สีจิ้นผิงลั่นประเทศจะต้องไม่มีวันแตกแยก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636404

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 14:03 น.สีจิ้นผิงลั่นประเทศจะต้องไม่มีวันแตกแยกผู้นำจีนกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 70 ปีของการเริ่มต้นสงครามเกาหลี โดยพาดพิงการเผชิญหน้ากับไต้หวันในเวลานี้ โดยขู่ว่าอาจถึงขั้นต้อง “ดับเครื่องชน”

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกล่าวในสุนทรพจน์เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบ 70 ปีการเริ่มต้นของสงครามเกาหลีว่าจีนจะไม่ยอมให้กองกำลังใดๆ มาแบ่งแยกประเทศ และกล่าวโทษสหรัฐว่ามีความคิดที่จะทำสงครามเย็นแบบในปี 1950 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามเกาหลี

สีจิ้นผิงกล่าวว่าในขณะที่จีนมีการพัฒนาให้ทันสมัย จีนก็มุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติและดินแดนของตนมากขึ้น และบอกต่อหน้าเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ เจ้าหน้าที่ทหาร และทหารผ่านศึกหลายร้อยคนในมหาศาลาประชาชนในปักกิ่งว่า “คนจีนไม่ได้สร้างปัญหา แต่ก็ไม่กลัว” และ “เมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบากหรืออันตรายใดๆ ขาจะไม่สั่นและจะไม่ยอมก้มหัวให้ใคร”

“เราจะไม่ยอมให้ใครหรือกองกำลังใดๆ เข้ามารุกรานและแบ่งแยกดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของมาตุภูมิของเรา” เขากล่าวและเสริมว่าหาก “สถานการณ์ร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้น” ก็จะต้องจัดการแบบ “ดับเครื่องชนกันตัวต่อตัว” สีจิ้นผิงกล่าว

สีจิ้นผิงยังกล่าวถึงสงครามเกาหลีโดยพาดพิงกับปัจจุบันว่า “เมื่อเจ็ดสิบปีก่อนผู้รุกรานลัทธิจักรวรรดินิยมได้นำเปลวไฟแห่งสงครามมาเผาไหม้ที่ประตูประเทศจีนใหม่ (หมายถึงจีนภายใต้การปกครองของคอมมิวนิสต์) คนจีนมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าในการตอบโต้ผู้รุกราน เราต้องพูดกับพวกเขาด้วยภาษาที่พวกเขาเข้าใจ” คำกล่าวนี้หมายถึงว่าหากมีการรุกรานจีนก็พร้อมที่จะทำใในสิ่งเดียวกัน คือต้องตอบโต้กลับเท่านั้นไม่มีการเจรจาใดๆ

ด้าน เฉิงเซียวเหอ รองศาสตราจารย์จาก School of International Studies ที่มหาวิทยาลัยเหรินหมินในปักกิ่งกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ NYT ซึ่งสะท้อนถึงสุนทรพจน์ของสีจิ้นผิงเมื่อวันศุกร์ว่า “เมื่อเจ็ดสิบปีก่อนจีนยากจนและอ่อนแอ เมื่อเผชิญหน้ากับสหรัฐในฐานะมหาอำนาจ จีนก็ยังต่อสู้ มีอะไรที่จีนไม่กล้าทำตอนนี้?”

Photo by NOEL CELIS / AFP

การบินซบเซายาวแน่ ANA ตัดใจหั่นพนักงานหลายพัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636403

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 12:02 น.การบินซบเซายาวแน่ ANA ตัดใจหั่นพนักงานหลายพันโยมิอุริ สื่อใหญ่ของญี่ปุ่นเผย ANA จะลดคนงาน 3,500 คนใน 3 ปีเนื่องจากคาดว่าจะเกิดปัญหาไวรัสที่ยืดเยื้อ

สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างข้อมูลจากหนังสือพิมพ์โยมิอุริที่รายงานว่า ANA Holdings Inc วางแผนที่จะลดงานประมาณ 3,500 ตำแหน่งในเวลาสามปี เนื่องจากผู้ให้บริการสายการบินรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นต้องเผชิญกับการสูญเสียรายปีที่มากที่สุดเป็นประวัติการร์ เนื่องจากความต้องการที่ลดลงจากการระบาดของไวรัสโคโรนา

การเลิกจ้างงานเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจที่กว้างขึ้นของ ANA โดยจะประกาศทางเป็นทางการในวันอังคาร เพื่อที่จะพยายามลดค่าใช้จ่ายคงที่เนื่องจากคาดว่าความต้องการการเดินทางจะชะลอตัวลงเป็นเวลานาน

