาและเอลฟ์ของเขาด้วยได้ไหม พวกเราอยากปกป้องวันคริสต์มาสและทำให้เด็กๆ ทุกคนมีความสุข”

หลายสัปดาห์ต่อมาแคลลัมได้รับคำตอบจากอัลเบิร์ต เบอร์ลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไฟเซอร์ว่า “เราอยากให้หนูรู้ว่าเรากำลังทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยสร้างความหวังให้กับผู้คนทั่วโลก และเราจะดูแลซานตาและเอลฟ์ของเขาด้วย”

นอกจากนี้ยังมีจดหมายจากเด็กๆ อีกหลายฉบับที่ส่งไปยังบริษัทไฟเซอร์ โดยเบอร์ลาเผยว่า “จดหมายลักษณะเช่นนี้จากเด็กๆ เต็มไปด้วยความหวังและความเมตตา มันเตือนให้เราตระหนักว่างานที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้มีความสำคัญมากขนาดไหน”

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปได้อนุมัติวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคแล้ว และคาดว่าประเทศสมาชิกจะได้รับวัคซีนชุดแรกในสัปดาห์หน้า ขณะที่หลายประเทศกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่และมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในช่วงคริสต์มาส

Photo by Mohd RASFAN / AFP

วิจัยชี้ทางช้างเผือกเต็มไปด้วยเอเลี่ยนที่ตายแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641230

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.วิจัยชี้ทางช้างเผือกเต็มไปด้วยเอเลี่ยนที่ตายแล้ว ผลการศึกษาระบุว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกอาจเต็มไปด้วยมนุษย์ต่างดาวที่ตายไปแล้วเพราะความก้าวหน้าของตัวเอง

Fox News และ Daily Mail เปิดเผยผลการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญจากห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่นของนาซา (NASA’s Jet Propulsion Laboratory), สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology) และโรงเรียนมัธยมซันติอาโกในแคลิฟอร์เนีย (Santiago High School) ที่ระบุว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกอาจเต็มไปด้วยมนุษย์ต่างดาวที่ตายไปแล้ว

โดยการศึกษาดังกล่าวใช้สมการของเดรก (Drake equation) ซึ่งเขียนโดย ดร.แฟรงค์ เดรก เมื่อปี 1961 และวิเคราะห์ว่าสิ่งมีชีวิตอาจเกิดขึ้นประมาณ 8 พันล้านปีหลังจากที่กาแล็กซีทางช้างเผือกก่อตัวขึ้น

ทีมศึกษาวิจัยกล่าวในรายงานว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาจนำไปสู่การทำลายล้างอารยธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือสิ่งมีชีวิตอันชาญฉลาดเหล่านั้นตายไปแล้วเพราะความก้าวหน้าของพวกมันเอง

นักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตถึงศักยภาพในการทำลายล้างตัวเองในสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดว่า “มีอิทธิพลสูง” ซึ่งบ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีความก้าวหน้ามีแนวโน้มว่าอาจทำลายตัวเอง

พร้อมระบุว่าหากสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดมีแนวโน้มที่จะทำลายตัวเองก็ไม่น่าแปลกใจที่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะเหลืออยู่น้อยหรือไม่มีเลย และตั้งข้อสังเกตว่าหากมีสิ่งมีชีวิตอื่นในกาแล็กซี พวกเขาอาจยังเด็กเกินไปกว่าที่เราจะสังเกตเห็น และอยู่ห่างจากโลกมากเกินกว่าที่จะระบุได้

แม้จะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดจะทำลายตัวเองในที่สุด แต่นักวิจัยอ้างถึงปี 1960 ที่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี “นำไปสู่การทำลายล้างและความเสื่อมทางชีวภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” โดยสถานการณ์ที่นักวิจัยกล่าวถึงคือสงครามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ

ทั้งนี้นักวิจัยระบุว่า “ช่วงเวลาของวิวัฒนาการทางชีววิทยาของสิ่งมีชีวิตดังกล่าวส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าเหมือนกันกับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาบนโลก”

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดอาจพบเห็นได้ทั่วไปในกาแล็กซีทางช้างเผือก แต่ตำแหน่งของโลกไม่ใช่พื้นที่ที่พวกมันอาศัยอยู่ และแนวทางในการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว (SETI) จะต้องเข้าใกล้กาแล็กซีชั้นในมากยิ่งขึ้น

นักวิจัยระบุว่าหากมนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงพวกมันจะอาศัยอยู่ห่างจากใจกลางกาแล็กซีเพียง 13,000 ปีแสง ในขณะที่โลกและระบบสุริยะอยู่ห่างออกไปประมาณ 25,000 ปีแสง

โดยการวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาก่อนหน้านี้ระบุว่าในกาแล็กซีอาจมีดาวเคราะห์ 300 ล้านดวงที่มีคุณสมบัติเอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิต

Photo by – / European Southern Observatory / AFP

ผู้เชี่ยวชาญชี้โควิดกลายพันธุ์เสี่ยงทำยอดเสียชีวิตพุ่งในปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641209

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 15:30 น.ผู้เชี่ยวชาญชี้โควิดกลายพันธุ์เสี่ยงทำยอดเสียชีวิตพุ่งในปีหน้าบลูมเบิร์กเผยผลการศึกษาระบุว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีอัตราแพร่ระบาดมากขึ้นหวั่นยอดเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. บลูมเบิร์กเผยผลการศึกษาพบว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดในสหราชอาณาจักรส่งผลให้มีอัตราการติดเชื้อมากขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่การรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตในระดับที่สูงขึ้นในปีหน้า

จากการศึกษาของศูนย์การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของโรคติดเชื้อ (CMMID) ที่โรงเรียนสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งลอนดอน (London School of Hygiene & Tropical Medicine) ระบุว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถแพร่ระบาดได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นถึง 56% แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจะส่งผลให้ความรุนแรงของโรคมากขึ้นด้วยหรือไม่

โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลสหราชอาณาจักรเคยกล่าวว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสเพิ่มประสิทธิภาพในการแพร่ระบาดได้มากขึ้นถึง 70% เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผิวโปรตีน (spike protein) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการแพร่ระบาดเข้าสู่เซลล์ในร่างกายมนุษย์

ทำให้เกิดความกังวลว่าแนวทางการรักษารวมถึงวัคซีนที่เพิ่งเริ่มเปิดตัวออกมานั้นอาจมีประสิทธิภาพน้อยลง แม้ว่าหน่วยงานด้านสาธารณสุขของยุโรปจะยืนยันว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสไม่ได้แตกต่างจากสายพันธุ์เดิมมากพอที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech)

ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ รวมทั้งออสเตรเลีย เดนมาร์ก เยอรมนี และสิงคโปร์พบเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ระบาดในประเทศเช่นเดียวกัน

Photo by Andrew CABALLERO-REYNOLDS / AFP

ฮ่องกงขยายเวลากักตัวเป็น 21 วัน หวั่นไวรัสกลายพันธุ์เล็ดลอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641198

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 14:00 น.ฮ่องกงขยายเวลากักตัวเป็น 21 วัน หวั่นไวรัสกลายพันธุ์เล็ดลอดฮ่องกงออกมาตรการกักตัว 21 วันสำหรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญชี้ระบะฟักตัวของไวรัสอาจนานกว่า 14 วัน

รอยเตอร์สรายงานว่า ฮ่องกงขยายระยะเวลาในการกักตัวจาก 7 วันเป็น 21 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากนอกประเทศจีน และระงับนักท่องเที่ยวทุกคนที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาใต้ในช่วง 21 วันเดินทางเข้ามายังฮ่องกง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม

โดยเจ้าหน้าที่แถลงว่าผู้ที่อาศัยอยู่นอกประเทศจีนในช่วง 21 วันก่อนเดินทางจะต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวภาคบังคับ 21 วันในโรงแรมที่กำหนด

ทั้งนี้ ฮ่องกงได้ระงับเที่ยวบินทั้งหมดที่เดินทางมาจากสหราชอาณาจักรเมื่อพบว่ามีนักเรียน 2 คนที่เดินทางกลับมาจากสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า “สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกด้วยไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พบในหลายประเทศมากขึ้น มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออกมาตรการขั้นเด็ดขาดทันที เพื่อให้มั่นใจผู้ป่วยทุกคนจะถูกคัดกรองแม้ในกรณีที่ไวรัสมีระยะฟักตัวนานกว่า 14 วัน” 

เนื่องจากมีคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่าระยะฟักตัวของไวรัสอาจนานกว่า 14 วันในผู้ป่วยบางราย จึงต้องเพิ่มระยะเวลาในการกักตัว อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ มาเก๊า และไต้หวันจะได้รับการยกเว้น

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP

โควิดกลายพันธุ์โผล่มาเลเซีย พบแล้วอย่างน้อย 60 เคส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641191

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 12:40 น.โควิดกลายพันธุ์โผล่มาเลเซีย พบแล้วอย่างน้อย 60 เคสมาเลเซียเผยพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่คล้ายเชื้อในแอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์

เดอะสเตรตส์ไทมส์รายงาน เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. นายแพทย์นูร์ ฮิชาม อับดุลเลาะห์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียระบุว่าพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ “A701B” ในประเทศจาการสุ่มกลุ่มตัวอย่างในซาบาห์

โดยใกล้เคียงกับสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในประเทศแอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสจะส่งผลให้มีสามารถแพร่กระจายและรุนแรงมากขึ้นหรือไม่

นายแพทย์นูร์กล่าวเสริมว่า ไวรัสมีกลายกลายพันธุ์อยู่เสมอและจะมีการเฝ้าติดตามและศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของสายพันธุ์ต่างๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ได้ตรวจพบไวรัสกลายพันธุ์ใน 60 ตัวอย่างที่นำมาจากผู้ป่วยในซาบาห์ โดยก่อนหน้านี้มาเลเซียเคยพบการกลายพันธุ์ “D614G” ที่ระบุว่ามีการติดเชื้อมากกว่าสายพันธุ์เดิม 10 เท่า ในรัฐเคดาห์ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามรัฐบาลมาเลเซียยังไม่มีท่าทีว่าจะเพิ่มระยะเวลาการกักตัวจาก 10 วันเป็น 14 วัน โดยให้เหตุผลว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการภายในสัปดาห์แรก ดังนั้นหากกักตัวเพียงแค่ 7 วันจะมีความเสี่ยงสูง ขณะที่การกักตัว 10 วัน และ 14 วันนั้นแทบไม่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อและกักตัวหากมีผลตรวจเป็นลบ แต่หากผลตรวจเป็นบวกจะถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาต่อไป

Photo by Mohd RASFAN / AFP

พักรบโควิด กองทัพเมียนมาจัดพิธีเฉลิมฉลองเรือดำน้ำลำแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641187

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 11:30 น.พักรบโควิด กองทัพเมียนมาจัดพิธีเฉลิมฉลองเรือดำน้ำลำแรกเมียนมาจัดขบวนสวนสนามทางเรือพร้อมเปิดตัวเรือดำน้ำลำแรกอีกครั้งเนื่องในโอกาสครบรอบ 73 ปีกองทัพเรือ

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. สำนักข่าวท้องถิ่นเมียนมารายงานว่ากองทัพเรือเมียนมาเฉลิมฉลองวันครบรอบ 73 ปีด้วยการจัดขบวนสวนสนามทางเรือ และนำเรือดำน้ำลำแรกของเมียนมา “UMS Minye Theinkhathu” ออกมาปรากฏต่อสายตาประชาชนอีกครั้งที่ท่าเรือในย่างกุ้ง

