ทนพิษโควิดไม่ไหว แอร์เอเชียญี่ปุ่นยื่นล้มละลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.posttoday.com/world/638250

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 20:01 น.ทนพิษโควิดไม่ไหว แอร์เอเชียญี่ปุ่นยื่นล้มละลายสายการบิน AirAsia Japan ในเครือแอร์เอเชียยื่นล้มละลายหลังปิดกิจการไปเมื่อเดือนที่แล้ว

บลูมเบิร์กรายงาน สายการบิน AirAsia Japan ได้ยื่นฟ้องล้มละลายต่อศาลแขวงโตเกียวหลังประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่าจะปิดกิจการสายการบินในประเทศ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ตามแถลงการณ์ระบุว่า “เนื่องจากฐานะทางการเงินในปัจจุบันของ AirAsia Japan เราเสียใจที่จะต้องแจ้งให้ทราบว่า AirAsia Japan ไม่สามารถชำระเงินคืนที่ค้างชำระได้ในขณะนี้ เราขออภัยอย่างยิ่งในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นกับลูกค้าที่ใช้บริการหรือจองเที่ยวบินของ AirAsia Japan”

ขณะนี้ AirAsia Japan ได้ยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดแล้วรวมถึงเที่ยวบินระหว่างนาโกยาและไทเป แต่เที่ยวบินที่เดินทางไปยังญี่ปุ่นโดยสารการบินอื่นๆ ของแอร์เอเชียในประเทศต่างๆ เช่น ไทย และฟิลิปปินส์ จะไม่ได้รับผลกระทบ

โดยลูกค้าที่จองเที่ยวบินของ AirAsia Japan สามารถขอรับเงินคืนได้ และคาดว่าจะได้รับเงินคืนในช่วงเดือนเมษายนปีหน้า หรืออาจได้รับคืนเป็นเครดิตที่สามารถใช้ได้กับเที่ยวบินอื่นๆ ที่ให้บริการโดยแอร์เอเชีย

ทั้งนี้ แอร์เอเชียรายงานการสูญเสียมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 30 มิ.ย. โดยได้รับแรงกดดันอย่างมากในปีนี้เนื่องจากโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบิน

โดยเที่ยวบินแอร์เอเชียญี่ปุ่นมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ กรุงโตเกียว, เมืองนาโกยา, ซัปโปโร, ฟุกุโอกะ, โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น กรุงโซล และปูซาน ประเทศเกาหลี และนครไทเป

Photo by Mohd RASFAN / AFP

รบกันอีกแล้ว! ส่องชนวนสงครามกลางเมืองเอธิโอเปีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.posttoday.com/world/638231

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 19:04 น.รบกันอีกแล้ว! ส่องชนวนสงครามกลางเมืองเอธิโอเปียสงครามกลางเมืองเอธิโอเปีย ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเอธิโอเปียและกลุ่มชาติพันธุ์

1. ในเวลานี้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกลางเอธิโอเปียและกลุ่มแนวหน้าปลดปล่อยประชาชนทิเกรย์ (TPLF) กองกำลังชาตินิยมในภูมิภาคทิเกรย์ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองทางตอนเหนือของเอธิโอเปีย

2. เอธิโอเปียประกอบด้วยชนชาติต่างๆ มากมาย ก่อนหน้านี้ อาบีย์ อาห์เหม็ด นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปียจึงตัดสินใจที่จะตั้งพรรคเพื่อรวมกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเอธิโอเปีย ขณะที่ TPLF ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโดยมองว่าการตั้งพรรคจะยิ่งสร้างความแตกแยกในประเทศ

3. ชนวนสงครามมายาวนานหลายปีแล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายแตกหักกันเมื่อทิเกรย์ขัดคำสั่งรัฐบาลกลางและจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นขึ้นในภูมิภาคเมื่อเดือนกันยายน และ TPLF ยังทำการโจมตีกองกำลังฝ่ายรัฐบาลกลางแบบสายฟ้าแลบเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 

4. ดังนั้นเมื่อวันที่ 4 พ.ย. อาบีย์ อาห์เหม็ด จึงส่งกองกำลังทหารไปปราบราม โดยชี้ว่าว่ากลุ่ม TPLF ได้เริ่มการโจมตีก่อน ขณะที่ TPLF ปฏิเสธและกล่าวว่ารัฐบาลกุเรื่องขึ้นมาเพื่อที่จะได้สามารถโจมตีพวกเขาได้ง่ายขึ้น

5. รัฐบาลยังได้ตัดงบประมาณเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงภูมิภาคทิเกรย์ มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต จำกัดการขนส่งและคมนาคม รวมถึงประกาศมาตรการฉุกเฉินในทิเกรย์ยาวนานถึง 6 เดือน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมาย และเจ้าหน้าที่มีสิทธิจำคุกบุคคลใดก็ตามที่ต้องสงสัยว่าทำผิดกฎหมายและคุกคามเสถียรภาพของประเทศ

6. เมื่อการปะทะยืดเยื้อมากว่า 10 วันและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นายกรัฐมนตรีอาบีย์ อาห์เหม็ดก็ขู่ที่จะโจมตีครั้งสุดท้ายในวันที่ 17 พ.ย. และเกลี้ยกล่อมให้ผู้ที่ภักดีต่อรัฐบาลท้องถิ่นยอมจำนนเสีย ในวันเดียวกันนั้นยอดรวมผู้เสียชีวิตมีหลายร้อยคนและชาวเอธิโอเปียกว่า 25,000 คนต้องอพยพไปยังซูดาน และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

7. ทั้งนี้ ทิเกรย์มีประชากรราว 5 ล้านคนและมีพรมแดนติดกับซูดานและเอริเทรีย แต่ชาวทิเกรย์นั้นไม่ถูกกับเอริเทรีย และระยะหลังดูเหมือนว่ารัฐบาลกลางเอธิโอเปียจะเข้าข้างเอริเทรียจึงยิ่งทำให้ทิเกรย์ไม่พอใจ

8. เดิมทีนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเอธิโอเปียกับเอริเทรียไม่ดีนัก เพราะเอธิโอเปียเคยรุกรานและผนวกเอริเทรียมาเป็นดินแดนของตนเองในปี 1962 ทำให้เกิดการต่อสู้เพื่อเอกราชยาวนานหลายสิบปี จนกระทั่งเอริเทรียได้รับเอกราชสำเร็จในปี 1993

9. หลังจากนั้นเอธิโอเปียกับเอริเทรียก็ยังทะเลากันอีกเรื่องดินแดนในเขตทิเกรย์จนสหประชาชาติต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยโดยยกดินแดนให้เอริเทรีย แต่รัฐบาลเอธิโอเปียแต่ไรมาไม่ยอมปฏิบัติตาม

10. จนกระทั่งอาบีย์ อาห์เหม็ด เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเขาก็เริ่มญาติดีกับเอริเทรียโดยเฉพาะอาห์เหม็ดไปตีสนิทกับประธานาธิบดีของเอริเทรียซึ่งเป็นบุคคลที่ชาวทิเกรย์ชิงชัง กรณีเหล่านี้ทำให้เขตทิเกรย์ไม่พอใจ นอกจากนี้ฝ่ายทิเกรย์มองว่าอาห์เหม็ดยังพยายามลดความสำคัญของทิเกรย์ลงไปเรื่อยๆ แม้ว่าอาห์เหม็ดจะปฏิเสธก็ตาม

Photo by EDUARDO SOTERAS / AFP

พระเจ้าโอลาฟที่ 5 ราชาที่มีบอดี้การ์ด 4 ล้านคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.posttoday.com/world/638202

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 17:31 น.พระเจ้าโอลาฟที่ 5 ราชาที่มีบอดี้การ์ด 4 ล้านคนสมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 แห่งนอร์เวย์ กษัตริย์ผู้มีบอดี้การ์ดมากที่สุดในโลก

แม้ว่านอร์เวย์จะมีแหล่งปิโตรเลียมในประเทศทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากมาย แต่ในปี 1973 นอร์เวย์เคยเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันครั้งใหญ่ ทำให้นอร์เวย์ออกมาตรการจำกัดการขับขี่รถยนต์ แต่กษัตริย์สามารถขับรถได้ตามปกติ

ถึงกระนั้นสมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุ 80 พรรษา ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน โดยพระองค์เลือกที่จะเสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟใต้ดินกับประชาชน

โดยมีภาพปรากฏขณะที่พระองค์กำลังเสด็จไปทรงสกีด้วยรถไฟใต้ดินโฮลเมนโคเลน ซึ่งทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดเล่นสกีพร้อมถือสกีไว้บนบ่า มีรายงานว่าพระองค์ทรงซื้อตั๋วรถไฟตามปกติ และเดินทางเฉกเช่นประชาชนธรรมดาทั่วไป

นอกจากนี้พระองค์ทรงโปรดขับรถเอง และขับในเลนเดียวกับประชาชน แม้ว่าที่นอร์เวย์จะอนุญาตให้รถส่วนพระองค์ขับบนช่องเดินรถประจำทางได้ก็ตาม

เมื่อถูกถามภายหลังว่าเหตุใดพระองค์จึงกล้าเสด็จไปพระองค์เดียวโดยไม่มีบอดี้การ์ด พระองค์ตรัสว่า “เรามีบอดี้การ์ด 4 ล้านคนอยู่แล้ว” ซึ่งหมายถึงประชาชนทั่วประเทศนอร์เวย์

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อมั่นและศรัทธาในพระเจ้าโอลาฟที่ 5 บางคนตั้งแง่ว่าพระองค์ไม่ใช่กษัตริย์นอร์เวย์แท้จริง เพราะทรงประสูติที่สหราชอาณาจักร พระราชบิดาคือเจ้าชายคาร์ล ซึ่งทรงเป็นพระโอรสของมกุฏราชกุมารแห่งเดนมาร์ก (ต่อมาครองราชย์และเฉลิมพระนามว่าพระเจ้าเฟรเดริกที่ 8 แห่งเดนมาร์ก) ส่วนพระราชมารดาคือเจ้าหญิงม็อดแห่งเวลส์ พระราชธิดาของมกุฏราชกุมารแห่งบริเตน (ต่อมาครองราชย์และเฉลิมพระนามว่าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งบริเตน)

ดังนั้น “เจ้าชายโอลาฟ” จึงมีพระราชบิดาเป็นชาวเดนมาร์กและมีพระราชมารดาเป็นชาวอังกฤษ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับนอร์เวย์โดยสายเลือด 

หลังจากที่นอร์เวย์แยกตัวเป็นเอกราชจากสวีเดน ได้มีการคัดเลือกว่าเจ้าชายองค์ใดที่เหมาะสมจะมาเป็นกษัตริย์ของประเทศใหม่ และคณะกรรมาธิการได้เลือกเจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์กเพราะพระองค์สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์นอร์เวย์โบราณ

ดังนั้นข้อครหาที่ว่าเจ้าชายโอลาฟไม่ใช่กษัตริย์นอร์เวย์ที่แท้จริงเพราะทรงไม่มีสายเลือดของชาวนอร์เวย์จึงป็นเรื่องไม่ถูกต้องนัก

เจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์กทรงรับคำเชิญแต่ทรงตระหนักดีว่าชาวนอร์เวย์ยังถกเถียงกันเรื่องระบอบการปกครองว่าควรจะเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญหรือควรจะเป็นระบอบสาธารณรัฐ เจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์กจึงทรงตั้งข้อแม้ว่าจะทรงรับเป็นกษัตริย์ก็ต่อเมื่อมีการลงประชามติของประชาชนก่อนว่าจะเลือกระบอบการปกครองแบบใด

ผลปรากฏว่าประชาชนถึง 79% เลือกระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์กจึงทรงขึ้นครองราชย์ และทรงเลือกพระนามใหม่ด้วยภาษานอร์สโบราณซึ่งเป็นภาษาบรรพบุรุษของชาวนอร์ส (คือชาวยุโรปตอนเหนือ) ทรงพระนามว่าสมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 7 

สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 7 ทรงปกครองประเทศด้วยความเที่ยงธรรมและกล้าหาญ เมื่อพวกนาซีเยอรมันรกุรานนอร์เวย์ ทรงไม่ยอมร่วมหัวจมท้ายด้วยและทรงไม่ยอมรับรัฐบาลควิสลิง (วิดกึน ควิสลิง ทหารและนักการเมืองนอร์เวยที่สมคบนาซี) ที่สมคบกับนาซี รวมถึงทรงไม่ยอมสละราชย์ด้วย แต่ทรงลี้ภัยมายังสหราชอาณาจักรแล้วทรงเป็นแกนนำต่อต้านนาซีที่นั่น ส่วนเจ้าชายโอลาฟก็ทรงเป็นทหารที่เชี่ยวชาญการรบและเป็นผู้นำกองทัพนอร์เวย์ต่อต้านนาซี

ระหว่างที่ประเทศตกอยู่ภายใต้การปกครองของนาซีอันน่าขมขื่นใจ มีตำนานเล่ากันว่าเจ้าชายโอลาฟทรงไม่ยอมเสวยของหวานเลย 

หลังสิ้นสุดสงครามโลกได้เกือบ 10 ปีสมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 7 ก็สวรรคต เจ้าชายโอลาฟผู้เป็นพระราชโอรสจึงกลายเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 2 ของนอร์เวย์ พระองค์ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปี 1957 ถึง 1991 พระองค์ถูกขนานนามว่าเป็นราชาของประชาชน และเป็นที่สรรเสริญชื่นชมจากทั้งประชาชนในประเทศและต่างประเทศ ด้วยพระราชกรณียกิจและแบบแผนในการดำเนินชีวิตของพระองค์

จนกระทั่งรัชสมัยปัจจุบันราชวงศ์นอร์เวย์ยังคงเป็นที่ชื่นชมและได้รับการขนานนามจากประชาชนมาโดยตลอดว่าเป็นราชวงศ์ที่ติดดินและเข้าถึงง่าย

ทั้งนี้ สถาบันกษัตริย์ของนอร์เวย์มีรากฐานมาจากหลักการแห่งประชาธิปไตย โดยคำขวัญของสมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 7 กษัตริย์พระองค์แรกที่ว่า “Alt for Norge” หรือทุกอย่างเพื่อประเทศนอร์เวย์

โดยเจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ เคยตรัสไว้ว่า “สถาบันกษัตริย์ของเราเริ่มต้นจากกษัตริย์ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน” เนื่องจากในปี 1905 มีการลงประชามติโดยประชาชนชาวนอร์เวย์ และเสียงส่วนใหญ่นิยมระบอบกษัตริย์จึงเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์นอร์เวย์มาจนถึงทุกวันนี้

เจ้าชายโฮกุนกล่าวถึงสมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 7 กษัตริย์พระองค์แรกว่า “ท่านได้รับการเลือกจากประชาชน ท่านเข้าถึงได้ง่าย และแนวทางนี้ได้ตกทอดมาจนถึงรุ่นของเรา”

สัญญาณอันตราย! รัฐวิสาหกิจจีนเจอปัญหาหนี้ท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.posttoday.com/world/638229

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 15:35 น.สัญญาณอันตราย! รัฐวิสาหกิจจีนเจอปัญหาหนี้ท่วมบริษัทรัฐวิสาหกิจจีนเริ่มผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น จนบรรดาธนาคารและผู้จัดการกองทุนพากันทิ้งพันธบัตรเสี่ยงของบริษัทเหล่านี้ ทำตลาดพันธบัตรจีนสั่นสะเทือน

ต่อไปนี้คือรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาหนี้สินในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้

YONGCHENG COAL & ELECTRICITY HOLDING GROUP-บริษัทนี้ลงทุนในธุรกิจถ่านหิน กระแสไฟฟ้า ทางรถไฟ สารเคมี และเหมืองแร่ บริษัทออกแถลงการณ์ว่าไม่สามารถชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยของตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้น (commercial paper) มูลค่า 1,000 ล้านหยวน หลังจากประกาศระดมทุนผ่านตราสารหนี้มูลค่า 1,000 ล้านหยวนก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์

HUACHEN AUTOMOTIVE GROUP-รัฐวิสาหกิจหลักที่ทางการมณฑลเหลียวหนิงเป็นเจ้าของ และเป็นบริษัทแม่ของ Brilliance Automotive Holdings กิจการร่วมค้าระหว่างจีนกับ BMW ผิดนัดชำระหนี้ตราสารหนี้มูลค่า 1,000 ล้านหยวนเมื่อเดือนที่แล้ว โดยอ้างว่ามีปัญหาทางการเงิน และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา HUACHEN แจ้งว่าบรรดาเจ้าหนี้ของบริษัทได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปรับปรุงโครงสร้างบริษัท โดยปัจจุบันบริษัทมีพนักงานทั้งหมด 47,000 คน และมีทรัพย์สินมากกว่า 190,000 ล้านหยวน

TSINGHUA UNIGROUP-บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ China Chengxin International Credit Rating (CCXI) ลดอันดับความน่าเชื่อถือของ TSINGHUA UNIGROUP จาก AAA คือมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำที่สุด มาอยู่ที่ AA และยังอยู่ในรายชื่อบริษัทที่ต้องจับตาเนื่องจากเสี่ยงที่จะถูกลดอันดับลงอีก

CCXI ระบุว่า การชำระหนี้คืนของ TSINGHUA UNIGROUP ยังไม่แน่นอน เนื่องจากบริษัทต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการรวบรวมเงินทุนเพื่อชำระหนี้ที่ใกล้จะครบกำหนด และยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการปรับโครงสร้างเชิงกลยุทธ์

หลังจากถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วบรรดานักลงทุนจึงพากันทิ้งพันธบัตรที่ออกโดย TSINGHUA UNIGROUP

ทั้งนี้ TSINGHUA UNIGROUP เป็นบริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยชิงหัว โดยเน้นการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดูแลพนักงานราว 40,000 คน ทั้งยังมีบริษัทลูกอีกหลายแห่ง อาทิ Unisplendour Corporation Limited และ Unigroup Guoxin Microelectronics Co.