ANA ซึ่งมีพนักงาน 43,500 คนเมื่อปีที่แล้ววางแผนที่จะบรรลุเป้าหมายการลดงานภายในปีที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2023 ผ่านโครงการจัดหางานและการหยุดจ้า

ในส่วนของมาตรการระยะสั้น ANA กำลังพิจารณาที่จะส่งพนักงานบางส่วนไปยังบริษัทอื่น ๆ หลายแห่งรวมถึง Toyota Motor Corp เป็นการชั่วคราวและขายเครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีราคาแพง 30 ลำ

บริษัทคาดการณ์ว่าจะขาดทุนสุทธิประมาณ 500,000 ล้านเยน (4.8 พันล้านดอลลาร์) สำหรับปีงบประมาณนี้จนถึงเดือนมีนาคม ANA ยังต้องหันมาเงินกู้หลายพันล้านดอลลาร์และต้องพึ่งแคมเปญการท่องเที่ยวของรัฐบาลเพื่อประคองตัวองในช่วงตกต่ำของธุรกิจการเดินทางทางอากาศ

ด้านนิกเคอิรายงานว่า Japan Airlines Co หรือ JAL ซึ่งเป็นคู่แข่งในท้องถิ่นของ ANA คาดว่าจะรายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานประมาณ 85,000 ล้านเยนในไตรมาสสามระหว่างกรกฎาคม – กันยายน

นิกเคอิกล่าวว่า JAL ขาดทุนหนักเนื่องจากปริมาณการใช้งานของผู้โดยสารในเที่ยวบินระหว่างประเทศลดลง 97% ในไตรมาสนี้ กรณีที่เกิดนี้ขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่รุนแรงในอุตสาหกรรมสายการบินที่ขยายวงไปทั่วโลก

AFP PHOTO / ALL NIPPON AIRWAYS-

สิ้นตำนานแห่งซัมซุง บอสใหญ่ผู้พลิกโฉมเกาหลีใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636401

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 10:01 น.สิ้นตำนานแห่งซัมซุง บอสใหญ่ผู้พลิกโฉมเกาหลีใต้เขาคือผู้ปั้นดินให้เป็นดาว ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศเทคโนโลยีชั้นนำของโลก

อี ก็อน-ฮี นักธุรกิจชาวเกาหลีใต้ ประธานกลุ่มซัมซุงกรุ๊ปได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 78 ปี เขาเป็นผู้สืบทอดบริษัทจากบิดาคือ อี บย็อง-ชอล และเปลี่ยนบริษัทซัมซุงที่แต่ก่อนเป็นบริษัทที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกในเกาหลีใต้ให้กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

เกาหลีใต้เคยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย จนกระทั่งต้องซวนเซแทบล้มจากวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 ซึ่งทำให้ “เสือ” หลายๆ ตัว กลายเป็นแมวในพริบตา ทว่า ผ่านไปไม่ถึง 10 ปีให้หลัง เกาหลีใต้กลับมาผงาดอีกครั้ง แล้วก้าวสู่ฐานะประเทศพัฒนาแล้วอย่างเต็มตัว

ความสำเร็จของเกาหลีใต้ส่วนหนึ่งมาจากความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดมหึมาที่มีเครือข่ายครอบคลุมทุกสาขาและทุกมิติชีวิตผู้บริโภค กลุ่มธุรกิจเหล่านี้เรียกว่า “แชบอล” (Chaebol) นับเป็นเสาหลักของประเทศพอๆ กับที่รัฐบาลเป็นเสาหลักทางการเมือง

หนึ่งมหาอำนาจในกลุ่ม “”แชบอล” คือกลุ่มบริษัทซัมซุง ที่บริหารโดยคน “ตระกูลอี” มาสามรุ่นแล้ว และปัจจุบันกุมบังเหียนโดย อี แจ-ยอง ลูกชายของ อี ค็อน-ฮี ซึ่งเป็นลูกชายคนที่สามของอี บย็อง-ชอล ผู้ก่อตั้ง ซึ่งในวันนี้ (25 ตุลาคม 2020) อี ค็อน-ฮี ได้เสียชีวิตลงแล้ว

ชื่อของอี ค็อน-ฮี เคยติดอันดับหนึ่งมหาเศรษฐีของเกาหลีใต้หลายปีติดต่อกัน มีเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นที่หลุดจากอันดับคนรวยที่สุดในประเทศเพราะกรณีอื้อฉาว แต่ก็สามารถกลับมาผงาดสู่อันดับ 1 อีกครั้งอย่างเหลือเชื่อ ราวกับนกฟีนิกซ์ที่ดับสูญและถือกำเนิดใหม่อยู่ตลอดกาล

ทรัพย์สินคร่าวๆ ในความครอบครองของอี ค็อน-ฮีและลูกชายของเขา สูงถึง 40,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังไม่นับทรัพย์สินของคนในครอบครัวและญาติมิตรที่ควบคุมตำแหน่งสำคัญๆ ในเครือบริษัทซัมซุง รวมแล้วช่วยให้ตระกูลอีแห่งซัมซุง เป็นตระกูลที่รวยที่สุดในเกาหลีและเป็นตระกูลที่รวยที่สุดตระกูลหนึ่งในโลกจากการจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes

รวยไม่รวย พิจารณาได้จากเครือญาติที่ล้วนแต่กุมกิจการใหญ่ของประเทศเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นลูกชายของพี่คนโตเป็นผู้บริหารของ CJ Group ธุรกิจอาหารและบันเทิงชั้นนำของประเทศ ลูกชายคนที่สองของพี่ชายเป็นเจ้าของธุรกิจ Saehan Media เป็นธุรกิจสื่อชั้นนำเช่นกัน ส่วนพี่สาวคนรองคุมบริษัท Hansol Group ผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ และยังมีเครือญาติอีกมากที่กุมหัวใจของเกาหลีใต้เอาไว้

อี ค็อน-ฮี เกิดเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 1942 เป็นลูกชายคนที่ 3 ของอี บย็อง-ชอล ผู้ก่อตั้งเครือบริษัทซัมซุง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ของสหรัฐ แต่ไม่สำเร็จการศึกษา ทว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งยังมีทักษะการบริหารที่เยี่ยมยอด

แม้รากฐานความสำเร็จของอี ค็อน-ฮีวางไว้โดยบิดาผู้ก่อตั้งเครือบริษัทซัมซุง แต่ความสำเร็จของบริษัทและความต่อเนื่องในการสืบทอดธุรกิจล้วนเกิดขึ้นจากความสามารถและวิสัยทัศน์ของเขาเอง

เมื่อช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ซัมซุงยังเป็นเพียงบริษัทที่เน้นการผลิตเชิงอุตสาหกรรมในเชิงปริมาณแต่คุณภาพไม่สู้ดีนัก ในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีใครคาดคิดว่าในอนาคต จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเชิงปริมาณ และไม่มีใครคาดหวังว่าเกาหลีใต้และเครือบริษัทกลุ่มแชบอลจะต้องสูญเสียตำแหน่งดังกล่าวให้กับจีน

แต่อี ค็อน-ฮีการณ์ไกล ประกาศปรับเปลี่ยนทิศทางการประกอบธุรกิจของซัมซุงแบบถอนรากถอนโคน จากอุตสาหกรรมที่เน้นปริมาณแต่คุณภาพต่ำ มุ่งสู่บริษัทที่เน้นนวัตกรรมล้ำยุค ก้าวสู่ธุรกิจที่ก้าวหน้าทัดเทียมกับโลกตะวันตก จนวันนี้ ซัมซุงกลายเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมล้ำหน้า และมีเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวาง

จนกระทั่งในปี 2007 นิตยสาร Fortune ได้จัดอันดับให้ซัมซุงก็ทำสำเร็จเมื่อกลายเป็นหนึ่งใน 100 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของอี ค็อน-ฮีและของซัมซุงต้องสะดุดลง เมื่อถูกฟ้องร้องในคดีติดสินบนเจ้าพนักงานและหนีภาษี ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ กับทั้งถูกปรับเป็นเงินถึง 109 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งยังต้องลาออกจากการเป็นผู้บริหารของซัมซุงไปอย่างน่าเสียดาย นับเป็นจุดตกต่ำที่สุดของผู้บริหารและบริษัทที่กำลังมีอนาคตไกล

แต่คล้อยหลังเพียงปีเดียว รัฐบาลเกาหลีใต้กลับประกาศให้อภัยโทษอี ค็อน-ฮีเป็นกรณีพิเศษ โดยให้เหตุผลว่าต้องการความสามารถและความกระตือรือร้นของเขาในการผลักดันให้เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2018 เพราะที่ผ่านมา อี ค็อน-ฮีเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้มาโดยตลอด

แม้ว่าทางคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) จะสั่งห้ามไม่ให้ลี ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการฯ ยุ่งเยี่ยวกับทาง IOC เป็นเวลา 5 ปี แต่อี ค็อน-ฮีและรัฐบาลเกาหลีใต้ยังเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

จนกระทั่งเมื่อปี 2012 อี ค็อน-ฮีได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารของซัมซุงอีกครั้ง ทำให้บริษัทเริ่มเข้าที่เข้าทางจนกระทั่งออกนวัตกรรมใหม่ๆ รวดเร็วเหมือนติดจรวด ไม่เพียงเท่านั้น ในปีนี้ความพยายามของลีและเกาหลีใต้ก็สัมฤทธิผล เมื่อเมืองพยองชางได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2018

แต่เขาประสบกับอาการหัวใจวายในปี 2014 จนต้องรามือจากตำแหน่งแล้วยกให้ลูกชายคืออี แจ-ยองรับตำแหน่งแทน ในเวลานั้นซัมซุงเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลกไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นมหาอำนาจระดับโลกในด้านเซมิคอนดักเตอร์และจอ LCD ในปัจจุบัน ถือเป็นความสำเร็จที่ได้มาจากวิสัยทัศน์ของอี ค็อน-ฮี

อี ค็อน-ฮีเป็นคนโลว์โปรไฟล์ มักเก็บตัวพื้นที่ส่วนตัวของเขาในใจกลางกรุงโซล ไม่แม้แต่จะเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของบริษัท และยังมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับอาการของเขาหลังจากล้มป่วย ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “ราชาฤาษี”

ปัจจุบัน ผู้บริหารซัมซุงยังพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวเหมือนรุ่นพ่อ โดย อี แจ-ยอง ลีถูกจำคุกเป็นเวลาห้าปีในปี 2017 หลังจากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาติดสินบนและความผิดอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับอดีตประธานาธิบดีพักกึนเฮก่อนที่จะอุทธรณ์จนพ้นข้อหาหลักและได้รับการปล่อยตัวในอีกหนึ่งปีต่อมา แต่ขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาใหม่

ความสำเร็จของอี ค็อน-ฮี ไม่ยิ่งหย่อนกว่าการก่อตั้งซัมซุงโดยพ่อของเขา และอาจกล่าวได้ว่ามันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการสืบทอดกิจการที่สร้างจากรุ่นพ่อให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จนกลายเป็นแบรนด์ดังติดอันดับโลก

เป็นคำยืนยันว่า แม้การ “สร้างกิจการ” นั้นง่ายกว่าการ “รักษา” แต่การรักษากิจการนั้นยังง่ายกว่าการผลักดันให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ลีคอนฮีทำสำเร็จทุกอย่างที่กล่าวมา

Photo by Jung Yeon-je / AFP

สหรัฐอ่วม! โควิดส่อระบาดหนักช่วงฤดูหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636400

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 09:30 น.สหรัฐอ่วม! โควิดส่อระบาดหนักช่วงฤดูหนาวอดีตประธานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ เตือนสหรัฐเตรียมเผชิญการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด19 หลังเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว

ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (CSSE) แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เปิดเผยว่า สหรัฐพบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่กว่า 83,700 รายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงสถิติเมื่อกลางเดือนก.ค. ซึ่งขณะนั้นพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 77,300 ราย

นพ.สก็อตต์ ก็อตต์ลิเอ็บ อดีตประธานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) กล่าวเตือนว่า สหรัฐจะเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้า

“ในขณะที่ยังไม่มียารักษาในวงกว้าง ไวรัสโควิด-19 จะแพร่ระบาดอย่างมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว โดยสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า” นพ.ก็อตต์ลิเอ็บกล่าว

อดีตประธานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ กล่าวอีกว่า ช่วงเทศกาลวันหยุด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในครอบครัวมารวมตัวกัน จะสร้างความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากจะเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่ขาดความระมัดระวังในการป้องกันการติดเชื้อ

ยังเคลียร์ไม่ได้ อาร์เมเนีย-อาเซอร์ยิงกันดุเดือดอีกรอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636373

วันที่ 24 ต.ค. 2563 เวลา 18:40 น.ยังเคลียร์ไม่ได้ อาร์เมเนีย-อาเซอร์ยิงกันดุเดือดอีกรอบ  อาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจานกลับมาจับอาวุธถล่มกันอีกครั้งหลังสหรัฐเคลียร์ใจไม่สำเร็จ  

