ฝรั่งเศสคุมเข้ม! เพิ่มกำลังทหารกว่า 2 เท่าหลังเกิดเหตุรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636825

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 13:30 น.ฝรั่งเศสคุมเข้ม! เพิ่มกำลังทหารกว่า 2 เท่าหลังเกิดเหตุรุนแรงปธน.ฝรั่งเศสสัญญาจะปราบปรามกลุ่มหัวรุนแรงพร้อมยกระดับเตือนภัยขั้นสูงสุด

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสยืนยันว่าจะต่อสู้กับการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสโดยเชื่อว่าเป็นผลมาจากกลุ่มคนชาวมุสลิมหัวรุนแรง หลังเกิดเหตุการณ์สังหารชาวฝรั่งเศส 3 รายที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองนีซเมื่อวานนี้ (29 ต.ค.) ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งที่สองในฝรั่งเศสในช่วงเวลาไม่ถึงสัปดาห์

โดยภายหลังแหล่งข่าวด้านความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชายสัญชาติตูนีเซีย อายุ 21 ปี และมีรายงานว่าเขาเดินทางเข้าประเทศฝรั่งเศสเมื่อต้นเดือนตุลาคม โดยเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย ผ่านทางลัมเปดูซา ประเทศอิตาลี

ทั้งนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสมีการประกาศยกระดับการเตือนภัยขั้นสูงสุด รวมถึงเสริมกำลังทหารจาก 3,000 นายเป็น 7,000 นายเพื่อคุ้มกันสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น ศาสนสถานและโรงเรียน

รวมถึงประธานาธีดีเอ็มมานูเอล มาครง ยังให้สัญญาว่าจะปราบปรามกลุ่มคนหัวรุนแรงรวมถึงปิดมัสยิดและสถานที่อื่นๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าก่อให้เกิดความรุนแรง

มาครงกล่าวว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ถูกทำร้ายโดยประชาชนฝรั่งเศสถูกสังหารขณะเดียวกันสถานกงสุลฝรั่งเศสในประเทศซาอุดิอาระเบียก็กำลังถูกโจมตี โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างฝรั่งเศสและโลกมุสลิม

Photo by ERIC GAILLARD / POOL / AFP

ไทย-จีน ร่วมลงนามสัญญารถไฟความเร็วสูง มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636814

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 12:30 น.ไทย-จีน ร่วมลงนามสัญญารถไฟความเร็วสูง มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านไทย-จีน ลงนามใน “สัญญา 2.3” พัฒนารถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-โคราช

สำนักข่าวซินหัวรายงาน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม มีการลงนาม “สัญญา 2.3” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีลงนาม

โดยเป็นการลงนามร่วมกันระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.), บริษัทไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชันแนล และบริษัทไชน่า เรลเวย์ คอร์ปอเรชัน

โครงการดังกล่าวจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของไทยร่วมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมมือด้านรถไฟกับจีน ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาประเทศ รวมไปถึงจะช่วยพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ในอาเซียนตลอดจนเพิ่มโอกาสทางการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว

สัญญาดังกล่าวจะครอบคลุมถึงการจัดซื้อราง ระบบไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบสื่อสาร การจัดซื้อตู้รถไฟโดยสาร การฝึกอบรมบุคลากร การเดินรถและซ่อมบำรุง ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ทั้งนี้ การก่อสร้างในระยะแรกจะเป็นการสร้างรางรถไฟ 253 กิโลเมตร จากกรุงเทพมหานครถึงนครราชสีมา ซึ่งมีทั้งหมด 6 สถานี ได้แก่ บางซื่อ ดอนเมือง อยุธยา สระบุรี ปากช่อง และนครราชสีมา

อนาคตยังมีไหม? ส่องท่าทีวัยรุ่นอเมริกันต่อการเลือกตั้งสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636793

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 11:29 น.อนาคตยังมีไหม? ส่องท่าทีวัยรุ่นอเมริกันต่อการเลือกตั้งสหรัฐท่าทีของวัยรุ่นอเมริกันต่อการเลือกตั้งเป็นอย่างไรขณะที่วัยรุ่นไทยสนใจการเมืองมากขึ้น

ในขณะที่เยาวชนไทยหันมาสนใจการเมืองกันมากขึ้นวัยรุ่นและเยาวชนสหรัฐก็เช่นกัน โดยผลการสำรวจความคิดเห็นของฮาวาร์ดคาดว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้จะมีเยาวชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าครั้งก่อนๆ

การสำรวจดังกล่าวได้สำรวจความคิดเห็นของเยาวชนอเมริกันอายุระหว่าง 18 ถึง 29 ปี โดยพบผลการสำรวจเป็นเอกฉันท์ว่าเยาวชนอเมริกันมองว่ารัฐบาลควรเพิ่มบทบาทในการดำเดินการด้านนโยบายสุภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงเกี่ยวกับสุขภาพจิต รวมถึงจะสนับสนุนรัฐบาลที่ดำเนินการลดปัญหาการเหยียดสีผิว

โดยพบว่าเยาวชนกำลังมองหาสวัสดิการด้านสาธารณสุขที่ดีขึ้น, บริการด้านสุขภาพจิตที่ดีขึ้น และการดำเนินการที่ดีในการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ผลการสำรวจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,206 คนพบว่าเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 63 ชื่นชอบโจ ไบเดน ขณะทีร้อยละ 25 ชื่นชอบโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศเผยว่าแม้ว่าจะมีอุปสรรคจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่เยาวชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งพร้อมที่จะเป็นพลังชี้ขาดในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเยาวชนมีความกระตือรือร้นและมีแนวโน้มที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งสูงสุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้ง

ส่งผลให้โจ ไบเดน และพรรคเดโมแครตให้ความสำคัญในการหาเสียงทางแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นมากขึ้น เช่นการหาเสียงผ่านเกมแอนิมอลครอสซิง ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เน้นการหาเสียงแบบเผชิญหน้า 

โดยเมื่อวันพุธ (27 ต.ค.) ที่ผ่านมาผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุระหว่าง 18 ถึง 29 ปี ได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้วมากกว่า 3 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าในปี 2016 จำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวัยรุ่นอเมริกันที่ยังมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนใจการเลือกตั้งในครั้งนี้โดยร่วมกันเป็นอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือต่างๆ สำหรับเลือกตั้ง เช่น กลุ่ม เบ๊บโหวต และ เดอะ โพล ฮีโร่ ที่เยาวชนวัยมัธยมปลายกว่า 35,000 คนเข้ามาช่วยทำงานในหน่วยเลือกตั้ง หรือช่วยเหลือในการลงคะแนน

ทั้งนี้ ด้วยความสามารถทางเทคโนโลยีของวัยรุ่นปัจจุบันจึงถูกตั้งความหวังว่าวัยรุ่นเหล่านี้จะเป็นพลังใหม่ในการขับเคลื่อนทางการเมืองและการเลือกตั้งของสหรัฐในอนาคตต่อไป

การที่เยาวชนหันมาสนใจเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งมากขึ้นส่งผลให้พวกเขาออกมาทำอะไรแผลงๆ มากขึ้นเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ อเล็กซานเดอร์ เฮิลเลอร์ การไทรซแมน วัย 19 ปี ถูกจับกุมหลังพบว่าครอบครองอาวุธปืน, กระสุน และระเบิดจำนวนมากโดยมีแผนที่จะลอบสังหารโจ ไบเดน

มหาเธร์ลั่นมุสลิมมีสิทธิ์ฆ่าคนฝรั่งเศส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636811

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 10:30 น.มหาเธร์ลั่นมุสลิมมีสิทธิ์ฆ่าคนฝรั่งเศสอดีตผู้นำมาเลเซียชี้ ชาวมุสสลิมมีสิทธิ์ฆ่าคนฝรั่งเศส หลังเกิดเหตุคนร้ายบุกฆ่าปาดคอกลางวิหารในเมืองนีซ

หลังจากเกิดเหตุสะเทือนขวัญคนร้ายบุกวิหารในเมืองนีซทางตอนใต้ของฝรั่งเศสคร่าชีวิตผู้เคราะห์ร้าย 3 ราย โดยหนึ่งในนั้นถูกมีดปาดคอ มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ทวีตถึงเหตุการณ์ดังกล่าวโดยโยงไปถึงการตัดศีรษะครูชาวฝรั่งเศสที่นำภาพการ์ตูนของศาสดามูฮัมหมัดมาสอนนักเรียนว่า ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าผู้อื่น แต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก็ไม่ได้รวมถึงการดูหมิ่นผู้อื่น

“การไม่เคารพในศาสดาของผู้อื่นทำให้คนที่โกรธแค้นลุกขึ้นมาเข่นฆ่า” อดีตผู้นำวัย 95 ปีกล่าว

มหาเธร์ยังกล่าวอีกว่า “ตามประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสสังหารผู้คนนับล้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ดังนั้นชาวมุสลิมมีสิทธิ์ที่จะโกรธแค้นและสังหารชาวฝรั่งเศสหลายล้านคนเช่นเดียวกันสำหรับการสังหารในอดีต” และเสริมอีกว่า “แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ชาวมุสลิมไม่ได้ใช้หลักตาต่อตาฟันต่อฟัน ดังนั้นเมื่อชาวมุสลิมไม่ใช้หลักนี้ ฝรั่งเศสก็ไม่ควรใช้เช่นกัน”

อดีตผู้นำมาเลเซียเผยอีกว่า “ฝรั่งเศสควรสอนให้คนของตัวเองรู้จักเคารพความรู้สึกของผู้อื่น เนื่องจากคุณกล่าวโทษชาวมุสลิมทั้งหมดและศาสนาของชาวมุสลิมต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจากคนที่โกรธแค้นเพียงคนเดียว ดังนั้นชาวมุสลิมจึงมีสิทธิ์ลงโทษชาวฝรั่งเศส”

อย่างไรก็ดี มหาเธร์ไม่ได้เอ่ยถึงเหตุสังหารที่เมืองนีซโดยตรง

การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางคนถึงกับบอกว่าน่ารังเกียจและน่าอัปยศอดสู

ในเวลาต่อมาทวิตเตอร์ได้ระบุว่าทวีตของมหาเธร์เป็นการยุยงให้เกิดความรุนแรง แต่ยังไม่ลบทวีต ทว่าในที่สุดทวิตเตอร์ตัดสินใจลบทวีตเจ้าปัญหา

วิบากกรรมกะทิไทย ถูกฝรั่งแบนแล้วใครได้ประโยชน์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636795

