อนามัยโลกชมประยุทธ์รับมือโควิดได้ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637976

วันที่ 14 พ.ย. 2563 เวลา 08:25 น.อนามัยโลกชมประยุทธ์รับมือโควิดได้ดีผอ.องค์การอนามัยโลกชมนายกรัฐมนตรีประยุทธ์รับมือ Covid-19 ได้ดี ยกไทยเป็นตัวอย่างให้ทุกประเทศทำตาม  

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวชื่นชมการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสของไทยระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 73 ว่า “ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยที่ให้การสนับสนุนองค์การอนามัยโลก”

ผู้อำนวยการ WHO กล่าวต่อว่า “ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมทั้งในระดับรัฐบาลและระดับสังคมที่ร่วมมือกัน ทำให้สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสได้ แม้ว่าจะไม่มีวัคซีน”

“ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยทำให้เห็นว่า แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศแรกนอกจีนที่รายงานว่าพบการติดเชื้อ แต่ไทยมีผู้ติดเชื้อต่ำกว่า 4,000 คน และผู้เสียชีวิตเพียง 60 คน ขณะที่มีประชากรถึง 70 ล้านคนและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีชุมชนเมืองที่ใหญ่และมีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก” เกเบรเยซุสกล่าว

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมื่อ 40 ปีที่แล้วประเทศไทยทุ่มเทให้กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข และยังนำกฎอนามัยระหวว่างประเทศมาบังคับใช้”

ไทยมีเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขกว่า 1 ล้านคนที่ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาสอดส่องระบบสาธารณสุขในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรับมือกับ Covid-19 นอกจากนี้ประเทศไทยยังเรียนรู้จากเหตุการณ์ในอดีต รวมทั้งประสบการณ์จากโรคซาร์สในปี 2003

ไทยยังเรียนรู้จากเหตุการณ์ในปัจจุบันด้วย โดยการร่วมมือกับสำนักงานองค์การอนามัยโลกในประเทศเพื่อประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบป้องกันด้านสาธารณสุข

เกเบรเยซุสทิ้งท้ายว่า “ดังนั้นผมจึงขอให้ทุกประเทศทำตามแบบอย่างของประเทศไทย เพราะไม่มีประเทศไหนสามารถพูดได้เต็มปากว่าเตรียมตัวรับมือ Covid-19 ได้อย่างดีหรือเคยมีบทเรียนมาก่อน”

Resumed #WHA73 Day 5 – Awards ceremony and closing session with @DrTedros https://t.co/k3RSMR5uUs— World Health Organization (WHO) (@WHO) November 13, 2020

เมื่อรัฐบาลจีนเชือด แจ็ค หม่า ให้เศรษฐีแดนมังกรดู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637967

วันที่ 13 พ.ย. 2563 เวลา 21:30 น.เมื่อรัฐบาลจีนเชือด แจ็ค หม่า ให้เศรษฐีแดนมังกรดูกรณีของ แจ็ค หม่า คือการเริ่มต้นกำราบของรัฐบาลจีนไม่ให้บรรดาเศรษฐีมีอำนาจมากเกินไป  

การขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา แจ็ค หม่า วิจารณ์ระบบการธนาคารของจีนอย่างเผ็ดร้อนว่า “เราไม่ควรใช้วิธีบริหารจัดการสถานีรถไฟเพื่อจัดระเบียบสนามบิน เราไม่สามารถใช้วิธีการในอดีตเพื่อควบคุมอนาคตได้…เกมในอนาคตเป็นเรื่องของนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ทักษะด้านการจัดการ”

หม่ายังวิจารณ์ข้อตกลงในการกำกับดูแลด้านการธนาคารที่ออกโดย Basel Committee on Banking Supervision ด้วยว่าเป็น “สมาคมคนชรา