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของอาเซอร์ไบจานเปิดเผยว่าเกิดการสู้รบกันอีกครั้งระหว่างกองกำลังของอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค ขณะที่เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นกล่าวหาว่ากองกำลังอาเซอร์ไบจานยิงปืนใหญ่ถล่มพื้นที่ในเมืองสเตปานาเกิร์ต ซึ่งเป็นเมื่องที่ใหญ่ที่สุดของนากอร์โน-คาราบัค แต่ทางการอาเซอร์ไบจานปฏิเสธ 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนียต่างก็เดินทางเข้าพบ ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เพื่อหาหนทางยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมาเกือบหนึ่งเดือน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 5,000 คนจากการประเมินของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้รัสเซียได้เป็นคนกลางในการเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงแต่ล้มเหลวทั้งสองครั้ง ขณะที่บรรดาประเทศมหาอำนาจต่างหาทางหยุดยั้งไม่ให้การสู้รบบานปลายจนถึงขั้นตุรกีซึ่งสนับสนุนอาเซอร์ไบจาน และรัสเซียซึ่งหนุนอาร์เมเนียขัดแย้งกัน

เอเชียขึ้นแท่นที่ 2 ป่วยโควิด-19 ทะลุ 10 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636370

วันที่ 24 ต.ค. 2563 เวลา 17:40 น.เอเชียขึ้นแท่นที่ 2 ป่วยโควิด-19 ทะลุ 10 ล้านเอเชียมียอดติดเชื้อโคโรนาไวรัสทะลุ 10 ล้านคนเป็นที่เรียบร้อย เป็นรองเพียงละตินอเมริกาเท่านั้น

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างอิงตัวเลขอย่างเป็นทางการในแต่ละประเทศว่า เอเชียขึ้นแท่นเป็นภูมิภาคที่มีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสมากที่สุดเป็นอันดับสอง หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 42.1 ล้านคน โดยมีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 163,000 ราย หรือคิดเป็น 14% ของทั้งโลก ขณะนี้เป็นรองเพียงภูมิภาคละตินอเมริกาเท่านั้น

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนผู้ติดเชื้อในอินเดียและปากีสถานที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยอินเดียมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในเอเชียใต้ และเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอินเดียคิดเป็น 21% ของผู้ติดเชื้อทั่วโลก

ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วอินโดนีเซียแซงหน้าฟิลิปปินส์ขึ้นเป็นประเทศที่มีมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในภูมิภาค โดยตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ที่ราว 370,000 ราย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเอเชียจะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก (WHO) ยังแนะนำให้ประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือเดินตามรอยมาตรการสกัด Covid-19 ของหลายประเทศในเอเชีย

ฮ่องกงเจอซูเปอร์บั๊กดื้อยาระบาดในโรงพยาบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636364

วันที่ 24 ต.ค. 2563 เวลา 16:31 น.ฮ่องกงเจอซูเปอร์บั๊กดื้อยาระบาดในโรงพยาบาลผู้ติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 30-60%

สำนักข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงานว่า องค์การโรงพยาบาลฮ่องกงพบผู้ติดเชื้อดื้อยาอุบัติใหม่ Candida auris ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือดและอวัยวะภายในในบ้านพักผู้สูงอายุและโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งในย่านเกาลูนตะวันตก

เรย์มอนด์ ไหล ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมโรคติดต่อขององค์การโรงพยาบาลเผยว่า การระบาดของเชื้อดังกล่าวอยู่ในระดับที่น่ากังวล และขณะนี้ทางการกำลังควบคุมไม่ไห้เกิดการระบาดในวงกว้าง

อย่างไรก็ดี ห้องกักตัวในโรงพยาบาลหลายแห่งต้องรองรับผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสจนไม่สามารถรองรับผู้ติดเชื้อดื้อยานี้ได้ ทำได้เพียงแยกให้ผู้ป่วยรักษาตัวในโซนหนึ่งของห้องพักผู้ป่วยทั่วไป ทำให้มีความเสี่ยงที่เชื้อจะติดจากบุคลากรทางการแพทย์หรืออุปกรณ์การแพทย์ไปสู่ผู้อื่น (cross infection)

ข้อมูลขององค์การโรงพยาบาลระบุว่า 10 เดือนแรกของปีนี้พบผู้ติดเชื้อถึง 136 คน ขณะที่ปีที่แล้วทั้งปีมีผู้ติดเชื้อเพียง 20 คนเท่านั้น

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Candida auris มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 30-60% ขึ้นอยู่กับว่าอวัยวะส่วนใดของร่างกายติดเชื้อ

สหรัฐเตรียมส่งเรือตรวจการณ์ประจำการในแปซิฟิกรับมือจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636360

วันที่ 24 ต.ค. 2563 เวลา 14:20 น.สหรัฐเตรียมส่งเรือตรวจการณ์ประจำการในแปซิฟิกรับมือจีน ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกส่อระบุ สหรัฐ-จีนแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจ

หน่วยยามฝั่งสหรัฐเตรียมส่งเรือตรวจการณ์เคลื่อนที่เร็วมาประจำการในแปซิฟิกตะวันตกเพื่อปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล โดยอ้างถึงการทำประมงผิดกฎหมายและการคุกคามเรือของจีน 

โรเบิร์ต โอไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐระบุในแถลงการณ์ว่า หน่วยยามฝั่งยังวางแผนประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับปีงบประมาณหน้าเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งเรือตรวจการณ์เคลื่อนที่เร็วไปประจำการที่อเมริกันซามัวซึ่งเป็นดินแดนของสหรัฐในแปซิฟิกใต้ด้วย 

แถลงการณ์เอ่ยถึงสหรัฐว่าเป็นมหาอำนาจในแปซิฟิก และระบุว่า “การทำประมงผิดกฎหมาย การคุกคามเรือในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศอื่นในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกของจีนเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจอธิปไตยของเรา และอำนาจอธิปไตยของเพื่อนบ้านของเราในแปซิฟิก ทั้งยังเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของภูมิภาค” 

ในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า ความพยายามของสหรัฐและหน่วยยามฝั่งเป็นสิ่งจำเป็นในการต่อต้านพฤติกรรมที่บ่อนทำลายและมุ่งร้ายเหล่านี้ ดังนั้นหน่วยยามฝั่งสหรัฐจึงเตรียมส่งเรือตรวจการณ์เคลื่อนที่เร็วไปยังแปซิฟิกตะวันตก

อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ไม่ได้ระบุว่าเรือจะไปประจำการในจุดใดหรือจะส่งเรือไปกี่ลำ

โอไบรอันเผยว่า เรือตรวจการณ์รุ่นใหม่ของสหรัฐจะปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล อาทิ ตรวจการณ์การทำประมง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางทะเล และร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคที่ยังมีข้อจำกัดด้านระบบตรวจการณ์ชายฝั่ง

วิจัยชี้เกสรดอกไม้ช่วยหยุดโคโรนาไวรัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636353

วันที่ 24 ต.ค. 2563 เวลา 12:20 น.วิจัยชี้เกสรดอกไม้ช่วยหยุดโคโรนาไวรัสนักวิจัยดัตช์ชี้ละอองเกสรดอกทิวลิปช่วยยับยั้งเชื้อโคโรนาไวรัส

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเปิดเนเธอร์แลนด์พบว่าละอองเกสรดอกไม้ช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส หลังจากสังเกตว่าในช่วงที่ดอกทิวลิปบาน ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะลดลง แต่หลังจากสิ้นสุดฤดูดอกไม้บานตัวเลขจะกกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง

ช่วงที่มีละอองดอกทิวลิปตั้งแต่ 610 ชิ้นต่อคิวบิกเมตรในอากาศ ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเริ่มลดลง

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science of the Total Environment  ระบุว่า ละอองเกสรดอกไม้เป็นสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ ซึ่งเข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันและต่อสู้กับไวรัสที่ทำมห้เกดโรคในระบบทางเดินหายใจ และดูเหมือนจะสร้างละอองที่ช่วยลดการเพิ่มจำนวนของไวรัส

งานวิจัยยังระบุอีกว่า หากมลพิษในอากาศรวมตัวกับละอองเกสร ประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันของละอองเกสรจะลดลง

อย่างไรก็ดี หวังเล่ย ศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันจากมหาวิทยาลัยแพทย์เจ้อเจียงเผยว่า ระบบภูมิคุ้มกันมีปฏิกิริยากับละอองเกสรและเชื้อไวรัสต่างกัน และยังไม่แน่ชัดว่าละอองเกสรดอกไม้จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายออกมาสู้กับเชื้อโคโรนาไวรัส และกล่าวเสริมอีกว่ายังต้องลงมือวิจัยเพิ่มเติมเพื่อหาความเกี่ยวของระหว่างละอองเกสรกับเชื้อโคโรนาไวรัส

โลกเสี่ยงวุ่นวาย เมื่อมหาอำนาจหันมาสะสมขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636317

วันที่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 21:15 น.โลกเสี่ยงวุ่นวาย เมื่อมหาอำนาจหันมาสะสมขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงทำให้เกิดความกังวลว่าอาวุธที่ “ยังไม่มี” ระบบต่อต้านขีปนาวุธใดๆ ในปัจจุบันสกัดกั้นได้ จะถูกนำมาใช้เสริมศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

