ฟิลิปปินส์อพยพ 1 ล้านคนหนีความพินาศซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636968

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 10:32 น.ฟิลิปปินส์อพยพ1ล้านคนหนีความพินาศซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่มซูเปอร์ไต้ฝุ่นโกนีถล่มฟิลิปปินส์แล้วในวันอาทิตย์โดยทางการเตือนให้พร้อมรัลกับสภาวะ “ภัยพิบัติ” ในภูมิภาคที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีประชาชนมากกว่า 300,000 คนต้องหนีออกจากบ้าน

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นโกนีเป็นพายุไต้ฝุ่นที่แรงที่สุดของปีทำให้แผ่นดินถล่มบนเกาะคาตันดูอาเนส (Catanduanes) เมื่อเวลา 04:50 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม โดยมีความเร็วลมสูงสุด 225 กิโลเมตร (140 ไมล์) ต่อชั่วโมง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ระบุว่าในอีก 12 ชั่วโมงข้างหน้า “ลมที่รุนแรงและรุนแรงถึงฝนตกหนัก” จะเกิดขึ้นในภูมิภาคบิโกล (Bicol) ซึ่งครอบคลุมทางตอนใต้สุดของเกาะหลักของเกาะลูซอนและเกาะคาตันดูอาเนส

“นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่เหล่านี้” สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ระบุ

พายุโกนีซึ่งทวีความรุนแรงจนกลายเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับ “ซูเปอร์” เมื่อใกล้ถึงฟิลิปปินส์ เคลื่อนตัวเข้าถล่มฟิลิปปินส์หนึ่งสัปดาห์หลังจากพายุไต้ฝุ่นโมลาเวพัดถล่มพื้นที่เดียวกันของฟิลิปปินส์ คร่าชีวิตผู้คนไป 22 คนและเกิดน้ำท่วมหมู่บ้านและพื้นที่เพาะปลูกที่ลาดต่ำก่อนที่จะข้ามทะเลจีนใต้ไปยังเวียดนาม

“ ลมพัดแรง เราได้ยินเสียงต้นไม้ถูกโค่น มันแรงมาก” Francia Mae Borras อายุ 21 ปีจากเมืองเลกาซปิบอกกับสำนักข่าว AFP 

ส่วน Cedric Daep หัวหน้าความปลอดภัยสาธารณะประจำจังหวัดอัลบายกล่าวกับสถานีวิทยุ DZBB ว่าหลังคาของศูนย์อพยพสองแห่งถูกฉีกออกด้วยแรงลมและผู้อยู่อาศัยก็ย้ายไปที่ชั้นล่าง

Ricardo Jalad หัวหน้าฝ่ายป้องกันพลเรือนกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่ามีการอพยพผู้คน “เกือบล้านคน” ออกจากบ้านในภูมิภาคบิโกล 

แต่โฆษกฝ่ายป้องกันพลเรือนพื้นที่บิโกล Alexis Naz กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าราว 316,000 คนเท่านั้นที่หลบหนีไปยังที่ปลอดภัย

“เราเห็นต้นไม้โค่นล้มอยู่นอกสำนักงานของเรา มันแรงมาก ฝนก็แรง” Naz กล่าว “การติดต่อครั้งสุดท้ายของเรากับคนของเราในคาตันดูอาเนส คือเวลา 03:30 น. พวกเขาบอกเราว่าที่นั่นฝนและลมแรงมาก จากนั้นระบบก็ล่ม”

เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามีผู้คนมากถึง 31 ล้านคนที่อยู่ในเส้นทางของโกนีรวมถึงในมะนิลาที่มีแผนอพยพผู้อยู่อาศัยออกจากพื้นที่ชุมชนแออัดที่อยู่ในระดับต่ำซึ่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมจากพายุคลื่นสูงหลายเมตร ล่าสุดสนามบินของเมืองหลวงปิดแล้ว

Photo by – / Philippine Coast Guard / AFP)

ฟิลิปปินส์อพยพหนีซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636922

วันที่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 17:05 น.ฟิลิปปินส์อพยพหนีซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในโลก  ฟิลิปปินส์สั่งอพยพประชาชนบนเกาะลูซอนทางตอนใต้ของประเทศหนีซูเปอร์ไต้ฝุ่นโคนีที่มีความรุนแรงระดับ 5 ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดของปีนี้

ซูเปอร์ไตฝุ่นโคนีซึ่งเป็นภาษาเกาหลีแปลว่า หงส์ มีความเร็วลมบริเวณศูนย์กลาง 215 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 265 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับพายุเฮอร์ริเคนระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จะขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ในวันอาทิตย์นี้ และเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดของฟิลิปปินส์นับตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนเมื่อปี 2013 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,300 ราย  