ไม่ถึงสองสัปดาห์ต่อมา ก่อนที่ Ant Group ของหม่าจะขายหุ้นครั้งแรกแก่บุคคลทั่วไป (IPO) เพียง 3 วัน คณะกรรมการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์จีนรวมทั้งธนาคารแห่งชาติจีนได้เรียกผู้บริหารของ Ant Group รวมทั้ง แจ็ก หม่า เข้าพบ และถัดมาอีก 1 วันก็มีคำสั่งช็อกโลกและ แจ็ค หม่า ว่าตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ระงับการเปิด IPO มูลค่า 34,500 ล้านเหรียญสหรัฐของ Ant Group

คำสั่งฟ้าผ่านี้เกี่ยวข้องคำพูดของหม่าไม่มากก็น้อย เนื่องจากในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนนั่งฟังอยู่ด้วยหลายคน อาทิ หวังฉีซาน อดีตมือปราบคอร์รัปชั่นและมือขวาของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง อี้กัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศจีน และโจวเจียอี๋ รัฐมนตรีช่วงว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งล้วนอยู่ในแวดวงการเงินการธนาคาร และคงเสียหน้าไม่น้อยที่ถูกหม่าวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา

ล่าสุด หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ว่า สีจิ้นผิงเป็นคนสั่งระงับ IPO ของ Ant Group ด้วยตัวเอง และหลังจากวันที่ 24 ต.ค.คณะกรรมการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์จีนก็เริ่มรวบรวมรายงาน รวมทั้งเรื่องที่ Ant Group ใช้แพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลอย่าง Huabei เครดิตการ์ดเสมือนจริง เพื่อกระตุ้นให้คนจนและคนรุ่นใหม่ก่อหนี้เพิ่มขึ้น จนนำมาสู่การล้มการ IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก

แต่ก่อน แจ็ค หม่า เป็นที่โปรดปรานของรัฐบาลจีน และยังมีการเรียกขานช่วงที่เทคโนโลยีเบ่งบานในจีนว่าเป็น “ยุคของหม่า หยุน” ซึ่งเป็นชื่อจริงของ แจ็ค หม่า แต่แล้วคนโปรดกลับกลายเป็นคนไม่โปรดในชั่วข้ามคืน

บรรดาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึงกับเอ่ยถึงช่วงขาลงของเจ้าพ่ออาลีบาบาว่า “ความมั่งคั่งก็เหมือนมดเมื่ออยู่ต่อหน้าอำนาจ” ส่วนคนอื่นๆ บอกว่าถึงจุดสิ้นสุดของยุคหม่าแล้ว

คำกล่าวนี้ก็ไม่เกินเลย เพราะคำสั่งของทางการฉุดให้หุ้นของ Alibaba ร่วงกราว เมื่อวันที่ 4 พ.ย. หุ้นของอาลีบาบาในฮ่องกงร่วงถึง 9.6% หลังจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กดิ่งลง 8.1% เมื่อวันอังคารหลังมีประกาศระงับการ IPO ส่งผลให้มูลค่าหุ้นหายไปถึง 76,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่า 2 เท่าของเงินทุนที่คาดว่าแอนท์ กรุ๊ปจะระดมได้

หลังจากทางการประกาศกฎคุมเข้มฟินเทคหุ้น Alibaba ตกอีก 8% เสียไปถึง 260,000 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

จะเห็นว่า Alibaba สูญเงินไปถึง 336,000 แสนล้านเหรียญสหรัฐจากคลื่น 2 ระลอก

การสั่งระงับการ IPO ของ Ant Group ก่อนเปิดขายไม่ถึง 48 ชั่วโมงซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักถือเป็นการเน้นย้ำว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่เหนือภาคธุรกิจ และแสดงให้เห็นถึงโทษทัณฑ์ของการวิพากษ์วิจารณ์ “ผู้มีอำนาจ

บิลล์ บิช็อป ผู้เขียน Sinocism จดหมายข่าวที่เน้นเรื่องราวของจีนเผยว่า “พรรคคอมมิวนิสต์เตือนบรรดานักธุรกิจอีกครั้งหนึ่งว่าไม่ว่าจะร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จแค่ไหน พรรคก็สกัดขาคุณได้ทุกเมื่อ”