รัสเซียประกาศ ‘ปฏิรูปการบริหารปกครอง’ เริ่มต้นปี 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.posttoday.com/world/638218

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 14:25 น.รัสเซียประกาศ ‘ปฏิรูปการบริหารปกครอง’ เริ่มต้นปี 2021การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นภายในรัฐบาล วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มิคาอิล มิซูสติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย อนุมัติคำสั่งปฏิรูปการบริหารปกครอง (governance reform) โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2021

มิซูสตินกล่าวขณะร่วมประชุมกับคณะรองนายกรัฐมนตรีว่าการปฏิรูปถูกเลื่อนจากกำหนดการเดิมก่อนหน้านี้เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งรวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) แต่ปัจจุบันไม่สามารถเลื่อนออกได้อีกต่อไป

มิซูสตินกล่าวว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรับรองว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลทุกคนจะมุ่งมั่นทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ เนื่องจากตำแหน่งต่างๆ ในหลายกระทรวงจะว่างลงถึงร้อยละ 20

รายงานระบุว่าคำสั่งดังกล่าว จำนวนเจ้าหน้าที่ของสำนักงานบริหารส่วนกลางจะถูกลดลงร้อยละ 5 และจำนวนเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเขตแดนต่างๆ จะลดลงร้อยละ 10

มิซูสตินเสริมว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานบริหารต่างๆ และกลุ่มปฏิบัติการพิเศษจะถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรับมือปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปฏิรูป ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 เม.ย. 2021

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นภายในรัฐบาล วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ลงนามคำสั่งเพิ่มจำนวนรองนายกรัฐมนตรีจากเดิม 9 คน เป็น 10 คน

Photo by Alexey NIKOLSKY / Sputnik / AFP

ทรัมป์จ่อถล่มโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านทิ้งทวน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.posttoday.com/world/638208

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 13:08 น.ทรัมป์จ่อถล่มโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านทิ้งทวนโดนัลด์ ทรัมป์ ปรึกษาที่ปรึกษาอาวุโสถึงตัวเลือกในการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์หลักของอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังไล่รัฐมนตรีกลาโหมพ้นตำแหน่ง  

หนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานโดยอ้างคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่สหรัฐ 4 รายว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วตามเวลาท้องถี่น ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกประชุมเจ้าหน้าที่และที่ปรึกษาระดับสูงที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวเพื่อสอบถามถึงทางเลือกต่างๆ ในการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์หลักในเมืองนาทันซ์ของอิหร่านในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ดี บรรดาเจ้าหน้าที่และที่ปรึกษาระดับสูง รวมทั้งรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์, ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ, คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และมาร์ก เอ. มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วม พยายามโน้มน้าวไม่ให้ทรัมป์ลงมือ โดยให้เหตุผลว่าการโจมตีดังกล่าวอาจนำมาสู่การเผชิญหน้าเต็มรูปแบบในขณะที่ทรัมป์เหลือเวลาในตำแหน่งประธานาธิบดีอีกไม่นาน

ทว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐเผยกับเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ว่า ทรัมป์อาจเปลี่ยนแผนมาโจมตีพันธมิตรของอิหร่าน อาทิ กลุ่มติดอาวุธในอิรัก แทน

การประชุมนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากทรัมป์ไล่ มาร์ก เอสเปอร์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และหลังจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) เผยว่า อิหร่านมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะในคลังเกินกว่าที่ข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างประเทศเมื่อปี 2015 กำหนดไว้ถึง 12 เท่า

เนเดอร์ ฮาเชมิ ผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลางศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเดนเวอร์เผยกับ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ว่า “โชคดีที่ยังมีคนใจเย็นอยู่ การโจมตีอิหร่านจะยิ่งทำให้ตะวันออกกลางที่ไม่มีเสถียรภาพอยู่แล้วสั่นคลอนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอิรักและเลบานอน”

ทรัมป์จะถล่มจีนอย่างหนักครั้งสุดท้ายเพื่อวางยาไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.posttoday.com/world/638152

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 10:24 น.ทรัมป์จะถล่มจีนอย่างหนักครั้งสุดท้ายเพื่อวางยาไบเดนสำนักข่าว Axios เผยว่าทรัมป์วางแผนการ “กำราบ” จีนขั้นสุดท้ายเพื่อผูกมัดไบเดนให้แบกรับภาระด้านนโยบายการต่างประเทศ

สำนักข่าว Axios รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนในรัฐบาลสหรัฐว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์วางแผนที่จะเคลื่อนไหวเพื่อโจมตีจีนอย่างหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่เหลือของการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ

ทรัมป์อาจประกาศมาตรการคว่ำบาตรหรือข้อจำกัดทางการค้าต่อบริษัท, หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของจีนโดยอ้างถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรืออ้างว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ

จอห์น อัลเลียต (John Ullyot) โฆษกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติกล่าวกับ Axios ว่าทรัมป์จะวางแผนให้การถล่มจีนในครั้งนี้แก้ไขแทบไม่ได้ เพราะหากใครคิดแก้ไขจะกลายเป็นการ “ฆ่าตัวตายทางการเมือง” ตัวอย่างเช่น หากโจ ไบเดนเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ก็จะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐต่อจีนอย่างขนานใหญ่

ทีมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของไบเดนกล่าวว่าตอนนี้ยังไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงาน ส่วนทำเนียบขาวไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นจากผู้สื่อข่าวในทันที

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงขึ้นกับจีนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะหมดอำนาจลง

เอ็ด มิลส์ (Ed Mills) นักวิเคราะห์ของ Raymond James Financial Inc. เขียนในบันทึกที่ตีพิมพ์เมื่อวันศุกร์ว่า ทางบริษัทเตรียมพร้อมรับกับคำสั่งประธานาธิบดีเพิ่มเติมที่อาจเป็นคำสั่งที่แข็งกร้าวจนยากที่จะแก้ไขได้

การประเมินดังกล่าวสอดคล้องกับคำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ที่ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ห้ามไม่ให้มีการลงทุนของชาวอเมริกันในบริษัทจีนที่กองทัพจีนเป็นเจ้าของหรือควบคุม

