อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมยอมพบหน้าลูกนอกสมรสครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636600

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 09:30 น.อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมยอมพบหน้าลูกนอกสมรสครั้งแรกอดีตกษัตริย์อัลแบร์และเจ้าหญิงเดลฟีนแห่งเบลเยี่ยมพบกันครั้งแรกหลังปฏิเสธไม่รับเป็นลูกมานานกว่า 50 ปี

เรื่องราวอันยาวนานเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1999 เมื่อ “เดลฟีน โบเอล” ศิลปินสาวชาวเบลเยี่ยมออกมาแฉว่ามารดาของเธอคือ “บารอนเนส ซีบิล เดอ เซลีส ลองฌองป์ส” ซึ่งมาจากตระกูลขุนนางเบลเยี่ยมที่เคยมีความสัมพันธ์อย่างลับๆ กับ “สมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2” มานานเกือบ 20 ปี โดยเฉพาะในช่วงปี 1960 ที่พระองค์ยังทรงเป็นเจ้าชาย ดังนั้นเธอจึงเป็นลูกนอกสมรสของกษัตริย์ ซึ่งคำกล่าวหานี้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในราชวงศ์เบลเยี่ยมนับแต่นั้นมา

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาอดีตกษัตริย์อัลแบร์ทรงปฏิเสธมาโดยตลอดเนื่องจากหลีกเลี่ยงข่าวฉาวและข้อครหาซึ่งอาจกระทบต่อสถาบัน จนกระทั่งปี 2019 โบเอลในวัย 50 ปี ยื่นฟ้องต่อศาลในกรุงบรัสเซลล์ เพื่อให้ตรวจดีเอ็นเอ และพิสูจน์ว่าอดีตกษัตริย์ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุ 84 พรรษา เป็นบิดาแท้ๆ ของเธอหรือไม่

อดีตกษัตริย์ปฏิเสธคำสั่งศาลในการเข้ารับการตรวจดีเอ็นเอและทรงยื่นอุธรณ์คำสั่งดังกล่าว จนกระทั่งศาลมีคำสั่งให้ปรับอดีตกษัตริย์วันละ 5,000 ยูโรในการที่ไม่ให้ความร่วมมือ ภายหลังพระองค์จึงยอมเข้ารับการตรวจดีเอ็นเอเพื่อสะสางเรื่องราวทั้งหมด โดยส่งมอบพระเขฬะ (น้ำลาย) เพื่อใช้ในการตรวจ

ในที่สุดเมื่อต้นปี 2020 อดีตกษัตริย์อัลแบร์ได้ออกมายอมรับต่อสาธารณชน หลังพระองค์รับทราบผลการตรวจดีเอ็นเอที่บ่งชี้ว่าโบเอลเป็นพระธิดานอกสมรสของพระองค์กับขุนนางเบลเยี่ยมเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

ผลการพิพากษาตัดสินให้โบเอลได้รับฐานันดรศักดิ์เป็น “เจ้าหญิงแห่งเบลเยี่ยม” พระราชธิดาพระองค์ที่ 4 ของอดีตกษัตริย์เบลเยี่ยม และมีสิทธิในพระราชมรดกด้วย

ตั้งแต่นั้นมาเจ้าหญิงได้เปลี่ยนไปใช้นามสกุล “ซัคเซิน-โคบวร์ก” ตามพระบิดา รวมถึงลูกๆ ของเธอก็ได้รับพระยศเช่นเดียวกัน

เจ้าหญิงเดลฟีนแห่งเบลเยี่ยม ตรัสว่าชีวิตของพระองค์เป็นดั่งฝั่นร้ายอันยาวนานเพราะสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของตนเอง พระบิดาผู้ให้กำเนิดปฏิเสธพระองค์อย่างไร้เยื้อใย การออกมาต่อสู้ครั้งนี้เพียงเพื่อปกป้องลูกๆ ที่จะต้องมาแบกรับเรื่องนี้ต่อจากพระองค์

ในที่สุดวันนี้ (27 ต.ค.) เจ้าหญิงเดลฟีนและอดีตกษัตริย์อัลแบร์ได้พบกันเป็นครั้งแรกพร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีเปาลาแห่งเบลเยียม พระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2

Photo by AFP

ตามหาท่อน้ำเลี้ยงจากแดนไกล กรณีศึกษาจากฮ่องกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636587

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 22:08 น.ตามหาท่อน้ำเลี้ยงจากแดนไกล กรณีศึกษาจากฮ่องกงการประท้วงมาด้วยใจ แต่ขบวนการพันธมิตรที่ผลักดันขบวนต่อต้านให้เดินหน้า แกนนำที่ออกสื่อ และสื่อบางรายได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลต่างประเทศ “ทางอ้อม”

ระหว่างที่เกิดการประท้วงที่ฮ่องกงมีข่าวออกมาไม่ขาดระยะว่า “ต่างชาติ” เข้ามาแทรกแซงด้วยการหนุนหลังผู้ชุมนุม เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ม็อบ และพบปะกับแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตย (หรือเอกราชฮ่องกง)

