เดือนเดียวยอดคนติดโควิดเมียนมาพุ่งกว่า 33,000 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เดือนเดียวยอดคนติดโควิดเมียนมาพุ่งกว่า 33,000  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 17:05 น.เดือนเดียวยอดคนติดโควิดเมียนมาพุ่งกว่า 33,000 ตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในเมียนมาเพิ่มขึ้นกว่า 55% ภายในรเวลา 1 เดือน เริ่มติดเยอะตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งทั่วไป 8 พ.ย.

สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขเมียนมาว่า ในรอบเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมาหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในเมียนมาเพิ่มขึ้น กว่า 33,000 คน หรือคิดเป็น 55%

จนถึงขณะนี้มีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 93,600 ราย เสียชีวิต 1,998 ราย

ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า แม้ว่าระบบสาธารณสุขของประเทศยังพอมีศักยภาพในการรองรับผู้ป่วย แต่ก็ใกล้จะเกินขีดความสามารถแล้ว เนื่องจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดเชื้อกว่า 1,000 ราย

ขณะที่ทางการเมืองมัณฑะเลย์ออกคำสั่งให้ประชาชนเกือบ 2 ล้านคนอยู่บ้านเพื่อสกัดการแพร่ระบาดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 5-18 ธ.ค. ยกเว้นมีความจำเป็นต้องออกไปทำงานหรือเหตุผลด้านสุขภาพ

ยูเอ็นปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ยูเอ็นปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรง  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 16:00 น.ยูเอ็นปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรง คณะกรรมาธิการองค์การสหประชาชาติลงมติให้ปลดกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรง กรุยทางให้ใช้ในทางการแพทย์

คณะกรรมาธิการยาเสพติด (CND) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) มีมติ 27 ต่อ 25 เสียง ให้ปลดกัญชาและยางกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 4 ตามอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ.1961 ถือเป็นการยอมรับว่ากัญชาไม่ใช้สารเสพติดที่มีอันตรายร้ายแรงและยอมรับประโยชน์ด้านการแพทย์ของกัญชามากขึ้น

ยาเสพติดให้โทษประเภท 4 ตามอนุสัญญาเดี่ยวนี้ได้แก่ สารที่ให้ผลเกิดการเสพติดสูง มีคุณสมบัติอันตราย และมีผลในการใช้รักษาน้อยมากหรือไม่มีเลย อาทิ กัญชา ยางกัญชา เฮโรอีน ฝิ่น

กลุ่มองค์กรสนับสนุนนโยบายด้านยาเสพติดออกแถลงการณ์ว่า “นี่เป็นข่าวดีสำหรับผู้คนนับล้านที่ใช้กัญชาเพื่อการบำบัดรักษาโรคและเป็นการสะท้อนความเป็นจริงของตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้กัญชาเป็นส่วนประกอบที่กำลังโตขึ้น”

อย่างไรก็ดี แอน ฟอร์ดแฮม กรรมการบริหารหน่วยงานความร่วมมือด้านนโยบายยาเสพติดระหว่างประเทศ ระบุว่า “เรายินดีกับการยอมรับว่ากัญชาเป็นยา อย่างไรก็ดี การปลดล็อกเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เนื่องจากในระดับนานาชาติกัญชายังไม่ได้รับการจัดประเภทอย่างถูกต้อง”

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยังไม่ยอมถอดสารสกัดจากกัญชาและทิงเจอร์ออกจากบัญชีสารเสพติดให้โทษประเภท 1

อดีตผู้นำสหรัฐพร้อมฉีดวัคซีนโชว์สร้างความเชื่อมั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อดีตผู้นำสหรัฐพร้อมฉีดวัคซีนโชว์สร้างความเชื่อมั่น – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 15:00 น.อดีตผู้นำสหรัฐพร้อมฉีดวัคซีนโชว์สร้างความเชื่อมั่น3 อดีตประธานาธิบดีพร้อมฉีดวัคซีนต่อหน้าสาธารณชนเพื่อสร้างความมั่นใจและกระตุ้นให้ประชาชนฉีดวัคซีน

ซีเอ็นเอ็นรายงาน อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา, จอร์จ ดับเบิลยู บุช และบิล คลินตัน เผยพร้อมเป็นอาสาสมัครเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาต่อหน้าสาธารณชนทันทีที่คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอนุมัติวัคซีนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน

อดีตประธานาธิบดีทั้ง 3 คนหวังว่าการรณรงค์ในครั้งนี้จะสามารถเสริมสร้างความมั่นใจใก่แก่ประชาชนถึงเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนรับวัคซีน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีประชาชนจำนวนมากแสดงความกังวลในเรื่องความปลอดภัยและไม่เชื่อมั่นในวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่มคนผิวสี ซึ่งผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่ากลุ่มคนผิวสีไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะฉีดวัคซีนเมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ

โดยโอบามากล่าวว่าหากมีการยืนยันว่าวัคซีนปลอดภัยเขาก็พร้อมที่จะฉีดวัคซีนและบันทึกภาพหรือถ่ายทอดทางโทรทัศน์เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ พร้อมกล่าวว่า “วัคซีนเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่เป็นโรคโปลิโออีก และเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่ต้องเห็นเด็กๆ เสียชีวิตจากโรคหัดและไข้ทรพิษ รวมถึงโรคอื่นๆ ที่เคยกวาดล้างประชากรและชุมชนต่างๆ มาแล้ว”

รวมถึงบุชซึ่งได้ติดต่อกับ ดร. แอนโทนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้ออันดับต้นๆ ของประเทศ รวมถึง ดร.เดบอราห์ เบิร์กซ์ ผู้ประสานงานด้านไวรัสโคโรนาของทำเนียบขาว เพื่อทราบว่าจะมีการส่งเสริมวัคซีนอย่างไรบ้าง โดยบุชต้องการที่จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีน

เช่นเดียวกับคลินตันที่กล่าวว่าเขาพร้อมเข้ารับการฉีดวัคซีนและจะฉีดต่อหน้าสาธารณชนหากจะช่วยกระตุ้นให้ชาวอเมริกันทุกคนฉีดวัคซีนเช่นเดียวกัน