Axios รายงานว่าคำสั่งนี้ห้ามบริษัทการลงทุนและกองทุนบำเหน็จบำนาญซื้อและขายหุ้นของบริษัท จีน 20 แห่งที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่าเป็นบริษัทมีสายสัมพันธ์ทางทหารกับกองทัพจีนในเดือนมิถุนายนและเพิ่มอีก 11 บริษัทในเดือนสิงหาคม

Photo by MANDEL NGAN / AFP

เกาหลีเหนือเปิดเกมรุกโซเชียลมีเดียเข้าถึงสังคมโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.posttoday.com/world/638131

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 09:00 น.เกาหลีเหนือเปิดเกมรุกโซเชียลมีเดียเข้าถึงสังคมโลกเกาหลีเหนือบุกยูทูปและทวิตเตอร์ เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อเพื่อเข้าถึงประชาคมโลก

ในระยะหลังมานี้เกาหลีเหนือได้เริ่มใช้โเชียลมีเดียเพื่อนำเสนอเรื่องราวประจำวันและข่าวสารในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่หาได้ยากจากประเทศสันโดษอย่างเกาหลีเหนือ

โดยมีการสันนิษฐานว่าเป้ามหมายของการเข้าถึงโซเชียลมีเดียนั้นเพื่อเข้าถึงผู้ชมจากต่างประเทศเป็นวงกว้างในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายมากขึ้นนอกจากนี้ยังสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของเกาหลีเหนือในการยอมรับสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น

โดย The Korea Times รายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดของเกาหลีเหนือบนโลกออนไลน์เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่ามีบัญชีทวิตเตอร์ 2 บัญชีปรากฏขึ้น ซึ่งใช้ชื่อว่าเป็น คิม มย็องอิล (@korea_myongil) ผู้อำนวยการคณะกรรมการรวมชาติอย่างสันติที่ดูแลความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลี และ ฮาน ซองอิล (@korea_songil) ผู้อำนวยการสถาบันรวมชาติเกาหลีเหนือ

ทั้งสองบัญชีมีการทวีตข้อความในเชิงโฆษณาชวนเชื่อเช่นเดียวกับที่สื่อของเกาหลีเหนือนำเสนอ ซึ่งข้อความจำนวนมากเป็นภาษาอังกฤษ, จีน และญี่ปุ่น จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าถึงผู้ชมในหลายประเทศเป็นวงกว้าง

แต่ภายหลังทั้งสองบัญชีดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว

นอกจากนี้ NPR รายงานว่าก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือยังใช้ช่องทางยูทูปเพื่อเป็นเครื่องมือใหม่ในการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ โดยมียูทูปเบอร์ถ่ายคลิปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและวิถีชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีเหนือซึ่งบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ว่าประชาชนชาวเกาหลีเหนือไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ แต่เกาหลีเหนือมีความตั้งใจที่จะปรับโฉมโฆษณาชวนเชื่อของรัฐและเข้าถึงผู้ชมต่างชาติ โดยตั้งหลักใช้โซเชียลมีเดียตะวันตกอย่างยูทูป และทวิตเตอร์

อย่างไรก็ตามยังคงไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้สร้างและเผยแพร่เนื้อหาต่างๆ เหล่านี้บนโลกออนไลน์ แต่รายงานบางฉบับระบุว่าบัญชียูทูปและทวิตเตอร์เหล่านี้เชื่อมโยงกับสื่อเกาหลีเหนือที่ดำเนินการโดยรัฐบาลหรือในเครือของรัฐบาล

แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะยืนยันแต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่วิดีโอดังกล่าวจะสร้างขึ้นโดยประชาชนชาวเกาหลีเหนือทั่วไป

ผลของการล้ำเส้น “สีจิ้นผิง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.posttoday.com/world/638162

วันที่ 16 พ.ย. 2563 เวลา 22:05 น.ผลของการล้ำเส้น "สีจิ้นผิง"สีจิ้นผิงแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าใครคือผู้กุมชะตากรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจตัวจริง

ครั้งหนึ่งแจ็ค หม่าเคยบอกว่า “ความผิดพลาดที่สุดของผมคือผมสร้างอาลีบาบาขึ้นมา ผมไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของผม ผมแค่พยายามทำธุรกิจเล็กๆ แต่มันกลับเติบโตจนใหญ่ ต้องรับผิดชอบมากขนาดนั้นและมีปัญหามากมาย ทุกๆ วันต้องยุ่งเหมือนกับเป็นประธานาธิบดีแต่ผมไม่มีอำนาจเลย! แล้วผมก็ไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง”

คำพูดนี้ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็นความรู้สึกส่วนตัว เพียงแต่มันค่อนข้างยอกย้อนกับสิ่งที่เขาทำ นั่นคือถ้าเขาอยากจะให้มันเล็กจริงๆ เขาก็สามารถแช่แข็งขนาดอาลีบาบา (Alibaba) ก็ได้ แต่เขาไม่ทำ และหลังจากที่เขาวางมือจากตำแหน่งผู้บริหารของอาลีบาบา เขาก็กลับมาปั้นบริษัทใหม่นั่นคือแอนท์ (Ant)

คำพูดของแจ็ค หม่าจึงคล้ายกับคำพูดประเภท Humble Brag คือการที่เราพูดเหมือนจะถ่อมตัว แต่มันกลับเหมือนเป็นการพูดยกตัวเอง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้น เราไม่มีสิทธิอะไรที่จะไปตัดสินว่าแจ็ค หม่าเป็นคนแบบไหน

ที่ยกคำพูดของเขามาเริ่มต้นเรื่องก็เพราะอยากจะให้เห็นว่าคำพูดของแจ็ค หม่าอาจทำให้เกิด “ปมปัญหา” ขึ้นมาได้ในบางกรณี และกรณีล่าสุดที่เขาไปพูดท้าทายระเบียบควบคุมธุรกิจการเงิน ก็เป็นเหตุให้ธุรกิจของเขาต้องเจอตอเข้าอย่างยัง

แถมตอที่ว่านั่นยังไม่ใช่ตอเล็กๆ แต่เป็น “ท่อนซุง” เพราะคำสั่งที่ออกมาขวางเขามาจากท่านประธานสีจิ้นผิงโดยตรง

ตอนที่แจ็ค หม่ารามือจากอาลีบาบาเมื่อปีก่อน มีการวิเคราะห์กันว่าอาจเป็นเพราะเขาต้องการทำตัว “โลวโพรไฟล์” เพื่อหลีกเลี่ยง “ราชภัย” จากการกวดล้างนักธุรกิจของประธานสี

คงจะจำกันได้ว่าในช่วงปีหลังๆ มานี้รัฐบาลจีนเล่นงานนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลหลายคน เช่น อู๋เสี่ยวฮุย ประธานและซีอีโอของอันปัง (Anbang Insurance Group) และเคยเป็นหลานเขยของเติ้งเสี่ยวผิง ถูกจำคุกและยึดทรัพย์ฐานคอร์รัปชั่นและระดมทุนเกินกว่าที่กฎหมายกำเนิด

หวางเจี้ยน ประธานร่วมของ Hainan Airlines ที่เสียชีวิตกระทันหันระหว่างไปเที่ยวฝรั่งเศสเมื่อปี 2018 ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นอุบัติเหตุ แต่กัวเหวินกุ้ย นักธุรกิจใหญ่ของจีนอีกคนซึ่งเป็นผู้บริหารของ Beijing Zenith Holdings อ้างว่า หวางเจี้ยนถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนลอบสังหาร

กัวเหวินกุ้ยเองก็ต้องลี้ภัยมายังสหรัฐหลังจากได้ยินข่าวว่าเขาจะถูกจับกุมด้วยการ (อ้างว่า) ยัดข้อหาสารพัดตั้งแต่คอร์รัปชั่นไปจนถึงข่มขืน เมื่อหนีไปสหรัฐแล้วเขาก็คบหน้ากับสตีฟ แบนนัน ผู้ที่เคยเป็นที่ปรึกษาในรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ และทำการแฉเรื่องดำมือของรัฐบาลจีนต่างๆ นานา แต่ความน่าเชื่อถือของเรื่องที่เขาแฉนั่นมีปัญหา

กรณีที่น่าสนใจมากว่าคือ เซี่ยวเจี้ยนหัว แห่งบริษัท Tomorrow Holding ซึ่งเบื้องหลังเขาคือผู้จัดการสินทรัพย์ของเครือญาติสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายคน โดยเฉพาะในกลุ่มของเจียงเจ๋อหมินอดีตผู้นำจีน

กลุ่มเจียงเจ๋อหมินนั้นไม่ค่อยกินเส้นกับสีจิ้นผิงสักเท่าไร และอาการไม่กินเส้นนี้สะท้อนออกมาจากการที่เซี่ยวเจี้ยนหัวถูกหมายหัวจากทางการจีนจนเขาต้องหนีไปยังฮ่องกง แต่แล้วในวันตรุษจีนปี 2013 เจ้าหน้ที่ความมั่นคงจีนก็ลักลอบเข้ามา “อุ้ม” เขาจากโรงแรมในฮ่องกงกลับไปดำเนินคดีในจีนข้อหา “ติดสินบนเจ้าหน้าที่” และ “ปั่นหุ้นฟิวเจอร์”

ทุกวันนี้เขาก็ยังถูกควบคุมตัวอยู่ ไม่รู้เป็นตายร้ายดีประการใด กรณีนี้อาจไม่ใช่การจับนักธุรกิจเพราะละเมิดกฎหมาย แต่เป็นการจัดการฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเพื่อกุมอำนาจ โดยตัดท่อน้ำเลี้ยงก่อนนั่นคือเซี่ยวเจี้ยนหัวที่มีตำแหน่ง “พ่อมดการเงิน” ของลูกหลานกลุ่มของเจียงเจ๋อหมิน

กลุ่มของเจียงเจ๋อหมินมีอีกชื่อว่า “กลุ่มเซี่ยงไฮ้” หรือ “พรรคเจียง” (เจียงพ่าย) ที่เรียกว่ากลุ่มเซี่ยงไฮ้เพราะพลพรรคในกลุ่มติดสอยห้อยตามเขามาตั้งแต่ตอนที่เขาบริหารเซี่ยงไฮ้ สมาชิกที่เด่นๆ ในกลุ่มนี้คือ โจวหย่งคัง ที่เคยนั่งอยู่ในกรมการเมือง (โปลิตบูโร)

อีกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของหูจิ่นเทาอดีตประธานาธิบดีจีน เรียกว่า “พรรคถวน” (ถวนพ่าย) ซึ่งเติบโตมาจากสันนิบาตยุวชนพรรคคอมมิวนิสต์จีนและไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจตามระบบ สมาชิกในกลุ่มนี้ที่เด่นๆ คือ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนคนปัจจุบัน

ส่วนสีจิ้นผิงจัดเป็นพวก “พรรครัชทายาท” (ไท่จื่อต่าง) หมายถึงลูกหลานของอดีตสมาชิกระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ได้เป็นใหญ่เป็นโต อีกหนึ่งคนที่เป็นดาวเด่นของกลุ่มนี้คือ ป๋อซีไหล ที่เคยคาดกันว่าจะเป็นใหญ่เป็นโต

ในบรรดาดาวเด่นของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ โจวหย่งคังกับป๋อซีไหลถูกเชือดไปเรียบร้อยแล้วในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบ/คอร์รัปชั่น

เมื่อคนเหล่านี้เขี่ยให้พ้นทาง อำนาจจึงตกมาอยู่ที่สีจิ้นผิง และสีจิ้นผิงก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดมือ จัดการรณรงค์ต่อต้านการคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ ซึ่งถูกมองว่าไม่ใช่แค่กำจัดพวกฉ้อฉล แต่ยังเป็นการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองด้วย (หนึ่งในคนที่คิดเช่นนั้นคือ กัวเหวินกุ้ย ผู้ลี้ภัยไปสหรัฐ)

โดยเฉพาะพรรคเจียงที่กุมอำนาจในพรรคฯ และการปกครองประเทศมานาน แต่เครือข่ายของเจียงเจ๋อหมินมีจุดอ่อนตรงที่เล่นเส้นเล่นสายและหัวพันกับเรื่องคอร์รัปชั่น และเมื่อกลุ่มของสีจิ้นผิงขึ้นมามีอำนาจเขาก็ใช้จุดอ่อนนี้โจมตีอีกฝ่ายให้สิ้นท่า

นอกจากดาวเด่นทางการเมืองของพรรคเจียงแล้ว ยังมีผู้ที่กุมอำนาจทางการทหารที่อยู่ใต้อิทธิพลเจียงด้วย คือ สวีไฉโห้ว นายพลในกองทัพปลดแอกประชาชนและรองประธานคณะกรรมาธิการกลางการทหาร ซึ่งกุุมอำนาจในกองทัพ และกัวปั๋วโสง ซึ่งเป็นนายพลในกองทัพปลดแอกฯ และเคยนั่งในกรมการเมือง ทั้งคู่ถูกสีจิ้นผิงเล่นงานในข้อหาคอร์รัปชั่น

ตอนนี้ฝ่ายการเมืองและารทหารถูกสีจิ้นผิงกุมอำนาจเอาไว้หมดแล้ว แต่มีแหล่งข่าวหลายกระแสระบุกับโพสต์ทูเดย์ว่ามีความขัดแย้งภายในฝ่ายการเมืองจีน เหตุก็เพราะสีจิ้นผิงกุมอำนาจไว้เบ็ดเสร็จเกินไป และความขัดแย้งนี้แสดงอาการให้เห็นออกมาเป็นระยะ

เมื่อคุมฝ่ายการเมืองได้แล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาคุมฝ่ายเศรษฐกิจ

การที่นักธุรกิจถูก “จัดระเบียบ” คนแล้วคนเล่าทำให้บางคนอาจรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมา แจ็ค หม่าก็คงเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่านักธุรกิจเหล่านี้ยังเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย และแจ็ค หม่าก็เป็นสมาชิกของพรรคด้วย หากโดนหมายหัวอย่างเบาะๆ อาจจะแค่ถูกขึ้นบัญชีจับตา แต่หากจะเล่นกันหนักๆ อาจหมดอิสรภาพและถูกทำลายอาณาจักรธุรกิจจนสิ้นซากแบบเซี่ยวเจี้ยนหัว

ตอนนี้เรามีกรณีการเล่นงานนักธุรกิจเพราะฉ้อโกง เพราะเอี่ยวความขัดแย้งทางการเมือง และเรามีกรณีของแจ็ค หม่าที่ท้าทายระเบียบของประเทศ

คำถามก็คือในบรรดาข้อหาเหล่านี้ ข้อไหนที่น่าจะขัดใจสีจิ้นผิงที่สุด?

สิ่งที่แจ็ค หม่าทำคือการท้าทายความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง สิ่งที่รัฐบาลจีนทุกยุคทุกสมัย (รวมถึงคนจีนทั้งหลาย) ไม่ปรารถนาที่สุดคือสิ่งที่ในภาษาจีนเรียกว่า “ล่วน” หรือความโกลาหล

รัฐบาลไหนไม่สามารถควบคุม “ล่วน” เอาไว้ได้ รัฐบาลนั้นจะมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมในทันที ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงไม่มีแนวโน้มที่จะเปิดเสรีอะไรง่ายๆ พวกเขาจะแง้มเสรีภาพให้เสพกันพอประมาณ แต่จะไม่ยอมให้เปิดเสรีหรือให้มีการปฏิรูปให้เสรีมากกว่านี้ที่รัฐบาลไม่ได้อนุมัติ ในตอนนี้รัฐบาลจีนมีแนวโน้มควบคุมเสรนีภาพด้วยซ้ำไป

การปฏิรูปอะไรก็ตามที่ส่อแววว่าจะนำความโกลาหลมาให้ แม้มันจะทำให้จีนก้าวกระโดด พวกเขาจะตัดใจไม่ทำมัน

และตอนนี้เรายังเห็นด้วยว่าสีจิ้นผิงควบคุมสังคมและการเมืองหนักมือมากขึ้น บรรยากาศทางการเมืองของจีนในเวลานี้อยู่ในสภาพ “น้ำท่วมปาก” อยากจะวิจารณ์รัฐไม่ได้ เพราะอาจจะเจอชะตากรรมแบบเหรินจื้อเฉียง

เหรินจื้อเฉียง เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้ทรงอิทธิพลและเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เขาวิพากษ์วิจารณ์สีจิ้นผิงอย่างหนักมาหลายปี จนกระทั่งมาเล่นแรงเรื่องการรับมือการระบาดของโควิด-19

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 เขาเขียนความเรียงโจมตีสีจิ้นผิงอย่างหนักโดยใช้คำพูดที่ชวนให้เสียวสันหลังว่าเป็น “ตัวตลกที่ถูกปลดผ้าจนเปล่าเปลือยแต่ยังยืนยันว่าตัวเองเป็นจักรพรรดิ” การเขียนแบบนี้จงใจโจมตีว่าสีจิ้นผิงล้มเหลวในการรับมือกับการระบาด แต่ยังโฆษณาชวนเชื่อให้คนคิดว่าเขาทำสำเร็จ ทั้งๆ ที่ความจริงก็รู้อยู่เต็มอกว่าอะไรเป็นอะไร

เดือนมีนาคม เหรินจื้อเฉียงหายตัวไปอย่างลึกลับ จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคมเขาถูกปลดจากสมาชิกภาพของพรรคฯ และกันยายนเขาถูกดำเนินคดีและตัดสินจำคุก 18 ปี ในข้อหาคอร์รัปชั่น

แจ็ค หม่าคงมีความสามารถในการรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางเขาถึงพยายามลดราศีตัวเองลงเมื่อปีที่แล้ว หากไม่เก็บงำประกายอาจมีชะตากรรมเหมือนบางคนที่ยกตัวอย่างมาเนื่องจากเขาเริ่มที่ “ใหญ่เกินหน้าเกินตา”

แต่เขาคงจะอดไม่ได้จึงออกมาแอ็กชั่นอีกครั้ง และเป็นแอ็กชั่นที่น่าตกใจเพราะเขาท้าทายระเบียบเดิม จี้ให้ปฏิรูปทั้งๆ ที่เป็นประเด็นล่อแหลมมากเพราะมันเสี่ยงจะทำให้เกิด “ล่วน” ในเศรษฐกิจสังคมจีน