ข้อกล่าวหาเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากรัฐบาลจีน ซึ่งชี้ไปที่สหรัฐว่าเป็นตัวการแทรกแซง

จนถึงทุกวันนี้เรื่องนี้ก็ยังเป็นแค่ข้อกล่าวหา ยังไม่มีหลักฐานมัดตัวใครได้แบบจะๆ ยกเว้นการพบปะกันของจูลี อีเดห์ (Julie Eadeh) เจ้าหน้าที่สถานกงสุลสหรัฐในฮ่องกงกับแกนนำตัวเอ้อย่าง แอนสัน เฉิน ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงระดับอาวุโส, มาร์ติน ลีที่เป็นคนสนิทของจิมมี่ ไหล เจ้าพ่อสื่อ Apple Daily ที่ต่อต้านจีนและโปรม็อบฮ่องกง หลังจากนั้นก็ไปพบโจวชัว หว่องกับนาธาน ลอว์

เมื่อมีการเปิดเผยภาพการพบปะกันของคนเหล่านี้ ปฏิกิริยาของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแทนที่จะนิ่งกลับด่ารัฐบาลจีนว่าเป็น “อันธพาล” มีปล่อยภาพนี้ออกไปรวมถึงข้อมูลส่วนตัวของจูลี อีเดห์

จูลี อีเดห์ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของสถานกงสุลสหรัฐในฮ่องกง หลักฐานที่เชื่อมโยงรัฐบาลสหรัฐกับแกนนำประท้วงฮ่องกงแบบจะๆ มีอยู่แค่นี้ แต่สื่อของทางการจีนและสื่อที่ต่อต้านสหรัฐในประเทศอื่นๆ หยิบไปขยายผลต่อเพื่อชี้ชวนให้เห็นว่าสหรัฐแทรกแซงฮ่องกงเพื่อที่จะเจาะยางจีนจริงๆ

บทความส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นการเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” สนับสนุนกิจกรรมของเอ็นจีนโอในฮ่องกงโดยกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National Endowment for Democracy หรือ NED) ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งรัฐกึ่งอิสระแต่รับเงินจากสภาคองเกรสเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยทั่วโลก

แต่ NED เป็นองค์กรที่น่าสงสัย และความน่าสงสัยนี้ถูกเอ่ยถึงไปแล้วในบทความเรื่อง “ในนาม “ประชาธิปไตย” สหรัฐจะแทรกแซงชาติไหนก็ได้

ที่บอกว่า NED เป็นท่อน้ำเลี้ยงองค์การเคลื่อนไหวในฮ่องกงไมได้หมายความว่าทำกันแบบลับๆ แต่เป็นเรื่องที่เปิดเผยอย่างโปร่งใส เงินที่มอบให้

แม้จะโปร่งใส แต่เราไม่อาจล่วงรู้ถึงเจตนาจริงๆ ที่ NED ให้เงินองค์กรเหล่านี้ และเราก็เชื่อความพยายามโยงสื่อทางการจีนทั้งหมดไม่ได้เช่นกัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีนัยทางการเมือง

เท่าที่เราพบเห็นก็คือ หลังจากที่รัฐบาลฮ่องกงพยายามผลักดันกฎหมายส่างผู้ร้ายข้ามแดนอันเป็นชนวนเหตุของการประท้วงยืดเยื้อ ไม่กี่วันหลังจากนั้น NED เชิญแกนนำเคลื่อนไหวไปเสวนาเรื่อง “ภัยคุกคามใหม่ต่อประชาสังคมและหลักนิติธรรมของฮ่องกง” ที่กรุงวอชิงตัน หนึ่งในผู้ไปร่วมเสวนาคือ หลี่จัวเหริน เขาธิการใหญ่ของ HKCTU และนาธาน ลอว์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค Demosisto ร่วมกับโจหัว หว่อง

หลี่จัวเหริน เขาธิการใหญ่ของ HKCTU เป็นองค์กรเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านรัฐบาลจีน ซึ่งรับเงินจาก “องค์กรท่อ” ซึ่งรับเงินจาก NED อีกต่อหนึ่งเป็นเงิน 540,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อ 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการประท้วงของขบวนการร่มเหลืองพอดีและ HKCTU เป็นหนึ่งในแกนนำ

“องค์กรท่อ” ที่รับ “น้ำเลี้ยง” จาก NED เป็นกรณีที่น่าสนใจที่ควรเอ่ยถึงไว้ ณ ที่นี้ แม้เพราะแม้ว่า NED จะให้เงินสนับสนุนที่ดูเหมือนจะโปร่งใส แต่บางครั้งเงินจาก NED ถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ ผ่านองค์กรตัวกลางหลายชั้นจนกระทั่งไปถึงปลายทาง หากไม่มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน เราอาจจะเห็นว่า NED ให้เงินกับองค์กรที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางการเมือง แต่เมื่อตรวจกันจริงๆ จังๆ แล้วจะพบว่าเงินพวกนี้ไปถึงขบวนการทางการเมืองที่เข้มข้นมาก

