หรือว่าสุขภาพทรุด? จับตาท่านั่งคุยของปูตินทำไมต้องใช้มือเกาะขอบโต๊ะตลอดเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681286

วันที่ 23 เม.ย. 2565 เวลา 14:20 น.หรือว่าสุขภาพทรุด? จับตาท่านั่งคุยของปูตินทำไมต้องใช้มือเกาะขอบโต๊ะตลอดเวลา

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมาว่าผู้นำรัสเซียป่วยมานาน บ้างบอกว่าเป็นโรคมะเร็ง บ้างบอกว่าเป็นโรคพาร์กินสัน

สื่อแท็บลอยด์ของอังกฤษอย่าง The Metro และ The Sun พากันตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาสุขภาพของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย หลังจากสถานีโทรทัศน์รัสเซียเผยแพร่คลิปวิดีโอและภาพที่ปูตินนั่งหารือเรื่องการปลดปล่อยเมืองมารีอูปอลของยูเครนกับ เซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซีย

ในคลิปจะเห็นว่าปูตินนั่งตัวงออยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าดูบวม ดูเหมือนไร้เรี่ยวแรง และใช้มือข้างขวาเกาะขอบมุมโต๊ะในลักษณะนิ้วโป้งอยู่บนโต๊ะส่วนอีก 4 นิ้วที่เหลืออยู่ใต้โต๊ะแน่นตลอดการพูดคุย 12 นาที ดูเหมือนจะพยายามใช้โต๊ะเป็นหลักยึดให้ตัวเองดูมั่นคง ไม่ค่อยองอาจเหมือนที่ผ่านมา

ท่าที่เหล่านี้ทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยถึงสุขภาพของปูติน

ขณะที่ชอยกูซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมาเช่นกันว่าอาจมีปัญหาสุขภาพหรืออาจมีปัญหาจากความเห็นไม่ลงรอยเรื่องสงครามในยูเครน นั่งอ่านรายงานสั้นๆ จากแผ่นกระดาษ

The Metro รายงานว่า อันเดอร์ส อัสลุนด์ นักเศรษฐศาสตร์และอดีตที่ปรึกษาของรัสเซียและยูเครนชาวสวีเดนเผยว่า ปูตินและชอยกูดูไม่ดีทั้งคู่ ดูเหมือนห่อเหี่ยวและดูเหมือนสุขภาพไม่ดี

อัสลุนด์บอกว่า ชอยกูต้องอ่านความเห็นของตัวเองให้ปูตินฟังและพูดไม่ชัดเอามากๆ บ่งบอกว่าข่าวลือที่ว่าเขามีอาการหัวใจล้มเหลวอาจจะจริง

Russian Presidential Press Service/Kremlin/Handout via REUTERS

ศาสตราจารย์ เอริค บิวซี ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากายจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเทกซัสเผยกับ The Sun ว่า “ปูตินดูอ่อนแออย่างน่าประหลาดใจเมื่อเทียบกับผู้ชายที่เราเคยเห็นเมื่อ 2-3 ปีก่อน”

บิวซีเผยอีกว่า “ประธานาธิบดีที่แข็งแรงจะไม่ต้องคอยพยุงตัวเองด้วยมือที่ยื่นออกมายึดจับ และไม่กังวลกับการวางเท้าทั้งสองไว้บนพื้น นี่ไม่ใช่ภาพของปูตินที่แข็งแรง แต่เป็นคนที่ดูอ่อนแอมากขึ้นๆ และแทบจะไม่สามารถยืนตรงที่โต๊ะประชุมเล็กๆ เท้าของปูตินค่อนข้างผอม ราวกับว่าน้ำหนักหรือกล้ามเนื้อของเขาเพิ่งหายไปจากความเจ็บป่วยที่ไม่เป็นที่เปิดเผย”

บิวซีเผยว่า “อาการบวมที่ใบหน้าตอกย้ำความไม่แข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับภาพถ่ายและวิดีโอของผู้นำรัสเซียเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา”

รายงานข่าวชิ้นหนึ่งระบุว่า ผู้นำรัสเซียต้องอยู่ภายใต้การเฝ้าสังเกตของผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเกือบจะตลอดเวลา ส่วนใบหน้าที่ดูบวมอย่างเห็นได้ชัดนั้นอาจบ่งบอกว่าเขาอยู่ระหว่างการใช้สเตียรอยด์รักษาโรค

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปูตินใช้มือยึดจับโต๊ะ เมื่อวันที่ 21 ที่ผ่านมาก็มีภาพที่ปูตินเกาะขอบโต๊ะระหว่างหารือกับ นิโคไล โตกาเยฟ ประธานบริษัทท่อส่งน้ำมัน Transneft

ทั้งนี้ ปัญหาสุขภาพของผู้นำรัสเซียเป็นที่จับตามองหลายครั้ง รายงานของ Proekt สื่อเชิงสืบสวนสอบสวนซึ่งถูกบล็อกในรัสเซียระบุว่า ศัลยแพทย์ เยฟเกนี เซลิวานอฟ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งไทรอยด์จากโรงพยาบาลเซ็นทรัลคลินิคัลในกรุงมอสโก ต้องบินไปหาปูตินที่เมืองโซชิในทะเลดำไม่ต่ำกว่า 35 ครั้ง

ขณะที่เครมลินปฏิเสธมาตลอดว่าปูตินไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ

Russian Presidential Press Service/Kremlin/Handout via REUTERS

รัสเซียเตรียมยึดทั้งดอนบัสและตอนใต้ของยูเครน คุมพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681293

วันที่ 23 เม.ย. 2565 เวลา 16:00 น.รัสเซียเตรียมยึดทั้งดอนบัสและตอนใต้ของยูเครน คุมพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์

รัสเซียเผยแผนสงครามเฟส 2 เดินหน้ายึดทั้งฝั่งตะวันออกและตอนใต้ของยูเครนเชื่อมดินแดนที่รัสเซียยึดเข้าด้วยกัน

สำนักข่าว reuters รายงานโดยอ้างสื่อรัสเซียว่า รุสตัม มินเนกาเยฟ รองผู้บัญชาการกองทัพภาคกลางของรัสเซียประกาศว่า รัสเซียมีแผนยึดดอนบัสและพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครนอย่างเบ็ดเสร็จในการทำสงครามในยูเครนระยะที่ 2

คำพูดของมินเนกาเยฟเป็นการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการในยูเครนของรัสเซียที่ชัดเจนมากที่สุดครั้งหนึ่ง และยังบ่งบอกว่ารัสเซียจะไม่ยุติการโจมตียูเครนในเร็วๆ นี้

สำนักข่าว Interfax และ TASS ของรัสเซียรายงานว่า มินเนกาเยฟเผยว่า การเข้าควบคุมทางตอนใต้ของยูเครนอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นการเชื่อมคาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียผนวกเป็นส่วนหนึ่งของดินอดนเมื่อปี 2014 กับภูมิภาคดอนบัส จะช่วยให้รัสเซียเข้าถึงภูมิภาคทรานส์นีสเตรียในมอลโดวาที่รัสเซียอ้างว่ามีหลักฐานว่าประชาชนที่พูดภาษารัสเซียกำลังถูกกดขี่ (ปูตินเคยใช้ข้ออ้างเดียวกันนี้ก่อนที่จะบุกยูเครน)

ทั้งนี้ ภูมิภาคทรานส์นีสเตรียเป็นภูมิภาคเล็กๆ ที่มีพรมแดนติดกับยูเครนทางตะวันตก ได้ประกาศแยกตัวจากมอลโดวาหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย แต่ในทางการแล้วถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของมอลโดวา โดยมอลโดวาประกาศสถานะให้เป็นเขตปกครองตนเอง และมีทหารรัสเซียราว 1,500 นายประจำการอยู่ในภูมิภาคตั้งแต่ปี 1995 ตามข้อตกลงสงบศึก

ในเวลาต่อมากระทรวงการต่างประเทศมอลโดวาเรียกทูตรัสเซียเข้าพบเพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อคำกล่าวของมินเนกาเยฟ และแถลงผ่านเว็บไซต์ว่า “แถลงการณ์เหล่านั้นไม่มีมูลและขัดกับจุดยืนของรัสเซียที่สนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพทางดินแดนของมอลโดวา ระหว่างการเข้าพบมีการย้ำว่าสาธารณรัฐมอลโดวา…เป็นรัฐที่เป็นกลางและทุกฝ่ายรวมทั้งสหพันธรัฐรัสเซีย”

ก่อนหน้านี้ยูเครนระบุว่า สนามบินในภูมิภาคทรานส์นีสเตรียถูกเตรียมพร้อมเพื่อรองรับเครื่องบินและจะถูกรัสเซียใช้เป็นสถานที่ขนส่งทหารที่จะมุ่งหน้าไปยูเครน ซึ่งกระทรวงกลาโหมมอลโดวาและเจ้าหน้าที่ของทรานส์นีสเตรียปฏิเสธ

พื้นที่ที่ถูกรัสเซียควบคุม ณ วันที่ 22 เม.ย. ภาพ: Institute for the Study of War

REUTERS/Alexander Ermochenko

การบินรัสเซียย้อนกลับไปยุคหิน นักบินเตรียมปิดระบบ GPS ของสหรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681276

วันที่ 23 เม.ย. 2565 เวลา 12:32 น.การบินรัสเซียย้อนกลับไปยุคหิน นักบินเตรียมปิดระบบ GPS ของสหรัฐ

รัสเซียเล็งเลิกใช้ระบบ GPS นำทางในการบินเตรียมหวนกลับไปใช้ระบบของตัวเองแทน

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานว่า ดมิทรี โรโกซิน ผู้บริหารองค์กรอวกาศรัสเซีย (Roscosmos) จะส่งข้อเสนอทางเทคนิคไปยังกระทรวงคมนาคมของรัสเซียและ Rosaviatsia หน่วยงานด้านการบินของรัสเซีย เกี่ยวกับการนำ อุปกรณ์ Glonass ของรัสเซียที่สามารถรับสัญญาณจากระบบนำทางของจีนได้ มาใช้แทนระบบจีพีเอส (GPS) ของสหรัฐ

“วันนี้เราจะส่งข้อเสนอทางเทคนิคไปยังกระทรวงคมนาคมของรัสเซียและ Rosaviatsia ให้ยกเลิกระบบจีพีเอสแล้วแทนที่ด้วยอุปกรณ์ Glonass ที่สามารถรับสัญญาณจากระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว (Beidou) ของจีนซึ่งเราทำงานร่วมกันอย่างประสบความสำเร็จมา 8 ปีแล้ว” โรโกซินเผยผ่านเทเลแกรม

“ตอนนี้พวกเขาต้องรีบเร่งหาทางออก ทางแก้เพียงหนึ่งเดียวคือ ติดตั้งสถานี Glonass ในทุกสนามบินเพื่อส่งสัญญาณนำทางความแม่นยำสูง และติดตั้งตัวรับสัญญาณ Glonass ไว้ในเครื่องบินทุกลำที่ให้บริการในประเทศของเรา” ผู้บริหาร Roscosmos เผย

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์รายวัน Izvestia ของรัสเซียรายงานโดยอ้างหนังสือของ ดมิทรี ยาดรอฟ รองผู้อำนวยการ Rosaviatsia ที่มีถึง อิกอร์ มอยเซเยนโก ซีอีโอองค์กรบริหารการจราจรทางอากาศที่ระบุว่า องค์กรด้านการบินแนะนำให้สายการบินเตรียมทำการบินโดยไม่ใช้อุปกรณ์จีพีเอสของสหรัฐ โดยอ้างว่าระบบจีพีเอสอาจถูกตัดหรือถูกรบกวนระหว่างบินอยู่เหนือน่านฟ้าภูมิภาคคาลินินกราด ทะเลดำ ใกล้กับฟินแลนด์ และเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก อิสราเอล ไซปรัส เลบานอน ซีเรีย ตุรกี และอิรัก

ด้านตัวแทนจากอุตสาหกรรมการบินให้สัมภาษณ์กับ Izvestia ว่า ระบบจีพีเอสเคยผิดพลาดมาก่อน ทว่าแม้ว่ารัสเซียจะตัดการเชื่อมต่อจากระบบก็ไม่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการบิน นักบินสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีนี้ และเครื่องบินก็มีระบบทางเลือกอื่น

REUTERS/Soe Zeya Tun

ตะวันตกยอมรับรัสเซียมีโอกาสชนะสงครามยูเครนมากกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681272

วันที่ 23 เม.ย. 2565 เวลา 11:09 น.ตะวันตกยอมรับรัสเซียมีโอกาสชนะสงครามยูเครนมากกว่า

ขณะที่รัสเซียหันไปโจมตีทางตะวันออกในภูมิภาคดอนบัส ตะวันตกเริ่มหวั่นๆ ว่ารัสเซียมีโอกาสชนะสงครามมากกว่ายูเครน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตะวันตกหลายคนและการประเมินด้านข่าวกรองของตะวันตกมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า รัสเซียมีโอกาสชนะสงครามในยูเครนซึ่งอาจลากยาวไปจนถึงปลายปีนี้มากกว่า และอาจควบคุมภูมิภาคดอนบัสได้อย่างเบ็ดเสร็จ แม้ว่าจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายและต้องเผชิญอุปสรรคในช่วงแรกก็ตาม

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า ยุทธวิธีของรัสเซียในการบุกฝั่งตะวันออกของยูเครนได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นซึ่งอาจนำมาสู่การหวนกลับมาโจมตีเคียฟและโอเดสซาครั้งใหม่

“ปูตินล้มเหลวอย่างชัดเจนในการบรรลุวัตถุประสงค์แรกของเขา แต่ยังอยู่ในตำแหน่งที่จะชนะ” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผย

เจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งเผยว่า “นั่นนำไปสู่การปรับปรุงการปฏิบัติการ แต่รัสเซียไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด พวกเขายังคงปฏิบัติการแบบเป็นขบวนยาวๆ บนถนนเส้นเดียวและทำให้ตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยง ดังนั้นแม้เราเห็นการปรับปรุงบางอย่าง แต่ก็ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องทั้งหมด”

The National รายงานว่า เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยว่า ตะวันตกกำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่ยาวนานซึ่งอาจลากยาวไปถึงปีหน้า “ตอนนี้เรากำลังเตรียมพร้อมที่จะสนับสนุนยูเครนให้ผ่านช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ อย่างน้อยก็เกือบจะทั้งช่วงที่เหลือของปีนี้ ดังนั้นเราต้องวางแผนเตรียมรับมือสิ่งที่อาจเกิดขึ้น”

The National รายงานต่อว่า เมื่อถูกถามให้อธิบายถึงโอกาสชนะของรัสเซีย เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยกับ The National ว่า หากรัสเซียใช้กำลังพลอย่างชาญฉลาดก็สามารถเอาชนะยูเครนได้ “พวกเขาอาจปิดล้อมหรือทำลายกองกำลังที่ดีที่สุดของยูเครนได้มากมาย และยึดพื้นที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะยากต่อการยึดกลับคืนในภายหลัง”

เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าวอีกว่า “ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด พวกเขาอาจหันกลับมามองอีกครั้งว่าจะกลับไปโจมตีเคียฟหรือยึดเมืองโอเดสซาเพื่อไม่ให้ยูเครนเข้าออกทะเลหรือไม่ ผมคิดว่าเป็นไปได้หากรัสเซียประสบความสำเร็จในดอนบัส…เป็นไปได้มากๆ”

ในเวลาต่อมาประธานาธิบดี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษเผยถึงการประเมินชัยชนะของรัสเซียนี้ระหว่างเดินทางเยือนอินเดียว่า เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว

“ปูตินมีกองทัพใหญ่ เขาตกที่นั่งลำบากทางการมืองเพราะทำพลาดอย่างร้ายแรง ทางเลือกเดียวที่เขามีอยู่ในตอนนี้คือ พยายามโจมตีอย่างหนักด้วยปืนใหญ่ พยายามบดขยี้ยูเครน เขาเกือบจะเชื่อมสองแผ่นดินเข้ากันสำเร็จที่มารีอูปอล สถานการณ์ตอนนี้คาดเดาไม่ได้ แต่เราต้องยอมรับความเป็นจริง”

จอห์นสันกล่าวอีกว่า “แต่เราได้เห็นความกล้าหาญอันน่าทึ่งของชาวยูเครนและความเต็มใจที่จะต่อสู้ และจะบอกคุณว่าผมคิดว่าไม่ว่า วลาดิมีร์ ปูติน จะมีความเหนือกว่าทางทหารแบบใดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ และผมเห็นด้วยว่ามันอาจจะนาน เขาจะไม่สามารถพิชิตจิตวิญญาณของชาวยูเครนได้ นั่นคือความจริง”

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรี เดนีส ชไมฮาล ของยูเครนเผยกับ CNN ว่า ยูเครนจะได้รับชัยชนะในการทำสงครามกับรัสเซียในไม่ช้านี้ “เรามั่นใจอย่างยิ่งว่ายูเครนจะชนะในสงครามนี้ และจะชนะในอีกไม่นานนี้”

REUTERS/Zohra Bensemra

สวีเดนเป็นกลางมาได้นับร้อยปี แต่จะเลิกเป็นเพราะรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681236

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 19:00 น.สวีเดนเป็นกลางมาได้นับร้อยปี แต่จะเลิกเป็นเพราะรัสเซีย

การรุกรานยูเครนของรัสเซียทำให้สวีเดนซึ่งเป็นกลางมากว่า 200 ปีเปลี่ยนท่าทีมาพิจารณาว่าจะเป็นสมาชิกนาโตหรือไม่

1.ในช่วงศตวรรษที่ 17 และต้นศตวรรษที่ 18 สวีเดนเป็นมหาอำนาจและมักจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามรวมทั้งการล่าอาณานิคมหลายครั้ง โดยเฉพาะกับรัสเซีย แต่หลังจากสงทหารเข้าไปร่วมรบในสงครามนโปเลียนในปี 1813-1814 จนกระทั่งมีการลงนามในสนธิสัญญามอสเพื่อยุติสงครามกับนอร์เวย์เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 1814 นับตั้งแต่นั้นมาสวีเดนก็ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามอีกเลย (ยกเว้นเพื่อการรักษาสันติภาพ)

2.เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น สวีเดนยังรักษาสถานะความเป็นกลางไว้ได้ แม้บรรยากาศขณะนั้นชนชั้นสูงและคนในแวดวงการเมืองของสวีเดนจะเอนเอียงไปทางเยอรมนีก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ทางการค้าและความสัมพันธ์ส่วนตัวกับอังกฤษและฝรั่งเศสก็เข้มข้นไม่แพ้กัน สวีเดนจึงตัดสินใจไม่ได้เข้าร่วมกับฝั่งเยอรมนี และยังคงค้าขายกับทั้งสองฝั่งต่อไป

3.ช่วงทศวรรษ 1930 เป็นช่วงที่นโยบายความเป็นกลางของสวีเดนถูกทดสอบอย่างหนักในหลายโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่มาจากนาซีเยอรมัน สวีเดนพยายามรวมกลุ่มประเทศที่เป็นกลางในยุโรปเหนือ อาทิ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และประเทศบอลติก ซึ่งในกลุ่มนี้มีเพียงสวีเดนประเทศเดียวที่ไม่ถูกโจมตีในสงครามโลกครั้งที่ 2

4.แม้ว่าสวีเดนจะไม่เลือกข้างในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กลับถูกนานาชาติวิจารณ์หนักและเกิดคำถามถึงความเป็นกลาง เพราะสวีเดนยอมให้นาซีใช้รางรถไฟเดินทางไปมาระหว่างเยอรมนีและฟินแลนด์เพื่อเข้าไปรุกรานนอร์เวย์ ทว่านักประวัติศาสตร์บางคนมองว่า สวีเดนไม่ได้เลือกเยอรมนี แต่เลือกแสดงจุดยืนที่ไม่ขัดแย้งกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

5.สวีเดนยังคงดำเนินนโยบายประเทศเป็นกลางหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ว่าจะมีความร่วมมือกับตะวันตกอย่างเหนียวแน่นด้วย โดยในช่วงต้นของสงครามเย็น สวีเดนยังรักษาความเป็นกลางไว้แม้ว่าบรรดาผู้นำจะเข้าใจดีว่าความเป็นกลางอาจล้มเหลวในสงครามครั้งที่ 3 นี้ เป้าหมายของนโยบายนี้คือ หลีกเลี่ยงความรุนแรงที่จะนำมาสู่สงครามนิวเคลียร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ

6.ช่วงแรกๆ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สวีเดนดำเนินโครงการอาวุธนิวเคลียร์เชิงรุกอย่างเงียบๆ ด้วยการผลิตพลูโตเนียม จนกระทั่งถูกยกเลิกในทศวรรษ 1960 เพราะค่าใช้จ่ายสูง

7.ต่อหน้าสาธารณะ สวีเดนรักษาความเป็นกลางไว้ได้อย่างดี แต่ในทางที่ไม่เป็นทางการนั้นก็ยังรักษาความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นอย่างไม่เป็นทางการกับสหรัฐควบคู่ไปด้วย อาทิ การร่วมมือด้านข่าวกรองกับสหรัฐ หนังสือเรื่อง The Swedish Kings of Cyberwar ของ ฮิวจ์ อีกิน ระบุว่า “แม้ว่าจะเป็นกลางอย่างเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สวีเดนได้สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับทั้งนาโต และหน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 และต้นทศวรรษ 1950 และมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการปฏิบัติการสอดแนมในสงครามเย็น”

8.ช่วงต้นทศวรรษ 1960 เรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ของสหรัฐที่ติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางชั้น Polaris A-1 เข้ามาประจำการนอกชายฝั่งตะวันตกของสวีเดน ซึ่งเป็นจุดที่สหรัฐสามารถยิงตอบโต้รัสเซียได้ โดยเรือดำน้ำต้องอยู่ใกล้ชายฝั่งสวีเดนให้มากที่สุดเพื่อให้โจมตีถูกเป้าหมายที่ต้องการ

9.จากเหตุการณ์ด้านบนทำให้สหรัฐต้องให้การรับรองความปลอดภัยทางทหารแก่สวีเดน โดยสหรัฐสัญญาว่าจะจัดหากำลังทหารเพื่อช่วยเหลือสวีเดนในกรณีที่โซเวียตรุกราน ข้อตกลงนี้ไม่เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณชนชาวสวีเดนจนกระทั่งปี 1994 เมื่อคณะกรรมการวิจัยของสวีเดนพบหลักฐานยืนยัน จากความร่วมมือทางทหารนี้ สหรัฐได้ให้ความช่วยเหลืออย่างมากในการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ Saab 37 Viggen ของสวีเดน

10.หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลงและการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สวีเดนยกเลิกนโยบายความเป็นกลางทางทหาร แต่ยังคงวางตัวเป็นกลางและเป็นประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ต่อมาในปี 1995 สวีเดนเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และร่วมมืออย่างลึกซึ้งกับนาโต ซึ่งถือว่าเป็นการยุติความเป็นกลางในทางหลักการ

11.นับตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 สวีเดนเริ่มเข้าร่วมภารกิจระหว่างประเทศมากขึ้น อาทิ ในบอสเนีย อัฟกานิสถาน ปี 2009 สวีเดนเข้าร่วมสนธิสัญญาป้องกันตัวเองกับสหภาพยุโรปและประเทศนอร์ดิกอื่นๆ นับเป็นการสิ้นสุดสถานะความเป็นกลางทางการทหารอย่างเป็นทางการที่ยาวนานเกือบ 200 ปี

12.บันทึกลับทางการทูตของสหรัฐที่หลุดออกมาเมื่อปี 2010 ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐบรรยายถึง “นโยบายความมั่นคงอย่างเป็นทางการ” ของสวีเดนไว้ว่า “ไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารในยามสงบ และเป็นกลางในยามสงคราม” แต่ถึงอย่างนั้นสวีเดนก็มีส่วนร่วมในนาโตและกลุ่มความร่วมมือด้านกองทัพของสหภาพยุโรป รวมทั้งมีส่วนร่วมในองค์กรระหว่างประเทศ โดยตั้งแต่เดือน มี.ค.-ต.ค. 2011 สวีเดนเข้าร่วมกองกำลังระหว่างประเทศที่นำโดยนาโตในสงครามลิเบีย

13.การรุกรานยูเครนของรัสเซียทำให้สวีเดนเปลี่ยนท่าทีเดิมที่จะไม่จัดหาอาวุธให้ประเทศที่กำลังทำสงครามด้วยการส่งปืนไรเฟิลและอาวุธต่อต้านรถถังไปยังกรุงเคียฟ นับเป็นครั้งแรกที่สวีเดนให้ความช่วยเหลือทางการทหารนับตั้งแต่ปี 1939 เมื่อครั้งที่ช่วยฟินแลนด์รบกับสหภาพโซเวียต

14.เช่นเดียวกับการเปลี่ยนท่าทีมาพิจารณาการเป็นสมาชิกนาโตของรัฐบาล ผลการสำรวจความคิดเห็นชาวสวีเดนล่าสุดโดยสำนักโพลล์ Demoskop ร่วมกับหนังสือพิมพ์ Aftonbladet ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมาพบว่า ชาวสวีเดน 57% เห็นด้วยกับการเข้าเป็นสมาชิกนาโต เพิ่มขึ้นจาก 51% ในเดือน มี.ค. ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยลดลงเหลือ 21% จาก 24% กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจลดลงเหลือ 22% จาก 25% โดยผลการสำรวจเมื่อเดือนที่แล้วถือเป็นครั้งแรกที่ส่วนสวีเดนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมนาโต

Paul Wennerholm/TT News Agency/via REUTERS

Phoenix Ghost โดรนนกปีศาจจากสหรัฐ อาวุธสำคัญใหม่ในสมรภูมิดอนบัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681235

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 18:00 น.Phoenix Ghost โดรนนกปีศาจจากสหรัฐ อาวุธสำคัญใหม่ในสมรภูมิดอนบัส

สหรัฐงัดอาวุธใหม่ให้ยูเครน เผยเหมาะอย่างยิ่งกับสงครามในดอนบัสที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากรัสเซีย

ตามรายงานของ Fortune ระบุว่านับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา สหรัฐใช้งบประมาณไปแล้ว 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน และล่าสุดจะมีการส่งมอบ Phoenix Ghost โดรนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยถูกใช้ในสมรภูมิรบใดมาก่อน ซึ่งรวมอยู่ในแพ็คเกจมูลค่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐที่สหรัฐจะมอบให้แก่ยูเครน

จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนยังเผยว่า Phoenix Ghost ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องและมีความเหมาะสมกับการใช้งานในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งมีภูมิประเทศที่ราบเรียบและเปิดโล่ง ซึ่งกำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากกองทัพรัสเซีย ตามรายงานของ Aljazeera

อย่างไรก็ตาม เคอร์บีปฏิเสธว่า Phoenix Ghost ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสงครามในยูเครนโดยเฉพาะ เนื่องจากเริ่มวางแผนพัฒนาโดรนมานานก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จะสั่งการให้กองทัพรัสเซียบุกรุกยูเครน พร้อมเสริมว่าจะไม่มีทางสร้างโดรนได้ถึง 121 ลำอย่างแน่นอนหากเพิ่งเริ่มสร้างในวันที่ 24 ก.พ. (นั่นหมายถึงจำนวนโดรนที่สหรัฐจะส่งไปยังยูเครนด้วย)

รู้จัก Phoenix Ghost

โดรนดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยบริษัท AEVEX Aerospace ในแคลิฟอร์เนีย โดยเคอร์บีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อนี้มาได้อย่างไร ทั้งที่มันไม่ได้เป็นอมตะเหมือนนก Phoenix (ฟีนิกซ์) ในเทพนิยาย หากแต่ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้เพียงครั้งเดียว

Phoenix Ghost คล้ายกับโดรน Switchblade ของ AeroVironment ซึ่งถูกออกแบบให้เป็น “โดรนกามิกาเซ” (kamikaze drone) เป็นอาวุธแบบใช้ครั้งเดียวที่มีการติดตั้งกล้องในตัว

US will deliver these loitering suicide drones to Ukraine . Switchblade 300:Operational range: 10 kmFlight ceiling: 15.000 ft Maximum speed: 160 km/h@Ninja998998 @sfrantzman pic.twitter.com/JIe7NXqpPE— Felix Woessner (@FeWoessner) March 16, 2022

Phoenix Ghost ไม่ได้ถูกออกแบบให้ยิงใส่ศัตรูจากระยะไกล แต่จะลอยอยู่ในอากาศก่อนที่จะพุ่งชนเป้าหมายและจุดชนวนหัวรบเพื่อทำลายเป้าหมาย โดยเคอร์บีกล่าวว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อ “ส่งหมัด” สำหรับพิสัยการโจมตีและความแม่นยำยังไม่มีการระบุอย่างแน่ชัด

ทั้งนี้ โดรน Bayraktar TB2 จากตุรกีและ Switchblade จากสหรัฐมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการป้องกันกองกำลังยูเครนจากการรุกรานของรัสเซีย

Photo by REUTERS/Gleb Garanich

ผุดโครงการ ‘Russia for Sale’ ขายดินแดนรัสเซียแบบ NFT นำเงินช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681219

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 16:00 น.ผุดโครงการ 'Russia for Sale' ขายดินแดนรัสเซียแบบ NFT นำเงินช่วยยูเครน

“ปูตินขึ้นชื่อเรื่องการยึดครองดินแดนประเทศอื่น ให้เขาได้ลิ้มรสด้วยตัวเองบ้าง” เจ้าของโครงการ Russia for Sale

Radio Free Europe/Radio Liberty (RFE/RL) รายงานว่า Levingstone บริษัทดิจิทัลเอเจนซีในจอร์เจียได้เปิดตัวโครงการ Russia for Sale เพื่อขายดินแดนของรัสเซียในรูปแบบ NFT และนำเงินที่ได้ไปสนับสนุนยูเครนซึ่งเผชิญกับสงครามมาเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนแล้ว

บนเว็บไซต์ Russia for Sale มีการแสดงแผนที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเลือกไปที่เมืองใดเมืองหนึ่งเพื่อซื้อได้ โดยแต่ละเมืองจะมีภาพแผนที่ของเมืองนั้นๆ พร้อมชื่อเมือง และตราสัญลักษณ์ ซึ่งผู้ซื้อจะได้รับภาพนี้ไปในรูปแบบของ NFT

“เพื่อตอบโต้การรุกรานของรัสเซีย เราจึงตัดสินใจขายดินแดนของรัสเซียเสียเลย ปูตินขึ้นชื่อเรื่องการยึดครองดินแดนของประเทศอื่น ให้เขาได้ลิ้มรสด้วยตัวเองบ้าง” Levingstone กล่าว

แม้จะเป็นเพียงแค่การขายภาพแต่โครงการนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการท้าทายประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน อย่างยิ่ง ผู้ซึ่งยอมรับไม่ได้หากผู้ใดละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของรัสเซีย

We are selling Russian lands to support Ukraine Join us! Time to take apart Putin’s empire for good!?100% of proceeds are transferred to the Ministry of Digital Transformation of Ukraine @mintsyfra Grab your piece of Russia: https://t.co/UAuvmcbcYh#NFT #Ukraine pic.twitter.com/jEacaEieYb— Russia For Sale! (@Russia_For_Sale) April 9, 2022

จากพื้นที่ทั้งหมด 2,443 แห่ง ตอนนี้โครงการดังกล่าวสามารถขายไปได้แล้ว 27 แห่ง ด้วยราคารวม 6.1425 Ethereum หรือคิดเป็นเงินประมาณ 18,492 เหรียญสหรัฐ

โดยพื้นที่แต่ละแห่งจะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเมืองที่ทำเงินได้มากที่สุดคือมอสโก สามารถขายได้ในราคา 5 Ethereum หรือประมาณ 15,000 เหรียญสหรัฐ

“เราเห็นศักยภาพมหาศาลในเรื่องนี้ คนส่วนใหญ่ต้องการมีส่วนร่วมกับการแบ่งแยกดินแดนของรัสเซีย” Levan Lefsveridze ผู้ร่วมก่อตั้ง Levingstone กล่าวกับ RFE/RL

ผู้ดำเนินโครงการกล่าวว่ารายได้ทั้งหมดจะถูกโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลของกระทรวงการแปลงดิจิทัลของยูเครน ซึ่งได้ดำเนินการด้านไซเบอร์ ต่อต้านการบิดเบือนข้อมูล และคัดเลือกกอาสาสมัครไอทีเข้าร่วมกองทัพต่อต้านรัสเซียตั้งแต่เริ่มการบุกรุก

โครงการดังกล่าวจะแบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกันโดยในระยะแรกเป็นการขายแผนที่เมือง ระยะที่ 2 จะขายตัวแทนของสถาปัตยกรรมที่สำคัญของรัสเซีย รวมถึงเครมลินและวังปูตินอันหรูหรา ส่วนระยะที่ 3 จะขาย “Lenin himself” เวอร์ชันดิจิทัลของวลาดีมีร์ เลนิน อดีตนายกรัฐมนตรีสหภาพโซเวียต

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ยูเครนสามารถระดมทุนในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยผู้ที่ต้องการสนับสนุนยูเครนจากทั่วโลกบริจาคเงินในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลเพื่อเป็นทุนช่วยเหลือยูเครนในการรับมือกับกองทัพรัสเซีย

ตามรายงานของ Elliptic ผู้ให้บริการวิเคราะห์บล็อกเชนระบุว่านับตั้งแต่การรุกรานของรัสเซียเมื่อวันที่ 24 ก.พ. มีการบริจาคคริปโตเคอร์เรนซีมูลค้าหลายสิบล้านเหรียญสหรัฐไหลเข้าสู่ยูเครน

Photo russiaforsale.org

ผู้อพยพแอลจีเรียถูกลอตเตอรีเกือบ 10 ล้านแต่ขึ้นเงินไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681202

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 14:40 น.ผู้อพยพแอลจีเรียถูกลอตเตอรีเกือบ 10 ล้านแต่ขึ้นเงินไม่ได้

ผู้ลักลอบเข้าเมืองเร่งหาเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อขอรับเงินแจ็กพอตลอตเตอรีในเบลเยียมก่อนวันหมดอายุ

สำนักข่าว NPR รายงานว่า ผู้อพยพเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายชาวแอลจีเรียวัย 28 ปีพยายามหาเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อขอรับเงินรางวัลจากการถูกลอตเตอรีมูลค่า 250,000 ยูโร หรือ 9,192,891 บาทของเบลเยียม

อเล็กซานเดอร์ เวอร์สตราเต ทนายความของผู้อพยพที่โชคดีรายนี้เล่าว่า ราว 2-3 สัปดาห์ก่อนลูกความของเขาซื้อลอตเตอรีแบบขูดราคา 5 ยูโร หรือ 183 บาทที่ถูกรางวัลใบนี้จากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองซีบรูกเคอ เมืองท่าของเบลเยียมที่ผู้อพยพนิยมใช้เป็นช่องทางเดินทางต่อไปยังอังกฤษ หลังจากเดือนทางถึงเบลเยียมเมื่อ 2 เดือนก่อน

เจ้าของลอตเตอรีเข้าเมืองโดยไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการขอรับเงินรางวัลจากกองสลากเบลเยียม จึงขอให้เพื่อน 3 คนที่มีเอกสารช่วยไปขึ้นเงินให้ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากเจ้าหน้าที่สงสัยจึงเรียกตำรวจมา

เวอร์สตราเตเล่าว่า ตำรวจในเมืองซีบรูกเคอทราบว่าใครคือเจ้าของลอตเตอรีตัวจริง เพราะมีรูปจากกล้องวงจรปิดของร้านที่ขายลอตเตอรีให้

ทว่า รูปจากกล้องวงจรปิดอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ พนักงานอัยการที่รับผิดชอบคดีนี้ต้องการให้ผู้อพยพรายนี้ยื่นขอบัตรประจำตัวจากทางการ ซึ่งจะต้องติดต่อครอบครัวที่แอลจีเรียและสถานทูตในเบลเยียม

ตำรวจได้เก็บลอตเตอรีใบที่ถูกรางวัลไว้จนกว่าเอกสารยืนยันตัวตนจะเรียบร้อย และยันยันว่าจะยังไม่ผลักดันผู้อพยพรายนี้ออกนอกประเทศจนกว่าจะได้รับเงิน

เวอร์สตราเตบอกว่า ลูกความของเขายังต้องเปิดบัญชีธนาคารในชื่อของตัวเอง และต้องแจ้งที่อยู่ที่ถูกต้องตามกฎหมายแก่ธนาคารด้วย

ทว่าที่ทำให้เรื่องราวยุ่งยากไปกว่านั้นคือ ลอตเตอรีใบนี้มีอายุเพียง 1 ปี ทำให้พวกเขามีเวลาจัดหาเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อยตามที่พนักงานอัยการสั่งอีกเพียง 11 เดือน

REUTERS/Peter Cziborra/File Photo 

หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นลอตเตอรีพาวเวอร์บอลของสหรัฐ

สถิติใหม่! หญิงสเปนติดเชื้อโอมิครอนเพียง 20 วันหลังพบเชื้อเดลตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681200

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 13:30 น.สถิติใหม่! หญิงสเปนติดเชื้อโอมิครอนเพียง 20 วันหลังพบเชื้อเดลตา

เคยติดแล้วอย่าชะล่าใจ หญิงสเปนรายนี้ติดเชื้อโอมิครอนเพียง 20 วันหลังพบเชื้อเดลตา

CNBC อ้างรายงานของนักวิจัยชาวสเปนว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหญิงชาวสเปนวัย 31 ปี ตรวจพบว่าติดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพียง 20 วันหลังจากที่เธอติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่เคยมีรายงาน โดยเธอได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสและฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว

รายงานระบุว่าหญิงสเปนรายนี้ตรวจพบโควิด-19 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ปีที่แล้ว ด้วยวิธี RT-PCR และได้ทำการกักตัวเป็นเวลา 10 วันโดยไม่มีอาการป่วยใดๆ ก่อนจะกลับไปทำงานตามปกติ

ต่อมาวันที่ 10 ม.ค. ปีนี้ เพียง 20 วันหลังจากพบเชื้อครั้งแรก เธอมีอาการไอ มีไข้ และรู้สึกไม่สบาย จึงได้ทำการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR อีกครั้งและมีผลตรวจเป็นบวก

การถอดรหัสจีโนมพบว่าผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อ 2 ครั้งด้วยไวรัส 2 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยในครั้งแรกเป็นสายพันธุ์เดลตา และครั้งที่ 2 เป็นสายพันธุ์โอมิครอน

จากการศึกษาพบว่าสายพันธุ์โอมิครอนสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์เดลตามาก และมีศักยภาพในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งก่อน นอกจากนี้ภายหลังยังพบสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนอย่าง BA.2 และ XE โอมิครอนลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2

ดร.เจมม่า เรซิโอ จากสถาบัน Català de Salut ในสเปนหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยกล่าวว่าเคสนี้ตอกย้ำถึงศักยภาพของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับก่อนหน้านี้ พร้อมเน้นย้ำว่าคนที่เคยติดเชื้อแล้วไม่สามารถชะล่าใจได้ว่าเขาจะไม่ติดเชื้อซ้ำ หรือแม้แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ดร.เรซิโอกล่าวว่าการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อครั้งก่อนยังสามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรง และการรักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตได้บางส่วน

ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังไม่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ โดยทีมวิจัยจะนำเคสนี้ไปเสนอในการประชุม European Congress of Clinical Microbiology & Infectious Diseases ประจำปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่โปรตุเกสในสุดสัปดาห์นี้

Photo by REUTERS/Ivan Alvarado

รัสเซียตอบโต้คว่ำบาตร ‘ซักเคอร์เบิร์ก-แฮร์ริส’ ห้ามเข้าประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681190

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 12:00 น.รัสเซียตอบโต้คว่ำบาตร 'ซักเคอร์เบิร์ก-แฮร์ริส' ห้ามเข้าประเทศ

รัสเซียเพิ่มรายชื่อชาวอเมริกันและแคนาดาอีกหลายสิบคนเข้าบัญชีดำ ห้ามเข้ารัสเซียไม่มีกำหนด

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศรัสเซียตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรจากบรรดาชาติตะวันตกอีกครั้ง โดยได้จำกัดการเดินทางเข้ารัสเซียสำหรับพลเมืองสหรัฐเพิ่มอีก 29 คน หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ของรัสเซีย และจำกัดการเดินทางพลเมืองแคนาดาอีก 61 คน

ชาวอเมริกันและแคนาดาทั้งหมดนี้ถูกห้ามมิให้เดินทางเข้ารัสเซียอย่างไม่มีกำหนด โดยบุคคลที่อยู่ในลิสต์ดังกล่าวรวมถึงกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ และสามีคือดักลาส เอ็มโฮฟฟ์ รวมถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta, จอร์จ สเตฟาโนปูลอส ผู้สื่อข่าว ABC News, เดวิด อิกนาติอุส คอลัมนิสต์ The Washington Post ตลอดจนผู้นำธุรกิจและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน

ก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐไปแล้วหลายคนรวมถึง ประธานาธิบดี โจ ไบเดน, แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, พลเอกลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอกมาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐ

Photo by REUTERS/Elizabeth Frantz, Reuters/Leah Millis/File Photo