ชายที่ถูกเกลียดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากทรัมป์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ชายที่ถูกเกลียดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากทรัมป์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 10:02 น.ชายที่ถูกเกลียดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากทรัมป์ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กำลังจะพ้นตำแหน่งในอีก 2 เดือนข้างหน้า แต่ระหว่างอยู่ในตำแหน่งคำพูดของเจ้าตัวได้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวโลก โดยเฉพาะคนจีนไว้หลายครั้งจนกลายเป็นคนที่ถูกเกลียดมากที่สุดคนหนึ่ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายใต้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนตกต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แต่ชาวจีนหลายคนก็ยังชื่นชอบทรัมป์ถึงขั้นอยากให้เจ้าตัวได้เป็นผู้นำสหรัฐอีกสมัย บางคนชมว่าความฉลาดแกมโกงในเรื่องธุรกิจทำให้ทรัมป์จัดการสงครามการค้ากับจีนได้ดี

บางคนบอกว่า ถึงทรัมป์จะมีท่าทีไม่ค่อยเป็นมิตรกับจีน แต่จริงๆ แล้วทรัมป์ก็แค่ปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐและชาวอเมริกัน ขณะที่บางคนชมชอบฝีมือการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนใครของทรัมป์ เพราะเขาเป็นนักธุรกิจไม่ใช่นักการเมือง

แต่กับ ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กลับไม่เป็นที่ชื่นชอบของชาวโลกสักเท่าไร โดยเฉพาะกับคนจีน เพราะเจ้าตัวมักจะวิพากษ์วิจารณ์จีนแบบไม่ไว้หน้า

อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) วิจารณ์จีนเรื่อง Covid-19 อย่างหนัก ทั้งบอกว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตนับแสนนับล้านคน และมีหลักฐาน “ชิ้นใหญ่” พิสูจน์ว่าเชื้อโคโรนาไวรัสหลุดออกมาจากห้องวิจัยในเมืองอู่ฮั่น ทั้งๆ ที่ แอนโธนี ฟาวซี ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในทีมรับมือ Covid-19 ของสหรัฐยืนยันว่าเชื้อไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในห้องวิจัย แต่ค่อยๆ วิวัฒนาการขึ้นในธรรมชาติแล้วติดมาสู่คน

พอมเพโอยังโจมตีการปฏิบัติกับคนมุสลิมในเขตปกครองตนเองซินเจียงว่าเป็น “รอยด่างพร้อย” แห่งศตวรรษ และกล่าวหาว่าจีนเป็นต้นกำเนิดของวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่แย่ที่สุดแห่งยุค

และในขณะที่ทรัมป์กำลังจะลงนามข้อตกลงสงครามการค้ารอบแรกกับจีนอยู่เนืองๆ พอมเพโอยังวิจารณ์จีนไม่หยุดหย่อนอีกว่า “พรรคคอมมิวนิสต์จีนคือพรรคมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ที่เน้นการมีอำนาจเหนือนานาชาติ เราทำได้แค่เชื่อฟังคำสั่งของผู้นำเท่านั้น”

ภาพลักษณ์ของพอมเพโอในสายตาสื่อจีนคือ บุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ และแทบทุกครั้งที่พอมเพโอแถลงก็มักจะถูกสื่อจีนหยิบยกมาโจมตี

หนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนถึงกับเรียกพอมเพโอว่า “เจ้าแห่งการโกหก” หรือแม้กระทั่ง “ตัวร้าย” “ผู้หญิงขี้นินทา” ที่พยายามปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง และ “หยาบคายและไร้เหตุผล” แบบอันธพาล สืบเนื่องมาจากคำพูดของพอมเพโอต่อจีนเกี่ยวกับ Covid-19 ฮ่องกง และซินเจียง

ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนรายหนึ่งเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เหตุผลที่คนจีนไม่ชอบพอมเพโอนั้นง่ายมาก “เขาเป็นนักรบในสงครามเย็น” ส่วนเจ้าหน้าที่ทางการทูตอีกคนหนึ่งเผยว่า หลังประตูห้องประชุมคนจีนพูดถึงพอมเพโออย่างดุเดือด “พวกเขาต่อว่า พวกเขาเกลียดพอมเพโอ”

หวังอี้เหวย ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเหรินหมินเผยว่า จีนไม่ชอบการกล่าวโจมตีตรงๆ ของพอมเพโอ “จีนรู้สึกว่าการกระทำนี้ไม่เป็นมืออาชีพและไม่ชอบใจ ปกติแล้วจีนจะไม่ตอบโต้อย่างดุเดือดเช่นนี้ แต่ผู้ชายคนนี้ล้ำเส้นเกินไป”

ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ผลงานของพอมเพโอในประเทศอื่นก็ไม่ได้ดีไปกว่าจีน อาทิ ในตะวันออกกลาง การทูตแบบไม่ประนีประนอม โจมตีกันด้วยถ้อยคำดุเดือดของพอมเพโอเกือบทำให้อิหร่านกับสหรัฐเปิดสงครามกัน เป็นการปิดโอกาสการเจรจาเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างทั้งสองประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ คะแนนของพอมเพโอยังติดลบในสายตาสื่อใหญ่ของสหรัฐ หนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์บอกว่า พอมเพโอเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ โดยไม่มีผลงานด้านการทูตแม้แต่งานเดียว ส่วนสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นระบุว่า พอมเพโอทำงานพลาด

คือแทนที่จะทำให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งตามคำหาเสียงของทรัมป์ แต่พอมเพโอกลับทำให้สหรัฐไม่เป็นที่ชื่นชอบอีกครั้ง

เมื่อต่างชาติแทรกแซงได้กระทั่งรัฐธรรมนูญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เมื่อต่างชาติแทรกแซงได้กระทั่งรัฐธรรมนูญ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 22:03 น.เมื่อต่างชาติแทรกแซงได้กระทั่งรัฐธรรมนูญแต่เราสามารถร่างรัฐธรรมนูญที่ป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติได้เช่นกัน