เรือดำน้ำลำดังกล่าวเป็นเรือดำน้ำพลังงานดีเซล ซึ่งผลิตในรัสเซียช่วงปี 1980 โดยเป็นเรือระดับ Kilo-class ของสหภาพโซเวียต ก่อนที่อินเดียจะนำเข้าประจำการในปี 1988 และได้ส่งต่อให้กับเมียนมาในที่ปีแล้ว และเป็นเรือดำนำลำแรกของเมียนมา โดยรัฐบาลเมียนมาตั้งชื่อใหม่ว่า “UMS Minye Theinkhathu” ซึ่งเป็นชื่อของฮีโร่ในประวัติศาสตร์เมียนมา

นอกจากนี้ยังมีเรือรบอีก 6 ลำที่ผลิตขึ้นในประเทศเมียนมาเข้าร่วมขบวนสวนสนามครั้งนี้ด้วย โดยมีพลเอก อาวุโส มิน อ่อง ไหล่ (Min Aung Hlaing) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา, พลเรือเอก ติน อ่อง ซาน (Tin Aung San) ผู้บัญชาการกองทัพเรือ, พลอากาศเอก หม่อง หม่อง จ่อ (Maung Maung kyaw) ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตรัสเซียและอินเดียประจำเมียนมาเข้าร่วมพิธีด้วย

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftheirrawaddy%2Fposts%2F4013030592075101&width=500&show_text=true&height=780&appId

Photo by STR / AFP

ลงดาบแจ็ค หม่าแล้ว ใครจะเป็นรายต่อไป? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641166

วันที่ 24 ธ.ค. 2563 เวลา 22:00 น.ลงดาบแจ็ค หม่าแล้ว ใครจะเป็นรายต่อไป? หลังจากที่แจ็ค หม่าถูกเชือดไปแล้วหนึ่งราย เราจะมาสำรวจความเป็นไปได้กันว่าเจ้าสัวรายไหนที่จะถูกรัฐบาลเล่นงานเป็นรายต่อไป

ปี 2020 คือปีหายนะของคนทั้งโลก แต่สำหรับสองยักษ์ใหญ่ธุรกิจจีนอย่าง Alibaba กับ Tencent แล้วมันเป็นที่ยิ่งกว่าหายนะเสียอีก

ปีนี้ธุรกิจออนไลน์มาแรงเพราะการล็อคดาวน์ เฉพาะในจีนกิจกรรมออนไลน์หลายๆ ด้านกลายเป็นนิวนอร์มอลแบบเต็มตัว ซึ่งธุรกิจพวกนี้มีผู้เล่นสำคัญคือ Alibaba กับ Tencent ครองพื้นที่จนดูเหมือนจะเป็นการผูกขาด แต่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น

ที่ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะในเซกเตอร์นี้ยังมีคู่ข่งรายอื่นๆ อีก แต่ก็เช่นเดียวกัน ผู้เล่นรายอื่นๆ ก็มีแต่รายใหญ่ๆ ที่กุมส่วนแบ่งตลาดใหญ่เกินไป ทำให้ตั้งข้อแม้กับลูกค้าแบบไม่เกรงใจหลายกรณี ไม่ใช่แค่เพิ่งจะเริ่มในปีนี้ แต่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

ตัวอย่างเช่นกรณีของ Meituan (เหม่ยถวน เตี่ยนผิง) ซึ่งในปีที่แล้วกุมส่วนแบ่งตลาดบริการส่งอาหารในจีนถึง 60% ลูกค้าหลายคนเริ่มกล่าวหาว่า Meituan เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงเกินไป ส่วนพนักงานของบริษัทก็นัดหยุดงานประท้วงเพราะถูกกดค่าแรง