Photo by CHANDAN KHANNA / AFP

ทรัมป์จะลงเลือกตั้งอีกสมัยในปี 2024 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทรัมป์จะลงเลือกตั้งอีกสมัยในปี 2024 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 14:05 น.ทรัมป์จะลงเลือกตั้งอีกสมัยในปี 2024โดนัลด์  ทรัมป์ เอ่ยปากเป็นครั้งแรกว่าอาจจะลงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐอีกครั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า และกำลังเตรียมหาทางอภัยโทษให้ลูกๆ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เอ่ยปากเป็นครั้งแรกระหว่างการจัดปาร์ตี้วันคริสต์มาสที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นว่า อาจจะแพ้การเลือกตั้งครั้งล่าสุด และจะลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐอีกครั้งในปี 2024

“มันเป็น 4 ปีที่น่าอัศจรรย์มาก เรากำลังพยายามทำอีก 4 ปี หรือไม่งั้นคุณอาจเจอผมอีกทีใน 4 ปีข้างหน้า”

แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 1 เดือน แต่ทรัมป์ก็ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองพ่ายแพ้ให้แก่ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ทั้งยังพยายามยื่นฟ้องร้องว่ามีการโกงการเลือกตั้งในหลายรัฐ แม้ว่า บิลล์ บาร์ อัยการสูงสุดจะยืนยันว่าไม่พบหลักฐานว่าเกิดการทุจริตการเลือกตั้งก็ตาม

นอกจากนี้ ในช่วงนี้ทรัมป์ยังพยายามเก็บตัวอยู่ในทำเนียบขาว ลดการปรากฏตัวต่อสาธารณะ และเข้าร่วมการประชุมอย่างเป็นทางการบ้าง แต่ยังคงทวีตข้อความกล่าวหาว่าถูกโกงเลือกตั้งในทวิตเตอร์อย่างต่อเนื่อง

ทว่า รายงานข่าวระบุว่า ทรัมป์กำลังเตรียมตัวก้าวลงจากตำแหน่งและพูดคุยหารืออถึงความเป็นไปได้ในการประกาศอภัยโทษล่วงหน้าให้ลูกๆ ทั้ง 3 คน ได้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์, เอริค และจาเร็ด คุชเนอร์ สามีของอิวองกา รวมทั้งรูดี จูลิอานี ทนายความส่วนตัว และพูดคุยกับจูลิอานีถึงการอภัยโทษให้ตัวเอง

หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า ทรัมป์กังวลว่ากระทรวงยุติธรรมในยุคของไบเดนอาจหาทางแก้แค้นตัวเองโดยพุ่งเป้าไปที่ลูกๆ ทั้ง 3 คนจากทั้งหมด 5 คน เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ เคยถูกสอบสวนเรื่องสัญญาที่ทำกับเจ้าหน้าที่รัสเซียเพื่อนำข้อมูลออกมาโจมตี ฮิลลารี คลินตัน ระหว่างการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 แต่บุตรชายบคนโตของทรัมป์ยังไม่เคยถูกตั้งข้อหา

ส่วนคุชเนอร์บุตรเขยเคยให้ข้อมูลเท็จกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลชั้นความลับของทางการ ขณะที่ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเอริคและอิวองกาจะถูกดำเนินคดีในประเด็นใด แต่การสอบสวนกรณีหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัท Trump Organisation โดยอัยการในเมืองแมนฮัตตันอาจโยงกลับมาถึงอิวองกา

ออสเตรเลียจับมือสหรัฐพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกยับยั้งจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ออสเตรเลียจับมือสหรัฐพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกยับยั้งจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 13:00 น.ออสเตรเลียจับมือสหรัฐพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกยับยั้งจีนออสเตรเลียและสหรัฐร่วมกันพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงขณะที่ความตึงเครียดกับจีนเพิ่มขึ้น

ซีเอ็นเอ็นรายงาน ออสเตรเลียร่วมมือกับสหรัฐในการพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงเพื่อตอบโต้จีนและรัสเซียซึ่งกำลังพัฒนาขีปนาวุธเช่นเดียวกัน

ไมเคิล ครัตซิออส รักษาการในกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวว่าโครงการนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า การทดลองวิจัยการบินแบบบูรณาการเซาเธิร์นครอส (Southern Cross Integrated Flight Research Experiment-SCIFiRE) ซึ่งจะสร้างความมั่นใจว่าสหรัฐและพันธมิตรของสหรัฐเป็นผู้นำโลกในการพัฒนาขีดความสามารถในการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

ลินดา เรย์โนลด์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าวว่าออสเตรเลียจะลงทุนต่อไปเพื่อให้กองกำลังของประเทศมีทางเลือกมากขึ้นในการรับมือกับผู้ที่รุกรานผลประโยชน์ของออสเตรเลีย โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณและระยะเวลาในการพัฒนาขีปนาวุธดังกล่าว

เรย์โนลด์ส กล่าวว่าการลงทุนในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคของออสเตรเลียรวมถึงพันธมิตรด้านความมั่นคง ซึ่งออสเตรเลียยังคงยึดมั่นในสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

ทั้งนี้ ออสเตรเลียกล่าวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น 40% ในช่วง 10 ปีข้างหน้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารในการโจมตีระยะไกลทั้งทางอากาศ, ทางทะเล และทางบก

โดยในปีนี้ออสเตรเลียได้จัดสรรงบประมาณสูงถึง 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธระยะไกลความเร็วสูงรวมถึงการวิจัยด้านความเร็วเหนือเสียง

โดยการพัฒนาขีปนาวุธของออสเตรเลียและสหรัฐอาจเพิ่มแรงกดดันให้กับจีน ซึ่งประกาศตัวเป็นศัตรูกับออสเตรเลีย และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศย่ำแย่ลงจนถึงระดับต่ำสุดเมื่อเจ้าหน้าที่อาวุโสของจีนเผยแพร่ภาพปลอมซึ่งระบุว่าทหารออสเตรเลียถือมีดจ่อคอเด็กชาวอัฟกานิสถาน

นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นออสเตรเลียระบุว่า ออสเตรเลียตั้งเป้าที่จะเริ่มทดสอบขีปนาวุธทางอากาศภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ไบเดนยันไม่ยกเลิกข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ทำไว้กับจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไบเดนยันไม่ยกเลิกข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ทำไว้กับจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 11:30 น.ไบเดนยันไม่ยกเลิกข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ทำไว้กับจีนไบเดนเผยจะยังไม่ยกเลิกข้อตกลงการค้าและการเก็บภาษีนำเข้าที่ทรัมป์เคยตกลงไว้กับประเทศจีน

วันที่ 2 ธ.ค. โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐให้สัมภาษณ์กับเดอะนิวยอร์กไทมส์ ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะยกเลิกข้อตกลงการค้าเฟสแรกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามร่วมกับประเทศจีน และจะยังไม่มีการยกเลิกภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในทันทีที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

โดยไบเดนกล่าวว่าจะยังไม่ดำเนินการใดๆ ในทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง เนื่องจากเบื้องต้นจะต้องดำเนินการตรวจสอบและทบทวนข้อตกลงดังกล่าวเสียก่อน และยังกล่าวว่าต้องหารือกับพันธมิตรของสหรัฐในเอเชียและยุโรป เพื่อที่จะพัฒนากลยุทธ์ที่สอดคล้องกันก่อนที่จะดำเนินการเกี่ยวกับภาษีศุลกากร

ไบเดนกล่าวว่า “ผมคิดว่ากลยุทธ์ต่อประเทศจีนที่ดีที่สุดคือการให้ทุกฝ่ายที่เป็นหรือเคยเป็นพันธมิตรของสหรัฐยืนอยู่ข้างเดียวกัน มันจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงสัปดาห์แรกของการดำรงตำแหน่งของผม เพื่อพยายามให้พันธมิตรของสหรัฐยืนอยู่ข้างเดียวกับสหรัฐ”

นอกจากนี้ไบเดนยังเผยว่านโยบายหลักนั้นจะพุ่งเป้าไปที่การจัดการหลักปฏิบัติต่างๆ ของจีนที่ไม่ถูกต้อง อาทิ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การทุ่มตลาด การอุดหนุนภาคธุรกิจโดยไม่ถูกกฎหมาย และการบังคับให้บริษัทสัญชาติอเมริกันต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีให้กับคู่ค้าในจีน เป็นต้น

ไบเดนยังกล่าวว่ารัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การบริหารของตนจะเน้นย้ำความสำคัญของการมุ่งจัดทำฉันทามติที่เป็นกลางภายในประเทศ รวมถึงการลงทุนและงานวิจัยและพัฒนาในประเด็นโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา เพื่อให้ภาคธุรกิจของสหรัฐสามารถแข่งขันกับจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ข้อตกลงการค้าเฟสแรกของสหรัฐและจีนได้ลงนามในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนตกลงที่จะซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐอย่างน้อย 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงปี 2020-2021 และสหรัฐเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 25%

Photo by CHANDAN KHANNA / AFP

จอร์จ โซรอส ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงม็อบไทยที่ถูกคนในบ้านเกิดเกลียดที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จอร์จ โซรอส ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงม็อบไทยที่ถูกคนในบ้านเกิดเกลียดที่สุด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 22:00 น.จอร์จ โซรอส ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงม็อบไทยที่ถูกคนในบ้านเกิดเกลียดที่สุดการสนับสนุนทางการเงินให้กับองค์กรต่างๆ ทำให้เขาถูกโจมตีว่าพยายามสร้างความแตกแยกในประเทศอื่น

ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มราษฎรมีการพูดถึงบ่อยครั้งว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังแกนนำนักเรียนนักศึกษา และหนึ่งในเบื้องหลังนั้นมีชื่อของชาวต่างชาติอยู่คนหนึ่งที่ถูกพาดพิงบ่อยมาก นั่นก็คือ จอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีผู้คร่ำหวอดในวงการการเงินวัย 90 ปี ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” สนุบสนุนการชุมนุมเพื่อบ่อนทำลายประเทศไทย

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเคยพูดถึงเขาว่า “ชอบเข้าไปยุ่งวุ่ยวายกับทุกสถานการณ์ทั่วโลก” ส่วนประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอาน ของตุรกีอ้างว่าโซรอสพยายามสร้างความแตกแยกและทำลายตุรกี

และไม่เฉพาะที่ไทย ตุรกี และรัสเซียเท่านั้นที่โซรอสเจอข้อหา “บ่อนทำลายประเทศ” แม้แต่ในฮังการีประเทศบ้านเกิดเจ้าตัวก็หนีไม่พ้นข้อกล่าวหาว่าพยายามล้มล้างรัฐบาล

เพื่อที่จะทำความเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของชายคนนี้เราต้องย้อนปูมหลังของเขาเสียก่อน

โซรอสเกิดเมื่อปี 1930 ที่ฮังการี ในครอบครัวชาวยิวโดยมีพ่อเป็นทนายความ โดยเขาใช้ชื่อว่า ยอร์จ ชวาร์ตซ์ (György Schwartz) ต่อมาครอบครัวต้องเปลี่ยนนามสกุลเป็นโซรอสเพื่อให้ฟังเหมือนเป็นชาวฮังการีมากกว่าชาวยิว เนื่องจากช่วงนั้นกระแสเกลียดชังชาวยิวค่อนข้างรุนแรงในฮังการี

ช่วงที่กองทัพนาซีของเยอรมนีบุกฮังการี พ่อของโซรอสได้ติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้เปลี่ยนประวัติของครอบครัวว่าไม่ใช่ชาวยิว เพื่อไม่ให้ถูกนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมทั้งช่วยชีวิตชาวยิวไว้หลายคน

การเปลี่ยนประวัติครอบครัวทำใหโซรอสถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และยึดทรัพย์สินชาวยิวในฮังการี และยังถูกกล่าวหาอีกว่าไม่ใช่ชาวยิว แต่เป็นนาซีเยอรมันที่รอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ฝ่ายที่กล่าวหาจะไม่เคยมีหลักฐานมาสนุบสนุนเลยก็ตาม