โลกของเราคือสมรภูมิแห่งการแย่งชิงอำนาจ ทั้งมหาอำนาจและด้อยอำนาจต่างพยายามที่จะกุม “อำนาจ” เอาไว้ให้มากที่สุดเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของตัวเอง ยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการบงการให้นานาประเทศเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการโดยใช้สิ่งที่เรียกว่า “การแทรกแซงของต่างชาติ” (foreign interference)

หากประชาชนของประเทศไหน “อ่อน” หรือไร้เดียงสาก็จะพ่ายแพ้กลศึกนี้และอาจพาประเทศตัวเองไปอยู่ใต้อำนาจของประเทศอื่นโดยไม่รู้ตัว

การแทรกแซงของต่างชาติสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ให้เงินสนับสนุน “เอเย่นต์” เพื่อปฏิบัติการในประเทศเป้าหมาย เอเย่นต์เหล่านี้อาจเป็นทั้งนักการเมือง, องค์กรเอกชน หรือแม้แต่ครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษา

เอเย่นต์เหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้อง “รับงาน” มาปฏิบัติการตามเป้า เพียงแค่มีอุดมการณ์สอดคล้องกับประเทศเจ้าของเงินก็เพียงพอแล้ว เพราะเอเย่นต์เหล่านี้จะผลักดันตามเป้าตัวเองโดยที่เป้านั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศที่แทรกแซงมาโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มี 2 ประเทศโจมตีกันไปมาเรื่องแทรกแซงกันและกัน คือสหรัฐและรัสเซีย

กรณีของสหรัฐเราทราบกันดีว่ากล่าหารัสเซียว่าแทรกแซงการเมืองภายในมาตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016 ซึ่งทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง และหลังจากนั้นทั้งทรัมป์และคนในรัฐบาลและคนสนิทชิดเชื้อของเขาถูกสอบสวนฐานพัวพันกับรัสเซีย

การแทรกแซงของรัสเซียที่เด่นชัดมี 2 เรื่องคือการแทรกแซงผ่านเอเย่นต์คือคนวงในของทรัมป์ และการแทรกแซงผ่านการปล่อยข่าวปลอมเพื่อกระตุ้นให้สังคมอเมริกันเกิดความแตกแยกทางการเมือง ผลก็คือคนอเมริกันแตกจนประสานกันได้ยาก

รัสเซียยังใช้วิธีปล่อยข่าวปลอมเพื่อบ่อนทำลายเป้าหมายกับนานาประเทศในยุโรป ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐ (ผ่านองค์การนาโต) เมื่อสังคมและการเมืองของประเทศเหล่านี้สั่นคลอนเพราะเชื่อในข้อมูลเท็จที่ปั่นให้ทะเลาะกัน โอกาสก็จะเป็นของรัสเซีย

แต่รัสเซียเองก็ไม่รอดเหมือนกัน ในช่วงกลางปี 2020 มีวิวาทะเกิดขึ้นในรัฐสภาของรัสเซีย (สภาดูมา) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่ามีต่างชาติแทรกแซงกิจการภายในของรัสเซีย โดยอ้างว่ามีต่างชาติแทรกแซงกระทรวงการออกเสียงเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เอ่ยถึงคือการแก้เพื่อระบุว่าการสมรสจะกระทำได้ระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น หรือไม่ยอมรับสิทธิความหลากหลายทางเพศนั่นเอง ซึ่งการแก้ไขนี้สวนทางกับกระแสที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกที่มีการปลดปล่อยความหลากหลายทางเพศครั้งใหญ่ แต่รัสเซียกลับกวนกลับสู่สังคมอนุรักษ์นิยม และไม่เฉพาะรัสเซียประเทศยุโรปตะวันออกหลายประเทศ เช่น โปแลนด์ก็ต่อต้านเรื่องความหลากหลายทางเพศและควบคุมสิทธิสตรีอย่างหนัก

แต่ปรากฎว่าการแทรกแซงที่อ้างกันเป็นแค่การที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศตะวันตกกล่าวหาว่ารัสเซียละเมิดสิทธิทางเพศของชนกลุ่มน้อยด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อกดขี่กลุ่มความหลากหลายทางเพศ และสถานเอกอัครราชทูตของประเทศตะวันตกยังแขวนธงสีรุ้งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ดังนั้นนักการเมืองรัสเซียบางคนจึงมองว่านี่คือ “การแทรกแซง” และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการของรัฐสภาสอบสวนเรื่องนี้

จะเห็นได้ว่า รัสเซียมีปฏิกริยาที่อ่อนไหวกับการแสดงท่าทีของต่างชาติเป็นพิเศษถึงกับประณามว่าเป็นการแทรกแซง แม้ว่าอาจจะมองได้ว่าการกระทำของสถานเอกอัครราชทูตเหล่านี้เป็นการแสดงจุดยืนเรื่องค่านิยม เนื่องจากชาติตะวันตกให้เสรีภาพเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่รัสเซียจำกัดเสรีภาพเรื่องนี้โดยนักการเมืองรายหนึ่งชี้ว่า “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและปฏิเสธค่านิยมดั้งเดิมของสถาบันครอบครัว”

พูดง่ายๆ ก็คือ ชาติตะวันตกเห็นว่าเสรีภาพเรื่องความหลากหลายทางเพศคือ “ประชาธิปไตยและค่านิยมสากล” ส่วนรัสเซียมองว่ามันคือ “อันตรายต่อค่านิยมความเป็นรัสเซียดั้งเดิม”