ในด้านบริการเรียกรถแท็กซี่ Didi Chuxing (ตีตี ชูสิง) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Uber ถูกจับตามานานหลายปีเรื่องแนวโน้มที่จะผูกขาดตลาด โดยเฉพาะในปี 2018 ทางการจีนทำการสืบสวนแล้วพบแนวโน้มที่บริษัทนี้จะผูกขาดตลาด เนื่องจากเป็นผู้บริการรายใหญ่รายเดียว ปัจจุบันกุมส่วนแบ่งตลาดถึง 90% แต่รัฐบาลก็ยังไม่ลงดาบจนถึงวันนี้

ส่วน ByteDance ผู้ให้บริการความบันเทิงขนาดสั้นในรูปแบบคลิปที่เรารู้จักกันดีคือ TikTok ไม่ได้มีปัญหาในประเทศมากนัก แต่เรารู้กันว่าบริษัทนี้ถูกเล่นงานอย่างหนักในสหรัฐ ส่วนในประเทศจีน ByteDance พยายามริเริ่มไลน์ธุรกิจใหม่ๆ เช่น ทำเสิร์ชเอนจินเพื่อท้าทายการผูกขาดของ Baidu ดังนั้นบริษัทนี้จึงน่าจะรอดอย่างน้อยก็ตอนนี้

Didi กับ ByteDance ยังเตรียมลงมาเล่นธุรกิจแนวฟินเทคด้วย โดยช่วงปลายปี 2020 มีรายงานว่า Didi จะเปิดบริการเพย์เมนต์ที่ชื่อ Yuefu เพื่อให้โอกาสลูกค้านั่งรถก่อนจ่ายทีหลัง เพียงแต่มันมาในรูปของเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยระยะ 38 วัน

ส่วน ByteDance จะเปิดบริการสินเชื่อผ่าน Douyin (ซึ่งเป็น TikTok เวอร์ชั่นจีน) เพื่อกู้เงินไปซื้อสินค้าหรือบริการที่พ่วงกับแอพนี้ ตอนนี้ให้บริการบางส่วน

การให้บริการแบบนี้คาบลูกคาบดอกกับภาคการเงินพอสมควรและยังเกี่ยวกับการก่อหนี้โดยตรง ซึ่งรัฐบาลจีนไม่น่าจะแฮปปี้

มันอาจทำให้ Didi กับ ByteDance เจอเล่นงานแบบเดียวกับ Alibaba กับ Tencent ที่พยายามลงมาเล่นภาคการเงินจนถูกรัฐบาลเบรค และสั่งห้ามแพลตฟอร์มธุรกิจฟินเทค (ซึ่งเป็นของยักษ์ออนไลน์ใหญ่ๆ) ผูกธุรกิจกับธนาคารเกินกว่า 1 แห่งเพื่อป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มใดๆ ได้รับส่วนแบ่งการตลาดมากเกินไป

หรือถ้าจะให้ตีความเจตนาของจีนก็คือ ไม่อยากให้บริษัทที่ใหญ่ในด้านอื่นอยู่แล้วเข้ามากินส่วนแบ่งในฟินเทค โดยเฉพาะการให้บริการที่ก่อหนี้โดยไม่จำเป็น

ที่ Ant ของแจ็ค หม่าถูกตัดตอนก่อนที่จะเปิด IPO ส่วสนหนึ่งก็เพราะเกรงกันว่าจะกระตุ้นให้มีการกู้เงินมากเกินไปเพราะ Ant ปล่อยเงินง่ายดายโดยอ้างว่าคำนวณโอกาสที่หนี้จะไม่เสียได้โดยใช้อัลกอริธึม แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนจะไม่เสี่ยงด้วย

ก่อนที่จะวิเคราะห์แนวโน้มต่อไป เรามาดูกันก่อนว่าตัวเล่นที่สำคัญในธุรกิจออนไลน์ของจีนในตอนนี้มีใครบ้าง

