จีนสวนกลับ ห้ามส่งออกเทคโนโลยีทหารไปประเทศอื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนสวนกลับ ห้ามส่งออกเทคโนโลยีทหารไปประเทศอื่น – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 14:39 น.จีนสวนกลับ ห้ามส่งออกเทคโนโลยีทหารไปประเทศอื่นจีนบังคับใช้กฎหมายควบคุมการส่งออกเพื่อตอบโต้การเคลื่อนไหวของสหรัฐท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังไม่ซาลงแม้สหรัฐเริ่มจะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่

เมื่อวันอังคารที่ 1 ธันวาคม จีนได้บังคับใช้กฎหมายใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อห้ามการส่งออกเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ล้ำสมัยของประเทศที่อาจถูกเปลี่ยนไปใช้ทางการทหารในประเทศอื่น เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของจีนที่จะกระตุ้นความตึงเครียดกับสหรัฐให้รุนแรงขึ้น

สำนักข่าว Kyodo ระบุงว่าเห็นได้ชัดว่ากฎหมายที่ประกาศออกมาในเดือนตุลาคมร่างขึ้นมาเพื่อกำหนดเป้าหมายไปที่สหรัฐซึ่งพยายามกีดกันจีนออกจากเครือข่ายการค้าของโลก หลังจากสองประเทศมหาอำนาจของโลกขัดแย้งกันในหลายประเด็นรวมถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจ, กรณีไต้หวันและฮ่องกง

ก่อนที่จีนจะใช้กฎหมายฉบับนี้สหรัฐก็ใช้กฎหมายห้ามส่งออกเทคโนโลยีที่อาจถูกนำไปใช้ในการทหารเช่นกันโดยเล็งเป้าหมายมาที่บริษัทจีนที่พัวพันกับกองทัพ การบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ยังเพิ่มความกังวลให้มากขึ้นไปอีกว่าว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทของประเทศอื่นๆ เช่นญี่ปุ่น เนื่องจากหลายบริษัทผลิตสินค้าโดยซื้อชิ้นส่วนจากจีน

ในช่วงปลายเดือนตุลาคมพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนให้คำมั่นที่จะรักษากลยุทธ์ “การหมุนเวียนแบบคู่” เพื่อหนุนอุปสงค์ในประเทศในขณะที่พยายามกระตุ้นการส่งออกไปพร้อมๆ กัน เพื่อประคองประเทศให้อยู่นอดจากการพึ่งตัวเองมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พยายาโดดเดี่ยวจีนและแยกตัวเองจากการพึ่งพาการผลิตของจีน

ในขณะเดียวกันประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนได้แสดงความกระตือรือร้นที่จะดำเนินการเพิ่ม “ขีดความสามารถในการต่อต้าน” ต่อการกระทำของประเทศอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นการทำร้ายผลประโยชน์ของประเทศจีน

ในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ได้แก่ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับกิจการทหารและนิวเคลียร์ตลอดจนเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงของชาติ

ผู้ส่งออกมีหน้าที่ต้องรายงานล่วงหน้าต่อทางการจีนเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ปลายทางและแจ้งการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ปลายทางการจัดส่งของพวกเขา บริษัทที่ละเมิดกฎหมายจะถูกขึ้นบัญชีและกำหนดค่าปรับสูงถึง 20 เท่าของมูลค่าธุรกรรมที่ถือว่าผิดกฎหมาย

การตัดสินใจดังกล่าวเชื่อว่าจะเป็นการตอบโต้สหรัฐซึ่งเพิ่งกำหนดมาตรการคว่ำบาตร บริษัท Huawei Technologies Co. ซึ่งเป็นบริษัทอุปกรณ์โทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

สำหรับประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นนั้นพึ่งพาแร์เอิร์ธ () rare earth ของจีนเพื่อพัฒนามอเตอร์สำหรับรถยนต์ไฮบริด

พนักงานของบริษัทด้านการค้าของญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่งกล่าวว่าเขาหวังว่าจีนจะ “ไม่ใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งเพื่อหวังผลทางการเมือง”

AFP PHOTO / KCNA VIA KNS / KCNA VIA KNS / South Korea OUT

จีนส่งวัคซีนให้ ‘คิม จอง อึน’ ลองฉีดแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนส่งวัคซีนให้ ‘คิม จอง อึน’ ลองฉีดแล้ว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 13:00 น.จีนส่งวัคซีนให้ 'คิม จอง อึน' ลองฉีดแล้วผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐเผยคิม จอง อึน และคนใกล้ชิดได้รับวัคซีนขั้นทดลองจากรัฐบาลจีน

รอยเตอร์สรายงาน แฮร์รี คาเซียนิส ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือของสหรัฐ กล่าวว่าคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือและครอบครัว รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาจากประเทศจีนที่กำลังอยู่ในกระบวนการทดลอง

คาเซียนิสระบุว่ายังไม่ทราบแน่ชัดว่าวัคซีนดังกล่าวมาจากบริษัทใด และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยหรือไม่

โดยปีเตอร์ เจ. โฮเทซ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ของสหรัฐที่กล่าวว่าขณะนี้มีบริษัทของจีนอย่างน้อย 3 แห่งกำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา ได้แก่ บริษัทซิโนแวค ไบโอเทค, แคนซิโนไบโอ และซิโนฟาร์ม

ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเกาหลีเหนือ ขณะที่หน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ไวรัสโคโรนาจะแพร่เข้าสู่เกาหลีเหนือเนื่องจากมีติดต่อค้าขายกับประเทศจีนซึ่งเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด ก่อนที่จะสั่งปิดพรมแดนในช่วงปลายเดือนมกราคม

นอกจากนี้ไมโครซอฟต์เผยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์ชาวเกาหลีเหนือ 2 กลุ่มพยายามที่จะเข้าไปในเครือข่ายของผู้พัฒนาวัคซีนในหลายประเทศ

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

ปริศนาเสาโลหะโผล่กลางทะเลทรายแล้วย้ายข้ามโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ปริศนาเสาโลหะโผล่กลางทะเลทรายแล้วย้ายข้ามโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 11:25 น.ปริศนาเสาโลหะโผล่กลางทะเลทรายแล้วย้ายข้ามโลกพบเสาโลหะปริศนาที่โรมาเนียหลังหายไปจากยูทาห์อย่างลึกลับ

เดลีเมล รายงาน มีผู้พบเห็นเสาโลหะปริศนาที่ Batca Doamnei Hill ในเมืองเปียทรา เนียมส์ ทางตอนเหนือของโรมาเนีย หลังจากที่เสาลักษณะเช่นนี้หายไปจากทะเลทรายยูทาห์อย่างเป็นปริศนา

เสาดังกล่าวมีลักษณะเป็นแท่ง 3 เหลี่ยม สูงเกือบ 4 เมตร โดยเหลี่ยมด้านหนึ่งหันไปทางเทือกเขาเชอห์เลา ซึ่งเป็นเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ของโรมาเนีย ใกล้กับป้อมโบราณเปโตรดาวา ดาเชียน ที่สร้างขึ้นในช่วงอารยธรรมชาวดาเชียน ระหว่างช่วง 82 ปีก่อนคริสตกาลจนถึง ค.ศ. 106

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่โรมาเนียยังไม่ทราบที่มาของเสาปริศนาดังกล่าว โดยร็อกซานา โจซานู เจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมและมรดกเมืองแนมต์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบหาที่มาของเสาดังกล่าวซึ่งถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวแต่ยังไม่ทราบว่าเป็นของใคร ซึ่งพื้นที่นี้เป็นพื้นที่คุ้มครองของโบราณสถาน ก่อนจะติดตั้งวัตถุใดๆ จะต้องขออนุญาตจากทางสำนักงานจากนั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานจัดการที่ดิน (BLM) พบเสาโลหะปริศนาลักษณะเช่นเดียวกันที่ทะเลทรายในรัฐยูทาห์ ก่อนจะหายไปอย่างลึกลับ

อย่างไรก็ตามยังไม่แน่ชัดว่าเสาปริศนาที่ยูทาห์และโรมาเนียเป็นชิ้นเดียวกันหรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

โดยหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเสาดังกล่าวคล้ายคลึงกับเสาหินของมนุษย์ต่างดาวในนวนิยายวิทยาศาสตร์ของอาร์เทอร์ ซี. คลาร์ก เรื่องจอมจักรวาล (A Space Odyssey) ในปี 2001

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเคยพบเสาลักษณะคล้ายกันเมื่อ 20 ปีก่อนที่ซีแอตเทิล และในปี 2016 ยังพบวัตุโลหะคล้ายคลึงกันแต่มีขนาดเล็กปรากฏอยู่บนรูปภาพจากกูเกิลเอิร์ธ

บางคนยังมองว่าวัตถุชิ้นนี้มีความคล้ายคลึงกับศิลปะของจอห์น แม็กแคร็กเคน ศิลปินชาวอเมริกันซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2011

Photo by Handout / Utah Department of Public Safety / AFP

“ข้อกล่าวหา” กรณีรัชกาลที่ 7 ขู่จะขายพระแก้วมรกต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“ข้อกล่าวหา” กรณีรัชกาลที่ 7 ขู่จะขายพระแก้วมรกต – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 20:29 น."ข้อกล่าวหา" กรณีรัชกาลที่ 7 ขู่จะขายพระแก้วมรกตอธิบายความเข้าใจผิดของรายงานข่าวจากอดีตที่ส่งผลสะเทือนมาถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทย

จากกรณีที่นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ระบุว่า “ในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อพระองค์สละราชสมบัติไปก็พยายามจะเอาพระแก้วมรกต (ซึ่งเป็นสมบัติชาติ) ไปขาย และถ้าเราไม่แก้ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เหตุการณ์นี้ก็อาจจะเกิดขึ้นถ้ารัชกาลที่ 10 สละราชสมบัติ”

โพสต์ดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง นำไปสู่การด่าทอและตอบโต้อย่างรุนแรง บ้างถึงกับตราหน้าว่าเป็น Fake news แต่ขณะเดียวกันก็มีบางกลุ่มนำแหล่งข้อมูลที่อ้างว่าเป็นเบื้องหลังโพสต์ “โจมตีรัชกาลที่ 7” ของเพนกวินออกมาเผยแพร่เพื่อชี้ว่ามันคือ “ความจริง”

ข้อมูลที่เพนกวินอ้างนั้นมาจากหนังสือพิมพ์ The New York Times ฉบับวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1935 (ตรงกับ พ.ศ. 2477) หน้าที่ 21 พาดหัวข่าวว่า KING OF SIAM MAKES THREAT TO SELL OUT (กษัตริย์สยามขู่จะขายทั้งหมด) และโปรยข่าวระบุว่า “ตรัสบอกว่าทรงจะขายทรัพย์สินมากมาย เป็นการรุกคืบครั้งใหม่เพื่อรักษาสมบูรณาญาสิทธิราชย์”

เนื้อหาของข่าวนี้มาจากสำนักข่าว Associated Press (AP) ระบุว่ารายงานมาจากบางกอก ประเทศสยาม วันเดียวกับที่ตีพิมพ์ข่าวนั้น เนื้อหามีดังนี้

ย่อหน้าแรกของข่าวระบุว่า “กษัตริย์ประชาธิปกขู่ที่จะขายทรัพย์สินมากมายของพระองค์ในสยามในนาทีสุดท้าย เพื่อกดดันรัฐบาลในประเทศ อ้างรายงานจากแหล่งข่าวต่างๆ ที่มักจะเชื่อถือได้” – จบย่อหน้าแรก

โปรดสังเกตว่ารายงานข่าวนี้ใช้คำว่าอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวต่างๆ “มักจะเชื่อถือได้” ซึ่งยังไม่ใช่ข่าวที่ยืนยันอย่างเป็นทางการ และยังเป็นแหล่งข่าวที่มักจะเชื่อถือได้ (Usually reliable) ดังนั้นมันไม่ได้หมายความว่าจะยืนยันได้ร้อยเปอร์เซนต์จนกว่าจะมีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ

การประเมินข้อมูลในทำนองนี้สามารถใช้หลักการประเมินข่าวกรองของกองทัพสหรัฐที่ปรากฎในคู่มือปฏิบัติภารกิจงานภาคสนาม (FM 2-22.3) ที่จัดแหล่งข้อมูลไว้ 6 ระดับ ระดับสูงสุดคือ Reliable และต่ำสุดคือ Reliability unknown ส่วน Usually reliable เป็นระดับที่เชื่อถือได้มากเป็นอันดับที่สองโดยมีความน่ากังขาเล็กน้อย มีประวัติว่าให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกือบทั้งหมด

นี่เป็นประเด็นแรกที่จะต้องพิจารณานั่นคือสถานะของข่าวที่นำมารายงาน

ย่อหน้าที่สองของข่าวระบุว่า “มีรายงานอ้างว่าพระองค์ได้ตรัสว่า จะทรงเสด็จจากประเทศไปตลอดกาล หากรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ทรงยื่นคำขาดที่ให้คืนพระราชอำนาจในการตัดสินโทษประหารชีวิต”

ในย่อหน้าทำให้เราทราบว่าที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ต่อไปนี้จะขานพระนามว่าพระปกเกล้าฯ) ทรงขู่เพราะทรงขัดแย้งกับรัฐบาลเรื่องที่สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้มีพระราชอำนาจในการตัดสินโทษประหารชีวิตอีกต่อไป ดังนั้นโปรยข่าวของ AP จึงใช้คำว่า “การรุกคืบครั้งใหม่เพื่อรักษาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ด้วยเข้าใจว่าการที่พระปกเกล้าฯ ทรงเรียกร้องพระราชอำนาจนี้ก็เพราะการชี้ขาดชีวิตคนให้อยู่หรือตายเป็นอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของกษัตริย์

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นความตีขลุมของผู้เขียนข่าวเอง พระปกเกล้ามิได้ทรงหวงพระราชอำนาจที่จะชี้เป็นชี้ตาย แต่ทรงขัดแย้งกับรัฐบาลมาหลายครั้งแล้วและการริบอำนาจของพระมหากษัตริย์ก็เป็นหนึ่งในความขัดแย้งนั้น

ก่อนอื่นต้องอธิบายเท้าความก่อนว่าในปี 2477 เกิดกรณีที่รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติอากรมรดก ขณะนั้นพระปกเกล้าฯ กำลังเสด็จประพาสประเทศต่างๆ ในยุโรป เมื่อได้ร่างพระราชบัญญัติมาก็ทรงมิได้ลงพระปรมาภิไธยอีกด้วยทรงเข้าพระทัยว่ารัฐบาลประสงค์จะเก็บภาษีอากรพระราชทรัพย์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทางรัฐบาลจึงต้องส่งผู้แทนไปเข้าเฝ้าฯ และกราบทูลว่าจะแก้ไขให้ยกเว้นพระราชทรัพย์ของสถาบันพระมหากษัตริย์จากภาษีมรดก

แต่กรณีภาษีก็ยังไม่ใช่ฟางเส้นสุดท้ายอีก เพียงแต่มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าวของ AP เรื่องการจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ ในเดือนธันวาคม 2477 เมื่อผู้แทนรัฐบาลไปเข้าเฝ้าพระปกเกล้าที่อังกฤษนั้น นอกจากทรงจะยอมรับภาษีมรดกฉบับแก้ไขแล้ว ยังทรงร้องขอต่อรัฐบาลอีหลายเรื่องเรื่องการปรับปรุงการปกครองของประเทศ เพราะในขณะนั้นคณะราษฎรยังกุมอำนาจเสียมาก (แม้จะไม่ได้ใช้ชื่อคณะราษฎรแล้วก็ตาม) มิได้กระจายอำนาจให้ประชาชนทั่วไปได้ช่วยกันบริหารบ้านเมืองและลดการใช้อำนาจจับกุม “ผู้เห็นต่างทางการเมือง” ของรัฐบาลคณะราษฎร

พระปกเกล้าฯ ยังทรงเห็นควรมีการให้อภัยโทษแก่นักโทษการเมืองเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในระยะยาว แต่ระหว่างที่เจรจาเรื่องนี้รัฐบาลก็กลับไปพิจารณาแก้ไขร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญา ซึ่งลดพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ โดยกำหนดว่าคำถวายฎีกาต้องผ่านการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและหากไม่มีพระบรมราชวินิจฉัยตกลงมาภายใน 2 เดือน ก็ให้ถือว่าเรื่องราวนั้นตกไป

กรณีนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงตรัสว่า “ยอมรับไม่ได้เลยทีเดียวเพราะเป็นการตัดสิทธิ์ซึ่งราษฎรมีอยู่ก่อนยิ่งขึ้นไปอีกมิใช่หรือ” รัฐบาลตอบว่า “รัฐบาลมองไม่เห็นว่าจะเสียหลักยุติธรรมอย่างใด”

นี่คือกรณีที่ AP ระบุว่าเป็น “การรุกคืบครั้งใหม่เพื่อรักษาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” โดยคิดเอาว่าการที่พระปกเกล้าทรงคัดค้านกฎหมายที่ตัดทอนพระราชอำนาจนั้นเป็นการหวงแหนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทั้งๆ ที่เป็นพระราชอำนาจที่จะพระราชทานอภัยโทษ (Royal prerogative of mercy) ที่ไม่ได้มีแค่พระมหากษัตริย์ไทยภายใต้รัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อังกฤษด้วย

และไม่เฉพาะแต่ระบอบพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ระบอบสาธารณรัฐยังให้อำนาจประธานาธิบดีในการอภัยโทษ (Pardon) เช่นกัน เรื่องนี้จึงเป็นความเข้าใจผิดของสื่อต่างประเทศว่าในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงยื้ออำนาจ แต่ความจริงทรงพยายามรักษาพระราชอำนาจขององค์พระประมุขตามระบอบการปกครองของอารยประเทศเท่านั้น

มาถึงประเด็นปัญหาสำคัญของข่าวนี้ที่ถูกพูดถึงกันมากคือข้อความที่กล่าวว่า “มีรายงานอ้างว่าผู้รักษาผลประโยชน์ของบริเตนแสดงความจำนงที่จะซื้อทรัพย์สินของพระปกเกล้า ซึ่งรวมถึงไม่เฉพาะแค่พระราชวังนานา วัดวาอารามนานาอันงดงามอย่างบูรพประเทศ แต่ยังรวมถึง ‘พระแก้วมรกต’ อัญมณีอันมีชื่อเสียงนี้ถูกมองว่าเป็นประหนึ่งตัวแทนความภาคภูมิและเกียรติยศของชาติสยาม เป็นหินมณีใหญ่อันเปล่งประกายติดไว้ที่หน้าผากของพระพุทธรูปและเป็นสมบัติของทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”

แค่ข้อความนี้ย่อหน้าเดียวก็มีปัญหามากมายในเรื่องความน่าเชื่อถือแล้ว มิพักจะเอ่ยถึงคำประกาศที่เป็นปัญหายิ่งกว่าว่า “พระปกเกล้าฯ ขู่จะขายพระแก้ว”

ประการแรกย้อนกลับไปที่ย่อหน้าแรกที่ข่าวระบุว่า “กษัตริย์ประชาธิปกขู่ที่จะขายทรัพย์สินของพระองค์ในนาทีสุดท้าย เพื่อกดดันรัฐบาลในประเทศ” ข้อความนี้ไม่ได้ระบุว่าจะทรงขายทรัพย์สินอะไร และเราต้องเข้าใจก่อนว่าทรัพย์สินในที่นี่มี 2 ส่วนคือ พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งอย่างหลังนั้นเป็น “สมบัติแผ่นดิน” ไม่อาจจะนำออกขายทอดตลาดได้ “ตามพระทัยชอบ”

ประการที่สองข่าวระบุว่า “ผู้รักษาผลประโยชน์ของบริเตน” (British interests) อาจหมายถึงสถานกงสุลหรือสถานเอกอัครราชทูตหรือเจ้าหน้าใดๆ ก็ตามของบริเตน (ประเทศสหราชอาณาจักร) ที่หมายตาว่าจะซื้อ ไม่ได้หมายความว่าในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงเสนอขายให้กับฝรั่งต่างชาติเหล่านี้

แต่ข้อความที่ทำให้ข่าวนี้เสียความน่าเชื่อถือไปอย่างมากก็คือการบรรยายพระแก้วมรกตที่ผิดไปจากความเป็นจริงอย่างมากโดยไม่ได้บรรยายถึงพระแก้วมรกตอย่างที่เราเข้าใจแต่ไพล่ไปเล่าถึงอัญมณีอะไรสักอย่างที่ติดไว้บนหน้าผากพระพุทธรูปซึ่งคาดว่าน่าจะหมายถึงพระอุณาโลมที่เป็นเพชร

มาถึงตอนนี้เราสามารถสรุปได้ว่า พระปกเกล้าฯ มิได้ทรงจะขายพระแก้วมรกตรวมถึงวังหลวง หากจะมีพระประสงค์ใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ (อย่างที่ข่าวอ้างแหล่งที่มักจะเชื่อถือได้) ก็จะทรงขายได้แต่พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เท่านั้นไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ฟังดูแล้วชวนให้งุนงงระหว่างทรัพย์ส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เรื่องนี้จะไม่เพียงทำให้ประชาชนทั่วไปงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูกเท่านั้น แต่ในหลวงรัชกาลที่ 7 เองก็ทรงประสบปัญหาในภายหลังด้วย