แต่ผลของการสอบสวนของบคณะกรรมาธิการของสภาดูมากลับพบอะไรที่มากกว่าการแขวนธงของสถานทูตหรือการปะทะกันของค่านิยมสองฝ่าย เพราะการสอบสวนพบว่า องค์กรเอกชนประเภทเอ็นจีโอของรัสเซียได้รับเงินทุนจากต่างชาติมากขึ้น 20% และอาจเป็นตัวชี้วัดว่าต่างชาติพยายามแทรกแซงการออกเสียงของรัสเซียเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมาธิการฯ ชี้ว่าสื่อต่างชาติจากประเทศตะวันตกทำการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองโดยไม่ได้เปิดเผยว่าข้อมูลเหล่านี้มาจาก “เอเย่นต์ต่างชาติ” ที่มีเจตนาแทรกแซงการเมืองรัสเซีย และต่างชาติยังใช้องค์กรด้านมนุษยธรรม (เช่นต่อต้านยาเสพติด ส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริมประชาสังคม สิทธิมนุษยชน กีฬา ฯลฯ) บังหน้าเพื่ออำพรางการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ผลจากการสอบสวนครั้งนี้ คณะกรรมาธิการยิ่งมุ่งมั่นที่จะเร่งดำเนินการร่างกฎหมายเพื่อจับตาความสัมพันธ์ระหว่างต่างชาติกับเอ็นจีโอที่ทำตัวไม่พึงปรารถนาในรัสเซีย (ไม่พึงปรารถนาในที่นี้คือขัดขวางนโยบายของรัฐบาลปูติน)

บางคนอาจจะมองว่ากรณีที่เกิดขึ้นในรัสเซียอาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่กระทบต่ออธิปไตยและเสถียรภาพของชาติ แต่กับมันเป็นตัวอย่างที่ดีของการเผชิญหน้าระหว่างค่านิยมแบบตะวันตกกับค่านิยมท้องถิ่น และรัสเซีย (โดยเฉพาะรัฐบาลปูติน) ไม่ยอมเด็ดขาดที่จะให้ต่างชาติเข้ามาเปลี่ยนค่านิยมของพวกเขา

คำถามก็คือ หากเกิดกรณีแบบนี้กับไทยเราจะทำอย่างไร? หากมีองค์กรเอกชน ปัญญาชนบางคน หรือนักการเมืองที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกับผลประโยชน์ต่างชาติ (และรับเงินทุนจากต่างชาติ) พยายามเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยส่วนใหญ่ และผลักดันประเด็นนี้ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งสื่อจนถึงรัฐสภา เราจะเรียกว่านี่เป็นการแทรกแซงของต่างชาติหรือไม่ และเราควรมีปฏิกริยาแบบรัสเซียหรือไม่?

คำถามเหล่านี้ยากที่จะตอบ หากจะเอาเฉพาะกรณี LGBTQ สังคมไทยก็ไม่เหมือนกับรัสเซีย สังคมไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ไม่มีทางที่เราจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อกีดกันเสรีภาพของคนกลุ่มไหน ตรงกันข้ามไทยพยายามผลักดันกฎหมายที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นในกรณีของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ เราจึงมีจุดยืนสอดคล้องกับ “ค่านิยมสากล” (สากลในที่นี้ก็ไม่สากลจริงๆ แต่เป็นค่านิยมแบบเสรีนิยมตะวันตก)

แต่มันจะเป็นปัญหาทันที ถ้าเป็น “ค่านิยมสากล” อื่นๆ ที่บางคนเห็นว่าไทยยังทำได้ไม่ดีพอตามมาตรฐานต่างชาติ (ซึ่งก็ชาติตะวันตกอีกนั่นแหละ) และควรนำมาตรฐานต่างชาติเข้ามาใช้กับไทย แต่มาตรฐานหรือแนวคิดนั้นจะลดบทบาทค่านิยมรากฐานของสังคมไทย

หากเป็นสถานการณ์แบบนี้ไทยจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับรัสเซียทันที แต่ไทยไม่มีรัฐบาลที่มีจุดยืนแข็งกร้าวหรือมีท่าทีข่มขู่ “เอเย่นต์ต่างชาติ” แบบรัสเซีย สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการปะทะกันระหว่างกลุ่มที่เรียกร้องค่านิยมใหม่และกลุ่มที่ต้องการรักษาค่านิยมเดิม

กลุ่มเรียกร้องค่านิยมใหม่จะตราหน้าอีกฝ่ายว่าล้าหลังและโง่งม ส่วนฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็จะประณามอีกฝ่ายว่าถูกต่างชาติสนตะพายให้เดินตามคำสั่ง

วิธีการหลีกเลี่ยงหายนะแบบนี้มีสองวิธี คือใช้วิธีการแบบรัสเซียคือ “กำจัด” เอเย่นต่างชาติ เช่น ควบคุมเอ็นจีโอ, อุ้มนักข่าวที่วิจารณ์รัฐบาล และยัดข้อหานักการเมืองฝ่ายตรงข้าม วิธีนี้จะใช้ได้กับประเทศที่ “โนสน โนแคร์” และมีอำนาจต่อรองมหาศาลอย่างรัสเซียเท่านั้น

อีกวิธีหนึ่งคือการพูดคุยกันอย่างอารยชน แต่ละฝ่ายยกเหตุผลขึ้นมาหารือและหาจุดร่วมกัน หากประชาชนผู้เป็นสุภาพชนทั้งหลายไม่จัดเวทีกลางเพื่อหารือกัน ก็สามารถทำผ่านระบอบประชาธิปไตยตัวแทน (ในสภา) หรือเข้าชื่อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม กรณีแบบนี้ก็มีปมปัญหาขึ้นมาอีกว่า โต้โผที่เสนอให้แก้ไขเรื่องใหญ่ของประเทศแบบนี้ควรเป็นองค์กรที่รับทุนจากต่างชาติหรือไม่? เพราะแม้ว่าพวกเขาจะมีเจตนาบริสุทธิ์แต่เพราะรับทุนจากต่างชาติทำให้ยากที่จะหลบเลี่ยงจากการถูกครหาว่าเป็น “เอเย่นต์ต่างชาติ”