ต่อมาในปี 1947 โซรอสย้ายไปอังกฤษ และเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย London School of Economics ก่อนจะย้ายไปอยู่สหรัฐ กลายเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจากการลงทุนและเป็นผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟัน

หลังทำกำไรจากการลงทุนได้มหาศาล ในปี 1979 โซรอสตัดสินใจตั้งมูลนิธิ Open Society Foundation โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความยากจน ส่งเสริมความโปร่งใส และให้ทุนการศึกษาทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปตะวันออกและอดีตสหภาพโซเวียต

หนึ่งในนักศึกษาที่ได้ทุนจากมูลนิธิของโซรอสไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดก็คือ ประธานาธิบดี วิกตอร์ ออร์บัน ของฮังการี ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับโซรอสอยู่ในขณะนี้ และในอีก 2 ทศวรรษต่อมาทางมูลนิธิยังบริจาคเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐให้รัฐบาลของออร์บันเพื่อนำไปใช้ทำความสะอาดหลังโคลนและน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน

นับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ โซรอสบริจาคเงินไปแล้วกว่า 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทว่ามูลนิธิของเขามักจะสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ทำให้เขากลายเป็นตัวร้ายในสายตาของรัฐบาลชาตินิยมและรัฐบาลที่ไม่ฝักใฝ่แนวคิดเสรีนิยม และเป็นเป้าหมายโจมตีหมายเลขหนึ่งของประธานาธิบดีออร์บันที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง

มีการอ้างกันว่าประธานาธิบดีออร์บันดีรับคำแนะนำจาก อาร์เธอร์ ฟิงเคิลสตีน ที่ปรึกษาด้านการเมืองในตำนานที่เคยให้คำปรึกษาทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์, จอร์จ บุช ผู้พ่อ,โรนัลด์ เรแกน และริชาร์ด นิกสัน รวมทั้งเป็นคนที่ทำให้คำว่า “เสรีนิยม” เป็นคำแสลงหูในทางการเมือง ให้ใช้โซรอสเป็นตัวล่อเป้าความเกลียดชังเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง รวมทั้งให้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้นำฮังการีสมัยที่ 2

ในการหาเสียงเมื่อปี 2017 ประธานาธิบดีออร์บันติดโปสเตอร์โจมตีโซรอสทั่วประเทศ เป็นภาพโซรอสกำลังยิ้มและมีข้อความว่า “อย่าให้โซรอสได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย” รวมทั้ง “99% ไม่ยอมรับผู้อพยพผิดกฎหมาย” เพื่อสร้างความเกลียดชังโซรอสและชุมชนชาวยิว จนะการเลือกตั้งกลับมา

ขณะที่โซรอสประกาศต่อสาธารณชนหลายครั้งว่าตัวเขาสนับสนุนให้กลุ่มประเทศยุโรปรับผู้อพยพราว 300,000 คนต่อปีโดยผ่านกระบวนการคัดกรอง โดยมองว่าเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายภาคการผลิตและการบริการของยุโรป

แนวคิดและท่าทีของโซรอสในเรื่องการรับผู้อพยพ ไม่เป็นที่พอใจของรัฐบาลพรรคฟิแดสซ์ (Fidesz) ของฮังการี ซึ่งมีจุดยืนแบบชาตินิยมขวาจัด ต่อต้านยิวและอิทธิพลจากต่างชาติ รวมทั้งปิดประตูไม่ต้อนรับผู้อพยพ

ส่วนตัวประธานาธิบดีออร์บันเองก็โจมตีว่า โซรอสมีแผนจะปล่อยให้ผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาในฮังการีและทำลายประเทศของตัวเอง และยังกล่าวหาว่ามหาเศรษฐีวัย 90 ปีทำลายชีวิตผู้คนนับวิบนับร้อนล้านคนจากการเก็งกำไรค่าเงิน

นอกจากตัวโซรอสเอง เราไม่มีทางรู้ความจริงเลยว่าเจตนาที่แท้จริงในการก่อตั้งมูลนิธิของ Open Society Foundation เป็นไปเพื่อวางยาประเทศอื่น รวมทั้งฮังการีหรือไม่

แต่ในมุมมองของ ฮานเนส กราสเซเกอร์ ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์  Das Magazin ในวิตเซอร์แลนด์ ไม่ว่าจะที่ไหนในโลกโซรอสก็ถูกเกลียดชังทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเพราะรากเหง้าและอาชีพการงานของเขา “ฝ่ายขวาจัดเกลียดเขา (โซรอส) เพราะเขาเป็นชาวยิว ฝ่ายซ้ายจัดเกลียดเขาเพราะเขาเป็นนักลงทุน”

โคตรเซียน “ไอโอ” คือไอโอรัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โคตรเซียน “ไอโอ” คือไอโอรัสเซีย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 20:06 น.โคตรเซียน "ไอโอ" คือไอโอรัสเซียประเทศที่ทำไอโอมากที่สุดในโลกและสำเร็จมากที่สุด รัสเซียทำอย่างไรและกำลังมุ่งไปทางไหน

กลยุทธ์การรบแบบสับขาหลอกของรัสเซีย (หรือสหภาพโซเวียตในขณะนั้นฉ ที่โด่งดังมากในช่วงสงครามเย็นคือสิ่งที่เรียกว่า “มาสกิรอฟสกา” (Maskirovka) ซึ่งแปลว่าการอำพราง แต่มันมีความหมายมากกว่านั้น

สารานุกรมการทหารของสหภาพโซเวียตในปี 1944 นิยาม “มาสกิรอฟสกา” ว่าเป็นวิธีการรักษาที่มั่นในการปฏิบัติการรบโดยอาศัย “ความซับซ้อนของมาตรการเป็นการชี้นำให้ศัตรูเข้าใจผิด” โดยสรุปก็คือ “มาสกิรอฟสกา” คือการใช้กลยุทธ์อำพราง ซ่อนเร้น หรือแม้แต่การทำแบบเปิดเผยเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด หรือใช้ภาษาชาวบ้านทุกวันนี้ก็คือ “ปฏิบัติการไอโอ” (Information Operations)

ในระยะหลัง “มาสกิรอฟสกา” ไม่ใช่แค่การอำพรางในสนามรบ แต่ยังรวมถึงกลยุทธ์การเมืองและการทูตรวมถึงการบิดเบือน “ข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับสถานการณ์และการรับรู้ที่จะส่งผลกระทบต่อสื่อมวลชนและความคิดเห็นทั่วโลก เพื่อบรรลุหรืออำนวยความสะดวกในด้านยุทธวิธียุทธศาสตร์ระดับชาติและเป้าหมายระหว่างประเทศ

ปฏิบัติการที่ทำให้สื่อและความเห็นสาธารณะเข้าใจผิดคือการปล่อย “ความเท็จ” เพื่อสร้าง “ความจริงใหม่” ทำให้อีกฝ่ายถูกหลอกด้วยข่าวปลอมที่คิดว่าเป็นความจริงจนกระทั่งกลายเป็นหมูในอวยของฝ่ายศัตรู

หลังสิ้นสุดสงครามเย็นแล้ว “มาสกิรอฟสกา” หายเข้ากลีบเมฆไปเพราะรัสเซียอ่อนแอลงและโลกไม่ได้เป็นสนามชิงอำนาจของประเทศใหญ่ๆ อีก จนกระทั่งถึงช่วงปลายทศวรรษที่ 2010 “มาสกิรอฟสกา” ก็เริ่มคืบคลานกลับเข้ามาอีก และมันหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

รัสเซียกลับมาแข็งแกร่งมากขึ้ภายใต้การบริหารของวลาดิมีร์ ปูติน ขณะเดียวกันชาติตะวันตกก็พยายามบีบรัสเซียด้วยการรุกคืบเข้าในเขตอิทธิพลเดิมของรัสเซียคือยุโรปตะวันออกและอดีตประเทศในเครือสหภาพโซเวียต เหตุการณ์ที่นำไปสู่การแตกหักคือความวุ่นวายในยูเครน กรณีนี้ทำให้ “กลยุทธ์ไอโอสับขาหลอก” กลับมาผงาดอีกครั้ง

มาเรีย สเนโกวายา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ทำการวิเคราะห์การทำสงครามข้อมูลข่าวสารของปูตินในกรณียูเครนเอาไว้โดยบอกว่ารัสเซียใช้รูปแบบสงครามลูกผสมขั้นสูง (Hybrid warfare) ในยูเครนตั้งแต่ต้นปี 2014 โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “การควบคุมแบบสะท้อนกลับ”

“การควบคุมแบบสะท้อนกลับ” (Reflexive Control) คือวิธีการถ่ายทอดข้อมูลไปยังคู่ต่อสู้ โดยใช้ชุดข้อมูลเตรียมไว้เป็นพิเศษเพื่อโน้มน้าวให้เขาตัดสินใจล่วงหน้าโดยสมัครใจตามที่ผู้ริเริ่มปฏิบัติการกระทำต้องการให้เป็นอย่างนั้น สรุปสั้นๆ ก็คือมันคือการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่อาจจะจริงหรือเท็จก็ได้เพื่อทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจตามที่เราได้วางหมากเอาไว้

สเนโกวายาบอกว่ารัฐบาลรัสเซียได้ใช้เทคนิคนี้อย่างชำนาญในการโน้มน้าวให้สหรัฐและพันธมิตรในยุโรปยังคงเฉยเมยต่อการเผชิญกับความพยายามของรัสเซียในการทำลายและทำให้ยูเครนแตกแยก ทั้งด้วยวิธีการทางทหารและไม่ใช่ทางทหาร สเนโกวายาได้สรุปปฏิบัติการไอโอหลักๆ ของรัสเซียในยูเครนดังต่อไปนี้

• ปฏิบัติการปฏิเสธและหลอกลวง (Denial and deception) เพื่อปกปิดหรืออำพรางการปรากฏตัวของกองกำลังรัสเซียในยูเครนรวมถึงการส่ง “ชายชุดเขียว” ในเครื่องแบบโดยไม่ติดสัญลักษณ์ทางทหารเพื่อบอกอัตลักษณ์ โดยชายชุดเขียวเหล่านี้ติดอาวุธเต็มพิกัดเข้ามาแทรกซึมในคาบสมุทรไครเมียก่อนที่รัสเซียจะผนวกพื้นที่ดังกล่าวได้สำเร็จ

• ปกปิดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลรัสเซียในความขัดแย้ง ปฏิบัติการนี้ทำให้บางคนกลัวรัสซียและยอมให้คนอื่นโน้มน้าวว่าจุดมุ่งหมายของรัสเซียในการแทรกแซงยูเครนมีจำกัดและยอมรับการคเลื่อนไหวของรัสเซียได้ในที่สุด

• พยายามทำให้มีความชอบธรรมทางกฎหมายแม้ว่าจะมีอยู่เพียงผิวเผินก็ตาม โดยปล่อยข่าวในทำนองปฏิเสธว่ารัสเซียไม่ได้มีส่วนร่วมในความขัดแย้ง ชี้นำให้ประชาคมระหว่างประเทศยอมรับว่ารัสเซียเป็นผู้เกี่ยวข้องทางผลประโยชน์และมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นภาคีของความขัดแย้ง และปล่อยข่าวเพื่อชี้ให้เห็นถึงการกระทำของชาติตะวันตกก็เคยทำการแทรกแซงเหมือนกันโดยยกกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับยูเครน เช่น การประกาศเอกราชฝ่ายเดียวโดยโคโซโวในปี 1990 และการบุกอิรักในปี 2003

• คุกคามชาติตะวันตกด้วยแสนยานุภาพทางการทหารด้วยการส่งเครื่องบินไปบินเหนือน่านฟ้าของนาโตและประเทศนอกนาโต การข่มขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ และการกล่าวอ้างถึงความกล้าหาญและความสำเร็จทางทหารของรัสเซียที่เกินจริง

• การใช้ความพยายามระดับโลกที่กว้างขวางและซับซ้อนเพื่อกำหนดรูปแบบอธิบายความขัดแย้งในยูเครนตามที่รัสเซียต้องการให้โลกภายนอกได้รับรู้ โดยทำผ่านสื่อทางการและโซเชียลมีเดีย หรือการบงการความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับการแทรกแซงของรัสเซียเพื่อให้โลกเข้าข้างรัสเซีย

มาเรีย สเนโกวายาชี้ว่าด้วยปฏิบัติการไอโอเหล่านี้ รัสเซียสามารถป้องกันไม่ให้ชาติตะวันตกเข้ามาแทรกแซงอย่างมีนัยสำคัญในยูเครน ทำให้รัสเซียมีเวลาสร้างและขยายการมีส่วนร่วมทางทหารในความขัดแย้ง และยังทำให้เกิดความไม่ลงรอยกันภายในกลุ่มพันธมิตรนาโต้ และสร้างความตึงเครียดระหว่างภายในกลุ่มฝ่ายตรงข้ามของรัสเซียว่าจะตอบตอบโต้อย่างไร

สเนโกวายาสรุปว่ารัสเซียไม่สามารถใช้ปฏิบัติการไอโอยึดกุมยูเครนได้สำเร็จในทางยุทธศาสตร์ และผู้เขียนยังเสนอแนะให้ชาติตะวันตกตื่นตัวมารับมือกับกลยุทธนี้และปรับตัวรับมือมัน

แต่แล้วอีก 2 ปีให้หลัง “มาสกิรอฟสกา” ของรัสเซียก็แผลงฤทธิ์อีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เรียกว่าบุกถึงกล่องดวงใจของพันธมิตรนาโต้/ชาติตะวันตกกันเลยทีเดียว

รัฐบาลรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐโดยมีเป้าหมายในการโจมตีหาเสียงของฮิลลารี คลินตัน ขณะเดียวกันก็ช่วยหนุนฝ่ายของโดนัลด์ ทรัมป์ และใส่ไฟชาวอเมริกันที่แตกเป็น 2 ฝ่ายเพื่อทำให้เกิดความไม่ลงรอยกันทางการเมืองและสังคมในสหรัฐ ตามรายงานของหน่วยข่าวกรองของสหรัฐการปฏิบัติการไอโอดังกล่าวได้รับคำสั่งโดยตรงจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ปูตินของรัสเซีย

แม่ทัพหลักของปฏิบัติการไอโอครั้งนี้คือ สำนักงานวิจัยอินเทอร์เน็ต (IRA) ซึ่งตั้งอยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประเทศรัสเซีย เจ้าของคือเยฟกินี ปรีโกชิน เศรษฐีนักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับปูตินจนได้รับฉายาว่า “เชฟของปูติน”

IRA มีการกิจสร้าง “ฟาร์มโทรลล์” หรือกลุ่มบัญชีที่เข้าไปก่อกวนและโน้มน้าวความคิดทางการเมืองผู้ใช้อินเทอร์เน็ต IRA ได้สร้างบัญชีโซเชียลมีเดียหลายพันบัญชีที่ปลอมตัวเป็นชาวอเมริกันที่สนับสนุนกลุ่มการเมืองหัวรุนแรงและวางแผนหรือส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสนับสนุนทรัมป์และต่อต้านคลินตัน และเผยแพร่บทความเท็จและการบิดเบือนข้อมูลจากสื่อที่รัฐบาลรัสเซียแล้วแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย ยังไม่นับการส่งแฮ็คเกอร์เข้าโจมตีเว็บไซต์สำคัญๆ ทางการเมืองในสหรัฐโดยตรง ปรากฎว่าปฏิบัติการของ IRA สามารถเข้าถึงผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายล้านคนระหว่างปี 2013 ถึง 2017

ผลลัพธ์ก็คือนอกจากทรัมป์จะชนะเลือกตั้งแล้ว รัสเซียยังทำให้สังคมอเมริกันแตกแยกอย่างหนัก เกิดเป็นกลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยม (ฝ่ายนิยมเดโมแครต) และกลุ่มอนุรักษ์นิยมไปจนถึงกลุ่มหัวรุนแรงและเหยียดผิว (ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์) ความแตกแยกนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งต่อมาคือปี 2020 สังคมอเมริกันก็ยังไม่อาจเยียวยาความแตกแยกได้

ทรัมป์ยังถูกมองว่าอาจมีเอี่ยวกับการการแทรกแซงของรัสเซียแลถูกมองว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของปูติน แม้เขาจะทำท่าทางขึงขังกับรัสเซีย (ในบางเวลา) ก็ตาม ไม่ว่าจะเกี่ยวจริงหรือไม่ สิ่งที่เราเห็นคือพลังของปฏิบัติการไอโอที่สามารถชี้นำชะตากรรมของประเทศเป้าหมายได้

แต่รายงานของคณะกรรมาธิการของสภาคองเกรสพบว่ารัฐบาลรัสเซียมีส่วนร่วมในการ “รณรงค์อย่างกว้างขวาง” เพื่อก่อวินาศกรรมการเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนทรัมป์ซึ่งรวมถึงความช่วยเหลือจากสมาชิกบางคนที่เป็นที่ปรึกษาของทรัมป์เองด้วย

ที่ปรึกษาของทรัมป์บางคนเป็นกลุ่มชาตินิยมหัวรุนแรงกลายเป็นเรื่องที่ยอกย้อนตรงที่กลุ่มชาตินิยมกลับไปร่วมมือกับต่างชาติให้เข้ามาแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยของบ้านตัวเอง เพียงเพื่อจะสนองความต้องการอำนาจของตัวเอง

ปฏิบัติการไอโอของรัสเซียในสหรัฐจึงทำสำเร็จลงได้ไม่ใช่เพราะข่าวกรองของสหรัฐเลินเล่อเท่านั้น แต่ยังเพราะมีหนอนบ่อนใส้ที่ภายนอกประกาศว่ารักชาติ แต่ก็นำเอาต่างชาติเข้ามาพัวพันกับกิจการภายในของตนเอง