ตัวอย่างเช่น NED ให้เงินสนับสนุนองค์กรที่มีชื่อว่า Solidarity Center ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนด้านขบวนการแรงงานทั่วโลก เป็นองค์กรที่ตั้งวขึ้นมาโดย AFL-CIO ซึ่งเป็นสมาพันธ์แรงงานที่ทรงอิทธิพลของสหรัฐและทำงานด้านแรงงานพร้อมๆกับส่งเสริมประชาธิปไตยและต่อต้านคอมมิวนิสต์โดยรับการสนับสนุนจาก CIA

เมื่อตั้ง Solidarity Center แล้วก็หยุดรับการสนับสนุนจาก CIA แต่โดยผ่าน Solidarity Center ได้หันมารับรับเงินจาก NED จนกลายเป็นผู้รับเงินรายหลักจึงมีความโปร่งใสทางการเมืองมากกว่าแต่ก่อน (อย่างที่เคยชี้ให้เห็นในบทความก่อนว่า CIA ทำงานในที่ลับ ส่วน NED ทำงานในที่แจ้ง)

Solidarity Center ให้เงินช่วยเหลือแก่ HKCTU ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่ทรงอิทธิพลในฮ่องกงเพราะมีอุดมการณ์เดียวกันนั่นคือสิทธิแรงงานและผลักดันประชาธิปไตย เฉพาะในปี 2018 NED ให้เงิน Solidarity Center มาทำงานกิจกรรมในฮ่องกงถึง 200,000 เหรียญสหรัฐ

HKCTU ไม่ได้ทำงานด้านแรงงานเท่านั้นแต่เป็นหนึ่งในแกนนำการประท้วงในปี 2014 และปี 2020

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายองค์กรในฮ่องกงที่ได้รับเงินจากท่อน้ำเลี้ยงแบบนี้ ตัวอย่างเช่น องค์กรตรวจสอบสิทธิมนุษยชนฮ่องกง HKHRM สมาคมผู้สื่อข่าวฮ่องกง HKJA และพรรคการเมืองอย่างพรรคแรงงานและพรรคประชาธิปไตย

แต่ลุยซา เกรฟ (Louisa Greve) รองประธานของ NED สาขาเอเชีย, ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือบอกว่า ทางองค์กรไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมประชาธิปไตยโดยตรง

การบอกแบบนี้เหมือนเป็นการปัดความรับผิดชอบพร้อมๆ กับกบฎต่อหลักการของตัวเอง เพราะองค์การนี้ชื่อก็บอกว่าส่งเสริมประชาธิปไตย ในเมื่อองค์กรให้เงินผ่านท่อสายต่างๆ ไปช่วยองค์กรท่องถิ่นในฮ่องกง ทำไมจึงไม่ยอมรับตรงๆ?

แน่นอนว่า NED ไม่ได้ให้เงินตรงๆ ไม่ได้ช่วยตัวต่อตัว แต่ปฏิเสธความเกี่ยวโยงไม่ได้ และการบอกปัดเท่ากับทำให้ NED ถูกมองว่าทำตัวลับๆ ล่อๆ

อย่างที่เปรยเอาไว้ทั้งในบทความและบทความก่อนว่าการสนับสนุนของ NED ต่อองค์กรต่างๆ ในนามของประชาธิปไตยเป็นการทำอย่างโปร่งใสมีรายละเอียดชัดเจน ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องความลับๆ ล่อๆ ในแง่การกระทำ แต่เจตนานั้นเราไม่อาจทราบได้

ในมุมมองของรัฐบาลประเทศหนึ่งๆ การที่องค์การต่างชาติที่ได้รับเงินจากรัฐบาลตัวเองแล้วนำเงินมาอุดหนุนขบวนการต่อต้านรัฐบาลประเทศอื่น ย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากว่าทำโดยบริสุทธิ์ใจโดยปราศจากวาระซ่อนเร้นที่เป็นประโยชน์กับประเทศเจ้าของเงิน

ในแง่มุมนี้ จีนจึงพยายามประโคมให้ชาวโลกเชื่อว่ามีต่างชาติแทรกแซงขบวนประท้วงในฮ่องกงโดยพยายามชี้ให้เห็นถึงความเชื่อโยงกับกลุ่มต่างๆ ในฮ่องกงกับ NED

แต่จีนก็ทำได้แค่นั้น ทำได้แค่ “แฉ” ว่ามีใครบ้างที่รับเงินจาก NED มา แต่ไม่สามารถเอาผิดกับขบวนการเหล่านั้นได้ ดังนั้นขบวนการในฮ่องกงจึงยังเคลื่อนไหวต้านจีนไปได้เรื่อยๆ อาศัยทุนรอนจากสหรัฐโดยที่จีนได้แต่โวยวาย

หากมองในแง่ของกลยุทธ์ “สมมติว่า” หากสหรัฐต้องการเข้าแทรกแซงประเทศไหนก็ตาม การแทรกแซงโดยอาศัยเงินของ NED จะเป็นการรบที่เสียแรงน้อยที่สุดแต่สร้างความปั่นป่วนให้กับเป้าหมายมากที่สุด และประเทศเป้าหมายยังเล่นงานไม่ได้ด้วยเพราะเงินที่ได้มานำมาขับเคลื่อนประชาธิปไตย หากโจมตีขบวนประชาธิปไตย สหรัฐและพันธมิตรชาติตะวันตกจะรุมถล่มแน่นอน

ยังไม่นับการที่เงินสนับสนุนหรือความช่วยเหลืออื่นๆ อาจทำกันแบบลับๆ หรือส่งต่อๆ กันมาจนหาต้นทางไม่เจอ เราจะเห็นว่าแม้แต่จีนที่มีกองทัพนักรบไซเบอร์ที่ถล่มสหรัฐอยู่บ่อยๆ ยังจับไม่ได้คาหนังคาเขาว่าสหรัฐแทรกแซงฮ่องกง ได้แต่โจมตี NED แบบขี่ม้าเลียบค่าย

ดังนั้นสำหรับจีนแล้ววิธีการเดียวที่จะตัดท่อน้ำเลี้ยงให้ราบคาบลงได้ก็คือการใช้วิธีขั้นเด็ดขาดนั่นคือ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” ซึ่งกำหนดโทษกับผู้ที่สมคบกับต่างชาติ ซึ่งเป็นกำหนดโทษที่ “ครอบจักรวาล” เอามากๆ เพราะไม่มีใครรู้ว่าการสมคบต่างชาตินี้รวมถึงการรับเงินจากองค์กรแบบ NED หรือไม่

ยังไม่พอ จีนยังปิดช่องให้สนิทด้วยมาตราที่ 38 ซึ่งสามารถเล่นงานชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายข้อนี้โดยไม่จำเป็นว่าจะอยู่ในฮ่องกงหรือไม่ ผลก็คือมีองค์กรหลายแห่งต้องปิดสาขาในฮ่องกงลงอย่างสิ้นเชิงเพื่อหนีภัยจากกฎหมายตัวนี้

ดังนั้นองค์กรต่างๆ ที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองอาจจะรับเงิน NED ต่อไปได้ แต่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายตัวนี้เล่นงานตนเมื่อไรก็ได้

แน่นอนว่าการใช้มาตรการแบบนี้มีต้นทุนสูงมาก มันทำให้ฮ่องกงเสียสถานะเมืองท่าเสรีและศูนย์กลางทางการเงิน ซึ่งจีนดูเหมือนจะชั่งน้ำหนักดูแล้วว่าเสียสถานะแบบนี้ยังดีกว่าเสียเอกราชของทั้งประเทศ อีกทั้งเมืองเศรษฐกิจของแผ่นดินใหญ่ก็เริ่มน่าดึงดูดใจกว่าฮ่องกงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทางที่ดีจึงใช้มีดตัดเนื้อร้ายไปดีกว่าเลี้ยงไข้ไปเรื่อยๆ

อย่างที่บอกไปว่าองค์กรต่างๆ ที่เคยเคลื่อนไหวในฮ่องกงเริ่มปิดตัวหนีจากฮ่องกง และในอนาคตเงินที่ NED เคยสนับสนุนองค์กรที่เคลื่อนไหวในจีน (ซึ่งให้มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ) อาจจะไหลออกไปยังประเทศอื่นที่น่าจะหวังผลได้มากกว่า

น่าสงสัยว่าองค์กรและเงินพวกนั้นจะไหลไปยังประเทศไหนกันแน่?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ชัยชนะอีกครั้งของ WeChat ศาลสหรัฐสั่งห้ามรัฐบาลแบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636596

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 21:03 น.ชัยชนะอีกครั้งของ WeChat ศาลสหรัฐสั่งห้ามรัฐบาลแบนชั้นศาลศาลอุทธรณ์ของสหรัฐปฏิเสธคำร้องของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการจะแบนแอปยอดนิยมจากจีนไม่ให้ใช้ในสหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าศาลอุทธรณ์ของสหรัฐฯ ปฏิเสธคำร้องของกระทรวงยุติธรรมที่ต้องการห้ามการใช้งาน “วีแชท” (WeChat) แอปพลิเคชันส่งข้อความ ชำระเงินผ่านมือถือ และโซเชียลมีเดียของบริษัทเทนเซนต์ (Tencent) ของจีน ในสหรัฐฯ โดยทันที

คณะผู้พิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 แห่งสหรัฐฯ ระบุว่ารัฐบาลไม่ได้แสดงให้เห็นว่าตนจะ “ได้รับความเสียหายชนิดที่ไม่อาจแก้ไขได้ในระยะเวลาอันใกล้ ระหว่างการรออุทธรณ์ซึ่งถูกเร่งให้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้”

เมื่อวันศุกร์ (23 ต.ค.) ลอเรล บีเลอร์ ผู้พิพากษาจากศาลแขวงเขตเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ยังปฏิเสธการคงคำสั่งห้ามใช้งานวีแชทของรัฐบาลเช่นกัน โดยเธอตัดสินว่าหลักฐานเพิ่มเติมของรัฐบาลนั้นไม่สามารถเปลี่ยนคำตัดสินของศาลในก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าผู้ใช้งานวีแชทในสหรัฐฯ มีสิทธิ์ได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา (Preliminary injunction)

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. บีเลอร์ได้ระงับคำสั่งฝ่ายบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สั่งห้ามการใช้งานวีแชทในสหรัฐฯ โดยออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา ซึ่งระบุว่าข้อจำกัดสำหรับแอปวีแชทอาจเป็นการละเมิดสิทธิตามบทบัญญัติเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ ของผู้ใช้ในสหรัฐฯ หลังจากเมื่อวันที่ 18 ก.ย. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งห้ามทำธุรกรรมกับวีแชท

“ผลลัพธ์คือผู้บริโภคในสหรัฐฯ ไม่สามารถดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปวีแชทเพื่อใช้ส่งหรือรับเงินได้ และเนื่องจากจะมีการทำลายโฮสติงและหน่วยความจำ (Caching) สำหรับเก็บข้อมูลของวีแชทในสหรัฐฯ ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว แม้จะยังใช้งานได้อยู่ แต่แอปนี้จะไม่มีประโยชน์ใดสำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ” บีเลอร์ระบุ

หลังจากนั้นในช่วงต้นเดือนนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยื่นเรื่องไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้แก้ไขคำตัดสินของบีเลอร์

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารห้ามมิให้ทำธุรกรรมในสหรัฐฯ ผ่านวีแชท ซึ่งเดิมมีกำหนดบังคับใช้ช่วงดึกของวันที่ 20 ก.ย

จากนั้น กลุ่มพันธมิตรผู้ใช้งานวีแชทแห่งสหรัฐฯ (U.S. WeChat Users Alliance – USWUA) ได้ออกมาต่อสู้เพื่อสิทธิตามกฎหมายของผู้ใช้งานวีแชททุกคนในสหรัฐฯ ด้วยการยื่นฟ้องเรื่องนี้ ซึ่งศาลได้เปิดคดีในวันที่ 17 ก.ย.

นอกจากกลุ่มพันธมิตรดังกล่าวแล้ว ยังมีโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใช้งานรายอื่นที่ออกมาโต้แย้งว่า ในสหรัฐฯ วีแชทเป็นแอปที่ไม่มีแอปพลิเคชันใดสามารถแทนที่ได้

อนุเคราะห์ข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

Photo by Peter PARKS / AFP

เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ : ตัวช่วยทรัมป์มาแล้ว! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636579

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 20:00 น.เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ : ตัวช่วยทรัมป์มาแล้ว!อัพเดทความเคลื่อนไหวของการเลือกตั้งสหรัฐ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้นำมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกคนต่อไป

1. การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมีตัวแปรสำคัญเพิ่มเข้ามาเมื่อ เอมี โคนีย์ บาร์เรตต์ ถูกรับรองให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลฎีกาแทน รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ที่ถึงแก่กรรมเมื่อเดินกันยายนที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 52 ต่อ 48 ส่งผลให้สัดส่วนผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐสายอนุรักษนิยมถือเสียงมากกว่าสายเสรีนิยม 6 ต่อ 3 เสียง

2. การแต่งตั้งให้บาร์เรตต์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวมีวาระตลอดชีวิต และบาเรตต์จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองสหรัฐหลังจากนี้ โดยเฉพาะการพิจารณาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะบาร์เรตต์มีทัศนะเอียงไปทางอนุรักษ์นิยม/รีพับลิกัน และได้รับการเสนอชื่อโดยทรัมป์และอนุมัติโดยสภาที่เสียงข้างมากมาจากพรรครีพับลิกัน

3. บาเรตต์ยืนยันว่าเธอจะทำงาน “โดยปราศจากความกลัวและการเลือกข้าง” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเลือกเธอเข้ามาตอนนี้เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของศาลสูง เพราะกระบวนการแต่งตั้งครั้งนี้ควรเกิดขึ้นหลักจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยประชาชนบางส่วนมองว่าโดนัลด์ ทรัมป์ อาจใช้ศาลสูงสุดเป็นทางออกหากแพ้การเลือกตั้งต่อโจ ไบเดน

4. สมมติว่าการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐมีคะแนนเท่ากันและเรื่องต้องส่งไปให้ศาลสูงสุดชี้ขาด น้ำหนักก็จะเอียงไปทางทรัมป์ในทันที ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อคราวเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2000 เมื่อ จอร์จ ดับเบิลยู บุช จากรีพับลิกันและ อัล กอร์ จากเดโมแครตต้องแย่งคะแนนกันในรัฐฟลอริดาจนต้องนับคะแนนใหม่ เรื่องจึงถึงศาลสูงสุด ปรากฎว่าคณะตุลาการที่มีเสียงอนุรักษ์นิยมมากว่าตัดสินให้บุชชนะไป 

5. ในเวลานี้โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเร่งหาเสียงอย่างหนัก โดยมีการลงพื้นที่หาเสียงวันละ 2-3 จุด ขณะที่โจ ไบเดนพยายามแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

6. ก่อนหน้านี้ทั้งคู่มีการหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งอาจเป็นรัฐชี้ชะตาของทั้งคู่ โดยทรัมป์ให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นรัฐที่เขาชนะการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อ 4 ปีก่อน ในขณะที่ไบเดนมองว่าเป็นรัฐที่สำคัญของเขาเช่นกัน

7. ขณะนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วกว่า 64 ล้านคน

เวียดนามจ่ออพยพ 1.3 ล้าน หนีไต้ฝุ่นโมลาเบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636577

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 19:00 น.เวียดนามจ่ออพยพ 1.3 ล้าน หนีไต้ฝุ่นโมลาเบไต้ฝุ่นโมเลเบจ่อพัดเข้าเวียดนามหลังถล่มฟิลิปปินส์

CNN รายงานว่าเวียดนามเตรียมอพยพประชาชนราว 1.3 ล้านคน ก่อนที่พายุไต้ฝุ่นโมลาเบจะเข้าถล่มในวันพรุ่งนี้ (28 ตุลาคม) ด้วยความเร็วลม 125 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนามกล่าวว่า โมลาเบเป็นพายุที่มีกำลังแรงมากซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ขนาดใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้จังหวัดและเมืองต่างๆ เตรียมรับมือกับผลกระทบ

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวให้มีการเตรียมกองกำลังเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนรวมถึงระดมเฮลิคอปเตอร์, รถถัง และพาหนะขนส่งอื่นๆ หากจำเป็น

หน่วยงานภัยพิบัติเผยว่าไต้ฝุ่นดังกล่าวเคลื่อนตัวออกจากเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปฟินส์เมื่อวันจันทร์โดยส่งผลให้ฝนตกหนัก เกิดดินถล่ม 7 จุด และน้ำท่วมใน 11 พื้นที่

ด้านคณะกรรมการจัดการและบรรเทาความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติของฟิลิปปินส์เผยว่ามีรายงานผู้เสียชีวิต 3 คน และสูญหายไม่ต่ำกว่า 13 คน รวมถึงประชาชนอีกกว่า 70,000 คนต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายอาจเพิ่มขึ้น

‘เจ้าหญิงเลโอนอร์’ ว่าที่ราชินีตัวน้อยความหวังใหม่ของราชวงศ์สเปน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636540

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 18:00 น.'เจ้าหญิงเลโอนอร์' ว่าที่ราชินีตัวน้อยความหวังใหม่ของราชวงศ์สเปนว่าที่ราชินีเลโอนอร์ จะสามารถกอบกู้ภาพลักษณ์สถาบันกษัตริย์สเปนได้หรือไม่?

เลโอนอร์ เจ้าหญิงแห่งอัสตูเรียส เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลตีเซียแห่งสเปน จึงอยู่ในลำดับแรกของการสืบราชสันตติวงศ์สเปน โดยมีพระขนิษฐา 1 พระองค์นามว่า อินฟันต้า โซเฟีย

ว่าที่ราชินีตัวน้อยทรงมีพระชนมายุเพียง 14 พรรษาเท่านั้น แต่เปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาโดยพระองค์สามารถตรัสได้ถึง 5 ภาษาทั้ง สเปน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, จีน และอาหรับ รวมถึงยังช่างสังเกต ฉลาด และมีความรับผิดชอบ

ส่งผลให้พระองค์ทรงเป็นความหวังใหม่ของราชวงศ์สเปน เนื่องจากแม้ว่าสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลสที่ 1 แห่งสเปน อดีตกษัตริย์ซึ่งเป็นพระอัยกา (ปู่ของพระองค์) จะมีบทบาทสำคัญปฏิรูปให้สเปนก้าวสู้การเป็นประเทศประชาธิปไตยหลังถูกปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการทหารมาอย่างยาวนาน นำไปสู่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยในปี 1977 ในที่สุด

อย่างไรก็ตามพระองค์ทรงมีเรื่องอื้อฉาวในราชวงศ์ทั้งการล่าสัตว์ป่าและพัวพันกับคดีทุจริตที่ว่าพระองค์ได้รับการถวายเงินจากซาอุดิอาระเบีย 100 ล้านเหรียญสหรัฐเข้าบัญชีลับของพระองค์ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนเสด็จออกนอกประเทศในภายหลัง ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนต่อสถาบันกษัตริย์เป็นอย่างมาก

ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 กษัตริย์สเปนองค์ปัจจุบัน ทรงสละสิทธิในการรับพระราชมรดกและตัดสายสัมพันธ์ทางการเงินทั้งหมดกับพระราชบิดา รวมถึงงดพระราชทานเงินปีแก่พระราชบิดาเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ที่ดีของราชวงศ์สเปนกลับคืนมาและเลี่ยงข้อครหา