ในบรรดาประเทศต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกัน คงมีแต่รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเท่านั้นที่ต่างชาติร่างให้ นั่นคือร่างโดยสหรัฐ แต่นั่นเป็นเพราะญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง และสหรัฐต้องการควบคุมไม่ให้สถาบันจักรพรรดิมีบทบาททางการเมือง เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่จำกัดอำนาจจักรพรรดิ แต่ถึงกับ “ตัดทอน” พระราชวงศ์ด้วย

เพราะนอกจากจะร่างรัฐธรรมนูญที่ทำให้จักรพรรดิเป็นแค่ประมุขที่ไม่มีบทบาทต่อชีวิตทางการเมืองของประชาชนแล้ว สหรัฐยังริดรอนโอกาสในการสืบทอดราชบัลลังก์ด้วยการปลดพระบรมวงศ์สายอื่นๆ ที่อาจจะสืบทอดราชวงบัลลังก์ได้ ให้คนเหล่านี้กลายเป็นสามัญชนคนธรรมดาที่ไม่มีสิทธิในบัลลังก์ ทำให้ญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่องการขาดรัชทายาทจนอาจจะสูญสิ้นพระราชวงศ์เอาได้ นี่คือปมปัญหาที่ทำให้ญี่ปุ่นอ่อนแอดังที่พวกฝ่ายขวาในญี่ปุ่นพยายามชี้ชวนให้เห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่ถูกกล่าวหามาหลายสิบปีว่าแทรกแซงกิจการของชาติอื่นและถึงขั้นบงการให้ล้มรัฐบาลที่ไม่เอื้อประโยชน์ตัวเอง แต่สหรัฐกลับมีการกำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นวรรคที่ 8 อนุมาตราที่ 9 มาตราที่ 1 ว่าด้วยการรับเงินหรือตำแหน่งจากต่างชาติ (Foreign Emoluments Clause)

บัญญัตินี้เป็นข้อแรกของรัฐธณรมนูญและมีมากว่า 200 ปีนับตั้งแต่สหรัฐได้รับเอกราช ดังนั้นมันจึงเป็นมาตราที่สำคัญมาก หมายความว่ามันคือรากฐานของประเทศเลยทีเดียว

สาเหตุที่บัญญัติไว้อย่างนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองและข้าราชการชาวอเมริกันตกอยู่ภายใต้ “อิทธิพลของต่างชาติที่ฉ้อฉล” อเล็กแซนเดอร์ แฮมิลตัน รัฐบุรุษผู้ร่วมสถานาปนาประเทศสหรัฐกล่าวไว้ว่า “หนึ่งในจุดอ่อนของสาธารณรัฐ ในท่ามกลางข้อได้เปรียบมากมายมาย ก็คือระบอบนี้เปิดช่องให้ต่างชาติที่ฉ้อฉลเข้ามาง่ายเกินไป”

คำว่า “สาธารณรัฐ” ที่แฮมิลตันกล่าวถึงไม่ได้หมายถึงระบอบประธานาธิบดีเป็นประมุขเท่านั้น แต่ยังสามารถเทียบกับระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนในยุคนี้ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิเลือกผู้บริหารประเทศด้วย ระบอบประชาธิปไตยนั้นมีจุดอ่อนก็คือใครก็ได้สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ รวมถึงคนที่สมคบกับต่างชาติ

สหรัฐจึงต้องกำหนดมาตรานี้ไว้ตั้งแต่สร้างประเทศ ส่วนรัสเซียที่เอนเอียงไปทางระบอบอำนาจนิยม ไม่ต้องกลัวว่าจะมีเอเย่นต์เข้ามาแทรกแซง เพราะรัฐบาลเผด็จการใช้อำนาจควบคุมได้รวดเร็วกว่า

สำหรับประเทศเล็กๆ อย่างไทย ที่ไม่มีอิทธิพลไปชี้นำค่านิยมให้ใคร ไม่มีอำนาจยัดเยียดระบอบการปกครองให้ประเทศไหน และไม่มีบารมีที่ให้คนยำเกรงกันทั่วโลก การออกกฎหมายแบบสหรัฐหรือการใช้ไม้แข็งแบบรัสเซียเป็นเรื่องที่ทำแทบไม่ได้เลย

ยกเว้นว่าเราจะมีเจตจำนงค์ร่วมกันที่จะสร้างมาตรฐานของไทยที่ประเทศไทยจะย่ำยีไม่ได้ แต่การจะได้เจตจำนงค์ร่วมกันขึ้นมาได้ เราต้องมีประเทศที่ประชาชนสามัคคีกัน

หรืออย่างน้อยมีประชาชนที่เห็นต่างกันแต่พร้อมจะคุยอย่างคนมีอารยะเสียก่อน

Photo by Jack TAYLOR / AFP

ฮวน คาร์ลอส กษัตริย์นักประชาธิปไตยหรือตกกระไดพลอยโจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฮวน คาร์ลอส กษัตริย์นักประชาธิปไตยหรือตกกระไดพลอยโจน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 20:00 น.ฮวน คาร์ลอส กษัตริย์นักประชาธิปไตยหรือตกกระไดพลอยโจนประชาชนตั้งข้อสังเกตกษัตริย์สเปนไม่รับรองรัฐประหารเพราะเหตุผลอะไรกันแน่

1. ในปี 1939 หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองสเปน ชัยชนะตกเป็นของฝ่ายเผด็จการทหาร ซึ่งจอมพลฟรานซิสโก ฟรังโกได้เข้ายึดครองรัฐบาลสเปนและขึ้นเป็นผู้นำสเปนนับตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งในปี 1969 จอมพลฟรังโกประกาศกร้าวว่าหากตนเสียชีวิตไปแล้วขอให้มีการสถาปนาระบอบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่ โดยให้สถาปนาเจ้าชายฮวน คาร์ลอส ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สเปนสืบต่อไป 