ส่วน เจฟฟรีย์ เฮลลีย์ นักวิเคราะห์ตลาดของ Oanda มองว่า คำพูดของหม่า “ไม่ถูกใจผู้มีอำนาจในปักกิ่ง ในจีนมีบิ๊กบอสเพียงคนเดียว และคนคนนั้นไม่ใช่ แจ็ค หม่า”

กรณีตัวอย่างที่จีนจัดการกับคนที่กล้าวิจารณ์รัฐบาลก็คือ คดีของเริ่นจื้อเฉียง ไทคูนอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องรับโทษจำคุก 18 ปีในข้อหาติดสินบน หลังเรียกสีจิ้นผิงว่า “ตัวตลก” และวิจารณ์การรับมือ Covid-19 ของรัฐบาล

นอกจากจะปราม แจ็ค หม่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังส่งสัญญาณเตือนไปยังบรรดามหาเศรษฐีคนอื่นด้วยว่าจริงๆ แล้วใครใหญ่ที่สุด เพราะนอกจาก แจ็ค หม่า แล้ว Tencent, ByteDance และบริษัทเทคโนโลยีเจ้าใหญ่อีก 24 แห่งยังถูกเรียกเข้าพบคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ด้วย

ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจีนครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่าทางการเริ่มกังวลกับการผงาดของธุรกิจการเงินออนไลน์ซึ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Ant Group และ Tencent เป็นผู้นำตลาดและยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วแซงหน้าภาคการธนาคารแบบดั้งเดิม

ทางการจีนยังกลัวว่าจะมีอิทธิพลมากเกินไป ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับบริษัทเทคโนโลยีด้านการเงินการธนาคารให้ทางการเข้ามาควบคุม

เพียง 3 บริษัทนี้ก็มีมูลค่าตลาดรวมกันเกือบ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐจากสถิติเมื่อต้นสัปดาห์ของเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเหนือกว่ารัฐวิสาหกิจที่ทรงอิทธิพลอย่าง Bank of China Ltd. ในฐานะบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดของประเทศ

โดยเฉพาะ Ant Group ที่เข้าไปอยู่ในทุกแง่มุมเรื่องการเงินของชาวจีนนับล้านๆ คน ตั้งแต่เป็นช่องทางการจ่ายเงินผ่าน Alipay การปล่อยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายย่อย ผลิตภัณฑ์จัดการความมั่งคั่ง ไปจนถึงสินค้ากลุ่มประกันชีวิต

ดันแคน คลาร์ก ผู้เขียนหนังสือ Alibaba: The House that Jack Ma Built (อาลีบาบา: บ้านที่ แจ็ค หม่า สร้าง) ระบุว่า “มีคำกล่าวของจีนว่า ‘ตะปูที่โผล่ขึ้นมาสูงที่สุดต้องถูกตอกลงไป’ และดูเหมือนว่าหม่าเพิ่งถูกรัฐบาลจีนตอก”

คลาร์กยังบอกอีกว่า Ant Group อาจเป็นเหยื่อของความสำเร็จของตัวเอง หากไม่ถูกขัดขวางเสียก่อน การ IPO ของ Ant Group จะทำให้บริษัทมีมูลค่าถึง 3.13 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่า Goldman Sachs วาณิชธนกิจที่ทรงอิทธิพลของสหรัฐ และ Morgan Stanley ผู้ให้บริการทางการเงินระดับโลก

ด้วยเหตุนี้สีจิ้นผิงจึงต้องหยุดอิทธิพลของ Ant Group ไว้ก่อน

คลาร์กบอกว่าเหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์จีน เพราะ “เมื่อบริษัทนี้เป็นบริษัทมหาชน ทางการจะเข้าไปควบคุมได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องการปล่อยเงินกู้ยืมอีก”

การแทรกแซงการ IPO ของ Ant Group ที่เกิดขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายจึงถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังไทคูนคนอื่นๆ โดยเฉพาะในธุรกิจฟินเทคว่านับจากนี้ธุรกิจเหล่านี้จะดำเนินไปท่ามกลางการเฝ้าจับตาและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจากทางการจีน

5 เจ้าหญิงที่โลกยกให้เป็นแฟชั่นไอคอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637963

วันที่ 13 พ.ย. 2563 เวลา 20:00 น.5 เจ้าหญิงที่โลกยกให้เป็นแฟชั่นไอคอน เผยโฉมเจ้าหญิงที่สายแฟชั่นขนานนามว่าเป็นแฟชั่นไอคอน

1. ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

Photo by PATRICK RIVIERE / AFP

เจ้าหญิงไดอานาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแฟชั่นไอคอนยุค 1980s เรียกได้ว่าหากพระองค์เสด็จไปทรงงานที่ใดก็มักจะมีคนจับตามองถึงฉลองพระองค์ของเจ้าหญิงอยู่เสมอ แม้ว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์ไปกว่า 20 ปีแล้ว แต่แฟชั่นของพระองค์นั้นยังคงได้รับความนิยมอยู่จนถึงทุกวันนี้

2. เจ้าหญิงมาร์กาเรต เคาน์เตสแห่งสโนว์ดอน

พระราชธิดาพระองค์เล็กในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินิเอลิซาเบธ พระองค์ได้รับการขนานนามว่าเป็นแฟชั่นไอคอนคนหนึ่ง แฟชั่นของพระองค์กลายเป็นที่นิยมจนเกิดคำว่า “The Margaret Look” ในวงการแฟชั่นยุค 1950s

3. เจ้าหญิงแมรี มกุฎราชกุมารีแห่งเดนมาร์ก

Photo by Claus Fisker / Ritzau Scanpix / AFP

เจ้าหญิงอีกหนึ่งพระองค์ที่ได้รับการจับตามองจากบรรดาสายแฟชั่น และล่าสุดยังทรงได้รับเชิญให้เป็นผู้มอบรางวัลแฟชั่น Magasin du Nord ของเดนมาร์กประจำปีนี้อีกด้วย

4. เจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

เป็นอีกพระองค์ที่ไม่ว่าจะทรงฉลองพระองค์แบบใดก็ทรงสง่างามอยู่เสมอ จึงไม่แปลกที่เว็บไซต์ทั้งไทยและต่างประเทศมักจะนำเสนอแฟชั่นของพระองค์อยู่เป็นประจำ และหากไม่ได้เสด็จออกงานก็มักจะทรงเลือกฉลองพระองค์ที่เรียบง่าย แต่ก็ยังดูดีมีสไตล์ เรียกได้ว่าน้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ ที่แท้จริง

5. เจ้าหญิงชาร์ลีนแห่งโมนาโก

Photo by ERIC GAILLARD / POOL / AFP

นอกจากพระสิริโฉมอันงดงามแล้วพระองค์ยังทรงเลือกฉลองพระองค์ที่สวยและสง่างามทุกครั้งที่ทรงออกงาน จนผู้อำนวยการห้องเสื้อขนานนามว่าพระองค์คือตัวแทนของสตรีสมัยใหม่

ไทย-ออสเตรเลีย จับมือเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637951

วันที่ 13 พ.ย. 2563 เวลา 17:00 น.ไทย-ออสเตรเลีย จับมือเป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์"ไทย-ออสเตรเลียยกระดับความสัมพันธ์ ร่วมมือด้านความมั่งคงและการค้า มุ่งเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

รอยเตอร์ส รายงานวันที่ 13 พ.ย. สกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย เห็นพ้องที่จะยกระดับความสัมพันธ์ของออสเตรเลียและไทย เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคง, การทหาร, การจัดการกับอาชญากรรม และการค้าของทั้งสองประเทศไปสู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

มอร์ริสัน กล่าวว่า ในมุมมองของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังพัฒนาในภูมิภาคผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้ ทั้งสองประเทศจะเสริมสร้างความร่วมมือในประเด็นสำคัญต่างๆ รวมถึงการป้องกันและความปลอดภัยของกิจการไซเบอร์, การต่อต้านการฟอกเงิน และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

“ความสัมพันธ์ทางการค้าของไทยและออสเตรเลียจะเติบโตมากยิ่งขึ้นหลังจากที่ทั้งสองประเทศฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19” มอร์ริสันกล่าว โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย

ทั้งนี้ มอร์ริสันมีกำหนดเข้าร่วมหารือในการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลียในช่วงสุดสัปดาห์นี้

โควิดระบาดหนัก ชิคาโกสั่งอยู่บ้าน 1 เดือน งดขอบคุณพระเจ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637942

วันที่ 13 พ.ย. 2563 เวลา 15:45 น.โควิดระบาดหนัก ชิคาโกสั่งอยู่บ้าน 1 เดือน งดขอบคุณพระเจ้าเปิดมาตรการ “ปกป้องชิคาโก” หลังโควิดระบาดหนัก ติดเชื้อกว่าพันรายต่อวัน

CBSN ชิคาโก รายงานนายกเทศมนตรีชิคาโก ลอรี ไลต์ฟุต เปิดมาตรการปกป้องชิคาโกหลังยอดผู้ติดโควิด-19 ในชิคาโกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.

ไลต์ฟุต ขอให้ประชาชนทุกคนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น และหากเดินทางจะต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน โดยมีมาตรการหยุดอยู่บ้าน (stay-at-home) เป็นเวลา 30 วัน รวมถึงยกเลิกการจัดเฉลิมฉลองเทศกาลขอบคุณพระเจ้าแบบเดิม โดยเฉพาะหากต้องเชิญแขกภายนอกเข้ามาในบ้าน เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการรวมตัวอย่างใกล้ชิดจึงต้องหยุดกิจกรรมเหล่านี้ชั่วคราว

“ส่วนใหญ่ของการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในบ้านและสถานที่ส่วนตัว โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนที่ไว้วางใจทำให้เราการ์ดตก ดังนั้นทุกครอบครัวต้องทำแผนป้องกันโควิดของตนเองและปฏิบัติตาม” ไลต์ฟุตกล่าว

โดยประชาชนจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด อาทิ งดออกจากบ้านหากไม่จำเป็น, เว้นระยะห่างทางสังคม 6 ฟุต และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา, จำกัดการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมไม่เกิน 10 คนทั้งในบ้านและนอกบ้าน, ห้ามเชิญบุคคลภายนอกมาสังสรรค์ในบ้านแม้กระทั่งครอบครัวหรือเพื่อนสนิท, ปิดบริการธุรกิจที่ไม่จำเป็นภายในเวลา 23.00 น., หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งของที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก, ใช้การสื่อสารทางไกล เช่น โทรศัพท์ หรือวิดีโอแชท แทนการไปเยี่ยมเพื่อนหรือครอบครัวโดยเฉพาะในวันหยุด เช่น วันขอบคุณพระเจ้า และปฏิบัติตามมาตรการอื่นๆ ของเมืองและรัฐ

ทั้งนี้ ไลต์ฟุตเผยข้อมูลล่าสุดขณะนี้ชิคาโกมีผู้ติดเชื้อเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1,900 รายต่อวัน ขณะที่ทั้งประเทศจำนวนผู้ติดเชื้อยังพุ่งทุบสถิติรายวัน

พิษโควิด! พ่อแม่ชาวจีนขายลูกชายแรกเกิดแลกเงินกว่า 7 แสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637932

