นักลงทุนเฮ! เลือกตั้งสหรัฐส่งผลตลาดทุนฟื้นตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637155

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 18:13 น.นักลงทุนเฮ! เลือกตั้งสหรัฐส่งผลตลาดทุนฟื้นตัวตลาดทุนปรับตัวขึ้นหลังนักลงทุนคาดโจ ไบเดนคว้าตำแหน่งปธน.คนใหม่

ตลาดทุนโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน เผชิญหน้ากันในการเลือกตั้งสหรัฐที่กำลังเกิดขึ้น โดยนักลงทุนมองเห็น “โอกาสที่เพิ่มขึ้น” จากการที่ไบเดนมีแนวโน้มว่าจะคว้าตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาด้วยคะแนนความนิยมที่นำอยู่ถึง 10 จุด

โดยตลาดเอเชียขยายตัวกว่า 1% เนื่องจากชาวอเมริกันเตรียมพร้อมที่จะลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ซึ่งนักลงทุนคาดว่าจะพรรคเดโมแครตจะสามารถกวาดล้างทำเนียบขาวและสภาคองเกรสซึ่งน่าจะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 26,814.37 จุดซึ่งพุ่งขึ้น 1.18% แม้ว่าก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคมดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงถึง 4.6%

หง ลี หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์เชิงปริมาณตราสารทุนสหรัฐจากบริษัทซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่าตลาทุนมีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นหากโจ ไบเดนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนและทันท่วงทีจะช่วยลดความเสี่ยงของตลาดทุนและอาจนำมาซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ

เช่นเดียวกับ เคน เฉิง นักยุทธศาสตร์ของธนาคารธนาคารมิซูโฮในฮ่องกงที่กล่าวว่า นักลงทุนกำลังเชื่อมั่นในชัยชนะของไบเดน

ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่าหากไบเดนสามารถชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้คาดว่าหนึ่งในตลาดที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดคือตลาดหุ้นในกลุ่มพลังงานทางเลือก เนื่องจากนโยบายของไบเดนที่ผลักดันพลังงานสะอาด ขณะที่หากทรัมป์ชนะตลาดที่น่าจะได้ประโยชน์คือธุรกิจเกี่ยวกับการป้องกันประเทศและกลาโหม

รอดปาฏิหาริย์ ช่วยเด็ก 3 กับ 4 ขวบจากซากตึกถล่มตุรกี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637149

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 16:13 น.รอดปาฏิหาริย์ ช่วยเด็ก3กับ4ขวบจากซากตึกถล่มตุรกีล่าสุดทีมกู้ภัยของตุรกีสามารถช่วยชีวิตเด็กน้อยได้อีกคนที่ติดอยู่ในซากตึกถล่มหลังเหตุแผ่นดินไหวที่อิซมีร์ โดยเด็กคนนี้มีอายุเพียง 4 ขวบ

สำนักงานทำเนียบประธานาธิบดีฝ่ายจัดการภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินของตุรกี (AFAD) เผยภาพขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยคนหนึ่งที่ให้ความช่วยเหลือเด็กหญิง อัยลา เกซกิน (Ayla Gezgin) เด็กหญิงวัย 4 ขวบซึ่งติดอยู่ในซากปรักหักพังของอาคารที่ถล่มลงมาหลังจากเกิดแผ่นดินไหวในเมืองอิซเมียร์ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2020 เอลิฟ เปนิเชก (Elif Perincek) ผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหววัย 3 ขวบได้รับการช่วยเหลือจากอาคารถล่มในเมืองอิซเมียร์เช่นกัน ขณะนี้เอลิฟกำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยมีอาการบาดเจ็ยและฟกช้ำพอสมควร (ดูภาพประกอบ)

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทุ่มเทค้นหาผู้รอดชีวิตจากซากอาคาร 8 หลังในอิซเมียร์แม้ว่าความหวังของผู้รอดชีวิตจะลดน้อยลงเนื่องจากเวลาผ่านมาหลายวันแล้วนับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวความรุนแรง 7.0 ริกเตอร์ทางตะวันตกของตุรกียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 69 คนแล้ว และได้รับบาดเจ็บ 896 ราย

อัยลา เกซกิน (Ayla Gezgin) เด็กหญิงผู้รอดชีวิตวัย 4 ขวบ – ภาพโดย AFAD / AFP
อัยลา เกซกิน (Ayla Gezgin) เด็กหญิงผู้รอดชีวิตวัย 4 ขวบ – ภาพโดย AFAD / AFP
เอลิฟ เปนิเชก (Elif Perincek) ผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหววัย 3 ขวบ ภาพโดย – / TURKISH HEALTH MINISTRY / AFP
เอลิฟ เปนิเชก (Elif Perincek) ผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหววัย 3 ขวบ ภาพโดย – / TURKISH HEALTH MINISTRY / AFP

ทำไมแบนพอร์นฮับ? เหตุผลต่างประเทศบล็อกเว็บหวิวยอดนิยม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637129

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 15:15 น.ทำไมแบนพอร์นฮับ? เหตุผลต่างประเทศบล็อกเว็บหวิวยอดนิยมไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่บล็อกเว็บไซต์พอร์นฮับแต่ยังมีอีกหลายประเทศปิดกั้นการเข้าถึงสื่อลามกอนาจาร

จากกรณีที่ประเทศไทยมีการระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ “พอร์นฮับ” (Pornhub) โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เผยว่าเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นสื่อลามกอนาจารซึ่งเป็นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และได้รับการร้องเรียนมาเป็นจำนวนมากรวมถึงคำนึงถึงเยาวชนที่อาจเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว

ทั้งนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ระงับการเข้าถึงสื่อลามกอนาจารรวมถึงบล็อกเว็บไซต์พอร์นฮับเช่นกัน อาทิ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลของเยอรมนีดำเนินการให้โทรคมนาคมในประเทศ เช่น โวดาโฟน และ ด็อยท์เชอเทเลอค็อม ดำเนินการบล็อกระบบดีเอ็นเอสต่อเว็บไซต์ลามกอานาจารที่ไม่มีการตรวจสอบอายุของผู้ชม รวมถึงพอร์นฮับ และยูพอร์น เพื่อไม่ให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวเยอรมันค้นหาเว็บไซต์ดังกล่าวจากเว็บบราวเซอร์ได้

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเข้าถึงเว็บไซต์ลามกอนาจารของเยาวชน เนื่องจากกฎหมายเยอรมันมีการจำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์เหล่านี้เฉพาะบุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น

รวมถึงในเดือนเดียวกัน คณะกรรมการด้านกฎหมายของอิสราเอลมีมติเป็นเอกฉันท์ในการอนุมัติร่างกฎหมายเพื่อบล็อกสื่อลามกทางอินเทอร์เน็ต และบังคับให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเซ็นเซอร์ภาพอนาจาร โดยปัจจุบันผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของอิสราเอลถูกกฎหมายกำหนดให้จัดระบบกรองเนื้อหา

นอกจากนี้ในเดือนกันยายน ไลลา มิกเคิลเวท ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ได้ริเริ่มคำร้อง “ทราฟฟิกคิงฮับ” โดยเรียกร้องให้ปิดเว็บไซต์พอร์นฮับ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเปิดใช้งานและแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณีทางเพศและการข่มขืนผู้หญิงและเด็ก

โดยมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อสนับสนุนคำร้องดังกล่าว และสามารถล่ารายชื่อได้แล้วกว่า 2 ล้านรายชื่อจาก 192 ประเทศทั่วโลก

การเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกนำเสนอลงบนบทความหลายร้อยบทความโดยได้รับการสนับสนุนจากบุคคลมีชื่อเสียง และได้รับแรงบันดาลใจจากการประท้วงที่หน้าสำนักงานของพอร์นฮับในมอนทรีออล ประเทศแคนาดาและลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 รัฐบาลฟิลิปปินส์ปิดกั้นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ให้เข้าถึงพอร์นฮับและเว็บไซต์ลามกอื่นๆ ตามกฎหมายต่อต้านภาพอนาจารเด็กซึ่งห้ามไม่ให้เว็บไซต์เผยแพร่เนื้อหาลามกอนาจารเด็ก

รวมถึงปี 2014 พอร์นฮับถูกบล็อกในรัสเซียเนื่องจากนักแสดงหญิงคนหนึ่งดูเด็กเกินไปทำให้ผู้ชมบางคนคิดว่าเธอเป็นผู้เยาว์

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่แบนภาพลามกอนาจาร เช่น อินเดีย ซาดุดิอาระเบีย และปากีสถาน เป็นต้น

หน่วยเลือกตั้งแรกไบเดนกวาดคะแนนเกลี้ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637117

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 13:53 น.หน่วยเลือกตั้งแรกไบเดนกวาดคะแนนเกลี้ยงโจ ไบเดน ประเดิมกวาดคะแนนเกลี้ยงจากการนับคะแนนหีบแรกในรัฐนิวแฮมเชียร์

โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต กวาดคะแนนเสียงทั้งหมด 5 เสียงจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเมืองดิกซ์วิลล์นอตช์ เมืองเล็กๆ ในรัฐนิวแฮมเชียร์ที่อยู่ติดกับพรมแดนสหรัฐ-แคนาดา ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองแรกๆ ในประเทศที่รู้ผลการเลือกตั้งก่อนพื้นที่อื่นๆ

เมืองดิกซ์วิลล์นอตช์เริ่มเปิดคูหาเลือกตั้งในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 3 ตามเวลาท้องถิ่น หรือเที่ยงวันของวันที่ 3 ตามเวลาไทย โดยถือเป็นหนึ่งในมืองแรกๆ ที่เปิดหีบและนับคะแนนเสร็จเรียบร้อย ส่งผลให้เมืองนี้เป็นที่สนใจของบรรดาผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งของเมืองนี้ก็ไม่ได้ชี้ชะตาว่าท้ายที่สุดแล้วพรรคไหนจะคว้าเก้าอี้ผู้นำสหรัฐไปครองเสมอไป โดยผลเลือกตั้งที่ดิกซ์วิลล์นอตช์มีสถิติที่หลากหลายในการทำนายผลฃลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยทำนายได้อย่างแม่นยำเพียง 7 ครั้งจากการเลือกตั้ง 13 ครั้งล่าสุด

The ballot board with results from the #midnightvote in #DixvilleNotch#NHpolitics #Election2020 #ElectionDay pic.twitter.com/ll3VxoSn9t

— Dixville Vote (@DixvilleVote) November 3, 2020

ใครเป็นต่อรัฐไหนในศึกเลือกตั้งสหรัฐและเมื่อไหร่ไทยจะรู้ผล? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637081

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 11:30 น.ใครเป็นต่อรัฐไหนในศึกเลือกตั้งสหรัฐและเมื่อไหร่ไทยจะรู้ผล?ทำนายผลการเลือกตั้งสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 3 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเช้าวันที่ 4 พ.ย. ตามเวลาประเทศไทย

การเลือกตั้งในสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในวันคืนวันอังคารที่ 3 พ.ย. นี้ ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับช่วงเช้าวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาประเทศไทย

โดยคูหาเลือกตั้งในแต่รัฐจะทยอยปิดลงไม่พร้อมกัน เริ่มต้นที่รัฐอินดีแอนาและเคนทักกีจะปิดหีบเป็นสองรัฐแรกในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 3 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 6.00 น. ของวันที่ 4 พ.ย. ตามเวลาประเทศไทย

ปิดท้ายด้วยรัฐอลาสก้าซึ่งจะปิดหีบในเวลา 1.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย คูหาการเลือกตั้งทั่วไปปี 2020 ของสหรัฐจะปิดลงอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ การคาดการณ์ผลการเลือกตั้งสหรัฐไม่ต้องรอจนรัฐสุดท้ายปิดหีบก็พอจะทราบผลได้ โดยเดอะนิวยอร์กไทมส์ได้ทำนายผลการเลือกตั้งและรวบรวมรายชื่อแต่ละรัฐว่ามีแนวโน้มที่จะสนับสนุนพรรคใดในการเลือกตั้งครั้งนี้

โดยรัฐที่แน่นอนว่าจะสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรคริพับลิกัน ได้แก่ แอละแบมา, อาร์คันซอ, ไอดาโฮ, เคนทักกี, ลุยเซียนา, มิสซิสซิปปี, เนบราสกา, นอร์ทดาโคตา, เซาท์ดาโคตา, โอคลาโฮมา, เทนเนสซี, เวสต์เวอร์จิเนีย และไวโอมิง 

รวมถึงรัฐที่มีแนวโน้มว่าจะสนับสนุนพรรคริพับลิกัน ได้แก่ อลาสก้า, อินดีแอนา, แคนซัส, มิสซูรี, มอนตานา, เซาท์แคโรไลนา และยูทาห์

ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามคาดการณ์โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้รับคะแนนเสียงแน่นอนจากคณะผู้เลือกตั้งจากรัฐเหล่านี้รวม 125 เสียง

สำหรับรัฐที่แน่นอนว่าจะสนับสนุนโจ ไบเดน และพรรคเดโมแครต ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย, คอนเนตทิคัต, เดลาแวร์, วอชิงตัน ดี.ซี., ฮาวาย, อิลลินอยส์, แมริแลนด์, แมสซาชูเซตส์, นิวเจอร์ซีย์, นิวเม็กซิโก, นิวยอร์ก, ออริกอน, โรดไอแลนด์, เวอร์มอนต์ และวอชิงตัน

ส่วนรัฐที่มีแนวโน้มว่าจะสนับสนุนพรรคเดโมแครต ได้แก่ โคโลราโด, เมน และเวอร์จิเนีย

ซึ่งจะส่งผลให้โจ ไบเดน ได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งจากรัฐเหล่านี้รวม 212 เสียง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายรัฐที่เป็นรัฐสมรภูมิหรือ Swing State ซึ่งสามารถคาดการณ์แนวโน้มได้ยาก ดังนั้นทั้งสองพรรคจะต้องเร่งแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงคะแนนเสียงจากรัฐนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐที่มีคณะผู้เลือกตั้งจำนวนมากอย่าง เทกซัส (38 คน), เพนซิลเวเนีย (20 คน), ฟลอริดา (29 คน), โอไฮโอ (18 คน), จอร์เจีย (16 คน), มิชิแกน (16 คน) และนอร์ทแคโรไลนา (15 คน) เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้เข้าชิงจะต้องได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งอย่างน้อย 270 เสียง เพื่อครองเสียงข้างมากและชนะการเลือกตั้ง

แอปเปิลจัดอีเวนต์ออนไลน์ 10 พ.ย.นี้ คาดเปิดตัว “MacBook รุ่นใหม่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637093

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 08:26 น.แอปเปิลจัดอีเวนต์ออนไลน์10พ.ย.นี้ คาดเปิดตัว "MacBook รุ่นใหม่"แอปเปิลประกาศจัดอีเวนต์ออนไลน์อีกครั้งในวันที่ 10 พ.ย.นี้ คาดเปิดตัว “MacBook รุ่นใหม่”

แอปเปิล อิงค์ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของโลก ได้ประกาศ จัดงานอีเวนต์ผ่านระบบออนไลน์ในวันที่ 10 พ.ย.63 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายในปีนี้ โดยคาดว่าการจัดอีเวนต์ครั้งนี้ แอปเปิลจะเปิดตัว MacBook รุ่นใหม่ ซึ่งจะมีการใช้ชิป ARM ของแอปเปิลเอง แทนที่จะใช้ชิปของอินเทล

ในปีนี้ แอปเปิล ได้จัดอีเวนต์ออนไลน์เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่เนื่องจากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยอีเวนต์ออนไลน์ครั้งแรกจัดขึ้นในเดือน ก.ย. 63 โดย แอปเปิล ได้เปิดตัว Apple Watch Series 6 และ Apple Watch SE โดย Apple Watch Series 6 ซึ่งมีคุณสมบัติในการตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือดของผู้ใช้ มีราคาเริ่มต้นที่ 399 ดอลลาร์ ขณะที่ Apple Watch SE มีราคาเริ่มต้นที่ 279 ดอลลาร์

นอกจากนี้ แอปเปิลยังเปิดตัว iPad Air รุ่นใหม่ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 599 ดอลลาร์ ส่วน iPad Gen 8 ซึ่งเป็น iPad รุ่นราคาถูก มีราคาเริ่มต้นที่ 329 ดอลลาร์ ขณะที่ iPad สำหรับนักศึกษาจะมีราคาเริ่มต้นที่ 299 ดอลลาร์ ขณะเดียวกัน แอปเปิลยังได้เปิดตัว Apple One ซึ่งเป็นการรวมบริการของแอปเปิลเข้าไว้เป็นแพคเกจเดียวกัน

ต่อมาในเดือน ต.ค.63 แอปเปิลจัดอีเวนต์อนไลน์เปิดตัว iPhone 12 จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ iPhone 12 Mini ซึ่งมีหน้าจอ 5.4″ มีราคาเริ่มต้นที่ 699 ดอลลาร์, iPhone 12 ซึ่งมีหน้าจอ 6.1″ มีราคาเริ่มต้นที่ 799 ดอลลาร์, iPhone 12 Pro หน้าจอ 6.1″ มีราคาเริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์ และ iPhone 12 Pro Max หน้าจอ 6.7″ มีราคาเริ่มต้นที่ 1,099 ดอลลาร์

ไบเดนเป็นอันตรายต่อดุลอำนาจโลกมากกว่าทรัมป์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637086

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 21:15 น.ไบเดนเป็นอันตรายต่อดุลอำนาจโลกมากกว่าทรัมป์ทรัมป์อาจเป็นคนที่เริ่มสงครามการค้า แต่เขายังไม่ใช่คนที่จะทำให้สงครามเย็นหรือสงครามที่รบกันจริงๆ เกิดขึ้น …โจ ไบเดนอาจเป็นคนที่ทำให้เกิดขึ้นมา

เอาเข้าจริงนโยบาย “อเมริกามาก่อน” (America First) ของโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้เป็นภัยคุกคามแบบคอขาดบาดตายกับประเทศที่ถูกสหรัฐมองว่าเป็นศัตรู แต่มันเป็นอันตรายกับพันธมิตรของสหรัฐมากกว่า

ที่จริงแล้ว America First มีลักษณะของการโดดเดี่ยวตัวเองของสหรัฐอมเริกามากกว่าที่จะทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจนำหน้าใคร

ทรัมป์ไม่ใช่คนแรกที่ผลักดันนโยบายนี้ ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ประธานาธิบดีวูดโรว วิลสันเคยใช้คำๆ นี้เพื่อย้ำจุดยืนว่าสหรัฐจะเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ยอมรบกับฝ่ายไหนทั้งสิ้น (ต่อมาสหรัฐต้องเข้าร่วมในที่สุดเพราะเยอรนีคุกคาม)

ต่อมาประธานาธิบดีวอร์เรน จี. ฮาร์ดิง ใช้คำขวัญ America First ในการหาเสียงซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การทำให้อเมริกาไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ใส่ใจกับตัวเอง พูดง่ายๆ ก็คือทำให้สหรัฐอเมริกาสนใจกับชาตินิยม ไม่ใช่นานาชาตินิยม และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมของอเมริกัน และการพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจ

ฮาร์ดิงบอกว่า “จะเรียกว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของชาติใดชาติหนึ่งก็เรียกกันไป แต่ผมคิดว่ามันคือแรงบันดาลใจให้กับการอุทิศตนเพื่อความรักบ้านเมือง”

แนวคิดของฮาร์ดิงใกล้เคียงกับนโยบาย America First ของทรัมป์พอสมควร ในด้านการสนใจผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลัก ประจันหน้าคู่แข่งทางเศรษฐกิจแบบตรงๆ (สงครามการค้า) ไม่สนใจนานาชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (ด้วยการถอนตัวจากข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ)

แต่เมื่อมองดูดีๆ เราจะเห็นว่า America First ของทรัมป์เหมือนกับแนวคิดของวิลสันกับฮาร์ดิงตรงที่พยายามพาสหรัฐปลีกตัวออกความขัดแย้งนานาชาติ หันมาสนใจกับความมั่งคั่งของตัวเอง ส่วนความมั่นคงของโลกนั่นช่างมัน เราจึงเห็นทรัมป์ถอนทหารจากที่โน่นที่นี่และยังไม่สนใจพันธมิตรนาโต้เอาเลย

เราอาจจะเห็นว่าทรัมป์มีท่าทีแข็งกร้าวกับจีน แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการค้า ส่วนการเมืองเป็นปฏิกิริยาตอบสนองกับท่าทีเชิงรุกของจีนเองในทะเลจีนใต้ พูดก็คือถ้าจีนไม่รุก สหรัฐก็ไม่ระราน

ดังนั้นเราจะติดกำดักของคำว่า America First ไม่ได้เพราะมันไม่ได้แปลว่าอเมริกาต้องเหนือกว่าใคร แต่มันหมายความว่าอเมริกาจะไม่ยุ่งกับใครต่างหาก

นี่คือความคิดที่ฝังลึกคนอเมริกันบางกลุ่มมานานนับร้อยปี สะท้อนผ่านหลักการของประเทศที่เรียกว่า “ลัทธิมอนโร” (Monroe Doctrine) ที่ย้ำว่าสหรัฐ (โลกใหม่) กับยุโรป (โลกเก่า) ต้องต่างคนต่างอยู่ และยุโรปจะไปทำอะไร หรือทะเลาะกันอย่างไรสหรัฐจะไม่ยุ่งด้วย ขณะเดียวกันยุโรปก็จะต้องรามือจากการกุมอาณานิคมต่างๆ ในทวีปอเมริกา (เพื่อที่สหรัฐจะมีอิทธิพลเหนือลาติอเมริกาแทน)

ลัทธิมอนโรหรือชาตินิยมอเมริกันมีอายุกว่าร้อยปีแล้วแต่ทุกวันนี้มันยังคงใช้กันอยู่ ประธานาธิบดียุคใหม่หลายคนได้รับอิทธิพลจากแนวคิดนี้  และรวมถึงแนวคิด America First ของทรัมป์ด้วย

ตรงกันข้ามกับแนวคิดนานาชาตินิยมของพวกพรรคเดโมแครต และโดยเฉพาะโจ ไบเดน

โจ ไบเดนจะเปลี่ยนแนวทางแบบ 360 องศา จากการสนใจแต่ตัวเอง มาสนใจมิตรสหายในประชาคมโลกมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะเขาต้องชูความต่างจากทรัมป์ แต่เป็นเพราะไบเดนเป็นคนมีจุดยืนแบบนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นั่นคือจุดยืนนานาชาตินิยมและให้ความสำคัญกับพันธมิตรของสหรัฐ

ช่วงปลายเดือนตุลาคม ที่ปรึกษาของไบเดนให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว Reuters ว่า ไบเดนจะไม่ทำผิดพลาดเหมือนทรัมป์ที่เล่นงานพวกเดียวกันเอง อย่างยุโรปและแคนาดาด้วยการขึ้นภาษีสินค้าของพันธมิตรเหล่านี้ การทำแบบนี้ทำให้สหรัฐอยู่โดดเดี่ยว และ “ทำให้จีนมีช่องในการหลบเลี่ยง”

จากคำพูดของกุนซือของไบเดนเราจะเห็นว่านโยบาย America First ของทรัมป์ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเล่นงานจีนโดยเฉพาะ แต่เล่นงานไปทั่วรวมถึงพันธมิตรด้วยกันเอง ทั้งหมดก็เพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐ

ที่ว่ากันว่าทรัมป์เริ่มสงครามเย็นครั้งใหม่ มีส่วนจริงแค่นิดเดียว เพราะทรัมป์เริ่มสงครามการค้าโดยไม่เปิดเกมส์รุกทางการเมืองกับจีนมากนัก แต่ไบเดนที่หันไปคบหาพันธมิตรเพื่อให้มาช่วย “จัดการกับจีน” จะทำให้สงครามเย็นครั้งใหม่เป็นรูปเป็นร่างจริงจังมากขึ้น

กุนซือของไบเดนแย้มว่าจะหารือกับพันธมิตรก่อนว่าจะจัดการกับจีนอย่างไร เขาบอกว่า “ทำการระบุประเด็นที่เราจะสามารถต่อรองกับจีนได้ร่วมกัน” แต่ก่อนอื่นไบเดนจะเริ่มต้นด้วยการเลิกเก็บภาษีพันธมิตรแล้วมาหารือร่วมกันเรื่องการค้า เพราะ “พวกเขาถูกทำให้แปลกแยก (จากเรา) พวกเขาถูกหยามโดยประธานาธิบดีทรัมป์ และนั่นทำให้เราจัดการจีนได้ไม่หนักพออย่างที่ควรจะเป็น”

คำกล่าวนี้บ่งชี้ว่าหากไบเดนชนะ การเล่นงานจีนจะไม่ใช่งานฉายเดี่ยวของสหรัฐอีก แต่เป็นการลากเพื่อนมารุมสกรัมจีนกันเลยทีเดียว แถมยังจะเป็นการเล่นงานจีนให้หนัก “อย่างที่ควรจะเป็น” อีกด้วย

หากยังเห็นภาพไม่ชัดว่าไบเดนน่าจะมีท่าทีอย่างไรกับสงครารมเย็นครั้งใหม่ เราสามารถเลียบๆ เคียงดูได้จากท่าทีของแคนดิเดตที่อาจเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไบเดน คือ มิเชล ฟลัวร์นอย (Michele Flournoy) ซึ่งมีท่าทีแข็งกร้าวมากกับจีนถึงกับเคยบอกว่าสหรัฐควารจะมีแสนยานุภาพมากพอที่จะ “จมเรือรบ เรือดำน้ำ เรือพาณิชย์ของจีนให้หมดไปจากทะเลจีนใต้ภายในเวลา 72 ชั่วโมง”

คำกล่าวนี้มาจากบทความที่ชื่อ “จะหยุดสงครามในเอเชียได้อย่างไร” (How to Prevent a War in Asia) ซึ่งฟลัวร์นอยเขียนให้นิตยสาร Foreign Affairs เมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ ซึ่งชื่อของบทความค่อนข้างตรงกันข้ามกับความตั้งใจของฟลัวร์นอย

ฟลัวร์นอยคนนี้มีดีกรีแข็งแกร่งมากเพราะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมมาถึง 2 ประธานาธิบดีแล้ว คือสมัยคลินตันและโอบามา และแม้แต่ในสมัยที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เธอก็ยังแสดงความเห็นสายเหยี่ยวต่อการรุกรานอิรัก ทั้งๆ ที่อยู่คนละพรรคกับบุช

ฟลัวร์นอยเสนอให้โจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว (doctrine of preemption) ซึ่งบุชทำแบบเดียวกับที่ฟลัวร์นอยเสนอหลังจากนั้นเรียกว่าปฏิบัติการโจมตีก่อน (preemptive strike) อันเป็นการโจมตีที่อื้อฉาวอย่างมากเพราะถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม

เธอยังเขียนรายงานยุทธศาสตร์หลายฉบับ ล้วนแต่เน้นท่าทีเชิงรุก เช่นบอกว่า “พรรคเดโมแครตจะธำรงไว้ซึ่งแสนยานุภาพทางทหารที่ทรงอานุภาพและก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สุดในโลก และเราจะไม่ลังเลที่จะใช้มันปกป้องผลประโยชน์ของเราไม่ว่าจะที่ไหนในโลก” และเมื่อครั้งที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นทีมของฮิลลารี คลินตันเธอก็ยังเสนอให้ “ขยายอำนาจอเมริกัน”

แค่กรณีเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้คนที่คิดว่าฝ่ายเดโมแครตจะกระหายสงครามน้อยกว่าพรรครีพับลิกันต้องเปลี่ยนความคิดใหม่

คำถามก็คือหากไบเดนมีจุดยืนเป็นสายเหยี่ยวขนาดนี้แล้ว ทำไมประเทศที่มีเรื่องมีราวกับสหรัฐถึงเดิมพันกับไบเดน?

นั่นก็เพราะทรัมป์คาดเดายากเกินไป บุ่มบ่ามเกินไป และคิดนอกกรอบมากเกินไป

สำหรับศัตรูแล้วคู่ต่อสู้แบบนี้ต่อกรได้ยากที่สุดเพราะไม่รู้จะมาไม้ไหน สำหรับพันธมิตรด้วยแล้วยิ่งลำบากเพราะมิตรภาพก็ไม่เอา แต่ยังคาดคั้นเอากับมิตรสหาย ทำให้เป้าหมายปั่นป่วนไปหมด

ดังนั้นไบเดนที่ชอบแสวงหาพันธมิตรจึงเป็นที่ต้องการของเพื่อนเก่าของสหรัฐ และไบเดนที่ชอบเล่นตามกรอบแม้ว่าจะลงมือรุนแรง แต่ก็คาดเดาได้ว่าจะเล่นแบบไหนและอย่างน้อยก็ยังเล่นตามกติกาโลก คู่ต่อสู้แบบนี้ศัตรูรู้ว่าควรจะใช้ยุทธศาสตร์แบบไหน

แม้ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยการเผชิญหน้าอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม 

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by JIM WATSON / AFP

ล็อบสเตอร์ถูกทิ้งตายเป็นตัน จีนตั้งแง่ไม่นำเข้าสินค้าออสเตรเลีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637072

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 19:30 น.ล็อบสเตอร์ถูกทิ้งตายเป็นตัน จีนตั้งแง่ไม่นำเข้าสินค้าออสเตรเลียเพราะความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศ ทำให้จีนชะลอนำเข้าล็อบสเตอร์ออสเตรเลีย ปล่อยคาสนามบินเป็นตัน

สำนักข่าวออสเตรเลียรายงานว่า กุ้งล็อบสเตอร์จากออสเตรเลียกลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดของข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนและออสเตรเลีย โดยล็อบสเตอร์จำนวนหลายตันถูกทิ้งไว้อยู่ที่สนามบินในประเทศจีนเนื่องจากจีนไม่อนุญาตให้นำเข้าประเทศ

ไซมอน เบอร์มิงแฮม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่ารัฐบาลได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นและกำลังดำเนินการอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว

รวมถึงแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการส่งสินค้าไปยังประเทศจีนว่า ผู้นำเข้าควรดำเนินการภายใต้มาตรฐานที่เท่าเทียมและไม่ควรมีการคัดกรองที่เลือกปฏิบัติซึ่งบ่งบอกถึงการละเมิดกฎองค์การการค้าโลก (WTO) และข้อตกลงการค้าเสรีจีน-ออสเตรเลีย (CHAFTA)

การที่จีนปฏิเสธกุ้งล็อบสเตอร์ที่นำเข้าจากออสเตรเลียหรือปล่อยทิ้งไว้นานกว่า 48 ชั่วโมงส่งผลให้กุ้งเหล่านั้นเสื่อมสภาพ เป็นการส่งสัญญาณการประท้วงทางการค้าอีกครั้งหลังจากที่ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศกำลังเพิ่มสูงขึ้น

โดยจีนเป็นประเทศนำเข้าอาหารทะเลรายใหญ่ของออสเตรเลียส่งผลให้อนาคตของอุตสาหกรรมกุ้งล็อบส์เตอร์ออสเตรเลียขึ้นอยู่กับประเทศจีน จากกรณีล่าสุดส่งผลให้ชาวประมงออสเตรเลียได้รับคำสั่งให้หยุดจับกุ้งล็อบสเตอร์เนื่องจากเกรงว่าจะถูกปล่อยทิ้งไว้ที่สนามบินในจีน

ทั้งนี้ ระบบการตรวจสอบสินค้านำเข้าของจีนถูกเปลี่ยนใหม่ให้เข้มงวดมากขึ้นโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความล่าช้าอย่างมากในการขนส่งกุ้งล็อบสเตอร์

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 พ.ย. กลุ่มที่ปรึกษาการค้าอาหารทะเล (STAG) แถลงว่าไม่กี่วันที่ผ่านมาการส่งออกล็อบสเตอร์ของออสเตรเลียบางส่วนประสบปัญหาความล่าช้าในการขนส่งเนื่องจากจีนมีการตรวจสอบสินค้านำเข้ามากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงนี้ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ตัดสินใจยุติการส่งสินค้าไปยังประเทศจีน

อย่างไรก็ตามทั้งสองประเทศมีการค้าขายระหว่างกันมาโดยตลอด แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มย่ำแย่ลง โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนการสอบสวนหาต้นตอของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ส่งผลให้รัฐบาลจีนบังคับใช้มาตรการเพื่อตรวจสอบและควบคุมสินค้าที่นำเข้าจากออสเตรเลีย

รวมถึงก่อนหน้านี้ยังมีสินค้าจำพวกเนื้อวัว, ข้าวบาร์เลย์ และไวน์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันหลังจากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาหลายครั้ง

รู้หรือไม่ 3 พ.ย. นี้ไม่ได้มีแค่เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637063

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.รู้หรือไม่ 3 พ.ย. นี้ไม่ได้มีแค่เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐแท้จริงแล้วการเลือกตั้งในสหรัฐที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. นี้ประชาชนไม่ได้เลือกประธานาธิบดีเท่านั้น แต่ยังเลือกฝ่ายปกครองและนิติบัญญัติเกือบครึ่งประเทศไปพร้อมๆ กัน

การเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ที่สหรัฐไม่ได้มีแค่การชิงดำตำแหน่งประธานาธิบดีกันระหว่างโดนัลด์ ทรัม์ปกับโจ ไบเดนเท่านั้น แต่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังจะทำการลงคะแนนเสียงเพื่อเลือก 3 ตำแหน่ง ได้แก่ วุฒิสภา, สภาผู้แทนราษฎร และผู้ว่าการรัฐ 

การเลือกตั้งวุฒิสภา (Senate elections) เป็นสภาสูงสุดของรัฐสภาสหรัฐ ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นผู้แทนจากแต่ละรัฐ โดยแต่ละรัฐมีผู้แทนรัฐละ 2 คนไม่ว่าจะมีประชากรมากหรือน้อย มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ปัจจุบันมีทั้งหมด 50 รัฐจึงมีสมาชิกวุฒิสภา 100 คน

 แต่เนื่องจากวาระค่อนข้างนานจึงจะต้องมีการเลือกตั้งทุกๆ 2 ปีเพื่อผลัดตำแหน่งในสภาไปเรื่อยๆ ครั้งละ 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดในสภา สมาชิกจึงแบ่งออกเป็น 3 ระดับ (class) ตามปีที่เข้ามาและปีที่จะหมดวาระไป และการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งใดครึ่งหนึ่งจะเวียนมาจัดช่วงเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยโดยในปีนี้เป็นการเลือกสมาชิกระดับที่ 2 (class 2)

 นอกจากนี้ในการเลือกตั้งในปีนี้มีการเลือกตั้งพิเศษ 2 รัฐคือแอริโซนา เพื่อแทนจอห์น แมคเคนที่เสียชีวิตในปี 2018 และในจอร์เจียเพื่อแทนจอห์นนี ไอแซกสัน ที่ลาออกเมื่อปลายปี 2019 ในการเลือกตั้งวุฒิสภาสหรัฐครั้งล่าสุดในปี 2014 พรรครีพับลิกันได้ 9 ที่นั่งจากพรรคเดโมแครตและได้รับเสียงข้างมากในวุฒิสภา

 ปัจจุบันพรรครีพับลิกันมี 53 ที่นั่งในวุฒิสภา ขณะที่พรรคเดโมแครตมี 45 ที่นั่ง ทั้งนี้การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเดโมแครตจะต้องได้มาอีก 3-4 ที่นั่งเพื่อครองเสียงข้างมากซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไบเดนหากเขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในทางกลับกันหากทรัมป์ชะนเลือกตั้ง แต่มีเสียงในวุฒิสภาจากพรรคเดียวกันไม่มากพอก็จะเป็นปัญหาต่อการบริหารประเทศเช่นกัน 

การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives elections) จะจัดขึ้นเพื่อเลือกตั้งผู้แทนจากเขตรัฐสภาทั้งหมด 435 เขตใน 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา โดยจำนวนผู้แทนราษฎรของแต่ละรัฐขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในรัฐนั้นๆ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนียมีประชากรมากที่สุดจึงมี ส.ส. 53 คน ส่วนรัฐไวโอมิงที่มีประชากรน้อยที่สุดมี 1 คน (แม้ว่าจะมีขนาดของรัฐมใหญ่มากก็ตาม) 

 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีวาระ 2 ปี ข้อสังเกตควรจำก็คือการเลือกตั้ง ส.ส. ของสหรัฐครั้งใดครั้งหนึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรมาจากพรรคที่ครองเสียงข้างมากในสภา ทั้งนี้พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2019 ด้วยจำนวน 235 ที่นั่ง โดยเป็นผลมาจากการเลือกตั้งในปี 2018 ดังนั้นเพื่อให้ครองเสียงข้างมากรีพับลิกันจะต้องได้รับ 21 ที่นั่งในปีนี้

การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ (Gubernatorial elections) การปกครองส่วนท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกาประกอบด้วย 50 รัฐ โดยแต่ละรัฐจะมีผู้ว่าการรัฐ 1 คน ซึ่งในวันที่ 3 พฤศจิกายนจะมีการเลือกผู้ว่าการรัฐใน 11 รัฐ หรืออาจมีการเลือกตั้งในรัฐอื่นๆ เพิ่มเติมหากมีผู้ว่าการรัฐใดพ้นวาระ ทั้งนี้การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐครั้งก่อนจัดขึ้นในปี 2016 ยกเว้นในรัฐนิวแฮมป์เชียร์และเวอร์มอนต์ซึ่งมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐคนปัจจุบันในปี 2018 เนื่องจากผู้ว่าการรัฐทั้งสองมีวาระเพียง 2 ปี

• การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐมีการอิงกับพรรคการเมืองหลักของประเทศด้วย แต่ไม่มีผลต่อการบริหารประเทศรัฐบาลกลางมากนัก ผู้ว่าการรัฐต่างๆ มีฐานะเป็นทั้งประมุขรัฐและผู้นำฝ่ายบริหารของรัฐ แต่ละรัฐมีอำนาจกึ่งปกครองตนเอง สามารถกำหนดนโยบายและกฎหมายของตัวเองได้ แต่มีอำนาจส่วนหนึ่งเป็นของรัฐบาลกลาง เช่น การต่างประเทศและด้านกลาโหม

การเลือกตั้งประธานาธิบดี (Presidential election) 

เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกคณะผู้เลือกตั้ง และคณะผู้เลือกตั้งจะทำการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ โดยในปีนี้คณะผู้เลือกตั้งจะลงคะแนนในวันที่ 14 ธันวาคม 2020 ทั้งนี้คณะผู้เลือกตั้งมีจำนวน 538 คน ดังนั้นผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 270 เสียงขึ้นไปจะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีกำหนดเปิดตัวผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 20 มกราคม 2021

จีนชิงดินแดนจากอินเดียได้ถึง 300 ตร.กม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637064

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 16:20 น.จีนชิงดินแดนจากอินเดียได้ถึง 300 ตร.กม.แต่อินเดียยังไม่ยอมแพ้และส่งทหารเข้ามาปักหลักในจุดยุทธศาสตร์ท่ามกลางฤดูหนาวที่หฤโหดในพื้นที่

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่าในการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพอินเดียและจีนในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ปรากฎว่าอินเดียสูญเสียการควบคุมพื้นที่ประมาณ 300 ตารางกิโลเมตรตามพื้นที่ภูเขาที่เป็นกรณีพิพาทของทั้งสองฝ่าย

เจ้าหน้าที่อินเดียที่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดได้เปิดเผยเรื่องนี้ ซึ่งพื้นที่ที่จีนยึดไปได้มีขนาดประมาณห้าเท่าของเกาะแมนฮัตตัน (ในนิวยอร์ก) และตอนนี้ทหารจีนป้องกันไม่ให้ทหารอินเดียเข้ามาเฉียดกรายในพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้ายังดำเนินต่อไป ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาได้มีการสร้างแนวรบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่หิมาลัยที่สูงเสียดฟ้าและมีอุณหภูมิเยือกแข็ง ขณะนี้กองทัพทั้งสองกำลังเตรียมพร้อมที่จะปักหลักในพื้นที่ดังกล่าวในช่วงฤดูหนาวซึ่งอุณหภูมิอาจลดลงถึง ติดลบ 40 องศา

“เราไม่เคยเห็นการขยายกำลังรบในฤดูหนาวนับตั้งแต่สงครามปี 1962” พลโท DS Hooda อดีตผู้บัญชาการกองทัพภาคเหนือของอินเดียกล่าว โดยเขาผู้นี้มีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ที่ทอดยาวข้ามเทือกเขาหิมาลัยไปยังจุดสูงสุดระหว่างอินเดียและจีนที่ความสูง 5,540 เมตร

“ทั้งสองประเทศกำลังปักหลักตั้งแนวรบ แสดงว่าท่าทีกำลังแข็งกร้าวและด้วยเหตุนี้เราจึงอาจจะเห็นความตึงเครียดที่ยืดเยื้อออกไปซึ่งอาจส่งผลที่คาดไม่ถึง”

การเดิมพันของทั้งสองฝ่ายคือการควบคุมด่านยุทธศาสตร์เช่น ช่องเขาคาราโครัม (Karakoram Pass) ซึ่งทอดตัวจากอินเดียไปยังเขตซินเจียงของจีน การยึดเส้นทางสายไหมโบราณอาจทำให้จีนเข้าถึงเส้นทางสู่ปากีสถานได้ง่ายขึ้นซึ่งเป็นพันธมิตรกับจีนมายาวนาน (และเป็นศัตรูกับอินเดีย) ช่วยเปิดเส้นทางการค้าไปยังประเทศในเอเชียกลางซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในความสำเร็จของการริเริ่มโครงการ Belt and Road ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

ในขณะที่อินเดียไม่เคยมีความเคลื่อนไหวมากนักในพื้นที่ชายแดนเป็นเวลาหลายปีหลังสงครามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ก็เริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ อินเดียเพิ่งเปิดอุโมงค์เจ็ดแห่งแรกในส่วนสำคัญของเทือกเขาหิมาลัยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายของกองกำลังและยังสร้างถนนความยาว 255 กิโลเมตรที่เชื่อมต่อเมืองสำคัญในภูมิภาคไปยังช่องเขาคาราโครัม

แต่กระทรวงต่างประเทศของจีนบอกว่าโครงสร้างพื้นฐานของอินเดียว่าเป็น “ต้นตอของความตึงเครียด” ระหว่างสองประเทศ

เเฉินจินอิง ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยความสัมพันธ์ประเทศและรัฐประศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยศึกษากิจการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ( Shanghai International Studies University) กล่าวว่า“ ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะมุ่งมั่นมากและทั้งสองฝ่ายไม่เต็มใจที่จะแสดงอาการอ่อนแอหรือท่าทางที่จะถอยเลย”

AFP PHOTO / Desha-Kalyan CHOWDHURY