แม้ว่าจะได้รับคำชื่นชมจากประชาชนว่าพระองค์ทรงมีพระราชจริยวัตรเรียบง่าย ดำเนินชีวิตเหมือนกันสามัญชนทั่วไป แต่ก็ยังคงมีประชาชนอีกฝ่ายวิพากวิจารณ์ว่าพระองค์ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยจากเงินของพระราชบิดาในต่างประเทศหลายล้านเหรียญสหรัฐทำให้มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และมีกลไกตรวจสอบที่รัดกุมขึ้น

รวมถึงก่อนหน้านี้ในปี 2014 มีการรวมตัวกันของผู้ประท้วงต่อต้านสถาบันกษัตริย์สเปนมากกว่า 20,000 คน และมีการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนยกเลิกสถาบันกษัตริย์มากกว่า 113,000 รายชื่อ โดยคนรุ่นใหม่ของสเปนมองว่าสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในสเปน

Photo by Andres BALLESTEROS / POOL / AFP

สหรัฐจี้อินเดียร่วมมือทางทหารต่อต้านจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636573

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 16:30 น.สหรัฐจี้อินเดียร่วมมือทางทหารต่อต้านจีนสหรัฐ-อินเดียตกลงร่วมมือทางทหารเตรียมรับภัยคุกคามจากจีน

รอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ พร้อมด้วยมาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เยือนนิวเดลีเพื่อเข้าพบเจรจากับสุพรหมัณนัม ไชยศังกร รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย และราชนาถ สิงห์ รัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย

ปอมเปโอกล่าวว่า สหรัฐและอินเดียต้องร่วมมือกันเพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากจีนซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงและเสรีภาพ โดยวันนี้เป็นโอกาสใหม่สำหรับสองประเทศประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่อย่างสหรัฐและอินเดียจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้น

โดยเรื่องที่เจรจากันในวันนี้เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่มาจากจีน รวมถึงการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามของจีน

เอสเปอร์กล่าวว่า ขณะนี้ควรมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือของทั้งสองประเทศเพื่อตอบสนองต่อการท้าทายของจีน และยึดมั่นในหลักการอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะลงนามในข้อตกลงทางทหารที่จะส่งผลให้อินเดียเข้าถึงดาวเทียมขั้นสูงและข้อมูลแผนที่ของสหรัฐเพื่อความแม่นยำในการขีปนาวุธและโดรน

ทั้งนี้ อินเดียมีข้อพิพาทกับจีนโดยความตึงเครียดในภูมิภาคกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งกองกำลังอินเดียเผชิญหน้ากับกองกำลังจีนที่ชายแดนหิมาลัยซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท

ในเดือนมิถุนายน ทหารอินเดียเสียชีวิต 20 นายจากการปะทะกับกองกำลังทหารจีน ส่งผลให้อินเดียต่อต้านจีนและผลักดันให้รัฐบาลอินเดียกระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

Photo by ADNAN ABIDI / POOL / AFP

ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์! พ่วงก๊าซเรือนกระจกน้ำแข็งละลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636565

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 14:45 น.ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์! พ่วงก๊าซเรือนกระจกน้ำแข็งละลายผลการวิเคราะห์เผยปี 2020 โลกร้อนสุดเป็นประวัติการณ์รวมถึงก๊าซเรือนกระจกเข้มข้นสูงสุด

ข้อมูลจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) เปิดเผยว่า ในปี 2020 อุณหภูมิโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์แม้ว่าจะไม่ใช่ปีที่มีสภาพอากาศเอลนีโญก็ตาม

โดยคาร์บอนบรีฟ เว็บไซต์ของสหราชอาณาจักรที่ศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ภูมิอากาศ และพลังงาน ได้ทำการวิเคราะห์จากกลุ่มวิจัยต่างๆ 6 กลุ่มรวมถึงนาซา และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติที่รายงานบันทึกอุณหภูมิพื้นผิวโลก

การวิเคราะห์ดังกล่าวพบว่านอกจากในปีนี้อุณหภูมิโลกจะสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์แล้ว ในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมาของปีนี้ยังพบว่าความเข้มข้นของก๊าซสำคัญๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุด

โดยเป็นผลมาจากจากการปล่อยก๊าซของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน, การตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, เกษตรกรรมและปศุสัตว์ปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ รวมถึงควันจากท่อไอเสียรถยนต์ซึ่งปล่อยก๊าซโอโซน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ส่งผลให้ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน และ ไนตรัสออกไซด์ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในรอบ 2-3 ล้านปีเป็นอย่างน้อย

รวมไปถึงยังพบว่าน้ำแข็งในอาร์กติกละลายจนเหลือน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยการลดลงของน้ำแข็งในฤดูร้อนนี้รุนแรงเป็นพิเศษและมีแนวโน้มว่าจะลดลงอีกมาก

อย่างไรก็ตามในช่วง 3 เดือนที่เหลือยังมีโอกาสที่ลานีญาจะเกิดขึ้นในแปซิฟิกเขตร้อนซึ่งอาจส่งผลให้อุณหภูมิโลกเย็นลง แต่ทั้งนี้จะเห็นผลในปี 2021 ให้มีแนวโน้มว่าในปี 2021 อุณหภูมิโลกจะต่ำกว่าในปีนี้

ม็อบฮ่องกงลี้ภัยอื้อ ออสเตรเลีย-แคนาดาเป้าหมายหลัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636547

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 12:17 น.ม็อบฮ่องกงลี้ภัยอื้อ ออสเตรเลีย-แคนาดาเป้าหมายหลักชาวฮ่องกงยื่นขอลี้ภัยไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเหตุการณ์ความไม่สงบ

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานชาวฮ่องกงขอลี้ภัยไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบนานหลายเดือน รวมถึงการกำหนดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกัน โดยมีประเทศออสเตรเลียและแคนาดาเป็นจุดหมายหลักของผู้ลี้ภัย

โดยในปีนี้มีชาวฮ่องกงยื่นขอลี้ภัยไปยัง 5 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 181 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 141 คนในที่แล้ว และ 62 คนในปี 2018 โดยมีนักเคลื่อนไหวหลายคนรวมถึงนักเคลื่อนไหวที่ถูกจับกุมในระหว่างการประท้วงเมื่อปีที่แล้วขอลี้ภัยด้วยเช่นกัน

ข้อมูลในเดือนกันยายนพบว่ามีชาวฮ่องกงขอลี้ภัยไปยังออสเตรเลีย 136 คนซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2019 ที่มี 120 คน และในปี 2018 มีเพียง 50 คน

สำหรับประเทศแคนาดา ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายนพบว่ามีชาวฮ่องกงขอลี้ภัยไปยังแคนาดา 25 คน โดยในปี 2019 และ 2018 มีเพียง 9 และ 2 คนตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีผู้ขอลี้ภัยไปยังประเทศอื่นๆ อีก อาทิ สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และนิวซีแลนด์ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีชาวฮ่องกงกี่คนที่ประสบความสำเร็จในการขอลี้ภัย

รวมถึงยังมีรายงานว่ามีชาวฮ่องกงเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เช่น ไต้หวันและสหราชอาณาจักรด้วยวิธีการทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีคู่สามีภรรยาที่เข้าร่วมการประท้วงเมื่อปีที่แล้วได้รับการยอมรับจากแคนาดาในฐานะผู้ลี้ภัย และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีนักศึกษาที่ถูกตั้งข้อหาก่อจลาจลได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยในเยอรมนี

วิจัยชี้อีก 4 ปี รถยนต์ไฟฟ้าราคาเท่ารถใช้น้ำมัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636493

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 09:30 น.วิจัยชี้อีก 4 ปี รถยนต์ไฟฟ้าราคาเท่ารถใช้น้ำมันวิจัยชี้ภายในปี 2024 ต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้าจะเท่ากับรถใช้น้ำมัน ขณะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในหลายประเทศกำลังเฟื่องฟู

งานวิจัยโดยธนาคารยูบีเอส ธนาคารรายใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า จากการวิเคราะห์รายละเอียดของแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด 7 แห่ง พบว่ารถยนต์ไฟฟ้าอาจมีราคาเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมันภายในปี 2024 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่มีราคาถูกลง

โดยในปี 2022 ส่วนต่างในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ใช้น้ำมันจะลดลงเหลือเพียง 1,900 เหรียญสหรัฐ หรือราว 60,000 บาทต่อคัน และต้นทุนในการผลิตรถยนต์ทั้งสองจะเท่ากันภายในปี 2024

นับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายเลี่ยงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพราะแบตเตอรี่มีราคาแพง ซึ่งราคาแบตเตอรี่คิดเป็น 1ใน4 ถึง 2ใน5 ของราคารถทั้งคัน

แต่ยูบีเอสคาดว่าราคาแบตเตอรี่จะลดลงต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐหรือราว 3,000 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง รวมถึงปัจจัยด้านเทคโนโลยีอื่นๆ จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่ำลง

การลดต้นทุนแบตเตอรี่อย่างรวดเร็วทำให้คาดว่าผู้คนจะสามารถเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้เร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในสหภาพยุโรปและจีนกำลังเฟื่องฟู

แมตเธียส ชมิดต์ นักวิเคราะห์รถยนต์คาดการณ์ว่าในปีนี้ สหภาพยุโรปจะสามารถขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดได้ถึง 1 ล้านคัน จากตลาดรถยนต์ทั้งหมด 11 ล้านคัน

นอกจากนี้ยูบีเอสยังประเมินส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า โดยระบุว่าภายในปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้าจะครองส่วนแบ่งการตลาด 17% และในปี 2030 อาจมีส่วนแบ่งถึง 40% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก