สีจิ้นผิงต้านวงล้อมสหรัฐ ย้ำอุตฯจีนต้องพึ่งพาตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637039

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 12:53 น.สีจิ้นผิงต้านวงล้อมสหรัฐ ย้ำอุตฯจีนต้องพึ่งพาตัวเองจีนต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทานท่ามกลางการปิดล้อมของสหรัฐ

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเรียกร้องให้จัดตั้งห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระและสามารถควบคุมได้เพื่อประกันความมั่นคงของอุตสาหกรรมและประเทศในขณะที่สหรัฐพยายามตัดจีนออกจากการส่งออกสินค้าที่สำคัญ

“เราต้องพยายามที่จะมีแหล่งทางเลือกอย่างน้อยหนึ่งแหล่งสำหรับผลิตภัณฑ์หลักและช่องทางการจัดหาเพื่อสร้างระบบสำรองข้อมูลทางอุตสาหกรรมที่จำเป็น” สีจิ้นผิงกล่าวในสุนทรพจน์เมื่อเดือนเมษายนเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศซึ่งเพิ่งจะได้รับการเผยแพร่โดย Qiushi Journal เมื่อวันเสาร์

ทั้งนี้ Qiushi Journal เป็นสิ่งพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และนิตยสารไม่ได้บอกว่าทำไมจึงรอที่จะปล่อยกล่าวของสีจิ้นผิงออกมาในเวลานี้

สีจิ้นผิงกล่าวว่าผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้เกิดความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของจีนจึงจำเป็นต้องมีห่วงโซ่ที่ “อิสระควบคุมได้ปลอดภัยและเชื่อถือได้”

สีจิ้นผิงไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าแนวทางนี้จะทำอย่างไร แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลได้สรุปยุทธศาสตร์เพื่อการพึ่งตัวเองมากขึ้นผ่านแผนเศรษฐกิจระยะห้าปี ระหว่างที่ความตึงเครียดกับสหรัฐทวีความรุนแรงขึ้น สหรัฐได้กดดันให้พันธมิตรหลีกเลี่ยงอุปกรณ์จาก Huawei และห้ามบริษัทด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในจีนหลายสิบแห่งไม่ให้ซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์ของสหรัฐ และแม้กระทั่งสั่งแบน WeChat ของบริษัท Tencent และแอป TikTok ของบริษัท ByteDance

รายละเอียดเบื้องต้นของแผนห้าปีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเติบโตอย่างยั่งยืนและยังให้คำมั่นที่จะพัฒนาตลาดในประเทศให้แข็งแกร่ง แต่แผนการนี้ที่ไม่ได้ระบุเป้าอัตราการเติบโตที่คาดหวังไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่กล่าวว่าคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางต่อไปแล้วจะส่งไปยังรัฐสภาของประเทศในเดือนมีนาคม

สุนทรพจน์ในเดือนเมษายนของสีจิ้นผิง เรียกร้องให้เสริมสร้างข้อได้เปรียบของจีนโดยกล่าวว่าจุดยืนที่แข็งแกร่งในห่วงโซ่อุตสาหกรรมระหว่างประเทศของจีน อาจช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกในการตัดอุปทานการผลิตของจีน

นอกจากนี้เขายังเรียกร้องให้จีนเสริมสร้างบทบาทการเป็นผู้นำระดับโลกที่แข็งแกร่งในเศรษฐกิจดิจิทัลและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศในสกุลเงินดิจิทัลและภาษีดิจิทัลเพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันใหม่ๆ

สีเน้นย้ำถึงบทบาทของรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อในการเจรจาการค้ากับสหรัฐโดยเรียกรัฐวิสาหกิจว่าเป็น “เสาหลักที่สำคัญและสนับสนุนการฟื้นฟูชาติและต่อพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาล” เขากล่าวว่ารัฐวิสาหกิจต้อง “ แข็งแกร่งขึ้น ดีขึ้น และใหญ่ขึ้น” แต่พวกรัฐวิสาหกิจก็ต้องการการปฏิรูปเช่นกัน

นอกจากนี้สุนทรพจน์ยังกล่าวถึงการขยายความต้องการภายในประเทศ การปรับปรุงกลยุทธ์การขยายตัวของเมือง การเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรเทคโนโลยี และการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

Photo by NOEL CELIS / AFP

เพิ่งเปิดเผย! เจ้าชายวิลเลียมเคยประชวรโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637031

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 11:46 น.เพิ่งเปิดเผย! เจ้าชายวิลเลียมเคยประชวรโควิด-19สื่ออังกฤษเผยเจ้าชายวิลเลียมเคยประชวรโควิด-19 แต่เก็บไว้ไม่อยากให้แตกตื่น

เดอะซัน รายงานว่าเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ เคยประชวรด้วยโรคโควิด-19 ในเดือนเมษายนแต่เก็บไว้เป็นความลับเนื่องจากไม่ต้องการสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนในประเทศ

เจ้าชายวิลเลียมได้รับการรักษาโดยแพทย์ประจำพระองค์และปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัดโดยกักพระองค์อยู่ที่พระตำหนักแอนเมอร์ ฮอล์ เป็นเวลา 14 วัน

แหล่งข่าวกล่าวว่าพระอาการของพระองค์ทรุดหนัก แต่ยังคงมีพระประสงค์ที่จะทรงงานตามปกติโดยมีการทรงงานผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์

อย่างไรก็ตามสำนักพระราชวังเคนซิงตันปฏิเสธที่จะออกมาให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว

ทั้งนี้ เจ้าชายชาร์ลเคยประชวรด้วยโรคโควิด-19 ในเดือนมีนาคม และบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็ป่วยด้วยโรคนี้ในเดือนเมษายนเช่นเดียวกัน

โค้งสุดท้าย! ไบเดนทิ้งห่างทรัมป์ 10 แต้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637026

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 10:45 น.โค้งสุดท้าย! ไบเดนทิ้งห่างทรัมป์ 10 แต้มผลสำรวจคะแนนนิยมทั่วประเทศครั้งสุดท้ายไบเดนมีคะแนนนำทรัมป์ 52 ต่อ 42

ผลสำรวจคะแนนนิยมครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาจากสำนักข่าวเอ็นบีซีและเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลพบว่า โจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครตมีคะแนนทิ้งห่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันอยู่ถึง 10 คะแนน

การสำรวจความคิดเห็นดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 29 ถึง 31 ตุลาคม จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,000 คนระบุว่าไบเดนมีคะแนนนิยมทั่วประเทศอยู่ที่ 52% ขณะที่ทรัมป์มีคะแนน 42%

ผลสำรวจยังพบอีกว่า ไบเดนมีคะแนนนำทรัมป์ในกลุ่มผู้มัสิทธิเลือกตั้งผิวดำ (87% ต่อ 5%), กลุ่มคนอายุน้อยในช่วง 18-34 ปี (60% ต่อ 32%), ผู้สูงอายุ (58% ต่อ 35%) และสตรี (57% ต่อ 37%)

อย่างไรก็ตามทรัมป์มีคะแนนนำไบเดนในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาว (51% ต่อ 45%)

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 68% กล่าวว่าได้ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าหรือมีแผนที่จะลงคะแนนล่วงหน้า ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 28% กล่าวว่าจะลงคะแนนในวันเลือกตั้ง

นอกจากนี้พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งร้อยละ 48 ต้องการรัฐสภาที่ควบคุมโดยพรรคเดโมแเครต ขณะที่ร้อยละ 43 ต้องการพรรครีพับลิกัน

ยิ่งไปกว่านั้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งร้อยละ 60 มองว่าประเทศกำลังเดินผิดทาง และคะแนนเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการจัดการปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาของโดนัลด์ ทรัมป์

ในหลวงตรัสกับสื่อต่างประเทศ “We love them all the same” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637016

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 00:35 น.ในหลวงตรัสกับสื่อต่างประเทศ "We love them all the same"ทรงมีพระราชดำรัสกับสื่อต่างประเทศว่า “เรารักพวกเขาเหมือนเดิม” และประเทศไทยคือ “ดินแดนแห่งการประนีประนอม”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อม พระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระดำเนินทักทายประชาชนที่มาเฝ้าฯรับเสด็จฯที่บริเวณด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง หลังจากเสด็จฯทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูฝน เป็นเครื่องทรงฤดูหนาวถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง

ระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินนั้นผู้สื่อข่าวของ Channel 4 News / CNN (ของสหราชอาณาจักรและของสหรัฐ) ได้กราบทูลซักถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่ามกลางประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ มีพระราชดำรัสตอบอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น

สำนักข่าว Channel 4 News / CNN  บรรยายว่า “ขณะที่ผู้ประท้วงหลายพันคนในประเทศไทยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ในหลวงทรงให้สัมภาษณ์พิเศษ Channel 4 News / CNN ว่า “เรารักพวกเขาเหมือนเดิม” และประเทศไทยคือ “ดินแดนแห่งการประนีประนอม” แสดงให้เห็นว่าอาจมีทางออกให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยาวนานหลายเดือน”

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FChannel4News%2Fvideos%2F398076774547988%2F&show_text=0&width=476

ทำไม? ทรัมป์ ตัด GSP ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637013

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 21:04 น.

ทำไม? ทรัมป์ ตัด GSP ไทย

The Expert :ทำไม? ทรัมป์ ตัด GSP ไทย

The Expert :ทำไม? ทรัมป์ ตัด GSP ไทย

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/921468844&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ทำไม? ทรัมป์ ตัด GSP ไทย

กษัตริย์มาเลเซียที่เคยถูกมองข้าม วันนี้กลายเป็นพลังสำคัญทางการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637005

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 18:04 น.กษัตริย์มาเลเซียที่เคยถูกมองข้าม วันนี้กลายเป็นพลังสำคัญทางการเมืองสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่าหลังจากผ่านมาหลายทศวรรษที่สถาบันกษัตริย์มาเลเซียต้องอยู่ห่างๆ อย่างไม่มีบทบาทการเมืองระดับชาติ วันนี้สถาบันกษัตริย์กลายมาอยู่ศูนย์กลางของการเมืองเพื่อเติมเต็มสุญญากาศทางอำนาจที่เกิดขึ้นในปีนี้

สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลละฮ์ ชะฮ์ผู้ขึ้นครองราชย์เมื่อปีที่แล้ว ก้าวเข้าสู่สมรภูมิการต่อสู้ทางการเมืองในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อรัฐบาลอายุ 2 ปีล้มลงอย่างกะทันหัน ทรงแก้ปัญหาทางตันด้วยการแต่งตั้งให้มุฮ์ยิดดิน ยัสซินเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปโดยไม่ต้องลงคะแนนเสียงจากรัฐสภา ตั้งแต่นั้นมาก็มีการตั้งคำถามถึงเสถียรภาพรัฐบาลมุฮ์ยิดดินเป็นประจำ และนักการเมืองชั้นนำของประเทศก็ขอพบกับกษัตริย์เพื่อที่จะแย่งชิงอำนาจจากมูฮ์ยิดดิน

ที่มาเลเซีย รัฐบาลผสมรัฐบาลเดียวปกครองติดต่อกันมานานถึงหกทศวรรษจนถึงการเลือกตั้งปี 2018 แต่ตอนนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ที่พระมหากษัตริย์จะมีบทบาทโดดเด่นในทางการเมือง ตามปกติแล้วพระมหากษัตริย์ของมาเลเซียจะผลัดกันขึ้นครองราชย์โดยสุลต่านผู้ปกครองรัฐเก้าองค์จะซึ่งหมุนเวียนกันดำรงำตแหน่ง ตามปกพระมหากษัตริย์จะทำหน้าที่ในทางพิธีการ เช่นเป็นประธานสาบานตนรับตำแหน่งรัฐมนตรี หรืออภัยโทษผู้ต้องโทษคดีอาญา

แต่ตอนนี้ด้วยการที่รัฐบาลของมุฮ์ยิดดินครองเสียงข้างมากเกินพรรคฝ่ายค้านแค่ 2 เสียงในรัฐสภา การตัดสินใจของกษัตริย์จึงมีความสำคัญในการพิจารณาว่าฝ่ายบริหารของเขาจะอยู่หรือไป พระมหากษัตริย์มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหรือปฏิเสธคำร้องขอให้ยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้ง ในเวลาปกติเป็นเพียงอำนาจทางพิธีการในการยืนยันผลการลงคะแนนหรือการเสนอแนะของรัฐบาล

