เกาหลีใต้เรียกร้องรัฐบาลหยุดส่งออกรถฉีดน้ำสลายม็อบให้ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636320

วันที่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 18:45 น.

เกาหลีใต้เรียกร้องรัฐบาลหยุดส่งออกรถฉีดน้ำสลายม็อบให้ไทยองค์กรภาคประชาสังคมเกาหลีใต้เรียกร้องรัฐบาลหยุดส่งออกรถฉีดน้ำ ลั่นไม่อยากให้มีคนตายซ้ำ

สำนักข่าวท้องถิ่นเกาหลีรายงาน เช้าวันที่ 23 ตุลาคม สมาชิกองค์กรภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ออกมาชุมนุมเรียกร้องที่จัตุรัสควังฮวามุน กรุงโซล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้ยุติการส่งออกรถฉีดน้ำแรงดันสูงให้กับรัฐบาลไทยและประเทศอื่นๆ

โดยแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่ประเทศไทยมีการสลายการชุมนุมด้วยรถฉีดน้ำแรงดันสูงซึ่งพวกเขาเรียกว่าเป็น “อาวุธทำลายล้าง” และละเมิดสิทธิมนุษยชน พวกเขาไม่ต้องการให้มีผู้เสียชีวิตจากอุปกรณ์ดังกล่าวอีก

การชุมนุมในวันนี้นอกจากจะเป็นการเรียกร้องให้ยุติการส่งออกรถฉีดน้ำแรงดันสูงแล้วยังจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนไทยด้วย

ทั้งนี้ ในปี 2015 เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีเคยสลายการชุมนุมโดยการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงส่งผลให้ “แบคนัมกี” เกษตรกรชาวเกาหลีเสียชีวิตเนื่องจากอวัยวะภายในได้รับการกระทบกระเทือนจากแรงดันน้ำ ส่งผลให้เกาหลีใต้ยกเลิกการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงในการสลายการชุมนุมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Photo by Ohmynews

“ซีไอเอ” แห่งม็อบไทยโด่งดังไกลถึงต่างแดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636303

วันที่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 17:30 น."ซีไอเอ" แห่งม็อบไทยโด่งดังไกลถึงต่างแดนสำนักข่าวต่างประเทศรายงานสตรีทฟู้ดไทยไปไวเหมือนซีไอเอ

เอเอฟพี รายงานว่า บรรดาร้านค้าสตรีทฟู้ดมักปรากฏตัวคนแรกๆ ในการนัดชุมนุมประท้วงที่ประเทศไทย แม้กระทั่งผู้ชุมนุมประท้วงเองยังมาช้ากว่าพ่อคาแม่ค้าเหล่านี้เสียอีก ในพื้นที่ชุมนุมเต็มไปด้วยร้านอาหารสตรีทฟู้ดไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้น, ไก่ทอด, ไส้กรอกอีสาน, หมูสะเต๊ะ, ผลไม้ดอง และน้ำดื่ม

พ่อค้าขายลูกชิ้นคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า เขาติดตามความเคลื่อนไหวบนเฟซบุ๊กและติดต่อกับผู้ประกอบการคนอื่นๆ ในการให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยการมาขายอาหารที่ในพื้นที่ชุมนุมทำให้สามารถขายหมดได้เร็วขึ้น จากปกติจะปิดร้านประมาณเที่ยงคืน แต่เมื่อมาขายที่นี่เขาปิดร้านได้ภายใน 20.00 น.

เช่นเดียวกับพ่อค้าไก่ทอดซึ่งให้สัมภาษณ์ว่า การขายอาหารในพื้นที่ชุมนุมส่งผลให้เขามีรายได้มากขึ้นถึงสองเท่าหรือประมาณ 6,000 บาทต่อวัน

แม้ว่าพวกเขาจะตระหนักถึงความเสี่ยงในการทำธุรกิจในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายเช่นนี้แต่เศรษฐกิจในภาวะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือก

รวมถึงสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ร้านค้าสตรีทฟู้ดได้รับฉายาว่า “ซีไอเอ” หรือหน่วยสืยราชการลับที่ไม่เพียงแต่ไปถึงก่อนตำรวจเท่านั้นแต่ยังไปถึงก่อนผู้ชุมนุมอีกด้วย

พ่อค้าคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่า “พวกเราต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยมีการตั้งกลุ่มสนทนากันระหว่างพ่อค้าแม่ค้า”