ตอนนี้แผนการระยะต่อไปของปฏิบัติการไอโอรัสเซียคือการทำลายแนวร่วมนาโต้ในยุโรป ซึ่งมีทั้งการปล่อยข่าวปลอมในประเทศสหภาพยุโรปเพื่อสั่นคลอนประเทศเหล่านี้ และยังมุ่งเป้ามาที่ประเทศยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นเขตอิทธิพลของโซเวียตมาแต่เดิมแต่หันไปซบอกชาติตะวันตก-สหรัฐ

เป้าหมายที่น่าสนใจแห่งหนึ่งคือโปแลนด์ ตัวอย่างเช่นเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ หน่วยงาานความมั่นคงของโปแลนด์ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลรัสเซียอาจอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตต่อสถาบันการทหารชั้นนำของโปแลนด์เพื่อพยายามที่จะบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับโปแลนด์

ในเรื่องนี้ สตานิสลาฟ ซาริน โฆษกของผู้ประสานงานด้านบริการพิเศษซึ่งดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคงของโปแลนด์ประกาศว่าแฮกเกอร์ได้บุกเว็บไซต์ของ War Studies University ของโปแลนด์และบิดเบือนข้อมูลโดยได้โพสต์จดหมายที่หัวหน้ามหาวิทยาลัยอธิบายว่ากองกำลังของสหรัฐในโปแลนด์เป็น “การยึดครองของชาวอเมริกัน” เจ้าหน้าที่ของโปแลนด์กล่าวว่าจดหมายปลอมฉบับดังกล่าวถูกแพร่ต่อโดยเว็บไซต์ของโปแลนด์อย่างน้อยสามแห่งโดยหนึ่งแห่งมีประวัติการสนับสนุนการบิดเบือนข้อมูล

ซารินกล่าวว่าความพยายามดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อปลุกเชื้อไฟแห่งความไม่ลงรอยกันระหว่างสหรัฐและโปแลนด์ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในยุโรปกลางของสหรัฐ

เรื่องนี้มีเหตุผลมั่นคงพอควร เพราะในเดือนมิถุนายน 2019 โปแลนด์และสหรัฐตกลงที่จะส่งทหารสหรัฐ 1,000 นายไปยังโปแลนด์และในเดือนกันยายน 2019 ได้กำหนดสถานที่หกแห่งให้เป็นที่ตั้งของกองทัพสหรัฐประมาณ 4,500 นายในโปแลนด์

รัสเซียย่อมอยู่ไม่นิ่งเฉยแน่นอนกับการที่สหรัฐส่งกำลังทหารเข้าในโปแลนด์ที่ถือเป็นเสมือนปากประตูเข้าสู่เขตอิทธิพลชั้นในของรัสเซีย (ประเทศที่ติดกับโปแลนด์คือเบลารุสซึ่งใกล้ชิดกับรัสเซียอย่างมากและเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตีอีกประเทศคือยูเครน)

แต่ดูเหมือนว่าสหรัฐจะแก้เกมส์ด้วยการส่งกำลังทหารเข้ามาในโปแลนด์เพิ่มเติมอีก โดยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2020 ทรัมป์กล่าวในงานแถลงข่าวกับผู้นำโปแลนด์ ว่าสหรัฐมีแผนที่จะย้ายกองทหารสหรัฐบางส่วนจากเยอรมนีไปยังโปแลนด์ โดยกล่าวว่า “โปแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้นาโต้ – โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธกรณีทางการเงินของพวกเขา – และพวกเขาถามเราว่าเราจะส่งกองกำลังเพิ่มเติมบางส่วนหรือไม่ … ผมคิดว่า [เพิ่มกองทัพสหรัฐในโปแลนด์ให้มากขึ้น ] จะส่งสัญญาณที่แข็งแกร่งมากไปยังรัสเซีย”

การทำแบบนี้ยิ่งหมายความรัสเซียจะยิ่งเพิ่มปฏิบัติการไอโอในโปแลนด์ให้มากขึ้น เพื่อสั่นคลอนความสัมพันธ์กับสหรัฐให้จงได้ ซึ่งโปแลนด์ก็ตระหนักในเรื่องนี้และตรวจพบเว็บไซต์ข่าวปลอมในภาษาโปล-ภาษาอังกฤษที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับรัสเซียเสนอข่าวปลอม

เช่น การปั้นข่าวว่ากองทัพโปแลนด์ติดเชื้อโควิด-19 จนกองทัพเป็นอัมพาตไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ และยังปล่อยข่าวว่กอลทัพสหรัฐมาแพร่เชื้อโควิด-19 ในยุโรปตะวันออกยังมีการเสนอข่าวในทำนองที่ว่าการปล่อยให้กองทัพนาโต้เข้ามาในช่วงการระบาดใหญ่เป็นเรื่องอันตราย แสดงให้เห็นว่านาโต้เห็นแก่ความมั่นคงมากกว่าสวัสดิภาพของโปแลนด์ และย้ำว่ารัสเซียไม่ใช่ภัยคุกคาม การส่งทหารนาโต้มายังแนวตะวันออกเป็นเรื่องไร้เหตุผล

การปล่อยข่าวไอโอแบบนี้มีโอกาสสำเร็จหากสังคมมีความกังขาเป็นทุนเดิมหรือมีความแตกแยกเรื่องความคิดทางการเมือง และโปแลนด์ก็มีจุดอ่อนในเรื่องนี้เช่นกัน สิ่งที่สังคมโปแลนด์มีในขณะนี้ก็คือความเกลียดชังกลุ่มความหลากหลายทางเพศจนถึงกับตั้งเขต “ปลอด LGBT) ประเด็นนี้โปแลนด์มีความเหมือนกับรัสเซียอย่างมากที่สั่งห้ามการเผยแพร่เรื่อง LGBT โดยถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

หากวันใดที่ความระแวงรัสเซียเบาบางลง ชาวโปลก็หันมามองรัสเซียในฐานะ “ผู้ร่วมอุดมการณ์” และมองนาโต้ในฐานะ “ส่วนเกิน” วันนั้นปฏิบัติการไอโอของรัสเซียก็จะสำเร็จ

Photo by Alexey NIKOLSKY / Sputnik / AFP

อังกฤษอนุมัติวัคซีน ‘ไฟเซอร์’ ชาติแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อังกฤษอนุมัติวัคซีน ‘ไฟเซอร์’ ชาติแรกของโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 18:00 น.อังกฤษอนุมัติวัคซีน 'ไฟเซอร์' ชาติแรกของโลกสหราชอาณาจักรอนุมัติวัคซีนจากไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค เริ่มฉีดสัปดาห์หน้า

บีบีซีรายงาน วันที่ 2 ธ.ค. สหราชอาณาจักรอนุมัติวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาที่ร่วมพัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบโอเอ็นเทค (BioNTech) สำหรับการแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในสหราชอาณาจักร

อูกูร์ ซาฮิน ประธานบริหารไบโอเอ็นเทคกล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนที่ไม่ใช่อาสาสมัครทดลองวัคซีนจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวดและมีจริยธรรม

โดยวัคซีนจะวางจำหน่ายทั่วสหราชอาณาจักรในสัปดาห์หน้า โดยแพทย์และผู้สูงอายุจะได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรก และจะเริ่มดำเนินการเตรียมการอย่างครอบคลุมเพื่อดูแลและให้การสนับสนุนประชาชนผู้มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนทุกคน โดยจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงคำแนะนำพิเศษสำหรับประชาชนบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพเร็วๆ นี้

นอกจากนี้อัลเบิร์ต เบอร์ลา ประธานบริษัทไฟเซอร์ ได้กล่าวชื่นชมหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาและการดูแลสุขภาพ สำหรับการประเมินอย่างรอบคอบและดำเนินการอย่างทันท่วงทีเพื่อปกป้องประชาชนในสหราชอาณาจักร

โดยก่อนหน้านี้ไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคเผยผลการทดลองวัคซีนมีประสิทธิภาพ 95% ซึ่งไม่มีข้อกังวลด้านความปลอดภัย

รวมถึงบริษัทต่างๆ ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อจัดหาวัคซีนปริมาณ 40 ล้านโดสไปยังสหราชอาณาจักรพร้อมส่งมอบในปี 2020 และ 2021

ขณะที่ประเทศอื่นๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาอนุมัติวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาก่อนสิ้นปีนี้

Photo by JOEL SAGET / AFP

ตัดสินแล้ว! ฮ่องกงจำคุก โจชัว หว่อง 13 เดือนครึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ตัดสินแล้ว! ฮ่องกงจำคุก โจชัว หว่อง 13 เดือนครึ่ง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 16:45 น.ตัดสินแล้ว! ฮ่องกงจำคุก โจชัว หว่อง 13 เดือนครึ่งโจชัว หว่อง พร้อมนักเคลื่อนไหวอีก 2 คนถูกศาลตัดสินจำคุก

เอเอฟพีรายงาน วันที่ 2 ธ.ค. นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง 3 คน ได้แก่ โจชัว หว่อง, แอกเนส โจว และอีวาน ลัม ถูกตัดสินจำคุกหลังยอมรับสารภาพในข้อหาปลุกระดมการชุมนุมที่ผิดกฎหมายระหว่างการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว

โจชัว หว่อง วัย 24 ปี ถูกจำคุก 13 เดือนครึ่งจากการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยนอกสำนักงานตำรวจฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายคดีที่ถูกอัยการฟ้องร้องในช่วงปีที่ผ่านมา

หว่องเป็นนักเคลื่อนไหวเยาวชนคนแรกๆ ของฮ่องกง และก่อนหน้านี้เคยถูกตัดสินจำคุกเนื่องจากมีส่วนร่วมในการประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อปีที่แล้วแต่ก็ยังคงกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังได้รับการปล่อยตัว โดยระหว่างการประท้วงเมื่อปีที่แล้วหว่องได้พบกับนักการเมืองในยุโรปและสหรัฐอเมริกาและเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรจีน

แอกเนส โจว วัย 23 ปี เป็นหนึ่งในนักการเมืองและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเดมะซิสโท ถูกจำคุก 10 เดือนจากการประท้วงเมื่อปีที่แล้ว และเป็นหนึ่งในฝ่ายค้านคนแรกที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนในข้อหา “สมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ” และอาจถูกจำคุกตลอดชีวิตหากถูกดำเนินคดีและถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหานั้น

อีวาน ลัม วัย 26 ปี ถูกจำคุก 7 เดือน และถูกตัดสินว่ากระทำความผิด 4 ครั้งจากการชุมนุมประท้วงเพื่อประชาธิปไตยและต่อต้านข้อเสนอต่างๆ ของรัฐบาล นอกจากนี้ลัมมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งพรรคเดมะซิสโท และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก่อนที่จะถูกยุบพรรคเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ผู้พิพากษากล่าวว่า จำเลยทั้ง 3 คนเรียกร้องให้ผู้ประท้วงปิดล้อมสำนักงานตำรวจและกล่าวถ้อยคำที่บ่อนทำลายกองกำลังตำรวจ ดังนั้นการจำคุกจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหมาะสม

ขณะที่โจชัว หว่อง กล่าวว่านี่ไม่ใช่จุดจบของการต่อสู้ พวกเขากำลังจะไปสู้ต่อในคุกพร้อมกับผู้ประท้วงที่กล้าหาญอีกจำนวนมากเพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพของฮ่องกง

ทั้งนี้ พรรคเดมะซิสโท เป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ก่อตั้งเมื่อปี 2016 นำโดยโจชัว หว่อง, แอกเนส โจว และนาธาน ลอว์ ต่อมาเมื่อรัฐบาลจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้แกนนำพรรคลาออกจากตำแหน่งและยุบพรรคไปในวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ตั้งแต่นั้นมาเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงได้ดำเนินการปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยอย่างเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจับกุมนักเคลื่อนไหว, นักข่าว และนักการเมืองจำนวนมาก รวมถึงมีการปลดสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย 4 คนออกจากตำแหน่งในเดือนที่แล้ว

Photo by Anthony WALLACE / AFP