2. จนกระทั่งในปี 1975 จอมพลฟรังโกถึงแก่อสัญกรรม จึงได้มีการสถาปนาเจ้าชายฮวน คาร์ลอส ขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของสเปนตามความต้องการของจอมพลฟรังโก หลังจากนั้นสเปนจึงปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ใครจะเชื่อว่ามีคนสเปนบางคนยังต้องการให้ทหารกลับมีมีอำนาจอีก 

3. เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ปี 1981 ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีความพยายามในการทำรัฐประหารในสเปน นำโดยพันโทอันโตนิโอ เตเฮโร นำรถถังและกองกำลังรักษาความมั่นคงติดอาวุธ 200 นาย บุกไปยังรัฐสภาสเปน ทำการจับตัวคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภากว่า 350 คนเป็นตัวประกันนานถึง 18 ชั่วโมง

4. ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสเปนขณะนั้นค่อนข้างตกต่ำ ประชาชนว่างงานจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการประท้วงแบ่งแยกดินแดน และการก่อการร้ายในหลายพื้นที่ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถรับมือได้ ทำให้หลายคนไม่คาดคิดว่าพระมหากษัตริย์จะทรงปฏิเสธการรัฐประหารครั้งนี้

5. สมเด็จพระราชาธิบดีฮวน คาร์ลอส ประมุขแห่งสเปนในเวลานั้นทรงปฏิเสธที่จะรับรองการรัฐประหาร และประณามการกระทำนั้นผ่านคำแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ และสั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามรัฐธรรมนูญภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนให้ออกมาปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

6. ความพยายามในการทำรัฐประหารในครั้งนั้นจึงล้มเหลวในที่สุดโดยไม่มีใครได้รับอันตราย กลุ่มผู้จับตัวประกันได้ยอมจำนน และถูกจับกุมในเช้าวันรุ่งขึ้นคือ 24 ก.พ. 1981  โดยพันโทเตเฮโรถูกตัดสินจำคุก 30 ปี แต่ได้รับการปล่อยตัวโดยมีการคุมประพฤติหลังถูกจำคุกไปได้ 15 ปี 9 เดือน

7. ในชั่วข้ามคืนกษัตริย์ฮวนคาร์ลอสถูกยกย่องเชิดชูในฐานะผู้ปกป้องประชาธิปไตย และกษัตริย์ที่ยอมอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์กลายเป็นต้นแบบของผู้ยึดมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และพยายามผลักดันให้ประชาธิปไตยของประเทศเบ่งบาน ซึ่งหลังจากนั้นประเทศสเปนก็ไม่มีการรัฐประหารอีกเลยจนถึงทุกวันนี้

8. อย่างไรก็ตามยังมีประชาชนบางส่วนไม่ปักใจเชื่อในสิ่งที่เห็น โดยมองว่าอาจเป็นเพียงแค่การจัดฉากเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในสถาบันกษัตริย์และสร้างคะแนนนิยมเท่านั้น

9. โดยภายหลังโลธาร์ ลาห์น ทูตเยอรมนีที่ได้พูดคุยกับสมเด็จพระราชาธิบดีหลังเกิดเหตุการรัฐประหารเพียงไม่กี่สัปดาห์เผยความรู้สึกของสมเด็จพระราชาธิบดีต่อการรัฐประหารครั้งนั้น ว่าพระองค์ไม่ได้ทรงแสดงความขุ่นเคืองหรือขับไล่กลุ่มผู้ก่อการรัฐประหาร อีกทั้งยังแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจพวกเขา และเข้าใจว่ากองทัพมีความต้องการอันดีที่จะปฏิรูปความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวโทษรัฐบาลว่าล้มเหลวในการสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ

10. ทำให้ยังมีบางส่วนเชื่อว่าแท้จริงแล้วพระองค์ไม่ได้มีพระราชประสงค์ที่จะต่อต้านรัฐประหาร แต่ในทางกลับกันพระองค์ต้องการที่จะสนับสนุนเสียด้วยซ้ำ แต่กระแสประชาชนขณะนั้นไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารจึงไม่สามารถฝืนความต้องการของประชาชนได้

11. โดยบางคนมองว่าพระองค์อาจแอบคิดถึงการปกครองแบบทหารของนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก ซึ่งพระองค์เคยตรัสในปี 1960 ว่า “นายพลฟรังโกเป็นบุคคลสำคัญทั้งในทางประวัติศาสตร์และการเมืองของสเปน” และยังเคยตรัสว่าพระองค์รักและเคารพนายพลฟรังโกเป็นอย่างยิ่ง

12. นอกจากนี้ประชาชนมองว่าหากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้สเปนเป็นประเทศประชาธิปไตยที่แท้จริง เหตุใดจึงยังคงมีการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 440 ที่ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ และมีประชาชนถูกจำคุกฐานความผิดนั้นอยู่

13. ภายหลังเกิดกรณีอื้อฉาวในราชวงศ์สเปนตามมาอีกมากซึ่งสร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่ประชาชน จนกระทั่งช่วงปี 2000 ประชาชนรุ่นใหม่เริ่มออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยต้องการให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถาบันได้มากกว่านี้ และยกเลิกกฎหมายมาตรา 440

เวียดนามเนื้อหอม บริษัทยักษ์ใหญ่เปิดฐานการผลิตอุปกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เวียดนามเนื้อหอม บริษัทยักษ์ใหญ่เปิดฐานการผลิตอุปกรณ์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.เวียดนามเนื้อหอม บริษัทยักษ์ใหญ่เปิดฐานการผลิตอุปกรณ์ เปิดตัวหน้าจอแสดงผลจากฟ็อกซ์คอนน์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งใหม่ในเวียดนาม ส่วนบริษัทจากเยอรมนีหมายตาจะย้ายมาปักหลัก

รอยเตอร์สรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามว่า “ฟ็อกซ์คอนน์” (Foxconn) ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวัน หนึ่งในซัพพลายเออร์รายใหญ่ของแอปเปิล เปิดตัวหน้าจอแสดงผลชุดแรกมูลค่า 26 ล้านเหรียญสหรัฐที่ผลิตจากโรงงานแห่งใหม่ในเวียดนาม