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นโคนีซึ่งเป็นพายุลูกที่ 18 ของฟิลิปปินส์ในปีนี้จะทำให้เกิดฝนตกหนักในกรุงมะนิลาและอีก 14 จังหวัดใกล้เคียงในตอนค่ำของวันนี้ และอาจเกิดน้ำท่วมและดินถล่มด้วย

เบื้องต้นทางการฟิลิปปินส์สั่งอพยพประชาชนตามแนวชายฝั่งและพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินถล่มในจังหวัดกามารีเนสนอร์เตและกามารีเนสซูร์ ในภูมิภาคบีโกล ทางใต้ของเกาะลูซอนแล้ว   

ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดอัลไบในภูมิภาคเดียวกันจะสั่งการให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอพยพจากบ้านเรือนเช่นกัน ขณะที่ทางการท้องถิ่นสั่งปิดท่าเรือและห้ามเรือประมงออกจากฝั่ง   

อย่างไรก็ดี การอพยพผู้คนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวยังมีอุปสรรคด้านการเว้นระยะห่างทางสังคม เนื่องจากฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสเป็นอันดับสองของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพายุไต้ฝุ่นโมลาเบเพิ่งถล่มฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย ส่วนใหญ่จมน้ำในจังหวัดทางตอนใต้ของกรุงมะนิลา

ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่าพายุไต้ฝุ่นอัสนีกำลังเคลื่อนตัวอยู่นอกฟิลิปปินส์ โดยมีความเร็วลมใกล้จุดศูนย์กลางที่ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วลมกระโชกสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีกำลังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ราววันอาทิตย์หรือวันจันทร์

***ภาพประกอบเป็นความเสียหายจากไต้ฝุ่นโมลาเบในจังหวัดโอเรียนทอลมินโดโรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

จีนเผยยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี มุ่งเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636916

วันที่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 15:00 น.จีนเผยยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี มุ่งเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีนอกจากแผน 5 ปีนี้แล้ว ในอีก 15 ปีข้างหน้า หรือปี 2035 จีงยังตั้งเป้าเป็นผู้นำโลกด้านนวัตกรรม

คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเผยแผนยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี สำหรับปี 2021-2025 ฉบับที่ 14 โดยให้คำมั่นว่าจะสร้างชาติให้เป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี และเน้นให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพมากกว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

แผนพัฒนาชาติฉบับล่าสุดนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีของชาติเป็นครั้งแรก โดยจีนจะยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามเป้าหมายของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

แผนพึ่งพาตัวเองด้านเทคโนโลยียังรวมถึงการพัฒนาชิป การสร้างนวัตกรรมจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) เครือข่าย 5G และรถยนต์ไร้คนขับ

นอกจากนี้ จีนยังเผยวิสัยทัศน์ในอีก 15 ปีข้างหน้า โดยเชื่อมั่นว่าการสร้างความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในหลายๆ อย่างจะผลักดันให้จีนกลายเป็นผู้นำโลกด้านนวัตกรรม

ขณะที่ด้านเศรษฐกิจนั้น จีนจะใช้ยุทธศาสตร์วงจรคู่ (Dual Circulation) ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการขยายการค้าขายกับต่างชาติ โดยมีเป้าหมายเพิ่มตัวเลขจีดีพีให้ได้เกินกว่า 100 ล้านหยวนภายในสิ้นปีนี้ และยังตั้งเป้าจะเพิ่มจีดีพีต่อหัวให้อยู่ในระดับประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2035

ขณะเดียวกันก็ย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความเติบโตของเศรษฐกิจจีนอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับพัฒนาตลาดภายในประเทศให้แข็งแกร่งด้วยการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและเปิดเศรษฐกิจให้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังพูดถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน ซึ่งหมายถึงนโยบาย America First (อเมริกาต้องมาก่อน) ของทรัมป์ด้วย

สหรัฐ-จีนหันหน้าเจรจาหาทางเลี่ยงเหตุเผชิญหน้าทางทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636914

วันที่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 13:35 น.สหรัฐ-จีนหันหน้าเจรจาหาทางเลี่ยงเหตุเผชิญหน้าทางทหารเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐและจีนหันหน้าพูดคุยกันเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าท่ามกลางอุณภูมิความขัดแย้งที่ร้อนแรง

เพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐและท่ามกลางข่าวลือว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ อาจสั่งให้โจมตีพื้นที่ที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ เจ้าหน้าที่กลาโหมจากทั้งสองฝั่งได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการป้องกันและจัดการวิกฤตผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์เมื่อวันพุธและพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการหารือกันครั้งแรกของคณะทำงานด้านการสื่อสารในภาวะวิกฤต

แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า “ทั้งสองฝั่งเห็นพ้องถึงความสำคัญของการสร้างกลไกสำหรับการสื่อสารอย่างทันท่วงทีในช่วงวิกฤต รวมทั้งการรักษาช่องทางการสื่อสารเพื่อป้องกันวิกฤตและประเมินหลังเกิดวิกฤต”

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลไกการสื่อสารท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐที่เกิดจากหลายปัญหา อาทิ การค้า ไปจนถึงการแข่งขันกันทางภูมิรัฐศาสตร์

ซ่งจงผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารในฮ่องกงเผยว่า “เนื่องจากสหรัฐเพิ่มแรงกดดันและยุทธศาสตร์ในการสกัดกั้นจีน จึงมีโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดขึ้นกับกองทัพของทั้งสองฝ่าย หากไม่มีช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมก็ยิ่งเสี่ยงต่อการปะทะกัน”

สหรัฐเตรียมตัดสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้านำเข้าจากไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636905

วันที่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 11:00 น.สหรัฐเตรียมตัดสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้านำเข้าจากไทยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศเตรียมตัดสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้านำเข้าจากไทย เนื่องจากไทยไม่ยอมนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ

แถลงการณ์ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า สหรัฐจะระงับการยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทย อาทิ มะม่วง สับปะรด อุปกรณ์ทำเล็บ ท่อเหล็ก และอัญมณี มูลค่า 817 ล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.นี้เป็นต้นไป เนื่องจากการเจรจาเพื่อให้สินค้าเนื้อหมูจากสหรัฐได้มีโอกาสเข้าถึงตลาดของไทยอย่างยุติธรรมและสมเหตุสมผลตลอด 12 ปีที่ผ่านมาไม่มีความก้าวหน้า

มูลค่าสินค้าที่จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) นี้คิดเป็น 1 ใน 6 ของสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

ทั้งนี้ เมื่อปี 2018 สภาผู้เลี้ยงสุกรของสหรัฐ (NPPC) ได้ยื่นคำร้องให้ทางการสหรัฐดำเนินการกับไทยที่ไม่เปิดโอกาสให้นำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

แผ่นดินไหวรุนแรงในกรีซ-ตุรกี ดับอย่างน้อย 22 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636899

วันที่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 09:33 น.แผ่นดินไหวรุนแรงในกรีซ-ตุรกี ดับอย่างน้อย 22แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังก่อให้เกิด “มินิสึนามิ” ซัดถล่มอาคารบ้านเรือนตามแนวชายฝั่งของตุรกีเสียหายหลายแห่ง

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริการายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.51 น.ตามเวลาท้องถิ่นของกรีซ หรือราว 19.51 น.ของวันศุกร์ที่ 30 ตามเวลาไทย เกิดแผ่นดินไหว 7 แมกนิจูด ที่ความลึก 10 กิโลเมตรในเมืองคาร์โลวาซีบนเกาะซาโมสของกรีซ โดยแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึงกรุงเอเธนส์ของกรีซและเมืองอิสตันบุลของตุรกี

แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังก่อให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดเล็กซัดเข้าฝั่งเกาะซาโมสจนน้ำทะเลทะลักเข้าท่วมท้องถนนและแม่น้ำทางฝั่งตะวันตกของตุรกี

หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยของตุรกีเผยว่าเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 800 ราย ขณะที่กรีซมีผู้เสียชีวิต 2 รายเป็นวัยรุ่นที่ถูกกำแพงถล่มลงมาทับขณะกำลังเดินทางจากโรงเรียนกลับบ้านบนเกาะซาโมส แต่จากสภาพที่เกิดเหตุคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

จุดที่เกิดความเสียหายที่สุดอยู่ที่เมืองอิซเมียร์ เมืองท่องเที่ยวของตุรกีที่มีประชากรอาศัยอยู่ราว 3 ล้านคนและเต็มไปด้วยตึกสูง โดยส่วนหนึ่งของอาคารที่พักอาศัย รวมทั้งของเล่น หมอน เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ กระจัดกระจายเต็มท้องถนน

ทางการเมืองอิซเมียร์เผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า อาคาร 20 แห่งพังถล่ม และขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตในอาคาร 17 แห่ง

ทั้งนี้ กรีซและตุรกีตั้งอยู่บนแนวแผ่นดินไหวที่มีพลังมากที่สุดในโลกและเคยเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดหลายครั้ง อาทิ ในปี 1999 แผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูดเขย่าทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 17,000 ราย รวมทั้ง 1,000 รายในเมืองอิสตันบุล