พ่อค้าแม่ค้าต้องพร้อมที่จะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและต้องกรองข้อมูลที่ประกาศจากกลุ่มผู้ชุมนุมเนื่องจากในบางครั้งกลุ่มผู้ชุมนุมแจ้งสถานที่ปลอมเพื่อหลอกเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการขายอาหารในพื้นที่ชุมนุมจะทำให้พวกเขามีรายได้ แต่พ่อค้าแม่ค้าหลายคนมีอุดมการณ์โดยจะไม่ไปขายอาหารให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมอีกฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วยหรือแม้กระทั่งไม่ขายให้กับตำรวจและทหาร

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP
Photo by Mladen ANTONOV / AFP

ยูเอ็นจี้ไทยปล่อยตัวผู้ชุมนุม ลั่นรัฐใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636312

วันที่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 16:30 น.ยูเอ็นจี้ไทยปล่อยตัวผู้ชุมนุม ลั่นรัฐใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็นผู้เชี่ยวชาญจากยูเอ็นจี้ไทยปล่อยตัวผู้ชุมนุมโดยไม่มีเงื่อนไขพร้อมหันหน้าเจรจาโดยสันติ

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติแถลงการณ์ (ยูเอ็น) ได้แก่ เคลมองต์ วูเล ผู้ตรวจการพิเศษด้านสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสันติ, ไอรีน ข่าน ผู้ตรวจการพิเศษด้านส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก และแมรี ลอว์เลอร์ ผู้ตรวจการพิเศษด้านสถานการณ์ของผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้สิทธิขั้นพื้นฐานของการชุมนุมโดยสงบและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงเรียกร้องให้ยุติการปราบปรามการประท้วงที่ดำเนินไปอย่างสันติ

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “การกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นมาตรการที่เข้มงวดเพื่อยับยั้งการประท้วงอย่างสันติและทำให้บุคคลที่เห็นต่างกลายเป็นอาชญากร”

“เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยอนุญาตให้นักศึกษา, นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และคนอื่นๆ ประท้วงอย่างสันติ ประชาชนไทยควรได้รับอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นและมุมมองทางการเมืองได้อย่างเสรีภาพทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์โดยไม่มีการฟ้องร้อง”

ยูเอ็นระบุว่า ประชาชนหลายพันคนเข้าร่วมการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยในกรุงเทพมหานครเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการปกครองและระบอบกษัตริย์โดยตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2563 มีการจับกุมบุคคลอย่างน้อย 80 คน บางคนถูกตั้งข้อหาปลุกระดมและจัดให้มีการชุมนุมที่ “ผิดกฎหมาย” และบางคนถูกตั้งข้อหาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำคามผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เนื่องจากใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเรียกร้องประชาชนเข้าร่วมการชุมนุม และสองคนต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงต่อสถาบันกษัตริย์

“เรากังวลอย่างมากที่ผู้มีส่วนร่วมในการชุมนุมโดยสันติถูกตั้งข้อหาตามกฎหมาย” ผู้เชียวชาญเรียกร้องให้ทางการปล่อยตัวประชาชนที่ถูกคุมขังทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อใช้เสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญอ้างถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมในวันที่ 15 ตุลาคม โดยกล่าวว่า “หน่วยงานความมั่นคงใช้กำลังโดยไม่จำเป็นกับผู้ประท้วงอย่างสันติ ความรุนแรงดังกล่าวมีแต่ความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหาทางการเจรจากับพวกเขาในทันที”

นักเคลื่อนไหวอินโดนับถืออุดมการณ์ม็อบไทย ชมประท้วงเป็นระเบียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636299

วันที่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 15:45 น.นักเคลื่อนไหวอินโดนับถืออุดมการณ์ม็อบไทย ชมประท้วงเป็นระเบียบนักเคลื่อนไหวชาวอินโดนีเซียชื่นชมอุดมการณ์ผู้ประท้วงในไทยชี้กลยุทธ์การเดินขบวนเป็นระเบียบ

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานการชุมนุมโดยสงบของไทยได้รับการชื่นชมจากนักเคลื่อนไหวชาวอินโดนีเซีย โดย ยาซีด ซีนาอีดีน ซาปูตรา นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตาแสดงความชื่นชมและเคารพในอุดมการณ์ของผู้ประท้วงไทย โดยอ้างถึงการเดินขบวนประท้วงของกลุ่มผู้ชุมนุมแม้ว่าจะมีการใช้มาตรการป้องกันการชุมนุมและการสลายการชุมนุม เช่น การใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง

ยาซีด กล่าวว่า “ฉันเคารพเยาวชนไทยมากเพราะการต่อสู้ของพวกเขานั้นยากกว่าการต่อสู้ของชาวอินโดนีเซีย มันเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเรา เราจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการชุมนุม ขณะที่ในอินโดนีเซียผู้ประท้วงจำนวนมากกระจัดจาย หากเราใช้กลยุทธ์ของไทยจะสามารถจัดระเบียบการประท้วงได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ยังกล่าวชื่นชมจิตวิญญาณและความมุ่งมั่นของเยาวชนไทยที่จะเป็นตัวแทนในการเปลี่ยนแปลงประเทศและเผยว่า “สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการชุมนุมของไทยคือการเป็นตัวแทนของประเทศส่งต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนไปยังรัฐบาล และพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว”

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์กล่าวว่าการเคลื่อนไหวในไทยและอินโดนีเซียมีความคล้ายคลึงกันและเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์โค่นล้มระบอบเผด็จการของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต ในปี 1998 ซึ่งยืดเยื้อนานถึง 30 ปี

การเคลื่อนไหวในอินโดนีเซียเกิดขึ้นเพื่อผลักดันให้ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ยกเลิกพระราชบัญญัติแรงงาน (Omnibus) ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิและรายได้ของคนงานและคนพื้นเมือง ส่งผลให้สมาชิกองค์กรแรงงาน, นักศึกษา และประชาชนต้องออกมาเคลื่อนไหวจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและการใช้ความรุนแรงในที่สุด

ผู้ประท้วงในจาการ์ตาบางคนขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่รวมถึงจุดไฟเผาพื้นที่สาธารณะหลายแห่ง ขณะที่ตำรวจใช้กระสุนยาง, แก๊สน้ำตา, และรถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายการชุมนุม รวมถึงมีการใช้กำลังทุบตีผู้ประท้วงและนักข่าว โดยขณะนี้การเดินขบวนประท้วงยังคงดำเนินต่อไปแม้จะมีผู้เข้าร่วมลดน้อยลง

ส่องท่าทีทรัมป์-ไบเดน ดีเบตครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งปธน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636291

วันที่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 13:00 น.ส่องท่าทีทรัมป์-ไบเดน ดีเบตครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งปธน.ดีเบตครั้งสุดท้ายระหว่างทรัมป์-ไบเดนเป็นไปอย่างเรียบร้อยก่อนถึงวันเลือกตั้ง 3 พ.ย.นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน การประชันวิสัยทัศน์ครั้งสุดท้ายของผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน จัดขึ้นที่เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ในคืนวันที่ 22 ตุลาคม เวลา 21.00-22.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

หลังจากการดีเบตครั้งแรกทั้งสองโต้เถียงกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีท่าทีก้าวร้าวรุนแรงส่งผลให้คะแนนนิยมลดลงอย่างมากหลังจากนั้น โดยในการดีเบตครั้งนี้มีการสังเกตว่าท่าทีของเขาดูสุภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในการอภิปรายครั้งนี้คณะกรรมาธิการมีมาตรการปิดเสียงไมโครโฟนโดยจะให้เวลาคนละ 2 นาทีในการตอบคำถามแต่ละหัวข้อและหลังจากนั้นจะเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้โต้แย้งกันซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ดำเนินรายการและสามารถปิดไมโครโฟนได้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันการพูดแทรก ส่งผลให้ทั้งคู่มีท่าทีที่สงบแตกต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิง

โดยผู้ดำเนินรายการในครั้งนี้คือคริสเตน เวลเคอร์ ผู้สื่อข่าวจาก NBC และประเด็นคำถามของทั้งคู่มีทั้งหมด 6 หัวข้อ ได้แก่ โควิด-19, สถานการณ์ครอบครัวชาวอเมริกันและเศรษฐกิจ, ชาติพันธ์, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกาศ, ความมั่นคงแห่งชาติ และภาวะการเป็นผู้นำ

ไบเดนกล่าวประณามทรัมป์ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 220,000 คน ขณะที่ทรัมป์กล่าวหาไบเดนว่าต้องการปิดประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคหากได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อย่างไรก็ตามทรัมป์ย้ำว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นความผิดของประเทศจีนไม่ใช่ความผิดของตน

ทรัมป์ อ้างถึงกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรม (Crime Bill) ที่ไบเดนมีส่วนสนับสนุนให้ใช้งานในปี 1990 โดยกล่าวว่าเป็นส่วนหนึ่งของความไม่ยุติธรรมของเชื้อชาติ ขณะที่ไบเดนกล่าวหาว่าทรัมป์เป็นคนทำให้การเหยียดเชื้อชาติรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ไบเดนยังต่อว่าทรัมป์ที่ผูกสัมพันธไมตรีกับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือส่งผลให้เกาหลีเหนือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มากมาย โดยทรัมป์แย้งว่าเขาเป็นคนทำให้ไม่เกิดสงครามระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐ รวมถึงโต้แย้งประเด็นที่กล่าวหาว่าทรัมป์เลี่ยงภาษีโดยรับปากว่าจะเปิดเผยข้อมูลการเสียภาษีของตนต่อสาธารณชนเร็วๆ นี้

จีนยกเครื่องกองทัพ ปฏิรูประบบการศึกษาทหารมุ่งสร้างกองทัพระดับโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636280

วันที่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 11:40 น.จีนยกเครื่องกองทัพ ปฏิรูประบบการศึกษาทหารมุ่งสร้างกองทัพระดับโลกจีนอนุมัติปรับปรุงระบบการศึกษาของทหารเพื่อสร้างกองทัพที่ทันสมัย

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีและประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง อนุมัติแนวทางการศึกษาทางทหารซึ่งจะปฏิรูประบบใหม่เพื่อฝึกฝนบุคลากรให้มีความสามารถมากขึ้นสำหรับกองทัพที่ทันสมัย

การยกเครื่องทหารเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการขับเคลื่อนการปรับปรุงกองทัพจีนให้ทันสมัยซึ่งเป็นโครงการที่ผลักดันมาตั้งแต่ปี 2017 ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างกองทัพระดับโลกที่มีเทคโนโลยีเป็นจุดแข็งภายในปี 2035

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจีนทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารและจัดให้มีการฝึกซ้อมมากขึ้นเพื่อเพิ่มความพร้อมในการต่อสู้

โดยสีจิ้นผิงเน้นย้ำให้กองทัพพร้อมรบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดกับสหรัฐรวมถึงเกาะไต้หวันและทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรง และย้ำถึงความสำคัญของการมีทหารที่ได้รับการอบรมและฝึกฝนมาเป็นอย่างดี โดยกล่าวว่าสถาบันการศึกษาของกองทัพก่อตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิธีการต่อสู้และชัยชนะจึงจำเป็นต้องเน้นการปฏิบัติจริงเพื่อให้มีความรู้และความสามารถพร้อมรบในสถานการณ์จริง

อย่างไรก็ตามระบบการศึกษาทางทหารของจีนไม่ได้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในกองทัพ ทหารไม่สามารถมีความรู้ทางทฤษฎีเพียงอย่างเดียวแต่ต้องมีทักษะในทางปฏิบัติด้วย

โจว เฉินหมิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารจากปักกิ่งเผยว่า “ระบบการศึกษาทางทหารของจีนล้มเหลวในการฝึกอบรมบุคลากรสำหรับกองทัพที่สมัย เนื่องจากมหาวิทยาลัยบางแห่งกำลังสอนวิชาความรู้ทั่วไปโดยไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การทหาร การศึกษาบางส่วนวิชาการเกินไปเสมือนเป็นการฝึกให้ทหารกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ซึ่งพวกเขาจะไม่เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของกองกำลังต่อสู้ในปัจจุบัน”

ทั้งนี้ จีนมีมหาวิทยาลัยทหารสองแห่งคือ มหาวิทยาลัยป้องกันประเทศแห่งชาติ PLA และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีป้องกันประเทศ นอกจากนี้ยังมีองค์กรการศึกษาอื่นๆ อีกหลายสิบแห่งที่มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น เรือดำน้ำ และรถหุ้มเกราะ

นอกจากนี้กองทัพจันยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของจีน เช่น มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยเป่ยหังเพื่อฝึกอบรมบุคลากรทางทหารตั้งแต่นักบินรบไปจนถึงผู้บังคับบัญชา

Photo by Noel Celis / AFP

ยุโรประอุ! กรีซสั่งกองทัพเรือพร้อมรบหลังกรณีพิพาทตุรกีตึงเครียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636257

วันที่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 08:55 น.ยุโรประอุ! กรีซสั่งกองทัพเรือพร้อมรบหลังกรณีพิพาทตุรกีตึงเครียดความขัดแย้งระหว่างกรีซและตุรกีเหนือพื้นที่พิพาททางทะเลที่อุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมปะทุขึ้นอีกครั้ง

กองทัพเรือกรีซยกระดับการเฝ้าระวังเป็นระดับสีส้ม โดยมีคำสั่งให้เรือรบล้อมเกาะคัสเตลโลริโซและเกาะใกล้เคียงอื่นๆ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างกรีซกับตุรกีในทะเลอีเจียน เพื่อปกป้องดินแดนของกรีซไม่ให้ตุรกีเข้ามาสำรวจก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม

การยกระดับการเฝ้าระวังของกรีซเกิดขึ้นหลังจากเรือสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ Oruc Reis ของตุรกีแล่นอยู่ห่างจากเกาะคัสเตลโลริโซ 14 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ที่สุดที่เรือของตุรกีเคยแล่นผ่านในช่วงที่เผชิญหน้ากัน และจากนั้นเรือของตุรกีได้แล่นเข้าไปในพื้นที่พิพาทที่เรือรบและเรือดำน้ำของกรีซเฝ้ารักษาการณ์อยู่

รายงานข่าวระบุว่าเรือของกรีซกว่า 60 ลำลอยลำอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อจับตาความเคลื่อนไหวของเรือต่างๆ

ตุรกีส่งเรือสำรวจ Oruc Reis ไปยังเกาะพิพาทอีกครั้งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากเพิ่งเรียกเรือดังกล่าวกลับจากภารกิจสำรวจที่หวุดหวิดทำให้กรีซและตุรกีเปิดศึกแย่งชิงก๊าซธรรมชาติกันก่อนหน้านี้

อเล็กซิส ปาปาเคลาส นักวิเคราะห์นโยบายด้านการต่างประเทศและกลาโหมจากหนังสือพิมพ์ Kathimerini ของกรีซเตือนว่า การเสริมกำลังของกองทัพเรือกรีซเป็นการเพิ่มความตึงเครียดซึ่งเข้าทางตุรกี

การยกระดับและการเผชิญหน้ากันครั้งนี้ยิ่งทำให้ความพยายามของสหรัฐและสหภาพยุโรปในการหาทางให้ทั้งสองประเทศหันหน้าไกล่เกลี่ยกันยุ่งยากยิ่งขึ้น

นทท.ไทยติดโผอันดับ 2 ถูกตม.ญี่ปุ่นส่งกลับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636253

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 20:00 น.นทท.ไทยติดโผอันดับ 2 ถูกตม.ญี่ปุ่นส่งกลับตม.ญี่ปุ่นคุมเข้มปฏิเสธคนเข้าเมืองกว่าหมื่นรายต่อปี มาจากไทยกว่าพันคน

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม NHK รายงานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นเผยว่าในปีที่แล้วมีชาวต่างชาติถูกปฏิเสธเข้าประเทศถึง 10,647 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1,468 รายหรือราว 16% ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีที่มีจำนวนชาวต่างชาติถูกปฏิเสธเกินหมื่นราย

โดยชาวต่างชาติที่ถูกปฏิเสธ 8,890 รายหรือประมาณ 80% ถูกปฏิเสธเนื่องจากต้องสงสัยเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการเข้าประเทศ เช่น วางแผนที่จะเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายในญี่ปุ่น

ทั้งนี้ มีประเทศที่ถูกปฏิเสธเข้าประเทศญี่ปุ่นมากที่สุดคือประเทศจีน โดยมีผู้ถูกปฏิเสธ 3,765 รายซึ่งคิดเป็น 1.8 เท่าของปีที่แล้ว

โดยประเทศไทยมีผู้ถูกปฏิเสธเข้าประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับที่สองด้วยจำนวน 1,398 ราย และอันดับสามคือตุรกี 925 ราย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีผู้ขอเข้าประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีผู้ถูกปฏิเสธเข้าประเทศเพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ยังเผยว่าการคัดกรองคนเข้าประเทศเป็นไปอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานผิดกฎหมายในญี่ปุ่น

จีนโวย นักศึกษาจีนจำนวนมากถูกคุกคามในสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636241

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 18:55 น.จีนโวย นักศึกษาจีนจำนวนมากถูกคุกคามในสหรัฐจีนเตือนสหรัฐหยุดเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษาจีน ลั่นจะดำเนินการต่อไปเพื่อปกป้องสิทธิพลเมืองจีน

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม จ้าวลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกระตุ้นเตือนสหรัฐหยุดเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษาและนักวิชาการจีนในสหรัฐ

จ้าว กล่าวว่าสหรัฐมักใช้อำนาจตุลาการในทางมิชอบเพื่อคุกคาม สอบสวน หรือแม้กระทั่งจับกุมและดำเนินคดีกับนักศึกษาชาวจีนในสหรัฐภายใต้ข้อกล่าวหาที่ไร้มูลความจริง

โดยนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกันยายนที่ผ่านมามีนักศึกษาจีนเกือบ 300 คน ถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐคุกคามและตรวจสอบขณะใช้บริการเที่ยวบินในสหรัฐ

นักศึกษาจีนหลายคนถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐบังคับใช้กฎหมายคุกคามอย่างรุนแรงที่สนามบินขณะพวกเขากำลังเดินทางออกนอกประเทศ โดยโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา รวมถึงสิ่งของอื่นๆ ของพวกเขาถูกตรวจสอบอย่างไม่ระมัดระวังหรือแม้กระทั่งถูกยึด 

ท่าทีดังกล่าวของสหรัฐถือเป็นการละเมิดสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายของนักศึกษาและนักวิชาการจีนในสหรัฐ อีกทั้งยังเป็นการบ่อนทำลายการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างจีนและสหรัฐด้วย

“เราได้ยื่นคัดค้านอย่างจริงจังกับสหรัฐหลายครั้ง เพื่อกระตุ้นเตือนให้สหรัฐดำเนินการแก้ไขข้อผิดพลาดและยุติการเลือกปฏิบัติต่อนักศึกษาจีน และจะดำเนินการตามมาตรการต่อไปเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ตามกฏหมายของพลเมืองจีน” จ้าวกล่าว

ออกซ์ฟอร์ดยืนยันเดินหน้าทดสอบวัคซีนหลังอาสาสมัครเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636225

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 16:30 น.ออกซ์ฟอร์ดยืนยันเดินหน้าทดสอบวัคซีนหลังอาสาสมัครเสียชีวิตการทดสอบวัคซีนของออกซ์ฟอร์ดและแอสตร้าเซนเนก้ายังคงดำเนินต่อแม้มีผู้เข้าร่วมเสียชีวิต

BBC รายงานการทดลองวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและแอสตร้าเซนเนก้า ยังคงดำเนินต่อไปหลังตรวจสอบการเสียชีวิตของอาสาสมัครทดสอบวัคซีนเรียบร้อยแล้ว

หน่วยงานสาธารณสุขบราซิลได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมว่ามีอาสาสมัครรายหนึ่งเสียชีวิต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีผู้เสียชีวิตจากการทดสอบวัคซีนตัวดังกล่าว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิต โดยกล่าวว่าเป็นมาตรการรักษาความลับในการทดสอบวัคซีน

ผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นแพทย์บราซิล วัย 28 ปี ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อ โดยตามรายงานของสำนักข่าวท้องถิ่นระบุว่าอาสาสมัครคนนี้ได้รับวัคซีนกลุ่มที่เป็นยาหลอก

ตามข้อมูลระบุว่ามีอาสาสมัครครึ่งหนึ่งที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 และอีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอก ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ โดยผู้เข้าร่วมและครอบครัวจะไม่ทราบว่าได้รับยาชนิดใด เพื่อช่วยเปรียบเทียบผลลัพธ์ของวัคซีนทั้งสองและประเมินว่าวัคซีนโควิด-19 มีประสิทธิภาพหรือไม่

ทางมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดแถลงว่า การดำเนินการทั้งหมดได้รับการตรวจสอบและประเมินแล้วว่าไม่มีความน่ากังวลในเรื่องความปลอดภัย และหน่วยงานกำกับดูแลของบราซิลแนะนำว่าควรดำเนินการทดสอบวัคซีนต่อไป

ด้านแอสตร้าเซนเนก้ายืนยันว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว และมีการประเมินอย่างรอบคอบโดยผู้วิจัย คณะกรรมการตรวจสอบความปลอดภัย และหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งไม่ได้นำไปสู่ความกังวลใดๆ เกี่ยวกับการทดสอบวัคซีนที่กำลังดำเนินการ

ทั้งนี้ วัคซีนดังกล่าวได้รับการทดสอบในขั้นที่ 1 และ 2 เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังดำเนินการทดสอบวัคซีนขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายโดยมีอาสาสมัครจากประเทศต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักร, บราซิล และอินเดีย โดยบราซิลมีแผนจะซื้อวัคซีนหากได้รับการอนุมัติเรียบร้อย