อาวุธความเร็วเหนือเสียง หรือไฮเปอร์โซนิกเป็นเทคโนโลยีทางทหารล่าสุดที่บรรดาประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ จีน รัสเซีย รวมถึงอินเดียให้ความสนใจจนนำมาสู่ความกังวลว่าประเทศเหล่านี้จะเกิดการแข่งขันกันสะสมอาวุธที่ถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดสถานะทางยุทธศาสตร์ของประเทศที่พัฒนาสำเร็จ

คุณสมบัติที่โดดเด่นของขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงคือ มีความเร็วตั้งแต่มัค 5 ขึ้นไป หรือเร็วกว่าความเร็วของเสียง 5 เท่า หรือเร็วกว่า 1.6 กิโลเมตรต่อวินาที และยังมีทิศทางการบินเป็นเส้นซิกแซก ทำให้คาดเดาทิศทางการโจมตีเป้าหมายได้ยากแม้จะใช้ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับก็ตาม และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีระบบต่อต้านขีปนาวุธใดทำลายขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกได้เลย

ภาพแสดงการเคลื่อนที่ของขีปนาวุธข้ามทวีป (เส้นสีน้ำเงิน) และขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก (เส้นสีเหลือง)

แตกต่างจากทิศทางของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่แม้จะมีความเร็วเหนือเสียงเช่นกัน แต่การที่เคลื่อนที่ในวิถีพาราโบลา หรือวิถีโค้ง ทำให้ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับและคำนวณวิถีได้ก่อนที่ขีปนาวุธจะถึงเป้าหมาย และยังมีเวลาเหลือเฟือให้ฝ่ายตรงข้ามส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธออกมาทำลาย

หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเป็นการรวมความเร็วของขีปนาวุธข้ามทวีป และความสามารถในการควบคุมทิศทางและระดับบิน เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา บินเชิดบินดิ่งได้ของขีปนาวุธร่อนเอาไว้ด้วยกัน

ความเร็วและความสามารถในการหลบหลีกของขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกจึงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มประเทศมหาอำนาจ จึงไม่แปลกที่ทั้งสหรัฐ จีน รัสเซีย หรือแม้แต่อินเดียพากันพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกอย่างเร่งด่วน

จีนเป็นประเทศแรกที่โชว์ให้ชาวโลกได้เห็นว่าตัวเองมีขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกแล้ว โดยถือโอกาสครบรอบ 70 ปีวันชาติเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ปีที่แล้วเปิดตัวขีปนาวุธตงเฟิง-17 (DF-17) ที่มีความเร็วเหนือเสียงประมาณ 5 เท่า และ DF-41 ที่มีรายงานว่ามีความเร็วถึงมัค 25 หรือราว 8.575 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งสามารถถล่มสหรัฐได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที รวมทั้ง DF-100

บทความเรื่อง China New DF-100 Missile : Design to Kill U.S. Navy Aircraft Carriers? (ขีปนาวุธ DF-100 ของจีนถูกออกแบบให้โจมตีเรือรบของสหรัฐ? )โดย เซบาสเตียน โรบิน คาดว่าจีนอาจจะใช้ขีปนาวุธ DF-100 โจมตีเป้าหมายทางทะเลซึ่งก็คือ เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ

ขณะที่สถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์ของออสเตรเลียเคยประเมินไว้ว่า ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของจีนมีขีดความสามารถพอที่จะกวาดล้างที่ตั้งทางทหาร หน่วยบัญชาการ หรือเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐภายในภูมิภาคแปซิฟิกได้ภายในเวลาไม่เกิน 15 นาที

ถัดจากจีนไม่นานก็เป็นคิวของรัสเซีย ในยุคของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน รัสเซียคิดค้นและพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงมาประจำการในกองทัพเมื่อปลายปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธ Kinzhal ความเร็วระดับมัค 10  ขีปนาวุธ Zircon และโดยเฉพาะขีปนาวุธ Avangard ที่ติดตั้งอยู่บนภูเขาอูราล ซึ่งมีความเร็วเหนือเสียงถึง 27 เท่า (9.261 กิโลเมตรต่อวินาที)

ขีปนาวุธของรัสเซียมีทั้งความเร็ว ความสามารถในการหลบหลีกระบบตรวจจับขีปนาวุธในระดับที่ “ไม่มีใครทำลายได้” จนทำให้รัสเซียผงาดเป็นผู้นำในด้านขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก และอาจทำให้สหรัฐมีอาการหนาวๆ ร้อนๆ ได้

การทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นต้นแบบของสหรัฐเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา Photo by Oscar Sosa / US NAVY / AFP

ขณะที่สหรัฐเพิ่งกลับมาพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกอีกครั้งในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่อดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา สั่งยุติไป ทำให้สหรัฐยังตามหลังจีนและรัสเซียที่นำขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกมาประจำการในกองทัพแล้ว แต่ของสหรัฐคาดว่าจะพร้อมประจำการราวปี 2023

ขณะนี้ข้อมูลขีปนาวุธของสหรัฐยังมีไม่มาก เพียงแต่หลุดออกจากปากทรัมป์เมื่อเร็วๆ นี้ว่าสหรัฐกำลังพัฒนาสุดยอดขีปนาวุธ (Super Duper Missile) ที่มีความเร็วมัค 17 ซึ่งเร็วกว่าขีปนาวุธโทมาฮอว์กที่มีอยู่ในกองทัพสหรัฐราว 10 เท่า

นอกจากนี้ ยังมีอินเดียที่ร่วมมือกับรัสเซียพัฒนา Brahmos II ซึ่งคืบหน้าช้ากว่าที่คาดไว้ ส่วนออสเตรเลียจับมือกับสหรัฐพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกความเร็วมัค 8 ขณะที่ฝรั่งเศสคาดว่าจะนำขีปนาวุธร่อนไฮเปอร์โซนิกมาใช้ภายในปี 2022 และญี่ปุ่นคาดว่าจะมีจรวดร่อนไฮเปอร์โซนิกในปี 2026 ตามบันทึกของสำนักงานวิจัยแห่งรัฐสภาสหรัฐประจำเดือน ก.ค. 2019

ในเดือน ก.พ.ปีหน้าข้อตกลงจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (START) ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียกำลังจะหมดอายุลง และขณะนี้แม้ว่าจะมีสัญญาณดีว่าสหรัฐและรัสเซียอาจจับมือกันลงนามขยายสัญญาออกไปอีก 1 ปี แต่จนกว่าจะถึงวันจรดปากกาลงนามชาวโลกก็ยังไว้วางใจไม่ได้ เพราะหากทั้งสองประเทศฉีกสัญญาขึ้นมา โลกจะกลับเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันกันสะสมอาวุธอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหลังจากยุคสงครามเย็น

เมื่อถึงเวลานั้นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกอาจถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในทางแท็กติกเพื่อเพิ่มอำนาจการเจรจาต่อรอง โดยประเทศที่มีแสนยานุภาพมากกว่าย่อมมีอำนาจต่อรองสูง มีแนวโน้มจะเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

ทั้งอเล็กซี ราคมานอฟ ประธานบรรษัทผู้ต่อเรือรัสเซีย และคอลลิน โก๊ะ นักวิชาการจากสถาบันยุทธศาสตร์และการป้องกันศึกษาในสิงคโปร์เห็นตรงกันว่า ปูตินจะใช้ความได้เปรียบที่รัสเซียมีขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก Avangard เพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาข้อตกลง START กับสหรัฐ

“มันจะส่งผลกับการป้องปรามทางยุทธศาสตร์ หากถึงวันที่มหาอำนาจทั้งสามประเทศต่างมีอาวุธไฮเปอร์โซนิก นานาชาติอาจเรียกร้องให้ทำสัญญาควบคุมอาวุธฉบับใหม่เพื่อควบคุมการใช้และการพัฒนาเพิ่ม”

ทั้งสหรัฐและรัสเซียต่างต้องการให้จีนร่วมลงนามในข้อตกลงลดอาวุธนี้ด้วย แต่จีนไม่เอาด้วย เนื่องจากอาวุธนิวเคลียร์ในคลังแสงของจีนยังเป็นรองทั้งสหรัฐและรัสเซีย โดยรัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ 6,375 ลูก ซึ่งรวมถึงส่วนที่ยังไม่ได้ติดตั้งประจำการ สหรัฐมี 5,800 ลูก ในขณะที่จีนมีเพียง 320 ลูก

และหากสหรัฐ หรือจีน หรือรัสเซียนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ร่วมกับขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกคงยากที่จะมีใครต่อกรได้ ความตึงเครียดระหว่างประเทศมหาอำนาจคงทวีความรุนแรงขึ้น ผลสุดท้ายคำว่าสันติภาพอาจถูกลบไปจากหน้าประวัติศาสตร์