การที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันขาดอำนาจเด็ดขาด ทำให้กษัตริย์มีน้ำหนักมากขึ้นรวมถึงเมื่อคราวที่ทรงแถลงเรื่องนโยบายเช่นงบประมาณหรือมาตรการตอบรับการระบาดของไวรัสโคโรนาที่เหมาะสม

“ตอนนี้เรามีพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีความโดดเด่นและกล้าแสดงออกในทางการเมืองมากขึ้น” โยฮัน สราวานามุททู ผู้ช่วยอาวุโสของวิยาลัยการศึกษานานาชาติเอส. ราชรัตนัม ผู้เขียนงานวิชาการเกี่ยวกับการเมืองมาเลเซียมานานกว่า 30 ปีกล่าว “มันเป็นการตัดสินใจที่สำคัญเกี่ยวกับการเมือง”

อิทธิพลของกษัตริย์จะถูกทดสอบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทรงแสดงความ “เชื่อมั่นอย่างเต็มที่” ในความสามารถของมุฮ์ยิดดินในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตและเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติลงคะแนนเสียงให้งบประมาณที่รัฐบาลเสนอในวันที่ 6 พ.ย. หากไม่ผ่าน ความกดดันจะเพิ่มขึ้นให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับนักลงทุนที่กังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในมาเลเซียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

พระมหากษัตริย์ “เรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเคารพคำแนะนำของพระองค์ให้ยุติข้อพิพาททางการเมืองโดยทันที และควรจะหันมาจัดลำดับความสำคัญของความผาสุกของประชาชนและความเป็นอยู่ที่ดีของประเทศเพื่อให้งบประมาณปี 2564 ได้รับการอนุมัติโดยไม่ต้องมี การแทรกแซง” สำนักพระราชวังกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 28 ต.ค.

พระราชวังไม่ตอบคำถามทางอีเมลเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในมาเลเซียก่อนที่จะมีการเผยแพร่บทความนี้ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก

ตำแหน่งพระราชาธิบดีแบบหมุนเวียนผลัดกันดำรงตำแหน่งของมาเลเซีย ประกอบด้วยผู้ปกครองของรัฐมาเลย์เก้ารัฐ ตำแหน่งของกษัตริย์จะถูกส่งต่อไปในบรรดาผู้ปกครองโดยแต่ละวาระจะมีระยะเวลาห้าปี

หลังจากการประกาศเอกราชของประเทศในปี 1957 บรรดาสุลต่านรัฐต่างๆ และแนวร่วมฝ่ายรัฐบาลที่นำโดยพรรคอัมโนมีความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

สิ่งนี้เปลี่ยนไปเมื่อมหาเธร์ โมฮัมหมัดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในทศวรรษที่ 1980 เขาพยายามที่จะลดอิทธิพลของสถาบันกษัตริย์โดยการยุติอำนาจการยับยั้งของรัฐบาลกลาง ลดภูมิคุ้มกันทางกฎหมาย และยกเลิกกฎหมายที่กีดกันไม่ให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ เขายังพยายามที่จะถ่ายโอนอำนาจฉุกเฉินไปยังฝ่ายบริหารของรัฐบาล

หลังจากการครองอำนาจ 22 ปีของมหาเธร์สิ้นสุดลงในปี 2003 เกรก โลเปซ อาจารย์ของ Murdoch University Executive Education Center ในเพิร์ทบอกว่า สุลต่านทรงพบโอกาสที่จะกลับมาเป็นที่ที่สนใจอีกครั้ง

“สุต่านองค์ต่างๆ เป็นศูนย์กลางอำนาจ ดังนั้นนักการเมืองจึงรู้ดีว่าการให้อำนาจแก่สุลต่านองค์ต่างๆ นั้นเป็นความผิดพลาดเพราะพระทรงจะตรวจสอบพวกนักการเมือง” โลเปซกล่าว “ นักการเมืองที่อ่อนแอ ผู้นำที่อ่อนแอไปหาพระองค์”

รัฐบาลของมุฮ์ยิดดินอาจจะไม่มั่นคงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย ความโดดเด่นที่เพิ่มขึ้นของกษัตริย์เห็นได้ชัดในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในเปิดรัฐสภาครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม เมื่อพระองค์เรียกร้องให้มีเอกภาพและกระตุ้นให้ฝ่ายนิติบัญญัติ “แสดงวุฒิภาวะทางการเมือง” นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศที่การประชุมสภามีการกล่าวสุนทรพจน์ของกษัตริย์เท่านั้นโดยไม่มีเวลาให้ผู้แทนหารือเกี่ยวกับนโยบายหรือแก้ไขปัญหาการระบาด

เมื่อเดือนที่แล้วกษัตริย์ปฏิเสธข้ออ้างของอันวาร์ อิบราฮิมผู้นำฝ่ายค้านที่อ้างว่ามีหลักฐาน “น่าเชื่อถือ” ว่าเขามีเสียงข้างมากในรัฐสภา ทรงกล่าวว่าอันวาร์ไม่ได้ส่งชื่อฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อยืนยันข้อเรียกร้องของเขา และทรงเรียกร้องให้ประเทศเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ไม่ถึงสองสัปดาห์ต่อมากษัตริย์ยังปฏิเสธคำขอของมูฮ์ยิดดินในการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อจัดการกับการระบาดของโรคซึ่งจะทำให้นายกรัฐมนตรีสามารถจ่ายงบประมาณได้โดยไม่ต้องลงคะแนนเสียงในสภา การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดกระแสเรียกร้องให้มูฮ์ยิดดินลาออกแม้แต่ในกลุ่มพันธมิตรของเขาเองก็ตาม

หลายคนในมาเลเซียยินดีต้อนรับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกษัตริย์โดยเห็นว่าพระองค์เป็นปากเสียงแห่งเหตุผลในช่วงเวลาที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ และความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาด เมื่อกษัตริย์ทรงสั่งให้ระงับมาตรการฉุกเฉินของรัฐบาล ก็เกิดแฮชแท็ก “ #daulattuanku” ซึ่งหมายถึง “ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” กำลังได้รับความนิยมใน Twitter

โดยไม่คำนึงถึงอิทธิพลทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดหลายศตวรรษ ราชวงศ์ของมาเลเซียก่อให้เกิดปรากฎการณ์การแสดงความภักดีอย่างดุเดือดจากเชื้อสายมาเลย์ซึ่งชนกลุ่มใหญ่ แต่การวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์มาเลเซียถือเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายเช่นกัน

หนังสือพิมพ์ The Edge รายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่าตำรวจจับกุมนักการเมืองฝ่ายค้านในท้องถิ่นแห่งหนึ่งจากการแสดงความคิดเห็นที่ปลุกระดมเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่โพสต์บนเฟซบุ๊ค

การกระทำของพระมหากษัตริย์ในปีนี้เป็นสิ่งที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” โออีซุน นักวิชาการของสถาบันวิเทศสัมพันธ์แห่งสิงคโปร์กล่าว “สถาบันกษัตริย์ทรงกุมอำนาจตามรัฐธรรมนูญมากขึ้่น”

Photo by MOHD RASFAN / AFP

กวาดจับนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยฮ่องกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636978

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 16:33 น.กวาดจับนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยฮ่องกง นี่อาจเป็นปฏิบัติการกวาดล้างนักการเมืองฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย-เอกราช หลังจากที่มีการจับกุมผู้ประท้วงในฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง

นักการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกง 7 คน ถูกจับกุมเมื่อวันอาทิตย์เนื่องจากการประท้วงและการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในสภานิติบัญญัติของฮ่องกงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ตำรวจกล่าวนักการเมืองทั้ง 7 คนซึ่งในจำนวนนี้มี 4  คนเป็นสมาชกฝ่ายนิติบัญญัติถูกจับกุมในข้อหา “ดูหมิ่น” และ “แทรกแซง” สมาชิกสภานิติบัญญัติของเมืองเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม

สภานี้ผ่านกฎหมายกึ่งปกครองตนเองของฮ่องกง แต่มีที่นั่งเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและยังมีระบบการแต่งตั้งสมาชิกที่ซับซ้อนเพื่อให้แน่ใจว่าเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาลจีน

การทะเลาะวิวาทและการประท้วงเกิดขึ้นเป็นประจำโดยเสียงส่วนน้อยในสภาที่สนับสนุนประชาธิปไตยมักใช้วิธีการต่อต้านด้วยการร้องตะโกนและการขัดขวางเพื่อพยายามหยุดยั้งการผ่านร่างกฎหมายที่พวกเขาต่อต้าน

ในวันที่ 8 พฤษภาคมการเผชิญหน้าเกิดขึ้นในคณะกรรมการที่ตัดสินว่าร่างกฎหมายใดควรนำเสนอในการอภิปราย

ฝ่ายค้านใช้เวลาหลายเดือนในการต่อต้านเพื่อยับยั้งการแต่งตั้งหัวหน้าคณะกรรมการ ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจีนตอบโต้ด้วยแต่งตั้งนักการเมืองคนหนึ่งของพวกเขามานั่งก้าอี้คณะกรรมการเสียเลย

กรณีนี้ทำให้เกิดเหตุโกรธแค้นและการประท้วงในสภาโดยมีฝ่ายนิติบัญญัติจากทั้งสองฝ่ายใช้ป้ายประท้วงท่ามกลางความวุ่นวายและการลงไม้ลงมือกัน

ในที่สุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจีนก็ลากนักการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยส่วนใหญ่ออกจากห้องประชุมและการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการก็ดำเนินต่อไป

แต่การจับกุมตำรวจในวันอาทิตย์มุ่งไปที่นักการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยโดยไม่ได้จับกุมฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลจีน

การที่ชาวฮ่องกงไม่สามารถเลือกตั้งผู้นำและผู้ร่างกฎหมายได้เป็นหัวใจสำคัญของการต่อต้านการปกครองของจีน รวมถึงเป็นสาเหตุของการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่และรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว

มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 10,000 คนและตอนนี้ศาลต้องวุ่นวายกับการพิจารณาคดี จำเลยหลายคนเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายค้านและบุคคลสำคัญ

ทั้งนี้ นักการเมืองที่ถูกจับกุมอาจถูกจำคุกถึงหนึ่งปีหากถูกตัดสินว่ามีความผิด

อย่างไรก็ตาม สำนักงานประสานงานซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลกลางจีนในฮ่องกงเตือนว่าการประท้วงของสภานิติบัญญัติในอนาคตถือเป็นหนึ่งในอาชญากรรมความมั่นคงตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งมีโทษจำคุกถึง 10 ปีตลอดชีวิต

Photo by Anthony WALLACE / AFP

สั่งชาวฝรั่งเศส-อเมริกันตำหนิผู้นำตัวเองก่อนเข้าร้านค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636972

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 14:32 น.สั่งชาวฝรั่งเศส-อเมริกันตำหนิผู้นำตัวเองก่อนเข้าร้านค้าเจ้าของร้านรองเท้าชาวปาเลสไตน์กลายเป็นคนดัง หลังจากที่เขาปิดป้ายประกาศให้ชาวฝรั่งเศสและอเมริกันตำหนิผู้นำตัวเองที่ทำผิดต่อชาวอาหรับและมุสลิม

อิมาด โมฮัมหมัด ช่างทำรองเท้าชาวปาเลสไตน์โชว์รองเท้าที่ทำขึ้นจากฝีมือของเขา ซึ่งเขียนชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐและฝรั่งเศสด้วยอักษรภาษาอาหรับที่ด้านร้านของเขาในเมืองรามัลลาห์ในเขตเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลยึดครองเพื่อสะท้อนความไม่พอใจของตัวเขาและชาวอาหรับต่อการกระทำของผู้นำทั้งสองประเทศ

“รองเท้าแตะพื้น ฝุ่น และสิ่งสกปรกดังนั้นหากเราเขียนชื่อใครบางคนลงไปและชื่อนั้นก็สกปรกไปด้วย แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของบุคคลนั้นว่าคุณให้ความสำคัญกับบุคคลนั้นอย่างไร “โมฮัมหมัดกล่าวกับเอเอฟพีและเสริมว่าเขาเลือกที่จะประทับชื่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐและประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ลงบนรองเท้าทำมือที่ชาวปาเลสไตน์สวมใส่เพราะพวกเขา “ทำร้ายประชาชนของเรา”

ที่ด้านหน้าร้านของเขา อิมาด โมฮัมหมัดยังปิดแผ่นป้ายคำเตือนไปถึงลูกค้าชาวฝรั่งเศส 1 แผ่น และคำเตือนชาวอังกฤษและอเมริกันอีก 1 แผ่น 

ข้อความที่เขียนถึงลูกค้าชาวฝรั่งเศสมีทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสบอกว่า “ถึงชาวฝรั่งเศสทุกคน การเข้าร้านนี้มีเงื่อนไขว่าคุณจะต้องขอโทษที่มาครงมีถ้อยแถลงที่เหยียดเชื้อชาติและดูหมิ่นศาสนาอิสลาม”

คำเตือนชาวอังกฤษและอเมริกันเขียนไว้ว่า “ถึงชาวอังกฤษและอเมริกันทุกคน คุณควรเสนอที่จะแสดงความขอโทษและความรับผิดชอบต่อคำประกาศบัลโฟร์ (Balfour Declaration ซึ่งเป็นคำประกาศของรัฐบาลอังกฤาที่จะให้ชาวยิวตั้งถิ่นฐานในดินแดนปาเลสไตน์) และการตัดสินใจที่สกปรกของทรัมป์ที่สร้างความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานให้กับชาวปาเลสไตน์นับตั้งแต่มีคำประกาศจนถึงทุกวันนี้”

ภาพโดย ABBAS MOMANI / AFP

ภาพโดย ABBAS MOMANI / AFP
ภาพโดย ABBAS MOMANI / AFP

Xiaomi ของจีนแซงหน้า Apple เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ3ของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636974

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 12:32 น.Xiaomi ของจีนแซงหน้า Apple เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ3ของโลกแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังลูกผีลูกคนและยังมีสงครามการค้าและสงครามเย็นที่กระทบกับจีนโดยตรง แต่บริษัท Xiaomi ก็ยังสามารถขยายตลาดได้

Xiaomi ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเอาชนะ Apple ขึ้นมาได้ครองตำแหน่งที่สามในบรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นครั้งแรก หลังจากการประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดซึ่งเปิดเผยโดยบริษัทวิจัยสามแห่ง ได้แก่ International Data Corporation (IDC) Counterpoint และ Canalys

ในช่วงไตรมาสที่ 3 จากเดือนกรกฎาคมถึงสิ้นเดือนกันยายน การจัดส่งสมาร์ทโฟนของบริษัท Xiaomi  ทำสถิติสูงสุดโดยมีข้อมูลชี้ให้เห็นการเติบโตมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์และจำนวนหน่วยที่จัดส่งอยู่ระหว่าง 46.2 ล้านถึง 47.1 ล้านเครื่อง

ในขณะเดียวกัน Apple ตกลงมาอยู่อันดับที่สี่ในการจัดอันดับจากข้อมูลของ IDC บริษัท โดย Apple  จัดส่ง iPhone มีจำนวน 41.6 ล้านเครื่องในไตรมาสที่สามลดลงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบเป็นรายปี

ส่วนข้อมูลจาก Counterpoint แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ Canalys ระบุจำนวนการจัดส่งไว้ที่ 43.2 ล้านเครื่อง อย่างไรก็ตามข้อมูลจากทั้งสามบริษัทแสดงให้เห็นว่า Apple กำลังตามหลัง Xiaomi

AFP PHOTO / FRED DUFOUR

อังกฤษล็อคดาวน์รอบสอง ยุโรปเข้าสู่วงจรใหม่ของการระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636969

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 11:02 น.อังกฤษล็อคดาวน์รอบสอง ยุโรปเข้าสู่วงจรใหม่ของการระบาดสถานการณ์ในยุโรปน่าเป็นห่วงเหมือนที่คาดการณ์กันไว้ว่าการระบาดอาจกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว ตอนนี้หลายประเทศเริ่มล็อคดาวน์อีกครั้ง

นายกรัฐมนตรีบอริสจอห์นสันของสหราชอาณาจักรประกาศล้อคดาวน์ประเทศเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ตามรอยหลายประเทศในยุโรปที่กำหนดมาตรการนี้เป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเริ่มต้นขึ้น

มีบางประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปที่สั่งล็อคดาวน์ใหม่อย่างเข้มงวด เนื่องจากยุโรปประสบปัญหาโควิด -19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่การล็อคดาวน์ซ้ำๆ และความล้มเหลวในการควบคุมโรคนำไปสู่ความโกรธเคืองอย่างกว้างขวางและบางครั้งเกิดการประท้วงรุนแรง

เพียงไม่กี่นาทีหลังจากการประกาศของจอห์นสัน อันโตนิอู คอสตา นายกรัฐมนตรีของโปรตุเกสได้ประกาศการล็อคดาวน์บางส่วนในประเทศ โดยร้อยละ 70 ของประชากรต้องกลับเข้าสู่ภาวะจำกัดการเดินทางและอิสรภาพด้านต่างๆ 

นอกจากนี้ในวันเสาร์ที่ผ่านมาออสเตรียได้ออกจากการล็อคดาวน์ครั้งที่สอง ในขณะที่กรีซประกาศบางส่วน มาตรการใหม่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ฝรั่งเศสเริ่มการล็อคดาวน์ครั้งที่สองและเบลเยียมกล่าวว่าจะเพิ่มความเข้มงวดมาตรการดังกล่าว

โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 1,189,892 คนและติดเชื้อ 45,650,850 คนนับตั้งแต่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้วตามข้อมูลของ AFP

สหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดมีรายงานผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสมากกว่า 9 ล้านคนในวันศุกร์ โดยการติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศ

แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พยายามลดทอนความน่ากลัวของภัยคุกคามของโควิด -19 อีกครั้งในระหว่างการหาเสียง โดยเขาบอกว่า “ถ้าคุณได้รับเชื้อ คุณจะมีอาการดีขึ้นและคุณจะมีภูมิคุ้มกัน” 

ในขณะเดียวกันสหราชอาณาจักรมีผู้ติดเชื้อ 1 ล้านคน โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 22,000 รายในวันเสาร์ในขณะที่การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพราะไวรัสเพิ่มขึ้น 1,239 รายซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดประจำวันนับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน

การประกาศล็อคดาวน์โดยจอห์นสันเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายครั้งใหญ่ หลังจากมีคำเตือนว่าโรงพยาบาลในสหราชอาณาจักรอาจรับคนไข้ไม่ไหวอีกต่อไปภายในไม่กี่สัปดาห์หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่

ภายใต้การล็อคดาวน์ใหม่ซึ่งจะเริ่มในวันพฤหัสบดีและสิ้นสุดในวันที่ 2 ธันวาคม ประชากรของอังกฤษจะต้องอยู่บ้านยกเว้นเมื่อมีการยกเว้นเช่นการทำงาน การศึกษา หรือการออกกำลังกาย ในขณะที่ธุรกิจทั้งหมดจะปิดลง ยกเว้นที่จำเป็นต่อชีวิต

โรงเรียนวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยจะยังคงเปิดทำการอยู่

“ตอนนี้เป็นเวลาที่จะต้องดำเนินการเพราะไม่มีทางเลือกอื่น” จอห์นสันกล่าวในการแถลงข่าวที่ทำเนียบ Downing Street “เราต้องยอมศิโรราบเมื่อเผชิญกับธรรมชาติในประเทศนี้ อนิจจาเช่นเดียวกับในยุโรป ไวรัสแพร่กระจายเร็วกว่าสถานการณ์จำลองที่เลวร้ายที่สุดที่ที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเราเคยคาดการณ์ไว้อย่างสมเหตุสมผล”

Photo by Alberto Pezzali / POOL / AFP