ขณะที่ในกรีซแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่เกาะคอสใกล้กับเกาะซาโมสในปี 2017 มีผู้เสียชีวิต 2 ราย 

Photo by Mert CAKIR / AFP
Photo by Mert CAKIR / AFP

เต่าชูนิ้วกลางคว้ารางวัลภาพถ่ายสัตว์ป่าสุดฮาปี 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636867

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 18:05 น.เต่าชูนิ้วกลางคว้ารางวัลภาพถ่ายสัตว์ป่าสุดฮาปี 2020 ชมอิริยาบทต่างๆ ของบรรดาสัตว์ป่าที่ฮาและน่ารักจนทำให้ช่างภาพอดใจไม่ไหวต้องแชะภาพมาอวดให้โลกรู้

การประกวดภาพถ่ายสัตว์ป่าสุดฮาประจำปีนี้ (Comedy Wildlife Photography Awards 2020) ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อย โดยภาพ “เทอร์รี่ เจ้าเต่าชูนิ้วกลาง” ของ มาร์ก ฟิตซ์แพทริก คว้ารางวัลนี้ไปครอง และยังคว้ารางวัลชนะเลิศประเภทสัตว์ใต้ทะเล (Creatures Under the Sea Award) ไปอีกหนึ่งรางวัล

Mark Fitzpatrick/Comedy Wildlife Photography Awards 2020

ฟิตซ์แพทริกเล่าว่า เขาถ่ายเต่าหน้าตาไม่ค่อยสบอารมณ์ตัวนี้ไว้ระหว่างที่ออกไปดำน้ำที่เกาะเลดีเอลเลียตในรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียเพื่อชมแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ  

Charlie Davidson/Comedy Wildlife Photography Awards 2020

ขณะที่รางวัลภาพถ่ายสัตว์บก (Alex Walker’s Serian Creatures on the Land Award) เป็นภาพแรคคูนที่มีเพียงเท้าหลังและหางโผล่ออกมาจากโพรงบนต้นไม้ผลงานของ ชาร์ลี เดวิดสัน  

Tim Hearn/Comedy Wildlife Photography Awards 2020

ส่วนภาพถ่ายสัตว์ปีกสุดฮา (Spectrum Photo Creatures in the Air Award) เป็นภาพแมลงปอเข็มที่เกาะอยู่บนก้านของต้นหญ้าที่ถ่ายโดย ทิม เฮิร์น 

Roland Kranitz/Comedy Wildlife Photography Awards 2020

และภาพกระรอกที่ทำท่าราวกับกำลังร้องเพลงฝีมือการลั่นชัตเตอร์ของ โรแลนด์ ครานิตซ์ คว้ารางวัลขวัญใจประชาชน (Affinity Photo People’s Choice Award) ไปครอง

ผู้นำบราซิลลั่นล็อกดาวน์เป็นเรื่อง “บ้า” แม้ยอดป่วยทะลุ 5 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636869

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 17:00 น.ผู้นำบราซิลลั่นล็อกดาวน์เป็นเรื่อง "บ้า" แม้ยอดป่วยทะลุ 5 ล้านประธานาธิบดีบราซิลยืนยันไม่ล็อกดาวน์พร้อมประกาศไม่ซื้อวัคซีนจากจีน

ฌาอีร์ โบลโซนารู ประธานาธิบดีบราซิล กล่าวว่าการที่ประเทศต่างๆ เริ่มประกาศล็อกดาวน์อีกครั้งเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดเป็นระลอกสองนั้นเป็นเรื่อง “บ้า”

นอกจากนี้ประธานาธิบดียังประกาศอีกว่า จะไม่มีการจ่ายเงินสำหรับวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาของจีนที่อยู่ระหว่างการทดลองในเมืองเซาเปาโล โดยกล่าวว่า “ผมเป็นรัฐบาล เงินไม่ใช่ของผมแต่เป็นของประชาชน และผมจะไม่ซื้อวัคซีนของคุณด้วย”

โดยขณะนี้บราซิลมียอดผู้ติดเชื้อรวมถึง 5.5 ล้านคน และเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกา โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 159,000 คน

ขณะที่รัฐบาลในหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดครั้งล่าสุด รวมถึงฝรั่งเศส และเยอรมนีก็มีการประกาศล็อกดาวน์อีกครั้ง

ทั้งนี้ ประเทศทางตะวันตกส่วนใหญ่และละตินอเมริกายังมีรายงานผู้ติดเชื้อพุ่งสูงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ: ทรัมป์-ไบเดนลงพื้นที่ชิงคะแนนรัฐสำคัญโค้งสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636836

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 15:32 น.เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ: ทรัมป์-ไบเดนลงพื้นที่ชิงคะแนนรัฐสำคัญโค้งสุดท้ายทรัมป์- ไบเดนลงพื้นที่รัฐฟลอริดาช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงพื้นที่ขอคะแนนเสียงในเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา โดยโจมตี โจ ไบเดน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตว่า การล็อกดาวน์เพื่อสกัดโคโรนาไวรัสของไบเดนจะทำให้คำว่าชีวิตปกติของชาวอเมริกันหายไป

ทรัมป์ยังประกาศอีกว่า “เราจะไม่กลับไปล็อกดาวน์อีก…เรากำลังเดินหน้าธุรกิจต่างๆ” และยังเอ่ยกับผู้สนับสนุนอีกว่าการติดเชื้อโคโรนาไวรัสของตัวเองพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถจัดการไวรัสได้อยู่หมัด

นอกจากนี้ หลังจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่าจีดีพีของสหรัฐโตถึง 33.1% ในไตรมาสที่สามซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทรัมป์ได้ทวีตว่า “ดีนะที่ตัวเลขจีดีพีสวยๆ ออกมาก่อนวันที่ 3 พ.ย.” ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งของสหรัฐ

ด้าน โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ลงพื้นที่ในเขตบราวเวิร์ด ในช่วงหนึ่งของการปราศรัยไบเดนกล่าวว่า “ที่ฟลอริดาแห่งนี้ มันขึ้นอยู่กับพวกคุณ คุณคือผู้ชี้ชะตา หากฟลอริดาเป็นสีน้ำเงิน (หมายถึงพรรครีพับลิกัน) มันก็จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว”

หลังจากนี้ทั้งทรัมป์และไบเดนมีกำหนดลงพื้นที่ในรัฐสวิงสเตต (swing state) ซึ่งเป็นรัฐที่ทั้งสองมีคะแนนสูสีกัน ยังไม่สามารถเดาได้ว่าใครจะโกยคะแนนจากรัฐเหล่านี้ ไปจนถึงวันอังคารหน้า โดยทรัมป์จะไปพบปะทหารที่ค่ายฟอร์ทแบร็กในรัฐนอร์ทแคโรไลนา

ด้านไบเดนคาดว่าจะเดินทางไปวิสคอนซิน มินนิโซตา และไอโอวา

ทั้งนี้ โครงการเลือกตั้งสหรัฐของมหาวิทยาลัยฟลอริดาเผยว่า จนถึงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ชาวอเมริกันออกมาลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วกว่า 80 ล้านคน ซึ่งนับว่าสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่าร้อยปี

สหรัฐปิดฉากภารกิจเดินสายต่อต้านจีนที่เวียดนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636831

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 14:30 น.สหรัฐปิดฉากภารกิจเดินสายต่อต้านจีนที่เวียดนามรมว. ต่างประเทศสหรัฐเยือนเวียดนาม ครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

สำนักข่าวเอพี รายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกำลังจบภารกิจเดินสายในเอเชียเพื่อต่อต้านจีน โดยไปเยือนประเทศเวียดนามเป็นประเทศสุดท้าย เนื่องในโอกาสครอบรอบ 25 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและเวียดนาม

ปอมเปโอเข้าพบหารือกับฟาม บินห์ มินห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม โดยได้มีการวิจารณ์ถึงบทบาทของจีนในภูมิภาคนี้ทั้งการอ้างสิทธิในอาณาเขตและการเดินเรือในทะเลจีนใต้ตลอดจนกิจกรรมริมฝั่งแม่น้ำโขง

โดยในแถลงการณ์ระบุว่า การกระทำของจีนที่มุ่งทำลายเสถียรภาพในลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงการสร้างเขื่อนที่ส่งผลต่อทิศทางการไหลของแม่น้ำและปริมาณประแสน้ำ ส่งผลเสียต่อผู้คนหลายล้านคนที่พึ่งพาแม่น้ำในการดำรงชีวิต

สหรัฐยืนหยัดที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิกในการปกป้องสิทธิอธิปไตยของตนที่มีต่อทรัพยากรนอกชายฝั่งทะเลจีนใต้สอดคล้องกับสิทธิตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสหรัฐปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ของจีน

โดยก่อนหน้านี้ปอมเปโอได้เยือนอินเดีย, ศรีลังกา, มัลดีฟส์ และอินโดนีเซีย เพื่อสร้างแรงกดดันต่อจีนอย่างต่อเนื่อง

Photo by Bui Lam Khanh / Vietnam News Agency / AFP