รัฐบาลเวียดนามกล่าวในแถลงการณ์ว่า หน้าจอแสดงผลส่วนใหญ่จากทั้งหมด 20,000 จอที่ผลิตได้ในแต่ละปีจากโรงงานในก๋วงนินห์ได้ถูกกำหนดให้ส่งออก

แผนการตั้งโรงงานของฟ็อกซ์คอนน์ในก๋วงนินห์ใช้เวลาในการดำเนินการ 1 ปี และในที่สุดก็สามารถผลิตจอแสดงผลและโทรทัศน์ได้นับล้านเครื่อง และจะมีรายได้รวมจากการส่งออกประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐในปีหน้า ซึ่งตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 พันล้านสหรัฐในปีต่อไป

ทั้งนี้ฟ็อกซ์คอนน์ได้ตั้งโรงงานแห่งแรกในเวียดนามเมื่อปี 2007 ในจังหวัดบั๊กนินห์

ขณะนี้เวียดนามมีจำนวนประชากร 96 ล้านคน และกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของบริษัทต่างๆ เช่น บริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และแอลจี อีเล็กทรอนิคส์

นอกจากบริษัทในเอเชียจากไต้หวันและเกาหลีใต้แล้ว เยอรมนียังหมายตาที่จะย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนามด้วย โดยรอยเตอร์สยังรายงานด้วยว่า ฟรีโดลิน สแตร็ก หัวหน้าฝ่ายการค้าต่างประเทศของสหพนัธ์อุตสาหกรรมเยอรมนี หรือ BDI เผยว่า เพื่อที่จะขยายทางเลือกด้านการผลืตในเอเชีย บริษัทเยอรมนียังจับจ้องมาที่ทางเลือกต่างๆ เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม ต้องใช้เวลา 3-5 ปี เพื่อประเมินว่าบริษัทเยอรมนีประสบความสำเร็จแค่ไหนในการลดการพึ่งพาประเทศจีน 

แอร์เอเชียอินเดียส่อแววร่อแร่ อาจตามรอยแอร์เอเชียญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แอร์เอเชียอินเดียส่อแววร่อแร่ อาจตามรอยแอร์เอเชียญี่ปุ่น – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 16:01 น.แอร์เอเชียอินเดียส่อแววร่อแร่ อาจตามรอยแอร์เอเชียญี่ปุ่นแอร์เอเชียเร่งทบทวนการลงทุนในอินเดีย หลังสายการบินในญี่ปุ่นล้มละลาย

บลูมเบิร์กรายงาน แอร์เอเชีย กรุ๊ป กำลังทบทวนการลงทุนในแอร์เอเชียอินเดีย (AirAsia India) อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่แอร์เอเชียเจแปน (AirAsia Japan) มีการฟ้องล้มละลาย

โบ ลิงแอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแอร์เอเชีย กรุ๊ป แถลงว่ากิจการในญี่ปุ่นและอินเดียมีการระบายเงินสดทำให้กลุ่มบริษัทมีความตึงเครียดทางการเงินเป็นอย่างมาก โดยบริษัทจะต้องควบคุมต้นทุนและการลดการใช้เงินสดเป็นสำคัญ เห็นได้จากการยื่นล้มละลายของแอร์เอเชียเจแปน

ด้านแอร์เอเชียอินเดียยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ แอร์เอเชียอินเดียมีส่วนแบ่งการตลาด 6% และมีพนักงานมากกว่า 3,000 คน

โดยมีรายงานว่าในไตรมาสที่ 2 ซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 30 มิ.ย. บริษัทสายการบินแอร์เอเชียขาดทุนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมาแอร์เอเชียเจแปนประกาศล้มละลายหลังประกาศปิดกิจการและยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเที่ยวบินที่เดินทางไปยังญี่ปุ่นด้วยสายการบินของแอร์เอเชียในประเทศต่างๆ เช่น ไทย และฟิลิปปินส์ จะไม่ได้รับผลกระทบ

ฝ่าม่านแก๊สน้ำตาผ่าเลนส์สื่อนอกมองประท้วงในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฝ่าม่านแก๊สน้ำตาผ่าเลนส์สื่อนอกมองประท้วงในไทย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 14:31 น.ฝ่าม่านแก๊สน้ำตาผ่าเลนส์สื่อนอกมองประท้วงในไทยสื่อต่างประเทศนำเสนอภาพการชุมนุมในประเทศไทยวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา

สื่อต่างประเทศอย่างสำนักข่าว AFP ติดตามการชุมนุมประท้วงในประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนอย่างใกล้ชิด และนำเสนอภาพการปะทะระหว่างกลุ่มชุมนุมและการสลายการชุมนุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา นอกจากภาพถ่ายเหล่านี้แล้วยังมีการรายงานสถานการณ์ในรูปของรายงานข่าวด้วย แต่รายละเอียดไม่ได้เจาะลึกเท่ากับการรายงานของสื่อในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายของสื่อต่างประเทศทำให้เห็นแง่มุมจากบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี 

Photo by Jack TAYLOR / AFP
Photo by Jack TAYLOR / AFP
Photo by Jack TAYLOR / AFP
Photo by Cory WRIGHT / AFP
Photo by Jack TAYLOR / AFP
Photo by Jack TAYLOR / AFP
Photo by Mladen ANTONOV / AFP
Photo by Mladen ANTONOV / AFP
Photo by Mladen ANTONOV / AFP
Photo by Mladen ANTONOV / AFP
Photo by Jack TAYLOR / AFP
Photo by Mladen ANTONOV / AFP
Photo by Mladen ANTONOV / AFP
Photo by Mladen ANTONOV / AFP

ญี่ปุ่น-ออสเตรเลียรวมพลังต้านจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ญี่ปุ่น-ออสเตรเลียรวมพลังต้านจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 13:00 น.ญี่ปุ่น-ออสเตรเลียรวมพลังต้านจีนนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและออสเตรเลียเข้าพบหารือเพื่อบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคง

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียสกอตต์ มอร์ริซัน เข้าพบเจรจานายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นโยชิฮิเดะ ซูงะ ที่ทำเนียบรัฐบาลกรุงโตเกียว เพื่อหารือและบรรลุข้อตกลงว่าด้วย “ความร่วมมือต่างตอบแทน” ข้อตกลงพื้นฐานเกี่ยวกับสนธิสัญญาป้องกันทวิภาคีที่จะอนุญาตให้กองกำลังของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น สามารถเยือนประเทศของกันและกันเพื่อฝึกอบรม และปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน

โดยข้อตกลงด้านกลาโหมของประเทศพันธมิตรสหรัฐทั้งสองเกิดขึ้นเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และตอบโต้อิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งทั้งสองประเทศยังมีความสัมพันธ์ที่ดีและแน่นแฟ้นกับทุกประเทศภูมิภาค ขณะที่ยังคงรักษาการค้าที่สำคัญกับจีนเอาไว้

ซูงะกล่าวว่าญี่ปุ่นและออสเตรเลียเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์พิเศษ” ที่ทั้งคู่ยึดมั่นในคุณค่าพื้นฐาน เช่น เสรีภาพประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม โดยทั้งสองประเทศกำลังทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้มอร์ริซันกล่าวว่า ออสเตรเลียและญี่ปุ่นยังตกลงที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย โดยจะทำงานร่วมกันเพื่อให้การปล่อยมลพิษลดลงจนเป็นศูนย์ในอนาคต

ทั้งนี้ หากญี่ปุ่นและออสเตรเลียบรรลุข้อตกลงดังกล่าว ออสเตรเลียจะเป็นประเทศแรกในรอบ 50 ปีต่อจากสหรัฐที่บรรลุข้อตกลงลักษณะนี้กับญี่ปุ่น

Photo by Eugene Hoshiko / POOL / AFP

จีนใช้อาวุธไมโครเวฟปราบทหารอินเดียโดยไม่ละเมิดคำสั่งห้ามยิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนใช้อาวุธไมโครเวฟปราบทหารอินเดียโดยไม่ละเมิดคำสั่งห้ามยิง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 11:40 น.จีนใช้อาวุธไมโครเวฟปราบทหารอินเดียโดยไม่ละเมิดคำสั่งห้ามยิงกองกำลังจีนใช้อาวุธไมโครเวฟโจมตีทหารอินเดียล้มป่วยจนต้องล่าถอยออกจากพื้นที่พิพาทหิมาลัย

เอเชียไทมส์รายงาน จิน ซ่านหรง ศาสตราจารย์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวจีนบรรยายในชั้นเรียนให้นักศึกษาในกรุงปักกิ่งถึงการต่อสู้ระหว่างจีนและอินเดียบนพื้นที่พิพาทหิมาลัยว่ากองทหารจีนใช้อาวุธคลื่นไมโครเวฟในการโจมตีทหารอินเดียให้ป่วยหนักจนต้องถอนกองกำลังออกไป

ซ่านหรงกล่าวว่าการโจมตีของจีนสามารถเปลี่ยนยอดเขาหิมาลัยให้กลายเป็นเตาไมโครเวฟ ส่งผลให้ทหารอินเดียล้มป่วยและอาเจียนจนต้องล่าถอยออกจากพื้นที่พิพาทไปในที่สุด

โดยอธิบายว่าอาวุธดังกล่าวจะให้ความร้อนแก่โมเลกุลของน้ำในลักษณะเดียวกับเครื่องใช้ในครัว ซึ่งกำหนดเป้าหมายไปที่น้ำใต้ผิวหนังและสร้างความเจ็บปวดให้กับเป้าหมายจากระยะไกลถึง 0.6 ไมล์

ซ่านหรงกล่าวว่าภายใน 15 นาทีหลังจากที่อาวุธดังกล่าวถูกใช้งาน กองกำลังอินเดียทั้งหมดที่อยู่บนยอดเขาเริ่มมีอาการอาเจียน ลุกยืนไม่ได้ จนต้องถอยทัพออกไป

ทั้งนี้ อาวุธไม่ได้มีไว้เพื่อทำอันตรายใดๆ แม้ว่าจะมีการตั้งข้อกังวลว่าอาจทำลายดวงตาหรือมีผลกระทบต่อการก่อมะเร็ง

อาวุธดังกล่าวถูกใช้ในเดือนสิงหาคม หลังจากที่กองกำลังอินเดียเข้ายึดพื้นที่บนยอดเขาที่มีความสูงถึง 5,600 เมตรซึ่งทหารจีนไม่มีความชำนาญในการรบในระดับความสูงเท่ากับทหารทิเบต

อีกทั้งยังมีคำสั่งห้ามยิงปืนในพื้นที่พิพาทบนเส้นแบ่งเขตควบคุมตามความเป็นจริง (Line of Actual Control-LAC) จึงต้องใช้อาวุธไมโครเวฟเป็นตัวช่วย ส่งผลให้จีนสามารถกวาดล้างกองกำลังของอินเดียออกไปได้โดยไม่ละเมิดคำสั่งดังกล่าว

ต่างประเทศโวยจีนไม่เป็นธรรม คุมอาหารนำเข้าอ้างกลัวเปื้อนไวรัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ต่างประเทศโวยจีนไม่เป็นธรรม คุมอาหารนำเข้าอ้างกลัวเปื้อนไวรัส – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 09:00 น.ต่างประเทศโวยจีนไม่เป็นธรรม คุมอาหารนำเข้าอ้างกลัวเปื้อนไวรัสประเทศผู้ส่งออกอาหารแช่แข็งเริ่มมีท่าทีไม่พอใจหลังจีนเผยพบเชื้อปนเปื้อนในอาหารโดยไม่มีหลักฐาน

รอยเตอร์สรายงาน ประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่เริ่มไม่พอใจกับมาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าของประเทศจีน และเรียกร้องให้จีนหยุดการทดสอบไวรัสโคโรนาจากอาหารแช่แข็งนำเข้า โดยบางส่วนมองว่าเป็นการจำกัดทางการค้า

โดยทางการจีนกล่าวว่าได้ตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาในอาหารแช่แข็งที่นำเข้ามาจาก 20 ประเทศ อาทิ เนื้อหมูจากเยอรมัน, เนื้อวัวจากบราซิล และปลาจากอินเดีย ด้านต่างประเทศผู้ส่งออกสินค้ากล่าวว่าการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานเป็นการทำลายการค้าระหว่างประเทศ และทำลายชื่อเสียงของอาหารจากประเทศนั้นๆ โดยไม่มีเหตุผล

ในการประชุมขององค์การค้าโลกเมื่อวันที่ 5 และ 6 พ.ย. แคนาดาเรียกการตรวจสอบอาหารนำเข้าและการปฏิเสธสินค้านำเข้าของจีนว่าเป็น “ข้อจำกัดทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม” เนื่องจากจีนไม่ได้ให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์สำหรับมาตรการดังกล่าว

เช่นเดียวกับสหรัฐ, ออสเตรเลีย, บราซิล, เม็กซิโก และสหราชอาณาจักร ที่เห็นด้วยกับแคนาดา

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมาจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการตรวจพบไวรัสของจีน หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่าพบเชื้อไวรัสโคโรนาในเนื้อแช่แข็งจากนิวซีแลนด์ แต่ทางการจีนยังไม่มีคำชี้แจงใดๆ โดยอาร์เดิร์นมั่นใจว่าไม่มีเนื้อจากนิวซีแลนด์ที่มีเชื้อไวรัสอย่างแน่นอน

ขณะที่จีนชี้แจงว่ามาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการชั่วคราวโดยอิงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนทุกคน

จีนพิสูจน์โดยการคัดแยกเชื้อไวรัสที่มีชีวิตออกจากตัวอย่างเนื้อปลาแช่แข็งที่นำเข้า เพื่อพิสูจน์ว่าไวรัสสามารถติดต่อจากคนสู่อาหารได้ แม้จะไม่มีการเผยแพร่หลักฐานก็ตาม

ทั้งนี้ จีนเริ่มตรวจสอบอาหารแช่แข็งที่นำเข้าจากต่างประเทศในเดือนมิถุนายนหลังเกิดการติดเชื้อในกลุ่มคนงานในตลาดค้าส่งอาหาร ส่งผลให้จีนกังวัลว่าไวรัสจะกลับเข้ามาในประเทศจากผลิตภัณฑ์อาหารอีกครั้ง

โดยขณะนี้จีนได้ระงับการนำเข้าอาหารแช่แข็งจาก 20 ประเทศ และกระตุ้นให้ใช้มาตรการฆ่าเชื้อโรคที่เข้มงวดขึ้นในกระบวนการขนส่งและอุปกรณ์ขนส่งอาหารแช่แข็งนำเข้า เนื่องจากประสบปัญหาปนเปื้อนของเชื้อไวรัสในอาหารแช่แข็งนำเข้าเพิ่มขึ้น หน่วยงานรัฐบาลจึงออกมาตรการป้องกันและควบคุมโรคระบาดเพื่อลดความเสี่ยงที่มาจากต่างประเทศ

/ AFP PHOTO / Yasuyoshi Chiba

ไบเดนพร้อมรื้อระบบการค้าใหม่ จับมือประเทศพันธมิตรต้านจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไบเดนพร้อมรื้อระบบการค้าใหม่ จับมือประเทศพันธมิตรต้านจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 21:00 น.ไบเดนพร้อมรื้อระบบการค้าใหม่ จับมือประเทศพันธมิตรต้านจีนไบเดนชี้สหรัฐต้องเจรจากับประเทศพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์การค้าโลกตอบโต้อิทธิพลจีน

รอยเตอร์สรายงาน โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวว่าสหรัฐจำเป็นต้องเจรจาหารือกับประเทศพันธมิตรในการกำหนดกฎเกณฑ์การค้าทั่วโลกเพื่อตอบโต้อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีน

“เศรษฐกิจสหรัฐคิดเป็น 25% ของทั้งโลก เราต้องร่วมมือกับประเทศพันธมิตรประชาธิปไตยอื่นๆ เพื่อให้สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ และกำหนดผลลัพธ์ได้” ไบเดนกล่าว

ขณะที่การลงนามในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ทำให้เกิดข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็น 30% ของเศรษฐกิจทั้งโลก และ 30% ของประชากรทั่วโลก

สะท้อนถึงความพ่ายแพ้สำหรับอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของสหรัฐอีกครั้งหลังจากที่ประธานาธิบดีดนัลด์ ทรัมป์ตัดสินใจถอนสหรัฐออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ในปี 2017

ในขณะที่สมาชิก TPP รวมถึงญี่ปุ่นและผู้สนับสนุนการค้าเสรีหลายคนหวังว่าไบเดนจะนำสหรัฐเข้าร่วมสนธิสัญญาการค้าดังกล่าวอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค 15 ประเทศที่มุ่งเน้นในเอเชีย ไบเดนเผยว่าเขายังไม่สามารถหารือเกี่ยวกับนโยบายทางการค้าของสหรัฐได้ เนื่องจากยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ และประธานาธิบดีมีได้เพียงครั้งละ 1 คนเท่านั้น

ทั้งนี้ ไบเดนพร้อมที่จะแถลงแผนยุทธศาสตร์การค้าโดยละเอียดในวันที่ 21 ม.ค. 2021 หลังจากที่ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐเรียบร้อยแล้ว

Photo by Joe Raedle/Getty Images/AFP