ในนาม “ประชาธิปไตย” สหรัฐจะแทรกแซงชาติไหนก็ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636512

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 21:39 น.ในนาม "ประชาธิปไตย" สหรัฐจะแทรกแซงชาติไหนก็ได้จริงหรือไม่ที่สหรัฐยืมมือองค์กรที่เหมือนจะเป็นอิสระเพื่อที่จะแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ แล้วเปลี่ยนรัฐบาลให้ตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐ

เมื่อปี 1984 หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ฉบับวันที่ 20 มิถุนายนได้ตีพิมพ์บทความหนึ่งชื่อว่า “กองทุนตัวปัญหาที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษีประชาชน” บทความนี้เริ่มต้นด้วยการบอกว่า “หากจะมีใครสักคนต้องการจะตั้งกลุ่มขึ้นมาสักกลุ่มที่จะช่วยออกเงินให้พวกเขาไปเที่ยวต่างประเทศ ได้คลอเคลียกับผู้นำต่างประเทศ และสนับสนุนขบวนการทางการเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และถึงแม้ว่าจะใช้เงินสาธารณะ พวกเขายังสามารถปกปิดข้อมูลและไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยตรง … แล้วตั้งชื่อเสียสวยหรูอย่างกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย”

กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ก็คือ National Endowment for Democracy เป็นองค์กรกึ่งภาครัฐที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสภาคองเกรสเพื่อนำเงินนั้นไปสนับสนุนองค์กรเอกเช่นเช่น เอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนจะดี

แต่บทความข้างต้นติติงว่า “กลุ่มนี้มอบเงินบริจาคให้กับอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่อย่างการส่งเสริมประชาธิปไตยทั่วโลก มันยิ่งใหญ่เสียจนไม่มีใครกล้าตรวจสอบว่าพวกเขาจะทำแบบนั้นอย่างไร แถมกองทุนนี้ยังรับประกันด้วยว่าเงินบริจาคที่ให้ไปจะไปถึงมือองค์กรที่ทรงอิทธิพลที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจ แรงงาน และนักการเมือง ทุกๆ คนมีส่วนกับผลประโยชน์นี้ หากมีใครคัดค้าน คนๆ นั้นจะถูกเตือนให้ระลึกถึงอุดมการณ์อันสูงส่งของกองทุนนี้”

บทความนี้อาจเตือนให้เราระมัดระวังกับขบวนการ/องค์กรที่ชูธงประชาธิปไตย เพราะในฉากหน้านั้นพวกเขาอาจเรียกร้องประชาธิปไตยก็จริง แต่ในฉากหลังอาจเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่หลบอยู่หลังคำว่าประชาธิปไตย ซึ่งเป็นคำที่สูงส่งเสียจนไม่มีใครกล้าที่จะตรวจสอบ

เพราะหากมีใครสักคนตั้งคำถามกับขบวนการประชาธิปไตย แม้ว่ามันจะอื้อฉาวแค่ไหนก็ตาม คนๆ นั้นเสี่ยงที่จะถูกตราหน้าว่าเป็น “เผด็จการ”

National Endowment for Democracy หรือ NED ถูกกล่าวหามานานนับสิบปีแล้วว่าอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทางการเมืองของหลายๆ ประเทศ โดยดำเนินการสนับสนุนทางการเงินให้ขบวนการเอกชนในหลายประเทศที่มีการปกครองที่ “ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญอีกที่ประเทศเหล่านั้นมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐ

ดังนั้นแม้ว่า NED “อาจจะ” ทำงานเพื่อประชาธิปไตยจริงๆ ปละองค์กรที่รับเงินจาก NED มากจะทำเพื่อประชษธิปไตนโดยไม่หวังผลอะไร แต่มันยังมีเงื่อนงำทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนี้มากจนอดคิดไม่ได้ว่ากิจกรรมของ NED ไม่เป็นไปเพื่อประชาธิปไตยอย่างบริสุทธิ์ใจ

ปัญหาเรื่องความบริสุทธ์ใจถูกหยิบยกมาพูดถึงตั้งแต่ที่ NED ถูกตั้งขึ้นในสมัยอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน โดยสื่อในสหรัฐเองที่ชี้ให้เห็นง่าองค์กรที่รับเงินจากรัฐบาลจะสามารถสร้างประชาธิปไตยในประเทศอื่นได้อย่างไร เพราะการสนับสนุนประชาธิปไตยควรเป็นกิจกรรมระหว่างประชาชนกับประชาชนด้วยกัน NED จึงเป็นแค่เครื่องมือของรัฐบาลสหรัฐในการแสวงหาผลประโยชน์เสียมากกว่า

หรือพูดกันตรงๆ ก็คือ มันอาจจะเป็นเงินตอบแทนให้องค์กรที่รัฐบาลสหรัฐชักใยอยู่เบื้องหลัง

ทำไมชวนให้คิดแบบนั้น?

ก่อนอื่นเราต้องย้อนกลับไปดูก่อนว่า NED ถูกตั้งขึ้นในสมัยอดีตประธานาธิบดีรอนัลด์ เรแกนจากพรรครีพับลิกัน และเรแกนมีจุดยืนทางการเมืองที่แข็งกร้าวในเรื่องการใช้ประชาธิปไตยเป็นธงนำกำจัดศัตรูของสหรัฐ แนวคิดแบบนี้เรียกว่า “ลัทธิเรแกน” (Reagan Doctrine)

หลักการลัทธิเรแกนก็คือการที่สหรัฐจะร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับ “ประชาชน” ในประเทศต่างๆ เพื่อลุกฮือต่อต้าน “ฝ่ายเผด็จการ”

เราต้องทำความเข้าก่อนว่า “ฝ่ายเผด็จการ” ในที่นี้อาจไม่ใช่เผด็จการจริงและ “ประชาชน” ในที่นี้ก็อาจไม่ใช่ประชาชนที่เป็นพลังบริสุทธิ์ เพียงแต่ “ฝ่ายเผด็จการ” คือฝ่ายที่ขัดผลประโยชน์ของสหรัฐ และ “ประชาชน” คือฝ่ายที่จะทำให้สหรัฐได้ประโยชน์

เผด็จการที่เรแกนต้องการทำลายคือพวกสหภาพโซเวียตและสมุนโซเวียต ใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับโซเวียตก็ถือเป็นนักสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพกับเขาด้วย

ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสหรัฐให้การสนับสนุนเงินและอาวุธแก่กลุ่มติดอาวุธคอนทรา (Contra) ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายขวาที่ต่อต้านรัฐบาลฝ่ายซ้ายซันดินิสต้า (Sandinista) หรือพรรค FSLN ในนิคารากัว เพราะรัฐบาลซันดินิสต้าสนับสนุนขบวนการฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกาอันจะเป็นอันตรายต่ออิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคนี้

รัฐบาลซันดินิสต้ามีการกระทำที่บั่นทอนสิทธิเสรีของประชาชนเฉกเช่นรัฐบาลคอมมิวนิสต์/สังคมนิยมโดยทั่วไป แต่กลุ่มคอนทราที่เป็นมือเป็นไม้ให้รัฐบาลสหรัฐมีการกระทำที่ทารุณยิ่งกว่า มีการโจมตีประชาชนในเขตชนชทที่เป็นฐานเสียงสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายซ้าย มีทั้งการฆ่า ข่มขืน และทรมานเพื่อบีบให้คนเหล่านี้กลัว

เราจะเห็นได้ว่าในนามของประชาธิปไตยและลัทธิเสรีนิยม รัฐบาลสหรัฐสามารถทำเรื่องที่ “อั๊กลี่” ได้ถึงขนาดนี้

เกรก แกรนดิน (Greg Grandin) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาตร์ชาวอเมริกันถึงกับบอกว่า “สิ่งที่คล้องจองกับอุดมคตินิยมที่ได้รับการยอมรับจากพรรครีพับลิกัน … จึงเป็นความหวาดกลัวทางการเมือง ในสงครามสกปรกที่สกปรกที่สุดในละตินอเมริกา ศรัทธาของพวกเขาในภารกิจของอเมริกาสร้างความชอบธรรมให้กับการสังหารโหดในนามของเสรีภาพ “

ปฏิบัติการในนิคารากัวเป็นปฏิบัติการปกปิด แต่มีข้อมูลหลุดออกมาสู่สาธารณชนจนสภาคองเกรสสั่งให้รัฐบาลเรแกนหยุดการกระทำนี้ในปี 1984 แต่เรแกนยังแอบทำลับๆ ต่อไป

ด้วยลัทธิเรแกน สหรัฐจึงสามารถบั่นทอนฝ่ายสหภาพโซเวียตลงทีละน้อยๆ จนกระทั่งโลกหลังม่านเหล็กพังทลายลงอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น

แต่ปฏิบัติการในนิคารากัวยังไม่จบลง ในสงครามครั้งก่อนสหรัฐ CIA ในปฏิบัติการลับสนับสนุนพวกคอนทรา ทุกวันนี้สหรัฐกลับไปที่นิคารากัวอีกครั้ง โดยไม่ได้ใช้องค์การที่อันตรายอย่าง CIA และไม่ใช่ปฏิบัติการลับที่อื้อฉาว เพราะพวกเขาใช้ NED เป็นเครื่องมือ

นั่นก็เพราะสหรัฐยังกำจัดพวกฝ่ายซ้ายในนิคารากัวคือพวก FSLN ไม่ได้ พวกนี้ยังกุมการเมืองและศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่เอาไว้ ในระยะหลัง NED จึงทุ่มเงินส่งเสริมขบวนการเยาวชนคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตย (ที่เป็นประโยชน์กับสหรัฐ) และสอนให้ “โค่นล้มเผด็จการ” ทั้งๆ ที่พรรค FSLN ชนะเลือกตั้ง 3 ครั้งหลังมาทุกครั้ง

อันที่จริงแล้วในช่วงสงครามคอนทรา NED ก็เคลื่อนไหวในนิคารากัวอยู่แล้ว ขณะที่ CIA ช่วยปฏิบัติการลับที่เน้นการเข่นฆ่าและทารุณประชาชน NED ก็ทำหน้าที่เหมือนช่วย “ฟอกขาว” ให้ฝ่ายคอนทรา จากบทความวิชาการเรื่อง “นิคารากัวและจักรพรรดินิยมอเมริกันยุคร่วมสมัย” เผยว่า NED ให้เงินช่วยเหลือหนังสือพิมพ์ La Prensa ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพวกคอนทราเป็นเงินถึง 250,000 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นเงินที่สูงมากแม้แต่ในยุคนี้

งานของ La Prensa ก็คือการล้างภาพที่โหดร้ายของพวกคอนทราและสร้างภาพที่ชั่วร้ายของรัฐบาล บทความเรื่องนิคารากัวและจักรพรรดินิยมอเมริกันยุคร่วมสมัยบอกว่า “เงินทุนเข้าไปบงการความคิดเห็นของประชาชน โดยมีการจัดฉากเหตุการณ์เพื่อสร้างข่าวเท็จและเรื่องเล่าที่อาจบั่นทอนการสนับสนุนของสาธารณชนต่อการปฏิวัติซันดินิสตา”

เมื่อรบกันตรงๆ ไม่ได้ NED จึงไม่ได้ใช้วิธีฟอกขาวให้กลุ่มก่อการร้ายในนามประชาธิปไตยอเมริกันอีก แต่พวกเขาใช้แท็คติก “ย้อมดำ” เพื่อทำให้เป้าหมายเป็นพวกที่ชั่วร้ายในสายตาชาวโลก

สิ่งที่ NED ทำจึงไม่ใช้ปฏิบัติการปิดลับ แต่เป็นองค์กรที่โปร่งใสมากๆ เราจะพบว่า NED ให้เงินสนับสนุนใครบ้าง ประเทศไหนบ้าง กิจกรรมแบบใดบ้าง และองค์กรที่รับเงินจาก NED ก็เปิดเผยที่มาของเงินอย่างโปร่งใส

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ NED เป็นองค์กรที่ส่งเสริมประชาธิปไตย เสาหลักของระบอบประชาธิปไตยต้องตั้งอยู่บนการมีสวนร่วมของประชาชน, ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ หากองค์กรที่เป็นปากเสียงให้ประชาธิปไตยไม่ทำตามหลักการนี้ก็เท่ากับทรยศหลักการตัวเอง

แต่ “ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” ฉันใด องค์กรที่เป็นประชาธิปไตยและตรวจสอบได้มากเท่าไร คนก็ยิ่งเกรงใจจนไม่กล้าตั้งคำถามกับองค์กรนั้น เหมือนกับบทความของ Wall Street Journal ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้

แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แค่ข้อสังเกต มันเป็นข้อเท็จจริงได้เลยด้วยซ้ำ อัลเลน ไวนสไตน์ (Allen Weinstein) ผู้ร่วมก่อตั้ง NED เคยบอกเองว่า “หลายสิ่งที่เราทำในวันนี้เราเคยทำอย่างลับๆ เมื่อ 25 ปีก่อนโดย CIA ความแตกต่างที่ชัดที่สุดคือเมื่อทำกิจกรรมดังกล่าวอย่างเปิดเผย โอกาสที่จะล้มเหลวก็ใกล้เคียงกับศูนย์ การเป็นองค์กรเปิดคือสิ่งที่ปกป้องตัวมัน (NED) เอง”

ดังนั้น NED จึงไม่ใช่องค์กรที่ไร้ข้อครหา เพราะมันเป็นด้านสว่างของ CIA นั่นเอง

คำถามก็คือ หากองค์กรหนึ่งรับเงินสนับสนุนจาก NED แล้วเกิดมีบทบาทในการชี้นำประเทศขึ้นมา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าโรดแมปที่ชี้นำประเทศนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศจริงๆ มิใช่มีนัยซ่อนเร้นเพื่อเอื้อกับประเทศเจ้าของเงินสนับสนุนองค์กรนั้น?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Sue Gerrits/AFP

เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ : สองฝ่ายเร่งหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636510

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 19:31 น.เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ : สองฝ่ายเร่งหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายอัพเดทความเคลื่อนไหวของการเลือกตั้งสหรัฐ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้นำมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกคนต่อไป เกิดอะไรขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาและเริ่มต้นสัปดาห์นี้?

1. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเมืองเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา พร้อมกล่าวว่าการออกมาลงคะแนนด้วยตนเองปลอดภัยกว่าการลงคะแนนทางไปรษณีย์

2. ทรัมป์เดินสายลงพื้นที่หาเสียงในรัฐนอร์ทแคโรไลนา, โอไฮโอ และวิสคอนซิน ท่ามกลางความกังวลใจของผู้เชียวชาฐด้านสาธารณสุขว่าอาจเกิดเหตุการณ์ Super Spreader ในขณะที่กำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ขณะที่ทีมงานของทรัมป์ยืนยันเรื่องความปลอดภัย

3. โจ ไบเดน หาเสียงในรัฐเพนซิลเวเนีย ในรูปแบบ Drive-in เพื่อเว้นระยะห่างและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

4. ไบเดนเสนอยุทธศาสตร์ชาติเพื่อนำหน้าไวรัส โดยระบุว่าหากชนะเลือกตั้งจะมีการฉีดวัคซีนฟรีให้แก่ชาวอเมริกันทุกคน ในทันทีที่มีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และจะมุ่งมั่นควบคุมการแพร่ระบาดของโรค พร้อมกล่าวโจมตีทรัมป์ในการรับมือกับโรคโควิด-19

5.  ข้อมูลจาก U.S. Elections Project เผยผลการลงคะแนนเสียงล่วงหน้าที่คูหา ริพับลิกันมีคะแนน 39.8% ส่วนเดโมแครต 37.9% และผลการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ รีพับลิกันมีคะแนน 37.3% และเดโมแครต 45.8%

6. Lincoln Project ติดป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่เมืองนิวยอร์ก โดยเป็นภาพของอิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวของโดนัลด์ ทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขย พร้อมตัวเลขยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาทั้งในนิวยอร์กและทั่วประเทศ และข้อความว่า “ชาวนิวยอร์กจะต้องทุกข์ทรมาน ซึ่งนั่นเป็นปัญหาของพวกเขา”

7. ภายหลังมาร์ก คาโซวิตซ์ ทนายความของทั้งคู่ยื่นจดหมายขู่ฟ้องเรียกค่าเสียหายและขอให้นำป้ายโฆษณาออกทันที แต่ทาง Lincoln Project ยังคงไม่ยอม

8. รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ลงพื้นที่หาเสียงรัฐแคโรไลนา แม้มีการยืนยันว่า มาร์ค ชอร์ต หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบรองประธานาธิบดีติดโรคโควิด-19 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย 

9. ขณะที่เดวิน โอมัลลีย์ โฆษกรองผู้นำสหรัฐยืนยันว่าได้รับการอนุมัติจากคณะแพทย์แล้ว และโรเบิร์ต โอไบรเอน ทำปรึกษาด้านความมั่นคงยืนยันว่า เพนซ์ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านสาธารณสุข และกำลังทำหน้าที่สำคัญในการหาเสียง

10. กมลา แฮร์ริส หาเสียงที่รัฐมิชิแกนโดยวิพากษ์วิจารณ์เพนช์ที่ออกมาหาเสียงและไม่ทำการกักตัว

11. มีการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์และการลงคะแนนล่วงหน้าด้วยตนเองแล้วกว่า 59 ล้านคน ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 57 ล้านคน เนื่องจากความกังวลต่อการระบาดของโรคที่มีรายงานผู้ติดเชื้อมากกว่า 8.5 ล้านคนทั่วประเทศและมีผูเสียชีวิตเกือบ 225,000 คน

12. ดาราและนักร้องอเมริกันหลายคนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเชิญชวนให้ชาวอเมริกันออกมาเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น เทย์เลอร์ สวิฟต์, มารายห์ แครี, จาแนลล์ โมเน่, เบลล่า ฮาดิด และฮาลซีย์

จีนเอาจริง! คว่ำบาตรบริษัทสหรัฐส่งออกอาวุธให้ไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636497

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 17:30 น.จีนเอาจริง! คว่ำบาตรบริษัทสหรัฐส่งออกอาวุธให้ไต้หวันจีนประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรบริษัทสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการขายอาวุธให้ไต้หวัน

เอเอฟพีรายงาน วันที่ 26 ตุลาคม จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน, บริษัทโบอิ้ง และบริษัทอื่นๆ ในสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอาวุธให้แก่ไต้หวัน

จ้าว เรียกร้องให้สหรัฐยุติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันโดยอ้างว่า บริษัทล็อกฮีด มาร์ติน, โบอิ้ง และเรย์เธียน บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐมีส่วนร่วมในการขายขีปนาวุธมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐให้ไต้หวันเมื่อไม่นานมานี้

มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและจะมีผลบังคับใช้ต่อผู้ที่ประพฤติมิชอบในกระบวนการขายอาวุธให้ไต้หวัน

“เราจะดำเนินการตามมาตรการที่จำเป็นต่อไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ” จ้าวกล่าว

โดยประเทศจีนยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งในการปกครองของตนและจะใช้กำลังตอบโต้หากไต้หวันเคลื่อนไหวในการประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าได้อนุมัติการขายระเบิดขีปนาวุธ 135 ลูก, ยานลาดตระเวน MS-110 6 ลำ และเครื่องยิงจรวด M142 11 เครื่อง รวมมูลค่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อกระทรวงกลาโหมไต้หวันเผยว่าจะเพิ่มขีดความสามารถในการรบ

ทั้งนี้ จีนได้คว่ำบาตรบริษัทล็อกฮีด มาร์ตินไปแล้วก่อนหน้านี้จากการขายอาวุธให้ไต้หวัน

Photo by GREG BAKER / AFP

ชิลีปลดแอกรัฐธรรมนูญเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636487

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 15:30 น.ชิลีปลดแอกรัฐธรรมนูญเผด็จการชิลีเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลังต่อสู้มานานเกือบ 2 ปี

เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม เซบาสเตียน พิเนรา ประธานาธิบดีชิลีเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังชาวชิลีร่วมลงประชามติอย่างท่วมท้นด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 77.9% และไม่เห็นด้วย 22.1%

พิเนรากล่าวว่า “นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ทุกคนต้องเดินไปด้วยกันเพื่อข้อตกลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของชิลี ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นกรอบที่ดีของความสามัคคีและความมั่นคงในอนาคต”

ด้านประชาชนชาวชิลีทั้งในซานติอาโอและเมืองต่างๆ ร่วมเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่นี้อย่างคึกครื้นหลังต่อสู้มาร่วม 2 ปี

โดยจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อแทนที่ฉบับเดิมที่ร่างโดยระบอบเผด็จการทหารของออกุสโต ปิโนเชต์ในปี 1980 และแม้จะผ่านการแก้ไขมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นปัจจัยของความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ความล้มเหลวที่สะสมมานานส่งผลให้ชิลีประสบปัญหาเรื้อรังทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สวัสดิการ การศึกษา และสิทธิพื้นฐานของประชาชน โดยในตอนแรกมีการกำหนดการลงประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเดือนเมษายนแต่ต้องถูกเลื่อนออกมาเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ไล่ให้ไปเช็คสภาพจิต ประเทศมุสลิมประณามผู้นำฝรั่งเศส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636484

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 13:32 น.ไล่ให้ไปเช็คสภาพจิต ประเทศมุสลิมประณามผู้นำฝรั่งเศส ประเทศมุสลิมฉุน จับมือประณามผู้นำฝรั่งเศสเหยียดศาสนา

จากกรณีที่ครูฝรั่งเศสถูกฆ่าตัดคอหลังนำภาพการ์ตูนศาสดามูฮัมหมัดมาประกอบการเรียนการสอน โดยประธานาธิบดีแอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสเรียกว่าเป็นการลงมือของกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมและจะปราบปรามกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในฝรั่งเศส

ส่งผลให้ประเทศมุสลิมหลายประเทศไม่พอใจและกล่าวประณามฝรั่งเศสกรณีเหยียดศาสนา อาทิ ตุรกี, อิหร่าน และการ์ตาร์ รวมถึงฮามาสและชาวปาเลสไตน์ที่นับถือศาสนาอิสลาม

เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกีกล่าวหาว่า มาครง มีปัญหากับชาวมุสลิมและกล่าวว่าเขาต้องได้รับการตรวจสุขภาพจิต รวมถึงฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลตุรกีและสื่อของรัฐพยายามผลักดันให้เห็นว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ต่อต้านมุสลิม

เอร์โดอันพูดถึงมาครงว่า “มีอะไรที่สามารถพูดได้มากกว่านี้อีกสำหรับผู้นำประเทศที่ไม่เข้าใจเสรีภาพในความเชื่อและปฏิบัติเช่นนี้กับผู้คนนับล้านที่อาศัยอยู่ในประเทศของเขา”

คำพูดดังกล่าวส่งผลให้ฝรั่งเศสยอมรับไม่ได้และเรียกตัวเอกอัครราชทูตในตุรกีกลับประเทศทันทีโดยเผยว่าเพื่อเข้าพบและปรึกษาหารือกับประธานาธิบดีมาครง

เช่นเดียวกับในอิหร่านที่ประณามการดูหมิ่นศาสดาแห่งศาสนาอิสลามในฝรั่งเศสอย่างรุนแรง รวมถึงสำนักข่าวทางโทรทัศน์มีการเน้นย้ำกรณีที่ฝรั่งเศสใช้การ์ตูนล้อเลียนศาสนาอิสลาม

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า “การดูหมิ่นบุคคลอันเป็นที่เคารพของชาวมุสลิมรวมถึงความเชื่อของชาวมุสลิม 18,000 ล้านคนนั้นเป็นการกระทำของกลุ่มหัวรุนแรงที่ยอมรับไม่ได้”

นอกจากนี้การ์ตาร์ก็กำลังคว่ำบาตรฝรั่งเศสโดยร้านค้าในการ์ตาร์ไม่มีการวางขายสินค้าจากฝรั่งเศส และมีการทวีตต่อต้านมาครงในทำนองเดียวกับตุรกี

ทายาทซัมซุงเจอศึกหนัก พ่อทิ้งภาษีมรดก 10 ล้านล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636475

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 11:22 น.ทายาทซัมซุงเจอศึกหนัก พ่อทิ้งภาษีมรดก 10 ล้านล้านทายาทประธานอี ค็อน-ฮีกำลังพยายามระดมทุนเพื่อจ่ายภาษีมรดกกว่า 10 ล้านล้านวอน

บลูมเบิร์กรายงานว่า หุ้นของบริษัทในเครือ ซัมซุง กรุ๊ป เพิ่มขึ้นท่ามกลางการเก็งกำไรและบริษัทที่อยู่ในการดูแลของทายาทประธาน อี ค็อน-ฮีอาจเพิ่มเงินปันผลหลังจากการเสียชีวิตของประธานเพื่อช่วยระดมทุนในการจ่ายภาษีมรดก

ตามรายงานของบริษัทหลักทรพย์และการลงทุนเกาหลี คาดว่าทายาทของอี ค็อน-ฮีจะต้องเสียภาษีมรดกประมาณ 10.9 ล้านล้านวอน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 3 แสนล้านบาท 

จอง คยอง-แด หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของหุ้นจากบริษัทการจัดการลงทุนแมคควอรี กล่าวว่า การปรับขึ้นเงินปันผลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับครอบครัวในการจ่ายภาษี และทายาทของอี ค็อน-ฮี อาจต้องขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อให้ครอบคลุมภาษีทั้งหมด

คิม ดง-ยาง นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของ เผยว่า ภาษีมรดกมีจำนวนมหาศาล ดังนั้นสมาชิกในครอบครัวอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขายหุ้นในบริษัทที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก เช่น ซัมซุงไลฟ์

ทั้งนี้ เกาหลีใต้เรียกเก็บภาษีมรดกในอัตราสูงสุดอยู่ที่ 50% ซึ่งสูงเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น

เจ้าสัวซัมซุงรวยแค่ไหน? สมบัติพวกเขาเทียบเท่าสมบัติชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636435

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 20:31 น.เจ้าสัวซัมซุงรวยแค่ไหน? สมบัติพวกเขาเทียบเท่าสมบัติชาติ อดีตประธานและผู้ก่อตั้งซัมซุงรุ่นบุกเบิกทั้งสองคนเป็นนักสะสมศิลปะตัวยง และคอลเล็กชั่นของพวกเขามีค่าควรเมือง

อี ค็อน-ฮี นักธุรกิจชาวเกาหลีใต้ ประธานกลุ่มซัมซุงกรุ๊ปได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 78 ปี ทิ้งทรัพย์สินไว้ข้างหลัง 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังทิ้งมรดกสำคัญคือบริษัทระดับโลกที่เขาปลุกปั้นขึ้นมาจากบริษัทผลิตของใช้ราคาไม่แพงป้อนตลาดในปรเะทศ มาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโล

เมื่อพูดถึงซัมซุงแล้วหลายคนคงนึกถึงเทคโนโลยีไฮเทคเป็นอย่างแรก แต่อันที่จริงแล้วซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์เป็นเพียงกิ่งก้านสาขาหนึ่งของเครือบริษัทขนาดมหึมาที่ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท รวมๆ แล้วเครือบริษัทซัมซุงมีรายรับเท่ากับ 17% ของจีดีพีของเกาหลีใต้ทั้งประเทศซึ่งมีมูลค่า 1.082 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

กิจกรรมอีกอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ งานด้านศิลปวัฒนธรรม

ความที่ประเทศเกาหลีผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการรุกรานและสงครามมานักต่อนัก แม้ว่าจะมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน แต่ศิลปวัตถุชิ้นงามๆ มักถูกขนย้ายไปเป็นสมบัติส่วนตัวของชาวต่างชาติมากมาย โดยเฉพาะในญี่ปุ่นซึ่งเคยปกครองเกาหลีในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงในสหรัฐ ทำให้พิพิธภัณฑ์ในเกาหลีมักขาดแคลนสมบัติชิ้นเอกไว้อวดแขกบ้านแขกเมือง

นอกจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเกาหลีที่กรุงโซลแล้ว งานชิ้นเด่นๆ ที่จัดแสดงในเกาหลีใต้ เป็นสมบัติของเอกชนเสียเป็นส่วนใหญ่ และในบรรดาคอลเลกชั่นส่วนบุคคลที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะไม่มีใครเกินหน้าเกินตาพิพิธภัณฑ์ศิลปะอีอุม ซัมซุง หรือ “ซัมซอง อีอุม”ในกรุงโซล

พิพิธภัณฑ์ศิลปะอีอุม ซัมซุงเป็นผลงานชิ้นโบแดงของอี ค็อน-ฮี อดีตประธานซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ล่วงลับและมักเก็บตัว แต่เขามีภารกิจอีกด้านหนึ่งที่น้อยคนจะรับรู้ นั่นคือการเสาะแสวงหางานศิลปะของเกาหลีและผลงานชิ้นเด่นๆ ของศิลปินระดับสากลมาจัดแสดง ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาอี ค็อน-ฮีครอบครองสมบัติชิ้นเอกมากมาย จนมากพอที่จะเปิดสถานที่จัดแสดงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

ในที่สุดเขาผู้นี้ก็ได้ฤกษ์เปิดสถานที่จัดแสดงงานสะสมส่วนตัว นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะอีอุม ซัมซุง เมื่อปี 2004 โดยตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในเขตยองซานกู ของกรุงโซล ตัวอาคารเป็นผลงานการออกแบบของ มาริโอ บ็อตต้า และ ฌอง นูเวล รวมถึง เรม คอลฮาส สถาปนิกชื่อดังระดับโลก

ตัวพิพิธภัณฑ์แยกออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก จัดแสดงศิลปวัตถุของเกาหลี ส่วนที่ 2 จัดแสดงผลงานของศิลปินร่วมสมัยระดับโลก ส่วนที่ 3 เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับเยาวชน

ส่วนการจัดแสดงที่เป็นที่สนอกสนใจของผู้เข้าชมมากที่สุดเห็นจะเป็นส่วนแรก ที่มีการจัดแสดงสมบัติของชาติเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตรกรรมโบราณที่งดงามและหากชมได้ยาก อี ค็อน-ฮียังสามารถสรรหามาเป็นเจ้าของจนได้

วิญญาณนักสะสมของอี ค็อน-ฮีไม่ได้มาจากที่ไหนไกล แต่เป็นหนึ่งในเจตนารมณ์ที่ตกทอดมาจาก อี บย็อง-ชอล ผู้เป็นบิดาและผู้ก่อตั้งเครือบริษัทซัมซุง ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นนักสะสมงานศิลป์ตัวยง อีกทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกคอลเลกชั่นส่วนตัวที่นำเสนอคอนเซปต์สมบัติของชาติ

ผลงานของอี บย็อง-ชอล ที่ตกทอดมาถึงคนรุ่นใหม่ คือพิพิธภัณฑ์โฮอัม หอศิลป์โฮอัม และหอศิลป์โรงแดง โดยเฉพาะ 2 แห่งแรกที่รวบรวมงานเด่นๆ ของเกาหลียุคโบราณไว้มากมาย หากไม่นับอีอุม ซัมซุงแล้ว จะมีก็แต่โฮอัมที่เทียบเคียงกับความยิ่งใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ของรัฐได้

และในบางกรณีงานสะสมของซัมซุงเหล่านี้เหนือชั้นกว่าของรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ!

สมบัติบางส่วนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติเกาหลี

พระอวโลกิเตศวร ศตวรรษที่ 8 ทองสัมฤทธิ์ทอง สูง 18.1 ซม สมบัติชาติเลขที่ 927
กระถางธูป (ค.ศ. 1289) สูง 38.1 ซม สมบัติของชาติลำดับที่ 214
อวตังสกสูตร ม้วนที่ 31 ศตวรรษที่ 14 ลงสีทองบนกระดาษสา สมบัติของชาติลำดับที่ 215
แจกันลายคราม สมัยราชวงศ์โชซอน ศตวรรษที่ 15 สมบัติของชาติลำดับที่ 786

ต่างชาติแทรกแซงประท้วงไทย? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636443

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 19:50 น.

ต่างชาติแทรกแซงประท้วงไทย?

PostToday Podcast The Expert Ep.62 ต่างชาติแทรกแซงประท้วงไทย?

PostToday Podcast The Expert Ep.62 ต่างชาติแทรกแซงประท้วงไทย?

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/917358674&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ต่างชาติแทรกแซงประท้วงไทย?

รถไฟเร็วสูงรุ่นล่าสุด วิ่งข้ามประเทศได้หลายระบบราง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636434

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 18:19 น.รถไฟเร็วสูงรุ่นล่าสุด วิ่งข้ามประเทศได้หลายระบบรางจีนเผยโฉม ‘ม้าเหล็กเร็วสูง’ รุ่นใหม่ วิ่งได้หลายระบบราง ไร้ปัญหาเดินรถข้ามประเทศ

สำนักข่าวซินหัวรายงานการเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่ของบริษัท ซีอาร์อาร์ซี ถังซาน เรลเวย์ (CRRC Tangshan Railway) ผู้ผลิตรถไฟสัญชาติจีน ซึ่งสามารถวิ่งบนระบบรางที่แตกต่างกัน ของเส้นทางรถไฟระหว่างประเทศได้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (21 ต.ค.)

รถไฟขบวนนี้มีความเร็วมาตรฐาน 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะสามารถช่วยให้การเดินทางบนรางระหว่างประเทศเป็นไปอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

โบกี้ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามขนาดราง (gauge-changing bogies) และโบกี้หม้อดุมล้อแบบติดตั้งภายใน (built-in axle box bogies) ที่มาพร้อมกับรถไฟรุ่นใหม่นี้ คือสิ่งที่จะช่วยเปลี่ยนโหมดการเดินรถระหว่างการเดินทางข้ามพรมแดนแก่รถไฟขบวนนี้

ปัจจุบันมาตรฐานรางรถไฟหลักทั่วโลกมีอยู่ 4 มาตรฐานด้วยกัน เมื่อรถไฟธรรมดาวิ่งผ่านประเทศที่มีขนาดรางต่างกัน รถไฟเหล่านี้จะต้องถูกเปลี่ยนโบกี้ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเวลาและแรงงาน

นอกจากนั้นวัสดุที่ใช้ในการผลิตรถไฟขบวนดังกล่าวยังช่วยให้รถไฟเดินรถได้เบาสบายขึ้นและเงียบยิ่งกว่าเดิม อีกทั้งรถไฟยังสามารถวิ่งให้บริการได้ในอุณหภูมิระหว่าง -25 ถึง 50 องศาเซลเซียส

อนุเคราะห์ข้อมูลโดยสำนักข่าวซินหัว

น้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากฟุกุชิมะอาจทำลาย DNA มนุษย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636408

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 16:04 น.น้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากฟุกุชิมะอาจทำลาย DNA มนุษย์กรีนพีซระบุว่าน้ำที่ปนเปื้อนจากโรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะของญี่ปุ่นมีสารกัมมันตภาพรังสีที่มีศักยภาพในการทำลายดีเอ็นเอของมนุษย์

จากกรณีที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะปล่อยน้ำปนเปื้อนจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทร ทำให้เกดความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับความปลอดภัยจากกัมมันตรังสีที่อาจจะปนเปื้อนอยู่

หลายปีที่ผ่านมามีการถกเถียงกันในญี่ปุ่นว่าจะทำอย่างไรกับน้ำมากกว่าหนึ่งล้านตันที่ใช้ในการหล่อเย็นเต่ปฏิกรณ์โรงไฟนิวเคลียร์ หลังจากที่โรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟุกุชิมะได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2011

ทางการญี่ปุ่นต้องรีบตัดสินใจเพราะพื้นที่สำหรับเก็บของเหลวซึ่งรวมถึงน้ำใต้ดินและฝนที่ซึมเข้าสู่โรงงานทุกๆ วันจะเต็มภายในปี 2022 ดังนั้นจึงมีการประกาศแผนที่จะปล่อยน้ำดังกล่าวลงทะเลในที่สุด ซึ่งคาดว่าอาจเป็นช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้

นักวิทยาศาสตร์หลายคนกล่าวว่ามีความเสี่ยงต่ำ แต่กลุ่มกรีนพีซอ้างว่าน้ำที่โรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะปนเปื้อนคาร์บอน -14 ระดับอันตราย ซึ่งคาร์บอน -14 เป็นสารกัมมันตภาพรังสีที่มี “ศักยภาพในการทำลายดีเอ็นเอของมนุษย์” และโจมตีรัฐบาลญี่ปุ่นที่บอกว่าน้ำดังกล่าวมีเฉพาะไตรเทียมหรือทริเทียม ซึ่งเป็นธาตุกัมมันภาพรังสีที่ไม่รุนแรง

ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่มีความเห็นต่อรายงานนี้ แต่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ สุงะของญี่ปุ่นกล่าวว่า “เราไม่สามารถเลื่อนปัญหานี้ไปได้ตลอดกาล เราต้องการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบโดยเร็วที่สุด”

AFP PHOTO / POOL / FILES / TOSHIFUMI KITAMURA