Alibaba, JD.com และ Pinduoduo อยู่ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, Tencent อยู่ในธุรกิจเกม โซเชียลมีเดีย และโมไบล์เพย์เมนต์, ByteDance อยู่ในธุรกิจคลิปสั้น, Didi Chuxing อยู่ในธุรกิจบริการแท็กซี่ และ Meituan อยู่ในบริการส่งอาหาร

ในบรรดาบริษัทเหล่านี้ถูกรัฐบาลเรียกตัวไปคุยมาแล้วว่าให้ระวังการทำธุรกิจแบบผูกขาด แต่ที่ถูกรัฐบาลเล่นงานไปแล้ว คือ Alibaba ฐานผูกขาดตลาด โดยก่อนหน้านี้ Ant ซึ่งอยู่ในเครือก็ถูกเชือดไปแล้ว ทำให้ตอนนี้อาณาจักรของแจ็ค หม่าเจอหนักที่สุด

ถามว่าทำไมบริษัทในสายเดียวกันอย่าง JD.com กับ Pinduoduo จึงไม่เจอดีแบบแจ็ค หม่า?

ทั้งสองค่ายมีเรื่องมีราวกับ Alibaba อยู่ก่อนแล้ว แค่ไม่ละเมิดกฎหมายจนตกที่นั่งลำบาก ทั้งสองควรจะดีใจที่กฎหมายฉบับนี้เอาผิดกับ Alibaba

ตัวอย่างเช่น Pinduoduo มีกรณีที่ผู้ผลิตสินค้ารายหนึ่งโวยวายว่า Alibaba เรียกค่าปรับเพราะบริษัทนี้ไปขายสินค้าในแพลตฟอร์มของ Pinduoduo ที่เป็นคู่แข่ง ส่วน JD.com ก็เคยกล่าวหา Alibaba บีบผู้ขายทำสัญญาไม่ให้ไปค้ากับแพลตฟอร์มอื่น

มันเป็นกรณีพิพาทแบบนี้มานาน แต่รัฐบาลจีนยังไม่ขยับมากนัก จนกระทั่งในปีนี้จู่ๆ ก็ชักดาบออกมาฟันยักษ์เสียอย่างนั้น แต่คู่กรณีของ Alibaba รายอื่นๆ ก็ใช่ว่าจะไม่โดนดังที่บอกไปว่าทั้งหมดถูกเรียกไปเตือนแล้วว่าอย่าทำตัวผูกขาดตลาด

ตอนนี้กรมการเมืองจีน (โปลิตบูโร) กำลังเพ่งเล็งไปที่ “การขยายตัวของทุนอย่างไม่เป็นระเบียบ” ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่แค่พฤติกรรมผูกขาดเท่านั้น กิจกรรมทางธุรกิจอะไรที่ดูจะเป็นเอาเปรียบลูกค้าหรือคู่แข่ง อาจจะถูกเพ่งเล็งเอาง่ายๆ

ถ้าบริษัทที่เป็นคู่กรณีของ Alibaba ยังไม่มีดวงขึ้นเขียง แล้วบริษัทไหนที่มีโอกาสตามรอย? คาดว่าบริษัทที่มีโอกาสถูกตรวจสอบการผูกขาดมากที่สุดก็คือ Tencent ซึ่งในระยะหลังผนึกกำลังกับ Alibaba ในหลายๆ ด้าน เช่นการแบ่งกันถือหุ้นก้อนใหญ่ในแพลตฟอร์มวิดิโอ Bilibili และทั้งสองก็ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มนี้เพื่อหนุนธุรกิจตัวเอง เช่น Alibaba ใช้หนุนแพลตฟอร์มขายสินค้าและ Tencent ใช้หนุนแพลตฟอร์มเกมออนไลน์กับสตีมมิ่งเพลง

ราวกับว่ากำลังต้องการทำให้ตลาดเหลือยักษ์ที่แบ่งกันหากินคนละเซกเตอร์เพียงสองยักษ์ โดยเฉพาะเป้าหมายในการกำราบไม่ให้ ByteDance เป็นเจ้าตลาดด้านความบันเทิงออนไลน์และกำลังเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงตัวเล่นใหม่ๆ ที่เข้ามาเป็น “ผู้เล่นทรงคุณค่า” แทนที่รุ่นใหญ่รุ่นเดิม

นอกจากผนึกกำลังกันแล้วยังแยกกันตีด้วย โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน Alibaba กับ Tencent แยกกันไปเจรจากับ Baidu ซึ่งนอกจากจะเป็นเสิร์ชเอ็นจินที่เกือบจะผูกขาดของจีนแล้ว ยังเป็นเจ้าของออนไลน์วิดิโอแพลตฟอร์มยอดนิยมคือ iQIYI ด้วย ทั้งสองบริษัทพยายามจะซื้อแพลตฟอร์มนี้มาครอง ทั้งๆ ที่ทั้งสองก็มีออนไลน์วิดิโอแพลตของตัวเองอยู่แล้ว

ปรากฏว่าดีลนี้ไปไม่ถึงไหน เพราะถูกทางการจีนเพ่งเล็งเสียก่อน หลังจากนั้นไม่นานแจ็ค หม่าก็เริ่มที่จะถูกตรวจสอบหนักขึ้นเรื่อยๆ

รายต่อไปก็คือ Tencent อย่างแน่นอน แต่ที่ยังไม่ถูกเล่นงานก็เพราะไม่ได้ผลักดันแผนการที่ทะเยอทะยานเหมือนแจ็ค หม่าในธุรกิจฟินเทคและไม่ได้ท้าทายอำนาจรัฐเหมือนแจ็ค หม่า ข้อดีของโพนี หม่า บิ๊กบอสของ Tencent ก็คือเขาเป็นคนโลว์โพร์ไฟล์ ดังนั้นโอกาสที่จะพูดอะไรเป็นที่ขัดเคืองใจรัฐบาลจึงมีน้อย

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่โดน บริษัทนี้มีทั้งแนวโน้มการผูกขาดตลาดผ่านเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกอึดอัด เช่นกรณี China Literature (เหยี่ยเหวิน จี้ถวน) ของ Tencent เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผู้เขียนหนังสืออีบุ๊คผ่านแพลตฟอร์มนี้โวยวายว่าเงื่อนไขใช้บริการส่อไปในทางผูกขาด

โพนี่ หม่า เคยบอกว่า “ในอเมริกาเมื่อคุณนำไอเดียออกสู่ตลาด คุณมักจะมีเวลาหลายเดือนก่อนที่การแข่งขันจะปรากฏขึ้นทำให้คุณสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดที่สำคัญได้ ในประเทศจีนคุณสามารถมีคู่แข่งได้หลายร้อยคนภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกของการถ่ายทอดสด แนวคิดไม่สำคัญในจีน – การตัดสินใจทำนั่นแหละสำคัญ”

Tencent จึงลงมือทำด้วยการควบกิจการเพื่อสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายนได้ดีลใหญ่คือการรวมกิจการกับ Huya (หู่ยา) กับ DouYu (โต้วอวี้) แพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งเกมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนทั้งสองแห่ง ที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในด้านเกมส์มากขึ้นไปอีก

แต่แล้วเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนี่เองที่ทางการจีนกำลังจะตรวจสอบว่าดีลนี้เข้าข่ายผูกขาดตลาดหรือไม่

หรือถ้ายังไม่โดนในตอนนี้กฎหมายใหม่จะบ่อนทำลายยุทธวิธีซื้อกิจการ+ควบรวมกิจการที่ Tencent มักจะทำเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่

หลังจากนี้โพนี่ หม่าจะต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนจะควบรวมกิจการกับใคร

จะว่าไปแล้วกฎหมายต่อต้านการผูกขาดเป็นคุณกับ ByteDance อยู่ไม่น้อยเลย มันยังทำให้จีนมีแพลตฟอร์มที่หลากหลายขึ้น กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ

อย่างที่เราจะเห็นว่าผลผลิตภัณฑ์ของ ByteDance คือ Douyin กับ TikTok ฮิตขนาดไหน ตัวแรกนั้นฮิตในจีนแรงมากจนสะเทือน Tencent และตัวหลังฮิตไปทั่วโลกจนรัฐบาลสหรัฐยังหาทางกำจัด

Photo by Fabrice COFFRINI / AFP

เมียนมาไม่พอใจไทยเลือกปฏิบัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641157

วันที่ 24 ธ.ค. 2563 เวลา 20:34 น.เมียนมาไม่พอใจไทยเลือกปฏิบัติสื่อเมียนมาเผยมุมมองอีกด้านของแรงงานเมียนมาในไทย

เว็บไซต์ข่าวอิระวดีของเมียนมารายงานว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยซึ่งมีชาวเมียนมาหลายร้อยคนที่ทำงานในจังหวัดสมุทรสาครติดเชื้อไวรัสโคโรนา สร้างความกังวลใจว่าไทยอาจต้องเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง และประชากรชาวเมียนมาในประเทศไทยจะตกเป็นเป้าหมายของการเลือกปฏิบัติ

ทางการไทยได้จัดประชุมและออกมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโลก รวมถึงการปิดตลาดและหอพักในสมุทรสาครเพื่อจำกัดพื้นที่ของแรงงานเมียนมา รวมทั้งการปิดล้อมด้วยลวดหนาม

โดยแรงงานหลายพันคนถูกบังคับให้อยู่รวมกันในสถานที่ที่คับแคบและเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น รวมทั้งหน่วยงานในกรุงเทพได้เรียกร้องให้ศาสนสถานทุกแห่งห้ามชาวเมียนมาเข้าไปทำบุญจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น จึงเกิดคำถามถึงการเลือกปฏิบัติและการกระทำสองมาตรฐาน

นอกจากนี้ตามรายงานระบุว่าแรงงานพม่าจำนวน 2,482,256 คนได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงานไทยในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดังนั้นพวกเขาจึงควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานไทย แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แรงงานทุกคนที่จะได้รับการปฏิบัติในแบบเดียวกันและยังมีช่องโหว่อีกมากมาย

พร้อมกล่าวว่าประเทศไทยควรทำอะไรมากกว่านี้เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานและครอบครัวของพวกเขาจะได้รับการดูแลที่เหมาะสม โดยประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องดูแลสุขภาพของแรงงานในประเทศอย่างเหมาะสมและอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการกลับบ้าน

สื่อเมียนมามองว่านโยบายคุ้มครองทางสังคมของประเทศไทยควรคุ้มครองทั้งแรงงานที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน พวกเขามองประเทศไทยเสมือนบ้านและด้วยเหตุนี้จึงระบุว่ารัฐบาลไม่ควรทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลังเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งพวกเขายังเป็นแรงงานที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยในวันข้างหน้า

รวมถึงเดอะเมียนมาไทมส์รายงานว่า นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชากล่าวต่อว่าแรงงานชาวเมียนมาที่ลักลอบเข้าประเทศมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย โดยผู้ติดเชื้อจำนวนมากเป็นแรงงานจากเมียนมาที่ทำงานในอุตสาหกรรมอาหารทะเล

ขณะที่ผู้ขนส่งกุ้งชาวเมียนมากล่าวว่า การที่ชาวไทยกล่าวโทษพวกเขาโดยไม่มีหลักฐานเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมและฟังความข้างเดียว โดยไม่มีการให้ข้อมูลว่าใครบ้างที่มีผลตรวจเป็นบวก ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวต่อชาวแรงงานเมียนมาทั้งหมด

โดยแรงงานชาวเมียนมาถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งจุดชนวนให้เกิดความรู้สึกต่อต้านพม่าในหมู่คนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือทำงานบริเวณชุมชนชาวเมียนมาอย่างมหาชัย