ก่อนจะไปถึงปัญหานั้น เมื่อพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษถูกรัฐบาลริบไป พระปกเกล้าฯ จึงทรงขู่ที่จะสละราชสมบัติ หลังจากนั้นรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้ส่งผู้แทนไปกราบทูลเพื่อหารือกับพระองค์ ซึ่งทรงเสนอว่าหากจะให้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปจะต้องแก้รัฐธรรมนูญให้สภามีเสียงเกินสองในสามเพื่อที่จะวีโต้พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ

แน่นอนว่ายากที่รัฐบาลจะยอมรับได้ และในที่สุดพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478

แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ในปี 2478 รัฐบาลได้เสนอกฎหมายพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ โดยรัฐบาลแจกแจงทรัพย์สินที่เคยอยู่ในครอบครองของสถาบันพระมหากษัตริย์แบ่งออกเป็นส่วนๆ คือ “ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน”, “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์”

อธิบายว่า “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” คือของส่วนพระองค์ที่ทรงมีอยู่ก่อนขึ้นครองราชย์หรือทรงได้รับมาจากบุคคลอื่นๆ ที่มิได้เป็นพระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรี ถือเป็นของส่วนพระองค์ทรงมีสิทธิตัดสินพระทัยทำอะไรกับมันก็ได้โดยอิสระ ส่วน “ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน” คือพระราชวังเป็นต้น

และ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” คือทรัพย์ที่สืบทอดมาในพระราชวงศ์ จะทรงดำเนินใดๆ ได้ก็เพื่อประโยชน์ของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เดิมนั้นอยู่ในการดูแลของกรมพระคลังข้างที่ หลังออกพระราชบัญญัตินี้แล้วกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล

ปัญหามันมีอยู่ว่าตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาหมาดๆ แล้ว (คือก่อนออก พ.ร.บ. นี้) ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงโอนเงินของพระคลังข้างที่หรือทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้ามายังบัญชีส่วนพระองค์ 4.19 ล้านบาท

เมื่อออก พ.ร.บ. นี้แล้วในปี 2479 รัฐบาลไปสอบสวนย้อนหลังพบว่าในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงโอนทรัพย์สินที่ควรจะเป็นของส่วนกลางของสถาบันฯ มาเป็นทรัพย์ส่วนพระองค์ รัฐบาลจึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตในหลวงรัชกาลที่ 7

เรื่องยืดเยื้อมาหลายปี จนกระทั่งในหลวงรัชกาลที่ 7 สวรรคต ศาลก็มีคำตัดสินให้กระทรวงการคลังชนะคดีและทำการยึดทรัพย์พระองค์ไปขายทอดตลาด หนึ่งในนั้นคือวังสุโขทัยอันเป็นวังส่วนพระองค์

ที่ต้องยกกรณีฟ้องร้องพระปกเกล้าฯ ขึ้นมาก็เพื่อจะชี้ว่า ข่าวต่างประเทศที่อ้างเรื่องอังกฤษอยากจะซื้อวังกับพระแก้วมรกตนั้นเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

สมัยก่อนนั้นพระราชทรัพย์ของแผ่นดินกับพระเจ้าแผ่นดินไม่แยกกันต่างหาก จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงแยกทรัพย์แผ่นดินตั้งเป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติทำหน้าที่เป็นกระทรวงการคลัง (ส่วนของแผ่นดิน) และตั้งกรมพระคลังข้างที่ดูแลทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงมีเอง ทำเอง รับมาเอง (ทรัพย์ส่วนพระองค์)

กรมพระคลังข้างที่นั้นออกเงินดูแลพระราชวังมาแต่ก่อน หมายความว่าในหลวงทรงใช้เงินส่วนพระองค์ดูแล “บ้านของพระองค์เอง” แต่ในทางปฏิบัติแล้วย่อมจะทรงทราบว่าพระบรมมหาราชวังและพระแก้วมรกตนั้นเป็นทรัพย์ของแผ่นดินด้วย

ดังในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชศรัทธาถวายยอดเพชรประดับอุณาโลมพระแก้วมรกต (รายงานข่าวของ AP ที่อธิบายคลุมเครือคงหมายถึงเพชรเม็ดนี้) ทรงใช้เงินพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไปซื้อหามาเองจะเป็นการ “ข่มเหงราษฎรก็หามิได้ เป็นพระราชทรัพย์ส่วนนอกจากจํานวนเงินพระคลังซึ่งจะใช้แจกเบี้ยหวัดใช้ ราชการแผ่นดิน”

จะเห็นว่าตังแต่รัชกาลที่ 4 แล้วที่พระเจ้าแผ่นดินทรงแยกแยะของส่วนตัวจากส่วนรวมแม้จจะทรงมีอำนาจล้นฟ้าแต่ก็มิได้ทำตามใจชอบ

ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้นเล่า เมื่อพระคลังข้างที่ขัดสน คือเงินส่วนพระองค์เหลือน้อยก็ทรงคิดที่จะกู้เงินจากพระคลังมหาสมบัติด้วยซ้ำ และยังทรงมีพระราชปรารภที่จะเสียภาษีเหมือนอย่างราษฎรทั่วไปอีก นี่เป็นยุคสมบูรณาสิทธิราชย์แท้ๆ แต่ก็ทรงมีวินัยทางการคลังไม่ใช่ตามอำเภอใจและทรงปรารถนาที่จะปฏิบัติอย่างทัดเทียมราษฎร ดังที่ทรงมีพระราชหัตถเลขาเจ้าพระยายมราชว่า 

“บัดนี้ฉันมาไตร่ตรองดูเห็นว่าทรัพย์สมบัติของฉันทั้งหลายที่เป็นส่วนตัว ก็เท่ากับเป็นทรัพย์สมบัติของคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่เหตุใดฉันมาเอาเปรียบแก่คนทั่วไป ซึ่งดูไม่เป็นการสมควรเลย”

อีกทั้งในรัชกาลที่ 7 ในการสมโภชพระนครอายุครบ 150 ปี ในปี 2475 ได้ทรงตั้งคณะกรรมการเพื่อปฏิสังขรณ์วัดพระแก้ว เงินที่ใช้บูรณะนั้นคณะกรรมการตั้งไว้ 600,000 บาท พระปกเกล้าฯ ทรงพระทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 200,000 บาท ได้เงินมาจากรัฐบาล (กระทรวงต่างๆ อาทิ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ) 200,000 บาท ที่เหลือโปรดเกล้าฯ ให้ราษฏรช่วยกันทำบุญตามศรัทธา

จากเงินบูรณะวัดพระแก้วนี้เราจะเห็นว่า เงินบูรณะ 3 ส่วนคือเงินในหลวงหนึ่ง เงินแผ่นดินหนึ่ง และเงินของประชาชนหนึ่ง มีหรือที่รัชกาลที่ 7 จะทรงพระทัยแข็งประกาศขายพระแก้วได้

พระราชวังกับพระแก้วมรกตก็เข้าทำนอง the sovereign’s public estate ตามคติการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อังกฤษ คือ ไม่ใช่ทั้งของรัฐบาลและไม่ใช่ทั้งทรัพย์ส่วนพระองค์ของกษัตริย์

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ทำความรู้จักตระกูล ‘อัมบานี’ มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทำความรู้จักตระกูล ‘อัมบานี’ มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในเอเชีย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 19:00 น.ทำความรู้จักตระกูล 'อัมบานี' มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในเอเชียนิตยสารฟอบส์จัดอันดับตระกูลอัมบานีเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย

1. มูเกช อัมบานี นักธุรกิจชาวอินเดีย มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 73,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เขาเป็นประธานผู้อำนวยการจัดการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทรีไลแอนซ์ อินดัสทรีส์ (Reliance Industries Ltd. หรือ RIL) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านพลังงานและโรงกลั่นน้ำมัน

2. นอกจากนี้ยังมีบริษัทเกี่ยวกับโทรคมนาคม Jio ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของรีไลแอนซ์ อินดัสตรีส์ โดยเป็นผู้วางเครือข่ายระบบการสื่อสาร 4G ในอินเดียด้วย และยังเป็นเจ้าของแฟรนไชส์มุมไบอินเดียน (Mumbai Indians) ซึ่งเป็นพรีเมียร์ลีกของอินเดีย รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งอินเดียน ซูเปอร์ ลีก (Indian Super League) ลีกฟุตบอลในอินเดีย

3. จากการจัดดันดับของนิตยสารฟอบส์ มูเกช อัมบานี ครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของอินเดียอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นนักธุรกิจชาวอินเดียเพียงคนเดียวที่ติดโผผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกของนิตยสารฟอบส์ในเดือนตุลาคม 2020

4. พ่อของมูเกซเสียชีวิตอย่างกระทันทันในปี 2002 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า ทำให้มูเกซมีปัญหากับอนิล อัมบานี น้องชาย เนื่องจากไม่ลงรอยกันในการแบ่งสมบัติของพ่อ แต่แม่ของพวกเขาได้ไกล่เกลี่ยและแบ่งธุรกิจให้กับ 2 พี่น้อง

5. อนิล อัมบานี ได้รับสืบทอดบริษัทรีไลแอนซ์กรุ๊ป (Reliance Group) ที่แยกตัวออกมาจากบริษัทรีไลแอนซ์ อินดัสตรีส์ของมูเกช อัมบานี เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม ความบันเทิง บริการด้านการเงิน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเขามีทรัพย์สินสุทธิ 82.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

6. นิตา อัมบานี ภรรยาของมูเกซ เป็นประธานและผู้ก่อตั้งรีไลแอนซ์ ฟาวน์เดชัน (Reliance Foundation) มูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไรที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย และโรงเรียนนานาชาติดิรูไบอัมบานี (Dhirubhai Ambani International School)

7. นิตา ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 50 บุคคลที่สูงและยิ่งใหญ่ที่สุดในอินเดียโดยนิตยสารอินเดียทูเดย์ และอยู่ในรายชื่อผู้นำนักธุรกิจหญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียโดยนิตยสารฟอบส์ และเธอยังเป็นผู้หญิงอินเดียคนแรกที่ได้เป็นสมาชิกของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC)

8. มูเกซ และนิตา มีลูกด้วยกัน 3 คน ได้แก่ อากาช (29 ปี) เป็นนักธุรกิจเช่นเดียวกับพ่อและแม่ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบราวน์ รัฐโรดไอแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ไอชา (29 ปี) เป็นพี่น้องฝาแฝดกับอากาช ลูกสาวคนเดียวของมูเกซและนิตา จบการศึกษาในสาขาวิชาจิตวิทยาและเอเชียใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐ และอนันท์ (25 ปี) ลูกคนสุดท้อง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบราวน์เช่นเดียวกับพี่ชาย

9. ทีนา อัมบานี ภรรยาของอนิล เป็นอดีตนักแสดงบอลลีวูด เล่นภาพยนตร์มาแล้วกว่า 30 เรื่อง และประธานของโรงพยาบาล Kokilaben Dhirubhai Ambani ในมุมไบ และมูลนิธิต่างๆ อีกมากมาย

โคตรรวยเอเชียมีใครบ้าง

นอกจากนี้ตระกูลที่ร่ำรวยรองลงมาตามการจัดอันดับของฟอบส์ 10 อันดับแรก ได้แก่

2. ตระกูลอี (อี บยองชอล) จากเกาหลี ผู้ก่อตั้งซัมซุง กรุ๊ป (Samsung Group)

3. ตระกูลคว็อก จากฮ่องกง เจ้าของบริษัทซุนฮังไก่แอนด์โค (Sun Hung Kai & Co.)