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 09:36 น.วิบากกรรมกะทิไทย ถูกฝรั่งแบนแล้วใครได้ประโยชน์?เปิดสถิติเรื่องของมะพร้าวไทยที่คุณอาจจะยังไม่รู้ ดูตัวเลขแล้ววิเคราะห์ว่าใครคือคู่แข่งของไทยและใครจะได้ประโยชน์จากการที่สินค้าไทยถูกแบน

เป็นอีกครั้งที่กะทิของไทยถูกแบนจากต่างประเทศด้วยข้อกล่าวหาว่าไทยใช้ลิงเก็บมะพร้าวอันเป็นการทารุณสัตว์ ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นปีกะทิของไทยก็ถูกแบนในทำนองเดียวกันทำให้เกิดกระแสคัดค้านและต่อต้านจากคนไทย 

ประเทศที่ผลิตมะพร้าวได้มากที่สุดในโลกคือ อินโดนีเซีย (มีผลผลิต 18 ล้านตัน) ตามด้วยฟิลิปปินส์ และอินเดีย ส่วนใหญ่อยู่ในอันดับที่ 9 ของโลก (ผลิตได้ 8.8 แสนตัน จากตัวเลจปี 2018) ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามเสียอีก

ประเทศที่บริโภคมะพร้าวมากที่สุดในโลกก็ยังเป็นอินโดนีเซีย (19 ล้านตัน) ตามด้วยฟิลิปปินส์ และอินเดีย ทั้ง 3 ประเทศนี้บริโภคมะพร้าวคิดเป็น 72% ของทั้งโลกและบริโภคมากว่าที่ตัวเองผลิตได้ ส่วนใหญ่อยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก

แต่ไทยเป็นประเทศที่ส่งออกมะพร้าวมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากอินโดนีเซีย (7 หมื่นตัน) อันดับที่สามคือเวียดนาม ทั้ง 3 ประเทศนี้คิดเป็น 23% ของสัดส่วนการส่งออกมะพร้าวทั้งโลก

ระหว่างปี 2007- 2018 ไทยมีการส่งออกมะพร้าวเพิ่มขึ้น 6.4% อยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก ซึ่งโตช้ากว่าเวียดนามที่พุ่งพรวดขึ้นมาถึง 43.2% แต่เวียดนามก็ยังช้ากว่ากายานา ประเทศนแอฟริกาใต้ที่เพิ่มขึ้นถึง 97.7% ซึ่งเราต้องจับตาประเทศเหล่านี้ให้ดี

ว่ากันที่ส่วนแบ่งตลาดโลก ประเทศไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 6.2 p.p. (ซึ่งอาจจะลดลงไปบ้างหลังเกิดกรณีแบนผลิตภัณฑ์มะพร้าวไทยโดยอ้างเรื่องการทารุณลิง) ส่วนแบ่งตลาดของไทยเพิ่มขึ้นตามหลังอินโดนีเซียในอันดับหนึ่งและเวียดนามอันดับสอง

ในแง่ของมูลค่า ไทยมีมูลค่าการตลาดสูงที่สุด (70 ล้านเหรียญสหรัฐ) ตามด้วยอินโดนีเซีย (65 ล้าน) และเวียดนาม (22 ล้าน) ทั้งสามประเทศครองมูลค่าตลาดทั้งโลกถึง 58% แต่ในขณะที่ไทยส่งออกไม่ใช่น้อยและมีมูลค่าตลาดสูงสุด ไทยกลับเป็นผู้นำเข้ามะพร้าวมากที่สุดถึง 2.1 แสนตันในปี 2018 คิดเป็นสัดส่วนนำเข้าทั้งโลกถึง 31% ตามด้วยมาเลเซีย อันดับที่สามคือจีน

ในแง่ของมูลค่า การนำเข้ามะพร้าวของตลาดไทยมีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเช่นกัน คือ 77 ล้านเหรียญ (ซึ่งมากกว่ามูลค่าตลาดส่งออกของมะพร้าวไทย) คิดเป็นมูลค่า 23% ของตลาดนำเข้ามะพร้าวของทั้งโลก

และที่สำคัญ การนำเข้ามะพร้าวของตลาดในเมืองไทยยังเติบโตเร็วที่สุดในโลกด้วย โดยมีอัตราการเติบโตถึง 30.9% ระหว่างปี 2007 – 2018 ตามด้วยสหรัฐและจีน

มีคำถามว่าเวียดนามจะเข้ามาแทนที่ไทยหรือไม่หากสหราชอาณาจักร (และอาจรวมถึงสหรัฐและสหภาพยุโรปในอนาคต) แบนมะพร้าวไทยโดยอ้างเรื่องการทารุณลิง? คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดจีน เพราะเวียดนามส่งมะพร้าวเกือบทั้งหมดไปจีน

/ AFP PHOTO / Manan VATSYAYANA

อาเซียนตบเท้าเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพเรือรับมือจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636781

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 21:40 น.อาเซียนตบเท้าเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพเรือรับมือจีนจีนอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้ไปแล้วกว่า 90% อาเซียนจึงนิ่งนอนใจไม่ได้

ทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญกลายเป็นพื้นที่พิพาทที่เกิดขึ้นมายาวนาน เนื่องจากหลายประเทศต่างก็อ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติแห่งนี้ และนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อจีนเริ่มเข้าครอบครองพื้นที่ที่อ้างว่าเป็นของตัวเองมากขึ้น

จนตอนนี้จีนอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าวไปแล้วกว่า 90% ทั้งยังสร้างสิ่งปลูกสร้างและมีการเคลื่อนไหวทางทหารตามเกาะที่จีนครอบครองเต็มไปหมด

ข้อมูลของโครงการความโปร่งใสทางทะเลแห่งเอเชีย (AMTI) ระบุว่า ปัจจุบันจีนมีฐานทัพบนหมู่เกาะพาราเซล 20 ฐาน บนหมู่เกาะสแปรตลีย์อีก 7 ฐาน และยังพยายามเข้าไปควบคุมพื้นที่บนหมู่เกาะสการ์โบโรด้วยการส่งเรือตรวจการณ์ชายฝั่งไปป้วนเปี้ยนบ่อยครั้ง

หลายประเทศในอาเซียนที่มีกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้กับจีนไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ก็ไม่ได้นุ่งนอนใจ พยายามอัพเกรดทั้งกองทัพเรือและหน่วยยามฝั่งเพื่อป้องกันพื้นที่ของตัวเองไม่ให้ถูกจีนรุกราน

ล่าสุด ทีโอโดโร ล็อกซิน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ประกาศเตรียมเสริมกำลังกองเรือรบและเรือประมงไปลอยลำในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่จีนใช้ในพื้นที่พิพาทแห่งนี้

ปัจจุบันกองทัพเรือฟิลิปปินส์มีเรือประจำการทั้งหมด 114 ลำ อาทิ เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ (LDP) 2 ลำและจะสั่งเพิ่มอีก 2 ลำ เรือฟริเกต 1 ลำและอีก 1 ลำรอส่งมอบ เรือลาดตระเวน 1 ลำและอีก 2 ลำที่สั่งซื้อไปแล้ว เรือลาดตระเวนนอกชายฝั่ง 10 ลำและอีก 6 ลำที่สั่งซื้อไปแล้ว และมีแผนซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำเนื่องจากฟิลิปปินส์ยังไม่มีเรือดำน้ำ

ด้านอินโดนีเซียเพิ่งรับมอบเรือลาดตระเวน 2 ลำที่ต่อโดยบริษัทสัญชาติอินโด ได้แก่ เรือ Karotang-872 และ Mata Bongsang-873 เข้าประจำการเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นเรือรบชั้น PC-40 ลำที่ 12 และ 13 ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย และมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการลาดตระเวนน่านน้ำของกองทัพเรือและเพิ่มความปลอดภัยให้กับน่านน้ำอินโดนีเซีย

กองทัพเรืออินโดนีเซียมีเรือรบประจำการ 236 ลำ อาทิ เรือดำน้ำ 5 ลำและอีก 3 ลำอยู่ระหว่างการต่อ เรือฟริเกต 7 ลำ เรือคอร์เวต 24 ลำ เรือเร็วโจมตี 31 ลำและอีก 2 ลำกำลังต่อ เรือตรวจการณ์ 29 ลำ

ขณะที่เวียดนามประกาศไว้เมื่อปีที่แล้วว่า สถานการณ์ที่ซับซ้อนในทะเลจีนใต้เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นกองทัพเรือซึ่งมีหน้าที่ปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศต้องสร้างกองทัพเรือที่แข็งแกร่งและทันสมัยเพื่อบรรลุภารกิจดังกล่าว

การเสริมแสนยานุภาพกองทัพเรือทำให้เวียดนามมีเรือประจำการรวม 119 ลำ อาทิ เรือดำน้ำ 6 ลำ เรือฟริเกต 9 ลำ เรือคอร์เวต 14 ลำ เรือลาดตระเวน 26 ลำ

ขณะที่เมียนมาก็เพิ่งเผยโฉมเรือดำน้ำ UMS Min Ye Thein Kha Thu ที่นำมาร่วมซ้อมรบด้วนเป็นครั้งแรกไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเรือรบลำนี้อินเดียได้ปรับปรุงเรือดำน้ำเดิมของตัวเองก่อนจะส่งมอบให้เมียนมาตามความร่วมมือด้านการทหารระหว่างทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ กองทัพเรือเมียนมายังมีเรืออื่นๆ ประจำการอีก 125 ลำ เช่น เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ (LDP) อีก 1 ลำซึ่งเข้าประจำการเมื่อปีที่แล้ว เรือฟริเกต 5 ลำ เรือคอร์เวต 3 ลำ

ส่วนจีนนั้น รายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐคาดการณ์ว่า จีนมีกองเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังต่อเรือลำใหม่ได้เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย

รายงานของเพนตากอนระบุว่าจีนน่าจะมีเรือรบราว 350 ลำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือตรวจการณ์ติดมิสไซล์ เรือคอร์เวต เรือฟริเกต และเรือพิฆาต รวมทั้งเรือดำน้ำนิวเคลียร์ 52 ลำ เรือดำน้ำนิวเคลียร์ติดตั้งขีปนาวุธข้ามทวีป 4 ลำ และเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ

แม้ประเทศอาเซียนที่มีกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้กับจีนจะพยายามเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพเรือ แต่ก็ยังดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการอัพเกรดกองทัพเรือของจีน แม้แต่เวียดนามที่มีกองทัพเรือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในบรรดาประเทศเหล่านี้ก็ยังห่างไกลจากจีนมาก

Photo by Cole SCHROEDER / Navy Office of Information / AFP

เส้นทางการต่อสู้ “แกนนำนศ. ฮ่องกง” จากท้องถนนสู่ห้องขัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636777

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 20:37 น.เส้นทางการต่อสู้ "แกนนำนศ. ฮ่องกง" จากท้องถนนสู่ห้องขังศาลค้านประกันตัวโทนี่ จง ด้านสหรัฐโวยจำกัดเสรีภาพ

สำนักข่าวท้องถิ่นฮ่องกงรายงานเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ศาลฮ่องกงปฏิเสธให้ประกันตัว โทนี่ จง อดีตแกนนำกลุ่มนักศึกษาท้องถิ่นนิยม ซึ่งเรียกร้องประชาธิปไตยและการประกาศเอกราชของฮ่องกง ถูกจับกุมตัวขณะกำลังเดินทางไปยังสถานกงสุลสหรัฐเพื่อขอลี้ภัยเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

จง ถูกนำตัวไปขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหามีเจตนาแบ่งแยกดินแดน, เผยแพร่เนื้อหาที่ยุยงปลุกปั่น และฟอกเงิน ก่อนที่จะถูกส่งตัวฝากขังเพื่อรอการนัดไต่สวนครั้งถัดไปในวันที่ 7 มกราคม 2021 และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว

จงกล่าวกับบีบีซีว่า เขารู้สึกไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกได้อย่างอิสระและต้องกังวลอยู่ตลอดเวลา แต่นักเคลื่อนไหวจะไม่ยอมแพ้ในการต่อสู้ โดยจะออกมาประท้วงอีกครั้งเมื่อถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสม

“เราแพ้ในครั้งนี้ แต่หนทางสู่ประชาธิปไตยยังอีกยาวไกล” จงกล่าว

จงเป็นคนแรกที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ โดยในเดือนกรกฎาคมเขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของฮ่องกงและได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ โทนี่ จง อายุ 19 ปี เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม “นักศึกษาท้องถิ่นนิยม” (Studentlocalism) ในปี 2016 ซึ่งมุ่งสร้างสาธารณรัฐฮ่องกงที่มีอำนาจอธิปไตยที่เป็นอิสระ โดยให้เหตุผลว่า “ผมเกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ และเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนมาตลอด นั่นเห็นเหตุผลที่เราไม่ต้องการให้ที่ที่เราอยู่กลายเป็นที่เดียวกับจีน”

โดยในวันที่ 28 ตุลาคม สหรัฐประณามการจับกุมนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของนักศึกษาฮ่องกงว่าเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่แสดงให้ถึงการจำกัดเสรีภาพของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีน แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิเสธคำขอลี้ภัยของชาวฮ่องกง

นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐยังได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนเกี่ยวกับการปราบปรามนักเคลื่อนไหวในฮ่องกง รวมถึงกล่าวว่าจะจัดลำดับความสำคัญของผู้ลี้ภัยจากฮ่องกงแม้ว่าจะมีการลดจำนวนผู้ลี้ภัยทั้งหมดที่จะให้สิทธิในปีหน้าก็ตาม

โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานักเคลื่อนไหวฮ่องกงได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยไปยังประเทศต่างๆ เช่น แคนาดา, เยอรมนี รวมถึงสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัฐบาลตะวันตกลดลง

เจอคุกไปอีกหนึ่ง เกาหลีใต้ประเทศที่ผู้นำต้องโทษมากที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636762

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 19:30 น.เจอคุกไปอีกหนึ่ง เกาหลีใต้ประเทศที่ผู้นำต้องโทษมากที่สุดในโลก ศาลฎีกาตัดสิน อี มย็อง-บักอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้จำคุก 17 ปี ข้อหายักยอกและติดสินบน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ศาลฎีกาพิพากษายืนคำตัดสินให้อดีตประธานาธิบดีอี มย็อง-บักจำคุก 17 ปี ในข้อหายักยอกและติดสินบน

โดยในเดือนกุมภาพันธ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 17 ปี ปรับ 13,000 ล้านวอน หรือราว 341 ล้านบาท และยึดทรัพย์ 5,780 ล้านวอน หรือราว 152 ล้านบาท

หลังจากอดีตประธานาธิบดีจะต้องถูกจำคุกอีกครั้งตามคำตัดสินของศาลสูงสุดหลังได้รับการประกันตัวออกมาเป็นเวลา 8 เดือนเนื่องจากปัญหาสุขภาพ

อดีตประธานาธิบดีอี มย็องบัก วัย 78 ปี มีเส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดา เขาไต้เต้าจากคนที่เกิดในครอบครัวยากจนจนกลายมาเป็นนักการเมืองระดับแถวหน้าของประเทศ จนกระทั่งไต่ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศแล้วดวงชะตาก็ดิ่งเหวกลายเป็นนักโทษเพราะใช้อำนาจในฐานะผู้นำประเทศนั่นเอง

ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งก็มีเรื่องอื้อฉาวเป็นระยะ เช่น ข้อกล่าวหาว่าเขาหลีกเลี่ยงภาษีอาคารที่พักอาศัยของครอบครัวโดยระบุว่าอาคารนั้นเป็นอาคารพาณิชย์ และครอบครัวของเขายังเอี่ยวกับกรณีคอร์รัปชั่นอีกด้วยทำให้ตกเป็นเป้ากาารตรวจสอบของสังคมอย่างหนัก เช่น กรณีของ อีซังดึกพี่ชายของเขา

กรณีนี้คือผู้ช่วยส่วนตัวของอีซังดึกถูกตั้งข้อหารับเงิน 0.5 – 0.6 ล้านดอลลาร์จาก SLS Group ส่วนอีซังดึกเอง ซึ่งก็เป็นสมาชิกสภาและเป็นนักการเมืองเช่นเดียวกับน้องชายก็ถูกจำคุก 14 เดือนเนื่องจากรับสินบนจากธนาคาร Solomon Savings Bank เพื่อรีดไถเงินสำหรับโครงการบูรณะแม่น้ำสายหลักสี่สาย

โครงการบูรณะแม่น้ำสายหลักสี่สายเป็นโครงการที่อื้อฉาวเพราะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรุนแรงจนรัฐบาลในสมัยต่อมาสั่งให้ตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งมีเรื่องน่าสนใจตรงที่รัฐบาลไทยในสมัยที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรยังได้ทำการศึกษาโครงการบูรณะแม่น้ำสายหลักสี่สายที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาว หลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย พ.ศ. 2554 ด้วย

แต่กรณีที่ทำให้อี มย็อง-บักพบจุดจบในที่สุดก็คือข้อหารับสินบน อี มย็อง-บักถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2018 ในข้อหารับสินบนมูลค่า 11,000 ล้านวอนเกาหลี และเงินจำนวน 35,000 ล้านวอนเกาหลี

เขาถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากบริษัทซัมซุงเกือบ 6 ล้านดอลลาร์เพื่อแลกกับการให้อภัยโทษ อี ค็อน-ฮีคุนฮี ประธานซัมซุงซึ่งถูกจำคุกในข้อหาเลี่ยงภาษีและฉ้อโกงหุ้น มีการกล่าวหาว่าเงินนี้ถูกอำพรางโดยจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมทางกฎหมายให้กับ DAS ซึ่งเป็น บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่พี่ชายของอี-มย็องบักเป็นเจ้าของ

นอกจากนี้ อี มย็อง-บักยังถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินของรัฐบาลมูลค่า 700,000 ดอลลาร์ซึ่งเป็นงบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กับหน่วยข่าวกรองของรัฐบาล

เกาหลีใต้อาจจะเรียได้ว่าเป็นประเทศที่มีผู้นำถูกดำเนินคดีในข้อคอร์รัปชั่นมากที่สุดและถี่ที่สุดในโลก ก่อนหน้าที่อี มย็อง-บักจะถูกดำเนินคดียังมีประธานาธิบดีก่อนหน้าเขาที่เจอข้อหาเดียวกัน เช่น ประธานาธิบดีคนก่อนหน้าเขาคือโน มู-ฮย็อน 

ก่อนหน้าที่โน มู-ฮย็อนจะได้รับการเลือกตั้งเข้าเป็นประธานาธิบดี เขามีภาพลักษณ์นักการเมืองมือสะอาด เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเป็นทนายความและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แต่หลังจากพ้นตำแหน่งเขาได้กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายที่ภูเขาในบ้านเกิดเสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2009 ขณะอายุได้ 62 ปีเนื่องจากอับอายที่ตัวเองถูกสอบสวนในคดีที่ภรรยาและหลานชายรับสินบน

ในสมัยประธานธิบดีคิม ยอง-ซัม แม้จะมีภาพลักษณ์มือสะอาดที่กวาดล่องคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ แต่ชื่อเสียงของเขาต้องมามัวหมองเพราะลูกชายของเขาถูกจับในข้อหาติดสินบนและเลี่ยงภาษีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับบริษัท Hanbo Steel ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐบาลและมีการติดสินบนนักการเมือง รวมแล้วประเทศเสียหายถึง 6,000 บ้านดอลลาร์ และทำให้เกาหลีใต้กระทบกระเทือนอย่างหนักในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 

ก่อนหน้านั้นมีประธานธิบดีโน แท-อู อดีตนายพลของกองทัพบกเกาหลีใต้และผู้สนับสนุนในการรัฐประหารของประธานาธิบดี ช็อน ดู-ฮวัน และผู้ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในเมืองควังจู หลังจากช็อน ดู-ฮวัน ก้าวจากตำแหน่งแล้วโน แท-อูก็รับตำแหน่งแทน

แต่เมื่อพ้นตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนต่อมาคือคิม ยอง-ซัม ดำเนินนโยบายกวาดล้างคอร์รัปชั่น โน แท-อูและช็อน ดู-ฮวันจึงถูกไต่สวนในข้อหารับสินบนและข้อหาปราบประชาชนที่ควังจู ทั้งสองถูกพิพากษาว่ามีความผิดในเดือนสิงหาคม 1996 จากข้อหากบฏ,การก่อจลาจลและการฉ้อราษฎร์บังหลวง

ตอนแรกช็อน ดู-ฮวันถูกตัดสินประหารชีวิต และต่อมาได้ลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต ส่วนโน แท-อูถูกพิพากษาจำคุก 22 ปี 6 เดือน ต่อมาศาลได้พิพากษาลดโทษให้เหลือ 17 ปี และต่อมาทั้งสองได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดี คิม ยองซัม และออกจากคุกในเดือนธันวาคม 1997

นอกจากประธานาธิบดีรุ่นก่อนหน้า อี มย็องบักแล้ว ประธานาธิบดีคนต่อจากเขาคือ พัก กึน-ฮเยก็ยังถูกดำเนินคดีเช่นกัน โดยพักถูกจับกุมเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2017  และต่อมาถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าใช้อำนาจไปในทางมิชอบ, รับสินบน, ขู่เข็ญผู้อื่นและเปิดเผยความลับของทางรัฐ

พักเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกถอดถอนจากการปฏิบัติหน้าที่โดยรัฐสภาและการรับรองโดยศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ และในวันที่ 6 เมษายน 2018 ศาลแขวงกลางกรุงโซล พิพากษาจำคุกพัก 24 ปี และปรับเป็นเงิน 18,000 หมื่นล้านวอน

ฝรั่งเศสนองเลือด เชือดอีก 2 ศพจากความขัดแย้งทางศาสนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636787

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 17:45 น.ฝรั่งเศสนองเลือด เชือดอีก 2 ศพจากความขัดแย้งทางศาสนาผู้ลงมือคาดว่าเป็นบุคคลเคร่งศาสนาที่สังหารชาวฝรั่งเศส ตาย 2 ราย อีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ ในช่วงที่ฝรั่งเศสมีการกวาดล้างกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง

เจ้าหน้าที่เผยต่อเอเอฟพีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ว่าพบชายคนหนึ่งถือมีดอยู่ข้างนอกโบสถ์ในเมืองนีซทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ลงมือสังหารชาวฝรั่งเศส 2 คนโดยการเชือดคอ และอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมตัวไม่นานหลังจากนั้น

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าขณะที่ถูกจับกุมตัว ชายผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าวตะโกนคำว่า “อัลลอฮุ อักบัร” ซึ่งมีความหมายว่า “อัลลอฮ์ทรงเกรียงไกร” ที่ชาวมุสลิมใช้กล่าวเพื่อแสดงออกถึงความศรัทธาในพระเจ้า

คาดว่าการลงมือดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเขาต้องการลงโทษที่ฝรั่งเศสมีการใช้ภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดในบทเรียนหน้าที่พลเมือง

ขณะที่แฌร์รา ดาร์มาแนง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวทางทวิตเตอร์ว่าได้มีการเรียกประชุมเพื่อหารือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสกำลังตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนามากขึ้นโดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง สั่งการให้กวาดล้างมุสลิมหัวรุนแรงในประเทศ หลังเกิดการสังหารครูด้วยการเชือดคอเนื่องจากครูคนดังกล่าวใช้ภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดในบทเรียนหน้าที่พลเมือง

คำสั่งกวาดล้างของมาครงทำให้ชาวมุสลิมทั่วโลกไม่พอใจอย่างรุนแรง และทำให้ฝรั่งเศสอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการถูกตอบโต้

ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมารวมแล้วฝรั่งเศสถูกโจมตีด้วยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 250 คนตั้งแต่ปี 2015

โดยในปี 2018 มือปืนสังหาร 3 คนทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสยิงตำรวจและจับตัวประกันในห้างสรรพสินค้าพร้อมตะโกนคำว่า “อัลลอฮุ อักบัร” เช่นกัน 

ปี 2016 มือปืนขับรถบรรทุกเข้าไปในฝูงชนที่กำลังเฉลิมฉลองวันชาติฝรั่งเศสในเมืองนีซ คร่าชีวิตผู้คน 86 คนและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจากการโจมตีที่อ้างว่าเป็นรัฐอิสลาม

นอกจากนี้ในปี 2015 ปารีสถูกโจมตีด้วยปืนและระเบิดหลายครั้งในสถานบันเทิงรอบเมือง ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 130 คน และบาดเจ็บ 368 คน 

ทำไมเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐถึงซับซ้อนจนน่าปวดหัว? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636695

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 15:40 น.ทำไมเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐถึงซับซ้อนจนน่าปวดหัว?ทำความเข้าใจวิธีการเลือกตั้งสหรัฐ เราจะมาสรุปขั้นตอนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐให้เข้าใจกัน

1. ด้วยความที่ประเทศสหรัฐประกอบด้วยหลากหลายรัฐ และแต่ละรัฐมีจำนวนประชากรไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงป้องกันปัญหา “เผด็จการเสียงข้างมาก” โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเพื่อเลือก “คณะผู้เลือกตั้ง” ในแต่ละรัฐ และคณะผู้เลือกตั้งจะเข้าไปเลือกประธานาธิบดีอีกทีหนึ่ง

2. การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจึงเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Popular Vote และ Electoral College ดังนั้นจึงไม่ใช่การเลือกตั้งทางตรงและมีความซับซ้อนอย่างมากจนคนอเมริกันโต้เถียงกันมานานให้แก้ไขระบบ

3. Popular Vote คือคะแนนเสียงดิบของประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงคะแนนโดยนับ 1  คน 1 เสียง หากเป็นประเทศอื่นๆ ก็จะวัดกันที่คะแนนดิบนี้ว่าใครจะได้คะแนนมากกว่ากัน แต่ที่สหรัฐไม่ได้นับด้วยวิธีนี้

4. ที่สหรัฐจะนับกันที่ Electoral College ซึ่งคือคณะผู้เลือกตั้งที่เสนอตัวว่าจะไปเลือกคนใดเป็นประธานาธิบดีหรือพรรคใดเข้าไปนั่งในสภา  คณะผู้เลือกตั้งจะสัญญาเป็นมั่นหมาะว่าจะเข้าไปเลือกใคร เช่น กลุ่มนี้บอกว่าจะเลือกพรรคเดโมแครต/ไบเดน ก็ต้องเลือกตามที่สัญญาไว้ จะไม่มีการเปลี่ยนจุดยืนเด็ดขาด

5. โดยในแต่ละมลรัฐจะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในรัฐนั้นๆ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนียที่มีประชากรมากที่สุดมีคณะเลือกตั้ง 55 คน ส่วนรัฐเดลาแวร์มีประชากรน้อยที่สุด มีคณะเลือกตั้งแค่ 3 คน รวมแล้วมีคณะเลือกตั้งทั่วประเทศ 538  โดยผู้ที่จะชนะเลือกตั้งได้จะต้องมีคะแนนของคณะเลือกตั้งเกิน 270 เสียง

6. แม้ว่าประชาชนจะเป็นผู้ลงคะแนน Popular Vote แต่ตัวแปรที่จะตัดสินผลแพ้ชนะนั้นมาจากคณะผู้เลือกตั้งหรือ Electoral College ดังนั้นแม้ว่าผู้สมัครคนหนึ่งๆ จะได้คะแนนดิบมากกว่า แต่หากคะแนนคณะผู้เลือกตั้งน้อยก็ถือเป็นผู้แพ้

7. และการเลือกตั้งของสหรัฐยังใช้ระบบ Winner-Takes-All (คนชนะได้เสียงไปทั้งหมด) หมายถึงพรรคใดก็ตามที่ชนะ Popular Vote ในรัฐใดรัฐหนึ่ง จะได้คะแนนเสียงทั้งหมดใน Electoral College ของรัฐนั้น โดยไม่มีการแบ่งคะแนนกับคู่แข่งแม้ว่าคะแนน Popular Vote จะสูสีกันแค่ไหนก็ตาม (เว้นแค่ 2 รัฐที่ไม่ได้ใช้ระบบนี้) 

8. ดังนั้นหากแพ้คะแนน Popular Vote ไปเพียงคะแนนเดียวก็ทำให้เสียคะแนนจาก Electoral College ไปได้หลายสิบคะแนนเสียง ทำให้พรรคการเมืองต้องพยายามเร่งหาเสียงในรัฐที่มีคณะผู้เลือกตั้งจำนวนมาก

9. ยกตัวอย่างกรณีโดนัลด์ ทรัมป์ และฮิลลารี คลินตัน ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว คลินตัน ได้คะแนน Popular Vote ไป 65 ล้านเสียง ซึ่งมากกว่าทรัมป์ถึง 2.9 ล้านเสียง แต่ทรัมป์ได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 304 เสียง ขณะที่คลินตันได้ไป 227 เสียง จึงทำให้ทรัมป์เป็นฝ่ายชนะ

10. นอกจากนี้ยังเคยเกิดกรณีเช่นนี้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2000 เมื่อ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช มีคะแนน Popular Vote น้อยกว่า อัล กอร์ แต่กลับชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากได้รับเสียงส่วนใหญ่ในรัฐฟลอริดาซึ่งมีคณะผู้เลือกตั้งจำนวนมาก ส่งผลให้จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้เสียงส่วนมากจาก Electoral College 270 เสียง จากทั้งหมด 538 เสียง

11. ด้วยเหตุนี้ทำให้เป็นข้อกังขาว่าประธานาธิบดีไม่ได้มาจากคะแนนเสียงส่วนมากของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างแท้จริง และมีเสียงเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบเลือกตั้งแบบ Electoral College แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

12. ดังนั้นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจึงยังต้องทุ่มเทให้กับรัฐที่มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งมากกันต่อไป รัฐพวกนี้จึงมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด เช่น แคลิฟอร์เนีย, เท็กซัส, ฟลอริดา, นิวยอร์ค, และเพนซิลเวเนีย เป็นต้น เพราะหากแพ้ก็จะหมายความว่าเสียคะแนนเสียงไปท้งหมด แต่รัฐพวกนี้คาดเดาได้ง่ายว่าจะเลือกใคร

13. สมรภูมิที่พวกเขาจะต้องไปช่วงชิง คือรัฐที่เรียกว่า Swing State หมายถึงรัฐที่ไม่สามารถคาดเดาทิศทางของผลการเลือกตั้งได้ โดยอาจมีคะแนนสูสีกันระหว่างสองพรรคการเมือง เช่น แอริโซนา, นอร์ทแคโรไลนา, ฟลอริดา, เพนซิลเวเนีย, มิชิแกน, นิวแฮมป์เชียร์ และวิสคอนซิน เป็นต้น หากคู่แข่งได้คะแนนในรัฐใหญ่ได้ไปเท่าๆ กัน พวกเขาจะต้องมาลุ้นกันในรัฐ Swing State เหล่านี้ 

Photos by JIM WATSON and SAUL LOEB / AFP