วันที่ 13 พ.ย. 2563 เวลา 14:30 น.พิษโควิด! พ่อแม่ชาวจีนขายลูกชายแรกเกิดแลกเงินกว่า 7 แสน รวบพ่อแม่ชาวจีนขายลูกชายแรกเกิด หวังหาเงินประทังชีวิต หลังตกงานเพราะโควิดระบาด

เว็บไซต์อันฮุย เน็ต ของจีนรายงานพ่อแม่ชาวจีนถูกจับในข้อหาค้ามนุษย์โดยตัดสินใจขายลูกขายแรกเกิดให้กับคนแปลกหน้าทางออนไลน์ในราคากว่า 7 แสนบาท หลังตกงานเนื่องจากการระบาดของโควิด-19

พ่อและแม่คนดังกล่าวเป็นแรงงานข้ามชาติ มีลูกชายอยู่แล้ว 2 คน อายุ 7 ปี และ 2 ปี ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินมหาศาลเนื่องจากตกงาน จึงชักชวนกันขายลูกชายคนสุดท้องที่อายุเพียง 40 วัน เพื่อหาเงินมาประทังชีวิต และลดภาระทางการเงินของครอบครัว

ผู้ซื้อเป็นหญิงชาวจีนคนหนึ่งที่ต้องการมีลูกมากแต่ไม่สามารถมีลูกได้จึงจัดสินใจตกลงซื้อเด็กทารกคนดังกล่าวด้วยราคา 18,600 ปอนด์หรือราว 740,00 บาท พร้อมสร้อยคอและสร้อยข้อมือทองคำ

ตำรวจรถไฟสังเกตเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยขณะผู้หญิงคนดังกล่าวพาเด็กทารกขึ้นรถไฟเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา จึงเข้าสอบสวน โดยเบื้องต้นเธออ้างว่ารับเลี้ยงเด็ก แต่หลังจากสอบปากคำเพิ่มเติมจึงยอมรับสารภาพว่าเธอจ่ายเงินที่เรียกว่า “ค่าโภชนาการ” เพื่อแลกกับเด็กชาย

ภายหลังตำรวจสอบสวนพ่อและแม่ของเด็กเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ทั้งคู่ยอมรับพร้อมให้ปากคำว่าในตอนแรกพวกเขาติดต่อกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งต้องการมีลูกชายเช่นกัน โดยตกลงราคา 11,410 ปอนด์หรือราว 450,000 บาท แต่ไม่สามารถแจ้งเกิดเด็กทารกได้เนื่องจากไม่ใช่ลูกที่แท้จริง จึงติดต่อผู้ซื้อรายที่ 2 ต่อไป

ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม โดยพ่อแม่เด็กและผู้ซื้อถูกควบคุมตัวในข้อหาค้ามนุษย์ ซึ่งกฎหมายจีนระบุว่ามีโทษจำคุก 5-10 ปี และบางกรณีอาจถูกจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตอีกด้วย

ทรัมป์ออกคำสั่งห้ามสหรัฐลงทุนบริษัทเอี่ยวกองทัพจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637918

วันที่ 13 พ.ย. 2563 เวลา 13:00 น.ทรัมป์ออกคำสั่งห้ามสหรัฐลงทุนบริษัทเอี่ยวกองทัพจีนทรัมป์ห้ามสหรัฐลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน หวั่นเป็นเงินทุนพัฒนากองทัพ

บีบีซีรายงาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร โดยห้ามชาวอเมริกันลงทุนในบริษัทของจีนทั้งหมด 31 แห่งซึ่งรัฐบาลสหรัฐมองว่ามีความสัมพันธ์กับกองทัพจีน

ในคำสั่งดังกล่าวทรัมป์กล่าวหาจีนว่าใช้ประโยชน์จากนักลงทุนสหรัฐเพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาและปรับปรุงกองทัพจีนให้ทันสมัย ซึ่งเป็นการคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของสหรัฐ

คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม ซึ่งนักลงทุนจะมีเวลาจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2021 ในการถอนตัวออกจากบริษัท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รายใหญ่ของจีนรวมถึงหัวเว่ย, ฮิควิชัน, ไชน่าเทเลคอม และไชน่าโมบายล์