4. ตระกูลเจียรวนนท์ จากประเทศไทย เจ้าของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)

5. โรเบิร์ต และไมเคิล ฮาร์โตโน จากอินโดนีเซีย เจ้าของธุรกิจบุหรี่รายใหญ่ของโลก

6. ตระกูลลี (ลี เชากี) จากฮ่องกง เจ้าของบริษัท Henderson Development Limited

7. ตระกูลเก็ก/เควก จากมาเลเซีย เจ้าของธนาคารฮองเหลียง (Hong Leong)

8. เฮนรี เจิ้ง จากฮ่องกง เจ้าของ Chow Tai Fook บริษัทที่ประกอบธุรกิจหลายประเภท

9. ตระกูลไซ จากฟิลิปปินส์ เจ้าของบริษัทเอสเอ็ม อินเวสเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (SM Investments)

10. ตระกูลจิราธิวัฒน์ จากประเทศไทย เจ้าของกลุ่มเซ็นทรัล 

Photo by AFP / Sujit Jaiswal

มกุฎราชกุมารญี่ปุ่นทรงอนุญาตพระธิดาเสกสมรสกับสามัญชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

มกุฎราชกุมารญี่ปุ่นทรงอนุญาตพระธิดาเสกสมรสกับสามัญชน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 17:28 น.มกุฎราชกุมารญี่ปุ่นทรงอนุญาตพระธิดาเสกสมรสกับสามัญชนมกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ ทรงอนุญาตให้เจ้าหญิงมาโกะเสกสมรสแม้ต้องสละฐานันดรศักดิ์

สำนักข่าวเกียวโด รายงาน มกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ พระอนุชาของจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น ได้กล่าวว่าพระองค์ทรงอนุญาตให้เจ้าหญิงมาโกะ พระธิดา เสกสมรสกับเคอิ โคมุโระ แฟนหนุ่มซึ่งเป็นสามัญชน

โดยมกุฎราชกุมารตรัสในงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติล่วงหน้า ในวันที่ 30 พ.ย. ว่า “เราอนุญาตให้พวกเขาแต่งงานกัน รัฐธรรมนูญกล่าวว่าการแต่งงานจะต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมร่วมกันทั้งสองฝ่าย ถ้านั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ เราก็ต้องเคารพให้ฐานะผู้เป็นพ่อ”

เจ้าหญิงมาโกะ และโคมุโระประกาศแผนการหมั้นหมายในปี 2017 และกำหนดพิธีเสกสมรสไว้ในปี 2018 แต่ถูกเลื่อนออกมาหลังมีรายงานว่าแม่ของโคมุโระและอดีตคู่หมั้นมีปัญหาด้านการเงิน รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของลูกชาย โดยโคมุโระจะต้องแก้ไขปัญหาทางการเงินที่ค้างคาให้เรียบร้อยเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม สำนักพระราชวังออกมาปฏิเสธว่าการเลื่อนพิธีเสกสมรสไม่เกี่ยวกับปัญหาด้านการเงินแต่อย่างใด รวมถึงโคมุโระก็ปฏิเสธว่าครอบครัวของเขาไม่มีปัญหาด้านการเงินเช่นกัน โดยโคมุโระเข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมายของมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม ในนิวยอร์ก และมีแผนจะเข้าสอบในสหรัฐอเมริกาหลังจากจบการศึกษาในปีหน้า

ทั้งนี้ กฎหมายของญี่ปุ่นกำหนดว่าสมาชิกหญิงในราชวงศ์ต้องสละฐานันดรศักดิ์หากแต่งงานกับสามัญชน ซึ่งโดยปกติแล้วจะได้รับเงินก้อนหนึ่งจากรัฐบาลหลังออกจากราชวงศ์

แต่ไม่นานมานี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศพิจารณามอบตำแหน่งเกียรติยศที่สถาปนาขึ้นมาใหม่ให้กับสมาชิกราชวงศ์หญิงที่สูญเสียสถานะราชวงศ์หลังแต่งงานกับสามัญชน เพื่อให้พระราชวงศ์หญิงยังสามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะพระราชวงศ์ได้

Photo by AFP / POOL / Shizuo Kambayashi

ใครคือกุนซือต่างประเทศของ “ไบเดน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ใครคือกุนซือต่างประเทศของ “ไบเดน” – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 15:47 น.

ใครคือกุนซือต่างประเทศของ "ไบเดน"

Posttoday Podcast The Expert : ใครคือกุนซือต่างประเทศของ “ไบเดน”

Posttoday Podcast The Expert : ใครคือกุนซือต่างประเทศของ “ไบเดน”

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/938566516&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ใครคือกุนซือต่างประเทศของ “ไบเดน”

เสียวหมี่มาแรง จะรอดเหมือนหัวเหว่ยไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เสียวหมี่มาแรง จะรอดเหมือนหัวเหว่ยไหม? – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 15:31 น.

เสียวหมี่มาแรง จะรอดเหมือนหัวเหว่ยไหม?

Posttoday Podcast DeepTalk : เสียวหมี่มาแรง จะรอดเหมือนหัวเหว่ยไหม?

Posttoday Podcast DeepTalk : เสียวหมี่มาแรง จะรอดเหมือนหัวเหว่ยไหม?

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/938561581&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · เสียวหมี่มาแรง จะรอดเหมือนหัวเหว่ยไหม?

หลายประเทศอ่วม! โควิดยังไม่หาย ไข้หวัดนกระบาดซ้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

หลายประเทศอ่วม! โควิดยังไม่หาย ไข้หวัดนกระบาดซ้ำ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 15:04 น.หลายประเทศอ่วม! โควิดยังไม่หาย ไข้หวัดนกระบาดซ้ำหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับไข้หวัดนก ขณะที่โควิด-19 ยังคงระบาดหนัก

ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทั่วโลกยังคงวิกฤต ไข้หวัดนกก็กำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศ โดยขณะนี้ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N8 และ H5N5 กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก

โดยทางการนอร์เวย์กล่าวว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีมาตรการเคอร์ฟิวสำหรับสัตว์ปีกในบางพื้นที่ของประเทศ หลังมีการยืนยันว่าพบไข้หวัดในนกป่า โดยนอร์เวย์เป็นประเทศล่าสุดในกลุ่มประเทศยุโรปที่ดำเนินการหลังจากพบไวรัสซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่อาจส่งผลร้ายต่อภาคเกษตรกรรม

ขณะที่เบลเยียมได้ยืนยันการระบาดของไข้หวัดนก H5N5 ในฟาร์มสัตว์ปีก ซึ่งการระบาดเกิดขึ้นในเมืองทางตะวันตกใกล้ชายแดนฝรั่งเศสที่ทำให้นกเสียชีวิตถึง 600 ตัว และจำเป็นต้องจำกัดนกในฝูงอีก 151,000 ตัว รวมถึงฝรั่งเศสก็มีการระบาดของไข้หวัดนกเช่นเดียวกัน

รวมถึงเนเธอร์แลน์ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่และไข่รายใหญ่ที่สุดของยุโรป ได้เสียไก่เกือบ 500,000 ตัวเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส และแม่ไก่มากกว่า 900,000 ตัวเสียชีวิตในฟาร์มประเทศโปแลนด์

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเผยว่าพบไข้หวัดนกที่ฟาร์มไก่งวงทางตอนเหนือของประเทศ โดยไก่งวง 10,500 ตัวจะถูกกำจัดจากฟาร์มเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก แม้สาธารณสุขของอังกฤษจะกล่าวว่าความเสี่ยงของสุขภาพประชาชนจากไวรัสอยู่ในระดับต่ำมาก และการแพร่ระบาดของโรคไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหารแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้สวีเดนยังได้กำจัดไก่งวง 3,200 ตัวหลังพบไข้หวัดนก ซึ่งรัฐบาลกล่าวว่าจะช่วยหยุดการส่งออกสัตว์ปีกของประเทศไปยังตลาดนอกสหภาพยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างน้อย 3 เดือน ขณะที่เยอรมนีมีการพิจารณาคัดแยกไก่งวงถึง 70,000 ตัวหลังพบไวรัสในฟาร์ม

เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ที่มีการระบาดของไข้หวัดนกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 4 ปี โดยกระทรวงเกษตรกล่าวว่ามีการตรวจพบเชื้อในฟาร์มสัตว์ปีก และไก่ 146,000 ตัว รวมถึงสัตว์ปีกในรัศมี 3 กิโลเมตรรอบฟาร์มจะถูกกำจัด หมายความว่าจะมีการกำจัดไก่มากกว่า 1.8 ล้านตัว

IATA เผยอย่างน้อย 4 ปีธุรกิจการบินจึงกลับสู่ภาวะปกติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

IATA เผยอย่างน้อย 4 ปีธุรกิจการบินจึงกลับสู่ภาวะปกติ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 13:31 น.IATA เผยอย่างน้อย 4 ปีธุรกิจการบินจึงกลับสู่ภาวะปกติสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศเผยปีนี้เลวร้ายสุด สายการบินขาดทุนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสายการบินทั่วโลก โดยสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กล่าวว่าอุตสาหกรรมจะยังคงเผชิญกับความสูญเสียต่อไป และในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าอุตสหกรรมการบินจะสามารถกลับมาฟื้นฟูในปีหน้า แต่สมาคมมองว่าการเดินทางโดนเครื่องบินของผู้โดยสารจะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติจนกระทั่งปี 2024 เป็นอย่างน้อย

อเล็กซ์ซานเดอร์ เดอ จูเนียค ผู้จัดการและประธานบริหารสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ กล่าวว่าวิกฤตดังกล่าวส่งผลให้สายการบินต้องลดต้นทุนลง 45.8% ขณะที่รายได้ลดลงถึง 60.9% ซึ่งในปีนี้สายการบินมีผลขาดทุนสุทธิ 118.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีหน้า

จูเนียค เผยว่าปี 2020 เป็นปีที่เลวร้ายที่สุดของอุตสาหกรรมการบิน โดยสายการบินมีการลดค่าใช้จ่ายลงโดยเฉลี่ยวันละ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะขาดทุนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

นอกจากนี้ยังมองว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเปิดพรมแดนโดยไม่มีการกักตัวเพื่อที่ผู้โดยสารจะได้กลับมาใช้บริการสายการบินอีกครั้ง

Photo by JOEL SAGET / AFP