ผลก็คือ สีจิ้นผิงสั่งการเองให้ตรวจสอบ Ant จนนำไปสู่การเบรกการขาย IPO และอาจจะมีผลพวงที่น่าตกใจตามมาอีก หากแจ็ค หม่าไม่แก้ไขตัวเอง

ในฐานะที่แจ็ค หม่า เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เขาก็น่าจะรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควรโดยเฉพาะในยุคของประธานสี การเข้าใจแนวคิดของประธานสีเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการที่จะทำตัวให้ “อยู่เป็น” อันที่จริงแล้ว Alibaba เป็นบริษัทที่ทำตัวอยู่เป็นมาก่อนใคร ด้วยการออกแอพพลิเคชั่นให้ประชาชนเรียนรู้ปรัชญาของสีจิ้นผิง

แนวคิดของสีจิ้นผิงที่เด่นๆ คือ การกุมอำนาจของพรรคให้มั่นคงขึ้น ซึ่งหมายถึงการกำจัดอิทธิพลอื่นนอกระบอบพรรคนั่นคืออิทธิพลภาคธุรกิจ และยังย้ำหลักมาร์กซิสม์หรือหลักสังคมนิยมว่าเป็นรากฐานของการเติบโตของชาติ โดยบอกว่าหลักการ “รัฐเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่อาจสั่นคลอนได้”

ประชญาของสีจิ้นผิงเป็นการเตือนไปยังภาคธุรกิจโดยตรงให้ตระหนักว่าแม้จีนจะใช้ชีวิตแบบทุนนิยม แต่ก็ยังเป็นประเทศสังคมนิยม และผู้ธำรงหลักสังคมนิยมคือพรรคฯ และรัฐบาลอันไม่อาจสั่นคลอนได้ (โดยนายทุน)

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี่เองรัฐบาลจีนออกแนวทางใหม่ที่ความตอนหนึ่งว่า “เราต้องให้ความรู้และชี้นำนักธุรกิจเอกชนให้ติดอาวุธทางปัญญาด้วยปรัชญาของสีจิ้นผิงว่าด้านสังคมนิยมแบบจีนเพื่อยุคสมัยใหม่ และรักษาสถานะทางการเมืองให้สอดคล้องอย่างมากกับคณะกรรมการกลางของพรรค”

ใครที่ต้องการแสดงความภักดี (หรือหลีกเลี่ยงการถูกเชือด) ก็ต้องชื่นมชมกับแนวคิดของสีจิ้นผิงให้ออกหน้าออกตาไว้ก่อน เช่น Alibaba หรือแม้แต๋โจวหย่งคังก็ยังระดมพลังนักศึกษาให้มาแสดงความภักดีต่อสีจิ้นผิงและแนวคิดสังคมนิยมแบบจีน

แต่เท่านั้นมันยังไม่พอ โจวหย่งคังถูกเล่นงานในที่สุด และแจ็ค หม่าที่บริษัทของเขาอุตส่าห์ออกแอปเชิดชูปรัชญาประธานสีก็ยังถูกเช่นงานด้วย เพราะสีจิ้นผิงไม่ได้สนใจว่าใครจะยอเขามากแค่ไหน แต่ดูว่าใครเป็นอันตรายต่อระบอบสีจิ้นผิงแค่ไหน

แล้วแจ็ค หม่าก็ต้องตกม้า (เกือบ) ตายในที่สุดเมื่อเขาวิจารณ์ระเบียบควบคุมระบอบการเงิน ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่การโจมตีรัฐบาลโดยตรง แต่รัฐบาลก็คือผู้ใช้ระเบียบนี้และการวิจารณ์มันก็เท่ากับเป็นการท้าทายรัฐบาล สีจิ้นผิงจึงต้องลงดาบหม่าด้วยตัวเอง

กฎเหล็กของระบอบสีจิ้นผิงก็คือ คุณต้องทำตามปรัชญาของสีจิ้นผิงเท่านั้น ไม่มีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by NOEL CELIS / AFP

โมเดอร์นาเคลมหนัก วัคซีนโควิดมีประสิทธิภาพ 94.5% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.posttoday.com/world/638155

วันที่ 16 พ.ย. 2563 เวลา 19:50 น.โมเดอร์นาเคลมหนัก วัคซีนโควิดมีประสิทธิภาพ 94.5%บริษัทผลิตวัคซีนโมเดอร์นาประกาศวัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันโควิดมากที่สุดในตลาดขณะนี้

รอยเตอร์สรายงาน บริษัทผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 โมเดอร์นา กล่าวว่าจากการทดสอบวัคซีนในระยะสุดท้ายพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 94.5%

“เรากำลังจะมีวัคซีนที่สามารถยับยั้งโควิด-19 ได้” สตีเฟน โฮจ ประธานบริษัทโมเดอร์นาให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

โดยการทดสอบของโมเดอร์นาได้ดำเนินการร่วมกับสถาบันวิจัยโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐซึ่งมีอาสามัครจำนวน 30,000 คน

โมเดอร์นาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Operation Warp Speed” ของรัฐบาลสหรัฐที่มุ่งผลิตวัคซีนให้ได้ประมาณ 20 ล้านโดสสำหรับสหรัฐในปีนี้ โดยมีวัคซีนนับล้านโดสที่บริษัทได้ผลิตไว้แล้วและพร้อมที่จะจำหน่ายทันทีที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ทั้งนี้โมเดอร์นาคาดว่าจะมีข้อมูลด้านความปลอดภัยเพียงพอสำหรับการอนุมัติจากรัฐบาลในสัปดาห์หน้าหรืออาจจะนานกว่านั้น และบริษัทคาดว่าจะยื่นขออนุมัติใช้งานในกรณีฉุกเฉินในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ก่อนหน้านี้ไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคได้ประกาศว่าวัคซีนของพวกเขามีประสิทธิภาพกว่า 90% และหลังจากนั้นไม่นานรัสเซียก็ได้ประกาศว่าวัคซีนสปุตนิกไฟว์มีประสิทธิภาพกว่า 92%