ทั้งนี้ ตลอดการบริหารของทรัมป์พยายามที่จะตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนมาโดยตลอด โดยมีการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงกำหนดมาตรการคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีบางแห่ง

Photo by SAUL LOEB / AFP

ทริปแอดไวเซอร์ ขึ้นคำเตือนโรงแรมไทยจำคุกนักท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637910

วันที่ 13 พ.ย. 2563 เวลา 11:15 น.ทริปแอดไวเซอร์ ขึ้นคำเตือนโรงแรมไทยจำคุกนักท่องเที่ยวเว็บไซต์ทริปแอดไวเซอร์ขึ้นคำเตือนโรงแรมแห่งหนึ่งในเกาะช้างหลังดำเนินคดีนักท่องเที่ยวที่เขียนรีวิว

เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงานเว็บไซต์ท่องเที่ยว “ทริปแอดไวเซอร์” ขึ้นคำเตือนโรงแรมแห่งหนึ่งในเกาะช้างว่า

“โรงแรมนี้หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมแห่งนี้ได้ยื่นฟ้องอาญากับผู้ใช้งานทริปแอดไวเซอร์ท่านหนึ่ง อันเนื่องมาจากรีวิวที่ได้เขียนและโพสต์ออนไลน์ เป็นผลให้ผู้เขียนรีวิวดังกล่าวถูกจำคุก ทั้งนี้ ทริปแอดไวเซอร์ให้บริการผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดีที่สุดเมื่อนักท่องเที่ยวมีอิสระในการแบ่งปันความคิดเห็นและประสบการณ์ทั้งที่เป็นแง่บวกและแง่ลบบนเวบไซต์ของเรา โรงแรมอาจใช้สิทธิ์ตามกฎหมายภายใต้กฎหมายท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตาม เราถือเป็นหน้าที่ที่ต้องแจ้งให้คุณทราบ เพื่อที่คุณอาจนำสิ่งนี้มาพิจารณาในการหาข้อมูลวางแผนการเดินทางของคุณ”

โดยก่อนหน้านี้เวสลีย์ บาร์นส์ นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทฐานโพสต์วิจารณ์โรงแรมบนเกาะช้าง โดยบาร์นส์ถูกจับกุมในเดือนกันยายนและจำคุก 2 คืน ก่อนที่จะได้รับการประกันตัว และเดินทางออกจากประเทศไทยไปในสัปดาห์นี้

เมื่อบาร์นส์ออกจากประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย ทริปแอดไวเซอร์จึงดำเนินการต่อโรงแรมดังกล่าว เพื่อเตือนนักท่องเที่ยวว่าโรงแรมแห่งนี้อยู่เบื้องหลังการจำคุกนักท่องเที่ยวที่เขียนรีวิว

แบรดฟอร์ด ยัง รองประธานและที่ปรึกษาทั่วไปของทริปแอดไวเซอร์กล่าวว่า “รูปแบบธุรกิจของทริปแอดไวเซอร์ตั้งอยู่บนแนวคิดว่าทุกคนมีสิทธิ์ในการเขียน และนี่เป็นกรณีแรกที่เราทราบว่ามีสมาชิกถูกดำเนินคดีหลังจากที่เขาเขียนวิจารณ์ลงบนเว็บไซต์ของเรา”

ทางโรงแรมออกมาพูดหลังจากถูกติดคำเตือนดังกล่าวว่า ผิดหวังอย่างมากต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าข้อความเตือนจากทริปแอดไวเซอร์ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างยิ่งและขาดข้อมูลที่ครบถ้วน

ทั้งนี้ บาร์นส์ได้โพสต์วิจารณ์โรงแรมในเดือนมิถุนายนเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการเปิดขวด ซึ่งทางโรงแรมพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลบโพสต์ดังกล่าวแต่ไม่สำเร็จจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากดำเนินคดี

สิงคโปร์ดึงคนเก่งเข้าประเทศเตรียมเป็นฮับเทคโนโลยี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637875

วันที่ 12 พ.ย. 2563 เวลา 19:55 น.สิงคโปร์ดึงคนเก่งเข้าประเทศเตรียมเป็นฮับเทคโนโลยีสิงคโปร์เล็งเสนอวีซ่าพิเศษดึงคนเก่งด้านเทคและนวัตกรรมเข้าประเทศเตรียมเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ (EDB) ของสิงคโปร์เผยว่า ทางการสิงคโปร์เตรียมเปิดตัวโครงการเทคพาส (Tech.Pass) ในเดือน ม.ค.ปีหน้า โดยจะอนุมัติวีซ่าระยะเวลา 2 ปีให้กับกลุ่มคนระดับหัวกะทิ ตั้งเป้าดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ 500 คนเข้าประเทศ หวังเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาค

ภายใต้โครงการนี้ บุคคลที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเริ่มหรือดำเนินธุรกิจได้มากกว่า 1 บริษัท รวมทั้งนั่งตำแหน่งกรรมการบริษัท เป็นนักลงทุนหรือที่ปรึกษาให้กับสตาร์ทอัพในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ดีกว่าข้อกำหนดปัจจุบันของรัฐบาลที่บริษัทนายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการออกใบอนุญาตทำงานให้กับผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่บริษัทต้องการให้ร่วมงานด้วย

“โครงการเทคพาสจะช่วยเพิ่มจำนวนคนเก่งในสิงคโปร์และสร้างแรงส่งที่จะช่วยให้จุดยืนของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีชั้นนำของภูมิภาคแข็งแกร่งขึ้น” ชานชุนซิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมกล่าว

ผู้ที่จะขอวีว่าพิเศษต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อของเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ได้รับเงินเดือนอย่างน้อย 14,800 เหรียญสหรัฐต่อเดือน มีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปี ในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มีมูลค่าทางการตลาดอย่างน้อย 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีที่มีผู้ใช้รายเดือนอย่างน้อย 100,000 คนหรือมีรายได้อย่างน้อย 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ญี่ปุ่นหวนเดินเครื่องเตานิวเคลียร์ที่พังเพราะสึนามิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637868

วันที่ 12 พ.ย. 2563 เวลา 19:00 น.ญี่ปุ่นหวนเดินเครื่องเตานิวเคลียร์ที่พังเพราะสึนามิญี่ปุ่นอนุมัติเปิดใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกครั้งหลังถูกปิดเพราะสึนามิ

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงงานในโอนากาวะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ได้รับอนุมัติให้เปิดใช้งานอีกครั้ง ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์แห่งแรกที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นให้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง หลังจากที่รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและสึนามิ

โดยในปี 2011 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิรุนแรงทำให้เครื่องปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ไดอิจิระเบิด และกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลเป็นวงกว้าง ส่งผลให้รัฐบาลต้องสั่งปิดเครื่องปฏิกรณ์ทั้งหมด

ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้กลับมาผลักดันให้เปิดใช้งานเครื่องปฏิกรณ์อีกครั้ง เนื่องจากได้ตั้งเป้าที่จะเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050

โยชิฮิโระ มุราอิ ผู้ว่าราชการจังหวัดมิยางิ ผู้ให้การสนับสนุนกล่าวว่า “การปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทำให้ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาความร้อนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น และเรามีความกังวลในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น”

แม้จะได้รับการอนุมัติแล้วแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะสามารถกลับมาดำเนินการได้ โดยบริษัทพลังงานไฟฟ้าโตโฮคุ ผู้บริหารโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เผยว่า เครื่องปฏิกรณ์จะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2023 เมื่อวางมาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มเติมเสร็จสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตามประชาชนญี่ปุ่นหันมาต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ แต่รัฐบาลยืนยันว่าต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก